The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เนื้อหาสำหรับอ่านเพิ่มเติม_สุนทรียศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Napitchaya Cheejang, 2021-11-21 14:49:53

00_เนื้อหาสุนทรียศาสตร์สำหรับอ่านเพิ่มเติม

เนื้อหาสำหรับอ่านเพิ่มเติม_สุนทรียศาสตร์

Keywords: AESTHETIC

หนว่ ยท่ี 1 เรอ่ื ง สนุ ทรยี ศาสตร์ และสุนทรยี ภาพ

1.1 ความหมายของสุนทรยี ศาสตรแ์ ละสุนทรยี ภาพ
มผี ู้ให้คำนิยามความหมายของสุนทรียศาสตรไ์ วห้ ลายความหมายตัวอย่างคำนิยามทเี่ ข้าใจได้ง่ายๆ มี

ดงั ตอ่ ไปนี้
1.1.1 พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตสถาน 2532 ไดใ้ ห้ความหมายวา่ สนุ ทรียศาสตร์เปน็ ปรชั ญาสาขา

หนงึ่ ท่วี า่ ด้วยความงามและสิ่งทีง่ ามทงั้ ในงานศิลปะทั้งในธรรมชาติ โดยศึกษาประสบการณ์ คุณค่าความงาม
และมาตรฐานในการวนิ ิจฉัยว่า อะไรงาม อะไรไมง่ าม

1.1.2 กีรติ บญุ เจือ (2522 268) ให้ความหมายไว้วา่ สุนทรียศาสตรเ์ ป็นวชิ าวา่ ด้วยส่งิ ทีส่ วยงามหรือ
ไพราะเพราะพรงิ้

1.1.3 สุชาติ สทุ ธิ (2542 8) ได้ให้ความหมายไวว้ ่า สุนทรียศาสตรม์ าจากความหมายดั้งเดิมสมัยกรีก
โบราณคือ Aisthenathai ซ่งึ หมายถึงการรับรอู้ ยา่ งหนง่ึ และส่งิ ท่รี ับรอู้ ีกอย่างหนึ่ง ท้งั สองอย่างรวมกันเป็นคำ
เดยี วคือ Aithetiko หมายถึง สิง่ ท่ี เก่ียวกับความรสู้ กึ รบั รู้

จะเหน็ ไดว้ า่ ความหมายของสุนทรียศาสตร์ท้ัง 3 ความหมายดงั กล่าว ล้วนเก่ียวข้องกับคณุ คา่ ทางการ
รับรู้เก่ียวกับความงามและความไพเราะ คำว่าสุนทรียศาสตร์ (Aesthetics] เป็นคำนาม หมายถึง วิชาว่าด้วย
ความงาม ถ้าต้องการใช้เป็นคำคุณศัพท์ จะเขียนว่า สุนทรียภาพ (Aesthetic) หมายถึง ความรู้สึกถึงคณุ คา่
ของส่ิงทง่ี าม รวมถงึ ความไพเราะของเสยี ง และความงดงามของท่าทางการเคลื่อนไหว
1.2 สุนทรยี ศาสตรก์ บั ความเป็นมนุษย์

มนุษย์และสัตว์มีอวัยวะหลายๆ อย่างที่เหมือนกัน จนถึงบางครั้งเรามักจะเรียกพฤติกรรมที่ ไม่พึง
ประสงค์ท่มี นุษย์แสดงออกมาว่าเปน็ สญั ชาตญิ าณสตั วส์ ิง่ เดียวที่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหวา่ ง มนุษย์
กบั สัตวไ์ ด้ชดั เจนก็คอื มนุษย์มสี มองทส่ี ามารถคดิ สร้างสรรค์ และพฒั นาการทางความคิด การกระทำ ให้เกิด
เปน็ แบบแผนทด่ี ีข้นึ ตามลำดบั มนุษยร์ ู้จักวางมาตรฐานความดีและความช่วั มนษุ ย์รจู้ ักแยกแยะอะไร งามอะไร
นา่ เกลยี ด และมนษุ ย์รู้จักคิดโดยใชเ้ หตใุ ช้ผล ดงั นั้นความคดิ ของมนุษยจ์ ึงเป็นสงิ่ ทค่ี วรศึกษา

1.2.1 มนุษยก์ บั ความคดิ
โดยธรรมชาติมนุษย์ทุกคนมีความอยากรู้อยากเห็น และความสงสัยในความเป็นไปของชีวิตและ
ธรรมชาติ ปัญหาต่าง ๆ ที่มนุษย์ได้พยายามหาคำตอบ บางปัญหาสามารถอธิบายได้ชัดแจ้ง แต่ ก็ยังมี อีก
หลายปัญหา ท่ไี ม่สามารถหาคำตอบได้ บางปญั หาแม้จะตอบไดแ้ ต่กย็ งั มีขอ้ สงสยั เหลอื อยโู่ ดยธรรมชาติ มนุษย์
ชา่ งคิดช่างสงสัย เราสามารถแยกแยะความแตกตา่ งระหว่างมนุษย์กบั สตั ว์โลกทั่วไปได้ มนษุ ยเ์ ปน็ สัตว์ที่รู้จัก
ใช้ความคิด และมีสติปัญญา ความคิดและสติปัญญาจะนำไปสู่การปฏิบัติ การสร้างสรรค์ อันเป็นพัฒนาการ
สำคัญของสังคมท่ีนำมาซึ่งการเจริญรุ่งเรืองอย่างทกุ วันนี้ ความสงสยั ของมนุษย์เกี่ยวกับ ชีวิตและธรรมชาติ
แวดล้อม ก่อให้เกดิ คำถามว่า ความจริงคืออะไร

ความจรงิ (The Reality) ในที่นหี้ มายสิง่ ทเี่ ปน็ นิรนั ดร์ ไม่มกี ารเปลยี่ นแปลง รา่ งกายของคน ในทัศนะ
ของนักปรัชญานั้นร่างกายของคนไม่ใช่ความจริง เพราะมีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เด็กจน เติบใหญ่ จนแก่เฒา่

ชราและตายไป การเปลยี่ นแปลงทีอ่ ยูต่ ลอดเวลา ดงั นัน้ ถา้ จะถามว่า อะไรคอื แก่นแท้ หรอื อะไร คือความจริง
ของชีวติ เรา อาจตอบได้ 3 ทัศนะ คือ

ก. จิตนยิ ม
เชอ่ื วา่ ความจรงิ คอื จิตหรือวญิ ญาณ รา่ งกายคนประกอบด้วย เน้อื หนงั และ จติ วญิ ญาณ รา่ งกายเน้ือ
หนังจะเปลี่ยนแปลงเตบิ โต พัฒนาและเสื่อมโทรม เมื่อตายไปก็จะสลายตัวหรือ เปล่ียนแปลงไป ส่วนที่เป็น
อมตะ นิรนั ดร์กาลคอื จติ หรอื วญิ ญาณของมนุษย์ ดังน้นั ส่งิ จรงิ แทข้ องชวี ติ คือจิต หรอื วิญญาณนั่นเอง พวก
จิตนิยมเชื่อว่า พระเจ้ามจี ริง พระเจ้าคอื จิตดวงใหญ่ ที่ให้กำเนิดดวงจิต หรือชีวิตมนุษย์ พระเจ้าสร้างมนุษย์
พระเจา้ สร้างโลก พระเจา้ สร้างจักรวาล
ข. วตั ถนุ ิยม
เชื่อว่า ร่างกายของคนคือเซลล์เล็ก ๆ ที่ประกอบเป็นเนื้อหนังมังสา เป็นอวัยวะ ต่างๆ ร่างกายคือ
เครื่องจักรที่สามารถทำงานด้วยระบบกลไกของอวัยวะ ไม่มีจิตวิญญาณ การตายคือ การที่เครื่องจักรไม่
สามารถทำงานได้อีกต่อไป เป็นการเน่าสลายของเนื้อหนังจนกลายเป็นธาตุธุลีวัตถุ กลายเป็นอะตอมหรือ
พลังงานซึ่งคือส่ิงที่เป็นนิรันดร์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป พวกวัตถุนิยมเชื่อว่า สิ่งจริงแท้ของชีวิตและ
จกั รวาลลว้ นเป็นวัตถเุ พียงอยา่ งเดียว ไม่มพี ระเจา้ ไมม่ สี วรรค์ ไมม่ แี รก ชวี ิต โลก และจกั รวาลกำเนิดข้ึนตาม
อุบตั ิการของธรรมชาติ
ค. ทวินยิ ม
เป็นทัศนะท่ีประนปี ระนอมทัศนะจิตนิยมกบั วัตถุนิยมไว้ด้วยกัน เชื่อว่าถงึ แม้ ความคิดของมนุษย์จะ
แบง่ เป็นสองขวั้ สองฝา่ ยกต็ าม แตก่ ็ยังสามารถประสานความคิดทงั้ สองฝ่ายได้ ทัศนะ นีเ้ ช่ือวา่ ความจริงคือทั้ง
สองอยา่ ง ท้งั รา่ งกายและจิตวญิ ญาณ รา่ งกายและจติ คอื สงิ่ จริงแท้
1.2.2 คณุ คา่ ความเปน็ มนษุ ย์
การที่มนษุ ย์ไดห้ าคำตอบจากปญั หาทว่ี ่า ความจรงิ คอื อะไร ไมว่ ่าจะเปน็ ทัศนะของจติ นิยม หรือ วัตถุ
นิยม ทกุ คำตอบตา่ งก็มีเป้าหมายหลักอยู่ท่กี ารดำรงอยขู่ องชีวิต ซงึ่ เปน็ ความเชื่อเบื้องต้นทก่ี ำหนด บทบาททาง
พฤติกรรมและความประพฤติของคนเราให้อยู่ในแนวทางหรือมาตรฐานเดียวกัน เช่น คนที่เชื่อว่า ความจรงิ
ขึ้นอยู่กับจติ พระเจ้ามีจริง พระเจา้ สรา้ งมนษุ ย์ มนุษย์ต้องแสดงความเคารพนบั ถือต่อพระเจา้ จะสรา้ งวหิ าร
เพือ่ เป็นทส่ี ิงสถติ ยห์ รือเป็นที่กราบไหว้บูชาพระเจ้า เกิดพิธีกรรมต่าง ๆ เกดิ การเริงระบำเพื่อบชู าถวายพระเจ้า
เกดิ ดนตรเี พอ่ื สวดสรรเสรญิ พระเจา้ เกดิ การเสริมแตง่ เพือ่ ใหเ้ กิดสงิ่ สวยๆ งามๆ เพื่อเสริมพธิ กี รรมใหด้ ูดี ดูขลัง
และมกี ารกำหนดมาตรฐานเกยี่ วกับความดีให้เป็นรูปธรรมอยา่ งชัดเจน เพ่ือใหส้ อดคลอ้ งกบั ความเชื่อของตน
สิง่ เหล่านค้ี ือข้อกำหนดพฤตกิ รรมของมนุษย์ มาตรฐานทางพฤตกิ รรมท่ดี ี ยอ่ มนำมาซงึ่ การพฒั นาสงั คม ทำให้
สังคมอยู่ได้อยา่ งปกติสุข สำหรับคนท่ีเช่ือว่าความจริงขึ้นอยูก่ ับวัตถุ จะมีมาตรฐานควบคมุ พฤติกรรมของคน
โดยใช้หลักกฎหมาย และจะให้ความสำคญั ต่อความเจริญ ความสมบรู ณพ์ ูนสขุ ในโลกปจั จบุ ัน ดว้ ยเหตนุ ี้ คุณคา่
ของความเป็นมนษุ ย์ จึงควรมีมาตรฐานอย่างน้อย 3 ดา้ น คือ
1) จรยิ ศาสตร์ (Ethics)

เป็นมาตรฐานเกีย่ วกับพฤติกรรมของมนุษยท์ าง จริยธรรม จริยศาสตร์ เป็นศาสตร์วา่ ด้วยมาตรฐาน
การกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ ว่าอย่างไรคือความดี อย่างไรคือความชัว่ คุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่ได้รับ
การยกย่องประการแรกกค็ ือ ความดี

2) สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics)
เป็นมาตรฐานเกีย่ วกบั การรบั รูค้ วามงาม เป็นคุณค่าอีกอย่างหน่ึง ซึ่งแตกต่างจากความดี คุณค่าทาง
ความงามเป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิดจากการสัมผัส เช่น เมื่อเราเห็นภาพ ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า
ระหว่างขอบน้ำทะเลยามเย็น เราจะมองเห็นความงาม ความงามจะทำให้เรา เกิดความพอใจ ความยินดีหรือ
ความสุข เมื่อเราสัมผัสกับสิ่งสวยงามทำให้เราสามารถแยกแยะวัตถุที่มี ความงามว่ามีความโดดเด่น หรือ
แตกต่างจากวัตถุธรรมดาทว่ั ไปได้ ทำใหเ้ ราเขา้ ใจว่าอะไรทำให้เกดิ ความงดงาม เราก็อาจนำความเข้าใจนั้นมา
เป็นหลกั การสร้างความงามหรอื สรา้ งสรรค์งานศิลปะขนึ้ มา
สิ่งสวยงามคือคุณค่าของความเป็นมนุษย์อีกประการหนึ่ง ที่เราจะละเลยไม่ได้ ถึงแม้มนุษย์จะ
ประกอบคุณงามความดีเพยี งใด แต่ถ้าเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาข้ีร้ิวขี้เหร่ เนื้อตัวเสือ้ ผา้ สกปรก ก็ยังคงเป็นที่
รังเกียจของคนทั่วไป ดังนั้น การแต่งกาย การปรุงแต่งบุคลกิ หน้าตา จึงเปน็ ปัจจัยในคุณคา่ ที่สำคญั อกี อย่าง
หนึ่งในความเป็นมนุษย์ พิธีกรรมต่าง ๆ ทางศาสนาเป็นกจิ กรรมต้องการปรุงแต่งให้เกิดความงาม วิหารของ
เทพเจา้ ย่อมต้องการความงามกว่าบา้ นธรรมดา เพลงสวดเพ่อื สรรเสริญเทพเจ้าต่างๆ ย่อมตอ้ งมี ความไพเราะ
เสนาะหู คณุ คา่ ทางด้านความงามดังกล่าวน้ีเราเรียกว่า สุนทรยี ภาพ ในทางปรชั ญาเรียกวา่ สนุ ทรียศาสตร์
3) ตรรกศาสตร์ (Logics)
คือ มาตรฐานทางคณุ ค่าส่วนที่จะเสริมให้มนุษย์มีความสมบูรณ์ขึ้น เป็นคุณค่าทางปญั ญา ความคิด
กล่าวคอื นอกเหนอื จากมาตรฐานทง้ั 2 ดา้ นดงั กลา่ วมนุษย์ยงั ต้องมี ความคิดและวิจารณญาณท่ีดี รู้จักใช้เหตุ
ใชผ้ ล ไมห่ ลงงมงาย มีสามัญสำนึกทดี่ ี มีโลกทัศนท์ ด่ี ี และมีวสิ ัยทัศน์ท่กี ว้างไกลศาสตร์วา่ ด้วยความคิด

หนว่ ยที่ 2 เรอ่ื ง คุณค่าและประสบการณ์ของสุนทรยี ศาสตร์

คุณคา่ ของสนุ ทรยี ศาสตร์
สุนทรียศาสตรเ์ ปน็ สาขาหน่ึงของคุณวทิ ยา เปน็ ศาสตร์ท่วี า่ ดว้ ยเรอื่ งความงาม โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ กค็ ือ

ความงามในศลิ ปะ และยงั รวมไปถึงเรื่องรสนิยม และมาตรฐานทางคณุ คา่ สำหรับตัดสินศิลปะดว้ ย นอกจากน้ี
สุนทรยี ศาสตรว์ ่าด้วยทฤษฎีศิลปะ และท่าทีหรือความรู้สึกนกึ คิดทีม่ นุษย์มีตอ่ ศลิ ปะดว้ ย สนุ ทรยี ศาสตรเ์ ป็นคำ
ในภาษาสันสกฤต แปลวา่ วิชาทว่ี า่ ดว้ ยเรือ่ งแห่งความงามหรอื สงิ่ ที่สวยงาม ภาษาอังกฤษใช้คำว่า AESTHETIC
มาจากภาษเยอรมันว่า AESTHETIKOS หมายถึง Perception (เห็นได้ เข้าใจได้) หมายถึงศาสตร์ที่ว่าด้วย
ความรู้สกึ อันมีความงามเป็นพ้ืนฐาน การศึกษาฝึกฝนในเรือ่ งสนุ ทรียะไม่ใชข่ องงา่ ยเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล
เนื่องจากสุนทรียะเปน็ ศาสตร์หนึ่งของวชิ าปรัชญาโดยอยู่ในแขนงอภิปรัชญา แต่ถ้าได้ฝึกฝนรสนิยมมาบ้างก็
เห็นแววความลึกซึ้งยิ่งกว่าคนธรรมดาเห็น ยิ่งมีรสนิยมสูงเท่าใดก็ยิ่งจะเห็นอะไร ๆ มากขึ้น นี่แหละคือ
สุนทรียะ ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่น่าศึกษา คือ ความหมาย อาจจำแนกออกได้ ๒ คำ สุนทรียะ หมายถึง สิ่งที่
เก่ียวกับความนยิ ม ความงาม สนุ ทรียภาพ หมายถงึ ความร้สู กึ ถงึ คุณค่าของส่ิงทงี่ ามและความเปน็ ระเบียบของ
เสยี ง และถอ้ ยคำทีไ่ พเราะ

สนุ ทรยี ศาสตร์ จึงหมายถึง วิชาทว่ี ่าด้วยความนิยม ความงาม จะเห็นได้ว่า สนุ ทรียะ สนุ ทรยี ภาพ และ
สุนทรียศาสตร์ เป็นคำที่มีความหมายใกล้เคียงกันเป็นปรัชญาที่ว่าด้วยความงามที่เกี่ยวกับความรู้สึก
ละเอียดออ่ น ในความงาม ความงามนีอ้ ยู่ในธรรมชาติและในงานทีม่ นุษย์สร้างข้ึน เราอาจมองเห็นความงาม
ของวตั ถสุ ่งิ เดียวกนั ไปคนละแง่กไ็ ด้ สนุ ทรยี ศาสตรเ์ ป็นปรชั ญาศลิ ปะ ซง่ึ มีหนา้ ทีห่ ลกั คือค้นหาธรรมชาติของ
ความงาม
ประสบการณท์ างสุนทรียะ

สุนทรียะเป็นเรื่องของการเรียนรูก้ ารสร้างประสบการณ์โดยอาศัยความรู้ประกอบซ่ึงมีขั้นตอนทีค่ วร
คํานงึ ถงึ คอื

1. ประสบการณ์ทางสุนทรียะต้องมีความศรัทธาต่องานศิลปะ ความตั้งใจหรือความศรัทธามีความ
จำเปน็ อย่างย่ิงในการเข้าถึงงานศลิ ปะ และในทำนองเดยี วกันความต้งั ใจท่ีไรศ้ รัทธาเปน็ การปดิ กนั สุนทรียะของ
ศลิ ปะต้งั แตแ่ รก

2. ประสบการณ์ทางสุนทรียะต้องอาศัยการรับรู้ การรับรู้เป็นความรู้ที่จะรู้ว่า สิ่ งนั้น ๆ คืออะไร
คณุ ภาพ ดไี หม และมีความเกีย่ วพนั กนั อย่างไร เป็นเรื่องของความรไู้ ม่ใชเ่ รือ่ งของความจำหรอื จนิ ตนาการ การ
รบั รเู้ ปน็ การรวบรวมความรสู้ กึ ทั้งภายนอกและภายในท่ีมผี ลต่อสิ่งเรา้ แล้วเอามาสรา้ งเป็นความคิดรวบยอด
ต่องานศลิ ปะ น้ัน ๆ ซงึ่ สามรถแยกออกเปน็ ขั้นตอนได้ว่าเป็นความรู้สกึ การรบั รู้และการหย่งั รเู้ ปน็ การสรา้ งมโน
ภาพ

3. ประสบการณ์ทางสนุ ทรยี ะตอ้ งอาศัยความกนิ ใจ หรือประทบั ใจในการสรา้ งประสบการณท์ างสนุ ทรี
ยะน้ัน อารมณ์ทีก่ ระทบต่องานศลิ ปะสามรถแยกออกเป็น 2 ขนั้ ตอนด้วยกนั คอื สภาพของจติ ท่ีเปลี่ยนไปกับ
ความรู้สึกที่สนองตอ่ จิตเกิดขึ้นตามลำดับตอ่ มา ความกินใจต่อเหตกุ ารณ์และเสียงที่ได้ยิน ทั้งเหตุการณ์และ

เสียง ที่กินใจจะจารกึ จดจำไว้ในสมอง ถ้ามีโอกาสหวนกลับมาอีก ความกินใจท่ีเคยจดจำไว้จะปรากฏขึ้นใน
ความรู้สึกอกี

4. ประสบการณ์ทางสุนทรียะต้องอาศัยความรู้ การเรียนรู้ของคนต้องอาศัยประสบการณ์ และ
สนุ ทรียะ เปน็ สว่ นหนึง่ ของประสบการณ์ ความรู้ ความเขา้ ใจเป็นประสบการณท์ ส่ี ามรถแยกแยะหรอื วเิ คราะห์
การนำมา ประติดประตอ่ หรอื การสงั เคราะห์ การสรปุ รวบยอด การจัดหมวดหมู่ หรอื แม้แตก่ ารประเมนิ ผล ส่ิง
เหล่าน้ีอาศยั ประสบการณ์ความรู้ความเข้าใจเป็นตวั สำคัญ

5. ประสบการณ์ทางสุนทรียะต้องอาศัยความเข้าใจ วัฒนธรรมที่เป็นองค์ประกอบของศิลปะนั้น ๆ
เพราะศิลปะเปน็ ส่วนหนึ่งของวฒั นธรรม การที่เราเข้าใจวัฒนธรรมเป็นผลให้เราเข้าใจศลิ ปะอีกโสดหน่งึ ดว้ ย
เพราะศลิ ปะกลุม่ ใดกลมุ่ หน่งึ ย่อมเหมาะกบั ชนกลมุ่ นั้น

จุดมุ่งหมายของสุนทรียศาสตร์เป็นแต่เพียงภาคทฤษฎีเท่านั้น มิใช่ภาคปฏิบัติและจุดมุ่งหมายของ
สุนทรียศาสตร์ ที่เป็นแต่เพียงการสอนเก่ียวกับหลักการต่าง ๆ ของความงาม มิใช่ต้องการเพือ่ ท่ีจะสร้างพวก
เรา ใหเ้ ป็นนักวาดเขยี นหรือนักดนตรี เพราะวา่ มขี ้อแตกต่างกันระหว่างความรสู้ ึกเร่อื งหลักการแห่งความงาม
และหลักฝกึ ฝนภาคปฏบิ ัติ ในการสรา้ งงานศลิ ปะ การสร้างงานศลิ ปะน้ันเรยี กหาการฝึกฝนบางประการ และ
ข้ึนอยูก่ บั สติปัญญาภายในของแตล่ ะบคุ คล การศกึ ษาสุนทรยี ศาสตร์มไิ ด้รบั ประกันวา่ จะต้องให้การฝกึ หัดและ
รูปแบบเก่าแกพ่ วกเรา ดงั น้นั โดยจดุ มุ่งหมายแล้วสนุ ทรียศาสตร์จงึ เปน็ เพียงภาคทฤษฎีเท่าน้ัน แต่ถ้าบุคคลมี
รูปแบบบางอย่างและฝึกหัดภาคปฏิบัติอยู่บ้างแล้ว การศึกษาสุนทรียศาสตร์ก็จะช่วยให้บุคคลเหล่านั้นได้
พัฒนารูปแบบ และการปฏบิ ตั ิจริงให้สำเร็จผลมากยิง่ ขึน้ ดงั นัน้ ประสิทธภิ าพแหง่ ศิลปะภาคปฏิบัตจิ ึงไม่ใช่ผล
โดยตรงจาก การศกึ ษาสนุ ทรียศาสตร์ แต่การศึกษาสุนทรยี ศาสตร์อาจมีผลโดยทางอ้อมต่อความพยายามของ
มนษุ ยใ์ นการสร้างงานศลิ ป์
คุณลกั ษณะแห่งประสบการณ์ทางสนุ ทรยี ะ

ประสบการณ์ทางสนุ ทรียะนน้ั มคี ณุ ลักษณะ ดังต่อไปนี้
1. สภาวะปกตทิ างผสั สะ สุนทรียศาสตร์ มสี ภาวะพื้นฐานทางผัสสะ ซ่ึงขน้ึ อยกู่ ับความรสู้ กึ ทางผสั สะท่ี
คนเรารบั รูโ้ ดยประสาทสมั ผัสท้ัง 5 ในการรบั รคู้ วามร้สู กึ ทางผสั สะอยา่ งแจม่ แจง้ นัน้ ประสาทสัมผสั ทงั้ 5 ของ
เราจะต้องสมบูรณแ์ ละพร้อมเสมอ เราจะตอ้ งสามารถท่ีจะแยกแยะความแตกตา่ งของสี อนั หนง่ึ จากสีอืน่ ๆ ได้
ดนตรีชนิดหนึง่ จากดนตรชี นิดอื่นได้ การรับรู้ทางสุนทรียะของเราทั้งหมดขึ้นอยู่กับความสามรถของคนทีจ่ ะ
ยอมรับความแตกต่างเช่นนั้น สีที่เราเห็นและเสียงที่เราได้ยิน ถ้าเราไม่สามารถที่จะสร้างหรือยอมรับ
ประสบการณเ์ ช่นนัน้ ไดป้ ระสบการณส์ นุ ทรียะจะเปน็ ไปไมไ่ ดเ้ ลย น่ันเทา่ กบั เป็นการตอบคำวา่ ทำไมคนตาบอด
จึงไม่รับรู้ภาพเขียนและคนหหู นวกจงึ ไมร่ บั รูด้ นตรี
2. การไม่เห็นแก่ประโยชน์ การไม่เห็นแก่ประโยชน์เป็นคุณลักษณะอันสำคัญของประสบการณ์
สุนทรียะ ศิลปินหรือผู้ดูศิลปะนั้นจะตอ้ งเป็นอิสระจากความต้องการใดๆ ในการทีจ่ ะได้รับความก้าวหน้าทาง
ภาคปฏิบัติจากประสบการณ์ทางสุนทรียะ เขาจะต้องไม่แสวงหาชื่อเสียงหรือเงินทองจากแนวทางแห่ง
ประสบการณ์สุนทรียะ เพื่อประสบการณ์สุนทรียะเองนั้นก็หมายความว่าเขามีความพอในภายใน ใน
ประสบการณ์สุนทรียะเองและความพอใจภายในนี้เป็นเกณฑ์อันเดียวของประสบการณ์ สุนทรียะ ดังนั้น

ประสบการณ์สุนทรียะนั้นจึงเป็นคุณค่าภายใน มิได้เป็นคุณค่าแห่งเครื่องมือปฏิบัติตัวอย่างเช่น มันเป็นส่ิง
เป็นไปไมไ่ ด้สำหรบั นักดนตรีท่ีจะรอ้ งเพอื่ ความพอใจและความสุขท่ี เขาจะได้รับและไมเ่ ปน็ การจำเปน็ เลยท่เี ขา
จะตอ้ งการร้องเพ่ือความสุขของคนอ่ืนและและเพื่อเงนิ

3. การไม่ยึดมั่นถือมั่น การไม่ยึดมั่นถือมั่นจากข้อวิตกกังวลประจำวันนั้น เป็นเงื่อนไขสำคัญทาง
ประสบการณ์สุนทรียะ เพราะว่าประสบการณ์ทางสุนทรียะนั้น คนเราถูกหวังที่จะยอมรับความดูดซึมใน
ประสบการณส์ นุ ทรียะด้วยตัวเขาเอง แตก่ ารดูดซึมในประสบการณส์ ุนทรยี ะทั้งหมดนัน้ ไม่สามารถจะเป็นไปได้
ถา้ จติ ใจของเราน้ันมที ุกข์ดว้ ยความกังวลในชีวติ ประจำวัน ดงั นั้นประสบการณส์ ุนทรยี ะจงึ ตอ้ งเปน็ อิสระจากสง่ิ
กีดขวางใด ๆ และจากความกงั วลใด ๆ ทัง้ สิน้

4. การอยใู่ นความรู้สกึ เม่อื เราดลู ะคร ใจของผู้ดูละครน้นั ได้ปลกี ตวั ออกไปจากความกังวลสว่ นตวั ของ
ตนเองและเขา้ ร่วมกับใจของผแู้ สดงบางคนในละครนั้นผลก็คือผู้ดูนัน้ ยอมรบั ประสบการณท์ งั้ หมดของผู้แสดง
ประหนึ่งว่าตวั เขาเปน็ ผูแ้ สดงในละครน้ันนเี้ รียกว่าการอยู่ในอารมณ์หรอื การมอี ารมณ์รว่ ม

5. การแยกความจริงทางจิตวทิ ยา ผู้ดูละครนน้ั ตอ้ งการทราบความจรงิ วา่ ส่งิ ทเี่ ราเห็นอยู่ในละครเป็น
เพียงการสมมตขิ น้ึ ไมใ่ ช่ความจรงิ ดังนัน้ เราจะตอ้ งไมพ่ ยายามทจ่ี ะสบั เปลย่ี นประสบการณท์ ่แี ทจ้ รงิ แหง่ ตัวเรา
เอง ประสบการณข์ องผแู้ สดงในละครน้ัน ถา้ เราสบั เปลีย่ นประสบการณท์ แี่ ท้จรงิ กับประสบการณ์ของผู้แสดง
ในละครแลว้ ใจของเราจะเต็มไปดว้ ยความจำในอดีต ความกังวลและความห่วงใย เปน็ ต้น ผลก็คือวา่ เราจะไม่
สามารถทีจ่ ะสนกุ สนานกับละครเลย

6. ประสบการณ์สุนทรียะนั้น สามารถแบ่งสันปันส่วนให้กับคนอื่น ๆ ได้ คุณค่าของประสบการณ์
สุนทรียะนั้นจะไม่ลดลงเลย ประสบการณ์สุนทรียะนั้นจะคงอยู่อย่างมั่นคงหรือจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป นี้เป็น
คุณลกั ษณะที่สำคญั ของประสบการณ์สนุ ทรียะและเป็นกรตอบคำถามว่าทำไมประสบการณ์สนุ ทรียะจึงถือว่า
เปน็ คณุ ค่าภายใน

7. ประสบการณ์สุนทรยี ะจะตอ้ งเป็นอสิ ระจากความรู้สกึ แหง่ การเป็นเจา้ ของ หมายความว่า ถ้าบคุ คล
สนุกสนานเพลิดเพลินกับดนตรี เฉพาะที่ขับร้องโดยธดิ าของตนเอง หรือเลน่ ด้วยดนตรีของตนเองแล้วความ
สนุกสนานเพลิดเพลินนั้นไม่ถือว่าเป็นประสบการณ์สุนทรยี ะที่แท้จริง เพราะมันเป็นการแสดงถึงความพอใจ
ของตนตอ่ ธดิ าหรอื เคร่อื งดนตรขี องตนเท่านน้ั แต่มิได้แสดงถงึ ความพอใจตอ่ ดนตรีเลย

8. ความแตกต่างระหว่างความคิดทางตรรกวิทยาและประสบการณ์สุนทรียะสามรถอธิบายได้ดังน้ี
ความคิดทางตรรกวทิ ยา มีวิธีการทีเ่ ป็นระบบ มีลำดับขั้นตอน วิธีการนี้เกีย่ วข้องถึงเฉพาะแนวความคิดของ
คนเรา เท่านนั้ แต่มไิ ด้เกี่ยวขอ้ งถึงลักษณะอ่นื ๆ เช่น ความรู้สกึ ความประสงค์ ในวธิ กี ารอนั นี้เรารวบรวมส่วน
ตา่ งๆ หรอื ขัน้ ตอนตา่ ง ๆ ทงั้ หมดจากนัน้ กเ็ ข้าสู่การสรุป แตป่ ระสบการณ์สุนทรยี ะนน้ั เปน็ สงิ่ ที่เกิดข้ึนในทันที
และ เป็นไปเอง ไม่ถูกบังคับและเป็นอิสระจากวิธีการคิดที่กระท่อนกระแท่น ประสบการณ์สุนทรียะนั้นมิได้
เก่ียวขอ้ ง ถึงเฉพาะความคดิ เทา่ นั้น แต่เกย่ี วขอ้ งถงึ การรบั รผู้ ัสสะทกุ ส่วน เมือ่ เรากลา่ ววา่ ภาพเขยี นนัน้ สวยงาม
มันไมไ่ ด้ หมายถงึ ขอ้ สรปุ ทางตรรกวทิ ยาทีพ่ วกเราได้รบั หลงั จากการตรวจสอบสว่ นแตล่ ะส่วนแล้ว แตห่ มายถึง
พวกเรา มองดูภาพเขยี นโดยส่วนรวมและยอมรบั มันในฐานะท่ีเปน็ สว่ นรวม ดังนนั้ ประสบการณส์ นุ ทรยี ะ จิตใจ

ของ มนุษย์มิได้เคลื่อนจากส่วนย่อยไปสู่ส่วนรวม แต่มันเริ่มด้วยส่วนรวมและเข้าถึงส่วนรวมในฐานะที่เป็น
สว่ นรวมท้งั หมด

ในประสบการณ์สุนทรยี ะน้นั มอี งค์ประกอบต่างๆทรี่ วมอยดู่ ังต่อไปน้ี
1. ความรูส้ กึ ทางประสาทสัมผสั เราไดร้ ับความรู้สึกทางประสาทสมั ผัสของเสยี งและแสง โดยทาง
และทางตา
2. อารมณ์ อารมณ์ทีเ่ ป็นสุข หรอื อารมณ์เศร้าจะมาสู่เราไดโ้ ดยวิธกี ารทางประสาทสัมผสั เช่น ดนตรี
เสยี งท่อี อ่ นนมุ่ และยาวนานจะสรา้ งความรสู้ ึกท่ีเศร้าแกผ่ ฟู้ ัง
3. ความหมาย ในบางคร้ังความหมายที่เด่นชดั จะมาส่เู ราได้โดยทางเสยี ง หรอื คำนีเ้ ป็นความจริงและ
ถูกต้องทางวรรณคดี เพราะในวรรณคดีนัน้ เป็นสื่อแห่งความหมายมาสู่เรา งานทางศิลปะน้ันเปลี่ยนแปลงได้
บนพืน้ ฐานแหง่ ความหมายทีส่ อ่ื มาสูเ่ รา
4. ความรู้สึก ประสบการณ์ทางสุนทรียะนั้นมิใช่สิ่งที่แห้งผาก แต่เป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยความรู้สึก ใน
กรณี ของภาพเขียนลอกแบบธรรมชาติ เราได้ประสบการณ์แห่งความรู้สึกทีเ่ หมือนกัน เช่นเดียวกับที่เราได้
ประสบการณ์เมอ่ื เราเหน็ วตั ถทุ แ่ี ท้จรงิ ทีถ่ ูกลอกแบบ นน้ั ตวั อย่างเช่น คนรักม้าจะได้รับความรู้สึกเป็นสุขเม่ือ
เขา ได้เหน็ ภาพเขยี นของมา้ และความรู้สึกเป็นสุขนส้ี ามรถเทยี บได้กับความรสู้ กึ เปน็ สุขที่เขาเห็นม้าท่ีแทจ้ ริง
5. ตวั บุคคล ประการสุดท้าย ตวั ของบุคคลเองกลายเป็นผู้ช้ีขาดการรับรูป้ ระสบการณส์ ุนทรียะ และ
เร่มิ เขา้ ร่วมเปน็ อันหน่งึ อันเดียวกันกับส่งิ สุนทรยี ะนั้น แตก่ ารเข้าร่วมนั้น ตวั บคุ คลไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังเข้า
รว่ มกบั สิ่งสนุ ทรียะนั้น
สรุป
การท่ีผู้สนใจงานศลิ ปะ ไดเ้ รียนรเู้ ทียบเคยี งองคป์ ระกอบของศิลปะแขนงตา่ ง ๆ ได้จะทำให้เกิดความ
เขา้ ใจศลิ ปะน้ันไดอ้ ยา่ งลึกซึ้งมากยง่ิ ขนึ้ โดยเฉพาะศิลปะท่เี ป็นนามธรรมและไม่มีรปู ร่างรปู ทรง เมื่อได้คุ้นเคย
และมีความเข้าใจในงานทัศนศลิ ป์จะทำใหเ้ กิดจนิ ตนาการได้โดยง่ายและไมม่ ีขดี จำกัด อย่างเชน่ การได้ฟังเพลง
ที่ ผู้ประพันธ์ต้องแสดงบรรยากาศของท้องทุ่ง ผู้ฟังก็สามารถจินตนาการนึกภาพในใจถึงท้องทุ่งได้ไม่จำกัด
อาจจะ เป็นการประทับใจจากการได้เห็นท้องทุ่งที่สวยงามด้วยตัวเอง หรือ อาจจะเป็นท้องทุ่งจากภาพ
ประทับใจของ ศิลปินท่านใดท่านหนึ่งก็ได้ หรือในทางกลับกันการที่มองภาพอันสวยงามที่เป็นผลงานของ
ศลิ ปินเอกกส็ ามารถ นำความประทับใจน้ันมาแสดงออกเป็นเสียงเพลงและบทกวีได้ ดังทีม่ ีนักประพันธ์หลาย
ทา่ นประพันธเ์ พลงขึน้ จากความประทบั ใจเหลา่ นนั้ เพราะภาพเขียนหรอื งานทัศนศลิ ปต์ ่าง ๆ ไม่ใช่เป็นเพียง
รปู ทรงแต่มีทัง้ เร่ืองราวและ จิตวญิ ญาณของศลิ ปนิ แฝงอยใู่ นผลงานน้ัน ๆ ดว้ ยนอกจากจะสามารถเทียบเคียง
จินตนาการซง่ึ กันและกนั ได้แลว้ ศลิ ปะทง้ั 3 สาขา ยังสามารถใช้อธิบายทีม่ าทางวฒั นธรรมซง่ึ กันและกันได้อีก
ด้วย มีผูค้ นเคยถามอยู่เสมอวา่ ทำไมการร้องเพลงไทยต้องมีเสียงเอื้อนเอ่ยต่อเน่ือง อ่อนโยน ทำไมท่ารำไทย
ต้องตงั้ วง กรีดจบี กรีดกราย เยอื้ ง ย่างกรีดกรายชดชอ้ ย การทจ่ี ะตอบคำถามได้ชดั เจน กต็ อ้ งไปเทียบเคยี งกับ
งานทศั นศลิ ปท์ ่มี ีแหล่งกำเนิดมาจาก จติ วญิ ญาณเดียวกนั คอื ใหไ้ ปพจิ ารณาภาพจิตรกรรมไทย ลายรดน้ำ ปูน
ปั้น หน้าบันโบสถ์วิหาร ปราสาทราชวัง ก็จะจินตนาการถึงเสยี งเอ้ือนอันอ่อนโยน ท่าเยื้องย่าง กรีดกรายชด
ชอ้ ยได้ไม่ยากเลย จะเห็นไดว้ า่ ถ้าหากเรามี ความเข้าใจในงานศิลปะแขนงใดแขนงหน่ึงอย่างดีแล้ว ก็สามารถ

ทำให้เขา้ ถึงศิลปะแขนงอื่นไดเ้ ช่นกนั ขอ เพียงแตใ่ หผ้ ู้นั้นเปดิ ใจให้กวา้ งกจ็ ะทำให้เห็นสายสัมพันธ์ท่โี ยงใยอย่าง
ไม่มีวนั แยกจากกนั อยภู่ ายใน
ประโยชนข์ องสนุ ทรียศาสตร์

สุนทรียศาสตร์ นับว่าเป็นศาสตร์อันลึกซึ้ง เป็นศาสตร์ที่พัฒนาจิตใจของมนุษย์โดยเฉพาะ มนุษย์
จำเป็นต้องศกึ ษาเพอื่ ปรบั ปรงุ ตนเองให้เป็นผมู้ ีรสนิยมสงู เพ่ือประโยชนใ์ นการแสวงหาความสุขทางใจ และเพอ่ื
เข้าถงึ ศิลปะทกุ ประเภท อนั มนษุ ยเ์ ราจะตอ้ งเก่ียวขอ้ งโดยหลีกเลยี่ งไม่ได้ การเข้าถงึ ศลิ ปะน้ันได้รับประโยชน์
หลายประการด้วยกัน คือ

1. ไดร้ ับรสความงามอมตะทางศิลปะ ซึ่งไมเ่ คยมหี รอื เคยเห็นในธรรมชาติมาก่อน เรียกว่าได้รู้ได้เห็น
เหนอื กวา่ คนธรรมดา

2. ความงามศลิ ปะจะฝงั แนน่ โดยความทรงจำ ไมล่ ืมเลือนงา่ ย ๆ
3. ศิลปะทำให้มนุษย์เรามีความเห็นร่วมกนั ทำให้จติ ใจผูกพนั ต่อกัน คนที่มีอารมณ์มีรสนิยมตรงกัน
จะ
มคี วามเข้าใจ จะรักกันแนน่ แฟ้นยง่ิ กว่าส่ิงอืน่
4.วรรณคดชี ั้นสูงหรือศลิ ปะชั้นสูง จะมีจดุ โน้มเอยี งให้เราเข้าใจถึงคุณงามความดีบางอย่าง ซึ่งศิลปะ
ยงิ่ ไดร้ บั รสความลึกซึง้ ของศิลปะเพ่มิ ขน้ึ และพลอยปรบั ปรุงจติ ใจให้มกี ารคล้อยตามไปดว้ ย ซอ่ นเรน้ อยู่แล้ว ก็
ย่ิง
สรปุ แลว้ ศิลปะ คือสิ่งที่มนษุ ย์สร้างสรรคเ์ พ่อื สนองความตอ้ งการของตนเองและสงั คม

หนว่ ยท่ี 3 เร่อื ง สุนทรยี ศาสตร์เชงิ ความคดิ และเชิงพฤติกรรม
3.1 สุนทรยี ศาสตรเ์ ชงิ ความคิด

ความเข้าใจในเรื่องเพศ ความรัก ความงาม เป็นสัญชาตญาณเบื้องต้นของคนและสัตว์ทั่วไป เรา
สามารถสังเกตได้จากสัตว์ประเภทนักบางชนิด เช่น นกยูง เมื่อถึงฤดูสืบพันธุ์ ตัวผู้จะเริ่มมีขนปีก ขนหางที่
สวยงามกางปีกรำแพนหาง พร้อมกับส่งเสียงขันเจ้ือยแจ้วเพื่อดึงดูดความสนใจ จากตัวเมีย ลักษณะเหล่านี้
เกดิ ข้ึนในทำนองเดียวกันกบั สัตว์อ่นื ๆ อกี หลายชนดิ กล่าวไดว้ า่ แทท้ ่ีจรงิ ไมว่ า่ จะเปน็ คนหรือสตั วท์ วั่ ไป ย่อม
พอใจยนิ ดกี บั สิ่งท่สี วยงาม สิ่งทไ่ี พเราะเพราะพรง้ิ มาโดยกำเนดิ การศกึ ษาหาคาํ ตอบ เก่ียวกับศาสตร์ที่ว่าด้วย
ความงามจงึ ไม่ใช่เร่ืองยาก เพราะเราเขา้ ใจในความงามเป็นพื้นฐานของชีวิตอยู่แล้ว การเข้าใจลักษณะนีเ้ ปน็
ความเขา้ ใจในสุนทรียศาสตรห์ รอื การเข้าถงึ ความงาม ด้วยวิธกี ารคิดเป็นเหตุและผล

3.1.1 สุนทรยี ศาสตร์เชิงความคิดแนวตะวนั ตก ถา้ จะตง้ั คำถามวา่ สิ่งแทจ้ รงิ ของความงามอยู่ทีใ่ ด เชน่
เมื่อมองเห็นดอกไม้งาม ถ้าจะถามว่า ความงามอยู่ที่กลีบ อยู่ที่ อยู่ที่ช่อหรืออยู่ที่ใบ หรือว่าอยู่ใน ใจของเรา
ปริศนาคำถามเหล่านี้ ยอ่ มต้องการ คำอธิบายมากมาย นักปรชั ญาตะวันตกไดม้ ีขอ้ ถกเถียงโต้แย้งในเรื่องแก่น
แท้ของความงามมาหลายศตวรรษ มาแล้ว แม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปหรือคำตอบเป็นที่น่าพอใจ ก็พอที่จะสรุป
ความคิดได้ 2 ทัศนะคือ

1) ปรนยั นยิ ม [Objectivism) เปน็ ทัศนะท่อี ธิบายวา่ ความงามเปน็ คณุ สมบตั ขิ องวตั ถุ ความงาม อาจ
เกิดจากรปู รา่ ง ทรวดทรง สีสันของวัตถุ แบบแผนลีลาการเคลอ่ื นไหว หรอื เกดิ จากความประสาน ไพเราะของ
เสียง วตั ถุทมี่ คี วามงาม การเคลือ่ นไหวทงี่ ดงาม หรือเสียงท่ไี พเราะยอ่ มเกดิ จากปจั จยั คณุ สมบัติ ภายนอก คือ
ตวั วัตถุ ซงึ่ ตรงกับคุณสมบัตขิ องความงามอยู่ในตวั ความงามและความไพเราะและลีลาการ เคล่อื นไหวท่งี ดงาม
จะต้องมมี าตรฐานของตัวเอง

2) อตั นัยนยิ ม [Subjectivism) เป็นทศั นะท่คี ดิ ว่า ความงามเปน็ เรอื่ งความร้สู กึ อยู่ในใจของคน ไม่ได้
ข้นึ อยกู่ บั วัตถสุ ่งิ ของทีเ่ รามองเห็นหรอื สง่ิ ท่เี ราได้ยิน ใจของเราเป็นตัวกำหนดว่า สิง่ ท่เี รามองเห็นงาม หรือไม่
งาม เสียงที่เราได้ยินไพเราะ หรือไม่ ทุกอย่างล้วนเกิดความคิดในใจ จากความรู้สึกภายในทั้งสิ้น วัตถุชนิด
เดยี วกนั คนหน่ึงอาจเห็นวา่ งาม แตอ่ กี คนอาจเห็นว่าไม่งามก็ได้ เช่นเดียวกับการฟังเพลงเดียวกัน คนหนึ่งบอก
ว่าไพเราะแต่อกี คนบอกวา่ ไม่ไพเราะ ซ่งึ การมองเหน็ หรอื การไดย้ ินของบคุ คลทง้ั สองถอื วา่ ถกู ท้งั คู่ ความงามจงึ
ไมม่ ีมาตรฐานหรือกฎเกณฑท์ แ่ี นน่ อนขนึ้ จากความคดิ ความรสู้ กึ ของผู้ท่ีสัมผสั เปน็ หลัก

3.1.2 สนุ ทรียศาสตรเ์ ชงิ ความคิดแนวตะวันออก
โดยพ้นื ฐานทางความคิดของนักปรัชญาตะวันออกจะแตกต่างจากตะวันตก ชาวตะวันออกมกั มอง ส่ิง
ต่างๆ เป็นองค์รวม ไม่นิยมมองแบบแยกสว่ นย่อยๆ อยา่ งชาวตะวนั ตก พน้ื ฐานความคิดของชาวตะวันออก จะ

มรี ากเหงา้ มาจากปรัชญาของลทั ธิพราหมณ์ ซ่ึงสนใจองคร์ วมของส่วนประกอบของสอื่ ท่จี ะทำใหเ้ กดิ ความงาม
ดงั กล่าวไดแ้ ก่

วตั ถุ คอื สงิ่ ท่ีสามารถสัมผสั จับตอ้ งได้ ในทนี่ ร้ี วมถงึ กรยิ า อาการ และเสียงทเ่ี ราสมั ผสั ดว้ ย ความงาม
คือ คุณค่าที่แฝงอยู่ในตวั วัตถุสามารถสัมผสั ได้จากวัตถุทีม่ ีความงาม เสยี งทไ่ี พเราะ หรือกริยาท่าทางการ
เคลื่อนไหว ทม่ี ลี ลี านา่ ดูน่าชม มนุษย์ คอื ผรู้ ับสอื่ อนั ได้แกว่ ัตถหุ รอื เสยี งทม่ี คี วามงามหรอื ความไพเราะ ถา้ ไม่มี
ผรู้ บั สื่อก็ไมอ่ าจ รู้ไดว้ า่ มีความงามอยู่

รสนยิ ม คือ ความสามารถในการรับรสู้ ามารถแยกแยะระดับความงามความไพเราะได้ เช่น จติ รกร
สามารถรับรคู้ วามงามของดวงอาทิตยต์ กดนิ หรือ คีตกวีสามารถรบั รคู้ วามไพเราะของเสียงลมพัดทปี่ ระสาน
กบั เสยี งนกร้อง เปน็ ตน้

จะเห็นได้วา่ ตามความคิดเกย่ี วกับความงามแนวตะวนั ออก เหน็ วา่ ความงามและความไพเราะน้นั จะ
เกดิ ขึน้ ด้วยส่วนประกอบเพียงส่วนเดียวไม่ได้ ตอ้ งเกดิ ขน้ึ จากองค์รวมพร้อม ๆ กนั
3.2 สุนทรียศาสตรเ์ ชิงพฤติกรรม

มนุษย์ไมเ่ คยหยดุ นิ่ง ชอบสร้างสรรคส์ ง่ิ ตา่ ง ๆ อยู่ตลอดเวลา เมอื่ มนษุ ย์ได้สมั ผสั คณุ ค่าความงาม จาก
ธรรมชาตหิ รือสิ่งทม่ี นุษยด์ ว้ ยกนั สรา้ งขึ้นมา ก่อให้เกดิ ความคิดและจนิ ตนาการขนึ้ สง่ ผลถึงการแสดง ออกเป็น
พฤตกิ รรมต่าง ๆ เช่น การวาดภาพ การป้ันแกะสลัก การก่อสรา้ ง การประพันธ์ การรา่ ยรำ การเรยี บเรียงเสยี ง
ประสาน เป็นต้น พฤติกรรมต่าง ๆ ดังกลา่ วส่งผลให้เกิดเปน็ ผลงานศิลปะขึ้นมามากมาย เมื่อเวลาผา่ นพน้ ไป
ความคิด จินตนาการและเทคนิควิธีการสร้างสรรค์ผลงาน ได้รับการสืบทอดต่อ ๆ กัน มา จนเกิดเป็น
ศิลปวัฒนธรรมของกลุ่มชนนั้น ๆ และพัฒนาตอ่ เนื่องจนอิ่มตวั ถึงขั้นเป็นแบบอย่างเฉพาะของ แต่ละกลุ่มชน
ตั้งแตร่ ะดับพื้นบา้ น จนถงึ ระดบั ชาติ พฤติกรรมการสรา้ งสรรค์วตั ถุแหง่ ความงามดังกลา่ ว สามารถจัดรวมเป็น
หมวดหมู่ หรืออาจจะกลา่ วไดว้ า่ เป็นพฤติกรรมทีแ่ สดงออกทางสุนทรียภาพ 3 ทางคอื

ก. พฤติกรรมทางภาพลกั ษณ์
ข. พฤตกิ รรมทางเสยี ง
ค. พฤตกิ รรมทางการเคล่ือนไหว
ซ่งึ พฤตกิ รรมดงั กลา่ วของตะวนั ตก และตะวันออกเกิดจากพนื้ ฐานความคิด และจนิ ตนาการท่ีแตกตา่ ง
กนั
3.2.1 สุนทรียศาสตรเ์ ชงิ พฤตกิ รรมแนวตะวันตก
ความคิดและจินตนาการของชาวตะวันตกเกิดขึ้นนับยอ้ นไปตั้งแตส่ มัยกรีกโบราณ เชื่อว่าธรรมชาติ
คือต้นแบบของการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ตามทัศนะของกรีก คือ การเลียนแบบธรรมชาติ ซึ่งถือว่าเป็น
จุดเริ่มต้นของการค้นหาความสมบูรณ์ของวัตถุสิ่งของตามความเป็นจริงหรือตามลักษณะที่ได้สัมผัสรับรู้

ภายหลังต่อมาการเลียนแบบดังกลา่ ว มิได้จำกัดเฉพาะธรรมชาติ หากแต่รวมไปถงึ สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ อีกด้วย
บ่อเกิดของสุนทรียศาสตรเ์ ชิงพฤติกรรมแนวตะวันตก พัฒนาจากการเลยี นแบบธรรมชาติ ก่อนแล้วจึงพัฒนา
ไปสู่การสร้างสรรค์เพือ่ คริสตศาสนา จนกระทั่งถึงการแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สกึ นกึ คิดของศิลปิน
โดยส่วนตวั อย่างท่ีเป็นอยูใ่ นปจั จุบัน

3.2.2 สุนทรียศาสตร์เชิงพฤติกรรมแนวตะวันออก ศิลปะตะวันออกแตกต่างไปจากศิลปะของโลก
ตะวนั ตก ซ่ึงความจรงิ แล้วความแตกต่าง ก็คือ

ความแตกต่างทางศาสนาของตะวันออกกับคริตศาสนานั่นเอง ศิลปะตะวนั ออก มีพื้นฐานความเชอ่ื
ศรัทธา ในศาสนา เช่น พุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาอสิ ลาม เป็นต้น คุณค่าทางสุนทรียภาพ จึงเปน็
คุณค่า ความงามที่เกิดจากความคิดและปรัชญา (Ideal Beauty) อันมีที่มาจากศาสนานั่นเอง ถึงแม้จะมีจุด
กำเนิด จากธรรมชาติเช่นเดียวกับตะวันตกก็ตาม แต่ผลที่ออกมากลับแตกต่างกันชาวตะวันออกจะเสรมิ เตมิ
แต่งอดุ มคติ ตามความเช่อื ของแต่ละชนชาติไว้ดว้ ยเปน็ สาํ คัญ

การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ คือสิ่งบ่งชี้ถึงรากเหง้าของวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของตะวันตกและ
ตะวันออก เปน็ ผลทีเ่ กิดจากพฤติกรรมเชิงสนุ ทรียภาพ ภายใต้ชือ่ เรียกวา่ ศิลปะ ท่ตี กทอดมาหลายช่ัวอายุคน
ตั้งแต่อดีตจนถงึ ปจั จบุ ัน
3.3 ความหมายของศลิ ปะ

3.3.1 ความหมายทั่วไป (เพ่มิ เตมิ เนื้อหานำ)
คำว่า “ศิลปะ” ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Art” หมายถึง ฝีมือทางการช่าง การแสดงออกซึ่งอารมณ์
สะเทือนใจให้ประจักษ์เห็น โดยเฉพาะความหมายถึงวิจิตรศิลป์ (ราชบัณฑิตยสถาน,2530) ก็ได้หรืออาจจะ
หมายถึง ผลแหง่ พลงั ความคดิ สรา้ งสรรค์ของมนษุ ยท์ ี่แสดงออกในรูปลกั ษณ์ต่าง ๆ ให้ ปรากฏซงึ่ สนุ ทรียภาพ
ความประทับใจ หรอื ความสะเทือนอารมณต์ ามอจั ฉริยภาพ พุทธปิ ญั ญา ประสบการณ์ รสนยิ มและทกั ษะของ
แต่ละคน เพื่อความพอใจ ความรื่นรมย์ ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีหรือความเชื่อ ในแต่ละศาสนา
(ราชบัณฑิตยสถาน 2530) ก็ได้ นอกจากนั้น ยังหมายถึงงานช่างที่แสดงฝีมือและความคิด ของศิลปิน
(ราชบณั ฑิตยสถาน 2530) รวมทั้งหมายถึง ความสามารถของมนุษยใ์ นการสร้างสรรคส์ ิง่ ต่างๆ โดยได้รับแรง
บันดาลใจจากธรรมชาติ (Neufeldlt &Guralnik(Eds.),1994) บางท่านให้ความหมายไว้ว่า หมายถึง สิ่ง
สร้างสรรคท์ แี่ สดงออกอยา่ งสวยงามดว้ ยฝีมือและความคิดของมนุษย์ (Hornby & Cowie,1987)
คำว่า “ศิลปะ” จึงมีความหมายกว้างมาก อาจสรุปได้ว่าคือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นตามความสามารถ
และทักษะของตนถ่ายทอดผ่านสื่อต่าง ๆ โดยได้รับแรงดลใจจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดความ
ประทบั ใจ ความสะเทือนอารมณ์

จากความหมายของศิลปะที่กล่าวมา อาจอธิบายได้ว่า ศิลปะคือ กิจกรรมของมนุษย์หรือศิลปินท่ี
สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการและความพึงพอใจให้แก่มนุษย์ด้วยกันด้วยความรู้สึกและจิต
วญิ ญาณ

ศิลปะมีรูปแบบแตกต่างกันไป อย่างน่ามหัศจรรย์ รูปร่าง (Shape) เสียง (Sound) และการ
เคลื่อนไหว (Movement) ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมล้วนเป็นสิ่งที่จูงใจศิลปินให้เกิดความคิด
สรา้ งสรรค์ในการสรา้ งผลงานศลิ ปะได้ทั้งสน้ิ ผลงานศลิ ปะบางช้นิ สวยงาม บางชิน้ นา่ รังเกียจ ศลิ ปะเป็น สิ่งที่
ยง่ิ ใหญ่สำหรบั มนุษยชาติ สามารถส่อื ความรู้สกึ น่าเกรงขาม มีพลงั อำนาจ น่าพิศวงชวนให้อัศจรรยใ์ จ สะท้อน
ความยงุ่ ยากซบั ซอ้ นของจักรวาล ศลิ ปะชว่ ยใหเ้ กิดการค้นพบและชใี้ หเ้ หน็ สงิ่ ต่าง ๆ ไดช้ ดั เจนยงิ่ ขนึ้

3.3.2 ความหมายเฉพาะ ในปัจจบุ ันเราสามารถทำความเข้าใจศลิ ปะได้จากความหมายต่อไปนี้
ก. ศิลปะคือ การเลียนแบบธรรมชาติ (Art is the Imitation of Nature) ตามความหมาย ศิลปะคอื
การถ่ายทอดสิง่ ทีไ่ ด้สมั ผสั จากโลกภายนอก (External World) ตามความประทบั ใจในวตั ถแุ ละเหตุการณ์ โดย
ที่ศิลปินอาจเลือกถ่ายทอดเท่าที่จำเป็น ตามที่ศิลปินเห็นว่า เหมาะสม การเลียนแบบต่างจากการออก
แบบอยา่ งมาก เพราะการออกแบบนน้ั มีคุณคา่ เพยี งความ เหมอื นกับตน้ ฉบบั ทีส่ ุดเท่านนั้
ข. ศิลป คือการนําแดงพลังอารมณ์ (Art is Expression) ตามความหมาย การแสดงออกทางอารณ์
และความรสู้ ึกเป็นพฤตกิ รรมอย่างหนง่ึ ของมนษุ ย์จึงสะท้อนถงึ อารมณ์และความรสู้ ึกของศิลปนิ ดว้ ยในศิลปะ
ค. ศิลป คือสื่อกลางสากลและเป็นภาษาอย่างหนึง่ (Art is Communication and Language) ตาม
ความหมายนี้ศิลปะเป็นตัวกลางระหว่างผู้สร้าง (ศิลปิน) และผู้รับรู้ผู้ชม) ต่างเข้าใจร่วมกันได้ในรูปแบบที่
ออกมา ศิลปะจะไม่มีข้อจำกัด ศิลปะส่ือความคิดให้ผูด้ ู ผู้ดูเลือกดดู ้วยความพอใจมากกว่าสัญลักษณ์เป็นส่ือ
ทางกาย ศิลปะเป็นส่ือทางใจ
ง. ศิลปะ คือรูปทรงที่มีนัยสำคัญ (Art is a singnificant from)ตามความหมายความพอใจมากกว่า
ศิลปะมคี ุณค่าท่รี ูปทรงเปน็ สำคัญ ผลงานศลิ ปะทุกชิ้นงามไดด้ ้วยการจดั องคป์ ระกอบต่างๆ เข้าดว้ ยกันอย่างมี
เอกภาพ
3.4 กระบวนการสรา้ งสรรคผ์ ลงานศิลปะ
ศิลปะที่ดีนั้นนอกจากมีเรื่องราวแล้ว จะต้องให้ความงามด้านสุนทรียภาพพร้อมกับให้ความคิด
สตปิ ัญญาของศิลปนิ เป็นสำคญั
เป็นทที่ ราบกันดอี ยแู่ ล้วว่า ทศั นะของคนเราแต่ละคนนั้น มีความแตกตา่ งกนั ไปข้นึ อย่กู ับความรู้ และ
ประสบการณ์ ดงั น้ันการทจ่ี ะหวงั ให้ศลิ ปินแสดงทศั นะให้ตรงกบั ความตอ้ งการของผดู้ จู งึ เปน็ เร่ืองท่ี เป็นไปได้
ยาก ศิลปะก็คือผลงานของการแสดงความรู้สึกนึกคิดเฉพาะตัวของศิลปิน (Self Expression) โดย ผ่านส่ือ

ออกมาเปน็ ผลงานศลิ ปะ เราอาจเขยี นโครงสร้างกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานศลิ ปะออกมาเปน็ แผนภูมิให้
เข้าใจไดด้ งั น้ี

มนษุ ย์ + สงิ่ แวดล้อม + สอ่ื
MAN + ENVIRONMENT + MEDIA
3.4.1 มนษุ ย์ เปน็ ผ้ถู า่ ยทอดผลงานศิลปะ โดยได้รบั แรงบนั ดาลใจจากธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอ้ ม ด้วย
ความรสู้ กึ ประทบั ใจหรอื ความสะเทือนอารมณ์
3.4.2 สิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งเร้า ที่ตัวกระตุ้นให้มนุษย์เกิดอารมณ์ความรู้สึก และแสดงออกด้วยการ
ถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานศิลปะ ได้แก่ ธรรมชาติ ความเชื่อทางศาสนา เรื่องราวจากวรรณคดีตลอดจน
ขนบธรรมเนียมประเพณี เปน็ ตน้
3.4.3 สื่อหรือวัสดุ เป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้ถ่ายทอดแรงบันดาลใจที่ได้รับจากสิ่งแวดล้อมออกมาเป็น
รูปธรรม ไดแ้ ก่ กระดาษ สี เสยี ง ท่าทางการเคล่อื นไหว เปน็ ต้น
3.4.4 ผลงานศิลปะ (ART) เป็นผลงานที่เกิดขึน้ จากแรงบนั ดาลใจในส่ิงแวดล้อมของมนุษย์โดย ผ่าน
ส่อื ให้ปรากฏเป็นรปู ธรรม ทเี่ รยี กวา่ “ผลงานศิลปะ”

หน่วยท่ี 4 เร่ือง แหลง่ ท่มี าของความงาม

แหล่งทีม่ าของความงาม
ธรรมชาตเิ ป็นสิ่งทีม่ ีลักษณะทั้งทางกายภาพ และชวี ภาพ อยรู่ อบๆ ตัวเราเกิดขนึ้ มาเองได้แก่ ส่ิงของ

วตั ถุ สารประกอบ ทัง้ ที่มีชีวติ และไมม่ ีชีวิต เชน่ มนษุ ย์ สตั ว์ ตน้ ไม้ ดิน หิน อากาศ วตั ถธุ าตุ ฯลฯ เป็นต้น สิ่ง
ต่างๆ ดังกล่าวเราสามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ธรรมชาติ จึงเป็นท้งั
รปู ธรรมและนามธรรม การทธี่ รรมชาติมีบทบาทตอ่ ตวั เรา ขึ้นอย่กู บั การตอบสนอง ตาม คุณสมบตั เิ ฉพาะหรือ
ศักยภาพของสิ่งนั้น เราจำเป็นต้องสังเกตุหรือทําความเข้าใจในธรรมชาติเพื่อพัฒนา พื้นฐานของชีวิตด้าน
อารมณ์ความรูส้ กึ

ลักษณะหรอื คุณสมบตั ิของธรรมชาตอิ ันเป็นแหลง่ ท่ีมาของความงามหรือคุณค่าทางสนุ ทรยี ภาพ แบ่ง
ได้ 3 กลมุ่ ตามประสาทสมั ผัส
4.1 ภาพลักษณ์ (Image) สัมผัสไดด้ ว้ ยประสาทตา ดงั นี้

4.1.1 รูปทรง (Shape, Form) รูปร่าง ได้แก่เส้นรอบนอกของพื้นที่, สีผิว, มวล และปริมาตร มี
ลักษณะคดโค้ง ตรงแบน กลมและส่วนท่ีเป็นเนื้อที่ภายในมีความกว้าง ความ ยาว ความลึก เป็นกลุ่มก้อน 3
มติ ิ เช่น รปู ร่างของดอกไม้รปู ทรงของพุม่ ไม้ เป็นต้น

4.1.2 เส้น (Line) ไดแ้ ก่ สงิ่ ทนี่ า่ สายตาเคล่ือนไหวไปในทิศทางต่าง ๆ หรืออาจเป็นส่งิ แบ่งพ้ืนที่หรือ
กําหนดบริเวณของที่ว่าง, สี,ผิว,มวลวัตถุ หรือเป็นขอบรอบนอกของ รูปร่างรูปทรงเส้นมลี กั ษณะโค้งเว้าตรง
ขยกุ ขยิกไม่แนน่ อน หยัก ประ ขาดเป็น ช่วง ๆ เหน็ ได้ด้วยตาและไม่เหน็ ดว้ ยตาเปน็ นัย

4.1.3 สี (Colour) ได้แก่ สีสันของสิ่งต่าง ๆ ที่มีลักษณะเฉพาะจากเนือ้ แท้ของส่ิงนั้น เปล่งคา่ ให้เรา
เห็นเป็นสีสนั แตกต่างหลากหลาย เราเรียกสตี า่ ง ๆ เป็น ม่วงคราม น้าเงิน เขยี ว เหลือง แสด และแดง เปน็ ตน้

4.1.4 พื้นผิว(Texture) ได้แก่ ลกั ษณะผิวหน้าของวตั ถุ ลวดลายของวัตถุ ให้ความรู้สึกหยาบ ละเอียด
เนียน มัน ด้าน หนัก แข็ง หีบ เก่าแก่ อ่อน นุ่ม เบา สว่าง กลมกลืน น่าสัมผัสหรือไม่น่าสัมผัสอาจจะเปน็
ลวดลายมีลกั ษณะแปลกตา

4.1.5 พื้นที่วา่ ง (Space) ได้แก่ พื้นที่ทีเ่ ป็นรปู วัตถุ (Positive Space) เช่น กลุ่ม พันธุ์ไม้ ภูเขา ฯลฯ
และพื้นที่ที่เป็นที่โล่ง (Open Space) หรือไม่ใช่รูปวัตถุ (Negative Space) เช่น พื้นดิน สนามหญ้า พื้นน้ำ
ทอ้ งฟ้า พน้ื ท่ที ่ีเปน็ ท่โี ล่งจะใหค้ วามรสู้ ึกสบาย ปลอดโปรง่ แต่ถา้ พ้ืนทนี่ ้อย หรอื แคบจะให้ความร้สู กึ อึดอัด ไม่
สบายใจ ทีม ไมป่ ลอดภัย

4.1.6 ลวดลาย ( Pattern ) ได้แก่ ส่ิงทปี่ รากฏมีลักษณะแปลกตา เกิดจากการรวมตวั ของ จุด เส้น สี
พื้นผิว เป็นกลุ่ม ต่อเนื่อง แบบ ๆ ให้ความรู้สึกสวยงาม น่าทึ่ง ชวนมอง ประทับใจ ทำให้เกิดความคิดเป็น
จนิ ตนาการตา่ ง ๆ เชน่ ลายหินอ่อน ลายเนอ้ื ไม้สกั ลายใบไม้ ลายปกั แมลง ผีเส้อื เปน็ ตน้

4.1.7 มวล (Mass) ได้แก่ พื้นท่ภี ายนอกของวัตถุทเี่ กดิ จากการรวมตวั ของเน้ือในวตั ถุ เช่น ตน้ ไม้ มวล
ของหนิ หรือการรวมกลุ่มของรปู ยอ่ ย ๆ จาํ นวนมาก เชน่ คนจาํ นวนมาก ตน้ ไม้จาํ นวนมาก รวมตวั กันเป็นกลุ่ม
เล็กถึงกลมุ่ ใหญ่ ๆ เปน็ กลมุ่

4.1.8 ปริมาตร (Volume) ได้แก่ พน้ื ท่ที ี่กนิ ระวางพ้ืนทีใ่ นอากาศ หรือบรเิ วณว่างของ วตั ถุ กาํ หนดให้
เห็นเป็นรปู ทรงคอื มีส่วนของความกวา้ ง ความยาว ความลีกหรือ หนา มลี ักษณะเป็น 3 มิติ

ภาพลักษณ์ตามธรรมชาติดังกล่าว ก่อให้ความเพลิดเพลิน ความชอบของแต่ละบุคคลเมื่อได้สัมผัส
เป็นคุณค่าที่เกิดจากภาวะสัมพันธ์ระหว่างความสนใจกับสิง่ ที่ถูกสนใจ ถ้าได้ศึกษาจนเกิดความรูค้ วามเขา้ ใจ
อาจฝังลึกเป็นรสนิยมทางการรับรู้ความงามดา้ นทัศนศิลป์ นาฏศลิ ป์ ต่อไป
4.2 เสียง (Sound) สัมผสั ไดด้ ้วยประสาทหู การรบั รเู้ สียงจากธรรมชาติ เช่น การไดย้ นิ เสียงนก เสียงกรีดปีก
ของแมลง เสยี งน้ำตก เสียงคลืน่ กระทบฝงั่ ตลอดจนเสียงของมนุษย์ จำแนกไดด้ งั น้ี

4.2.1 คลืน่ เสยี ง (Sound Wave) ไดแ้ ก่ การอัดขยายตัวของเสยี งในอากาศ เรารับฟัง เกดิ เสียง ได้ยิน
เสยี ง เชน่ การสั่นสะเทอื นของวัตถุ เกดิ เสียงสน้ั -ยาว พลงั เสยี งร้องของมนษุ ย์ สตั ว์ทม่ี ี อวยั วะท่ีก่อใหเ้ กดิ เสียง
โดยเฉพาะเส้นเสียง (Vocal Chord) เส้นเสียงยาว เสียงจะมีพิสัยกว้าง เส้นเสียงสั้น เสียงจะมพี ิสัยค่อนข้าง
แคบ เส้นเสยี งหนา เสยี งจะค่อนข้างทุ้ม เสน้ เสยี งบาง เสียงจะคอ่ นข้างแหลม

4.2.2 ระดับเสยี ง (Pitch) ได้แก่ การไดย้ ินเสียงสูง และเสียงต่ำ ซ่ึงเกิดจากความถี(่ Frequency) ของ
การสัน่ สะเทือนของต้นเสยี ง

4.2.3 ความเข้มของเสยี ง (Intensity) ไดแ้ ก่ ความดังหรอื ความเบา ซ่ึงข้นึ อย่กู บั พลงั ของ การส่งคล่ืน
เสียง เช่น การออกเสยี งเบา ๆ แล้วเพิ่มพลังให้เสียงดังมากขึน้ โดยใช้กล้ามเนื้อที่เส้นเสียง ควบคุมการเปลง่
เสยี ง เป็นตน้

4.2.4 ความกว้างของเสียง (Amplitude) ได้แก่ คลื่นเสียงเทียบกับคลื่นที่เกิดบนผิวน้ำ คือ นํ้า
กระเพ่อื มมาก คล่ืนกจ็ ะใหญม่ าก

4.2.5 สีสันของเสยี ง (Timbre หรือ Tone colour) ได้แก่ เสยี งทีแ่ สดงความแตกต่างของ ระดับเสยี ง
ความเข้มของเสยี ง คุณภาพของเสียงซง่ึ เกดิ จากรูปร่าง ระบบเสยี ง สถานท่ีเกิดเสยี ง และปฏิกริ ิยาโตต้ อบของหู
ฟัง เสียงหนึง่ ๆ ไม่ได้ประกอบด้วยระดับเสียงเพียงเสียงเดียว แต่มักจะมีระดับเสียง ต่าง ๆ เกิดขึ้นพร้อมกนั
เรยี กว่า Partials (พาร์เชียล) จำนวนเสียง ความเข้มของเสียง การกระจายพารเ์ ชยี ล ซ่ึงประกอบกนั เป็นเสียง
นับเป็นตัวกำหนดสสี ันของเสียง เสียงโดมีจำนวนพาร์เชียลนอ้ ย จะมีเสียงใสและ แผว่ เบา ส่วนเสียงที่มีพาร์
เชยี ลมากจะมีเสยี งหนกั แนน่ พารเ์ ชยี ลอาจจะเรยี กวา่ Harmonics ก็ได้

4.2.6 จังหวะ (Rhythm) ได้แก่ ความสนั้ ยาวของเสยี ง มลี ักษณะสัน้ บา้ งยาวบา้ ง เปน็ การแบง่ จังหวะ
เสียง การฟังเสียง จะตอ้ งมคี วามรู้ทัว่ ไปทางกายภาพท่ีเกีย่ วกับการเปล่งเสยี ง เราไม่อาจฟงั เพลงได้ ถ้าหากเรา

ไมเ่ ข้าใจหลักทางกายภาพ และกฎการเปลง่ เสยี งตามหลกั วทิ ยาศาสตร์ และกฎของธรรมชาติ เสยี งท่กี อ่ ให้เกิด
ความซึง้ ใจมากทสี่ ุดคือ เสยี งขบั รอ้ งของมนุษยแ์ ละเสียงดนตรี
4.3 การเคล่ือนไหว (Movement) คือการเปลี่ยนแปลงกรยิ าเชือ่ มต่อระหว่างของสองส่ิงหรอื ลีลา พลิ้วไหว
ในตัวเองของสงิ่ ใดสงิ่ หน่งึ เชน่ การเคล่อื นไหวของธรรมชาตจิ ำแนกได้ดงั น้ี

4.3.1 การเคลอ่ื นไหวด้วยกิรยิ าทางกายภาพ เชน่ การเดิน การว่งิ การเอยี งตัว บดิ ตวั
4.3.2 การเคลือ่ นไหวเชื่อมต่อระหวา่ งของสองสิง่ หรือหลาย ๆ สิ่ง ที่มีลักษณะต่อเนื่อง โยกตัว เปน็
ตน้ เกีย่ วขอ้ งเปน็ จังหวะ
4.3.3 การเคลอื่ นไหวตามการเปลีย่ นแปลงค่าของแสงสว่าง มืด สลบั สับเปล่ียน ทำให้ สายตาจับภาพ
กลับไปมารู้สกึ ภาพเคลอื่ นที
4.3.4 การเคลอ่ื นไหวเนื่องจากตำแหน่งเลื่อนไหล เชน่ สง่ิ ของเคล่ือนตามสายน้ำจากจุด หน่ึงไปสู่จุด
หนึ่ง
4.3.5 การเคล่ือนไหวในทีว่ ่างสมั พันธ์กับเวลา (Space and Time) เป็นการเคล่ือนไหว บอกทิศทาง
ไดแ้ ก่ การเรียงลำดับความช้าไปสคู่ วามเร็ว การเร่มิ ต้นไปส่จู ุดหมายปลายทาง เชน่ นกบิน ลมพดั ก้อนเมฆ การ
ไหลของนำ้ ของตกจากทส่ี งู การเคล่อื นไหวของเปลวไฟ ควนั ไฟ ฯลฯ
4.3.6 การเคลื่อนไหวในกฎเกณฑ์ของจกั รวาล เปน็ การขบั เคล่อื นของสง่ิ ของท่ีมีน้ำหนัก ตกจากท่ีสูง
ลงมาในทีต่ ่ำ และเคลอื่ นในแนวดิ่ง การเคลอ่ื นไหวรอบแกนกลาง ว่งิ เข้าหาแกน วิง่ ออกจากแกน การมองลีลา
การเคลื่อนไหว จะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับท่วงท่า ทั้งนี้เพื่อจะนำมาซึ่งความรู้สึก ก่อให้เกิดความสนุก
เพลิดเพลินอนั เป็นทีม่ าของความงามทางนาฏศิลป์และการแสดง
4.4 คณุ คา่ ความงามในธรรมชาติ
ประสบการณจ์ ากการสมั ผสั ธรรมชาตดิ ว้ ยประสาททัง้ 5 ทำให้เราเรียนรู้ความงามเบื้องตน้ การสัมผสั
ธรรมชาติ ทำให้เราเกิดความพึงพอใจ สบายใจ อิ่มใจ และดีใจ คือ เห็นความงาม (Beauty) ความแปลกหู
แปลกตา (Picture squeness) และความนา่ ทง่ึ (Sublimity) (ไพฑูรย์ พฒั นใหญ่ยิ่ง 2541:1)
สอนให้มีประสบการณ์ในการตัดสินคุณค่าทางสุนทรียภาพ คือ แบ่งระดับของสิ่งสัมผัสได้ เป็นการสั มผัส
ระดับสูง เสียงที่ไพเราะ ภาพที่งดงาม กิริยาที่นุ่มนวล เป็นต้นแบบของความเป็นเอกภาพ ( Unity) ความ
สมบูรณ์ (Complexity) และความเขม้ ข้นทางความร้สู กึ (Intensity)
ความงามของธรรมชาตเิ ป็นความงามที่เกิดขึ้นจริง เป็นสมบัติของธรรมชาติ เช่น เนื้อของธรรมชาติ
กิริยาอาการของธรรมชาติ ความคล้ายคลึงและการรวมตัวเป็นเอกภาพของธรรมชาติ และความเข้มขน้ ที่เกดิ
จากความแตกต่างของธรรมชาติ เป็นต้น เราอาจจะเกิดความประทับใจในคุณสมบัติของธรรมชาติบางขณะ
และเมื่อกาลเวลาผ่านไป ความประทับใจในคุณสมบัตินั้นอาจจะเปลี่ยนไป แต่ความจริงคุณสมบัติของ
ธรรมชาติตรงสว่ นนั้นมิได้เปล่ียนไป เราควรจะเข้าใจว่า เนื้อของธรรมชาติก็ดีกริ ิยาธรรมชาติก็ดี เป็นสมบัติ

สุนทรียะเฉพาะของวัตถุ ต้นไม้ และวัตถุทุกชนิดที่ปลกู หรือวางในบริเวณส่วนย่อม มีผิวพรรณ มีสัดส่วน มี
ขนาด รปู ร่าง รูปทรง ลว้ นแตน่ า่ มอง นน่ั เพราะวา่ คณุ สมบตั ิของธรรมชาติและวตั ถุมอี งคป์ ระกอบด้านต่าง ๆ
ดังน้ี

4.4.1 ความสมบรู ณ์ ได้แก่ ลักษณะอัตราความเจริญเติบโต การเจริญพันธุข์ องพรรณไม้ เป็นอย่างดี
ประกอบกับการดูแลบำรุงรักษาให้ต้นไม้สมบูรณ์ ไม่ทรุดโทรม หรือคุณคา่ ของวัตถุที่มีลวดลาย สีสันผิวพืน้ ที่
ปราศจากตำหนิ และรักษาดูแลใหค้ งทีเ่ ป็นเวลายาวนานทีส่ ดุ ใหป้ รบั การเขียนใหม่โดยเน้น บรู ณาการ)

4.4.2 กริ ยิ าอาการ จากส่วนประกอบย่อย ด้านรปู ร่างหนา้ ตา แววตา ทแี่ สดงออกโน้มนา้ วให้เกิดความ
สนใจ พุ่งตรงไปยังกรยาบางอย่างของสิ่งเปน็ ธรรมชาตินั้น ได้แก่ กิริยาของธรรมชาติ กำลังเคลื่อนไหวด้วย
กิริยาทางกายภาพ หรือเคลื่อนไหวดว้ ยความเปลยี่ นแปลงของสงิ่ รอบขา้ งของกายภาพ เช่น แสง เงา ตำแหน่ง
ท่ีเปน็ เดน่ ไมเ่ ป็นเดน่ ความหนาแน่นของมวลอากาศ เปน็ ต้น

4.4.3 ความแตกต่าง, ความแปลกใหม่ เป็นความงามที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ฤดูกาล
คุณลกั ษณะเด่น ลกั ษณะด้อยท่แี อบแฝงหรือแตกต่างไปจากพนั ธุกรรมเดิม เช่น งมู ลี วดลายท่ีผิวหนังสวยงาม
แตกต่างจากงูธรรมดา ทมี่ สี ีขาวเผือก ผดิ ไปจากพนั ธกุ รรมเดมิ หรอื แมวสีขาวมตี าสฟี ้าหน่ึงข้าง สีเหลือง อัมพัน
อีกหนงึ่ ขา้ ง เป็นตน้

4.4.4 ความเป็นระเบยี บ เรยี งรายเปน็ ลำดบั ลดหลั่นเปน็ จังหวะ ในลกั ษณะถดถอย ก้าวหนา้ เป็นแถว
เป็นแนว ใหค้ วามรูส้ ึกเรยี บรอ้ ย ไม่สะดดุ ตาตรงสว่ นใดสว่ นหนึง่ เช่น กลุ่มตน้ หมากแดง มตี ้นแมอ่ ยู่ในตำแหน่ง
กลาง แตกแขนงแผข่ ยายตอรอบต้นแม่ ลดหลนั่ ความสงู ขนาด เป็นลำดบั เปน็ ต้น

4.4.5 ความสดใสสะพรัง่ ของช่วงระยะอ่มิ ตัวให้ความรสู้ กึ สดชน่ื ตื่นตา เช่น ดอกไมท้ อดดอกขยายกลบี
สสี ดใสบานสะพรั่งอยูใ่ นช่วงระยะหนง่ึ เป็นตน้

4.4.6 ความยิ่งใหญ่ ความงามของธรรมชาติ เป็นสิ่ง ที่ทำให้เกิดความน่าทึ่ง มีอำนาจดึงดูด ให้
ความรูส้ ึก เท่ห์ สงา่ นา่ เกรงขาม น่ารกั นา่ ชัง อบอุ่น หนาวเหนบ็ เช่น ความยิ่งใหญข่ องภูเขา ตน้ ไม้ ใหญ่ ลูก
สุนขั พันธุต์ ่าง ๆ เปน็ ต้น

ความงามของธรรมชาติ เมื่อครบกำหนดอายุก็เริ่มสลายโรยรา เช่น สีที่เคยให้ความสดใส อิ่มเอิบ
นมุ่ นวล ช่มุ ฉ่ำ ก็อาจแปรเปลย่ี นเป็นเจ้าแห้ง แขง็ กรอบ ไปตามกาลเวลา ความงามของธรรมชาติ จึงเปน็ แหล่ง
วตั ถุดิบทีใ่ หค้ ุณคา่ ทางความงามเบ้ืองตน้ ท่ีมนษุ ย์สืบคน้ หาความหมายของความงาม ใหก้ ับ รูปแบบต่างๆ พลัง
ความงามจากธรรมชาติน้ีเอง จะเป็นวตั ถุดิบในการประเมนิ ค่าความงาม เป็นเกรด เปน็ อนั ดบั ของการเลอื กสรร
4.5 คณุ ค่าความงามในศลิ ปะ

ความงามของศิลปะ เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นจากแรงบันดาลใจที่ได้จากธรรมชาติ และ
สิง่ แวดลอ้ ม ซง่ึ มีเกณฑ์ความงามที่ควรพิจารณาด้านตา่ ง ๆ ดังนี้

4.5.1. ต้องให้คุณค่าความเพลิดเพลิน ความงามในศิลปะมาจากความเพลิดเพลิน เพราะ ความงาม
โดยไม่เอาความจาํ เป็นอน่ื ใดเขา้ ไปตำหนิเปน็ เกณฑต์ ัดสิน วพิ ากษว์ จิ ารณ์ หรือพลังบางชนิด เก่ยี วกับความงาม
ส่งออกมาปะทะความรู้สึกครั้งแรก เช่น เมื่อเราได้ยินเสียงเพลงทําให้เราเกิดความวูบวาบ และชอบขึ้นใน
ความรสู้ ึกลกึ ๆ แล้วค่อยเออ่ ลน้ ออกมาแทบทะลกั หลายอยา่ งไร้เหตุผล ประดุจการมองผลงาน ศิลปกรรมแบบ
ไร้เดยี งสาของเด็ก เป็นตน้

4.5.2 สามารถคน้ หาคณุ คา่ ความงามตามระบบเหตุผลเชงิ กฎเกณฑไ์ ด้ เช่น ความถกู ต้อง แม่นยำ แจ่ม
ชัด กลมกลืนของประติมากรรมกรีก ท่ามาตรฐานของนาฏศิลป์ และ การเรียบเรียง เสียงประสานตาม
กฎเกณฑ์ทางดนตรี เป็นต้น

4.5.3 ตอ้ งรูจ้ ักมองและเลือกเน้นลักษณะเดน่ ซึ่งมีเสน่หด์ ึงดดู ใจ ทำให้เกิดการหยงั่ รู้ ลกึ ซึ้งยง่ิ ขน้ึ เช่น
รูปรา่ งหน้าตาของภาพบุคคลในงานศิลปกรรม สามารถโน้มนา้ วจิตใจให้คล้อยตาม คือ เพ่งมองเค้าเงื่อนของ
คณุ สมบัติตา่ ง ๆ ซึง่ แสดงถงึ รายละเอยี ดและลักษณะนิสยั ทีส่ ำคัญ(นพิ าคา เทวกุล 2531 : 42)

4.5.4 คุณค่าทางเทคนิค เป็นคุณค่าของการใช้วัสดุเครื่องมือต่างๆ ที่นำมาใช้สร้างสรรค์ผลงาน
ศลิ ปกรรม เชน่ ความงามจากการทอผ้าไหมของไทย การใชแ้ สง สี เสียงในเทคนคิ ทางนาฏศลิ ป์ หรอื การใช้อี
เล็คโทรนคิ ทางดนตรเี ข้าช่วยในการบรรเลงดนตรี

4.5.5 คุณคา่ ขององค์ประกอบทางศิลปะทม่ี ีอยู่ในงานศลิ ปะ เชน่ จงั หวะของเสน้ ปริมาตรของรูปทรง
ระยะท่ีเวน้ ว่าง แสง เงาและสี หรือลีลา จังหวะและทํานองเพลงเป็นตน้ การใช้สีสนั ทัง้ 3 ประการจะเกี่ยวโยง
กบั ความหนักเบา ลลี า และจงั หวะเป็นสาํ คญั

4.5.6 ความละเอยี ด ประณีต ผลงานศิลปกรรมจะต้องแสดงความละเอยี ด ประณีต เช่น ได้ความรู้สึก
ว่า ใช้เส้นละเอียด พิถีพิถัน แนบเนียน เป็นต้น จากเกณฑ์ที่กล่าวมา ความงามทางด้านศิลปกรรมเป็นความ
สำนกึ ในคณุ คา่ ทางความงามที่ศลิ ปนิ นำมาแสดงออก และสรา้ งสมสืบทอดตอ่ เน่อื งเปน็ มรดกทางชาตติ อ่ ๆ มา
ฉะนั้นประสบการณ์ด้านความ งามที่ได้จากการสัมผัสรับรู้จึงขึ้นอยู่กับคุณค่าทางศิลปะท่ี ผู้สร้างหรือศิลปนิ
ถา่ ยทอดโดยสมั พนั ธก์ บั รสนิยมของผรู้ บั รู้เป็นสำคญั


Click to View FlipBook Version