ครูแห่งแผ่นดินราชกาลที่9
เป็นที่ประจักษ์ชัดต่อสายตาของชาวโลกว่าพระองค์ท่านทรงเป็น
อัจฉริยะ กษัตริย์ผู้เปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถและมีความรอบรู้ จริง
รู้ลึก และรู้รอบ มีความเป็นนักการศึกษาอย่างถ่องแท้ เข้าใจเรื่องการ
ศึกษาของไทยมาก่อนยุคสมัยที่จะมีการปฏิรูปการศึกษาเสียอีก จะเห็น
ได้จากพระบรมราโชวาทที่พระราชทานในโอกาสต่างๆ เช่น วันเฉลิม
พระชนมพรรษา, วันพระราชทานปริญญาบัตร หรือโอกาสใดๆ ก็ตาม
พระองค์ท่านจะทรงให้โอวาทที่เหมาะกับโอกาสต่างๆ ได้อย่างแจ่มชัด
และเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มผู้คนเป็นคุณลักษณะที่สำคัญอย่างยิ่งของ
ความเป็นครู มีความรอบรู้ ดังจะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจาก
พระราชดำริ และวิสัยทัศน์ ในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษาในระบบ ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งโรงเรียนจิตรลดา ขึ้นสำหรับพระ
ราชโอรส พระราชธิดา บุตรข้าราชบริพาร ในพระราชวัง ตลอดจน
เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปได้เข้าศึกษาด้วย และต่อมายังทรงพระมหา
กรุณาโปรดเกล้าฯให้กระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งโรงเรียนราชวินิต
ขึ้นในช่วงปี 2512 รวมทั้งการที่ทรงลงมาพระราชทานสอนนักเรียน
ในโรงเรียนวังไกลกังวลด้วยพระองค์เองอีกต่างหาก
นอกจากนี้ ทรงให้ความสำคัญแก่ครูและวิชาชีพครู ทรงสั่งสอนให้ครู
ตระหนักในหน้าที่ความรับผิดชอบ ดังพระราชดำรัสที่พระองค์ท่าน
พระราชทาน แก่ครูอาวุโสในโอกาสที่คณะครูอาวุโสเข้าเฝ้าฯรับ
พระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติเมื่อวันอังคารที่ 9 ตุลาคม
2516 ซึ่งมีสาระสำคัญให้ครูได้ตระหนักในความสำคัญและหน้าที่
แห่งตนเพื่อน้อมน้ำใจและยึดถือเป็นแนวปฏิบัติเป็นราชบูชา ดังนี้
“งานของครูเป็นงานพิเศษ ผิดแปลกกว่างานอื่นๆ กล่าวในแง่หนึ่งที่
สำคัญก็คือว่า ครูจะหวังผลตอบแทนเป็นยศศักดิ์ความร่ำรวยหรือ
ประโยชน์ทางวัตถุเป็นที่ตั้งไม่ได้ ผลได้ส่วนสำคัญจะเป็นผลทางใจ
ซึ่งผู้เป็นครูแท้ก็พึงใจและภูมิใจอยู่แล้วความเป็นครูนั้น ผูกพันใจคน
ไว้ได้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องซื้อหาหรือใช้อำนาจราชศักดิ์ข่มขู่เอามา
ขึ้นชื่อว่าครูกับศิษย์แล้วที่จะลืมกันได้นั้นยากนัก ผู้ที่จะไม่รู้จักไม่
เอื้อเฟื้อ ครูดูเหมือนจะมีแต่คนที่กำลังลืมตัวมัวเมาในลาภยศอย่างใด
อย่างหนึ่งอยู่เท่านั้น ฉะนั้น ครูจึงไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องแสวงหาความ
พอใจในประโยชน์ทางวัตถุให้มากจนเกินจำเป็น เพราะหากหันมาหา
ประโยชน์ทางวัตถุเกินไปแล้ว ก็จะทำหน้าที่ ครู หรือเป็นครูได้ไม่เต็ม
ที่”
สรูปความเป็นครูจากพระพุทธเจ้า
1ปิโย
2ครุ
3ภาวนีโย
4วัตตา
5วจนักขโม
6คัมภีรัญจกถังกันตา
7โน จัฏฐาเน นิโยชะเย
หลักการครองงานประกอบไปด้วย อิทธิบาท4ได้แก่
• ฉันทะ (ความพอใจ) คือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำ
สิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ ได้ผลดียิ่งๆขึ้นไป ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมเจริญ อิทธิบาท อันประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธาน
สังขาร ดังนี้ ว่าฉันรึยังของเราจักไม่ย่อหย่อนเกินไป ไม่ต้อง
ประคองเกินไป ไม่หดหู่ในภายใน ไม่ฟุ้งซ่านไปในภายนอก
และเธอมีความสำคัญในเบื้อง หลังและเบื้องหน้าอยู่ว่า เบื้อง
หน้าฉันใด เบื้องหลังก็ฉันนั้น เบื้องหลังฉันใด เบื้องหน้าก็ฉัน
นั้น เบื้องล่างฉันใด เบื้องบนก็ฉันนั้น เบื้องบนฉันใด เบื้องล่างก็
ฉันนั้น กลางวันฉันใด กลางคืนก็ฉันนั้น กลางคืนฉันใด กลาง
วันก็ฉันนั้น เธอมีใจเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรม จิตใจให้
สว่างอยู่.
• วิริยะ (ความเพียร) คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความ
พยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย ภิกษุย่อมเจริญ
อิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิและปธานสังขาร ดังนี้ว่า วิ
ถานะยะของเราจักไม่ย่อหย่อนเกินไป ไม่ต้องประคองเกินไป ...
ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตให้ สว่างอยู่.
• จิตตะ (ความคิด) คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำ และทำสิ่งนั้นด้วย
ความคิด เอาจิตฝักใฝ่ ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป
ภิกษุย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิและปธาน
สังขาร ดังนี้ว่า จิตของเราจักไม่ย่อหย่อนเกินไป ไม่ต้องประคอง
เกินไป ... ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตให้สว่างอยู่.
• วิมังสา (ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง) คือ หมั่นใช้ปัญญา
พิจารณาใคร่ครวญ ตรวจหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่ง
หย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไข
ปรับปรุง เป็นต้น ภิกษุย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วย
วิมังสาสมาธิและปธานสังขาร ดังนี้ ว่า วิมังสาของเราจักไม่
ย่อหย่อนเกินไป ไม่ต้องประคองเกินไป ไม่หดหู่ในภายใน ไม่
ฟุ้งซ่านไป ภายนอก และเธอมีความสำคัญในเบื้องหลังและ
เบื้องหน้าอยู่ว่า เบื้องหน้าฉันใด เบื้องหลังก็ฉัน นั้น เบื้องหลัง
ฉันใด เบื้องหน้าก็ฉันนั้น เบื้องล่างฉันใด เบื้องบนก็ฉันนั้น
เบื้องบนฉันใด เบื้องล่างก็ฉันนั้น กลางวันฉันใด กลางคืนก็ฉัน
นั้น กลางคืนฉันใด กลางวันก็ฉันนั้น เธอมี ใจเปิดเผย ไม่มีอะไร
หุ้มห่อ อบรมจิตให้สว่างอยู่.