The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เนื้อหาหน่วยที่ สเกตภาพ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by พุทธินันท์, 2021-09-19 04:07:17

เนื้อหาหน่วยที่ สเกตภาพ

เนื้อหาหน่วยที่ สเกตภาพ

1

หน่วยที่ 1
การสเกต็ ซ์ภาพชิ้นส่วนเครื่องกล

หัวข้อเรื่อง (Topics)
1.1 ความหมายของการสเก็ตซ์ภาพ
1.2 เคร่ืองมือท่ีใชส้ เกต็ ซ์ภาพ
1.3 เส้นที่ใชใ้ นการสเก็ตซ์ภาพ
1.4 เทคนิคการสเก็ตซ์ภาพ
1.5 ชนิดของการสเกต็ ซ์ภาพ
1.6 การสเกต็ ซ์ชิ้นส่วนเคร่ืองกล

แนวคิดสาคัญ (Main Idea)
การสเก็ตซ์ภาพ เป็ นการเขียนแบบอีกวธิ ีหน่ึงโดยไม่ใชเ้ คร่ืองมือและอุปกรณ์ในการเขียน

แบบ เพ่ือความสะดวก รวดเร็ว ในการถ่ายทอดความคิดของผสู้ เก็ตซ์ แบบงาน สิ่งท่ีตอ้ งการส่ือไป
ยงั บุคคลอ่ืนไดร้ ับรู้ ท้งั ในรูปแบบของภาพ 2 มิติ และ 3 มิติลงบนแผน่ กระดาษ ก่อนท่ีจะนาไปเขียน
แบบใหถ้ ูกตอ้ งตามมาตรฐานต่อไป

จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Objectives)
1. ด้านความรู้
1.1 อธิบายความหมายของการสเกต็ ซ์ภาพได้
1.2 บอกเครื่องมือที่ใชส้ เก็ตซ์ภาพได้
1.3 จาแนกลกั ษณะของเส้นที่ใชใ้ นการสเกต็ ซ์ภาพได้
1.4 ระบุชนิดของการสเกต็ ซ์ได้
1.5 อธิบายข้นั ตอนการสเกต็ ซ์ภาพฉายได้
1.6 อธิบายข้นั ตอนการสเก็ตซ์ภาพสามมิติได้

2. ด้านทกั ษะการปฎบิ ัตงิ าน
2.1 เลือกใชอ้ ุปกรณ์ในการสเกต็ ซ์ภาพได้
2.2 สเก็ตซ์ภาพฉายได้
2.3 สเกต็ ซ์ภาพสามมิติได้

2

1.1 ความหมายของการสเกต็ ซ์ภาพ
การสเก็ตซ์ภาพหมายถึง การเขียนแบบโดยไม่ใชเ้ ครื่องมือและอุปกรณ์ในการเขียนแบบ

เพ่ือความสะดวก รวดเร็ว ในการถ่ายทอดความคิดของผสู้ เก็ตซ์ หรือร่างแบบงาน หรือสิ่งที่ตอ้ งการ
สื่อสารไปยงั บุคคลอ่ืนไดร้ ับรู้เพ่อื ใหเ้ กิดความเขา้ ใจในขณะน้นั ท้งั ในรูปแบบของภาพ 2 มิติ และ 3
มิติ ลงบนแผน่ กระดาษ ก่อนที่จะนาไปเขียนแบบให้ถูกตอ้ งตามมาตรฐานต่อไป โดยท่ีมาตราส่วน
อาจไมต่ รงกบั ความเป็นจริง บางคร้ังจะเลก็ กวา่ ขนาดจริงหรือใหญก่ วา่ ขนาดจริงก็ได้

ภาพท่ี 1.1 ลกั ษณะของภาพท่ีไดจ้ ากการสเกต็ ซ์

1.2 เคร่ืองมอื ทใ่ี ช้สเกต็ ซ์ภาพ
ในการสเก็ตซ์ภาพน้นั เป็ นการเขียนแบบดว้ ยมือเปล่า จะตอ้ งใชเ้ ครื่องมือที่เหมาะสมซ่ึงจะ

ทาเกิดความรวดเร็วในการสเกต็ ซ์ภาพ โดยมีอุปกรณ์ที่สาคญั ดงั น้ี
1.2.1 ดนิ สอ
เป็ นอุปกรณ์ที่ใช้สาหรับสเก็ตซ์ภาพตามจินตนาการเพ่ือให้เกิดภาพร่างของแบบงาน

โดยที่ดินสอที่ใช้สาหรับการสเก็ตซ์ภาพจะมีท้งั ดินสอแบบธรรมดาชนิดเหลา(ดินสอไม)้ หรือ
ดินสอชนิดเปลี่ยนแกนได(้ ดินสอกด) แลว้ แตค่ วามถนดั ของผใู้ ชง้ าน

ภาพท่ี 1.2 ดินสอสาหรับสเกต็ ซภ์ าพ

3

ดินสอท่ีใชใ้ นงานเขียนแบบ จะระบุความเขม้ ของดินสอเอาไวด้ ว้ ยตามระบบยุโรป โดยใช้
อกั ษร "H" (hardness : ความแขง็ ) "B" (blackness : ความดา) และ "F" (fine point : เน้ือละเอียด)
ดินสอสาหรับเขียนแบบ จะมีความเขม้ ใหเ้ ลือกใชห้ ลายขนาด เพื่อใหม้ ีความเขม้ ท่ีแตกต่างกนั ทาให้
เขา้ ใจในรายละเอียดของแบบงานชดั เจนย่ิงข้ึน ดินสอมีต้งั แต่สีเขม้ ไปจนถึงสีอ่อน แบบเน้ือของ
แกนดินสอแขง็ ไปจนถึงเน้ือละเอียด โดยมกั เรียงตามลาดบั ตอ่ ไปน้ี

ภาพที่ 1.3 สญั ลกั ษณ์ระบคุ วามเขม้ ความละเอียดและความแขง็ ของแกนดินสอ

1.2.2 กระดาษ
เป็ นส่วนท่ีสาคญั ทาให้เรามองเห็นภาพที่ถ่ายทอดโดยผสู้ เก็ตซ์แบบงาน ซ่ึงกระดาษท่ี

ใชใ้ นการสเก็ตซ์ก็มีใหเ้ ลือกใชต้ ามความตอ้ งการในการใชง้ าน จะมีท้งั ขนาด A4, A3, A2 เป็ นตน้
ดงั น้นั ในการสเก็ตซ์ภาพในช่วงแรกอาจใชก้ ระดาษท่ีมีตารางหรือกระดาษกราฟ เพ่ือใหง้ ่ายต่อการ
สเก็ตซ์หรือร่างแบบงานซ่ึงจะทาใหไ้ ดส้ ัดส่วนไกลเ้ คียงกบั ความเป็นจริง เมื่อเกิดความชานาญแลว้ ก็
สามารถเลือกใชก้ ระดาษแบบธรรมดาในการสเกต็ ซ์ภาพได้

ภาพที่ 1.4 กระดาษสาหรับสเกต็ ซภ์ าพ

4

1.2.3 ยางลบ
ใช้สาหรับการลบเส้นท่ีไม่ตอ้ งการออก หรือลบเส้นที่ผิดพลาดจากการสเก็ตซ์ดงั น้นั

ควรเลือกใชย้ างลบที่มีคุณภาพดี อ่อนนุ่ม เม่ือลบแลว้ ไม่ทาใหก้ ระดาษเป็ นร่องรอย หรือเป็ นรอยดา
ไมส่ ะอาด

ภาพท่ี 1.5 ยางลบที่ใชใ้ นงานสเกต็ ซ์ภาพ

1.3 เส้นทใี่ ช้ในการสเกต็ ซ์ภาพ
ลกั ษณะของเส้นท่ีใช้ในการสเก็ตซ์ภาพมีลกั ษณะเหมือนกบั การเขียนแบบทุกประการคือ

เส้นเตม็ หนา เส้นเตม็ บาง เส้นศูนยก์ ลาง เส้นประ เป็ นตน้ แต่เส้นท่ีไดจ้ ากการสเก็ตซ์จะไม่ตรง บิด
เบ้ียวมากนอ้ ยข้ึนอยกู่ บั ความชานาญของผสู้ เกต็ ซ์ของแตล่ ะคน ซ่ึงน้าหนกั ของเส้นในการสเก็ตซ์จะ
มี 2 ขนาด คือ

1.3.1 เส้นเตม็ หนา ใชส้ าหรับสเก็ตซ์เส้นรอบรูป เส้นประ เส้นแนวการตดั
1.3.2 เส้นเต็มบาง ใชส้ าหรับสเก็ตซ์เส้นศูนยก์ ลาง เส้นบอกขนาด เส้นช่วยบอกขนาด เส้น
สญั ลกั ษณ์ตา่ งๆ เส้นลายตดั

ภาพที่ 1.6 เสน้ ที่ใชใ้ นงานสเก็ตซ์ภาพ

1.4 เทคนิคการสเกต็ ซ์ภาพ
เนื่องจากการสเก็ตซ์ภาพน้ันไม่ไดใ้ ช้เคร่ืองมือในการเขียนแบบ ดงั น้ันภาพที่ออกมาจึง

ไม่ไดข้ นาดและมาตราส่วนตามความเป็ นจริง แต่ส่ิงสาคญั คือสัดส่วนของชิ้นงานที่ทาการสเก็ตซ์
จะตอ้ งไกลเ้ คียงกบั ความเป็ นจริง ซ่ึงท้งั น้ีก็ข้ึนอยกู่ บั ความชานาญของผสู้ เก็ตซ์ภาพ สาหรับผทู้ ี่เร่ิม
สเกต็ ซ์ภาพจะตอ้ งฝึกการลากเส้นในลกั ษณะต่างๆ หรือในช่วงแรกอาจจะตอ้ งใชก้ ระดาษที่มีตาราง
เม่ือมีความชานาญแลว้ จึงใชก้ ระดาษเขียนแบบแบบไม่มีตาราง

5

1.4.1 การจับดินสอ ให้จบั ดินสอตามความถนดั ตามท่ีใช้เป็ นประจา โดยให้ดินสอเอียงทา
มุมกับกระดาษที่ใช้ในการสเก็ตซ์ทามุม 50 í 60 í ในขณะทาการสเก็ตซ์ให้หมุนดินสอไปดว้ ย
เพอ่ื ใหป้ ลายของดินสอมีความแหลมสม่าเสมอ

ภาพท่ี 1.7 การจบั ดินสอในการสเกต็ ซภ์ าพ

1.4.2 การออกแรงกดดินสอ เพ่ือให้เกิดความผิดพลาดให้น้อยที่สุดในการสเก็ตซ์ภาพ
จะตอ้ งออกแรงกดดินสอใหเ้ บาๆ ก่อน ให้ไดร้ ูปร่างและสัดส่วนท่ีไกลเ้ คียงกบั ชิ้นงานจริง หลงั จาก
น้นั ค่อยลงน้าหนกั เส้นใหไ้ ดม้ าตรฐาน

1.4.3 การสเกต็ ซ์เส้นตรงในแนวนอน
มีวธิ ีการเขียนดงั น้ี
1. กาหนดจุดเริ่มตน้ ที่ตอ้ งการจะเขียนเส้น
2. กาหนดจุดสิ้นสุดความยาวเส้น
3. ลากเส้นจากจุดเร่ิมตน้ ไปจุดสิ้นสุด
สาหรับผทู้ ี่ถนัดในการเขียนหนังสือด้วยมือขวาให้ลากเส้นจากทางซ้ายไปทางขวา

สาหรับผทู้ ่ีถนดั ในการเขียนหนงั สือดว้ ยมือซา้ ยใหล้ ากเส้นจากทางขวาไปทางซา้ ย

ภาพที่ 1.8 การสเก็ตซ์เสน้ ตรงในแนวนอน

6

1.4.4 การสเกต็ ซ์เส้นตรงในแนวต้งั
มีวธิ ีการเขียนดงั น้ี
1. กาหนดจุดเริ่มตน้ ท่ีตอ้ งการจะเขียนเส้น
2. กาหนดจุดสิ้นสุดความยาวเส้น
3. ลากเส้นจากจุดเร่ิมตน้ ไปจุดสิ้นสุด โดยลากเส้นจากดา้ นบนลงมาดา้ นล่าง

ภาพที่ 1.9 การสเกต็ ซ์เสน้ ตรงในแนวต้งั

1.4.5 การสเกต็ ซ์เส้นตรงในแนวเฉียง
มีวธิ ีการเขียนดงั น้ี
1. กาหนดจุดเร่ิมตน้ ท่ีตอ้ งการจะเขียนเส้น
2. กาหนดจุดสิ้นสุดความยาวเส้น
3. ลากเส้นจากจุดเร่ิมตน้ ไปจุดสิ้นสุด โดยลากเส้นจากดา้ นซา้ ยไปดา้ นขวาหรือจาก

ดา้ นขวาไปดา้ นซา้ ย แลว้ แตล่ กั ษณะของเส้น

ภาพท่ี 1.10 (ก) การสเก็ตซเ์ สน้ ตรงในแนวเฉียงขวา

7

ภาพที่ 1.10 (ข) การสเก็ตซเ์ สน้ ตรงในแนวเฉียงซา้ ย

1.4.6 การสเกต็ ซ์เส้นตรงทม่ี ีความยาวมาก
ในการเขียนจะตอ้ งกาหนดจุดแบ่งระยะความยาวท่ีตอ้ งการให้เป็ นส่วนๆ และค่อย

ลากเส้นต่อไปทีละจุด ซ่ึงมีวธิ ีการเขียนดงั น้ี
1. กาหนดจุดเริ่มตน้ ท่ีตอ้ งการจะเขียนเส้น
2. กาหนดจุดที่ 2, จุดท่ี3 และจุดสิ้นสุดความยาวเส้น
3. ลากเส้นจากจุดเริ่มตน้ ไปจุดท่ี 2, จุดท่ี3 และจุดสิ้นสุดความยาวเส้น โดยลากเส้น
จากดา้ นซา้ ยไปดา้ นขวา

ภาพที่ 1.11 การสเก็ตซเ์ สน้ ตรงท่ีมีความยาวมาก

8

1.4.7 การสเกต็ ซ์วงกลมจากรูปสี่เหลย่ี มจตุรัส
มีวธิ ีการเขียนดงั น้ี
1. เขียนเส้นตรงใหเ้ ป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาด 5050 มม.
2. เขียนเส้นศนู ยก์ ลาง 2 เส้นตดั กนั ใหไ้ ดก้ ่ึงกลางรูปส่ีเหลี่ยม
3. เขียนเส้นตรงทะแยงมุมท้งั สี่มุม
4. ขีดเส้นส้ันๆท่ีเส้นทะแยงมุมให้มีระยะห่างจากจุดศูนยก์ ลาง 25 มม. เพื่อเป็ นการ

กาหนดขนาดของวงกลม
5. ใชม้ ือวาดวงกลมตามตาแหน่งท่ีไดก้ าหนดไว้

ภาพท่ี 1.12 การสเกต็ ซ์วงกลมจากรูปส่ีเหลี่ยมจตุรัส

1.4.8 การสเกต็ ซ์วงกลมด้วยการวดั ระยะรัศมี
มีวธิ ีการเขียนดงั น้ี
1. กาหนดระยะรัศมีของวงกลมที่ตอ้ งการลงบนเศษกระดาษ โดยให้จุด C เป็ นจุด

ศนู ยก์ ลางของวงกลมและจุด E เป็นความยาวรัศมีของวงกลม
2. เขียนเส้นศูนยก์ ลาง 2 เส้นตดั กนั จะไดจ้ ุด O
3. นาเศษกระดาษที่กาหนดรัศมีไวแ้ ลว้ ไปวางทาบลงบนเส้นศูนยก์ ลางโดยใหจ้ ุด C

อยตู่ รงจุด O
4. ขีดเส้นส้ันๆที่จุด E แล้วหมุนกระดาษพร้อมกบั ขีดเส้นส้ันๆ ให้ครบรอบเป็ น

วงกลม
5. ใชม้ ือวาดวงกลมตามตาแหน่งที่ไดก้ าหนดไว้

9

ภาพที่ 1.13 การสเกต็ ซว์ งกลมดว้ ยการวดั ระยะรัศมี

1.4.9 การสเกต็ ซ์วงกลมด้วยการหมุนกระดาษ
มีวธิ ีการเขียนดงั น้ี
1. เขียนเส้นศนู ยก์ ลาง 2 เส้นตดั กนั จะไดจ้ ุด O
2. จบั ดินสอใหป้ ลายของดินสอเท่ากบั รัศมีของวงกลมโดยให้นิ้วกอ้ ยวางลงบนจุด O

เพ่อื เป็นจุดศูนยก์ ลางในการเขียนวงเวยี น
3. ใชม้ ือหมุนกระดาษตามทิศทางของลูกศรจนเป็นวงกลม

ภาพท่ี 1.14 การสเก็ตซว์ งกลมดว้ ยการหมนุ กระดาษ

10

1.4.10 การสเกต็ ซ์วงกลมด้วยการใช้ดินสอสองแท่ง
มีวธิ ีการเขียนดงั น้ี
1.เขียนเส้นศนู ยก์ ลาง 2 เส้นตดั กนั จะไดจ้ ุด O
2.จบั ดินสอใหป้ ลายของดินสอเท่ากบั รัศมีของวงกลมโดยให้ดินสออีกแท่งหน่ึงวาง

ลงบนจุด O เพือ่ เป็นจุดศนู ยก์ ลางในการเขียนวงเวยี น
3.ใชม้ ือหมุนกระดาษตามทิศทางของลูกศรจนเป็นวงกลม

ภาพท่ี 1.15 การสเก็ตซ์วงกลมดว้ ยการดินสอสองแท่ง

1.4.11 การสเกต็ ซ์วงรีด้วยสี่เหลยี่ มผืนผ้า
มีวธิ ีการเขียนดงั น้ี
1. เขียนเส้นตรงใหเ้ ป็นรูปส่ีเหล่ียมขนาด 5030 มม.
2. เขียนเส้นศูนยก์ ลาง 2 เส้นตดั กนั ใหไ้ ดก้ ่ึงกลางรูปสี่เหล่ียมผนื ผา้
3. ขีดเส้นส่วนโคง้ ส้ันๆ ท่ีจุดตดั ระหวา่ งเส้นส่ีเหลี่ยมผนื ผา้ กบั เส้นศูนยก์ ลาง เพื่อเป็ น

การกาหนดขนาดของวงรี
4. ใชม้ ือวาดวงรีตามตาแหน่งท่ีไดก้ าหนดไว้

11

ภาพท่ี 1.16 การสเกต็ ซ์วงรี

1.5 ชนิดของการสเกต็ ซ์ภาพ
เพ่ือการมองภาพให้ชัดเจนเราจาเป็ นท่ีจะต้องทาการสเก็ตซ์ภาพให้สามารถมองเห็น

รายละเอียดของชิ้นงานให้มากท่ีสุด เพ่ือเป็ นการสื่อสารในส่วนของแบบงานให้มีความเขา้ ใจได้
ตรงกนั ไม่เกิดความคลาดเคลื่อนและผิดพลาด ดงั น้นั การสเก็ตซ์ภาพในงานเขียนแบบเคร่ืองกลที่
นิยมมี 3 ชนิดคือ สเก็ตซ์ภาพฉาย สเก็ตซ์ภาพไอโซเมตริก (Isometric) และสเก็ตซ์ภาพออบลิก
(Oblique)

1.5.1 การสเกต็ ซ์ภาพฉาย
ก่อนท่ีจะทาการสเก็ตซ์ภาพชิ้นงานน้นั ผสู้ เก็ตซ์จะตอ้ งทาการวิเคราะห์ชิ้นงานน้นั วา่

จะตอ้ งใชภ้ าพฉายกี่ดา้ นถึงจะให้ขนาดของชิ้นงานไดค้ รบถว้ น เพื่อจะไดใ้ ชก้ ระดาษไดเ้ หมาะสม
โดยการสเก็ตซ์ภาพฉายกจ็ ะมีวธิ ีการเหมือนกบั การเขียนแบบทว่ั ๆ ไป ต่างกนั ตรงท่ีการสเก็ตซ์แบบ
น้นั จะไมไ่ ดใ้ ชเ้ ครื่องมือ เพราะจุดประสงคห์ ลกั ๆคือ ตอ้ งการถ่ายทอดความคิด ส่ิงท่ีตอ้ งการอธิบาย
ซ่ึงไม่สามารถถ่ายถอดเป็ นคาพูดได้ เพื่อความรวดเร็วในขณะน้นั ความตอ้ งการของภาพสเก็ตซ์คือ
ไม่ไดต้ อ้ งการรูปให้มีขนาดท่ีแทจ้ ริง แต่ตอ้ งสเก็ตซ์ใหไ้ ดส้ ัดส่วน ความถูกตอ้ ง และดูแลว้ สามารถ
เขา้ ใจไดง้ ่าย ชดั เจน ไมเ่ กิดความคลาดเคลื่อน ซ่ึงมีข้นั ตอนในการสเกต็ ซ์ดงั น้ี

12

1. ตรวจสอบชิ้นงานดงั ภาพที่ 1.17 วา่ ควรจะกาหนดภาพฉายกี่ดา้ น

ภาพท่ี 1.17 ชิ้นงานก่อนสเก็ตซ์ภาพ

2. สเก็ตซ์ขอบเขตของชิ้นงานที่จะทาการเขียนภาพฉายโดยกาหนดให้ภาพท่ีเห็น
รายละเอียดชดั เจนท่ีสุดเป็ นภาพดา้ นหนา้ ส่วนภาพดา้ นบนจะวางไวด้ า้ นล่างของภาพดา้ นหนา้ ตาม
การมองภาพมุมมองที่ 1 และภาพดา้ นขา้ งจะจะวางไวท้ างขวามือของภาพดา้ นหนา้

ภาพท่ี 1.18 การสร้างขอบเขตการสเก็ตซ์ภาพ

13
3. สเก็ตซ์ภาพดา้ นหนา้ แลว้ ฉายเส้นต่างๆ ไปยงั ภาพดา้ นบนและภาพดา้ นขา้ ง ดว้ ยน้าหนกั
เส้นเบาๆ เพื่อตรวจสอบความถูกตอ้ ง

ภาพที่ 1.19 เขียนโครงร่างภาพสเก็ตซ์

4. เขียนชิ้นงานสเก็ตซ์แบบสมมูรณ์และลบเส้นที่ไม่ตอ้ งการออก

ภาพที่ 1.20 แบบสเก็ตซท์ ่ีสมบูรณ์

14

5. กาหนดขนาดใหก้ บั ภาพสเก็ตซ์ โดยขนาดท่ีกาหนดลงไปจะเป็นขนาดจริงที่วดั ไดจ้ าก
ชิ้นงาน

ภาพที่ 1.21 กาหนดขนาดในแบบสเกต็ ซ์

1.5.2 การสเกต็ ซ์ภาพไอโซเมตริก (Isometric)
ในการสเก็ตซ์ภาพท่ีนิยมสเก็ตซ์เป็ นภาพฉายเพื่อให้เห็นรายระเอียดของชิ้นงานใน

เรื่องของขนาดน้ัน ยงั มีภาพสามมิติอีกหน่ึงอย่างที่นิยมใช้กนั แพร่หลาย เพราะบางคร้ังภาพฉาย
อาจจะไมท่ าใหเ้ ห็นภาพของชิ้นงานท่ีชดั เจน จึงมีความจาเป็ นตอ้ งใชภ้ าพสามมิติมาประกอบเพื่อให้
ผูถ้ ่ายทอดขอ้ มูลและผูร้ ับขอ้ มูลเขา้ ใจตรงกนั เห็นความกวา้ ง ความยาวและความสูงของชิ้นงาน
ดงั น้นั ภาพไอโซเมตริกเป็ นภาพสามมิติท่ีนิยมเขียนมากที่สุด เนื่องจากเขียนง่ายเพราะมีมุมเอียงท้งั
สองขา้ ง 30 องศา เทา่ กนั ทาใหภ้ าพท่ีออกมาเหมือนกบั ชิ้นงานจริง

การสเกต็ ซ์ภาพไอโซเมตริกมขี ้นั ตอนดงั นี้

ภาพที่ 1.22 ฐานปากกาจบั งาน

15
1. สร้างเส้นตรงแนวนอนและแนวดิ่งตดั กนั ท่ีจุด O แลว้ สร้างเส้น Aและ B จากจุด O ใหท้ า
มุม 30 องศา โดยประมาณ กบั เส้นแนวนอน ดงั ภาพท่ี 1.23

ภาพท่ี 1.23 เสน้ โครงร่างสเกต็ ซภ์ าพไอโซเมตริก

2. ลากเส้นใหเ้ ป็นกรอบสี่เหล่ียมใหไ้ ดส้ ดั ส่วนเหมือนกบั ชิ้นงาน

(ก) ชิ้นงาน (ข) ข้ึนโครงเป็ นกลอ่ งส่ีเหล่ียม

ภาพที่ 1.24 สเก็ตซโ์ ครงสร้างใหส้ ดั ส่วนไกลเ้ คียงชิ้นงาน

3. ลากเส้นข้ึนรูปในส่วนดา้ นหนา้ ของชิ้นงาน

เส้นขอบงานท่ีจะต้องสเก็ตซ์

(ก) เสน้ ขอบงานดา้ นหนา้ (ข) สเกต็ ซผ์ ิวทางดา้ นหนา้

ภาพท่ี 1.25 การสเก็ตซ์ผวิ งานทางดา้ นหนา้

16

4. ลากเส้นข้ึนรูปในส่วนดา้ นบนของชิ้นงาน

เส้นขอบงานท่จี ะต้องสเก็ตซ์

(ก) เสน้ ขอบงานดา้ นบน (ข) สเก็ตซผ์ ิวทางดา้ นบน

ภาพที่ 1.26 การสเกต็ ซผ์ ิวงานทางดา้ นบน

5. ถา้ ชิ้นงานดา้ นขา้ งมีขอบใหส้ เกต็ ซ์ดา้ นขา้ งก่อน แต่ถา้ ไม่มีกใ็ หท้ าการลงเส้นขอบงานให้
เขม้ และลบเส้นท่ีไม่ตอ้ งการออก

ภาพที่ 1.27 ภาพสเกต็ ซไ์ อโซเมตริก

1.5.3 การสเกต็ ซ์ภาพออบลกิ (Oblique)
ภาพออบลิกเป็นภาพท่ีนิยมสเกต็ ซ์อีกภาพหน่ึงเพราะจะแสดงภาพดา้ นหนา้ ท่ีชดั เจน

แลว้ ยงั สามารถเขียนส่วนโคง้ หรือวงกลมไดง้ ่าย โดยภาพดา้ นหน่ึงจะอยใู่ นแนวระดบั ส่วนอีกดา้ น
หน่ึงจะทามุม 45 องศา

17

การสเกต็ ซ์ภาพออบลกิ มดี งั นี้

ภาพที่ 1.28 แคลมป์ จบั ยดึ ชิ้นงาน

1. สร้างเส้นตรงแนวนอนและแนวด่ิงตดั กนั ท่ีจุด O แลว้ สร้างเส้น A จากจุด O ใหท้ ามุม
45 องศา โดยประมาณ กบั เส้นแนวนอน ดงั ภาพที่ 1.29

ภาพท่ี 1.29 เสน้ โครงร่างสเกต็ ซภ์ าพออบลิก

2. ลากเส้นใหเ้ ป็นกรอบส่ีเหล่ียมใหไ้ ดส้ ัดส่วนเหมือนกบั ชิ้นงาน

(ก)ชิ้นงาน (ข) ข้ึนโครงร่างเป็ นกล่องส่ีเหล่ียม

ภาพที่ 1.30 สเก็ตซ์โครงสร้างภาพออบลิกใหส้ ดั ส่วนไกลเ้ คียงชิ้นงาน

18

3. ลากเส้นข้ึนรูปในส่วนดา้ นหนา้ ของชิ้นงาน

เส้นขอบงานท่จี ะต้องสเก็ตซ์

(ก) เสน้ ขอบงานดา้ นหนา้ (ข) สเก็ตซ์ผวิ ทางดา้ นหนา้

ภาพที่ 1.31 การสเกต็ ซ์ผิวงานทางดา้ นหนา้

4. ลากเส้นข้ึนรูปในส่วนดา้ นบนของชิ้นงาน

เส้นขอบงานที่จะต้องสเก็ตซ์

(ก) เสน้ ขอบงานดา้ นบน (ข) สเกต็ ซ์ผิวทางดา้ นบน

ภาพที่ 1.32 การสเก็ตซผ์ ิวงานทางดา้ นบน

5. ลากเส้นข้ึนรูปในส่วนดา้ นขา้ งของชิ้นงาน

เสน้ ขอบงานทีจ่ ะตอ้ งสเกต็ ซ์

(ก) เสน้ ขอบงานดา้ นขา้ ง (ข) สเก็ตซผ์ ิวทางดา้ นขา้ ง

ภาพท่ี 1.33 การสเกต็ ซ์ผวิ งานทางดา้ นขา้ ง

19

6. ทาการลงเส้นขอบงานใหเ้ ขม้ และลบเส้นท่ีไมต่ อ้ งการออก

ภาพที่ 1.34 ภาพสเก็ตซช์ ิ้นงานสาเร็จ

1.6 การสเกต็ ซ์ภาพชิ้นส่วนเครื่องกล
หลงั จากท่ีไดฝ้ ึ กทกั ษะการสเก็ตซ์ภาพเบ้ืองตน้ แล้วน้นั ในงานทางดา้ นช่างกลโรงงานมี

ความจาเป็ นอยา่ งยิ่งต่อการสเก็ตซ์งานซ่ึงมีความสาคญั ในระดบั ตน้ ๆ ก่อนที่จะทาการเขียนแบบให้
ตรงตามมาตรฐาน ซ่ึงบางคร้ังหรือบางงานอาจจะสิ้นสุดท่ีการสเก็ตซ์งาน ไม่ไดจ้ าเป็นที่จะตอ้ งเขียน
แบบการผลิตก็มี โดยเฉพาะในสถานประกอบการท่ีเป็ นโรงกลึงขนาดเล็กมกั จะใชก้ ารสเก็ตซ์ภาพ
เป็ นส่วนใหญ่ แต่ในทางกลบั กนั ถา้ เป็ นสถานประกอบการท่ีเป็ นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
แบบที่ถูกตอ้ งตามมาตรฐานมีความสาคญั มาก แต่ท้งั น้ีก่อนท่ีจะไดแ้ บบงานที่ถูกตอ้ งตามมาตรฐาน
น้ันล้วนแล้วแต่ต้องมีการสเก็ตซ์ก่อนเสมอ ลกั ษณะงานของงานช่างกลโรงงานท่ีใช้สเก็ตซ์มี
วตั ถุประสงคห์ ลายอยา่ ง คือ

1. สเก็ตซ์งานใหล้ ูกคา้ ดูเพื่อเป็ นตวั อยา่ ง
2. สาหรับการสง่ั งานการผลิตแบบเร่งด่วน
3. ใชส้ าหรับการระดมความคิด
4. เป็นการสเก็ตซ์เพือ่ คดั ลอกรูปแบบงานในการนาไปใชใ้ นดา้ นอ่ืนๆ

ดงั น้นั ผูท้ ี่จะสามารถสเก็ตซ์งานไดน้ ้นั จะตอ้ งมีความรู้พ้ืนฐานการเขียนแบบมาก่อน
เน่ื องจากจะต้องใช้มาตรฐานและรู ปแบบเดี ยวกับการเขี ยนแบบแทบท้ ังสิ้ นเพียงแค่ไม่ได้ใช้
เครื่องมือในการเขียนแบบ และไม่ไดส้ นใจในเร่ืองของมาตราส่วนในการเขียนแบบ แต่ผูส้ เก็ตซ์
แบบน้นั จะตอ้ งสเก็ตซ์ภาพใหม้ ีสัดส่วนใกลเ้ คียงกบั ชิ้นงานจริง เพื่อให้ผทู้ ี่จะนาภาพสเก็ตซ์ไปใช้
งานมีความเขา้ ใจแบบเดียวกนั ไดถ้ ูกตอ้ ง

20

1.6.1 การสเกต็ ซ์งานชิ้นส่วนเครื่องกล
1. สลกั เกลยี ว
สลกั เกลียวเป็ นชิ้นส่วนเคร่ืองกลท่ีใช้สาหรับการจบั ยึดชิ้นงานต้งั แต่ 2 ชิ้นข้ึนไป

เขา้ ดว้ ยกนั ซ่ึงเป็ นชิ้นส่วนเครื่องกลท่ีนิยมใช้กนั อย่างแพร่หลาย เพราะมีให้เลือกใช้หลายขนาด
หลายชนิดตามความเหมาะสมกบั ลกั ษณะของงาน โดยในการกาหนดขนาดของเกลียวแต่ละชนิดจะ
ใชส้ ัญลกั ษณ์แตกต่างกนั ออกไป

ภาพที่ 1.35 สลกั เกลียว

ตารางท่ี 1 สัญลกั ษณ์เกลียวแบบตา่ งๆ

ชื่อเกลยี ว ชื่อย่อ ตวั อย่าง ลกั ษณะการใช้งาน

เกลียวเมตริก M M8×1.25 งานทว่ั ๆไป

เกลียวท่อทรงกระบอก G G1/2(เกลียวใน) ไมม่ ีซีลในเกลียว

เกลียวท่อทรงกระบอก G1/2A(เกลียวนอก)

เกลียวท่อเรียว Rp Rp1/2 มีซีลในเกลียวสาหรับการต่อท่อ
ดว้ ยเกลียว
เกลียวส่ีเหล่ียมคางหมู
ระบบเมตริก R R1/2 มีซีลในเกลียวสาหรับการตอ่ ท่อ
เกลียวสี่เหลี่ยมคางหมู
ระบบอเมริกนั ดว้ ยเกลียว
เกลียวฟันเลื่อย
Tr Tr40×7 ใชเ้ ป็นเกลียวที่มีการเคลื่นท่ี

Acme ⁄ ใชเ้ ป็นเกลียวที่มีการเคลื่นท่ี
S S48×8 ใชเ้ ป็นเกลียวท่ีมีการเคลื่นที่

21

ช่ือเกลยี ว ช่ือย่อ ตัวอย่าง ลกั ษณะการใช้งาน

เกลียวกลม Rd Rd40×1/6 งานทวั่ ไป
1/4-20 UNC งานทว่ั ไป
เ ก ลี ย ว ห ย า บ ( Unifiled UNC
Coarse Thread) 1/4-28 UNF งานทวั่ ไป

เกลียวละเอียด ( Unifiled UNF
Fine Thread)

ข้นั ตอนการเขียนสลกั เกลยี ว (Bolt)

ภาพที่ 1.36 สลกั เกลียว (Bolt)

1. เขียนเส้นแนวนอนเพ่ือเป็ นแนวแกนของเกลียวจะไดเ้ ส้น AB แลว้ ทาการเขียนเส้น CD
และ EF ใหข้ นานกบั เส้น AB โดยที่ใหเ้ ส้นท้งั สองน้ีมีระยะห่างไกลเ้ คียงกบั ความโตนอกของเกลียว

(ก) เสน้ ขอบงานดา้ นหนา้ (ข) สเกต็ ซ์ผวิ ทางดา้ นหนา้

ภาพท่ี 1.37 การสเก็ตซ์ผวิ งานทางดา้ นหนา้

2. เขียนเส้นจากจุด C ไปจุด E เพื่อกาหนดเส้นปลายเกลียวและเขียนเส้นจากจุด G ไปจุด H
เพ่ือกาหนดเส้นสุดความยาวของเกลียว โดยระยะห่างระหวา่ งเส้นท้งั สองเทา่ กบั ความยาวของส่วนท่ี
เป็ นเกลียว

(ก) เสน้ ขอบปลายเกลียว (ข) สเก็ตซ์เสน้ CE และ GH

ภาพที่ 1.38 การสเก็ตซ์ปลายเกลียวและเสน้ สิ้นสุดเกลียว

22

3. เขียนเส้นจากจุด I ไปจุด J และเขียนเส้นจากจุด K ไปจุด L เพ่ือกาหนดเส้นโคนเกลียว
หรือเส้นความลึกของเกลียว โดยระยะห่างระหวา่ งเส้นท้งั สองเทา่ กบั ความลึกของเกลียว

(ก) เสน้ ขอบโคนเกลียว (ข) สเก็ตซเ์ สน้ IJ และ KL

ภาพท่ี 1.39 การสเก็ตซ์เสน้ โคนเกลียว

4. เขียนเส้น 45 องศา IM และ KN จากน้นั เขียนเส้น 30 องศา JOและ LP

(ก) เสน้ ขอบลบมมุ (ข) สเก็ตซเ์ ส้น IM , KN, JO และ LP

ภาพที่ 1.40 การสเกต็ ซเ์ สน้ ลบมุม

5. เขียนเส้น MN และ OP เพื่อเป็นการกาหนดรอยลบมุม

(ก) เสน้ ขอบแสดงการลบมุม (ข) สเกต็ ซ์เสน้ MN และ OP

ภาพท่ี 1.41 การสเกต็ ซ์เสน้ ลบมมุ โคนเกลียว

6. เขียนเส้นแนวดิ่ง QR และ ST ให้มีความกวา้ งเท่ากบั ความหนาของส่วนหวั Bolt โดย
ระยะห่างของเส้น QR และ OP มีความยาวเทา่ กบั ส่วนท่ีไม่มีเกลียว

23

(ก) เส้นขอบส่วนหวั Bolt (ข) สเก็ตซเ์ สน้ QR และ ST

ภาพท่ี 1.42 การสเกต็ ซ์ส่วนหวั สลกั เกลียว

7. เขียนส่วนโคง้ ใหม้ ีลกั ษณะคลา้ ยกบั หวั Bolt

ภาพที่ 1.43 การสเกต็ ซ์ส่วนโคง้ ที่หวั สลกั เกลียว

8. เขียนเส้นศูนยก์ ลางแทนท่ีเส้นแกนกลางของสลกั เกลียว และเขียนเส้นขอบงานดว้ ยเส้น
เตม็ หนา หลงั จากน้นั ลบเส้นส่วนที่ไม่ตอ้ งการออก หลงั จากน้นั ใหเ้ ขียนเส้นเอียง 30 องศา ท่ีมุมของ
หวั สลกั เกลียว

ภาพที่ 1.44 ภาพดา้ นหนา้ ของสลกั เกลียว

9. เขียนภาพฉายของสลกั เกลียวโดยเขียนเส้นศูนยก์ ลางตดั กนั ไวท้ างดา้ นขวาของสลกั
เกลียว

ภาพที่ 1.45 การสเกต็ ซเ์ สน้ ศูนยก์ ลาง

24
10. เขียนรูปวงกลมวงใหญ่ให้มีขนาดเท่ากบั เส้นยอดเกลียว และวงกลมวงเล็กมีขนาด
เทา่ กบั เส้นโคนเกลียว โดยวงเล็กใหเ้ ขียน3/4 ของวงกลม เน่ืองจากเป็นสัญลกั ษณ์ของเกลียว

ภาพที่ 1.46 สเก็ตซ์ภาพดา้ นขา้ งหนา้ ตดั เกลียว

11. เขียนรูปหกเหล่ียมท่ีภาพดา้ นขา้ งและวงกลมแสดงการลบมุมของหวั สลกั เกลียว

ภาพที่ 1.47 สเก็ตซภ์ าพดา้ นขา้ งหวั หกเหล่ียม

12. ลบเส้นร่างที่ไมต่ อ้ งการออก

ภาพท่ี 1.48 ภาพสเกต็ ซ์สลกั เกลียวแบบสาเร็จ

25

13. เขียนเส้นกาหนดขนาดและลงขนาดจริงที่วดั ไดจ้ ากชิ้นงาน

ภาพท่ี 1.49 การกาหนดขนาดของภาพสเก็ตซ์

2. เฟื อง (GEAR)
เฟื องเป็ นชิ้นส่วนเครื่องกลอีกชนิดหน่ึงที่ใชส้ าหรับการส่งถ่ายกาลงั หรือใช้สาหรับ

เปลี่ยนทิศทางการหมุนของเพลา ซ่ึงเฟื องผลิตจากวสั ดุหลายชนิดด้วยกนั เช่น เหล็กกล้า วสั ดุ
สังเคราะห์ และพลาสติก นอกจากน้ีแลว้ เฟื องก็มีใหเ้ ลือกใชห้ ลายชนิด เช่น เฟื องตรง เฟื องดอกจอก
เฟื องเฉียง เฟื องหนอน เป็ นตน้ เฟื องแต่ละชนิดมีหนา้ ท่ีการใชง้ านท่ีแตกต่างกนั ออกไป ข้ึนอยกู่ บั
ลกั ษณะของงาน

ภาพที่ 1.50 เฟื อง

26

ข้นั ตอนการเขียนเฟื อง (GEAR)
1. เขียนเส้นตรงสองเส้นตดั กนั ดว้ ยเส้นบางเพื่อเป็ นแกนกลางในการเขียนวงกลม

ภาพที่ 1.51 เสน้ แนวแกนสาหรับวาดภาพดา้ นหนา้ เฟื อง

2. เขียนวงกลมโตนอกสุดของเฟื อง เส้นผา่ นศนู ยก์ ลางวงกลมพติ ซ์ และแกนรูสาหรับสวม
ประกอบกบั เพลา

เสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลางวงกลมพติ ซ์

(ก) เสน้ ขอบดา้ นหนา้ (ข) สเก็ตซ์เสน้ วงกลมตามเสน้ ขอบ

ภาพที่ 1.52 การสเก็ตซ์ภาพดา้ นหนา้ เฟื อง

27

3. เขียนร่องล่ิมท่ีวงกลมเลก็ สุด

(ก) เขียนขอบร่องลิ่ม (ข) สเกต็ ซร์ ่องล่ิม

ภาพท่ี 1.53 การสเก็ตซ์ร่องลิ่ม

4. ทาการเขียนภาพดา้ นขา้ งโดยเขียนเส้นแนวด่ิง AB และCD ทางขวามือของภาพดา้ นหนา้
ใหม้ ีระยะห่างเท่ากบั ความหนาของเฟื อง และเขียนเส้นตรง EF ให้มีระยะห่างจากเส้น AB เท่ากบั
แกนสวมเพลาที่ยน่ื ออกมาจากตวั เฟื อง

(ก) เขียนความหนาของเฟื อง (ข) สเก็ตซเ์ ส้น AB, CD และEF

ภาพท่ี 1.54 การสเกต็ ซผ์ วิ ขอบดา้ นขา้ งเฟื อง

28

5. เขียนเส้นถ่ายขนาดจากภาพดา้ นหนา้ ไปยงั ภาพดา้ นขา้ ง

(ก) เขียนขอบดา้ นขา้ ง (ข) สเกต็ ซเ์ สน้ ถ่ายขนาด
ภาพท่ี 1.55 การสเกต็ ซเ์ สน้ ถ่ายขนาด

6. เขียนเส้นต่อที่จุดตดั 1-2, 3-4, 5-6 และ 7-8 เพ่อื ใหเ้ กิดขอบตวั เฟื อง

ภาพที่ 1.56 การสเก็ตซ์ตอ่ เสน้ ที่จุดตดั

7. เขียนภาพด้านข้างให้ชัดเจน และส่วนที่ถูกบังแสดงด้วยเส้นประ กาหนดเส้นร่าง
แกนกลางใหเ้ ป็นเส้นศนู ยก์ ลาง เขียนเส้นผา่ นศูนยก์ ลางวงกลมพิตซ์ดว้ ยเส้นศูนยก์ ลาง และลบเส้น
ที่ไมต่ อ้ งการออก

29

ภาพท่ี 1.57 การสเกต็ ซ์รายละเอียดของเฟื อง

8. เขียนเส้นกาหนดขนาดและลงขนาดจริงท่ีวดั ไดจ้ ากชิ้นงาน

ภาพที่ 1.58 การสเกต็ ซเ์ สน้ กาหนดขนาด

3. การสเกต็ ซ์งานสามมติ ิ
ในงานทางด้านช่างกลโรงงานนอกเหนือจากการสเก็ตซ์งานให้เป็ นภาพฉายเพื่อ

กาหนดรายละเอียดของงานท้งั ขนาดและรูปร่างของชิ้นงานแล้วน้ัน การสเก็ตซ์ภาพสามมิติก็มี
ความสาคญั เช่นเดียวกนั ท่ีจะทาให้มองเห็นมิติ ความกวา้ ง ความยาว และความสูงของชิ้นงานได้
ชดั เจนยงิ่ ข้ึน

30

ภาพท่ี 1.59 ตวั จบั ยดึ มีดไส

ข้นั ตอนการสเกต็ ซ์ภาพสามมติ ิ
1. เขียนเส้นโครงร่างตามภาพท่ี 1.60 เพอื่ เตรียมสเก็ตซ์ชิ้นงาน

ภาพที่ 1.60 โครงร่างสเก็ตซ์ภาพสามมิติ

2. เขียนโครงร่างสาหรับเขียนวงกลมให้มีขนาดเส้นผ่าศูนยก์ ลางไกลเ้ คียงกบั ส่วนปลาย
ของเกลียว

ภาพที่ 1.61 โครงร่างสเกต็ ซภ์ าพวงกลม

31

3. เขียนโครงร่างสาหรับเขียนวงกลมช้นั ที่ 2 มีขนาดเท่ากบั ความโตของเกลียวและห่างจาก
ช้นั ท่ี1เท่ากบั ระยะลบคมชิ้นงาน และโครงร่างช้นั ที่ 3 ขนาดความโตเท่ากบั ช้นั ที่ 2 มีระยะห่างจาก
ช้นั ท่ี 2 เทา่ กบั ความยาวของเกลียว

(ก) เขียนเสน้ ร่างกรอบส่ีเหลี่ยม (ข) สเกต็ ซก์ รอบเพอ่ื เขียนวงกลม

ภาพท่ี 1.62 การสเกต็ ซ์กรอบเขียนวงกลม

4. ทาการเขียนวงกลมลงในกรอบสี่เหลี่ยมท้งั สองรูป และลบกรอบสี่เหล่ียมออก

ภาพท่ี 1.63 การสเก็ตซว์ งกลมในส่วนที่เป็ นเกลียว

32
5. เขียนเส้นเช่ือมต่อวงกลมท้งั สอง และลบขอบโคง้ ท่ีวงกลมดา้ นหลงั ในส่วนท่ีถูกบงั
ออก

ภาพท่ี 1.64 การสเก็ตซง์ านเป็ นทรงกระบอก

6. เขียนเส้นส่วนโคง้ เพ่ือแสดงเกลียว

ภาพที่ 1.65 การสเก็ตซเ์ สน้ สญั ลกั ษณ์เกลียว

33

7. เขียนโครงร่างสาหรับเขียนวงกลมให้มีขนาดเส้นผ่าศูนยก์ ลางไกลเ้ คียงกบั ส่วนท่ีไม่มี
เกลียว

(ก) เขียนเสน้ ร่างกรอบส่ีเหล่ียม (ข) สเกต็ ซ์กรอบส่ีเหล่ียม

ภาพที่ 1.66 การสเกต็ ซ์กรอบเขียนวงกลม

8. ทาการเขียนวงกลมลงในกรอบสี่เหล่ียมท้งั สองรูปพร้อมท้งั ลากเส้นเชื่อมต่อวงกลมท้งั
สองจนเกิดเป็นรูปร่างของชิ้นงาน และลบกรอบส่ีเหล่ียมออก

(ก) เขียนเสน้ วงกลม (ข) แสดงเสน้ ขอบงาน

ภาพท่ี 1.67 การสเก็ตซช์ ิ้นงานส่วนที่ไม่มีเกลียว

9. เขียนโครงร่างกรอบส่ีเหลี่ยมสาหรับเขียนวงกลมให้มีขนาดเส้นผา่ ศูนยก์ ลางไกลเ้ คียง
กบั ส่วนปลายดา้ นใหญ่ โดยใหช้ ้นั ที่ 4 และช้นั ท่ี 5ระยะห่างเทา่ กบั ความหนาส่วนปลายดา้ นใหญ่

34

(ก) โครงร่างเสน้ วงกลมดา้ นใหญ่ (ข) แสดงเสน้ ขอบงาน

ภาพที่ 1.68 การสเกต็ ซก์ รอบวงกลมดา้ นใหญ่

10. ทาการเขียนวงกลมลงในกรอบสี่เหลี่ยมท้งั สองรูปพร้อมท้งั ลากเส้นเชื่อมต่อวงกลม
ท้งั สองจนเกิดเป็นรูปร่างของชิ้นงาน และลบกรอบสี่เหลี่ยมออก

(ก) เขียนเสน้ วงกลม (ข) แสดงเสน้ ขอบงาน

ภาพที่ 1.69 การสเกต็ ซช์ ิ้นงานส่วนปลายดา้ นใหญ่

11. เขียนส่วนโคง้ จากจุด C ไปยงั จุด D ให้มีขนาดเท่าความกวา้ งของร่อง จากน้นั ลากเส้น
ตรงจากจุด D ไปยงั จุด E ใหม้ ีความยาวเท่ากบั ความยาวของร่อง

35

(ก) เขียนเสน้ รูปร่างของร่อง (ข) ร่างตาแหน่งของร่อง

ภาพท่ี 1.70 การสเก็ตซร์ ่องชิ้นงาน

12. เขียนเส้นตรง จากจุด E ไปยงั จุด F และ G ตามลาดบั หลงั จากน้นั เขียนเส้นตรงจากจุด
Hไปยงั จุด I, J และ K ตามลาดบั

(ก) เสน้ ร่องส่วนปลาย (ข) ร่างตาแหน่งของร่องส่วนปลาย

ภาพท่ี 1.71 การสเก็ตซ์ร่องชิ้นงานส่วนปลาย

13. ลบเส้นที่ไม่ตอ้ งการออกใหไ้ ดเ้ ฉพาะรูปร่างของชิ้นงานสาเร็จ

ภาพท่ี 1.72 ภาพสเกต็ ซ์ชิ้นงานสามมิติ


Click to View FlipBook Version