ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 834
8. การนิเทศการศึกษา
๑. ความหมายการนิเทศการศึกษา
จากการศึกษาแนวคิดของนักการศึกษาหลายท่านทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งในอดีต
และปัจจุบัน เกี่ยวกับความหมายของการนิเทศการศึกษา สรุปได้ว่า การนิเทศการศึกษา หมายถึง
กระบวนการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยความร่วมมือระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ
ตามแนวทางของประชาธิปไตยที่เน้นการให้ความช่วยเหลือ แนะนำ และผู้รับการนิเทศยอมรับเพื่อประ
สิทธิภาพของการจัดการศึกษา
๒. จุดมุ่งหมายของการนิเทศการศึกษา
งานนิเทศการศึกษาเป็นงานที่ปฏิบัติกับครู เพื่อให้เกิดผลต่อคุณภาพผู้เรียนโดยตรง โดยมี
จุดมุ่งหมายที่สำคัญ คือ
๒.๑ เพื่อช่วยพัฒนาความสามารถของครูผู้สอน
๒.๒ เพื่อช่วยให้ครูสามารถวิเคราะห์ปัญหาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง
๒.๓ เพื่อช่วยให้ครูค้นหาวิธีการทำงานด้วยตนเอง
๒.๔ เพื่อช่วยให้ครูมีความศรัทธาในวิชาชีพของตน
๒.๕ เพื่อช่วยให้ครูมีความก้าวหน้าในวิชาชีพ
๒.๖ เพื่อช่วยให้ครูมีทักษะในการปฏิบัติงาน เช่น การพัฒนาหลักสูตร การปรับปรุงการ
เรียนการสอน การใช้และผลิตสื่อการสอน การวัดและประเมินผล เป็นต้น
๒.๗ เพื่อช่วยครูให้สามารถทำวิจัยในชั้นเรียนได้
๓. บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้นิเทศ
ผู้นิเทศมีภาระหน้าที่หลายอย่างแต่หน้าที่หลักคือการช่วยเหลือ แนะนำ ส่งเสริม การพัฒนาคุณ
ภาพการศึกษา และคุณภาพการสอน ซึ่งต้องเกี่ยวกับกับงานหลายด้านและบุคลากรหลายฝ่าย นักการ
ศึกษาหลายท่านจึงได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของผู้นิเทศไว้ ดังนี้
๓.๑ บทบาทเป็นผู้ประสาน (Coordinator) เช่น ประสานครูแต่ละระดับให้ช่วยเหลือซึ่งกัน
และกัน ประสานชุมชน ผู้ปกครอง
๓.๒ บทบาทเป็นที่ปรึกษา (Consultant) โดยเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนะแก่ครู และผู้รับกา
รนิเทศทั่วไป
๓.๓ บทบาทเป็นผู้นำกลุ่ม (Group Leader) คือ รู้วิธีที่จะทำงานร่วมกับกลุ่มให้ประสบผล
สำเร็จ
๓.๔ บทบาทเป็นผู้ประเมิน (Evaluator) ได้แก่ เป็นผู้ประเมินผลการสอน ประเมินผล
หลักสูตร
๓.๕ บทบาทในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตร ด้านการเรียนการสอน ด้านการวัด
ประเมินผล
๓.๖ บทบาทเป็นนักวิจัย เป็นผู้ที่นำผลการวิจัยเสนอแนะให้ครูใช้ และดำเนินการวิจัยโดย
เฉพาะการวิจัยปฏิบัติการ
๓.๗ บทบาทเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยการช่วยเหลือให้ครูมีการเปลี่ยนแปลงและปรับ
ปรุงพัฒนา
๓.๘ เป็นครูต้นแบบ คือ สามารถสาธิตการสอนที่มีประสิทธิภาพแก่ครู และแนะนำวิธีการ
สอนแก่ครูได้
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 835
๔. งานการนิเทศการศึกษา
งานนิเทศการศึกษาเป็นการดำเนินงานเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งมีขอบข่ายงานที่
สำคัญ ดังนี้
๔.๑ งานการให้ความช่วยเหลือครูโดยตรง (Direct Assistance) โดยผู้นิเทศจะให้ข้อมูล
ย้อนกลับแก่ครู เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนด้วยวิธีการนิเทศแบบต่าง ๆ เช่น การนิเทศแบบคลินิก
๔.๒ งานพัฒนาบุคลากร (Staff Development) โดยการจัดโอกาสให้ได้รับการเรียนรู้ เพื่อ
ให้ครูสามารถปรับปรุงการเรียนการสน เช่น การจัดประชุม อบรม เยี่ยมชั้นเรียน แนะนำวิธีสอน สาธิต
การสอน ตลอดทั้งการประเมินครู เป็นต้น
๔.๓ งานการพัฒนาหลักสูตร (Curriculum Development) โดยผู้นิเทศและครูควรร่วมกัน
ในการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะสม เช่น การคัดเลือกและจัดเนื้อหาสาระกิจกรรมการเรียนรู้
การตรวจสอบคัดเลือกประเมินสื่อการเรียนการสอนแต่กลุ่มสาระ เป็นต้น
๔.๔ งานการบริหาร (Administration) โดยผู้นิเทศจะต้องดำเนินงานที่ต้องมีการตัดสินใจ
และรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ เพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน นั่นคือผู้นิเทศต้องมีการดำเนิน
การอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน ติดตามผลการดำเนินงาน ตลอดทั้งการประเมินผลการปฏิบัติงาน
๔.๕ งานการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยผู้นิเทศสามารถช่วยให้ครูสามา
รถประเมินผลการสอนของตนเอง ปรับปรุงพัฒนาการสอนของตนเองได้ โดยการช่วยครูในการทำวิจัย
ในชั้นเรียน
๔.๖ งานด้านการวัดและประเมินผล ได้แก่ การประเมินคุณภาพของผู้เรียน การให้ข้อเส
นอแนะครูให้สามารถสร้างเครื่องมือวัดและประเมินผลได้อย่างเหมาะสม และดำเนินการวัดประเมินได้
อย่างมีคุณภาพ
๕. กิจกรรมการนิเทศ
กิจกรรมต่าง ๆ ที่ใช้ในการนิเทศการศึกษา คือ เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อส่งเสริมและพัฒนา
การปฏิบัติงานของครู ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินการนิเทศบรรลุเป้าหมาย กิจกรรมการนิเทศมีมากมาย
ซึ่งผู้นิเทศสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายของการนิเทศแต่ละครั้ง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูง
สุดแก่ครูและนักเรียน ดังนั้นผู้นิเทศจึงต้องมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมการนิเทศ โดยจะ
ขอนำเสนอกิจกรรมการนิเทศที่สำคัญและใช้มาก ๒๓ กิจกรรม ดังนี้
๕.๑ การบรรยาย (Lecturing) เป็นกิจกรรมที่เน้นการถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจของผู้
นิเทศไปสู่รับการนิเทศ ใช้เพียงการพูดและการฟังเท่านั้น
๕.๒ การบรรยายโดยใช้สื่อประกอบ (Visualized Lecturing) เป็นการบรรยายที่ใช้สื่อเข้า
มาช่วย เช่น สไลด์ แผนภูมิ แผนภาพ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ฟังมีความสนใจมากยิ่งขึ้น
๕.๓ การบรรยายเป็นกลุ่ม (Panel presenting) เป็นกิจกรรมการให้ข้อมูลเป็นกลุ่มที่มีจุด
เน้นที่การให้ข้อมูลตามแนวความคิดหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
๕.๔ การให้ดูภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ (Viewing film and television) เป็นการใช้เครื่องมือ
ที่สื่อทางสายตา ได้แก่ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ วิดีโอเทป เพื่อทำให้ผู้รับการนิเทศได้รับความรู้และเกิดค
วามสนใจมากขึ้น
๕.๕ การฟังคำบรรยายจากเทป วิทยุ และเครื่องบันทึกเสียง (Listening to tape, radio
recordings) กิจกรรมนี้เป็นการใช้เครื่องบันทึกเพื่อนำเสนอแนวความคิดของบุคคลหนึ่งไปสู่ผู้ฟังคน
อื่น
๕.๖ การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับวัสดุและเครื่องมือต่าง ๆ (Exhibiting materials and
equipment’s) เป็นกิจกรรมที่ช่วยในการฝึกอบรมหรือเป็นกิจกรรมสำหรับงานพัฒนาสื่อต่าง ๆ
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 836
๕.๗ การสังเกตในชั้นเรียน (Observing in classroom) เป็นกิจกรรมที่ทำการสังเกตการปฏิ
บัติงานในสถานการณ์จริงของบุคลากร เพื่อวิเคราะห์สภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร ซึ่งจะช่วยให้
ทราบจุดหรือจุดบกพร่องของบุคลากร เพื่อใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติงานและใช้ในการพัฒนา
บุคลากร
๕.๘ การสาธิต (Demonstrating) เป็นกิจกรรมการให้ความรู้ที่มุ่งให้ผู้อื่นเห็นกระบวนการและ
วิธีการดำเนินการ
๕.๙ การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured interviewing) เป็นกิจกรรมสัมภาษณ์ที่
กำหนดจุดประสงค์ชัดเจนเพื่อให้ได้ข้อมูลต่าง ๆ ตามต้องการ
๕.๑๐ การสัมภาษณ์เฉพาะเรื่อง (Focused interviewing) เป็นกิจกรรมการสัมภาษณ์แบ
บกึ่งโครงสร้าง โดยจะทำการสัมภาษณ์เฉพาะโรงเรียนที่ผู้ตอบมีความสามารถจะตอบได้เท่านั้น
๕.๑๑ การสัมภาษณ์แบบไม่ชี้นำ (Non- directive interview) เป็นการพูดคุยและอภิปราย
หรือการแสดงแนวความคิดของบุคคลที่สนทนาด้วย ลักษณะการของการสัมภาษณ์จะสนใจกับปัญหา
และความสนใจของผู้รับการสัมภาษณ์
๕.๑๒ การอภิปราย (Discussing) เป็นกิจกรรมที่ผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศปฏิบัติร่วมกัน ซึ่ง
เหมาะสมกับกลุ่มขนาดเล็ก มักใช้ร่วมกับกิจกรรมอื่น ๆ
๕.๑๓ การอ่าน (Reading) เป็นกิจกรรมที่ใช้มากกิจกรรมหนึ่ง สามารถใช้ได้กับคนจำนวน
มาก เช่น การอ่านข้อความจากวารสาร มักใช้ร่วมกับกิจกรรมอื่น
๕.๑๔ การวิเคราะห์ข้อมูลและการคิดคำนวณ (Analyzing and calculating) เป็นกิจกรรมที่
ใช้ในการติดตามประเมินผล การวิจัยเชิงปฏิบัติการและการควบคุมประสิทธิภาพการสอน
๕.๑๕ การระดมสมอง (Brainstorming) เป็นกิจกรรรมที่เกี่ยวข้องกับการเสนอแนว ความคิด
วิธีการแก้ปัญหาหรือใช้ข้อแนะนำต่าง ๆ โดยให้สมาชิกแต่ละคนแสดงความคิดโดยเสรี ไม่มีการวิ
เคราะห์หรือวิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใด
๕.๑๖ การบันทึกวิดีโอและการถ่ายภาพ (Videotaping and photographing) วิดีโอเทปเป็น
เครื่องมือที่แสดงให้เห็นรายละเอียดทั้งภาพและเสียง ส่วนการถ่ายภาพมีประโยชน์มากในการจัดนิ
ทรรศการ กิจกรรมนี้มีประโยชน์ในการประเมินผลงานและการประชาสัมพันธ์
๕.๑๗ การจัดทำเครื่องมือและแบบทดสอบ (Instrumenting and testing) กิจกรรมนี้เกี่ยว
ข้องกับการใช้แบบทดสอบและแบบประเมินต่าง ๆ
๕.๑๘ การประชุมกลุ่มย่อย (Buzz session) เป็นกิจกรรมการประชุมกลุ่มเพื่ออภิปรายในหัว
ข้อเรื่องที่เฉพาะเจาะจง มุ่งเน้นการปฏิสัมพันธ์ภายในกลุ่มมากที่สุด
๕.๑๙ การจัดทัศนะศึกษา (Field trip) กิจกรรมนี้เป็นการเดินทางไปสถานที่แห่งอื่น เพื่อ
ศึกษาดูงานที่สัมพันธ์กับงานที่ตนปฏิบัติ
๕.๒๐ การเยี่ยมเยียน (Inter visiting) เป็นกิจกรรมที่บุคคลหนึ่งไปเยี่ยมและสังเกตการ
ทำงานของอีกบุคคลหนึ่ง
๕.๒๑ การแสดงบทบาทสมมติ (Role playing) เป็นกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นความรู้สึก
นึกคิดของบุคคล กำหนดสถานการณ์ขึ้นแล้วให้ผู้ทำกิจกรรมตอบสนองหรือปฏิบัติตนเองไปตามธร
รมชาติที่ควรจะเป็น
๕.๒๒ การเขียน (Writing) เป็นกิจกรรมที่ใช้เป็นสื่อกลางในการนิเทศเกือบทุกชนิด เช่น
การเขียนโครงการนิเทศ การบันทึกข้อมูล การเขียนรายงาน การเขียนบันทึก ฯลฯ
๕.๒๓ การปฏิบัติตามคำแนะนำ (Guided practice) เป็นกิจกรรมที่เน้นการปฏิบัติในขณะที่
ปฏิบัติมีการคอยดูแลช่วยเหลือ มักใช้กับรายบุคคลหรือกลุ่มขนาดเล็ก
๖. กระบวนการในการนิเทศ (Supervisory Process)
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 837
กระบวนการในการนิเทศการศึกษา หมายถึง แบบแผนของการนิเทศการศึกษาที่จัด ลำดับ
ไว้อย่างต่อเนื่อง เป็นระเบียบแบบแผน มีลำดับขั้นตอนในการดำเนินงานไว้ชัดเจน มีเหตุผลและ
สามารถดำเนินการได้ โดยมีนักการศึกษาหลายท่านได้นำเสนอกระบวนการในการนิเทศไว้หลายท่าน
แต่ในที่นี้ขอนำเสนอกระบวนการนิเทศที่สำคัญ ดังนี้
๖.๑ กระบวนการนิเทศของสงัด อุทรานันท์ (๒๕๓๐) ซึ่งเป็นกระบวนการนิเทศที่สอดคล้อง
กับสภาพสังคมไทย ๕ ขั้นตอน เรียกว่า “PIDER” ดังนี้
(๑) การวางแผน (P- Planning) เป็นขั้นตอนที่ผู้บริหาร ผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศจะ
ทำการประชุม ปรึกษาหารือ เพื่อให้ได้มาซึ่งปัญหาและความต้องการจำเป็นที่ต้องมีการนิเทศ รวมทั้ง
วางแผนถึงขั้นตอนการปฏิบัติเกี่ยวกับการนิเทศที่จัดขึ้น
(๒) ให้ความรู้ก่อนดำเนินการนิเทศ (Informing- I) เป็นขั้นตอนของการให้ความรู้
ความเข้าใจถึงสิ่งที่จะดำเนินการว่าต้องอาศัยความรู้ ความสามารถอย่างไรบ้าง จะมีขั้นตอนในกา
รดำเนินการอย่างไร และจะดำเนินการอย่างไรให้ผลงานออกมาอย่างมีคุณภาพ ขั้นตอนนี้จำเป็นทุก
ครั้งสำหรับเริ่มการนิเทศที่จัดขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม และเมื่อมีความจำเป็นสำหรับงาน
นิเทศที่ยังเป็นไปไม่ได้ผล หรือได้ผลไม่ถึงขั้นที่พอใจ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องทบทวนให้ความรู้ในการปฏิบัติ
งานที่ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง
(๓) การดำเนินการนิเทศ (Doing- D) ปะกอบด้วยการปฏิบัติงาน ๓ ลักษณะ คือ การ
ปฏิบัติงานของผู้รับการนิเทศ (ครู) การปฏิบัติงานของผู้ให้การนิเทศ (ผู้นิเทศ) การปฏิบัติงานของผู้
สนับสนุนการนิเทศ (ผู้บริหาร)
(๔) การสร้างเสริมขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานนิเทศ (Reinforcing- R) เป็นขั้นตอนขอ
งการเสริมแรงของผู้บริหาร ซึ่งให้ผู้รับการนิเทศมีความมั่นใจและบังเกิดความพึงพอใจในการปฏิบัติ
งานขั้นนี้อาจดำเนินไปพร้อม ๆ กับผู้รับการนิเทศที่กำลังปฏิบัติงานหรือการปฏิบัติงานได้เสร็จสิ้นแล้
วก็ได้
(๕) การประเมินผลการนิเทศ (Evaluating- E) เป็นขั้นตอนที่ผู้นิเทศนำการประเมิน
ผลการดำเนินงานที่ผ่านไปแล้วว่าเป็นอย่างไร หลังจากการประเมินผลการนิเทศ หากพบว่ามีปัญหา
หรือมีอุปสรรคอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ทำให้การดำเนินงานไม่ได้ผล สมควรที่จะต้องปรับปรุง แก้ไข ซึ่ง
การปรับปรุงแก้ไขอาจทำได้โดยการให้ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่ปฏิบัติใหม่อีกครั้ง ในกรณีที่ผลงานยังไม่
ถึงขั้นน่าพอใจ หรือได้ดำเนินการปรับปรุงการดำเนินงานทั้งหมดไปแล้ว ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องการ
สมควรที่จะต้องวางแผนร่วมกันวิเคราะห์หาจุดที่ควรพัฒนา หลังใช้นวัตกรรมด้านการเรียนรู้เข้ามา
นิเทศ
๖.๒ กระบวนการนิเทศโดยใช้วงจรของเดมมิง (Circle Demming Cycle)
การนำวงจรเดมมิง (Demming circle) หรือโดยทั่วไปนิยมเรียกกันว่า P- D- C- A
มาใช้ในการดำเนินการนิเทศการศึกษา โดยมีขั้นตอนที่สำคัญ ๔ ขั้นตอน คือ
๑. การวางแผน (P- Planning)
๒. การปฏิบัติตามแผน (D- Do)
๓. การตรวจสอบ/ประเมินผล (C- Check)
๔. การปรับปรุงแก้ไข (A- Act)
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 838
สรุปเป็นแผนภูมิได้ ดังนี้
การวางแผน
)Plan(
การปรับปรุงแก้ไข การปฏิบัติตามแผน
)Act( )Do(
การตรวจสอบ/ประเมินผล
)Check(
จากแผนภูมิกระบวนการ PDCA แต่ละขั้นตอนมีกิจกรรมสำคัญ ดังนี้
๑. การวางแผน (P- Plan)
๑.๑ การจัดระบบข้อมูลสารสนเทศ
๑.๒ การกำหนดจุดพัฒนาการนิเทศ
๑.๓ การจัดทำแผนการนิเทศ
๑.๔ การจัดทำโครงการนิเทศ
๒. การปฏิบัติงานตามแผน (D- Do)
๒.๑ การปฏิบัติตามขั้นตอนตามแผน/โครงการ
๒.๒ การกำกับติดตาม
๒.๓ การควบคุมคุณภาพ
๒.๔ การรายงานความก้าวหน้า
๒.๕ การประเมินความสำเร็จเป็นระยะ ๆ
๓. การตรวจสอบและประเมินผล (C- Check)
๓.๑ กำหนดกรอบการประเมิน
๓.๒ จัดหา/สร้างเครื่องมือประเมิน
๓.๓ เก็บรวบรวมข้อมูล
๓.๔ วิเคราะห์ข้อมูล
๓.๕ สรุปผลการประเมิน
๔. การนำผลการประเมินมาปรับปรุงงาน (A- Act)
๔.๑ จัดทำรายงานผลการนิเทศ
๔.๒ นำเสนอผลการนิเทศและเผยแพร่
๔.๓ พัฒนาต่อเนื่อง
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 839
๗. เทคนิคการนิเทศ
เทคนิคการนิเทศ หมายถึง วิธีการนำกิจกรรมต่าง ๆ ทางการนิเทศไปใช้ในการปฏิบัติงาน
อย่างเหมาะสมกับบุคคล สถานที่ เวลาหรือสถานการณ์นั้น ๆ ในที่นี้จะขอนำเสนอเทคนิคที่ใช้ได้ผลดี ๓
เทคนิค คือ
๗.๑ เทคนิคการสอนแนะ (Coaching Techniques) เป็นเทคนิคที่ใช้ในการพัฒนาบุคลา
กรให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการแนะนำหรือเรียนรู้จากผู้ชำนาญการ (Coach)
ในลักษณะที่ได้รับคำแนะนำหรือเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับการปฏิบัติงาน ในการนำเทคนิคนี้ไปใช้ผู้นิเทศ
ควรมีแนวทางดำเนินการ ดังนี้
๗.๑.๑ สร้างความไว้วางใจกับผู้รับการนิเทศ เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่อบอุ่น โดยการศึก
ษาข้อมูลของผู้รับการนิเทศ เช่น จุดเด่น ผลงานเด่น อัธยาศัย การให้คำชมเชย การสร้างบรรยากาศที่
ดี
๗.๑.๒ใช้คำถามที่เป็นเชิงของความคิดเห็น ไม่ทำให้ผู้ตอบจนมุมหรือเกิดความไม่
สบายใจในการตอบ
๗.๑.๓ เสนอแนะแนวทางแก้ไขหรือการพัฒนางานในลักษณะการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ร่วมกัน
๗.๑.๔ นำข้อเสนอหรือแนวทางที่ร่วมกันคิดให้ผู้รับการนิเทศปฏิบัติ โดยผู้นิเทศคอยให้
คำแนะนำอย่างใกล้ชิด หรืออาจต้องสาธิตให้ดู
๗.๒ เทคนิคการนิเทศโดยใช้กระบวนการวิจัย
การวิจัยเป็นกระบวนการแสวงหาความรู้อย่างเป็นระบบที่เชื่อถือได้ โดยใช้กระบวนการ
ทำงวิทยาศาสตร์ การนำกระบวนการวิจัยมาเป็นเทคนิคหนึ่งในการนิเทศการศึกษา จำเป็นที่ผู้นิเทศ
จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการทำวิจัย และสามารถนำมาใช้ในการดำเนินงานนิเทศการ
ศึกษา ดังนี้
๑) การกำหนดและวิเคราะห์ปัญหา ผู้นิเทศจะทำงานร่วมกับครูโดยตรง ดังนั้นจึงต้อง
วิเคราะห์สภาพการปฏิบัติงานของผู้รับการนิเทศ (ครู) จุดเด่น จุดควรพัฒนาร่วมกับครู วิเคราะห์หาสา
เหตุของปัญหา ลักษณะปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับครู เช่น ปัญหาเกี่ยวกับหลักสูตร การจัดการเรียน
การสอน การวัดและประเมินผล โดยมองในด้านของความรู้ ความเข้าใจ ทักษะกระบวนการและเจต
คติเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ
๒) การกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาจากสาเหตุของปัญหา ผู้นิเทศจะร่วมกับผู้รับ
การนิเทศกำหนดวิธีและแนวทางการนิเทศเพื่อแก้ปัญหานั้น ๆ คิด พัฒนาสื่อและนวัตกรรม ซึ่งอาจเป็น
วิธีการ/กิจกรรมการนิเทศ สื่อการนิเทศ เช่น เอกสาร คู่มือ ชุดพัฒนา สิ่งเหล่านี้จะอยู่บนพื้นฐานของ
หลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับวิธีการนั้น ๆ ตลอดทั้งมีการหาคุณภาพของสื่อที่พัฒนำขึ้น เพื่อให้
มีความเชื่อถือได้
๓) การดำเนินการนิเทศ โดยนำวิธีการ/กิจกรรมที่เป็นสื่อ นวัตกรรมที่พัฒนาไปใช้
ในการนิเทศ ในขั้นตอนนี้จะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ และนำข้อมูลที่
ได้ไปวิเคราะห์โดยใช้สถิติที่เหมาะสมหรือการอธิบายในเชิงคุณภาพ (พรรณนา)
๔) การสรุปผลและเขียนรายงาน โดยการนำผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลไปสรุปผล
ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ให้ครอบคลุมทุกประเด็น แล้วนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบที่
เหมาะสมและมีคุณภาพ จากนั้นเขียนรายงานผลการปฏิบัติงานตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นสุดท้าย โดยกำ
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 840
หนดกรอบการเขียนที่สอดคล้องกับการดำเนินงานวิจัย อาจจะเป็น ๓ บท ๔ บท หรือ ๕ บท แล้วแต่
ความเหมาะสม แต่ให้มีเนื้อหาสาระครอบคลุมรายละเอียดที่กล่าวมาแล้ว
๕) การเผยแพร่ หลังจากที่ได้มีการสรุปและเขียนรายงานผลการปฏิบัติงานแล้ว ผู้
นิเทศควรจะได้มีการเผยแพร่ผลการปฏิบัติงาน เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและมีความสนใจนำไปใช้หรือต่อ
ยอดต่อไป การเผยแพร่อาจทำได้หลายวิธี เช่น เวทีการนำเสนอผลงานทำงวิชาการที่หน่วยงานต่าง ๆ
จัด การเผยแพร่ในลักษณะของบทความทางวิชาการ การเผยแพร่ทาง Internet เป็นต้น
๗.๓ เทคนิคการนิเทศแบบกัลยาณมิตร
รูปแบบกัลยาณมิตรนิเทศ : กรอบความคิดพื้นฐาน
กรอบความคิดพื้นฐานของกัลยาณมิตรนิเทศ คือหลักธรรมความเป็นกัลยาณมิตร
๗ ประการ ในที่นี้มุ่งเอาประเภทครู หรือพี่เลี้ยงเป็นสำคัญ ได้แก่
๑. ปิโย น่ารักในฐานเป็นที่สบายใจและสนิทสนม ชวนให้อยากเข้าไปปรึกษาไต่ถาม
๒. ครุ น่าเคารพ ในฐานประพฤติสมควรแก่ฐานะให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ เป็นที่พึ่งได้
และปลอดภัย
๓. ภาวนีโย น่าเจริญใจหรือน่ายกย่อง ในฐานทรงคุณ คือ ความรู้ และภูมิปัญญา
แท้จริง ทั้งเป็นผู้ฝึกอบรมและปรับปรุงตนอยู่เสมอ ควรเอาอย่าง ทำให้ระลึกและเอ่ยอ้างด้วยความซาบ
ซึ้งภูมิใจ
๔. วตตา จ รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักชี้แจงให้เข้าใจ รู้ว่าเมื่อไรควรพูดอะไร อย่างไร คอย
ให้แนะนำ ว่ากล่าวตักเตือน เป็นที่ปรึกษาที่ดี
๕. วจนกขโม อดทนต่อถ้อยคำ คือ พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษา ซักถาม คำเสนอแนะวิ
พากษ์วิจารณ์ อดทน ฟังได้ไม่เบื่อไม่ฉุนเฉียว
๖. คมภีรญจ กถ กตตา แถลงเรื่องล้ำลึกได้ สามารถอธิบายเรื่องยุ่งยาก ซับซ้อน ให้
เข้าใจและให้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป
๗. โน จฎฐาเน นิโยชเย ไม่ชักนำในอฐานะ คือไม่แนะนำในเรื่องเหลวไหล หรือชักจูง
ไปในทางเสื่อมเสีย (พจนานุกรมพุทธศาสตร์: ๒๕๒๘)
จะเห็นได้ว่า กัลยาณมิตรธรรม ๗ นี้ มุ่งเน้น ความปลอดโปร่งใจ ไม่บีบคั้น เน้นความมีน้ำใจ
ช่วยเหลือเกื้อกูล สร้างความเข้าใจ กระจ่างแจ้ง แนะแนวทางที่ถูกต้องด้วยการยอมรับนับถือซึ่งกันและ
กัน
สมุน อมรวิวัฒน์ (๒๕๓๗) ได้เสนองานทำงวิชาการเรื่อง “กระบวนการกัลยาณมิตร : ฝึกจิต
ให้มีน้ำใจ ในที่ประชุมสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสถาน วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๓๗” สรุป
ได้ว่า กระบวนการกัลยาณมิตร คือ กระบวนการประสานสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เพื่อจุดหมาย ๒
ประการ คือ ๑) ชี้ทางบรรเทาทุกข์ ๒) ชี้สุขเกษมศานต์ โดยทุกคนต่างมีเมตตาธรรม พร้อมจะชี้แนะและ
ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน กระบวนการกัลยาณมิตร ช่วยให้บุคคลสามารถแก้ปัญหาได้โดยการจัดขั้น
ตอนตามหลักอริยสัจ ๔ ดังนี้
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 861
2. ขอให้ผู้รับการโค้ชแนะนำตนเอง และเล่าถึงสิ่งดีๆที่ได้คิด ได้ทำ และได้แก้ปัญหา
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจนประสบความสำเร็จ รวมถึงการสะท้อนปัญหาที่ต้องการแก้ไข หรือ
พัฒนาให้ให้เกิดคุณภาพต่อไป
3. ศึกษานิเทศก์ผู้โค้ชฟังอย่างตั้งใจ ทั้งสีหน้าและแววตาบ่งบอกถึงความชื่นชม และ
ควรบันทึกประเด็นสำคัญไว้เพื่อทบทวน หากมีประเด็นที่ยังไม่ชัดควรใช้คำถามเพื่อให้เกิดความชัดเจ
นมากขึ้น
4. ในขณะสนทนาโค้ชสามารถใช้คำพูดเสริมแรงเพื่อกระตุ้นให้ผู้เล่ามีกำลังใจและ
อยากเล่าต่อและสร้างบรรยากาศให้เกิดการสนทนาอย่างต่อเนื่อง
5. ถ้ามีผู้รับการโค้ชคนอื่น ๆ อยู่ในวงสนทนาด้วย ควรเปิดโอกาสให้สมาชิกคนอื่นเติม
เต็มก่อนที่โค้ชจะเติม
6. ถ้ามีประเด็นคำถามควรเปิดโอกาสให้สมาชิกในกลุ่มได้ลองคิดหาแนวทางแก้
ปัญหาก่อนที่โค้ชจะตอบหรือให้ข้อเสนอแนะ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ทีม
ขั้นตอนและกระบวนการโค้ช
การดำเนินการในการนิเทศแบบชี้แนะสะท้อนคิด มีขั้นตอนในการปฏิบัติ ดังนี้
1. Creates trust (สร้างความไว้ใจวางใจให้เกิดขึ้น)
2. Has “big ears, small mouth ” (ฟังมาก และพูดน้อย)
3. Is non-judgmental (โค้ชไม่ใช่ผู้ตัดสิน)
4. Asks questions (ใช้คำถามเพิ่มความชัดเจน)
5. Shows empathy (มีความรู้สึกร่วม เห็นอกเห็นใจ)
6. Is a constructive critic (วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์)
7. Challenges (สนับสนุนให้ลองวิธีใหม่ ๆ)
8. Makes suggestions or Gives advice (มีการให้ข้อเสนอแนะเท่าที่จำเป็น)
9. Invites talk (กระตุ้นให้มีการพูดคุย)
10. Sustained over time มีความต่อเนื่อง ยั่งยืน
11. Sets and monitors targets (แบ่งเป็นช่วง และวางเป้าหมายชัดเจน นัดหมา
ยการโค้ชครั้งต่อไป
12. Gives ownership to teacher (ทำให้ผู้รับการโค้ชรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของความ
คิด และการกระทำนั้น)
ผลลัพธ์ที่แสดงถึงความสำเร็จของการโค้ชในรูปแบบชี้แนะสะท้อนคิด ได้แก่
1. ครูมีคุณภาพ ได้แนวคิดและหลักการนิเทศแบบชี้แนะสะท้อนคิด (Reflective
Coaching) สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาและปรับปรุงการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ผู้เรียนมีคุณภาพ ผู้เรียนได้รับการแก้ปัญหาการเรียนรู้ตามสภาพจริง และสามารถ
พัฒนาตนเองทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
3. โรงเรียนมีคุณภาพ โรงเรียนเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ มีนวัตกรรมทางการการ
ศึกษาที่เกิดจากการพัฒนาคุณภาพครูและคุณภาพผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง และคุณภาพการศึกษาได้รับ
การรับรองตามมาตรฐานการศึกษาชาติ
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 862
การนิเทศแบบเป็นพี่เลี้ยงและผู้สนับสนุน (Mentoring and Supporting)
การนิเทศแบบพี่เลี้ยง (Mentoring) หมายถึง ผู้ให้คำปรึกษาแนะนำช่วยเหลือผู้บริหารสถานศึก
ษาและครูผู้สอนในเรื่องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและคุณภาพผู้เรียนเพื่อให้มีศักยภาพการทำงาน
สูงขึ้น
บทบาทหน้าที่ของ (Mentor)
1. เป็นผู้แนะแนวกลุ่มผู้รับการดูแล (Mentee) ในการพัฒนาหรือแก้ปัญหา และ
อุปสรรคการทำงานโดยให้ผู้รับการดูแล (Mentee) ตัดสินใจและเลือกแนวทางในการพัฒนาหรือแก้
ปัญหาด้วยตนเอง
2. เป็นพันธมิตรที่คอยให้ข้อมูลแก่ Mentee แต่ละคนในกลุ่ม Mentee เกี่ยวกับจุดอ่อน
จุดแข็ง โดยวิธีการให้ผู้รับการดูแลเล่าปัญหาโดยพี่เลี้ยง Mentor จะฟังอย่างตั้งใจ เห็นอกเห็นใจและ
ให้ข้อมูลความเห็นทั้งด้านดีและด้านที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างตรงไปตรงมาและเป็นมิตร
3. เป็นผู้กระตุ้นให้กลุ่มผู้รับการดูแล ร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์และอนาคตของสถานศึก
ษาว่าจะไปทิศทางใด และจะขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายของสถานศึกษาได้อย่างไร
4. เป็นผู้มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ในการจัดการศึกษา ทำให้มีแนวทางในการ
จัดการศึกษาให้ประสบความสำเร็จ และสามารถให้แนวทางแก่กลุ่มผู้รับการดูแล Mentee ในการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ให้บรรลุตามเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนด และผู้เชื่อมโยง Mentee กับบุคลากรผู้
ปฏิบัติงานในสถานศึกษา และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษา จะสามารถช่วยให้Mentee
เกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานได้
5. เป็นผู้ทำหน้าที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้รับการดูแล Mentee ได้มีโอกาสแสดงความสา
มารถเป็นที่ประจักษ์ (Visibility)
การใช้วิธีการ Mentoring จะช่วยให้กลุ่มประสบความสำเร็จ
1. การช่วยให้กลุ่มกำหนดประเด็นในการประชุมพบปะกัน
2. การให้คำแนะนำหัวข้ออภิปรายและโครงการที่จะช่วยให้กลุ่มเรียนรู้เพิ่มขึ้น
3. การกระตุ้นให้กลุ่มแสดงความคิดเห็น
4. การให้คำปรึกษาเมื่อกลุ่มต้องการ
5. การสนับสนุนกลุ่มโดยเชื่อมความสัมพันธ์ของบุคคลในกลุ่มกับบุคคลอื่นในองค์กร
6. การให้ข้อมูลย้อนกลับแก่สมาชิกในกลุ่มเป็นรายบุคคล
ประโยชน์ของนิเทศแบบ Mentoring
1. สร้างกลุ่มคนที่มีความสามารถ มีศักยภาพ ได้เร็วกว่าปกติ
2. จูงใจให้ครูปฏิบัติงานที่มีผลการปฏิบัติงานดี และมีศักยภาพในการทำงานสูงให้
คงอยู่กับหน่วยงาน
3. กระตุ้นให้ครูปฏิบัติงานสร้างผลงานมากขึ้น พร้อมที่จะทำงานหนักและท้าทายมาก
ขึ้น
4. สร้างบรรยากาศของการนำเสนองานใหม่ ๆ หรือความคิดนอกกรอบมากขึ้น
5. สร้างระบบการสื่อสารแบบสองทาง (two way communication)
การนิเทศแนวใหม่ใช้การวิจัยเป็นฐาน (Research Based Supervision : RBS)
ศึกษานิเทศก์ ปฏิบัติการนิเทศโดยใช้กระบวนการวิจัยปฏิบัติการแบบ P-A-O-R (Plan-
Action-Observe-Reflect) โดยศึกษานิเทศก์จะค้นหาปัญหาและแนวทางพัฒนาโรงเรียนแล้วนำมา
วิเคราะห์เพื่อกำหนดเป้าหมายในการแก้ปัญหา รวมถึงการค้นหาและพัฒนานวัตกรรมที่จะใช้แก้ปัญหา
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 863
เพื่อนำไป สู่การปฏิบัติในชั้นเรียนร่วมกับครู (supervisor working with the teacher in the
classroom) โดยศึกษานิเทศก์จะ ร่วมคิด ร่วมทำ รวมถึงเป็นเพื่อนร่วมเรียนรู้กับครูในโรงเรียนอย่า
งกัลยาณมิตรโดยใช้เทคนิคการนิเทศแบบชี้แนะสะท้อนคิด (Reflective Coaching) เพื่อร่วมกัน
กำหนดกระบวนการและขั้นตอนในการพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียนทุกมิติ ให้บรรลุผลตามเป้าหมายของ
หลักสูตร ซึ่งแนวทางในการเริ่มต้นพัฒนานวัตกรรมเพื่อทำวิจัยปฏิบัติการร่วมกับครูในโรงเรียน นั่นคือ
ทั้งศึกษานิเทศก์และครูต่างทำวิจัยปฏิบัติการ มีขั้นตอนดังนี้
1. การวิเคราะห์ปัญหา โดยศึกษานิเทศก์จะค้นหาปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาโดยเข้าสัง
เกตการสอนหรือเก็บข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนร่วมกับครู
ในโรงเรียน แล้วนำปัญหาหรือแนวแนวทางการแก้ปัญหามาวิเคราะห์ร่วมกันกับครู เพื่อให้เกิดกา
รมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น
2. การศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และพิจารณารายการนวัตกรรมที่มีความเป็นไปได้ในการ
แก้ปัญหา โดยศึกษานิเทศก์ นำผลการวิเคราะห์ปัญหาร่วมกับครูมาศึกษาวิเคราะห์ในเชิงวิชาการ
และศึกษาค้นคว้าถึงความเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่การเลือกวิธีการแก้ปัญหา และนำทางเลือกดังกล่าวไปสู่
การพิจารณาร่วมกันกับครูในโรงเรียน เพื่อเลือกนวัตกรรมที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาต่อไป ดังแผน
ภาพกระบวนการพัฒนานวัตกรรม
3. เลือกนวัตกรรมที่เหมาะสมที่สุด โดยศึกษานิเทศก์และครูร่วมกันวิเคราะห์เพื่อกำหนดและ
เลือกนวัตกรรมที่เหมาะสมที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหา โดยพิจารณาถึงความเหมาะสม ครอบคลุม
ประเด็นที่เป็นปัญหา เมื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริงในห้องเรียนและโรงเรียน
4. สร้างต้นแบบนวัตกรรม ศึกษานิเทศก์และครูร่วมกันสร้างนวัตกรรมที่สอดคล้องกับปัญหา
โดยยึดหลักวิชาการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างนวัตกรรมที่จะนำไปทดลองใช้ในชั้นเรียนของครู
และเก็บข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์หาแนวทางพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมต่อไป (ซึ่งจัดเป็นขั้นตอน D1 :
Development-1 และ R1 : Research-1 ในขั้นตอนการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรม )
5. ทดลองใช้และปรับปรุงต้นแบบอย่างต่อเนื่อง หลังจาการสร้างต้นแบบนวัตกรรมแล้วศึกษา
นิเทศก์และครูร่วมกันนำนวัตกรรมมาใช้แก้ปัญหาในชั้นเรียนหรือโรงเรียน ซึ่งต้นแบบนวัตกรรมใน
ระยะเริ่มต้นอาจจะยังไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะใช้แก้ปัญหาให้บรรลุเป้าหมายได้ จึงต้องมีการปรับปรุง
นวัตกรรมและเก็บข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ผลการใช้นวัตกรรมให้เหมาะสมยิ่งขึ้น (ซึ่งจัดเป็นขั้นตอน D2 :
Development-2 และ R2 : Research-2 ในขั้นตอนการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรม)
6. ทดลองภาคสนาม หลังจากทดลองใช้และพัฒนาต้นแบบวัตกรรมจนมั่นใจแล้วศึกษานิเท
ศก์และครูร่วมกันนำนวัตกรรมไปใช้จริงในชั้นเรียนหรือโรงเรียน และร่วมกันสังเกตผลและเก็บข้อมูล
เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อไป (ซึ่งจัดเป็นขั้นตอน D3 : Development-3 และ R3 : Research-3 ในขั้นตอ
นการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรม)
7. การประเมินผลการทดลองใช้ สรุปผล และเขียนรายงานการพัฒนานวัตกรรม หลังจาก
ศึกษานิเทศก์และครูร่วมกันพัฒนานวัตกรรมและทดลองใช้นวัตกรรมพร้อมทั้งเก็บข้อมูลและวิเคราะห์
ข้อมูลแล้ว จะนำขั้นตอนการพัฒนาและผลการวิเคราะห์ข้อมูลมาเขียนรายงานเป็นเชิงวิจัยเมื่อดำเนิน
การครบ 7 ขั้นตอนแล้ว ทั้งศึกษานิเทศก์และครูได้เรียนรู้ร่วมกันโดยการปฏิบัติการวิจัยผ่านงานใน
หน้าที่ของทั้งศึกษานิเทศก์และครู ในห้องเรียนหรือโรงเรียน ตามแนวทาง Working in Classroom
ผลที่ได้คือผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพ และผลพลอยได้คือเกิดรายงานวิจัยของศึกษานิเทศก์และครู
บทสรุปของการนิเทศโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน
สังคมปัจจุบันเป็นสังคมแห่งข่าวสารข้อมูล บนฐานของระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ และสังคม
เครือข่าย การนิเทศแนวใหม่จึงต้องปรับบทบาทของศึกษานิเทศก์ ให้ฟังมาก พูดน้อย ใช้คำถาม
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 864
สะท้อนการคิดบนพื้นฐานของข้อมูล ลดการบอกคำตอบ ไม่สั่งการใดๆ และยึดหลักผู้รับการนิเทศคือ
เพื่อนร่วมเรียนรู้ ตามเทคนิคการนิเทศแบบชี้แนะสะท้อนคิด (Reflective Coaching) โดยใช้กระบวน
การวิจัยเป็นฐานในการพัฒนานวัตกรรมบนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นจริงในพื้นที่การปฏิบัติงานหรือใน
ห้องเรียน (Working in Classroom) ซึ่งทั้งศึกษานิเทศก์และครูจะวิเคราะห์สภาพปัจจุบันปัญหาร่วมกัน
เพื่อหาแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมแก้ปัญหา นั่นคือการปฏิบัติงานในหน้าที่ของทั้งศึกษานิเทศก์
และครูโดยกระบวนการวิจัยปฏิบัติการ (P-A-O-R) นั่นเอง
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 865
แผนภูมิการประยุกต์นวัตกรรมการนิเทศแนวใหม่สู่ห้องเรียน
โดยศึกษานิเทศก์และครูทำงานร่วมกันในชั้นเรียน
(Supervisor working with the teacher in the classroom)
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 866
แนวข้อสอบการนิเทศแนวใหม่
1. การนิเทศแนวใหม่ใช้วิจัยเป็นฐาน (Research Supervision : RBS) ข้อใดถูกต้อง
1. การใช้ข้อมูลปัจจุบันกำหนดปัญหาในการหาคำตอบ
2. การใช้ข้อมูลปัจจุบันกำหนดปัญหาในการหาคำตอบโดยใช้กระบวนการวิจัย
3. การใช้ข้อมูลปัจจุบันกำหนดปัญหาในการหาคำตอบโดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา
โดยดำเนินการแก้ปัญหาร่วมกันระหว่างศึกษานิเทศก์และครูผู้สอน
4. การใช้ข้อมูลปัจจุบันกำหนดปัญหาในการหาคำตอบโดยใช้กระบวนการวิจัยเป็นฐาน**
2. จากข้อความที่ว่า”ครูพัฒนาตนเองสูงกว่าระดับปริญญาตรีมากขึ้น นับวันจะทำให้บทบาทของ
ศึกษานิเทศก์ลดน้อยลง” ข้อใดตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด
1. ครูมีความรู้ความสามารถมากขึ้นศึกษานิเทศก์ต้องพัฒนาตนเองให้มาขึ้นเป็นทวีคูณ
2. ครูมีความรู้ความสามารถมากขึ้นศึกษานิเทศก์ไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว
3. ครูมีความรู้ความสามารถมากขึ้นศึกษานิเทศก์ต้องพัฒนาตนเองทุกด้านและเป็นศึกษา
นิเทศก์มืออาชีพ**
4. ครูมีความรู้ความสามารถมากขึ้นศึกษานิเทศก์ต้องพัฒนาวัตกรรมการนิเทศที่มีคุณภาพ
3. การนิเทศแนวใหม่จะให้การนิเทศการใช้สื่อ ICT ของครูที่มีอายุมากได้อย่างไร
1. ใช้นโยบายเป็นตัวกำหนดและบังคับให้ครูดำเนินการ
2. ใช้แนวโน้มของสภาพสังคม ICT เป็นเครื่องมือบังคับให้ครูดำเนินการ
3. จัดหาพี่เลี้ยงให้ครูได้มีเพื่อนร่วมเรียนรู้และเป็นผู้ช่วยให้สามารถดำเนินการได้**
4. ปล่อยให้ครูเป็นไปอย่างนั้น อีกไม่นานก็เกษียณแล้ว
4. กิจกรรมนิเทศแนวใหม่ทำให้เกิดผลกระทบ (impact) ที่เป้าหมายใด
1. การบริหารจัดการมีคุณภาพ
2. การนิเทศการศึกษามีประสิทธิภาพ
3. ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
4. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น**
5. ข้อใดเป็นการนิเทศแนวใหม่ 097-180-7936
ทิชเชอร์ ติวเตอร์
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 867
1. ผู้นิเทศให้ผู้รับการนิเทศปฏิบัติตามคู่มือที่กำหนด
2. ผู้นิเทศให้ผู้รับการนิเทศฟังผู้นิเทศอธิบายการแก้ปัญหาแล้วให้ปฏิบัติตาม
3. ผู้นิเทศให้ผู้รับการนิเทศศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองแบบลองผิดลองถูก
4. ผู้นิเทศให้ผู้รับการนิเทศร่วมกันปรึกษาหารือกันเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาบนพื้นฐานของข้อ
มูลเชิงประจักษ์**
6. ข้อใดเป็น”ข้อความสำคัญ”ของการนิเทศแนวใหม่
1. Supervisor working with the teacher in the classroom
2. Research Based Supervision : RBS
3. Reflective Coaching , Mentoring & Supporting
4. ทุกข้อเป็นข้อความสำคัญของการนิเทศแนวใหม่**
7. กิจกรรมการนิเทศแนวใหม่ต้องการผลการเปลี่ยนแปลง (output) ที่เป้าหมายใด
1. พฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารโรงเรียน
2. พฤติกรรมการนิเทศขิงศึกษานิเทศก์
3. พฤติกรรมการสอนของครู
4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน**
8. ขั้นตอนสำคัญของเทคนิคการนิเทศแบบ Reflective Coaching ในระยะเริ่มต้น คือ
1. การสร้างความคุ้นเคย**
2. การใช้คำถามนำแบบปลายเปิด
3. การฟังอย่างใจ
4. การช่วยกำหนดจุดที่จะพัฒนา
9. Supervisor working with the teacher in the classroom หมายถึงข้อใด
1. ผู้นิเทศกับครูร่วมกันบังคับให้นักเรียนทำงานหนักเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2. ผู้นิเทศกับครูร่วมกันหาแนวทางพัฒนาศักยภาพผู้เรียนโดยใช้ข้อมูลรายบุคคล**
3. ผู้นิเทศกับครูรู้จักข้อมูลภูมิหลังของนักเรียนรายบุคคล
4. ผู้นิเทศกับครูร่วมกันทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนเพื่อจัดทำผลงานทำงวิชาการ
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 868
10. การนิเทศการศึกษา เกี่ยวข้องกับบุคลากรกลุ่มใดในการจัดการศึกษา
1. ผู้บริหารสถานศึกษา
2. ครู
3. ศึกษานิเทศก์
4. ทุกข้อ เกี่ยวข้อง
11. กิจกรรมใดที่เป็นกระบวนการหลักสำหรับการนิเทศแนวใหม่
1. การใช้สื่อ ICT
2. การใช้เทคนิคการนิเทศที่เหมาะสม
3. ศึกษานิเทศก์ทำงานร่วมกับครูในชั้นเรียน**
4. การนิเทศโดยใช้กระบวนวิจัยเป็นฐาน
12. การนิเทศแนวใหม่จะเกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อศึกษานิเทศก์เปลี่ยนแปลงอย่างไร
1. เป็นผู้นำการเรียนรู้หรือเรียนรู้โดยการนำนำตนเอง
2. พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองให้ทันกับความเปลี่ยนแปลของสังคมโลก
3. พัฒนานวัตกรรมการนิเทศโดยใช้ระบบเครือข่ายการนิเทศเป็นกลไกในการพัฒนาคุณภา
พการศึกษา
4. ทุกข้อ**
13. การนิเทศออนไลน์มีลักษณะสำคัญที่จะก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุดอย่างไร
1. การกำหนดประเด็นเพื่อให้ผู้สนใจเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น
2. การร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อสะท้อนมุมมองเชิงบวก
3. การได้รับประโยชน์จากแนวคิด และมุมมองที่หลากหลายแลกเปลี่ยนกัน
4. การเรียนรู้ไม่มีกรอบเวลาบังคับ ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา
14. การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (PAOR) มีขั้นตอนใดสำคัญที่สุด สำหรับการทำงานร่วมกัน
ของศึกษานิเทศก์และครูในชั้นเรียน
1. การวางแผน (P) การลงมือปฏิบัติ (A)
2. การสังเกตปรากฏการณ์ (O) การสะท้อนผล (R) 097-180-7936
ทิชเชอร์ ติวเตอร์
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 869
3. การดำเนินการในวงรอบที่สองของวง PAOR **
4. การประเมินผลการดำเนินการร่วมกัน
15. ในยุคการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกที่เป็น social network ศึกษานิเทศก์ต้องปรับเปลี่ยนตน
เองอย่างไร
1. ปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก
2. พัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคนิคการนิเทศให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง
3. ส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูใช้สื่อและนวัตกรรมให้สอดคล้องกับ social network
4. ทุกข้อเป็นสิ่งทุกคนพึงดำเนินการให้เป็นวิถีชีวิตในการทำงาน**
16. กิจกรรมใดที่เป็นตัวช่วยการนิเทศแนวใหม่ให้บรรลุเป้าหมาย
1. การใช้สื่อไอซีที
2. การใช้เทคนิคการนิเทศที่เหมาะสม**
3. ศึกษานิเทศก์ทำงานร่วมกับครูในโรงเรียน
4. การนิเทศโดยใช้กระบวนการวิจัยเป็นฐาน
17. การนิเทศแนวใหม่จะประสบผลสำเร็จได้ ผู้นิเทศควรได้รับการพัฒนาอย่างไร
1. พัฒนาตาม IDP ที่ตนเองกำหนด แผนการพัฒนาตนเองไว้แล้ว**
2. พัฒนาศึกษานิเทศก์แบบปูพรมในเรื่องเดียวกัน
3. พัฒนาเฉพาะกลุ่มศึกษานิเทศก์แกนนำเพื่อไปขยายผลต่อ
4. พัฒนาเฉพาะศึกษานิเทศก์กลุ่มต่ำเพื่อยกระดับให้เท่าเทียมกัน
18. กิจกรรมใดที่เป็นกิจกรรมหลักสำหรับการนิเทศแนวใหม่
1. การใช้สื่อไอซีที
2. การใช้เทคนิคการนิเทศที่เหมาะสม
3. ศึกษานิเทศก์ทำงานร่วมกับครูในโรงเรียน**
4. การนิเทศโดยใช้กระบวนการวิจัยเป็นฐาน
19. กิจกรรมการนิเทศแนวใหม่ต้องการผลลัพธ์ (outcome) ที่เป้าหมายใด
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 870
1. การบริหารจัดการมีคุณภาพ
2. การนิเทศกาศึกษามีคุณภาพ
3. ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
4. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น**
20. ข้อใดที่ผู้นิเทศใช้เทคนิคการนิเทศแบบ Reflective Coaching กับผู้รับการนิเทศ
1. ผู้นิเทศใช้คำถามนำการสนทนา และรับฟังข้อมูลจากผู้รับการนิเทศอย่างตั้งใจ**
2. ผู้รับการนิเทศฟังผู้นิเทศให้ข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาเป็นส่วนใหญ่
3. ผู้นิเทศใช้เอกสารและข้อมูล ประกอบการนิเทศเพื่อตีกรอบให้ผู้รับการนิเทศยอมรับ
4. ผู้นิเทศฟังปัญหาของผู้รับการนิเทศอย่างตั้งใจและให้ใช้วิธีการที่ผู้นิเทศเตรียมการมาทั้ง
หมด
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 871
นวัตกรรมการนิเทศและการศึกษาชั้นเรียน
เทคนิคการนิเทศแบบชี้แนะ
Coaching เป็นเทคนิคหนึ่งของการนิเทศการศึกษาที่สำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ อันจะ
เป็นตัวจักรสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จโดยมุ่งเน้นให้บุคลากรในสถานศึกษา/องค์กรมีความ
สามารถในการปฏิบัติงานดีขึ้นและสถานศึกษา/องค์กรมีความพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลง
เทคนิคการนิเทศแบบชี้แนะ
Coaching เป็นการชี้แนะสอนงานผู้เข้ารับการฝึกและศึกษานิเทศก์ ผู้ชี้แนะสอนงาน (Coach)
ซึ่งศึกษานิเทศก์และผู้บริหารทุกระดับ สามารถเป็นผู้สอนงานได้ ผู้ถูกสอนงาน (Coached) ส่วนใหญ่
จะเป็นผู้ร่วมงานที่อยู่ในทีมหรือกลุ่มงานเดียวกัน หรือศึกษานิเทศก์กับผู้เข้ารับการฝึกผู้สอน ผู้นิเท
ศกับผู้รับการนิเทศ การสอนงานจะเน้นไปที่การพัฒนาผลการปฏิบัติงาน (Individual Performance)
และพัฒนาศักยภาพ (Potential) ผู้ร่วมงานได้ Coaching เป็นการสื่อสารอย่างหนึ่งที่เป็นทางการและ
ไม่เป็นทางการระหว่างผู้นิเทศกับผู้รับการนิเทศเป็นการสื่อสาราแบบสองทาง (Two Ways
Communication) ได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน ก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดี
อย่างไรก็ตามการที่จะ Coaching ได้ดีนั้นต้องมีความพร้อมทั้งผู้สอนและผู้ถูกสอนหรือผู้นิเทศและผู้รับ
การนิเทศ
Mentoring การเป็นพี่เลี้ยงและการให้คำปรึกษา (Mentor) เป็นการให้ผู้ที่มีความรู้ความสา
มารถหรือเป็นที่ยอมรับ หรือผู้บริหารในหน่วยงานให้คำปรึกษาและแนะนำช่วยเหลือรุ่นน้องหรือผู้ที่อยู่
ในระดับต่ำกว่า (Mentee) ในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานเพื่อให้มีศักยภาพสูงขึ้น การเป็นพี่
เลี้ยงอาจไม่เกี่ยวกับหน้าที่ในปัจจุบันโดยตรง ผู้ที่เป็น Mentee เป็นได้ ทั้งพนักงานใหม่ หรือพนักงา
นที่ปฏิบัติงานในองค์กรมาก่อน โดยเป็นกลุ่มคนที่มีผลงานโดดเด่นกว่าคนอื่น โดย Mentor จะเป็นแม่
แบบ และเป็นผู้สอนงานให้กับ Mentee รวมทั้งให้กำลังใจ สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือให้
Mentee มีโอกาสได้เติบโตหรือได้รับความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน โดยให้โอกาสหรือเวทีที่จะแส
ดงผลงาน แสดงฝีมือและความสามารถในการทำงาน กล่าวโดยสรุป Coaching คือการชี้แนะเป็นผู้
สอนให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นการชี้แนะผู้นิเทศกับผู้รับการนิเทศในเรื่องของงานที่รับผิดชอบในเรื่อง
หลักนิเทศและการสอน โดยผู้รับการสอนจะเป็นผู้ที่มีผลงานอยู่ในระดับมาตรฐาน ส่วน Mentoring นั้น
เป็นการให้คำปรึกษาหรือสอนให้กับผู้เข้ารับการฝึกใหม่ รับทำงานใหม่ พนักงานใหม่หรือพนักงานที่
มีอยู่เดิมที่มีผลงานอยู่ในระดับสูงกว่ามาตรฐาน ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานและอื่น ๆ ที่จะทำให้
ศักยภาพของพนักงานสูงขึ้น อันจะส่งผลต่อการพัฒนาองค์กรต่อไปในอนาคต
Coaching and Mentoring เป็นหนึ่งในเทคนิคการนิเทศการศึกษาที่สำคัญที่จะช่วยส่งเสริม
การเรียนรู้ของบุคลากรให้เป็นบุคลากรแห่งการเรียนรู้อันจะเป็นตัวจักรสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ
และเป็นประโยชน์ต่อสถาบันการศึกษา หน่วยงานทำงการศึกษาโรงเรียน องค์กร ตัวผู้เข้ารับการฝึก
และบุคลากรในการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 872
1. ระบบ Coaching Supervision Technique
1.1 ความหมายของ Coaching Supervision Technique
Coaching หมายถึง การสอนงานลูกน้องของตนเอง การสอนงานเป็นเทคนิคหนึ่งใน
การพัฒนาบุคลากรหรือลูกน้องของตน ทั้งนี้จะเรียกผู้สอนงานว่า “Coach” โดยปกติผู้เป็น Coach
สามารถเป็นได้ทั้งผู้บริหารระดับสูง (Top Management Level) เช่น ผู้อำนวยการระดับกลาง (Middle
Management level) เช่น ผู้จัดการฝ่าย และระดับต้น (Low Management level) เช่น หัวหน้างาน
ส่วนผู้ถูกสอนงานโดยปกติจะเป็นลูกน้องที่อยู่ภายในทีม หรือกลุ่มงานเดียวกันเรียกว่า Coachee
การสอนงานจัดได้ว่าเป็นกระบวนการหนึ่ง ที่หัวหน้างานใช้เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาลูก
น้อง ให้มีความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) และคุณลักษณะเฉพาะตัว (Personal Attributes) ใน
การทำงานนั้น ๆ ให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายหรือผลงานที่หัวหน้า
งานต้องการหรือคาดหวังให้เกิดขึ้น (Result Oriented) โดยจะต้องตกลงและยอมรับร่วมกัน
(Collaborative) ระหว่างหัวหน้างานและลูกน้อง ทั้งนี้ การสอนงานนอกจากจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนา
ผลการปฏิบัติงานของลูกน้อง (Individual Performance) ในปัจจุบันแล้ว การสอนงานยังมุ่งเน้นไปที่
การพัฒนาศักยภาพ (Potential) ของลูกน้อง เพื่อให้ลูกน้องมีพัฒนาการของความรู้ ทักษะและความ
สามารถเฉพาะตัว และมีศักยภาพในการทำงานที่สูงขึ้นต่อไป เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงา
นอันนำมาซึ่งตำแหน่งที่สูงขึ้นต่อไปในอนาคต (อาภรณ์ ภู่วิทยาพันธ์, 2548)
1.2 แนวคิดเกี่ยวกับการสอนงาน
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 873
การสอนงานคล้ายกับการฝึกนักกีฬาซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้นักกีฬาสามารถเล่น
กีฬาได้เต็มความสามารถ เดิมทีนั้นผู้ฝึกจะชี้แนวทางและสอนแนะวิธีการเล่นให้อย่างต่อเนื่อง แต่
ปัจจุบันนอกจากสอนแนะแล้ว ผู้ฝึกจะช่วยให้นักกีฬาวิเคราะห์ว่าตนเองจะเล่นได้ดีที่สุดในสภาวะแวด
ล้อมอย่างไร และถ้าจะเล่นให้ได้ดีที่สุดอย่างนั้นทุกครั้งจะมีอะไรเป็นอุปสรรคบ้าง เพื่อหาทางขจัดให้
หมดไป ในทำนองเดียวกันผู้บังคับบัญชาที่ส่อนงานผู้ใต้บังคับบัญชาจะช่วยให้ผู้ถูกสอนสามารถ
สะท้อนภาพการปฏิบัติงานของตนเอง ตระหนักว่าตนกำลังทำงานอะไรอยู่และมีวิธีทำอย่างไร เพื่อเรียน
รู้จากการปฏิบัติงานนั้น ขณะเดียวกันผู้สอนงานจะให้ข้อมูลความรู้ที่จำเป็น ซึ่งผู้สอนยังขาดอยู่ ศึกษา
นิเทศก์กับผู้เข้ารับการฝึกก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน
การสอนงานที่มีประสิทธิภาพไม่เพียงขึ้นอยู่กับทักษะของผู้สอนและความสามารถในการรับ
(Receptiveness) ของผู้ถูกสอนเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับองค์ประกอบแวดล้อมของการสอนงานด้วย
เช่น ความชัดเจนในเกณฑ์ตัดสินความสำเร็จประสิทธิภาพของการให้ข้อมูลย้อนกลับเป็นต้น ถ้าการ
สอนมีประสิทธิภาพจะช่วยให้สภาพแวดล้อมการทำงานดีด้วย การพูดคุยสนทนาระหว่างการสอนงาน
จะช่วยให้ผู้ถูกสอนเข้าใจดีขึ้นว่า ผู้บังคับบัญชามีความคาดหวังจากการปฏิบัติงานของเขาอย่างไร
ทำให้มีการให้ข้อมูลย้อนกลับกันอย่างสม่ำเสมอ และเปิดโอกาสให้ต้องคิดถึงมาตรฐานและเกณฑ์
ในการนำไปสู่ความสำเร็จในขณะปฏิบัติงาน การสอนงานที่มีประสิทธิภาพจะสัมพันธ์กับบรรยากาศ
ของการเรียนรู้ ซึ่งทั้งสองประการนี้จะสนับสนุนซึ่งกันและกัน
1.3 บทบาทหน้าที่ของผู้เป็น Coach
ผู้เป็น Coach ควรเป็นผู้รักการอ่าน รักการแสวงหาความรู้ และเป็นผู้ขวนขวายหา
ข้อมูลความรู้ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา รวมทั้งแสวงหาประสบการณ์ใหม่ จากการเข้ากลุ่มหรือสมาคมต่าง
ๆ เพื่อจะได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาทำหน้าที่บทบาทนักฝึกอบรม นักพัฒนา/นักเปลี่ยน
แปลงผู้ให้คำปรึกษา นักจิตวิทยา นักแก้ไขปัญหา นักคาดคะเน นักคิด/นักประดิษฐ์ และนักปฏิบัติ
บทบาทดังกล่าวจะแสดงออกในบทบาทใดนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป ซึ่งบางครั้งอาจ
แสดงบทบาทเดียว หรือแสดงมากว่าหนึ่งบทบาท เรียกว่า บทบาทผสมผสาน (Mixed Roles)
1.4 ลักษณะนิสัยของผู้เป็น Coach
ไม่ว่าผู้เป็น Coach จะสวมบทบาทใดก็ตาม จะต้องอยู่บนพื้นฐานของลักษณะนิสัยที่ดี
เป็นที่ยอมรับของลูกน้อง ลักษณะนิสัยที่ดี ได้แก่ การยอมรับความจริง เห็นอกเห็นใจ มองโลกในแง่ดี
กระตือรือร้น ชอบให้โอกาส ยืดหยุ่น มั่นใจในตนเอง กล้ารับผิดและรับชอบและมองไปข้างหน้า ควร
หลีกเลี่ยงลักษณะนิสัยที่ไม่ดี ได้แก่ การไม่ไว้วางใจ ขี้รำคาญ เอาแต่ได้ ถือตัว ชอบเปรียบเทียบ รอไม่
ได้ ไม่มั่นใจในตนเอง ไม่หวังดี และไม่รีบร้อน
1.5 แนวทาง หลักปฏิบัติและวิธีการในการเป็น Coach
การสอนงานจะเกิดขึ้นได้ ผู้สอนงานและผู้ถูกสอนงานต้องมีความพร้อมด้วยกันทั้ง 2
ฝ่าย โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเวลาใดที่แน่นอน เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อทุกเวลา ความพร้อม ได้แก่
1.5.1 เรื่องเวลา ควรกำหนดเวลาให้พอดีกับเนื้อหาที่ต้องการจะสอนและถ่าย
ทอดได้อย่างเป็นระบบและมีเหตุผล
1.5.2 อารมณ์ ควรมีสภาพจิตใจหรือสภาวะอารมณ์ที่ปกติ พร้อมที่จะถ่ายทอด
ข้อมูล
1.5.3 สุขภาพร่างกาย เพราะการมีสภาพร่างกายที่พร้อมจะส่งผลต่อไปยัง
จิตใจ/ความคิด
1.5.4 ข้อมูลเกี่ยวกับ
- เนื้อหา/ขอบเขตงานที่ต้องรับผิดชอบ
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ - ฝังโครงสร้างองค์กร วิสัยทัศน์ นโยบายต่าง ๆ ขององค์กร
097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 874
- กลุ่มเป้าหมาย เช่น ศึกษานิเทศก์ ผู้เข้ารับการฝึก นักเรียน
- ข้อมูลเกี่ยวกับลูกน้องตนเองหรือผู้มีส่วนร่วม
1.5.5 สถานที่ พิจารณาถึงจำนวนของผู้สอนและผู้รับการสอนและลักษณะอุปก
รณ์ที่จะนำมาสาธิต
1.5.6 อุปกรณ์เครื่องมือ ควรมีการทดสอบประสิทธิภาพในการทำงานของอุป
กรณ์/เครื่องมือว่าสามารถใช้การได้/ทำงานได้ตลอดเวลาที่ทำการสาธิตหรือนิเทศ
1.5.7 เข้าใจจิตวิทยาการเรียนรู้ของลูกน้องที่เป็นผู้ใหญ่ด้วยว่า เขาจะเรียนรู้ได้
ดีเมื่อไร เช่นเขาอยากเรียนรู้ได้ดีเมื่อเขาอยากเรียนหรือทำให้เขารู้ว่าถูกคาดหวังอะไร หรือเมื่อได้เอา
สิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ได้จริงและได้ผล
1.5.8 ความพร้อมของผู้สอนงานกับผู้ถูกสอนงาน ย่อมมีส่วนผลักดัน ส่งเสริม
และสนับสนุนให้การสอนงานของหัวหน้างานประสบผลสำเร็จ
1.6 รูปแบบของการเรียนรู้และการรับรู้
การรับรู้ของแต่ละคนจะมีขีดจำกัดตามระยะเวลาที่กำหนด การกำหนดระยะเวลาที่พอ
ประมาณเหมาะสมไม่มากหรือน้อยเกินไป ย่อมจะทำให้ลูกน้องสามารถรับรู้และเรียนรู้ในสื่อที่หัวหน้า
งานสอนหรือถ่ายทอดได้ดีกว่า เวลาที่เหมาะสมประมาณหนึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง น่าจะเพียงพอ หาก
จำเป็นต้องใช้ระยะเวลานาน ควรจัดให้มีเวลาพักสมอง (Break) เพื่อให้ลูกน้องมีโอกาสได้หยุด
ทบทวนความคิดและข้อมูลที่หัวหน้างานได้สอนไปแล้ว
การศึกษาวิเคราะห์และเลือกวิธีการหรือเทคนิคในการสอนงานให้เหมาะสม โดยมีวัตถุ
ประสงค์หลัก เพื่อให้การทำงานบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ถูกกำหนดขึ้น ตลอดจนการให้คำแนะ
นำถึงแหล่งข้อมูลที่ควรติดตาม และการเปิดใจและเต็มใจที่จะตอบข้อซักถามต่าง ๆ ให้แก่ลูกน้องไม่
แสดงสีหน้ารำคาญหรือต่อว่า เมื่อลูกน้องพยายามคิดหาทางพัฒนาและปรับปรุงระบบหรือกระบวนการ
ทำงานให้รวดเร็ว สะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และร่วมกันรับผลลัพธ์ที่ออกมา ไม่ว่าผลลัพธ์
นั้นจะออกมาดีหรือไม่ดีก็ตาม
1.7 การสอนงานที่ไม่บรรลุผลสำเร็จ มีลักษณะดังนี้
1.7.1 การจัดสภาพแวดล้อม เนื่องจากสถานที่ที่ใช้สำหรับการสอนงานลูกน้อง
อาจจะกว้างหรือเล็กเกินไป บรรยากาศในห้องประชุมอาจดูเป็นทางการ หรือไม่เป็นทางการ หรือเป็น
กันเอง จนเกินไปหรือห้องประชุม มีเสียงรบกวนที่ดังขึ้นมา จนทำลายสมาธิของผู้สอนและผู้รับการสอน
1.7.2 การจัดหาอุปกรณ์หรือเครื่องมือ เนื่องจากไม่สามารถจัดหาและจัดเตรี
ยมอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ หรือมีไม่พร้อมในระหว่างการสอนงาน หรือไม่สามารถสาธิตวิธีการใช้อุป
กรณ์/ เครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับเรื่องตนเองสอนได้
1.7.3 งบประมาณ เนื่องจากองค์กรไม่ได้ให้ความสำคัญที่จะพัฒนาหัวหน้างาน
ให้เกิดความรู้และ ทักษะในการสอนงาน โดยไม่ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อการนี้ไว้โดยเฉพาะ
1.7.4 ตัวผู้สอน หรือหัวหน้างาน โดยมีสาเหตุจากหลากหลายปัจจัย ดังนี้
- หัวหน้างานขาดความรู้และไม่เข้าใจในเนื้อหาที่จะสอน หลักสูตร
เนื้อหาสาระการเรียน
- สภาวะไม่เอื้ออำนวย เช่น ไม่สามารถควบคุมเวลาในการสอนงานได้
- ขาดทักษะของการสื่อสารและวิธีการถ่ายทอดให้ลูกน้องเข้าใจ
- ประสบการณ์ความรู้ของ Coach ไม่มีหรือมีไม่ตรงกับสิ่งที่ลูกน้องต้อ
งการหรืออาจจะไม่มีการตรวจสอบความรู้ ความเข้าใจของลูกน้องว่าขาดทักษะความรู้อะไร
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 875
- เข้าใจผิดคิดว่าตนเองกำลังสอนงานลูกน้องอยู่ชอบสั่ง ขาดศิลปการ
จูงใจ
- ไม่เห็นความจำเป็นของการสอนงานลูกน้อง
- หงุดหงิดหรือแสดงสีหน้าไม่พอใจ หากลูกน้องมีคำถามหรือต้องสงสัย
- ขาดความพร้อมในด้านสุขภาพกายหรือสุขภาพจิตในขณะที่ส่อนงาน
- วัฒนธรรมองค์กรไม่เอื้อและไม่ได้รับการส่งเสริมจากผู้บังคับบัญชา
นอกจากหัวหน้างานเป็นส่วนหนึ่งของการสอนงานที่ไม่ประสบผลสำเร็จแล้ว พบว่าลูกน้องอาจเป็นสา
เหตุหนึ่งที่ทำให้การสอนงานประสบความล้มเหลว ลูกน้องจำพวกนี้มักจะหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธไม่ยอม
ทำตามที่หัวหน้างานสอน ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากไม่มีเป้าหมายในการทำงาน หรือไม่สนใจที่จะพัฒนาตน
เอง กลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่พร้อมที่จะรับฟัง หรือขาดความเคารพ ศรัทธาหัวหน้างาน และอาจมี
Coach มากเกินไป ทำให้มีหลายแนวทางทำให้ลูกน้องเกิดความสับสน ดังนั้นหัวหน้างานและลูกน้อง
จึงมีส่วนอย่างมากต่อการสนับสนุนให้การสอนงานประสบความสำเร็จ
1.8 การจัดระบบ Coaching ในองค์กรเป็นรูปธรรมชัดเจน
1.8.1 กำหนดให้ระบบ Coaching เป็นนโยบายขององค์กร
1.8.2 สร้างสภาพแวดล้อมและบรรยากาศขององค์กรให้มี Trust (ความไว้เนื้อ
เชื่อใจกัน) โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างหัวหน้างานกับผู้ใต้บังคับบัญชา ระหว่างศึกษานิเทศก์กับผู้เข้า
รับการฝึก
1.8.3 กำหนดใน Job Description ของระดับหัวหน้างานขึ้นไปในเรื่องการทำ
หน้าที่เป็น Coach
1.8.4 กำหนดเรื่องการ Coaching เป็นหนึ่งในเป้าหมายประจำปีของระดับหัว
หน้างานขึ้นไป โดยมีการวัด KPI (Key Performance Index) และเกณฑ์วัดคุณภาพ
1.8.5 เชื่อมโยงผลการทำ Coaching สู่ระบบ Performance Management
และระบบจ่ายค่าตอบแทน กำลังใจหรือสิทธิประโยชน์เกื้อกูลและเกียรติคุณรางวัล
1.8.6 กำหนดและสร้าง/ฝึกวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นวัฒนธรรมของการเรียนรู้
(Learning Culture) ซึ่งมีทั้ง Learning by doing เรียนรู้โดยการลงมือทำ Learning by Teaching
เรียนรู้โดยการถ่ายทอด และ Learning by Sharing เรียนรู้โดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน
เพื่อจะได้เชื่อมโยงสิ่งที่ได้เรียนรู้มากับประสบการณ์ชีวิตส่วนตัว นำมาถ่ายทอดเพื่อสอนให้เรามีการ
ติดต่อสื่อสารที่ดี รู้จักเรียบเรียงเตรียมคำพูดก่อนหลังจากที่ไม่กล้าทำให้กล้าและมั่นใจมากขึ้น ทำให้
ได้เพื่อน ได้ใจ ได้ให้ ได้เสียสละ ได้ปฏิสัมพันธ์กันเกิดความสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ผู้คนในองค์กรรัก
กันมากขึ้น และนำไปสู่การไว้เนื้อเชื่อใจกัน เกิดเป็นวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันตามเป้าหมายที่วางไว้
1.8.7 ประโยชน์จากการทำ Coaching ประโยชน์ที่เกิดขึ้นส่งผลโดยตรงต่อผู้นิ
เทศและผู้รับการนิเทศ และต่อองค์กร
1.9 ประโยชน์ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อศึกษานิเทศก์
1.9.1 การสอนงานจะช่วยแบ่งเบาภาระงาน เนื่องจากผู้เข้ารับการฝึกทำงานได้
อย่างถูกต้องและทันเวลา
1.9.2 มีเวลาเพียงพอที่จะคิดพิจารณา ปรับปรุงระบบงาน ขั้นตอนและวิธีการ
ทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วยเหลือผู้เข้ารับการฝึกอย่างแท้จริง
1.9.3 มีโอกาสชี้แจงจุดเด่นหรือจุดที่ต้องการให้ผู้เข้ารับการฝึกปรับปรุงการ
ทำงาน
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 876
1.9.4 สามารถแจ้งให้ผู้เข้ารับการฝึกรู้ถึงวิสัยทัศน์ พันธกิจ กลยุทธ์ และปัญหา
การเปลี่ยนแปลง การเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ ขององค์กร
1.9.5 มีโอกาสรับรู้ความต้องการที่ผู้เข้ารับการฝึกคาดหวัง และปัญหา
อุปสรรคที่เกิดขึ้นในการทำงานของลูกน้อง ปัญหาการเรียนการสอนของผู้เข้ารับการฝึก
1.9.6 สร้างสัมพันธภาพที่ดีในการทำงานระหว่าง ศึกษานิเทศก์กับผู้เข้ารับการ
ฝึก
1.9.7 เป็นกระบวนการหนึ่งที่ใช้ผลักดันและสนับสนุนให้ผู้เข้ารับการฝึกทำงาน
ให้บรรลุเป้าหมาย (Performance Goal) ตามแผนงานที่กำหนด ผู้เข้ารับการฝึกจัดการเรียนการสอ
นมีประสิทธิภาพ ปรับปรุงพฤติกรรมการสอน
1.9.8 ส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของการทำงานร่วมกันเป็นทีม บรรยากาศของ
สังคมแห่งการเรียนรู้
10. ประโยชน์ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อลูกผู้รับการประเมิน
10.1 เข้าใจขอบเขต เป้าหมายของงานและความต้องการที่องค์กรหัวหน้าคาดหวัง
10.2 ได้รับรู้ถึงสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ปัญหาและอุปสรรคขององค์การภารกิจที่ องค์
กรจะทำในปัจจุบันและต้องการที่จะทำต่อไปในอนาคต
10.3 ได้รับรู้ถึงปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นในการทำงานร่วมกับหัวหน้างานและมีส่วน
ร่วมกับหัวหน้างานในการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
10.4 มีโอกาสรู้จุดแข็ง จุดอ่อนของตน เพื่อสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก
ยิ่งขึ้น
10.5 รู้จักวางแผนลำดับความสำคัญก่อน – หลังของงาน รับรู้เทคนิควิธีการทำงานให้
ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายและระยะเวลาที่หัวหน้างานหน่วยงานกำหนด
10.6 สร้างขวัญ กำลังใจ ทำให้ไม่รู้สึกว่าตนเองทำงานเพียงผู้เดียว
10.7 เป็นแรงจูงใจ กระตุ้นให้ลูกน้องผู้เข้ารับการฝึกปรับปรุงตนเอง สนใจเรียนรู้สิ่ง
ใหม่ ๆ เสมอ
10.8 ส่งเสริมให้ผู้เข้ารับการฝึกมีคุณค่า (Value) และเห็นคุณค่า ในการทำงานมากขึ้น
เนื่องจากสอนงานที่ถูกต้องตามความต้องการของผู้เข้ารับการฝึก ช่วยตอบสนองให้ผู้เข้ารับการฝึก
ทำงานได้บรรลุเป้าหมายของตนเอง
สรุป
การสอนงานหรือชี้แนะ (Coaching) เป็นเทคนิคที่ผู้เข้ารับการฝึก/ศึกษานิเทศก์ ซึ่งคุ้นเคยกัน
ในฐานะเพื่อนร่วมงาน รวมกลุ่มกันเพื่อทำกิจกรรมทั้งคลินิก การสังเกตการสอน การวิจัยแบบเครือข่าย
ร่วมกัน มีความปรารถนาดีต่อกันในการที่กล้าจะยอมหรือพอใจที่จะสอนหรือชี้แนะหรือยอมรับการ
ชี้แนะ ผู้ถูกสอนพอใจที่จะรับด้วยวิธีการอย่างกัลยาณมิตร การเป็นพี่เลี้ยงเป็นวิธีการที่ผู้มีประสบกา
รณ์ให้ความช่วยเหลือผู้มีประสบการณ์น้อยกว่า (หรือพี่ดูแลน้อง : พี่เลี้ยง) ทั้งเรื่องงานวิชาชีพไปสู่เป้า
หมายที่ได้วางไว้ร่วมกัน เทคนิคดังกล่าวเป็นเทคนิคที่อยู่ในกลุ่มงานการนิเทศการศึกษาของศึกษา
นิเทศก์ เพราะการนิเทศเป็นการดำเนินงานโดยผู้มีประสบการณ์ มีความรู้มีความสามารถในการที่
จะใช้กระบวนการ/วิธีการ/ เทคนิคต่าง ๆ ในการให้ความช่วยเหลืออำนวยการ ส่งเสริมสนับสนุน
กำกับดูแล ชี้แนะให้คำปรึกษา คลี่คลายปัญหา อบรม ฝึกฝนและ/หรือร่วมปฏิบัติกิจกรรมเพื่อผู้เข้ารับ
การฝึกสามารถพัฒนาความรู้ความสามารถได้ตามเป้าหมายและบรรลุตัวชี้วัด
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 877
เทคนิคการนิเทศแบบสังเกตการณ์สอนและเยี่ยมชั้น
การสะท้อนภาพการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนจริงได้ชัดเจน และเป็นปัจจุบัน โด
ยอาศัยข้อมูลที่เชื่อถือได้ หลังจากเสร็จสิ้นการปฏิบัติการสอน นั้นมีหลายวิธี ซึ่งวิธีการสังเกตการเรียน
การสอนเป็นวิธีหนึ่งในหลากหลายวิธีดังกล่าว การสังเกตการเรียนการสอนช่วยให้ผู้เข้ารับการฝึกทั้งผู้
ที่มีประสบการณ์และไม่มีประสบการณ์ด้านการสอนได้พบแนวในการปรับปรุงและพัฒนาด้านการเรียน
การสอนอย่างต่อเนื่องสู่หนทางการสอนมืออาชีพ อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับผู้เข้ารับการฝึก และเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเรียนรู้อันทรงพลังของผู้เข้ารับการฝึก เครื่องมือนี้
สามารถใช้สังเกตและสำรวจลักษณะการเรียนการสอนได้ในหลากหลายประเด็น ขึ้นอยู่กับว่าผู้เข้ารับ
การฝึกผู้สอนต้องการสังเกตและสำรวจเพื่อแก้ปัญหาและปรับปรุงประสิทธิภาพการเรียนการสอนเรื่อง
ใด
เทคนิคการนิเทศแบบสังเกตการณ์สอนและเยี่ยมชั้น
การสังเกตการเรียนจะไม่ได้มุ่งประเด็นในเรื่องการประเมินหรือการตัดสินการสอนของผู้เข้ารับ
การฝึกผู้สอน แต่เป็นการทำงานร่วมกันอย่างมีขั้นตอนที่เชื่อถือได้ระหว่างผู้เข้ารับการฝึกผู้สอน (ที่ถูก
สังเกต) กับผู้สังเกต (อาจเป็นได้ทั้ง ศึกษานิเทศก์ ผู้เข้ารับการฝึกผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนผู้เข้ารับการฝึก เป็น
ต้น) นั่นหมายความว่า ผู้เข้ารับการฝึกผู้สอนที่เป็นผู้ถูกสังเกตจะไม่มีความรู้สึกว่าตนเองถูกประเมิน
แต่เป็นการทำงานร่วมกันเพื่อสะท้อนภาพการจัดการเรียนการสอนของผู้สอนได้ชัดเจน ทำให้ผู้สอนที่
ถูกสังเกตมองเห็นจุดดีและจุดด้อยของการจัดการเรียนการสอนที่ผ่านมาแล้วสามารถนำจุดด้อยมาร่วม
กันอภิปรายเพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางที่เหมาะสมที่ดีกว่า มาใช้ปรับปรุงพัฒนาอาชีพงานสอนของตน
อันก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตัวผู้เข้ารับการฝึกและนักเรียน และยังเป็นการตอบสนองพระราช
บัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่ต้องการให้ผู้เข้ารับการฝึกพัฒนาการจัดการเรียนการสอนข
องตนเองอยู่ตลอดเวลา
ความหมายของการสังเกตการเรียนการสอน
การสังเกตการเรียนการสอน คือ กระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างผู้สังเกตกับผู้เข้ารับการฝึก
ผู้ถูกสังเกตในการสำรวจและวิเคราะห์สภาพการจัดการเรียนการสอน พฤติกรรมของผู้เข้ารับการฝึก
และนักเรียน ประสิทธิภาพของบทเรียน การปฏิสัมพันธ์กันในรูปแบบต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งมีความสำคัญ
ในการพัฒนาคุณภาพการสอนและส่งเสริมความเชี่ยวชาญด้านการสอนของผู้เข้ารับการฝึกสู่มืออาชีพ
เป็นเทคนิคการนิเทศ การเรียนรู้ที่สำคัญ ซึ่งศึกษานิเทศก์ก็ใช้ในการช่วยส่งเสริมและพัฒนาผู้เข้ารับ
การฝึกอาจกล่าวได้ว่า เทคนิคการนิเทศทุกแบบมักจบลงด้วยการสังเกตการสอนหรือมีกิจกรรมการสัง
เกตการสอนเกือบทุกครั้ง
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 878
จุดประสงค์ของการสังเกตการเรียนการสอน
การสังเกตการเรียนการสอนมีจุดประสงค์ที่ผู้สังเกตที่มีมาตรฐานควรปฏิบัติ กล่าวโดยสรุป 4
ข้อ ดังนี้
1. เพื่อสังเกตการเรียนการสอนและสิ่งที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนตามลักษณะที่กำหนดไว้ เช่น เทคนิ
คหรือวิธีการสอนของผู้เข้ารับการฝึก การจัดการผู้เข้ารับการฝึก ประโยชน์ของสื่อและอุปกรณ์ และอื่น
ๆ เป็นต้น
2. เพื่อทำความเข้าใจลักษณะการจัดการเรียนการสอนในประเด็นต่าง ๆ ที่ผู้สอนสนใจและมี
การอภิปรายร่วมกันเพื่อหาทางปรับปรุงพัฒนา เช่น การปรับปรุงวิธีการสอน การปรับปรุงพฤติกรรม
การจัดบรรยาย การปรับปรุงกระบวนการสอนสื่อ การใช้กิจกรรม เครื่องมือหรือคำถาม หรือคำสั่ง เป็น
ต้น
3. เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ความแตกต่างของลักษณะการสอนที่มีประสิทธิภาพ
4. เพื่อกำหนดวิธีการหรือเทคนิคที่สามารถนำมาปรับใช้ในห้องเรียนครั้งใหม่ได้
ขั้นตอนการสังเกตการเรียนการสอน
การสังเกตการเรียนการสอนต้องมี ขั้นตอนชัดเจน และข้อมูลที่ได้จากการสังเกตต้อง เชื่อถือได้
เป็นเทคนิคของวิชาชีพ ศึกษานิเทศก์ที่สำคัญยิ่ง ซึ่งต้องวางแผนและกำหนดเครื่องมือบันทึก
บรรยากาศการเรียนการสอนโดยสรุป มี 3 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นที่ 1 ขั้นก่อนการสังเกต (Pre-observation orientation session) คือ การที่ทั้ง 2 ฝ่าย (ผู้
เข้ารับการฝึกผู้ถูกสังเกตและศึกษานิเทศก์ ผู้สังเกต) ประชุมอภิปรายและเห็นด้วยในข้อตกลงที่กำ
หนดไว้ ทำความเข้าใจเรื่อง จุดประสงค์ของการสังเกตการณ์เรียนการสอน สิ่งที่ต้องการสังเกตหรือลัก
ษณะในการจัดการเรียนการสอน เทคนิคหรือวิธีการสอนของผู้เข้ารับการฝึก ธรรมชาติของวิชา
นักเรียน ห้องเรียน เป็นต้น รวมถึงการทำความเข้าใจหรือคลี่คลายข้อสงสัยในเรื่องต่าง ๆ ที่อาจเกิด
ขึ้นในขั้นการสังเกต ยิ่งทั้งสองฝ่ายสามารถทำความเข้าใจในประเด็นต่าง ๆ อย่างละเอียดเท่าไร ยิ่ง
ทำให้ปัญหาที่อาจจะเกิดในขั้นการสังเกตการเรียนการสอนลดน้อยลงด้วย ทั้งยังส่งเสริมบรรยากาศ
การสังเกตการเรียนการสอนให้เป็นไปอย่างเข้าใจและราบรื่น ทั้งนี้รวมทั้งอธิบายแบบสังเกตและ
ประเด็นสังเกต ผลการสังเกตเทียบกับแผนการจัดการเรียนรู้ของผู้เข้ารับการฝึกผู้สอน
ขั้นที่ 2 ขั้นการสังเกต (The observation) คือ การที่ผู้เข้ารับการฝึกผู้ถูกสังเกตอธิบายจุดประ
สงค์การสังเกตการเรียนการสอนให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกเชิญผู้สังเกตนั่งประจำที่ตามที่กำหนดและตกลง
ไว้ จากนั้นผู้เข้ารับการฝึกผู้สังเกตปฏิบัติการสอนในชั้นเรียนตามปกติ ขณะที่ผู้สังเกตปฏิบัติการสัง
เกตโดยบันทึกและเก็บรวบรวมข้อมูลลงในเครื่องมือ (เช่น แบบสังเกตลักษณะการเรียนการสอนใน
ประเด็นต่าง ๆ แบบันทึกรายการสอน เป็นต้น) ซึ่งผู้สังเกตต้องปฏิบัติตามข้อตกลงในที่ประชุมกันอย่าง
เคร่งครัด อีกทั้งยังแสดงถึงความเคารพและซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่ได้ตกลงไว้ในที่ประชุมอย่างกัลยาณมิตรนิ
เทศอย่างแท้จริง
ขั้นที่ 3 ขั้นหลังการสังเกต (Post-observation) คือ การที่ทั้งศึกษานิเทศก์ผู้สังเกตและผู้เข้ารับ
การฝึกผู้ถูกสังเกตอภิปราย ปรึกษาหารือร่วมกัน โดยใช้ข้อมูลที่บันทึกไว้ในเครื่องมือมาประกอบกา
รอภิปราย โดยทั้งสองฝ่ายอาจเป็นผู้เปิดประเด็น ควรตระหนักและระลึกถึงจุดประสงค์ในการสังเกต
อีกทั้งผู้ถูกสังเกตยังต้องเตรียมบรรยายแสดงความรู้สึกที่ดีต่อจุดเด่นในเหตุการณ์ของการจัดการเรียน
การสอนที่เป็นไปอย่างราบรื่นที่ผ่านมา และระบุจุดด้อยของการปฏิบัติการเรียนการสอนในชั้นเรียน
แล้วนำจุดด้อยที่ยังเป็นปัญหามาคิดหาวิธีปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม เพื่อนำวิธีการ
หรือการเปลี่ยนแปลงที่ได้มาใช้พัฒนาเรียนการสอนครั้งต่อไป นอกจากนี้บรรยากาศในการประชุมอ
ภิปรายจะไม่ใช่การประเมินหรือตัดสินการจัดการเรียนการสอนของผู้เข้ารับการฝึกผู้ถูกสังเกต แต่จะ
เป็นการสร้างความเชื่อใจ เคารพซึ่งกันและกัน และปรารถนาดีต่อกัน โดยมีวิธีการคือ ศึกษานิเทศก์ผู้
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 879
สังเกตควรกล่าวแต่สิ่งที่สร้างสรรค์ (จุดดีของกิจกรรมการเรียนการสอน) ของผู้เข้ารับการฝึกผู้สอน
จากนั้นกระตุ้นให้ผู้เข้ารับการฝึกผู้สังเกตใช้ความคิดเพื่อสำรวจดูว่าในการจัดการเรียนการสอนส่วน
ใดของตนเองที่ยังไม่พอใจหรือยังมีปัญหา และมีความต้องการที่จะแก้ไขหรือพัฒนาประเด็นปัญหานั้น
ๆ ให้ดีขึ้น แล้วนำเสนอความคิดเห็นนั้นออกมา เพื่อให้ผู้สังเกตได้รับทราบแล้วพยายามค้นหาแนวทาง
ที่จะกระตุ้นให้ผู้ถูกสังเกตได้ใช้ความคิดพิจารณาไตร่ตรองความคิดนั้นให้ได้ข้อสรุปและข้อปฏิบัติที่มี
คุณภาพสูงที่สุดที่จะใช้ในการจัดการเรียนการสอนครั้งต่อไป
วิธีการสังเกต
วิธีการสังเกตการเรียนการสอน ประกอบด้วยวิธี 2 วิธี เป็นดังนี้
วิธีที่ 1 เรียกว่า “Unstructured approach” มีลักษณะคือ ผู้สังเกตการเรียนการสอนสังเกตและ
บันทึกรายละเอียดลักษณะของการจัดการเรียนการสอน ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบการสังเกต หลังจากนั้นทั้ง
2 ฝ่าย (ฝ่ายผู้สังเกตซึ่งอาจมีหลายคน และฝ่ายผู้ถูกสังเกตคือผู้สอน) ประชุม อภิปรายตามข้อมูลที่บัน
ทึกไว้ ซึ่งประกอบด้วยทั้งข้อดี ข้อควรระวังและวิธีการหลีกเลี่ยง ดังนี้
วิธีนี้มีข้อดี คือ ทั้ง 2 ฝ่าย สามารถอภิปรายประเด็นการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลายและ
มีความยืดหยุ่น
วิธีนี้มีข้อควรระวัง คือ ผลการอภิปรายอาจไม่น่าเชื่อถือ และผู้ถูกสังเกตอาจมีความรู้สึกไม่ดี
มีอคติต่อผู้สังเกต เนื่องจากว่าผู้สังเกตอาจพูดถึงจุดไม่ดีมากเกินความจริง โดยอาศัยข้อมูลที่มีเพียง
แหล่งเดียว
วิธีการหลีกเลี่ยง ความรู้สึกไม่ดีและยังได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ คือ การใช้วิธีการสังเกตแบบ
Triangulation technique มีลักษณะเป็นการบันทึกข้อมูลที่สังเกตได้จากการจัดการเรียนการสอนมา
จาก 3 แหล่ง ได้แก่ ข้อมูลที่ได้มาจากผู้สังเกตที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ (ศึกษานิเทศก์ผู้เข้ารับการฝึกผู้มี
ประสบการณ์และเชื่อถือได้) เพื่อนผู้เข้ารับการฝึก หรือวีดีทัศน์ (ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เชื่อถือได้ แต่มีข้อเสีย
ตรงที่เก็บรายละเอียดได้เฉพาะส่วนของกิจกรรมการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนเท่านั้น) เพื่อ
เป็นการยืนยันข้อมูลการสังเกตให้น่าเชื่อถือ และไม่มีอคติ ทั้งยังเป็นการสร้างความสบายใจแก่ทั้ง 2
ฝ่าย อันส่งเสริมบรรยากาศที่ดีในการทำงานร่วมกัน
วิธีที่ 2 เรียกว่า “Structured approach” มีลักษณะคือ ในการสังเกตการสอนหนึ่งครั้งเจาะจง
เพียงหนึ่งประเด็นหรือหนึ่งลักษณะของการจัดการเรียนการสอนเท่านั้น ใช้เครื่องมือที่สังเกตเป็นแบบ
ฟอร์มการสังเกตแต่ละประเภทมีคำสั่งชี้แจ้งและคำถามชัดเจน กำหนดไว้ในฟอร์มผู้สังเกตต้องปฏิบัติ
ตามอย่างเคร่งครัด ซึ่งมีลักษณะการสังเกตย่อย 2 ลักษณะ ดังนี้
ลักษณะแรก เรียกว่า “System-based” คือ การที่ผู้สังเกตใช้เครื่องมือที่เป็นแบบฟอร์มที่เป็น
ของสถาบันต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นสากล โดยผ่านการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญ
ช่วยให้กิจกรรมการสังเกตมีความสะดวกสบาย แต่มีข้อเสียคือ เครื่องมืออาจไม่เหมาะสมกับธรรมชา
ติการจัดการเรียนการสอนของผู้เข้ารับการฝึกผู้สอนที่มีลักษณะแตกต่างกัน จึงอาจทำให้ไม่น่าสนใจ
และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ลักษณะที่ 2 เรียกว่า “Ad hoc” คือ การที่ผู้สังเกตและผู้ถูกสังเกตทำข้อตกลงร่วมกันที่จะนำ
เครื่องมือต่าง ๆ ที่มีมาตรฐานมาปรับปรุงให้เหมาะสมกับจุดประสงค์หรือลักษณะการจัดการเรียนการ
สอนและธรรมชาติการจัดการเรียนของผู้เข้ารับการฝึกผู้ถูกสังเกต เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด (สิริบุบ
ผา อุทารชาต, 2007)
ข้อแนะนำที่ผู้สังเกตที่มีมาตรฐานควรปฏิบัติ
1. ควรกำหนดเพียงหนึ่งประเด็น หรือหนึ่งลักษณะการจัดการเรียนการสอนต่อการสังเกต 1
ครั้ง เช่น สังเกตการณ์ใช้คำถามของผู้เข้ารับการฝึก การปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษา เป็นต้น
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 880
2. ทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตเท่านั้นจะไม่มีส่วนร่วมในการสอนแต่อย่างใด
3. บันทึกข้อมูลที่เป็นจริงในฟอร์มการสังเกตเท่านั้น
4. อภิปรายแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกับผู้ถูกสังเกต เพื่อให้ได้ข้อมูลย้อนกลับที่สะท้อนภาพการจัด
การเรียนการสอน ฝ่ายผู้ถูกสังเกตอาจเป็นฝ่ายเริ่มก่อนหรือหลังก็ได้ ทั้งนี้ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าฝ่ายผู้
สังเกตควรใช้คำพูดที่ใช้วิธีการสะท้อนภาพการจัดการเรียนการสอนของผู้ถูกสังเกตเหมือนกระจกเงา
ให้ผู้สังเกตเห็นภาพเหตุการณ์ในขณะสอนได้อย่างชัดเจน ว่าตนเองได้ทำอะไรในชั้นเรียนบ้างนับตั้งแต่
เริ่มต้นจนสิ้นสุดการสังเกต และผู้สังเกตควรดึงจุดที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนมากล่าวเท่านั้น แล้วกระตุ้นให้ผู้
ถูกสังเกตคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาในจุดที่ยังเป็นปัญหาหรือไม่พอใจในการจัดการเรียนการสอนในชั้น
เรียนของตนเอง และผู้สังเกตไม่ควรแนะนำวิธีการที่ควรจะเป็นตามความคิดเห็นของตนเอง ทั้งยังเป็น
การฝึกให้ผู้เข้ารับการฝึกผู้ถูกสังเกตได้ใช้ความคิดทบทวน ค้นหาวิธีการที่เหมาะสมตมสภาพชั้นเรียน
ที่ตนเองเข้าใจที่สุด เพื่อให้พบแนวทางการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดด้วยตนเอง วิธีการนี้ไม่ทำลายความรู้สึกผู้
ถูกสังเกต และไม่เกิดความรู้สึกอคติต่อผู้สังเกต ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันภายใต้บรรยากาศที่ส่งเสริ
มการพัฒนาการเรียนการสอนอันก่อประโยชน์สูงสุดต่อนักศึกษาต่อไป
คุณสมบัติพื้นฐานของผู้ร่วมงาน
นอกจากนี้แล้วในการทำงานร่วมกันเพื่ออภิปรายข้อมูลย้อนกลับสะท้อนภาพข้อมูลที่ได้จากกา
รสังเกต ที่ส่งเสริมบรรยากาศอย่างสร้างสรรค์ไว้วางใจกัน ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาอาชีพผู้เข้ารับการฝึก
ต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้ที่ทำงานร่วมกันควรมี คุณสมบัติพื้นฐาน 3 ประการ ได้แก่
ประการที่ 1 ความเคารพซึ่งกันและกัน (Respect) หมายความว่า ผู้สังเกตต้องมีความเข้าใจ
ยอมรับและให้เกียรติผู้ถูกสังเกตทั้งทางด้านความคิดและท่าทางที่แสดงออก โดยยอมรับความแตก
ต่างในลักษณะเฉพาะส่วนบุคคล ปราศจากการประเมิน การตัดสิน และการมีอคติ
ประการที่ 2 ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) หมายความว่า ผู้สังเกตยอมรับฟังทุกสิ่งทุกอย่าง
ในขอบเขตหรือประเด็นของการแสดงความคิดเห็น ต้องมีความเข้าใจในความรู้สึกของผู้ถูกสังเกตที่
กำลังประสบปัญหาในอาชีพการสอนและมีความพยายามที่จะหาแนวทางแก้ไขให้เหมาะสมที่สุด ดัง
นั้นผู้สังเกตควรปฏิบัติตัวให้อีกฝ่ายรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจมากกว่าการคาดหวังหรือคาดคั้นในสิ่งที่
ควรจะเกิดขึ้นหรือถูกต้องที่สุดในการหาหนทางแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนในขณะอภิปราย
ประการสุดท้าย ความซื่อสัตย์ (Honesty) หมายความว่า ผู้สังเกตแสดงความเคารพและความ
เห็นอกเห็นใจผู้ถูกสังเกตด้วยความจริงใจอย่างแท้จริงไร้สิ่งเคลือบแคลงสงสัยในความจริงใจนี้ ทำให้
ผู้ถูกสังเกตนับถือ ศรัทธาผู้สังเกต และมีความสุขในการทำงานร่วมกัน ซึ่งกันข้ามกับความไม่ซื่อสัตย์
ที่เป็นเพียงพฤติกรรมการเสแสร้งว่าเคารพและเห็นอกเห็นใจ อันเป็นสาเหตุหลัก และสำคัญอันยิ่งใหญ่
ต่อการบั่นทอนและทำลายความสัมพันธ์ที่ดีและความสามัคคีระหว่างเพื่อนร่วมงานในการทำงานร่วม
กันเพื่อพัฒนาอาชีพผู้เข้ารับการฝึกร่วมกัน และประเทศชาติต่อไป
ตัวอย่างเครื่องมือและพฤติกรรมการสอนที่ใช้สังเกตการเรียนการสอน มีดังนี้
1. รูปแบบการเขียนกระดานดำของผู้เข้ารับการฝึก (Blackboard organization)
2. การเคลื่อนที่ของผู้เข้ารับการฝึก (Teacher movement)
3. แบบบันทึกรายการสังเกตการสอน (Teaching observation checklist)
4. อื่น ๆ เช่น
- การใช้คำพูดของผู้เข้ารับการฝึก (Teacher talk) ได้แก่
- การใช้คำถามของผู้เข้ารับการฝึก (Teacher questions)
- การโต้ตอบของผู้เข้ารับการฝึกต่อคำถามของผู้เข้ารับการฝึก (Teacher responses
to learner questions)
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 881
- การใช้คำสั่งของผู้เข้ารับการฝึก (Teacher directions)
- ก า ร ใ ห้ กำ ลั ง ใ จ คำ ชื่ น ช ม ห รื อ ใ ห้ ร า ง วั ล ข อ ง ผู้ เ ข้ า รั บ ก า ร ฝึ ก ( Te a c h e r
encouragement, praise or reward)
- การวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมผู้เข้ารับการฝึกของผู้เข้ารับการฝึก (Teacher criticism
of learner behavior)
- การควบคุมพฤติกรรมผู้เข้ารับการฝึกของผู้เข้ารับการฝึก (Teacher control of
learner behavior)
- การใช้คำพูดของผู้เข้ารับการฝึก (Learner Talk) ได้แก่ การตอบคำถามของผู้เข้ารับ
การฝึกเมื่อโต้ตอบผู้เข้ารับการฝึก (Learner responses to teacher questions) การใช้คำถามของผู้
เข้ารับการฝึก (Learner questions) ข้อความของผู้เข้ารับการฝึกที่เป็นผู้เริ่มกล่าว (Learner initiated
statements) รูปแบบการพูดคุยของผู้เข้ารับการฝึกโดยทั่วไป (การพูดช่วงเวลาการทำงานเดี่ยว การ
พูดช่วงเวลา การทำงานหลัก อื่น ๆ)
สรุป
การสังเกตการเรียนการสอนเป็นหนึ่งในเทคนิคการนิเทศการศึกษาของศึกษานิเทศก์มืออาชีพ
เป็นวิธีการส่งเสริมพัฒนาการวิธีการสอนของผู้เข้ารับการฝึกและเป็นวิธีการสะท้อนภาพการเรียนการ
สอน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาการเรียนการสอนของผู้เข้ารับการฝึกสู่มืออาชีพ มีจุดประสงค์
ในการสังเกต ขั้นตอนการสังเกต ผู้ร่วมงานกันต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานเฉพาะ ปฏิบัติตามขั้นตอนและ
วิธีการที่ชัดเจนอย่างเคร่งครัดและมีมาตรฐาน เพื่อให้การสังเกตการเรียนการสอนเป็นไปอย่างรา
บรื่นและสร้างสรรค์ รวมทั้งเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ก็ต้องมี
มาตรฐาน ส่งผลให้ได้ข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ นั่นหมายความว่า ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตต้องเป็นที่
ยอมรับอย่างเป็น “สากล” ไม่ใช่ความเชื่อถือได้และเป็นที่ยอมรับนับถือเพียงเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่ง
ข้อมูลอาจได้มาจากผู้สังเกตที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่น่านับถือและเป็นที่ยอมรับ เพื่อนผู้เข้ารับการฝึกซึ่งผู้เข้า
รับการฝึกผู้ถูกสังเกตต้องรู้สึกเคารพ เห็นอกเห็นใจ และซื่อสัตย์ต่อกัน ผู้นิเทศมีความรู้ความเข้าใจ
ในเนื้อหาการเรียนการสอนอย่างดี ผู้สังเกตหรือผู้เข้ารับการฝึกอาจบันทึกเสียงหรือวีดีทัศน์แต่ต้องไม่
เป็นการทำลายบรรยากาศการสอน
เทคนิคการนิเทศแบบคลินิก
กระบวนการของการนิเทศแบบคลินิกอาจประกอบด้วย 5 ขั้นตอนที่มีความต่อเนื่องกัน ซึ่งเรียก
ว่า “วัฏจักรของการนิเทศ” ซึ่งเริ่มต้นด้วย การประชุมปรึกษาก่อนการสังเกตการณ์สอน เป็นพื้นฐานของ
ความเข้าใจและตกลงร่วมกันระหว่างผู้เข้ารับการฝึกและผู้นิเทศเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน
การสังเกตการสอน ซึ่งผู้นิเทศจะดำเนินการสังเกตการสอนจริงของผู้เข้ารับการฝึก การวิเคราะห์ข้อมูล
และกำหนดวิธีการประชุม คือการรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการสอนให้เป็นหมวดหมู่เป็นระบบเพื่อนำ
มาวิเคราะห์ และในขั้นตอนนี้ผู้เข้ารับการฝึกและผู้นิเทศจะร่วมกันคิดและวางแผนขั้นตอนของการ
ประชุมนิเทศด้วย การประชุมนิเทศ เป็นการให้ข้อมูลป้อนกลับเกี่ยวกับพฤติกรรมการสอนของผู้เข้ารับ
การฝึก และในขั้นสุดท้ายคือ การประชุมวิเคราะห์พฤติกรรมการนิเทศ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับ
การฝึกและผู้นิเทศได้ปฏิบัติตั้งแต่เริ่มต้นใจขั้นตอนที่หนึ่ง จนถึงขั้นตอนที่สี่เพื่อค้นหาถึงพฤติกรรมกา
รนิเทศที่ดี และที่บกพร่องสมควรปรับปรุงโดยที่ผู้เข้ารับการฝึกมีส่วนรับผิดชอบที่จะให้ข้อมูลป้อนกลับ
เกี่ยวกับพฤติกรรมการนิเทศ
เทคนิคการนิเทศแบบคลินิก
1. ทฤษฎีเทคนิคการนิเทศแบบคลินิก (Clinical Supervision)
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 882
หมายเหตุ : แบบสังเกตการสอนอาจใช้แบบฟอร์มจากเทคนิคการนิเทศแบบสังเกตการเรียนการส
อนแทนและเพิ่มเติม
ทฤษฎีการนิเทศแบบคลินิกตามรูปแบบของโกลด์แฮมเมอร์
โกลด์แฮมเมอร์ ได้เสนอรูปแบบ (Model) ซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ซึ่งเป็นลำดับที่ต่อเนื่อง
ของการนิเทศ (Sequence of supervision) ซึ่งความต่อเนื่องของการนิเทศนี้เมื่อรวมกันเข้าเรียกว่า
วัฏจักรของการนิเทศ (Cycle of supervision) ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 การประชุมปรึกษาก่อนการสังเกตการสอน (Pre-observation
conference)
ขั้นตอนที่ 2 การสังเกตการสอน (Observation)
ขั้นตอนที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูลและกำหนดวิธีการประชุมนิเทศ (Analysis and
strategy)
ขั้นตอนที่ 4 การประชุมนิเทศ (Supervision conference)
ขั้นตอนที่ 5 การประชุมวิเคราะห์พฤติกรรมการนิเทศ (Post-conference analysis)
ทฤษฎีเทคนิคการนิเทศแบบคลินิกตามรูปแบบของโคแก่น
การนิเทศแบบคลินิกตามรูปแบบของโคแก่น เป็นวัฏจักรของการนิเทศ ซึ่งประกอบด้วย 8 ขั้น
ตอนด้วยกัน คือ
ขั้นตอนที่ 1 การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้ารับการฝึกและผู้นิเทศ (Establishing
the teacher supervisor relationship)
ขั้นตอนที่ 2 การวางแผนร่วมกันกับผู้เข้ารับการฝึก (Planning with the teacher)
ขั้นตอนที่ 3 การวางแผนยุทธวิธีในการสังเกตการสอน (Planning the strategy of
observation)
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936
ความรู้ความสามารถ การบริหารงานในหน้าที่ 883
ขั้นตอนที่ 4 การสังเกตการสอน (Observing instruction)
ขั้นตอนที่ 5 การวิเคราะห์กระบวนการเรียนการสอน (Analyzing the teaching-
learning process)
ขั้นตอนที่ 6 วางแผนยุทธวิธีในการประชุมนิเทศ (Planning the strategy of the
conference)
ขั้นตอนที่ 7 การประชุมนิเทศ (The conference)
ขั้นตอนที่ 8 การวางแผนการสอนต่อเนื่อง (Renewed planning)
การนิเทศแบบคลินิกตามรูปแบบของโคแมน เป็นรูปแบบที่ละเอียด มีขั้นตอนที่ค่อนข้างสลับ
ซับซ้อน แต่ก็มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม
ทฤษฎีเทคนิคการนิเทศแบบคลินิกตามรูปแบบของโบยานและโคพแลนด์
การนิเทศแบบคลินิกตามรูปแบบของโบยานและโคพแลนด์ ใช้ชื่อว่า “กระบวนกานิเทศการ
สอน” (Insturctional supervision process) ซึ่งประกอบด้วย 4 ตอน และมีอยู่ 8 ขั้น ดังนี้
ตอนที่ 1 การประชุมก่อนการสังเกตการสอน (Pre-observation Conference)
ขั้นที่ 1 คำกัดความพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องหรือที่เป็นความกังวลห่วงใยของผู้เข้ารับการ
ฝึก
ขั้นที่ 2 ตัดสินใจเลือกหาที่จะได้มาซึ่งการวัดพฤติกรรมการสอน โดยวัดจากพื้นฐานครั้ง
แรก (Base rate) หรือโดยการวัดพฤติกรรมการสอนโดยการตั้งมาตรการของระดับความสามารถ
ในการสอนเอาไว้ (Performance criterion)
ขั้นที่ 3 เลือกเครื่องมือหรือสร้างเครื่องมือสำหรับใช้ในการสอนเอาไว้ (Performance
criterion)
ตอนที่ 2 การสังเกตการสอน (Observation)
ขั้นที่ 4 สังเกตพฤติกรรมการสอนที่เฉพาะเจาะจง
ตอนที่ 3 การวิเคราะห์การสอน (Analysis)
ขั้นที่ 5 การวิเคราะห์ผลที่ได้จากาการสังเกตการสอน
ขั้นที่ 6 ชี้ระบุถึงพฤติกรรมการสอนที่ต้องการเก็บรักษาเอาไว้ หรือพฤติกรรมการสอนที่
ต้องการให้เปลี่ยนแปลง
ตอนที่ 4 การประชุมหลังการสังเกตการสอน (Postobservation conference)
ขั้นที่ 7 ให้ข้อมูลป้อนกลับจากผลกของการวิเคราะห์
ขั้นที่ 8 พิจารณาเลือกยุทธวิธี
ใน 8 ขั้นนี้ เมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้วเป็นกระบวนการของการนิเทศการสอน ที่แต่ละขั้นใน
กระบวนการจะมีความต่อเนื่องกัน เช่น ในขั้นที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จะต้องจัดทำก่อนขั้นที่ 4 และขั้นที่ 4
จะต้องจัดทำก่อนขั้นที่ 5 แล้วทำต่อเนื่องกันไปจนครบ 8 ขั้น ในแต่ละตอนแต่ละขั้นผู้เข้ารับการฝึกและ
ผู้นิเทศจะทำงานร่วมกันไปในเกือบทุกขั้น ในบางโอกาสผู้นิเทศจะทำงานตามลำพัง (โดยเฉพาะในขั้น
ที่ 5 และขั้นที่ 6)
ทฤษฎีเทคนิคการนิเทศแบบคลินิกตามรูปแบบของแอคคีสันและแก่ลล์
แอคคีสันและแก่ลล์ได้เสนอรูปแบบของการนิเทศแบบคลินิกไว้อย่ากะทัดรัดและชัดเจนโดยให้
ความคิดเห็นไว้ว่า วิธีการของการนิเทศแบบคลินิกนั้นหมายถึงกระบวนการหรือกิจกรรมที่ดำเนินการ
ตามขั้นตอนการนิเทศ ซึ่งเรียนว่า “วัฏจักร” (Cycle) การนิเทศแบบคลินิกตามแนวคิดของแอคคีสันและ
แก่ลล์ได้เสนอไว้ 3 ระยะ หรือ 3 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 การประชุมปรึกษาหารือกัน (Planning conference)
ทิชเชอร์ ติวเตอร์ 097-180-7936