หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 Meet the Natural World
รายวิชาพนื้ ฐาน ภาษาอังกฤษ ช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 3
กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) เวลาเรียน 10 ชั่วโมง
1. เป้ าหมายของการเรียนรู้
คาถามรวบยอด
How can students save the natural world?
1.1 ความเข้าใจท่คี งทน
Students should know what they must or mustn’t do to save the natural world.
1.2 สาระ มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด
สาระท่ี 1 ภาษาเพ่ือการสื่อสาร
มาตรฐาน ต 1.1 เขา้ ใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความคดิ เห็น
อยา่ งมเี หตุผล
มาตรฐาน ต 1.2 มีทกั ษะการส่ือสารทางภาษาในการแลกเปลยี่ นขอ้ มลู ข่าวสาร แสดงความรู้สึก
และความคดิ เห็นอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
มาตรฐาน ต 1.3 นาเสนอขอ้ มูลข่าวสาร ความคดิ รวบยอด และความคดิ เห็นในเร่ืองต่างๆ โดยการ
พดู และการเขียน
ตัวชีว้ ัด ปฏิบตั ิตามคาขอรอ้ ง คาแนะนา คาช้ีแจง และคาอธิบายท่ีฟังและอ่าน
ต 1.1 ม.3/1 อา่ นออกเสียงขอ้ ความ ขา่ ว โฆษณา และบทร้อยกรองส้ันๆ ถกู ตอ้ งตามหลกั การอ่าน
ต 1.1 ม.3/2 ระบุและเขยี นสื่อท่ไี มใ่ ช่ความเรียงรูปแบบตา่ งๆ ใหส้ มั พนั ธ์กบั ประโยคและ
ต 1.1 ม.3/3 ขอ้ ความท่ฟี ังหรืออา่ น
เลอื ก/ระบหุ วั ขอ้ เร่ือง ใจความสาคญั รายละเอียดสนบั สนุน และแสดงความ
ต 1.1 ม.3/4 คิดเห็นเก่ียวกบั เร่ืองท่ีฟังและอ่านจากส่ือประเภทตา่ งๆ พร้อมท้งั ใหเ้ หตุผลและ
ยกตวั อยา่ งประกอบ
ต 1.2 ม.3/1 สนทนาและเขยี นโตต้ อบขอ้ มูลเกี่ยวกบั ตนเอง เรื่องตา่ งๆ ใกลต้ วั สถานการณ์
ขา่ ว เร่ืองท่อี ยใู่ นความสนใจของสงั คม และสื่อสารอยา่ งตอ่ เน่ืองและเหมาะสม
ต 1.3 ม.3/1 พูดและเขยี นบรรยายเกี่ยวกบั ตนเอง ประสบการณ์ ข่าว/เหตกุ ารณ/์ เร่ือง/ประเด็น
ต่างๆ ทอี่ ยใู่ นความสนใจของสงั คม
102
ต 1.3 ม.3/2 พดู และเขยี นสรุปใจความสาคญั /แกน่ สาระ หัวขอ้ เร่ืองทีไ่ ดจ้ ากการวิเคราะห์
เร่ือง/ขา่ ว/เหตกุ ารณ์/สถานการณท์ อี่ ยใู่ นความสนใจของสงั คม
สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม
มาตรฐาน ต 2.1 เขา้ ใจความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งภาษากบั วฒั นธรรมของเจา้ ของภาษา และนาไปใชไ้ ด้
อยา่ งเหมาะสมกบั กาลเทศะ
มาตรฐาน ต 2.2 เขา้ ใจความเหมือนและความแตกต่างระหวา่ งภาษาและวฒั นธรรมของเจา้ ของ
ภาษากบั ภาษาและวฒั นธรรมไทย และนามาใชอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและเหมาะสม
ตัวชี้วัด
ต 2.1 ม.3/3 เขา้ ร่วม/จดั กิจกรรมทางภาษาและวฒั นธรรมตามความสนใจ
ต 2.2 ม.3/1 เปรียบเทยี บและอธิบายความเหมือนและความแตกตา่ งระหวา่ งการออกเสียง
ประโยคชนิดต่างๆ และการลาดบั คาตามโครงสร้างประโยคของภาษาตา่ งประเทศ
และภาษาไทย
สาระที่ 3 ภาษากบั ความสัมพันธ์กบั กล่มุ สาระการเรียนรู้อ่ืน
มาตรฐาน ต 3.1 ใชภ้ าษาตา่ งประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กบั กลุม่ สาระการเรียนรู้อ่นื และเป็น
พ้ืนฐานในการพฒั นา แสวงหาความรู้ และเปิ ดโลกทศั นข์ องตน
ตัวชี้วัด
ต 3.1 ม.3/1 คน้ ควา้ รวบรวม และสรุปขอ้ มลู /ขอ้ เท็จจริงท่ีเก่ียวขอ้ งกบั กลมุ่ สาระการเรียนรู้อ่ืน
จากแหลง่ การเรียนรู้ และนาเสนอดว้ ยการพูดและการเขียน
1.3 สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
การจบั ใจความสาคญั จากการฟังและอา่ น การเขา้ ใจลกั ษณะและรูปแบบของบทกวีในภาษาองั กฤษ
การรู้และเขา้ ใจคาศพั ทแ์ ละโครงสร้างประโยค ช่วยให้ใช้ภาษาในการส่ือสารเก่ียวกบั เรื่องต่างๆ ใกลต้ วั และ
เขา้ ใจวา่ ภาษาองั กฤษและภาษาไทยมีท้งั ความเหมือนและความแตกตา่ งกนั
1.4 สาระการเรียนรู้
1.4.1 ทกั ษะเฉพาะวชิ า
1) Language Features and Functions
Vocabulary: Animals and natural environments
camouflaged, regurgitated, visual, destination, extremely
Camping equipment
sleeping bag, insect repellent, tent, walking boots, flask, sun cream
103
torch, compass
Ecology
destroy, help, save, look after, protect, damage, respect, waste, feed
Others
bored, buzz, flake, illustrator, numb, popularise, shower, straw
Functions: Talking about environmental holidays
Grammar: We have to take some insect repellent.
Pronunciation: We don’t have to take a compass.
2) Language Skills
Expressing / Talking about obligations and prohibitions
Listening:
Speaking: We must look after the seals.
Reading:
Writing: We mustn’t feed the birds.
Describing quantities
I need a lot of books. I need some free time.
The organisers gave us a few rules There was no TV.
Do you have to do any special training?
must: affirmative and negative forms
have to: affirmative and negative forms, questions
mustn’t vs don’t have to
quantifiers
have to
ฟังและเติมคาในช่องวา่ ง
พูดขอและใหข้ อ้ มลู เกี่ยวกบั ส่ิงของท่จี าเป็นสาหรับการทอ่ งเท่ียวทาง
ธรรมชาติ
พูดเก่ียวกบั สิ่งทต่ี อ้ งทา/ห้ามทา
อ่านเพอื่ หาขอ้ มูลเฉพาะ
อ่านออกเสียงกลอนภาษาองั กฤษ
เขยี นสรุปยอ่
เขียนประโยคเกี่ยวกบั ส่ิงทีต่ อ้ งทาหรือหา้ มทา และส่ิงทีจ่ าเป็นตอ้ งทาหรือ
ไม่จาเป็นตอ้ งทา
เขียนกลอนภาษาองั กฤษส้ันๆ
104
1.5 ทกั ษะการคดิ 1.5.2 ทกั ษะการระบุ
1.5.1 ทกั ษะการคิดทใี่ ชใ้ นการสื่อสาร 1.5.4 ทกั ษะการสงั เกต
1.5.3 ทกั ษะการตีความ 1.5.6 ทกั ษะการนาความรู้ไปใช้
1.5.5 ทกั ษะการเปรียบเทียบ
1.6 คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 1.6.2 ม่งุ มน่ั ในการทางาน
1.6.1 ใฝ่เรียนรู้
2. หลักฐานการเรียนรู้
2.1 ชิ้นงาน/ภาระงาน
งานเดย่ี ว
2.1.1 การเขียนสรุปยอ่ ขอ้ มลู
2.1.2 การพูดเกี่ยวกบั ขอ้ บงั คบั และส่ิงที่หา้ มทาจากภาพท่ีกาหนด
2.1.3 การอา่ นออกเสียงกลอนภาษาองั กฤษ
งานกล่มุ
2.1.4 การพูดขอและใหข้ อ้ มลู เกี่ยวกบั สิ่งของทจี่ าเป็นสาหรบั การทอ่ งเท่ียวทางธรรมชาติ
2.1.5 การทาช้ินงานโปสเตอร์สตั วท์ ี่ใกลจ้ ะสูญพนั ธุ์
2.1.6 การทาชิ้นงานแผ่นป้ ายกฎของโรงเรียน
2.1.7 การแตง่ ประโยคภาษาองั กฤษโดยใชโ้ ครงสร้างภาษาที่เรียน
2.1.8 โปสเตอร์เกี่ยวกบั สิ่งท่ีตอ้ งทาหรือห้ามทา และสิ่งทจี่ าเป็นตอ้ งทาหรือไม่จาเป็นตอ้ งทาท่บี า้ น
2.1.9 การทาสมดุ กลอน
2.1.10 การทาช้ินงานการเปรียบเทียบกลอน acrostic และโคลงกระทขู้ องไทย
2.2 การวัดและประเมินผล
2.2.1 ประเมนิ กอ่ นเรียนและหลงั เรียนหน่วยการเรียนรู้ที่ 3
2.2.2 ตรวจหนงั สือแบบฝึกหัด (Workbook)
2.2.3 ประเมินช้ินงาน/ภาระงาน
2.2.4 ตรวจแบบทดสอบ
2.2.5 ประเมนิ การมีส่วนร่วมในช้นั เรียน
2.2.6 ประเมินคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
105
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 Meet the Natural World
เวลา 2 ช่ัวโมง
จดุ ประสงค์ (Objectives)
- ระบุขอ้ มูลเฉพาะจากการอ่านได้
- พูดขอและใหข้ อ้ มลู เก่ียวกบั ส่ิงของที่จาเป็นสาหรับการท่องเทย่ี วทางธรรมชาติได้
- คน้ ควา้ รวบรวม และนาเสนอขอ้ มลู เกี่ยวกบั สัตวท์ ใ่ี กลจ้ ะสูญพนั ธุ์ได้
1. สาระ มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชี้วดั
สาระที่ 1 ภาษาเพอ่ื การส่ือสาร
มาตรฐาน ต 1.1 เขา้ ใจและตคี วามเร่ืองทฟ่ี ังและอา่ นจากส่ือประเภทต่างๆ และแสดงความคดิ เห็นอยา่ ง
มีเหตผุ ล
มาตรฐาน ต 1.2 มีทกั ษะการส่ือสารทางภาษาในการแลกเปลย่ี นขอ้ มลู ข่าวสาร แสดงความรู้สึก และความ
คิดเห็นอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
ตัวชี้วดั เลอื ก/ระบหุ วั ขอ้ เร่ือง ใจความสาคญั รายละเอียดสนบั สนุน และแสดงความคดิ เห็น
ต 1.1 ม.3/4 เก่ียวกบั เร่ืองทฟ่ี ังและอ่านจากส่ือประเภทต่างๆ พร้อมท้งั ให้เหตุผลและยกตวั อยา่ ง
ประกอบ
ต 1.2 ม.3/1 สนทนาและเขียนโตต้ อบขอ้ มลู เกี่ยวกบั ตนเอง เรื่องตา่ งๆ ใกลต้ วั สถานการณ์ ข่าว เร่ือง
ที่อยใู่ นความสนใจของสังคม และส่ือสารอยา่ งตอ่ เน่ืองและเหมาะสม
สาระที่ 3 ภาษากบั ความสัมพันธ์กับกล่มุ สาระการเรียนรู้อน่ื
มาตรฐาน ต 3.1 ใชภ้ าษาต่างประเทศในการเช่ือมโยงความรู้กบั กลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และเป็นพ้นื ฐาน
ในการพฒั นา แสวงหาความรู้ และเปิ ดโลกทศั นข์ องตน
ตัวชี้วัด
ต 3.1 ม.3/1 คน้ ควา้ รวบรวม และสรุปขอ้ มลู /ขอ้ เทจ็ จริงท่ีเก่ียวขอ้ งกบั กลุม่ สาระการเรียนรู้อนื่ จาก
แหล่งการเรียนรู้ และนาเสนอดว้ ยการพูดและการเขยี น
2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
การฟัง/อ่านเกี่ยวกบั แหล่งท่ีอยอู่ าศยั ของสัตว์ ช่วยให้ใชภ้ าษาในการพดู สื่อสารเก่ียวกบั เรื่องตา่ งๆ
ใกลต้ วั และคน้ ควา้ รวบรวมและสรุปขอ้ มูลจากแหล่งการเรียนรู้ตา่ งๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมและถูกตอ้ ง
106
3. สาระการเรียนรู้
3.1 ทกั ษะเฉพาะวิชา
1) Language Features and Functions
Vocabulary: Animals and natural environments
camouflaged, regurgitated, visual, destination, extremely
Camping equipment
sleeping bag, insect repellent, tent, walking boots, flask, sun cream
torch, compass
Function: Talking about environmental holidays
We have to take some insect repellent.
We don’t have to take a compass.
Grammar: have to
Pronunciation: have to
2) Language Skills
Listening: ฟังและเตมิ คาในช่องวา่ ง
Speaking: พดู ขอและใหข้ อ้ มลู เกี่ยวกบั ส่ิงของทจี่ าเป็นสาหรับการทอ่ งเท่ียวทาง
Reading: ธรรมชาติ
อ่านเพือ่ หาขอ้ มูลเฉพาะ
4. ทักษะการคิด
4.1 ทกั ษะการคิดท่ีใชใ้ นการส่ือสาร - ฟัง พดู และอ่านภาษาองั กฤษ
4.2 ทกั ษะการระบุ - ฟังขอ้ ความและระบุคาท่ีขาดหายไป
5. คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
5.1 ใฝ่เรียนรู้
6. กิจกรรมการเรียนรู้
ข้นั Warm up
นกั เรียนแบ่งออกเป็น 4 กล่มุ ให้สมาชิกช่วยกนั เขยี นช่ือสัตวเ์ ป็นภาษาองั กฤษใหม้ ากท่สี ุดในเวลา
3 นาที กล่มุ ใดเขยี นไดถ้ ูกตอ้ งมากที่สุดเป็นผชู้ นะ
107
ข้นั Presentation
1. นกั เรียนดูภาพแผนทโี่ ลกในหนงั สือเรียน หนา้ 23 แลว้ อ่านชื่อสตั วแ์ ละประเทศทีใ่ หม้ าตามครู เพื่อ
ฝึกอา่ นออกเสียงคาศพั ทใ์ ห้ถกู ตอ้ ง โดยเฉพาะการลงเสียงหนกั เบาในคาท่ีมี 2 พยางคข์ ้ึนไป
penguin dolphin gorilla jaguar
Mexico Brazil Rwanda Antarctica
Russia India Australia
ให้นกั เรียนสังเกตว่าคาใดบา้ งท่คี นไทยออกเสียงคอ่ นขา้ งต่างจากเจา้ ของภาษาคอ่ นขา้ งมาก เช่น
gorilla, Brazil, Rwanda, Antarctica, Russia ครูใหน้ กั เรียนฝึกออกเสียงคาศพั ทเ์ หลา่ น้ีหลายๆ คร้ัง
และให้นกั เรียนไปฝึกออกเสียงดว้ ยตนเองจากพจนานุกรมองั กฤษ-องั กฤษออนไลน์
Language Note
ทมี่ า: http://www.oxfordlearnersdictionaries.com/
2. ครูอธิบายคาศพั ทย์ ากให้นกั เรียนเขา้ ใจก่อนที่จะให้นกั เรียนทากิจกรรมการฟัง
camouflaged (adj) making an animal difficult to see because it looks similar to what is
around it (ท่อี าพรางตวั ให้เขา้ กบั ธรรมชาติ เพ่ือเป็นการหลบซ่อน)
regurgitated (adj) bringing food that has been swallowed back up into the mouth again
(ท่สี ารอกอาหารออกมา, ที่คายออกจากปาก)
3. ครูอธิบายว่านกั เรียนจะไดฟ้ ังรายการตอบปัญหา (quiz show) ทางโทรทศั น์ ซ่ึงนกั เรียนตอ้ งทา 2
กิจกรรมดว้ ยกนั ดงั น้ี
- ระหว่างการฟังคร้ังแรก นกั เรียนดูภาพแผนทใี่ นหนงั สือเรียน หนา้ 23 และลากเสน้ ทางตามท่ี
ไดย้ ินลงบนแผนที่
- ระหวา่ งการฟังคร้ังท่สี อง นกั เรียนฟังและอา่ นบทอา่ นในหนงั สือเรียน หน้า 22 Ex.1 ตามไปดว้ ย
และเติมชื่อสัตวท์ ่ีหายไปในช่องว่าง โดยสามารถเลือกชื่อสัตวจ์ ากภาพทก่ี าหนดใหใ้ นหนา้ 23
108
เมอ่ื นกั เรียนเขา้ ใจภาระงานแลว้ ครูเปิ ด CD1/Track 17 ใหน้ กั เรียนฟัง โดยหยดุ CD ให้นกั เรียนทีละ
ยอ่ หนา้ แลว้ ให้นกั เรียนลากเสน้ ทางตามทไี่ ดย้ ินจาก CD ลงบนแผนทีท่ คี่ รูถา่ ยเอกสารให้ เสร็จแลว้
ครูตรวจงานของนกั เรียน ดว้ ยการเขียนชื่อประเทศหรือทวปี ท่ีมกี ารอา้ งถึงใน CD บนกระดาน แลว้
ลากเส้นเพือ่ เชื่อมต่อเสน้ ทางตามทไ่ี ดย้ ินจาก CD
ต่อมาครูเปิ ด CD1/Track 17 ใหน้ กั เรียนฟังอีกคร้ัง แลว้ ใหน้ กั เรียนอ่านบทอา่ นใน Ex.1 ตามไปดว้ ย
และเตมิ ช่ือสตั วท์ ี่ขาดหายไปในแตล่ ะช่องว่าง
Answers
Route: Mexico Brazil Antarctica Rwanda Northern Russia
India Australia
1. jaguars 2. penguins 3. gorillas 4. wolves 5. sharks
4. นกั เรียนทากิจกรรมในหนังสือเรียน หน้า 22 Ex.2 โดยครูเปิ ด CD1/Track 17 ให้นกั เรียนฟังอีกคร้งั
เพื่อตรวจคาตอบ เม่อื ฟังจบแลว้ ครูถามวา่ มขี อ้ มลู ตรงส่วนใดทน่ี กั เรียนประสบปัญหาในการฟัง
ครูอาจเปิ ดเฉพาะส่วนดงั กลา่ วใหน้ กั เรียนฟังอีกคร้งั ครูช้ีใหน้ กั เรียนเห็นว่าคาว่า wolves เป็นรูป
พหูพจนข์ อง wolf โดยเปลยี่ นจาก f เป็น ves ครูอาจยกตวั อยา่ งคานามเอกพจนอ์ ื่นๆ เพิ่มเติมท่ีมี
วิธีการเปลีย่ นรูปเป็นพหูพจน์เช่นเดียวกนั น้ี เช่น leaf, shelf, thief, half เป็นตน้ เสร็จแลว้ ครูสุ่มเรียก
นกั เรียน 5 คนใหอ้ า่ นบทอา่ นใน Ex.1 ท่ีเติมคาสมบรู ณแ์ ลว้ คนละ 1 ขอ้ แลว้ ครูเขียนคาตอบท่ี
ถูกตอ้ งบนกระดานเพ่อื เป็นการเฉลยคาตอบ
5. ครูเปิ ดโอกาสให้นกั เรียนสอบถามคาศพั ทย์ ากทพ่ี บในบทอา่ นใน Ex.1 แลว้ ครูกระตนุ้ ใหน้ กั เรียน
ช่วยกนั เดาความหมายของคาศพั ทเ์ หลา่ น้ีจากบริบท ถา้ นกั เรียนยงั ไม่รู้ ครูช่วยเหลอื ดว้ ยการให้
คาจากดั ความหรือยกตวั อยา่ งประโยค
virtual (adj) made to appear to exist by the use of computer software, for example
on the Internet (เสมอื นจริง)
destination (n) a place to which somebody/something is going or being sent
(จุดหมายปลายทาง)
extremely (adv) to a very high degree (อยา่ งมาก, อยา่ งยง่ิ )
6. ครูนาเสนอคาศพั ทใ์ หม่ โดยใชบ้ ตั รภาพ หรือภาพจากนิตยสาร หรือถา้ เป็นไปไดใ้ ชส้ ิ่งของจริงๆ
ตอ่ ไปน้ี ถงุ นอน เต็นท์ กระติกน้า เข็มทศิ ครีมกนั แดด รองเทา้ บูตสาหรบั เดินป่ า ไฟฉาย ยาทา
ป้ องกนั แมลง มาในห้องเรียน แลว้ หยิบภาพหรือส่ิงของมาแสดงให้นกั เรียนดูทีละภาพ
พร้อมท้งั ให้นกั เรียนฝึกพูดคาศพั ทต์ ามครูและบอกคาเรียกในภาษาไทย จากน้นั ครูถามนกั เรียนว่า
นกั เรียนรู้หรือไม่วา่ ส่ิงของเหล่าน้ีเป็นส่ิงของทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั อะไร (camping instrument)
109
7. นกั เรียนดภู าพในหนังสือเรียน หน้า 22 Ex.4 แลว้ ครูตรวจสอบวา่ นกั เรียนจดจาคาศพั ท์เหลา่ น้ีได้
หรือไม่ จากน้นั ให้เวลานกั เรียน 1 นาที จบั คคู่ าศพั ทก์ บั ภาพทีใ่ ห้มา
เสร็จแลว้ ครูเปิ ด CD1/Track 18 ให้นกั เรียนฟัง 2 คร้งั คร้ังแรกใหน้ กั เรียนฟังเพื่อตรวจคาตอบ
คร้งั ทสี่ องให้นกั เรียนฟังเพ่อื ออกเสียงตาม
Audio script and answers
E – flask
1. D – walking boots
2. C – tent
3. G – torch
4. F – sun cream
5. H – compass
6. B – insect repellent
7. A – sleeping bag
นกั เรียนจดคาศพั ทเ์ หล่าน้ีลงในสมดุ พร้อมท้งั วาดรูปคร่าวๆ ดว้ ยดินสอไวข้ า้ งๆ คาศพั ท์
ดงั กล่าว โดยถา้ มเี วลาไมพ่ อในหอ้ งเรียน ให้นกั เรียนกลบั ไปทาเป็นการบา้ น
Extra activity: นกั เรียนจบั คู่กนั โดยนกั เรียนคนแรกดคู าศพั ทภ์ ายในเวลา 1 นาที แลว้ ปิ ด
หนงั สือเรียน จากน้นั พยายามพดู บอกคาศพั ทใ์ ห้ไดม้ ากที่สุด โดยใหค้ ขู่ องตนเองเปิ ดหนงั สือเรียนดู
เพอ่ื ตรวจคาตอบหรืออาจบอกใบไ้ ด้ เสร็จแลว้ ให้นักเรียนสลบั บทบาทกนั
หรืออกี กิจกรรมหน่ึง ครูใหน้ กั เรียนทาตารางลงในสมดุ คอลมั นแ์ รกใหเ้ ขยี นคาศพั ทภ์ าษาองั กฤษ
คอลมั น์ทีส่ องใหเ้ ขียนความหมายในภาษาไทย จากน้นั ใหน้ กั เรียนคนหน่ึงปิ ดคาศพั ทภ์ าษาองั กฤษ
แลว้ ใหน้ กั เรียนอีกคนหน่ึงพดู บอกคาศพั ท์ทป่ี ิ ดไว้ เมือ่ พดู คาศพั ทภ์ าษาองั กฤษครบแลว้ ให้ปิ ด
ความหมายในภาษาไทยบา้ ง เมอ่ื นกั เรียนคนแรกทากิจกรรมจนคล่องแลว้ ให้นกั เรียนอกี คนหน่ึง
เป็นผทู้ ากิจกรรมบา้ ง
8. ครูสุ่มเรียกนกั เรียนให้อา่ นตวั อยา่ งประโยคในหนงั สือเรียน หน้า 23 หัวข้อ Look & Use แลว้ ให้
นกั เรียนอ่านบทอา่ นในหนา้ 22 อีกคร้งั พร้อมท้งั หาประโยคท่ีมีการใช้ have to และ don’t have to
จากน้นั ครูใหน้ กั เรียนช่วยกนั อธิบายการใช้ have to แลว้ ครูสรุปใหน้ กั เรียนฟังวา่ ในประโยค
บอกเล่า have to ใชบ้ อกเล่าถึงสิ่งทีจ่ าเป็นตอ้ งทาหรือหนา้ ที่ เช่น You have to finish your homework
tonight. ส่วน don’t have to ใชบ้ อกเลา่ ถงึ ส่ิงท่ีไม่จาเป็นตอ้ งทา (แตส่ ามารถทาได)้ เช่น You don’t
have to go to school at the weekend.
ตอ่ มาครูใหน้ กั เรียนอา่ นออกเสียงประโยคในกรอบตามครู แลว้ ช่วยกนั อธิบายว่า have to ลงเสียง
หนกั ทค่ี าใด แลว้ ครูอธิบายวา่ ในการออกเสียง have to จะเนน้ ท่คี าว่า have ดงั น้นั have to จะ
ออกเสียง /'hæv tə/ ครูให้นกั เรียนฝึกออกเสียงตามครูหลายๆ คร้ัง
110
จากน้นั ครูแสดงบตั รภาพ หรือช้ีภาพจากนิตยสารให้นกั เรียนดูทีละภาพ แลว้ สุ่มเรียกให้นกั เรียนพูด
บอกว่าส่ิงของเหลา่ น้นั จาเป็นสาหรบั การนาไปต้งั แคมป์ หรือไม่
Suggested pictures: sun cream, bed, insect repellent, high-heeled shoes, sleeping bag,
credit card, torch, compass, washing machine, tent, skirt, walking boots
เสร็จแลว้ ครูถามนกั เรียนวา่ have to มีความหมายเท่าเทยี มกบั คาใดในภาษาไทย
ข้นั Practice
1. นกั เรียนลอกตารางในหนงั สือเรยี น หน้า 22 Ex.3 ลงใน
สมดุ ของตนเอง ครูช้ีใหเ้ ห็นว่าคอลมั น์แรกเป็นชื่อ
ประเทศ คอลมั น์ทส่ี องเป็นช่ือสัตว์ และคอลมั นส์ ุดทา้ ย
เป็นคาแนะนา (You have to / You don’t have to…)
ขณะท่ีนกั เรียนลอกตารางลงสมุด ครูเขียนตาราง
ดงั กล่าวบนกระดานดว้ ยเช่นกนั
จากน้นั ครูกาหนดเวลาให้นกั เรียน 5-8 นาที อ่าน
บทอา่ นใน Ex.1 อกี คร้งั อยา่ งรวดเร็ว เพ่อื หาขอ้ มลู มา
เตมิ ลงในตารางใหส้ มบรู ณ์
ครูแนะนาว่าใหน้ กั เรียนใชว้ ธิ ีการอา่ นแบบ scanning
ดว้ ยการหาช่ือประเทศกอ่ น ครูถามนกั เรียนว่าช่ือ
ประเทศมลี กั ษณะเช่นใด จนไดค้ าตอบว่า ช่ือประเทศเป็นชื่อเฉพาะ จึงข้นึ ตน้ ดว้ ยตวั อกั ษร
ตวั ใหญ่ ดงั น้นั นกั เรียนจึงตอ้ งอ่านกวาดสายตาเพ่ือหาคาศพั ทท์ ขี่ ้นึ ตน้ ดว้ ยตวั อกั ษรตวั ใหญ่
เมอ่ื นกั เรียนทาเสร็จแลว้ ครูสุ่มเรียกนกั เรียนหลายๆ คน ให้ออกมาช่วยกนั เตมิ ขอ้ มูลในตารางบน
กระดาน เพื่อเป็นการเฉลยคาตอบ
2. นกั เรียนท้งั หอ้ งช่วยกนั อา่ นและแปลความหมายของกลอนทใี่ ห้มาในหนังสือเรียน หน้า 23 Ex.5 ครู
อธิบายว่า bling เป็นคาแสลง หมายถงึ เคร่ืองประดบั ที่ทาจากทอง เช่น สร้อยคอ สร้อยขอ้ มอื ฯลฯ
และอาจอธิบายความหมายของคาศพั ทอ์ น่ื ๆ ที่นกั เรียนไม่รู้จกั
จากน้นั ครูเปิ ด CD1/Track 19 ให้นกั เรียนฟัง 2 คร้ัง คร้ังแรกให้นกั เรียนฟังเพยี งอยา่ งเดียว คร้ังท่สี อง
ให้นกั เรียนฟังและออกเสียงตาม
3. ครูเขียนคาว่า A safari to Africa บนกระดาน แลว้ เขยี นตารางทม่ี ี 2 คอลมั น์บนกระดาน คอลมั นแ์ รก
เขยี นหัวขอ้ ว่า what we have to take และคอลมั นท์ สี่ องเขียนหัวขอ้ ว่า what we don’t have to take
จากน้นั ให้นกั เรียนช่วยกนั ระดมสมองคิดคาศพั ทเ์ พิ่มเตมิ เก่ียวกบั ส่ิงของท่จี าเป็นในการเดินทางเพื่อ
เทยี่ วชมสัตวป์ ่ าท่ีแอฟริกา เช่น sun hat, anorak, first aid kit เป็นตน้
111
ตอ่ มาครูอธิบายภาระงานในหนังสือเรียน หน้า 23 Ex.6 วา่ นกั เรียนและเพอื่ นกาลงั จะเดินทางเพ่ือไป
เทยี่ วชมสัตวป์ ่ าที่แอฟริกา ใหน้ กั เรียนแต่ละคู่ช่วยกนั ตดั สินใจวา่ ตอ้ งนาสิ่งใดไปหรือไม่ตอ้ งนาสิ่งใด
ไปบา้ ง แลว้ ครูสุ่มเรียกนกั เรียน 2 คน อ่านตวั อยา่ งประโยคท่ีให้มา ครูให้เวลานกั เรียนแต่ละคู่ทา
กิจกรรม ครูเดินสงั เกตขณะนกั เรียนทากิจกรรม เสร็จแลว้ สุ่มเรียกนกั เรียนหลายๆ คู่ ใหอ้ อกมาเขียน
คาตอบลงในตารางบนกระดาน
Possible answers
A: We have to take a flask.
B: We don’t have to take a tent.
A: We have to take a torch.
B: We don’t have to take walking boots.
A: We have to take some sun cream.
ข้นั Production
1. นกั เรียนทากิจกรรมในหนงั สือเรียน หน้า 23 Ex.7 โดยครูเขยี นชื่อประเภทของการทอ่ งเทย่ี วท้งั 3
ประเภททใ่ี ห้มาบนกระดาน จากน้นั อธิบายว่าให้นกั เรียนคู่เดิมช่วยกนั คดิ เกี่ยวกบั สิ่งของทจ่ี าเป็น
สาหรับการทอ่ งเท่ียวในแตล่ ะประเภท ครูอาจช่วยเหลือนกั เรียนดว้ ยการเขียนคาศพั ทท์ ีจ่ าเป็นบน
กระดาน พร้อมท้งั ให้คาแนะนาในการทางาน เสร็จแลว้ ครูขออาสาสมคั ร 1 คน ออกมาทากิจกรรม
ร่วมกบั ครู เพือ่ เป็นตวั อยา่ งใหก้ บั นกั เรียนในห้อง
For a camping holiday:
S: Do we have to take a tent?
T: Yes, it’s necessary. Do we have to take an umbrella?
S: No, it’s not necessary. We’ll use water proofs. Do we have to take a sleeping bag?
T: Yes, it’s a good idea. Do we have to take a swimming costume?
S: No, it’s not necessary. There is no swimming pool there. Do we have to take a
camping stove?
จากน้นั ให้เวลานกั เรียนแตล่ ะคู่ ทากิจกรรมดว้ ยตนเอง ครูคอยสังเกตและใหค้ วามช่วยเหลอื
นกั เรียนเป็นรายค/ู่ รายบคุ คล เสร็จแลว้ สุ่มเรียกนกั เรียนออกมาสนทนาใหเ้ พ่อื นๆ ดู อกี คร้งั
2. นกั เรียนแบง่ เป็นกลมุ่ ใหแ้ ตล่ ะกลุ่มช่วยกนั ทาโปสเตอร์เกี่ยวกบั สัตวท์ ใ่ี กลจ้ ะสูญพนั ธุ์ ดว้ ยการวาด
แผนทโ่ี ลก แลว้ วาดภาพหรือติดภาพสัตวท์ ี่กาลงั ใกลจ้ ะสูญพนั ธุ์ลงในแผนท่ีดงั กลา่ ว พร้อมท้งั เขยี น
ช่ือสัตวไ์ วใ้ ตภ้ าพเหมือนอยา่ งในหนงั สือเรียน หนา้ 23
112
จากน้นั ดา้ นลา่ งของแผนท่ี ให้นกั เรียนทากรอบให้ขอ้ มูลของสัตวแ์ ตล่ ะชนิดในแผนท่ี เช่น ประเภท
ลกั ษณะเดน่ สถานทอี่ ยอู่ าศยั ถา้ ครูให้นกั เรียนทาในชว่ั โมงเรียน ครูใหน้ กั เรียนไปคน้ หาขอ้ มูลกอ่ น
ล่วงหนา้ เป็นการบา้ น แตถ่ า้ ใหน้ กั เรียนทานอกเวลาเรียน ให้นกั เรียนไปคน้ หาขอ้ มูลจากอนิ เทอร์เนต็
เช่น http://www.nationalgeographic.com
http://www.ducksters.com/animals/endangered_animals.php
http://www.kidsplanet.org/factsheets/map.html
หรือไปคน้ ควา้ เพิ่มเติมในห้องสมุดโรงเรียนหรือห้องสมุดทอ้ งถ่ิน
3. นกั เรียนทากิจกรรมในหนงั สือแบบฝึกหดั (Workbook) หนา้ 16 Exs.1-3 และหนา้ 17 Exs.1-2 เป็น
การบา้ น
7. การวดั และประเมนิ ผล
วธิ กี ารวดั เคร่ืองมือ เกณฑ์การผ่าน
ร้อยละ 60
ตรวจการตอบคาถามจากการฟังและอ่าน แบบทดสอบ ระดบั คณุ ภาพ พอใช้
(ต 1.1 ม.3/4) ระดบั คุณภาพ พอใช้
ระดบั คณุ ภาพ ผา่ น
สงั เกตการพดู ขอและใหข้ อ้ มลู เก่ียวกบั แบบสงั เกตพฤติกรรมการเรียนรู้
ส่ิงของท่ีจาเป็นสาหรบั การทอ่ งเที่ยวทาง
ธรรมชาติ (ต 1.2 ม.3/1)
ประเมนิ ชิ้นงานโปสเตอร์สัตวท์ ี่ใกลจ้ ะ แบบประเมนิ ชิ้นงาน
สูญพนั ธุ์ (ต 3.1 ม.3/1)
สังเกตพฤติกรรมบ่งช้ีดา้ นใฝ่ เรียนรู้ แบบประเมนิ คุณลกั ษณะ
อนั พงึ ประสงค์
8. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 8.2 หนงั สือแบบฝึกหดั (Workbook)
8.1 หนงั สือเรียน TEAM UP IN ENGLISH 3 ม. 3 8.4 อปุ กรณ์การทาช้ินงาน
8.3 Class Audio CDs 8.6 บตั รภาพ ภาพจากนิตยสาร หรือของจริง
8.5 สาเนาแผนที่ในหนงั สือเรียน หนา้ 23
เกี่ยวกบั อปุ กรณ์สาหรับการต้งั แคมป์
113
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 2 Go Green! เวลา 2 ชั่วโมง
จดุ ประสงค์ (Objectives)
- ระบุขอ้ มูลเฉพาะและสรุปยอ่ เร่ืองทอี่ ่านได้
- พูดและเขียนเก่ียวกบั ขอ้ บงั คบั และส่ิงทหี่ า้ มทาได้
1. สาระ มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชี้วัด
สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการส่ือสาร
มาตรฐาน ต 1.1 เขา้ ใจและตีความเร่ืองทฟ่ี ังและอา่ นจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความคดิ เห็นอยา่ ง
มีเหตผุ ล
มาตรฐาน ต 1.3 นาเสนอขอ้ มูลขา่ วสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ โดยการพดู และ
การเขยี น
ตัวชีว้ ัด
ต 1.1 ม.3/1 ปฏิบตั ิตามคาขอร้อง คาแนะนา คาช้ีแจง และคาอธิบายที่ฟังและอ่าน
ต 1.1 ม.3/3 ระบแุ ละเขียนสื่อทไ่ี ม่ใช่ความเรียงรูปแบบตา่ งๆใหส้ มั พนั ธ์กบั ประโยค และขอ้ ความทฟ่ี ัง
หรืออ่าน
ต 1.1 ม.3/4 เลอื ก/ระบหุ วั ขอ้ เรื่อง ใจความสาคญั รายละเอยี ดสนบั สนุน และแสดงความคดิ เห็น
เกี่ยวกบั เร่ืองท่ีฟังและอ่านจากสื่อประเภทตา่ งๆ พร้อมท้งั ใหเ้ หตผุ ลและยกตวั อยา่ ง
ประกอบ
ต 1.3 ม.3/2 พูดและเขยี นสรุปใจความสาคญั /แก่นสาระ หวั ขอ้ เรื่องทีไ่ ดจ้ ากการวเิ คราะห์เรื่อง/ขา่ ว/
เหตกุ ารณ์/สถานการณ์ทอ่ี ยใู่ นความสนใจของสังคม
2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
การเรียนรู้คาศพั ทแ์ ละโครงสร้างภาษา ช่วยให้เขา้ ใจเรื่องท่ีอา่ นและสรุปใจความสาคญั พดู และเขยี น
สื่อสารเกี่ยวกบั ตนเองและเร่ืองใกลต้ วั ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและเหมาะสม
3. สาระการเรียนรู้
3.1 ทกั ษะเฉพาะวิชา
1) Language Features and Functions
Vocabulary: Ecology
114
Function: destroy, help, save, look after, protect, damage, respect, waste, feed
Talking about obligations and prohibitions
Grammar: We must look after the seals.
2) Language Skills We mustn’t feed the birds.
must: affirmative and negative forms
Speaking:
Reading: พูดเก่ียวกบั สิ่งทต่ี อ้ งทา/ห้ามทา
Writing: อา่ นเพอ่ื หาขอ้ มูลเฉพาะ
เขยี นสรุปยอ่
4. ทกั ษะการคิด
4.1 ทกั ษะการคิดที่ใชใ้ นการส่ือสาร - พูด อา่ นและเขียนภาษาองั กฤษ
4.2 ทกั ษะการตคี วาม - ดูภาพและอธิบายความหมายได้
5. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
5.1 ใฝ่เรียนรู้
6. กจิ กรรมการเรียนรู้
ข้นั Warm up
1. ครูถามคาถามเพอื่ นานกั เรียนเขา้ สู่บทเรียน โดยใชภ้ าษาไทยหรือภาษาองั กฤษกไ็ ด้ เช่น
What do you think a Green Club is?
What do you think its members do?
Do you know any local organisations that are concerned with safeguarding
the environment?
2. ครูเขยี นคาว่า seal บนกระดาน และสุ่มเรียกนกั เรียน 1 คน ใหแ้ ปลเป็นภาษาไทย จากน้นั ใหน้ กั เรียน
ในห้องช่วยกนั ดภู าพในหนงั สือเรียน หนา้ 24 แลว้ บรรยายสิ่งท่ีเห็นในภาพ เช่น There is a girl on a
beach, looking at a seal.
ข้นั Presentation
1. ครูอธิบายภาระงานในหนงั สือเรียน หน้า 24 Ex.1 ว่า นกั เรียนจะไดฟ้ ังและอ่านบทสัมภาษณข์ อง
วยั รุ่นคนหน่ึงท่เี ขา้ ร่วม Green Club โดยเมื่อนกั เรียนฟังและอ่านจบแลว้ ตอ้ งตอบคาถาม
ตอ่ ไปน้ี Where did she go last summer? (She went to a national park in the North of Canada.)
115
จากน้นั ครูเปิ ด CD1/Track 20 ใหน้ กั เรียนฟัง 2 คร้งั คร้งั แรกเปิ ดให้นกั เรียนฟังแบบต่อเนื่องโดย
ไม่หยดุ CD แลว้ ใหน้ กั เรียนอ่านบทสัมภาษณใ์ นหนงั สือเรียนตามไปดว้ ย คร้ังท่ีสองหยดุ CD ให้
นกั เรียนหลงั จบการถาม-ตอบในแตล่ ะขอ้ แลว้ ตรวจสอบความเขา้ ใจของนกั เรียน
Advanced classes: ก่อนให้นกั เรียนทากิจกรรมการอา่ น ครูใหน้ กั เรียนปิ ดหนงั สือเรียน และเปิ ด
CD1/Track 20 ใหน้ กั เรียนฟังและตอบคาถาม Where did she go last summer?
2. ครูเปิ ดโอกาสใหน้ กั เรียนสอบถามคาศพั ทย์ ากทพ่ี บในบทสมั ภาษณใ์ น Ex.1 แลว้ ครูกระตนุ้ ให้
นกั เรียนช่วยกนั เดาความหมายของคาศพั ทเ์ หลา่ น้ีจากบริบท ถา้ นกั เรียนยงั ไม่รู้ ครูช่วยเหลือดว้ ยการ
ใหค้ าจากดั ความ หรือยกตวั อยา่ งประโยค
green (adj) harming the environment as little as possible (มีผลกระทบหรือทาลาย
go green (phr) ส่ิงแวดลอ้ มใหน้ อ้ ยท่สี ุดเท่าที่จะเป็นไปได)้
change so that it harms the environment less (เปลยี่ นแปลงเพ่ือให้
ทาลายสิ่งแวดลอ้ มให้นอ้ ยลง)
environment (n) the air, water and land in or on which people, animals and plants live
(สิ่งแวดลอ้ ม)
rule (n) an accepted principle or instruction that states the way things are or
should be done, and tells you what you are allowed or are not allowed
to do (กฎ)
seal (n) a large mammal that eats fish and which lives partly in the sea and
partly on land or ice (แมวน้า)
join (v) to get involved in an activity or journey with another person or group
training (n) (เขา้ ร่วม)
the process of learning the skills you need to do a particular job or
activity (การฝึก, การอบรม)
3. นกั เรียนช่วยกนั หาวลเี กี่ยวกบั การดแู ลสิ่งแวดลอ้ มในบทสมั ภาษณ์ใน Ex.1 ครูอาจยกตวั อยา่ ง
นกั เรียนดูบนกระดาน 1 วลี แลว้ รวบรวมคาตอบจากนกั เรียนมาเขียนบนกระดาน
protect the environment save animals
clean up local parks and rivers respect the areas near us
look after some seals mustn’t touch the seals
mustn’t feed them too much
116
จากน้นั ครูขดี เส้นใตค้ ากริยา แลว้ นกั เรียนช่วยกนั เดาความหมายของคากริยาเหล่าน้ีจากบริบท หรือ
ครูอาจบอกคาจากดั ความหรือยกตวั อยา่ งเพิ่มเติม เมื่อไดค้ าตอบแลว้ ครูใหน้ กั เรียนบนั ทึกคาศพั ท์
และความหมายของคากริยาเหล่าน้ีลงในสมุด
ตอ่ มาครูเพิ่มเตมิ คาศพั ทใ์ ห้นกั เรียน โดยยกตวั อยา่ งประโยค แลว้ ขดี เส้นใตค้ ากริยา เพอ่ื ใหน้ กั เรียน
ช่วยกนั บอกความหมายของคากริยาดงั กล่าว
damage (v) to harm or spoil something (ทาความเสียหาย)
destroy (v) to damage something so badly that it does not exist or cannot be used
(ทาลาย)
4. นกั เรียนดูภาพในหนงั สือเรียน หน้า 25 Ex.4 แลว้ ระบุวา่ ภาพใดเป็นการหา้ มทา (prohibitions) ภาพที่
1, 2, 5, 8 และภาพใดเป็นคาสัง่ หรือขอ้ บงั คบั (obligations) ภาพที่ 3, 4, 6, 7 จากน้นั ครูเขยี นตวั อยา่ ง
ทใ่ี ห้มาในหนงั สือเรียนบนกระดาน โดยใชส้ ีแตกตา่ งกนั สาหรับคาว่า LOOK AFTER กบั THE
SEALS
ตอ่ มาครูอา่ นคากริยาท่ีใหม้ าในกรอบ แลว้ นกั เรียนช่วยกนั ทบทวนความหมายของคากริยาเหลา่ น้ีอกี
คร้งั โดยเร่ิมจากคากริยาที่นกั เรียนคุน้ เคยนอ้ ยทส่ี ุดไปหามาก เช่น destroy, damage, waste, feed,
save แลว้ จึงใหเ้ วลานกั เรียนทากิจกรรม เมอื่ นกั เรียนทาเสร็จแลว้ ครูเปิ ด CD1/Track 21 ใหน้ กั เรียน
ฟัง 2 คร้ัง คร้งั แรกฟังเพอ่ื ตรวจคาตอบ คร้ังทีส่ องฟังแลว้ ฝึกอ่านออกเสียงตาม CD
Audio script and answers 2. do not waste water
look after the seals 4. protect our planet
6. respect the environment
1. do not feed the birds 8. do not damage the trees
3. save energy
5. do not destroy the forests
7. help the pandas
5. ครูสุ่มเรียกนกั เรียน 2 คน อ่านตวั อยา่ งประโยคการใช้ must และ mustn’t ในหนงั สือเรียน หน้า 25
หัวข้อ Look & Use จากน้นั ครูอ่านออกเสียงให้ฟังอกี 1 รอบ แลว้ ใหน้ กั เรียนหาตวั อยา่ งประโยค
ของการใช้ must หรือ mustn’t ในบทสัมภาษณ์ในหนงั สือเรียน หนา้ 24
ข้นั Practice
1. นกั เรียนทากิจกรรมเพอื่ ตรวจสอบความเขา้ ใจในการอ่านในหนังสือเรียน หน้า 24 Ex.2 โดยอา่ น
คาถาม 1-6 รวมท้งั ตวั อยา่ งที่ใหม้ า จากน้นั ให้นกั เรียนสังเกตคาหรือวลีในคาถาม แลว้ ยอ้ นไปดู
117
บทสมั ภาษณ์อีกคร้งั เพื่อหาว่าคาถามทถ่ี ามน้นั เกีย่ วกบั เน้ือเร่ืองส่วนใด โดยดูจากคาหรือวลที ่ีให้มา
ในคาถาม เมอื่ พบแลว้ ใหอ้ า่ นเฉพาะประโยคหรือขอ้ ความที่คาถามน้นั พาดพิงไปถึงหรืออาจจะอา่ น
ขอ้ ความแวดลอ้ มประมาณ 1-2 ประโยคกอ่ นหนา้ หรือถดั ไป เมอ่ื เขา้ ใจแลว้ จึงตอบคาถามท่ีใหม้ า
ครูอาจยกตวั อยา่ งวธิ ีการทาจากตวั อยา่ งคาถามที่ใหม้ า How old do you have to be to join the club?
ครูขดี เส้นใต้ How old, join the club และถามนกั เรียนว่า จากคาและวลใี นคาถาม ขอ้ มลู ชนิดใดที่
นกั เรียนตอ้ งหาในบทสัมภาษณเ์ พ่ือตอบคาถามน้ี จนไดค้ าตอบว่า ตวั เลข แลว้ ใหน้ กั เรียนอ่านกวาด
สายตาในบทอา่ นอยา่ งรวดเร็วเพ่ือหาขอ้ มูลทเ่ี ป็นตวั เลขและพาดพิงถึงวลี join the club
เมือ่ นกั เรียนเขา้ ใจวิธีการแลว้ ครูใหเ้ วลานกั เรียนส้นั ๆ ตอบคาถามทใ่ี ห้มา เสร็จแลว้ ครูสุ่มเรียก
นกั เรียนหลายๆ คน ออกมาเขียนคาตอบของตนเองบนกระดาน เพอ่ื เฉลยคาตอบร่วมกนั
Answers
1. The Green Club protects the environment and saves animals.
2. To look after some seals.
3. She went for two weeks.
4. She read a lot of books and went hiking.
5. No, she didn’t.
6. You mustn’t touch the seals and you mustn’t feed them too much.
2. ครูอธิบายวา่ ขอ้ ความในหนงั สือเรียน หน้า 24 Ex.3 เป็นสรุปยอ่ ขอ้ มลู จากบทสมั ภาษณใ์ น Ex.1
แต่มีบางคาท่ีขาดหายไป นกั เรียนเติมขอ้ มลู ให้ครบถว้ นภายในเวลา 5 นาที
ครูแนะนาว่านกั เรียนอา่ นสรุปยอ่ ที่ให้มาอยา่ งละเอยี ด โดยเนน้ อา่ นท่ีคาศพั ทก์ ่อนและหลงั ช่องว่างท่ี
จะใหเ้ ตมิ คา เพอ่ื หาขอ้ มลู จากในบทสัมภาษณม์ าเติม
เสร็จแลว้ นกั เรียนจบั คู่เพือ่ เปรียบเทยี บคาตอบกบั เพื่อน สุดทา้ ยครูสุ่มเรียกนกั เรียน 1-2 คน
ให้อา่ นสรุปยอ่ ทสี่ มบรู ณ์แลว้ เพอื่ เป็นการเฉลยคาตอบ
Answers 2. rivers 3. park 4. weeks
1. animals 6. books
5. TV
Extra activity: เพื่อช่วยให้นกั เรียนเรียนรู้วธิ ีการสรุปยอ่ ขอ้ มลู ซ่ึงเป็นทกั ษะท่ีสาคญั ในการเรียนรู้
ตลอดชีวติ ของนกั เรียน ครูให้นกั เรียนขดี เส้นใตว้ ลีท่ีใชใ้ น Ex.3 ที่สัมพนั ธ์กบั บทสัมภาษณใ์ น Ex.1
จากน้นั ครูอธิบายวา่ การสรุปยอ่ คอื การเขียนเฉพาะขอ้ มูลที่สาคญั เท่าน้นั ไม่ใช่รายละเอียดของเรื่อง
118
ท้งั หมด โดยคาบางคาจากเน้ือเรื่องสามารถนามาใชใ้ นสรุปยอ่ ได้ แลว้ ใชค้ าเชื่อม เช่น and, but,
because, or ในการเชื่อมวลีในสรุปยอ่ หรือถา้ เป็นเร่ืองราว ให้ใชค้ ากริยาวิเศษณ์ เช่น first, then,
next, finally เสร็จแลว้ มอบหมายให้นกั เรียนเขยี นสรุปยอ่ บทอา่ นส้ันๆ ท่ีนกั เรียนเคยไดอ้ ่านมาแลว้
คนละ 1 บท โดยให้นกั เรียนเริ่มตน้ จากการขีดเสน้ ใตค้ าและวลีท่มี ีขอ้ มลู สาคญั จากน้นั เรียบเรียง
ขอ้ มลู เหล่าน้นั เขา้ ไวด้ ว้ ยกนั โดยใชถ้ อ้ ยคาของนกั เรียนเอง และใชค้ าเชื่อมหรือคากริยาวเิ ศษณ์
3. อธิบายภาระงานในหนังสือเรียน หน้า 25 Ex.5 ว่าให้นกั เรียนดภู าพใน Ex.4 อกี คร้งั แลว้ ให้นกั เรียน
ระบอุ กี คร้งั ว่าภาพใดเป็นคาสั่งหรือขอ้ บงั คบั ภาพใดเป็นการหา้ ม จากน้นั ครูช้ีให้นกั เรียนสังเกตว่า
หากเป็นคาสง่ั หรือขอ้ บงั คบั จะข้ึนตน้ ดว้ ยคากริยาช่องท่ี 1 หากเป็นการหา้ มทา จะข้ึนตน้ ดว้ ย
do not ตอ่ มาสุ่มเรียกให้นกั เรียนอา่ นตวั อยา่ งประโยคท่ีให้มา แลว้ ใหน้ กั เรียนจบั คกู่ นั ผลดั กนั พูด
อธิบายความหมายของภาพใน Ex.4
ระหว่างนกั เรียนทากิจกรรม ครูเขยี นตาราง 2 คอลมั น์บนกระดาน คอลมั นแ์ รกเขียนหวั ขอ้ Things
we must do คอลมั นท์ ่ีสอง เขียนหัวขอ้ Things we mustn’t do เมอ่ื นกั เรียนทากิจกรรมเสร็จแลว้
ครูสุ่มเรียกนกั เรียนออกมาเขยี นคาตอบลงในกระดานใหถ้ ูกช่อง เพอื่ เป็นการตรวจคาตอบ
Answers
We mustn’t waste water.
We must save energy.
We must protect the planet.
We mustn’t destroy the forests.
We must respect the environment.
We must help the pandas.
We mustn’t damage the trees.
4. ครูอธิบายภาระงานในหนงั สือเรียน หน้า 25 Ex.6 วา่ ให้นกั เรียนเขียนกฎสาหรับสมาชิกชมรม
Green Club เพม่ิ เตมิ โดยกอ่ นทา ครูใหน้ กั เรียนกลบั ไปอา่ นบทสัมภาษณ์ในหนงั สือเรียน หนา้ 24
อีกคร้ัง แลว้ ช่วยกนั หากฎทมี่ อี ยเู่ ดิมของชมรม Green Club ครูเขยี นสิ่งทีน่ กั เรียนบอกบนกระดาน
และขีดเส้นใตค้ าว่า have to และ must
You have to be over 14. You must be green.
You must be ready to work hard and live without modern comforts.
นกั เรียนช่วยกนั ทบทวนว่า must และ have to มีความหมายเหมอื นหรือตา่ งกนั อยา่ งไร
จากน้นั ครูให้นกั เรียนหากฎท่ี Joy ตอ้ งปฏบิ ตั ิตามในการดูแลแมวน้าใน Seal Project ในบทสัมภาษณ์
You mustn’t touch the seals. You mustn’t feed them too much.
119
ครูอธิบายว่า must เป็น modal verb เหมือนกบั can ซ่ึงนกั เรียนเคยไดเ้ รียนมาแลว้
ต่อมาครูสุ่มเรียกนกั เรียน 2 คน อ่านตวั อยา่ งประโยคท่ีใหม้ าใน Ex.6 แลว้ ใหน้ กั เรียนจบั คกู่ นั
ช่วยกนั เขยี นกฎสาหรบั สมาชิก Green Club เพม่ิ เตมิ โดยครูใหเ้ วลานกั เรียนในการทา 5 นาที
ครูเดินสังเกตและใหค้ วามช่วยเหลอื ขณะนกั เรียนทากิจกรรม เสร็จแลว้ สุ่มเรียกนกั เรียน 2-3 คู่
ให้อ่านคาตอบของคตู่ นเองให้เพอ่ื นๆ ฟัง
Language Note
ท้งั must และ have to ตา่ งก็แสดงความจาเป็นดว้ ยกนั ท้งั คู่ แต่ถา้ ใช้ must จะแปลวา่
ตอ้ งทาเพราะเป็นหนา้ ทหี่ รือขอ้ บงั คบั เช่น The soldiers must protect the country.
ทหารตอ้ งปกป้ องประเทศ ไมท่ าไมไ่ ดเ้ ดด็ ขาด เพราะเป็นหนา้ ท่ี
ถา้ ใช้ have to จะมนี ยั วา่ จาเป็นตอ้ งทา เช่น I have to go to work. แตจ่ ะไม่ไปกไ็ ด้
เช่น ถา้ ข้เี กียจ แลว้ โทรไปลางาน
แตถ่ า้ เป็นประโยคปฏเิ สธ ความแตกต่างระหว่าง must not (ห้าม) กบั don’t have to
(ไม่จาเป็นตอ้ ง) จะเหน็ ไดอ้ ยา่ งชดั เจน คอื
You must not go to school. คุณหา้ มไปโรงเรียนนะ อยา่ งเช่นในสถานการณ์ที่มี
น้าทว่ มหรือไฟไหมท้ ่โี รงเรียน หา้ มไปเพราะอาจมีอนั ตราย
แตถ่ า้ บอกวา่ You don’t have to go to school. คณุ ไมจ่ าเป็นตอ้ งไปโรงเรียน หมายถึง
การใหเ้ ลอื กจะไปก็ไดไ้ มไ่ ปก็ได้ อยา่ งเช่นในสถานการณท์ น่ี กั เรียนไมส่ บายเลก็ นอ้ ย
คุณหมออาจจะใหโ้ อกาสเลือกวา่ นกั เรียนจะไปหรือไมไ่ ปโรงเรียนกไ็ ด้
เรียบเรียงขอ้ มลู จาก
https://www.pantown.com/board.php?id=37979&area=3&name=board4&topic=22
&action=view
Possible answers
They must save the animals.
They must clean up parks and rivers.
They must respect the areas near them.
They mustn’t feed the animals too much.
They mustn’t damage plants.
ข้นั Production
1. นกั เรียนดภู าพในหนงั สือเรียน หน้า 25 Ex.7 ครูถามนกั เรียนว่า รู้ความหมายของภาพใดบา้ ง และ
ในโรงเรียนมีภาพหรือสัญลกั ษณเ์ ช่นเดียวกนั น้ีบา้ งหรือไม่ จากน้นั ครูสุ่มเรียกนกั เรียน 1 คน อ่าน
ตวั อยา่ งประโยคท่ีใหม้ า แลว้ ให้นกั เรียนผลดั กนั พดู อธิบายภาพอื่นๆ เป็นภาษาองั กฤษ
120
Possible answers
You mustn’t talk in the library. / You mustn’t shout during lessons.
You mustn’t use mobile phone during lessons.
You mustn’t eat in the class.
You must park your cycles or moped here.
2. นกั เรียนช่วยกนั คิดกฎสาหรบั ครูและนกั เรียนในหอ้ งเรียน โดยกฎใหม่เหล่าน้ีอาจเป็นกฎที่ทาให้
โรงเรียนสนุกสนานมากข้นึ กไ็ ด้ จากน้นั ให้นกั เรียน 2 คน อ่านตวั อยา่ งทใ่ี ห้มาในหนังสือเรียน
หน้า 25 Ex.8 ครูอาจให้นกั เรียนในหอ้ งช่วยกนั ระดมสมองเก่ียวกบั กฎใหมภ่ ายในเวลาทกี่ าหนด
เสร็จแลว้ จึงสุ่มเรียกนกั เรียนออกมาเขียนกฎทหี่ นา้ หอ้ งโดยใชป้ ากกาสีต่างกนั ระหวา่ งกฎที่เป็น
Prohibitions (with mustn’t) และ Obligations (with must) หรืออาจเขยี นเป็นตาราง 2 คอลมั น์
Possible answers
Students mustn’t arrive at school before 8 a.m.
Students must have longer breaks between lessons.
Teachers mustn’t give orders, they must say please at all times.
Teachers must allow pets in the classroom.
Students must have lots of art lessons/sports/games.
Students must go on a school trip each week.
3. ครูอธิบายภาระงานในหนงั สือเรียน หน้า 25 Ex.9 วา่ ให้นกั เรียนทาโปสเตอร์ “New Rules” สาหรับ
ช้นั เรียนทนี่ กั เรียนคิดข้นึ ใน Ex.8
หรือนกั เรียนทาแผ่นป้ ายกฎของโรงเรียนจริงๆ อยา่ งนอ้ ย 6 กฎ ซ่ึงนกั เรียนคดิ ว่าเป็นกฎที่มี
ประโยชน์ แลว้ เขียนกฎเหล่าน้ีเป็นภาษาองั กฤษลงในแผ่นป้ ายดา้ นซา้ ย ส่วนดา้ นขวาให้นกั เรียน
เขียนกฎใหมท่ ีน่ กั เรียนคิดข้นึ มาใน Ex.8 เสร็จแลว้ ใหแ้ ต่ละกลุ่มส่งตวั แทนออกมาพูดนาเสนอ
4. นกั เรียนทางานคู่หรือกลุ่ม ช่วยกนั หาตวั อยา่ งประโยคของคาศพั ทใ์ นหนงั สือเรียน หนา้ 25 Ex.4 จาก
พจนานุกรมองั กฤษ-องั กฤษเป็นการบา้ น โดยครูแนะนาวา่ นกั เรียนสามารถใชพ้ จนานุกรมองั กฤษ-
องั กฤษออนไลนไ์ ด้
5. นกั เรียนทากิจกรรมในหนงั สือแบบฝึกหัด (Workbook) หนา้ 16 Exs.4-5 และหนา้ 17 Ex.4 เป็น
การบา้ น
6. นกั เรียนทากิจกรรมในหนงั สือแบบฝึกหดั (Workbook) หนา้ 17 Ex.3 เป็นคู่ โดยให้เดก็ เก่งจบั คู่กบั
เพื่อนที่เรียนชา้ จากน้นั ให้นกั เรียนแตล่ ะคู่ฝึกซอ้ มพูดสนทนากนั โดยใหเ้ ดก็ ท่เี รียนเก่งช่วยเพ่ือนใน
121
การฝึกพูดบทสนทนาดงั กล่าว ครูอาจแนะนาวิธีการ เช่น ให้เดก็ ที่เรียนเก่งดูบทและพูดบอกบท
เพือ่ ให้เพ่ือนฝึกพูดตาม
7. นกั เรียนทากิจกรรมในหนงั สือแบบฝึกหดั (Workbook) หนา้ 20-21 Exs.1-4 เป็นการบา้ นหรือในช้นั
Skills (Workbook pp. 20-21)
Study Tip
นกั เรียนอ่านคาแนะนาทใี่ ห้มาในหนงั สือแบบฝึกหัด (Workbook) หนา้ 21 หัวขอ้ Study Tip ซ่ึงให้
ขอ้ มูลว่าใหน้ กั เรียนระมดั ระวงั คาศพั ทภ์ าษาองั กฤษทีม่ ลี กั ษณะใกลเ้ คยี งกบั คาในภาษาไทย เพราะ
ไม่จาเป็นเสมอไปท่คี าท่คี ลา้ ยกนั จะเป็นคาทม่ี คี วามหมายเหมือนกนั
false friend (n) a word in a foreign language that looks similar to a word in your own
language, but has a different meaning. The English word ‘sensible’
and the French word ‘sensible’ are false friends. (คาๆ หน่ึงในภาษาหน่ึงที่
เขยี นหรือออกเสียงคลา้ ยคาในภาษาอ่นื แตม่ ีความหมายคนละอยา่ ง)
Language Note
False friend หมายถงึ คาหรือวลีในภาษาหน่ึงทเี่ ขียนหรือออกเสียงคล้้ายกบั คาในอกี ภาษา
หน่ึง แต้่มีความหมายต่างกนั เช่น คาวา่ ‘gift’ ในภาษาองั กฤษหมายถึงของขวญั แต่ใน
ภาษาเยอรมนั จะหมายถงึ ‘poison’ ท่แี ปลว่า ยาพิษ เป็นตน้ นอกจากน้นั false friend ยงั หมายถึง
คาหรือวลี
ท่ียืมมาจากภาษาอนื่ แตน่ ามาใชใ้ นความหมายทีแ่ ตกตา่ งไปจากวามหมายเดิม เช่นคาว่า super
ซ่ึงเป็นคาคุณศพั ทใ์ นภาษาองั กฤษมคี วามหมายวา่ ยอดเย่ียม พิเศษสุดน้นั นามาใช้้ใน
ภาษาไทยเป็นคานามหมายถงึ น้ามนั ที่มีคา่ ออกเทนสูงหรือซุปเปอร์มาร์เกต็ เป็นตน้
ทม่ี า: http://www.culi.chula.ac.th/salc/images/ENG%20Today%20PDF/Binder1.pdf
Reading
1. ครูเขยี นคาว่า polar bear บนกระดาน แลว้ ให้นกั เรียนช่วยกนั บอกขอ้ มูลที่นกั เรียนรู้เกี่ยวกบั
หมีข้วั โลก จากน้นั ครูทบทวนการอ่านแบบ scanning ให้นกั เรียน ดงั น้ี
scanning คือการอ่านอยา่ งรวดเร็ว เพื่อหาขอ้ มลู บางอยา่ งทต่ี อ้ งการ เป็นวิธีการหาขอ้ มูลเฉพาะ เช่น
ตวั เลข วนั ที่ สถานที่ ช่ือคน เป็นตน้ จะเป็นขอ้ มลู ทปี่ รากฏให้เห็นไดอ้ ยา่ งชดั เจนในบทอ่าน โดยถา้
ในคาถาม ถามถงึ สถานท่ี กใ็ ห้กวาดสายตาไล่ดูแต่คาที่หมายถงึ สถานท่ี ซ่ึงส่วนใหญ่จะเป็นช่ือ
เฉพาะ ดงั น้นั ตอ้ งข้ึนตน้ ดว้ ยอกั ษรตวั ใหญแ่ น่นอน
2. ครูอธิบายคาศพั ทย์ ากในบทอา่ นหรือใหน้ กั เรียนเปิ ดพจนานุกรมเพอื่ หาความหมาย เช่น
122
incubator (n) a piece of hospital equipment into which very small or weak babies
are put to keep them alive and warm (ตอู้ บสาหรับเดก็ แรกเกิด)
constantly (adv) all the time, or very often (ตลอดเวลาหรือบ่อยมาก)
keeper (n) someone who looks after animals (คนดแู ลสัตว)์
foundation (n) an organisation that gives or collects money to be used for special
purposes, especially for charity or for medical research (มูลนิธิ,
องคก์ ร)
3. นกั เรียนอ่านบทความทใี่ หม้ าในหนงั สือแบบฝึกหดั (Workbook) หนา้ 20 Ex.1 อยา่ งรวดเร็ว เพื่อหา
ขอ้ มูลเก่ียวกบั อายุ น้าหนกั และอาหารที่หมขี าวชื่อ Knut ในสวนสตั ว์ Berlin กิน
4. นกั เรียนทากิจกรรมในหนงั สือแบบฝึกหัด (Workbook) หนา้ 20 Ex.2 ดว้ ยการอ่านบทความใน Ex.1
อีกคร้งั แลว้ นาขอ้ มูลที่กาหนดให้มาเขยี นให้เป็นประโยคตามเน้ือเรื่องท่ไี ดอ้ า่ นในบทความ
Writing
นกั เรียนทากิจกรรมในหนงั สือแบบฝึกหัด (Workbook) หนา้ 20 Ex.3 โดยนาขอ้ มลู จากบทความมา
เติมลงในแบบฟอร์มท่ีกาหนดให้ แลว้ นาขอ้ มูลเหล่าน้ีมาเขียนสรุปยอ่ ส้ันๆ เกี่ยวกบั Knut
Extra activity: ครูอาจแนะนาเวบ็ ไซต์ http://www.knut.net/ หากนกั เรียนสนใจอยากรู้ขอ้ มลู
เก่ียวกบั Knut เพมิ่ เติม ซ่ึงในเวบ็ ไซตน์ ้ีมที ้งั ภาพน่ิง คลิปวิดีโอ ตลอดจนกิจกรรมเพิ่มเติมเพ่อื ช่วยกนั
ลดภาวะโลกร้อนร่วมกบั Knut
Speaking
นกั เรียนทากิจกรรมในหนงั สือแบบฝึกหดั (Workbook) หนา้ 21 Ex.4 โดยเลือกสัตวป์ ่ าทีต่ นเองชอบ
มา 1 ชนิด แลว้ เตมิ ขอ้ มูลเก่ียวกบั สัตวด์ งั กล่าวลงในแบบฟอร์มทีก่ าหนดให้ เสร็จแลว้ จึงใชข้ อ้ มลู
เหล่าน้ีมาเตรียมตวั ในการพูดนาเสนอ
Listening
1. ครูอธิบายว่ากิจกรรมการฟังในหนงั สือแบบฝึกหัด (Workbook) หนา้ 21 Ex.5 เป็นการฟังเพื่อหา
ขอ้ มลู เฉพาะ โดยใหน้ กั เรียนใชว้ ิธีการตอ่ ไปน้ี อา่ นคาถามและตวั เลือกคาตอบที่กาหนดให้ แลว้ ขีด
เสน้ ใตค้ าสาคญั เม่อื เปิ ด CD แลว้ ให้ฟังอยา่ งต้งั ใจ พยายามฟังเพื่อหาคาทม่ี คี วามหมายเหมือนกนั
หรือใกลเ้ คียงกนั หรือประโยค/วลีทีก่ ล่าวซ้าในรูปแบบที่แตกต่างออกไป (rephrasing) คาถามท่ี
กาหนดใหจ้ ะเรียงลาดบั ตามขอ้ มลู ท่ไี ดฟ้ ัง
2. นกั เรียนฟัง Student’s Audio CD/Track 9 อยา่ งน้อย 2-3 คร้ัง โดยคร้ังแรก ฟังเพียงอยา่ งเดียว
คร้ังที่ 2 ฟังแลว้ เลือกคาตอบทถี่ กู ตอ้ ง คร้งั ท่ี 3 ให้ฟังและตรวจทานคาตอบของตนเองอกี คร้ัง
123
Extra activity: ครูอาจแนะนาเวบ็ ไซต์ http://www.animalport.com/extinct-animals/Extinct-
Animals.html ให้นกั เรียนลอกขอ้ มูลสัตวท์ ี่ใกลจ้ ะสูญพนั ธุ้ ้์คนละ 1 ชนิด แลว้ สรุปขอ้ มูลสาคญั
ลงในบตั รขอ้ มลู เช่น kind of animal, habitat, main character, cause of extinction, etc. ส่งครู
Famous Quote
นกั เรียนอา่ นคากลา่ วของบุคคลท่ีมชี ื่อเสียงในหนงั สือแบบฝึกหดั (Workbook) หนา้ 21 หวั ขอ้
Famous Quote ทก่ี ล่าววา่ อยา่ ถอื เอาความช่ืนชมทีส่ ุนขั มีตอ่ ตนเอง เป็นหลกั ฐานท่จี ะสรุปวา่ ตนเอง
เป็นคนที่วิเศษ เนื่องจากว่าสุนขั เป็นสตั วท์ ่ีรกั เจา้ ของมาก
7. การวัดและประเมินผล เคร่ืองมือ เกณฑ์การผ่าน
แบบประเมนิ ชิ้นงาน ระดบั คุณภาพ พอใช้
วธิ กี ารวดั ระดบั คณุ ภาพ พอใช้
ประเมนิ ช้ินงานแผน่ ป้ ายกฎของโรงเรียน แบบสงั เกตพฤติกรรมการเรียนรู้
(ต 1.1 ม.3/1) ร้อยละ 60
สังเกตการพดู เก่ียวกบั ขอ้ บงั คบั และสิ่งท่ี หนงั สือแบบฝึกหดั (Workbook),
หา้ มทาจากภาพท่กี าหนด (ต 1.1 ม.3/3) แบบทดสอบ ร้อยละ 60
ตรวจการตอบคาถามจากการฟังและอา่ น หนงั สือแบบฝึกหดั (Workbook) ระดบั คุณภาพ ผา่ น
(ต 1.1 ม.3/4)
ตรวจการเขียนสรุปยอ่ ขอ้ มลู แบบประเมินคณุ ลกั ษณะอนั พึง
(ต 1.3 ม.3/2) ประสงค์
สังเกตพฤติกรรมบ่งช้ีดา้ นใฝ่ เรียนรู้
8. ส่ือ/แหล่งการเรียนรู้ 8.2 หนงั สือแบบฝึกหดั (Workbook)
8.1 หนงั สือเรียน TEAM UP IN ENGLISH 3 ม. 3 8.4 Student’s Audio CD
8.3 Class Audio CDs
8.5 อปุ กรณ์การทาช้ินงาน
124
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 Grammar Focus
เวลา 2 ชั่วโมง
จดุ ประสงค์ (Objectives)
- ใช้ have to (all forms), must (all forms), mustn’t vs don’t have to ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
- ทบทวนเก่ียวกบั quantifiers (a lot of, some, a few, any, no) ได้
- เปรียบเทียบโครงสร้างประโยคของภาษาไทยกบั ภาษาองั กฤษได้
1. สาระ มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชี้วดั
สาระท่ี 1 ภาษาเพ่อื การสื่อสาร
มาตรฐาน ต 1.3 นาเสนอขอ้ มลู ข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคดิ เห็นในเรื่องต่างๆ โดยการพูดและ
การเขียน
ตัวชี้วดั
ต 1.3 ม.3/1 พูดและเขียนบรรยายเก่ียวกบั ตนเอง ประสบการณ์ ขา่ ว/เหตุการณ์/เรื่อง/ประเด็นตา่ งๆ ที่
อยใู่ นความสนใจของสังคม
สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม
มาตรฐาน ต 2.2 เขา้ ใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวฒั นธรรมของเจา้ ของภาษากบั
ภาษาและวฒั นธรรมไทย และนามาใชอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งและเหมาะสม
ตัวชีว้ ดั
ต 2.2 ม.3/1 เปรียบเทียบและอธิบายความเหมอื นและความแตกต่างระหว่างการออกเสียงประโยคชนิด
ตา่ งๆ และการลาดบั คาตามโครงสร้างประโยคของภาษาตา่ งประเทศและภาษาไทย
2. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
การรู้และเขา้ ใจคาศพั ท์ โครงสร้างประโยค ช่วยให้เขียนเก่ียวกบั ตนเองและเร่ืองต่างๆ ใกลต้ วั และ
ช่วยใหเ้ กิดความเขา้ ใจวา่ โครงสร้างประโยคในภาษาไทยและภาษาองั กฤษมที ้งั ความเหมือนและแตกต่างกนั
3. สาระการเรียนรู้
3.1 ทักษะเฉพาะวชิ า
1) Language Features and Functions
Functions: Expressing obligations and prohibitions
You have to wear very warm clothes.
125
You don’t have to pack your suitcase.
What do you have to do?
We must respect the areas around us.
You mustn’t touch the seals.
Describing quantities
I need a lot of books. I need some free time.
The organisers gave us a few rules There was no TV.
Do you have to do any special training?
Grammar: must: affirmative and negative forms
2) Language Skills have to: affirmative and negative forms, questions
Writing:
mustn’t vs don’t have to
quantifiers
เขียนประโยคเกี่ยวกบั ส่ิงทต่ี อ้ งทาหรือหา้ มทา และสิ่งท่ีจาเป็นตอ้ งทาหรือ
ไมจ่ าเป็นตอ้ งทา
4. ทกั ษะการคดิ
4.1 ทกั ษะการคดิ ทใี่ ชใ้ นการสื่อสาร - เขยี นประโยคภาษาองั กฤษโดยใชโ้ ครงสร้างภาษาที่เรียน
5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
5.1 ใฝ่เรียนรู้
6. กจิ กรรมการเรียนรู้
ข้นั Warm up
นกั เรียนเลน่ เกมบิงโก เพือ่ ทบทวนคาศพั ทเ์ กี่ยวกบั สตั วแ์ ละอปุ กรณ์สาหรบั ต้งั แคมป์ โดยให้
นกั เรียนวาดตาราง 9 ช่องลงในกระดาษ แลว้ วาดรูปสตั วแ์ ละอปุ กรณ์สาหรับต้งั แคมป์ ลงในช่องใดก็
ได้ ใหค้ รบ 9 ช่อง จากน้นั ครูพูดคาศพั ท์ นกั เรียนคนใดท่ีมภี าพดงั กลา่ ว ใหก้ ากบาททบั ภาพ ใครที่
กากบาททบั ภาพได้ 3 ภาพ ตดิ กนั ในแนวใดกไ็ ด้ ใหต้ ะโกนว่า บิงโก
ข้นั Presentation
1. นกั เรียนศึกษาตวั อยา่ งประโยคที่ใหม้ าในกรอบการใช้ have to (all forms), must (all forms), mustn’t
vs don’t have to, quantifiers (a lot of, some, a few, any, no) ในหนงั สือเรียน หน้า 26-27
126
จากน้นั ใหน้ กั เรียนช่วยกนั สงั เกตและวเิ คราะหต์ วั อยา่ งประโยคร่วมกนั เพอ่ื จะไดแ้ ลกเปลย่ี นความ
คิดเห็น กระตนุ้ และตรวจสอบความคิดของกนั และกนั เสร็จแลว้ ช่วยกนั สรุปหลกั ไวยากรณ์
หลงั จากน้นั ครูรวบรวมคาตอบจากแตล่ ะกลมุ่ แลว้ สรุปคาตอบทถ่ี กู ตอ้ ง
have to
All forms
Answers
Subject + have to / has to + base form
Subject + don’t / doesn’t + have to + base form
Do / Does + subject + have to + base form
must
Affirmative and negative forms
Answers
must
mustn’t
Subject + must + base form
Subject + mustn’t + base form
Hot Tip!
must และ mustn’t จะใชใ้ น present tense เทา่ น้นั ถา้ เป็น tenses อน่ื ๆ เช่น past simple,
future simple จะใช้ have to ซ่ึงเปล่ียนรูปไปตาม tense แทน เช่น
Yesterday I had to go to the dentist’s.
You won’t have to go to school tomorrow.
mustn’t vs don’t have to
Answers 2. A 3. C
1. B
127
Quantifiers
Hot Tip!
some โดยปกตแิ ลว้ จะใช้ในประโยคบอกเลา่ แต่นอกจากในประโยคบอกเล่าแลว้
ยงั สามารถใชใ้ นประโยคคาถามได้ ในกรณีทีเ่ ป็นการเสนอ (offer) บางส่ิงบางอยา่ ง
‘Do you want some biscuits?’ ‘Yes, please!’
Extra activity: ถา้ สามารถเขา้ ถึงอนิ เทอร์เน็ตในหอ้ งเรียนได้ ครูเปิ ดคลิปจาก www.youtube.com
ช่ือ Must vs Have To | Easy English Conversation Practice | ESL/EFL เพอ่ื ให้นกั เรียนเขา้ ใจถึงการ
ใช้ must และ have to ในการพดู ส่ือสารในชีวิตประจาวนั
เมอื่ ดูคลิปจบแลว้ ครูอาจถามคาถาม โดยใชโ้ ครงสร้าง Do you want to go to + ร้านคา้ ? แลว้ ให้
นกั เรียนตอบปฏเิ สธที่จะไปกบั ครู โดยใช้ Sorry, I can’t. พร้อมท้งั บอกเหตุผลท่ีไม่ไปเพราะนกั เรียน
ตอ้ งทาหรือจาเป็นตอ้ งทาอะไร โดยใชโ้ ครงสร้าง I must/have to… today. เช่น
Teacher: Do you want to go to the sports shop?
Student 1: Sorry, I can’t. I must do my homework.
Teacher: Do you want to go to the cinema?
Student 2: Sorry, I can’t. I have to tidy my room.
2. ครูสรุปใหน้ กั เรียนฟังเกี่ยวกบั การใช้ must และ have to อกี คร้งั ดงั น้ี
must และ have to ใชแ้ สดงถึงขอ้ บงั คบั หรือความจาเป็นท้งั คู่ โดย must ใชบ้ อกเล่าถงึ ส่ิงท่ตี อ้ งทา
หรือสาคญั หรือเพราะเป็นกฎระเบียบ กฎหมาย ส่วน have to ใชบ้ อกเลา่ ถงึ สิ่งทจ่ี าเป็นตอ้ งทาหรือ
สาคญั
128
แตถ่ า้ อยใู่ นรูปปฏเิ สธ must และ have to จะมีความแตกตา่ งกนั โดย mustn’t (must not) ใชบ้ อกเล่า
ถึงส่ิงทหี่ ้ามทา ในขณะท่ี don’t have to (do not have to) ใชบ้ อกถึงสิ่งที่ไม่จาเป็นตอ้ งทา (แต่
สามารถทาได)้
I must do my homework.
You mustn’t be late for class.
You mustn’t shout in the library.
I have to study for the exam.
You don’t have to wear a tie in our office.
แตถ่ า้ เป็นประโยคคาถาม จะใช้ have to ไม่นิยมใช้ must เช่น
Do you have to wear a tie at work?
Do we have to take our shoes off?
must ใชก้ บั present tense เท่าน้นั ถา้ จะกลา่ วถงึ อดีตหรืออนาคต หรือ tense อ่ืนๆ จะใช้ have to เช่น
I had to study for the exam. (had to คอื รูปอดีตของ have to)
I’ll have to study for the exam.
3. ครูถามนกั เรียนวา่ ในภาษาไทย เมอ่ื เราจะกล่าวถงึ หนา้ ที่หรือส่ิงทีจ่ าเป็นตอ้ งทา เราจะพูดอยา่ งไร
เช่น เด็กตอ้ งนอนแตห่ วั ค่า, นกั เรียนจาเป็นตอ้ งทาการบา้ น แลว้ ครูเขยี นประโยคทน่ี กั เรียนบอกบน
กระดาน จากน้นั ให้นกั เรียนเปรียบเทยี บกบั การใช้ must และ have to กบั ประโยคภาษาไทย
Language Note
ในภาษาไทย อาณัติมาลา คอื ระเบียบของกริยาที่แสดงเน้ือความบงั คบั ออ้ นวอน ขอร้อง
สั่งหา้ ม แนะนา หรือเตอื น อยา่ งใดอยา่ งหน่ึง
แสดงความบงั คบั เช่น เธอต้องออกจากบา้ นเด๋ียวน้ี
คาท่ใี ชป้ ระกอบอาณัตมิ าลา ไดแ้ ก่ กริยานุเคราะห์หรือคาช่วยกริยาและคาวิเศษณ์
ต้อง เป็นกริยานุเคราะห์หรือคาช่วยกริยาบอกความแน่ใจหรือบงั คบั เช่น เขาตอ้ งมาแน่
เดก็ ตอ้ งนอนแตห่ ัวค่า
จาเป็ น เป็นคาวิเศษณ์ หมายความว่า ตอ้ งเป็นอยา่ งน้นั , ตอ้ งทา, ขาดไม่ได้
ท่มี า: http://www.royin.go.th/dictionary/
กาชยั ทองหลอ่ . (2556). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ : บริษทั รวมสาส์น (1997) จากดั . หนา้ 231
129
ข้นั Practice
1. นกั เรียนทากิจกรรมในหนงั สือเรียนหน้า 26 Ex.1 ปากเปล่าร่วมกนั ในช้นั เรียน โดยเติมคาว่า have to
ลงในช่องวา่ งใหถ้ ูกตอ้ งตามหลกั การใช้ ครูอธิบายเพิ่มเตมิ ในขอ้ ท่นี กั เรียนส่วนใหญต่ อบผิด
Answers 2. Does (Mary) have to
1. has to 4. have to
3. don’t have to 6. don’t have to
5. Do (they) have to 8. have to
7. Does (he) have to
2. นกั เรียนทากิจกรรมในหนงั สือเรียน หน้า 26 Ex.2 ปากเปลา่ ร่วมกนั โดยใหน้ กั เรียนอ่านตวั อยา่ งท่ีให้
มา แลว้ ใหเ้ วลานกั เรียนเตมิ must หรือ mustn’t ลงในประโยคให้ถกู ตอ้ ง เสร็จแลว้ ครูรวบรวมคาตอบ
จากนกั เรียน ครูช้ีใหน้ กั เรียนเห็นว่า must จะใชไ้ ดก้ บั ประธานทุกตวั โดยไม่เปลย่ี นรูป แต่ must ไม่
นิยมใชใ้ นประโยคคาถาม โดยถา้ เป็นประโยคคาถามจะใช้ have to แทน เช่น
Do I have to go to school? Does Jane have to wear a school uniform?
Answers 2. must 3. mustn’t 4. mustn’t
1. mustn’t 6. must 7. must 8. mustn’t
5. must
3. ครูและนกั เรียนทากิจกรรมในหนังสือเรียน หน้า 27 Ex.3 ปากเปลา่ ร่วมกนั โดยเลือกใช้ mustn’t
หรือ don’t have to/doesn’t have to ใหถ้ กู ตอ้ ง
Answers 2. don’t have to 3. mustn’t 4. don’t have to
1. mustn’t 6. don’t have to
5. mustn’t 7. doesn’t have to 8. mustn’t
4. ครูและนกั เรียนทากิจกรรมในหนังสือเรียน หน้า 27 Ex.4 ปากเปลา่ ร่วมกนั โดยถา้ มขี อ้ ใดท่นี กั เรียน
ส่วนใหญ่ตอบผิด ครูอธิบายหรือทบทวนให้นกั เรียนเพิ่มเตมิ
130
Answers 2. some 3. any 4. much
1. many 6. much 7. a few 8. no
5. a little
5. เมื่อนกั เรียนทากิจกรรมในหนงั สือเรียน หนา้ 26-27 Exs.1-4 ปากเปล่าร่วมกนั ในช้นั เรียนเสร็จแลว้
ครูมอบหมายให้นกั เรียนกลบั ไปเขยี นเป็นการบา้ นอกี คร้งั เพอ่ื ตรวจสอบความเขา้ ใจของนกั เรียน
ข้นั Production
1. นกั เรียนทบทวนโครงสร้างประโยคที่เรียนในหนงั สือเรียน หนา้ 26-27 จากน้นั ใหน้ กั เรียนจบั คู่
พดู คุยกนั เก่ียวกบั ส่ิงท่ีเรียน แลว้ ช่วยกนั แตง่ ประโยค โดยใชโ้ ครงสร้างเหล่าน้ี โครงสร้างละ 5
ประโยค เสร็จแลว้ สุ่มเรียกนกั เรียนออกมาพูดนาเสนอประโยคทแี่ ต่งหนา้ ช้นั เรียน โดยให้เพอ่ื นๆ
ในหอ้ งเป็นผตู้ รวจวา่ ประโยคที่เพื่อนแตง่ ถูกตอ้ งหรือไม่
2. นกั เรียนแบง่ เป็นกลมุ่ ให้นกั เรียนแตล่ ะกล่มุ ทาโปสเตอร์นาเสนอสิ่งที่ตอ้ งทาหรือหา้ มทาที่บา้ น
โดยใช้ must / mustn’t และส่ิงท่ีจาเป็นตอ้ งทาหรือไม่จาเป็นตอ้ งทา โดยใช้ have to / don’t have to
ครูอาจกาหนดหวั ขอ้ ให้นกั เรียนบนกระดานดงั น้ี
AT HOME
• Things you must do
• Things you mustn’t do
• Things you have to do
• Things you don’t have to do
เมอ่ื นกั เรียนเขา้ ใจภาระงานแลว้ ครูช่วยเหลอื นกั เรียนเร่ืองคาศพั ท์ ดว้ ยการให้นกั เรียนช่วยกนั ระดม
สมองบอกกฎระเบยี บ หรือสิ่งทีจ่ าเป็นตอ้ งทาหรือไม่ตอ้ งทาทบี่ า้ น เช่น
do homework tidy my room
read books clean the bathroom
listen to my parents sweep the floor
131
don’t use rude words walk the dog
don’t go to bed late wash the dishes
get up before 7 o’clock wash the car
don’t play games too much
จากน้นั จึงใหเ้ วลาแตล่ ะกลมุ่ ทางาน ครูแนะนาใหน้ กั เรียนออกแบบโปสเตอร์ในกระดาษกอ่ น และ
ช่วยกนั ระดมสมองเกี่ยวกบั ขอ้ มลู ท่จี ะเขยี นและภาพประกอบที่จะใช้ แลว้ จึงคอ่ ยทาลงในกระดาษ
โปสเตอร์
3. นกั เรียนทากิจกรรมในหนงั สือแบบฝึกหัด (Workbook) หนา้ 18-19 Exs.1-9 เป็นการบา้ น
4. นกั เรียนทากิจกรรมในหนงั สือแบบฝึกหดั (Workbook) หนา้ 23-25 Exs.7-12 ในหอ้ งเรียนหรือเป็น
การบา้ น
7. การวัดและประเมินผล เคร่ืองมือ เกณฑ์การผ่าน
- ร้อยละ 60
วิธกี ารวดั แบบประเมนิ ชิ้นงาน ระดบั คุณภาพ พอใช้
ตรวจประโยคทนี่ กั เรียนแตง่ (ต 1.3 ม.3/1)
ประเมนิ โปสเตอร์เก่ียวกบั สิ่งท่ตี อ้ งทา แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรียนรู้ ระดบั คณุ ภาพ พอใช้
หรือห้ามทา และส่ิงทจ่ี าเป็นตอ้ งทา
หรือไม่จาเป็นตอ้ งทาท่บี า้ น (ต 1.3 ม.3/1) แบบประเมินคุณลกั ษณะ ระดบั คณุ ภาพ ผ่าน
สงั เกตการพดู เปรียบเทียบโครงสร้าง อนั พึงประสงค์
ประโยคในภาษาไทยกบั ภาษาองั กฤษ
(ต 2.2 ม.3/1)
สงั เกตพฤตกิ รรมบง่ ช้ีดา้ นใฝ่ เรียนรู้
8. ส่ือ/แหล่งการเรียนรู้ 8.2 หนงั สือแบบฝึกหัด (Workbook)
8.1 หนงั สือเรียน TEAM UP IN ENGLISH 3 ม. 3
8.3 อุปกรณก์ ารทาชิ้นงาน
132
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 4 Literature
เวลา 3 ชั่วโมง
จดุ ประสงค์ (Objectives)
- อ่านออกเสียงบทกลอนทก่ี าหนดได้
- เขยี นกลอนภาษาองั กฤษส้นั ๆ ได้
- เปรียบเทยี บลกั ษณะกลอนของเจา้ ของภาษาและกลอนของไทยได้
1. สาระ มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวชี้วดั
สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร
มาตรฐาน ต 1.1 เขา้ ใจและตีความเรื่องทฟ่ี ังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความคดิ เห็นอยา่ ง
มเี หตุผล
ตวั ชีว้ ัด
ต 1.1 ม.3/2 อา่ นออกเสียงขอ้ ความ ข่าว โฆษณา และบทร้อยกรองส้นั ๆ ถกู ตอ้ งตามหลกั การอา่ น
สาระที่ 2 ภาษาและวฒั นธรรม
มาตรฐาน ต 2.1 เขา้ ใจความสัมพนั ธ์ระหว่างภาษากบั วฒั นธรรมของเจา้ ของภาษา และนาไปใชไ้ ดอ้ ยา่ ง
เหมาะสมกบั กาลเทศะ
มาตรฐาน ต 2.2 เขา้ ใจความเหมือนและความแตกตา่ งระหวา่ งภาษาและวฒั นธรรมของเจา้ ของภาษา
กบั ภาษาและวฒั นธรรมไทย และนามาใชอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งและเหมาะสม
ตัวชี้วัด
ต 2.1 ม.3/3 เขา้ ร่วม/จดั กิจกรรมทางภาษาและวฒั นธรรมตามความสนใจ
ต 2.2 ม.3/1 เปรียบเทียบและอธิบายความเหมอื นและความแตกตา่ งระหว่างการออกเสียงประโยค
ชนิดตา่ งๆ และการลาดบั คาตามโครงสร้างประโยคของภาษาตา่ งประเทศและภาษาไทย
สาระท่ี 3 ภาษากับความสัมพันธ์กบั กล่มุ สาระการเรียนรู้อืน่
มาตรฐาน ต 3.1 ใชภ้ าษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กบั กลุ่มสาระการเรียนรู้อนื่ และเป็นพ้ืนฐานใน
การพฒั นา แสวงหาความรู้ และเปิ ดโลกทศั น์ของตน
ตัวชีว้ ัด
ต 3.1 ม.3/1 คน้ ควา้ รวบรวม และสรุปขอ้ มูล/ขอ้ เทจ็ จริงท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั กลมุ่ สาระการเรียนรู้อื่นจาก
แหล่งการเรียนรู้ และนาเสนอดว้ ยการพดู และการเขียน
133
2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
การรู้และเขา้ ใจลกั ษณะและรูปแบบของกลอนภาษาองั กฤษประเภทตา่ งๆ ตลอดจนฝึกเขียนกลอน
ภาษาองั กฤษส้นั ๆ ทาใหเ้ ขา้ ใจว่าภาษาองั กฤษและภาษาไทยมที ้งั ความเหมอื นและความแตกต่างกนั
3. สาระการเรียนรู้
3.1 ทกั ษะเฉพาะวชิ า
1) Language Features and Functions
Vocabulary: bored, buzz, flake, illustrator, numb, popularise, shower, straw
2) Language Skills
Reading: อ่านออกเสียงกลอนภาษาองั กฤษ
Writing: เขียนกลอนภาษาองั กฤษส้ันๆ
4. ทักษะการคิด
4.1 ทกั ษะการคิดที่ใชใ้ นการส่ือสาร - อ่านและเขียนภาษาองั กฤษ
4.2 ทกั ษะการสังเกต - สังเกตคาทสี่ ัมผสั เสียงและสรุปเป็นลกั ษณะเดน่ ของกลอนแต่ละประเภท
4.3 ทกั ษะการเปรียบเทียบ - เปรียบเทียบความเหมอื นและความแตกตา่ งของกลอนไทย
กบั เจา้ ของภาษา
4.4 ทกั ษะการนาความรู้ไปใช้ - แตง่ กลอนภาษาองั กฤษ
5. คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
5.1 มงุ่ มน่ั ในการทางาน
6. กจิ กรรมการเรียนรู้
ข้นั Warm up
ครูเขยี นคาว่า poetry ตวั ใหญ่ๆ บนกระดาน แลว้ บอกว่าในบทเรียนน้ี นกั เรียนจะไดเ้ รียนรู้เก่ียวกบั
กลอนภาษาองั กฤษ 3 ประเภท ไดแ้ ก่ limerick, haiku และ acrostic แลว้ ครูเขียนชื่อประเภทของ
กลอนเหลา่ น้ีบนกระดาน โดยแตกกิ่งมาจากคาว่า poetry
ข้นั Presentation
1. นกั เรียนอา่ นคาอธิบายเก่ียวกบั ลกั ษณะของกลอนท้งั 3 รูปแบบในหนงั สือเรียน หน้า 28 Ex.1
ครูอธิบายเพม่ิ เติมวา่
Limerick: เป็นกลอนตลกส้นั ๆ 5 บรรทดั กวีคนสาคญั ท่ีสุดสาหรับกลอนประเภทน้ีเป็นชาว
องั กฤษช่ือ Edward Lear ซ่ึงมีชีวติ อยรู่ ะหว่างปี ค.ศ. 1812-1888
134
Haiku: เป็นกลอนทใ่ี หค้ วามสนใจในเรื่องของธรรมชาติ สรุปเป็น 3 บรรทดั โดยไมม่ กี าร
สมั ผสั เสียงแต่อยา่ งใด ตน้ กาเนิดของกลอนประเภทน้ีอยทู่ ่ีประเทศญ่ีป่ ุน แต่มกี ารปรบั
กลอนประเภทน้ีมาใชต้ ้งั แตต่ น้ ศตวรรษท่ี 20 โดยกวีทแ่ี ต่งกลอนประเภท imagery และ
กลายเป็นหน่ึงในกลอนประเภทท่ีพบไดท้ ว่ั ไปในปัจจบุ นั ในประเทศสหรัฐอเมริกา
Acrostic: ลกั ษณะของกลอน คอื ตวั อกั ษรตวั แรกในแต่ละบรรทดั จะสามารถอา่ นเป็น
คาศพั ทไ์ ดใ้ นแนวต้งั ตน้ กาเนิดของกลอนประเภทน้ีมาจากความเชื่อทางศาสนาหรือมนต์
วิเศษของธรรมชาติ แตป่ ัจจบุ นั ใชใ้ นการแสดงอารมณ์ขนั หรือเป็นกลอนบรรยายง่ายๆ
ครูอา่ นขอ้ มลู เก่ียวกบั คาวา่ verse ทใ่ี หม้ าในหนงั สือเรียน หนา้ 28 แลว้ อธิบายเพ่ิมเตมิ วา่ verse ก็มี
ลกั ษณะเหมอื นยอ่ หนา้ (paragraph) ของกลอน โดยกลอนจะแบ่งออกเป็นบทๆ (verse) บทหน่ึง
อาจจะมี 3, 4 หรือ 5 บรรทดั ในกลอนท้งั 3 ประเภทน้ี
2. นกั เรียนสงั เกต Identity Card ในหนังสือเรียน หน้า 28 Ex.2 แลว้ นาขอ้ มูลของกลอนแตล่ ะประเภท
ใน Ex.1 มาเตมิ ลงในบตั รขอ้ มูลเหลา่ น้ีใหส้ มบูรณ์
Answers
Limerick
Origin: English
Number of lines: five
Rhyme: 1st, 2nd and 5th lines and 3rd and 4th lines
Particular features: funny
Haiku
Origin: Japanese
Number of lines: three
Rhyme: no
Particular features: about nature, 5 syllables in 1st line, 7 in 2nd line, 5 in 3rd line
Acrostic
Origin: unknown, perhaps from Babylon
Number of lines: any number
Rhyme: no
Particular features: the first letters of each line spell a word vertically
3. นกั เรียนช่วยกนั หาความหมายของคาศพั ทต์ ่อไปน้ีจากพจนานุกรม
silent (adj) without any sound (เงียบ)
135
numb (adj) if a part of your body is numb, you are unable to feel it, usually for a
short time (หมดความรู้สึกหรือชา)
flake (n) a small soft piece of frozen water that falls from the sky as snow
(เกลด็ หิมะ)
straw (n) the yellow stems of dried crops such as wheat (ฟาง)
bored (adj) feeling tired and unhappy because something is not interesting or
because you have nothing to do (เบื่อ)
horribly (adv) extremely, especially in a very bad or unpleasant way (อยา่ งมาก)
buzz (v) to make a continuous low sound such as the one a bee makes
(เสียงห่ึงๆ ของผ้งึ )
reply (v) to answer (ตอบ)
brute (n) an animal that you do not like or that frightens you (ลกั ษณะของสัตว)์
4. นกั เรียนดูกลอนในหนงั สือเรียน หน้า 28 Ex.3 แลว้ ระบวุ ่าเป็นกลอนประเภทใดตามที่ไดศ้ ึกษาขอ้ มูล
เกี่ยวกบั ลกั ษณะของกลอนมาใน Exs.1-2 จากน้นั ช่วยกนั วิเคราะห์และเขยี นคาตอบที่ถกู ตอ้ งบน
กระดาน
Answers 2. A 3. B
1. C
ครูอธิบายเพ่มิ เติม คาวา่ syllable คอื กล่มุ ของตวั อกั ษรทีร่ วมกนั แลว้ อ่านออกเสียงเป็น 1 หน่วย โดย
การแบ่งหน่วยใน syllable ในภาษาองั กฤษ จะข้ึนอยกู่ บั การออกเสียง ในภาษาไทยเรียก syllable ว่า
พยางค์ ในกลอนประเภท haiku นกั เรียนจะสงั เกตว่าคาว่า even และ little อ่านออกเสียงเป็น 1
พยางคเ์ ทา่ น้นั
ต่อมาใหน้ กั เรียนอ่านกลอน haiku อีกคร้ัง แลว้ นบั พยางคข์ ณะทอี่ า่ นดว้ ย เพอ่ื ใหน้ กั เรียนเห็นว่า
กลอน haiku ท่ใี หม้ าน้ีมีลกั ษณะเหมือนกบั ขอ้ มลู ทใ่ี ห้มาใน Ex.1
ตอ่ มาครูเปิ ด CD1/Track 22 ใหน้ กั เรียนฟังกลอน จากน้นั เปิ ด CD อกี คร้งั เพื่อให้นกั เรียนฝึกอา่ นตาม
เสร็จแลว้ จึงให้นกั เรียนอา่ นกลอนดว้ ยตนเองพร้อมๆ กนั และเป็นรายบุคคล
5. นกั เรียนทากิจกรรมในหนงั สือเรียน หน้า 29 Ex.4 โดยอา่ นขอ้ มูลของ Edward Lear ในหนงั สือเรียน
หนา้ 29 และอ่านประเภทของกลอน limerick ในหนงั สือเรียน หนา้ 28 อีกคร้ัง แลว้ ขดี เสน้ ใตค้ าที่มี
เสียงสมั ผสั กนั
โดยใชป้ ากกาสี 1 สี ต่อ 1 เสียงสมั ผสั จากน้นั สุ่มเรียกนกั เรียนออกมาขีดเส้นใตค้ าท่ีมเี สียงสัมผสั กนั
บนกระดาน ตวั อยา่ งเช่น rhyme: tree-bee-bee ดว้ ยสีน้าเงิน และ buzz-does ดว้ ยสีแดง
136
Note: ครูอาจให้นกั เรียนลอกกลอนประเภท limerick ในหนงั สือเรียน หนา้ 28 ลงในสมุดของ
ตนเองแลว้ จึงคอ่ ยทากิจกรรม
6. ครูยกตวั อยา่ งกลอนของไทยมา 1 บท เช่น กลอนแปด (กลอนสุภาพ) แลว้ ให้นกั เรียนช่วยกนั บอก
เสียงสัมผสั เพือ่ ระบุโครงสร้างเสียงสัมผสั ของกลอนแปด
จากน้นั ใหน้ กั เรียนทากิจกรรมในหนงั สือเรียน หน้า 29 Ex.5 เพอ่ื สอนนกั เรียนให้วิเคราะห์
โครงสร้างของเสียงสมั ผสั ในกลอนประเภท limerick โดยครูอธิบายว่า กลอน limerick จะมีเสียง
สัมผสั อยู่ 2 เสียง เสียงแรกแทนดว้ ยตวั อกั ษร A เสียงทส่ี องแทนดว้ ยตวั อกั ษร B เสร็จแลว้ ครูสุ่มเรียก
นกั เรียน 1 คน ออกมาเขียนตวั อกั ษร A และ B ขา้ งๆ เสียงสมั ผสั ในกลอนแต่ละเสียง
ต่อมาครูให้นกั เรียนอ่านออกเสียงตวั อกั ษร ซ่ึงเป็นโครงสร้างของกลอนประเภท limerick ดงั น้ี
AABBA เสร็จแลว้ จึงให้นกั เรียนอ่านขอ้ มลู ในหนงั สือเรียน หน้า 29 หวั ข้อ Did you know…?
There was an Old Man in a tree (A)
Who was horribly bored by a bee (A)
When they said ‘Does it buzz?’ (B)
He replied ‘Yes, it does! (B)
It’s a regular brute of a bee!’ (A)
ข้นั Practice
1. นกั เรียนดูขอ้ ความในหนังสือเรียน หน้า 29 Ex.6 แลว้ ครูอธิบายวา่ ขอ้ ความเหล่าน้ีเป็นกลอน
ประเภท limerick อกี 1 บทของ Edward Lear แต่ขอ้ ความเหล่าน้ียงั เรียงลาดบั ไมถ่ กู ตอ้ ง มีเพยี ง
บรรทดั แรกเท่าน้นั ท่ีเรียงถกู ตอ้ งแลว้
จากน้นั ให้เวลานกั เรียนเรียงขอ้ ความเหลา่ น้ีใหมใ่ หเ้ ป็นกลอน limerick ทถี่ ูกตอ้ ง ครูย้าให้นกั เรียน
เรียงโดยคานึงถงึ โครงสร้างของเสียงสัมผสั ในกลอนประเภท limerick ซ่ึงกค็ อื AABBA เสร็จแลว้ จึง
เฉลยคาตอบร่วมกนั ดว้ ยการให้นกั เรียนอ่านกลอนทลี ะบรรทดั ตามลาดบั ทถ่ี ูกตอ้ ง แลว้ ครูเขยี น
กลอนลงบนกระดาน ครูให้นกั เรียนช่วยกนั บอกวิธีการเรียงลาดบั ทีถ่ กู ตอ้ ง (สังเกตจากคาสมั ผสั เสียง
Coblenz-Coblenz-immense และ prance, France)
ครูอธิบายเพ่ิมเตมิ ว่า Edward ใชค้ าว่า prance ซ่ึงมคี วามหมายเหมอื นกบั คาวา่ jump เพื่อให้สมั ผสั
เสียงกบั คาว่า France ซ่ึงโดยปกตแิ ลว้ คาวา่ prance จะใชเ้ ป็นคากริยา แต่ในทน่ี ้ีใชเ้ ป็นคานาม
ตอ่ มาครูให้นกั เรียนช่วยกนั แปลความหมายของกลอนตามตวั อกั ษร
ครูอธิบายเพ่มิ เติมวา่ กลอนประเภท limerick น้นั มกั จะกลา่ วถงึ บุคคลในบรรทดั แรก (an Old
Man of Coblenz) ส่วนในบรรทดั ท่ี 2 มกั จะกลา่ วถึงขอ้ มลู ท่ีค่อนขา้ งเหลวไหล (immense length of
legs) เพือ่ มาเสริมการกระทาในบรรทดั ท่ี 3 และ 4 (one prance from Turkey to France) แลว้ ขอ้ มลู ท่ี
137
กล่าวถึงในบรรทดั แรก กจ็ ะถูกกล่าวถงึ ซ้าอีกคร้ังในบรรทดั ท่ี 5 พร้อมเพมิ่ คามาอีก 1 คา เพือ่ สรุป
การกระทา (surprising)
Answers [A]
The order of the lines is 1, 5, 3, 4, 2. [A]
[B]
There was an old man of Coblenz [B]
The length of whose legs was immense [A]
He went with one prance
From Turkey to France
That surprising old man of Coblenz
Extra activity: ถา้ นกั เรียนในช้นั สนใจเกี่ยวกบั กลอนภาษาองั กฤษ ครูอาจมอบหมายให้นกั เรียน
คน้ ควา้ กลอนอกี ประเภทหน่ึงทเี่ รียกวา่ sonnet ซ่ึงเป็นกลอนทีม่ ี 14 บรรทดั จากเวบ็ ไซต์
http://www.sonnets.org คนละ 1 บท พร้อมท้งั ให้นกั เรียนขีดเสน้ ใตค้ าท่ีเสียงสมั ผสั กนั ตาม
โครงสร้างเสียงสมั ผสั (rhyme schemes) ของกลอนแบบ sonnet ดงั น้ี
ABAB + ABAB + CDC + DCD
หรือตามโครงสร้างเสียงสัมผสั (rhyme schemes) ของกลอนแบบ sonnet ท่ีมชี ่ือเสียงของ
Stil Novo ดงั น้ี
ABBA + ABBA + CDE + EDC
2. นกั เรียนดกู ลอนในหนังสือเรียน หน้า 29 Ex.7 แลว้ อธิบายว่ากลอนน้ีเป็นกลอนประเภท limerick อกี
หน่ึงบทของ Edward Lear แตว่ า่ กลอนน้ียงั เป็นกลอนทไ่ี มส่ มบรู ณ์
จากน้นั ครูอ่านคาศพั ทท์ ่ีใหม้ าในกรอบ แลว้ อธิบายความหมายของคาศพั ทท์ น่ี กั เรียนไม่รู้ เช่น
futile (adj) unsuccessful, or useless (ไร้ประโยชน์)
doze (v) to sleep for a short time, especially during the day (งีบหลบั )
ครูเตือนนกั เรียนใหน้ ึกถงึ โครงสร้างเสียงสัมผสั ของกลอนประเภท limerick อีกคร้ัง (AABBA) แลว้
เลือกคาศพั ทใ์ นกรอบเติมลงในกลอนใหถ้ กู ตอ้ ง โดยทาเป็นงานเดี่ยวหรือคู่ก็ได้ เสร็จแลว้ ครูเปิ ด
CD1/Track 23 ให้นกั เรียนฟัง เพ่ือตรวจคาตอบ
นกั เรียนอ่านกลอนดว้ ยตนเอง เพื่อตรวจคาตอบของนกั เรียน แลว้ จึงเปิ ด CD ใหน้ กั เรียนฟังและอา่ น
ตาม โดยเนน้ ทจี่ งั หวะในการอ่านกลอน แลว้ จึงให้นกั เรียนอ่านกลอนดว้ ยตนเอง เสร็จแลว้ ครูให้
นกั เรียนช่วยกนั แปลกลอนน้ี
138
Answers
There was an Old Man who supposed,
That the street door was partially closed;
But some very large rats,
Ate his coats and his hats,
While that futile old gentleman dozed.
3. นกั เรียนทากิจกรรมในหนงั สือเรียน หน้า 29 Ex.8 โดยช่วยกนั ยกตวั อยา่ งคาในภาษาองั กฤษท่ีมเี สียง
สัมผสั กนั ครูอาจให้นกั เรียนทาเป็นงานเดี่ยวหรืองานคู่ก็ได้ แลว้ คดิ คาทมี่ เี สียงสัมผสั กนั ภายในเวลา
ท่กี าหนด เช่น 3 นาที เมื่อหมดเวลา ครูสารวจว่ามนี กั เรียนกี่คน/คูท่ ส่ี ามารถหาคาท่ีมเี สียงสัมผสั กนั
ไดถ้ ึง 10 คู่ (20 คา) และมีนกั เรียนก่ีคน/คทู่ ส่ี ามารถหาคาทม่ี ีเสียงสัมผสั กนั ไดม้ ากกว่า 10 คู่ (20 คา)
ข้นึ ไป เสร็จแลว้ ครูให้นกั เรียนช่วยกนั พูดบอกและสะกดคาศพั ทท์ ี่มเี สียงสัมผสั กนั ที่นกั เรียนคดิ ได้
บนกระดาน แลว้ ถามนกั เรียนคนอืน่ ๆ ในหอ้ งว่าเห็นดว้ ยหรือไม่
4. นกั เรียนทากิจกรรมในหนงั สือเรียน หน้า 29 Ex.9 ดว้ ยการเลือกคามา 1 คา และเขยี นใส่กระดาษใน
แนวต้งั จากน้นั ให้นกั เรียนนาตวั อกั ษรแต่ละตวั มาแตง่ ใหเ้ ป็นกลอน ครูถามนกั เรียนวา่ จาไดห้ รือไม่
ว่ากลอนประเภทน้ีคอื กลอนอะไร (acrostic) เสร็จแลว้ ครูสุ่มเรียกนกั เรียนหรือขออาสาสมคั รออกมา
อา่ นกลอนของตนเอง แลว้ ครูนาผลงานของนกั เรียนไปติดแสดงที่บอร์ดของหอ้ งเรียน เพื่อใหเ้ พ่ือนๆ
ไดอ้ า่ น
5. ครูเขยี นตวั อยา่ งโคลงกระทขู้ องไทย 1 บท บนกระดาน จากน้นั ครูใหน้ กั เรียนเปรียบเทียบว่าโคลง
กระทขู้ องไทยใกลเ้ คียงกบั ลกั ษณะกลอนประเภทใดในภาษาองั กฤษ เมื่อไดค้ าตอบว่า acrostic แลว้
ครูให้นกั เรียนเปรียบเทียบความเหมอื นและความแตกต่างระว่างกลอน acrostic และโคลงกระทูไ้ ทย
139
Language Note
โคลงกระทู้ คือ โคลง 4 สุภาพ แต่ลกั ษณะของการเขยี นจะแตกต่าง
ออกไปโดยทจี่ ะมีการต้งั ขอ้ ความเป็นกระทไู้ วข้ า้ งหนา้ ของบาทท้งั 4 และ
จึงแตง่ ต่อดว้ ยถอ้ ยคาท่มี ีเน้ือหาความอธิบายหรือเป็นการขยายความของ
กระทูเ้ พ่อื ใหเ้ กิดความชดั เจนยง่ิ ๆ ข้นึ
คาว่า “กระทู”้ แปลว่าหัวขอ้ หรือขอ้ ความต่างๆ ซ่ึงตามปกตจิ ะตอ้ งเป็นหัวขอ้ หรือขอ้ ความส้นั ๆ ทมี่ ี
ความหมาย
โคลงกระทู้เด่ยี ว
เชิญ ชวนมาร่วมร้อย กานทก์ ล
ผูก บทลานามนต์ กระทู้
โคลง เรียงเด่นคาคน เคยกลา่ ว
มา ร่วมกนั เรียนรู้ ต่อสร้อยกรองศิลป์
(ธนุ เสนสิงห์)
โคลงกระทู้คู่
เพอ่ื นกนิ สิ้นทรพั ยแ์ ลว้ แหนงหนี
หาง่าย หลายหมื่นมี มากได้
เพ่ือนตาย ถา่ ยแทนชี- วาอาตม์
หายาก ฝากผไี ข้ ยากแทจ้ กั หา
(โคลงโลกนิติ)
โคลงกระท้สู าม
ป่ าพึ่งเสือ หมู่ได้ มากมูล
เรือพง่ึ พาย พายรู - ยาตรเตา้
นายพ่งึ บ่าว บริบรู ณ์ ตามติด มากแฮ
เจ้าพ่งึ ข้า คา่ เชา้ ช่วยสิ้นเสร็จงาน
(พระยาอุปกิตศลิ ปสาร)
โคลงกระท้สู ่ี
อย่าทาความชั่ว ให้ ปราชญต์ ิ เตอื นแฮ
อย่าม่ัวคนพาล ริ ชวั่ ชา้
อย่าหาญต่อศึก ตริ ตรองชอบ กอ่ นนา
อย่าฮกึ สู้เสือ กลา้ จกั มว้ ยเพราะเสือ
(กาชยั ทองหลอ่ )
ท่ีมา: http://www.dekgeng.com/thai/poem/klongkratoo.html
140
ข้นั Production
1. ครูอธิบายวา่ ในหนงั สือเรียน หน้า 29 หัวข้อ Project Time ให้นกั เรียนทาสมุดกลอนของห้อง
ร่วมกนั จากน้นั ให้นกั เรียนช่วยกนั คิดประเด็นหรือหัวขอ้ ในการเขยี นกลอนร่วมกนั เช่น บทกลอน
เกี่ยวกบั มติ รภาพ ธรรมชาติ การเดินทาง ความรัก เป็นตน้ ครูเขียนหัวขอ้ ท่ีเป็นไปไดบ้ นกระดาน
เพอ่ื ใหน้ กั เรียนอภิปรายและช่วยกนั เลอื ก (นกั เรียนทกุ คนตอ้ งเขยี นกลอนในหวั ขอ้ เดียวกนั เพื่อให้
สมดุ กลอนมคี วามเป็นเอกภาพ) เมอื่ ไดห้ ัวขอ้ แลว้ ครูถามว่ากลอนประเภทใดท่ีอยากจะเขยี นระหว่าง
limerick, haiku และ acrostic แลว้ จึงแบง่ นกั เรียนเป็น 3 กล่มุ กลุ่มหน่ึงเขียนกลอนแบบ limerick
อีกกลมุ่ เขยี นกลอนแบบ haiku และกลุ่มสุดทา้ ยเขียนกลอนแบบ acrostic
Weak classes: นกั เรียนคน้ หากลอนส้นั ประเภทตา่ งๆ จากอินเทอร์เน็ต หรือครูอาจแนะนาแหล่ง
คน้ ควา้ ให้ เช่น
• Limerick Poems Examples for Kids เขา้ ไปที่
https://www.youtube.com/watch?v=sz8MSEv2Ptc
• Acrostic Poem Examples for Kids เขา้ ไปที่
https://www.youtube.com/watch?v=acr7nckxO5I
• Haiku Poems Examples for Children เขา้ ไปที่
https://www.youtube.com/watch?v=NejUVl195BI
ใหน้ กั เรียนเขยี นกลอนท่ีสนใจมาคนละ 1 บท ใส่ลงในกระดาษวาดเขยี นขนาด A4 พร้อมท้งั
วาดภาพประกอบ เพ่ืออธิบายความหมายของบทกลอน แลว้ ระบายสี ตกแต่งให้สวยงาม
เสร็จแลว้ ครูเลือกนกั เรียนทีม่ คี วามสามารถในการวาดรูปมาออกแบบ และตกแต่งหนา้ ปกสมดุ กลอน
ของห้อง ส่วนนกั เรียนทีเ่ หลือให้รวบรวมผลงานของเพ่ือน เพื่อใส่เลขหนา้ และเตรียมจดั ทาหนา้
สารบญั โดยครูอธิบายว่าสารบญั จะอยสู่ ่วนหนา้ ของสมดุ กลอนของหอ้ ง ใหน้ กั เรียนใส่บรรทดั แรก
ของกลอนแต่ละบทลงไป พร้อมท้งั ชื่อผแู้ ต่ง และเลขหนา้ ครูอาจเขยี นตวั อยา่ งให้นกั เรียนดบู น
กระดาน เช่น The first cold shower by Natalie Potter, p. 28
Note: แหลง่ ขอ้ มลู เพ่มิ เตมิ http://www.sonnets.org
http://www.poetry-online.org/limericks.htm
http://www.haiku.com/
http://www.poetryteachers.com/poetclass/lessons/acrostic.html
http://www.poetryteachers.com/poetclass/lessons/limerick.html
2. ใหน้ กั เรียนแบ่งกลุ่ม หากลอน acrostic 1 บท และโคลงกระทู้ 1 บท แลว้ ทาช้ินงานการเปรียบเทียบ
กลอน acrostic และโคลงกระทู้ โดยคน้ หาขอ้ มูลเกี่ยวกบั กลอนท้งั 2 ประเภทน้ี และเขยี นอธิบาย
ลกั ษณะที่เหมือนกนั หรือแตกต่างกนั เช่น ลกั ษณะของกลอน คาสมั ผสั
3. นกั เรียนฝึกอ่านกลอนในหนา้ 28 Ex.3 เป็นการบา้ น แลว้ มาทดสอบอา่ นกบั ครูนอกเวลาเรียน
141
4. นกั เรียนทากิจกรรมในหนงั สือแบบฝึกหดั (Workbook) หนา้ 22-23 Exs.1-6 เพื่อทบทวนสิ่งที่ได้
เรียนรู้ใน Units 1-3
Revision:
Tests and Resources: Reinforcement Worksheet Unit 3 (ภาคผนวก A)
Tests and Resources: CLIL Literature 1: Edward Lear (ภาคผนวก A)
Tests and Resources: CLIL Literature 2: Poets (ภาคผนวก A)
Formative evaluation:
Tests and Resources: Test Unit 3 (ภาคผนวก A)
7. การวดั และประเมนิ ผล
วธิ กี ารวดั เครื่องมือ เกณฑ์การผ่าน
ประเมินการอา่ นออกเสียงกลอน แบบประเมินการอ่านออกเสียง ระดบั คุณภาพ พอใช้
ภาษาองั กฤษ (ต 1.1 ม.3/2)
ประเมินสมุดกลอน (ต 2.1 ม.3/3) แบบประเมนิ ช้ินงาน ระดบั คณุ ภาพ พอใช้
ประเมินช้ินงานการเปรียบเทียบกลอน แบบประเมินช้ินงาน* ระดบั คณุ ภาพ พอใช้
acrostic และโคลงกระทูข้ องไทย
(ต 2.2 ม.3/1, ต 3.1 ม.3/1)
ตรวจแบบทดสอบ ตรวจแบบทดสอบ ร้อยละ 60
สังเกตพฤติกรรมบ่งช้ีดา้ นมุง่ มนั่ แบบประเมนิ คุณลกั ษณะ ระดบั คุณภาพ ผา่ น
ในการทางาน อนั พึงประสงค์
หมายเหตุ: การประเมินชิน้ งานการเปรียบเทียบกลอน acrostic และโคลงกระทู้ ครูควรให้น้าหนกั ความสาคญั กบั ดา้ นเน้ือหา
มากกว่าดา้ นการใชภ้ าษา
8. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้
8.1 หนงั สือเรียน TEAM UP IN ENGLISH 3 ม. 3 8.2 หนงั สือแบบฝึกหัด (Workbook)
8.3 Class Audio CDs
142
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 1-3 Check Your Progress 1 ช่ัวโมง
หนงั สือเรียน หนา้ 30-31
Exercise 1
Answers
Shops 2. butcher’s
1. baker’s
Foods 4. vegetables 5. salmon 6. chips 7. apple pie
3. roast beef 11. bland 12. delicious
Adjectives 9. roast 10. tender
8. sweet 14. raw
13. grilled
Exercise 2
Answers
1. SLEEPING BAG
2. INSECT REPELLENT
3. TENT
4. RUCKSACK
5. FLASK
6. SUN CREAM
7. TORCH
8. COMPASS
143
Exercise 3
Answers
Conversation 1: in a clothes shop
A: Can I help you?
B: Yes, could I try on this T-shirt, please?
A: Of course. What size?
B: Medium.
Conversation 2: in a restaurant
A: Are you ready to order?
B: Yes, we’ll have chicken and chips, please.
A: And to drink?
B: A bottle of mineral water.
Exercise 4
Answers
1. The fire is going to destroy the forest.
2. He’s going to feed the polar bears.
3. She’s going to look after her baby sister for the day.
4. They’re going to save the world.
Exercise 5
Answers
1. Are (you) going to do
2. ’m not going to do
3. ’m going to see
4. ’ll come
5. ’ll meet
Exercise 6 2. must 3. must 4. mustn’t
Answers
1. mustn’t
144
Exercise 7 2. mustn’t 3. must 4. don’t have to
Answers 3. A but
1. doesn’t have to 2. B few
5. B to
Exercise 8
Answers
1. B am going
4. C after
Summative evaluation:
Tests and Resources: Folder 1 Skills Test Units 1-3 (ภาคผนวก A)
Extension:
Tests and Resources: Folder 1 Grammar Extension Worksheets (ภาคผนวก A)
145