ดุเหว่าเร้าเสียงส าเนียงก้อง ระฆังฆ้องขานแข่งในวังหลวง วันทองน้องนอนสนิทรวง จิตง่วงระงับสู่ภวังค์ ฝันว่าพลัดไปในไพรเถื่อน เลื่อนเปื้อนไม่รู้ที่จะกลับหลัง ลดเลี้ยวเที่ยวหลงในดงรัง ยังมีพยัคฆ์ร้ายมาราวี ทั้งสองมองหมอบอยู่ริมทาง พอนางดั้นป่ามาถึงที่ โดดตะครุบคาบคั้นในทันที แล้วฉุดคร่าพารี่ไปในไพร ถอดความได้ว่า นกก็ต่างร้องสียงดัง เสียงระฆังจากในวังก็ตีบอกเวลา นางวันทองที่นอนหลับสนิทอยู่ ก็ฝันว่า ตนหลงไปในป่า หาทางกลับไม่ได้ ยิ่งเดินเลี้ยวไปไหนต่อไหนก็ยิ่งหลงทาง และก็ไปเจอเสือสอง ตัวนอนหมอบอยู่ริมข้างทางแล้วก็ตะครุบนางเข้าไปในป่า
สิ้นฝันครั้นตื่นตกประหม่า หวีดผวากอดผัวสะอื้นไห้ เล่าความบอกผัวด้วยกลัวภัย ประหลาดใจน้องฝันพรั่นอุรา ใต้เตียงเสียงหนูก็กุกกก แมงมุมทุ่มอกที่ริมฝา ยิ่งหวาดหวั่นพรั่นตัวกลัวมรณา ดังวิญญานางจะพรากไปจากกาย ครานั้นขุนแผนแสนสนิท ฟังความตามนิมิตก็ใจหาย ครั้งนี้น่าจะมีอันตราย ฝันร้ายสาหัสตัดต ารา ค าศัพท์ แมงมุมทุ่มอก หมายถึง ทุ่มอกคือตีอก เชื่อกันว่าเมื่อแมงมุมตีอกของมันจะเป็นลางร้ายอย่าง หนึ่ง ถอดความได้ว่า นางก็ตื่นขึ้นมาร้องไห้ผวากอดขุนแผนและเล่าความฝันให้ขุนแผนฟัง ยิ่งได้ยินเสียงหนูร้องและ แมงมุมทุ่มอกยิ่งใจหายกลัวจะเกิดเรื่องไม่ดี
พิเคราะห์ดูทั้งยามอัฐกาล ก็บันดาลฤกษ์แรงเป็นหนักหนา มิรู้ที่จะแถลงแจ้งกิจจา กอดเมียเมินหน้าน ้าตากระเด็น จึงแกล้งเพทุบายท านายไป ฝันอย่างนี้มิใช่จะเกิดเข็ญ เพราะวิตกหมกไหม้จึงได้เป็น เนื้อเย็นอยู่กับผัวอย่ากลัวทุกข์ พรุ่งนี้พี่จะแก้เสนียดฝัน แล้วท ามิ่งสิ่งขวัญให้เป็นสุข มิให้เกิดราคีกลียุค อย่าเป็นทุกข์เลยเจ้าจงเบาใจ ค าศัพท์ อัฐกาล หมายถึง อัฐเคราะห์ คือต าแหน่งดาวเคราะห์ทั้ง 8 ตามต าราโหราศาสตร์ เสนียด หมายถึง ไม่เป็นมงคล ถอดความได้ว่า เมื่อขุนแผนได้ฟังความฝันของนางวันทองก็รู้ว่าเป็นลางบอกเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้น แต่ไม่รู้จะบอก นางวันทองยังไงเลยปลอบใจนางวันทอง จึงแกล้งบอกปลอบใจนางวันทองว่าเป็นเพราะนางคิด มากไปไม่ได้จะเกิดเหตุร้ายหรอก อยู่กับพี่ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวพรุ่งนี้จะแก้สิ่งไม่เป็นมงคลให้และ ท าสิ่งดีท าให้นางมีความสุข ไม่ให้เกิดสิ่งร้ายๆ สบายใจได้
ครั้นว่ารุ่งสางสว่างฟ้า สุริยาแย้มเยี่ยมเหลี่ยมไศล จะกล่าวถึงพระองค์ผู้ทรงชัย เนาในพระที่นั่งบัลลังก์รัตน์ พร้อมด้วยพระก านัลนักสนม หมอบประนมเฝ้าแหนแน่นขนัด ประจ าตั้งเครื่องอานอยู่งานพัด ทรงเคืองขัดขุนช้างแต่กลางคืน แสนถ่อยใครจะถ่อยเหมือนมันบ้าง ทุกอย่างที่จะชั่วอ้ายหัวลื่น เวียนแต่เป็นถ้อยความไม่ข้ามคืน น ้ายืนหยั่งไม่ถึงยังดึงมา ค าศัพท์ เครื่องอาน หมายถึง เครื่องกิน ถ่อย หมายถึง ชั่ว,เลว น ้ายืนหยั่งไม่ถึง หมายถึง น ้าลึกเกินกว่าเท้าจะหยั่งถึง ถอดความได้ว่า วันรุ่งขึ้นสมเด็จพระพันวษาประทับบนบัลลังก์มีนางก านัลและสนมหมอบเฝ้าอยู่ ตั้งเครื่องกิน และอยู่งานพัดตามหน้าที่ สมเด็จพระพันวษาขัดเคืองขุนช้างตั้งแต่เวลากลางคืน ทรงเห็นว่าขุน ช้างเป็นคนชั่วคอยแต่มีคดีความกับผู้อื่น
คราวนั้นฟ้องกันด้วยวันทอง นี่มันฟ้องใครอีกอ้ายชาติข้า ด าริพลางทางเสด็จยาตรา ออกมาพระที่นั่งจักรพรรดิ พระสูตรรูดกร่างกระจ่างองค์ ขุนนางกราบลงเป็นขนัด ทั้งหน้าหลังเบียดเสียดเยียดยัด หมอบอัดถัดกันเป็นหลั่นไป ทอดพระเนตรมาเห็นขุนช้างเฝ้า เออใครเอาฟ้องมันไปไว้ไหน พระหมื่นศรีถวายพลันในทันใด รับไว้คลี่ทอดพระเนตรพลัน ค าศัพท์ พระสูตร หมายถึง ม่าน ถอดความได้ว่า คราวก่อนก็ฟ้องร้องเรื่องวันทอง ครั้งนี้ไม่ทรงทราบว่าจะฟ้องใครอีก พระองค์จึงเสด็จออกมาที่ พระที่นั่งจักรพรรดิเมื่อม่านรูดออกขุนนางก็พร้อมกันกราบลงหมอบเฝ้ากันอยู่มากมาย ตามล าดับ ทรงทอดพระเนตรเห็นขุนช้างเข้าเฝ้าอยู่จึงตรัสถามขุนนางว่าจะฟ้องใคร หมื่นศรี จึงถวายฎีกาให้ทอดพระเนตร
พอทรงจบแจ้งพระทัยในข้อหา ก็โกรธาเคืองขุ่นหุ่นหัน มันเคี่ยวเข็ญท าเป็นอย่างไรกัน อีวันทองคนเดียวไม่รู้แล้ว ราวกับไม่มีหญิงเฝ้าชิงกัน หรืออีวันทองนั้นมันมีแก้ว รูปอ้ายช้างชั่วช้าตาบ้องแบ๋ว ไม่เห็นแววที่ว่ามันจะรัก ใครจะเอาเป็นผัวเขากลัวอาย หัวหูดูเหมือนควายที่ตกปลัก คราวนั้นเป็นความกูถามซัก ตกหนักอยู่กับเฒ่าศรีประจัน ค าศัพท์ โกรธา หมายถึง โกรธ ปลัก หมายถึง แอ่งที่เป็นโคลนเลน ถอดความได้ว่า พอทอดพระเนตรเสร็จก็กริ้วว่าเรื่องวันทองคนเดียว ท าไมไม่จบกันเสียทีเหมือนกับไม่มีผู้หญิง คนอื่นอีกแล้ว และทรงไม่เห็นว่าวันทองจะมีใจรักขุนช้าง ใครก็ไม่อยากได้ขุนช้างไปเป็นผัว เพราะดูรูปร่างหน้าตาน่าเกลียด
วันทองกูสิให้กับไอ้แผน ไยแล่นมาอยู่กับอ้ายช้างนั่น จมื่นศรีไปเอาตัวมันมาพลัน ทั้งวันทองขุนแผนอ้ายหมื่นไวย ฝ่ายพระหมื่นศรีได้รับสั่ง ถอยหลังออกมาไม่ช้าได้ สั่งเวรกรมวังในทันใด ต ารวจในวิ่งตะบึงมาถึงพลัน ขึ้นไปบนเรือนพระหมื่นไวย แจ้งข้อรับสั่งไปขมีขมัน ขุนช้างฟ้องร้องฎีกาพระทรงธรรม์ ให้หาทั้งสามท่านนั้นเข้าไป ค าศัพท์ ตะบึง หมายถึง รีบเร่ง ขมีขมัน หมายถึง ทันทีทันใด พระทรงธรรม์หมายถึง พระมหากษัตริย์ ถอดความได้ว่า คราวก่อนก็ยกวันทองให้กับขุนแผนไปแล้ว ท าไมจึงมาอยู่กับขุนช้างอีก จึงให้จมื่นศรีไปน าตัว วันทอง ขุนแผนและจมื่นไวย พระหมื่นศรีได้รับค าสั่งให้ถอยหลังออกมาในไม่ช้าและสั่งหาร
ในวังทันทีให้ทหารวิ่งมาอย่างเร่งรีบและขึ้นไปบนเรือนพระหมื่นไวยและแจ้งรับสั่งให้รีบไป ในทันที ขุนช้างได้ยืนค าร้องทุกข์ให้พระเจ้าแผ่นดินให้เรียกทั้งสามคนมาเข้าเฝ้า ครานั้นวันทองเจ้าพลายงาม ได้ฟังความคร้ามครั่นหวั่นไหว ขุนแผนเรียกวันทองเข้าห้องใน ไม่ไว้ใจจึงเสกด้วยเวทมนตร์ สีขี้ผึ้งสีปากกินหมากเวทย์ ซึ่งวิเศษสารพัดแก้ขัดสน น ้ามันพรายน ้ามันจันทน์สรรเสกปน เคยคุ้มขังบังตนแต่ไรมา แล้วท าผงอิทธิเจเข้าเจิมพักตร์ คนเห็นคนทักรักทุกหน้า เสกกระแจะจวงจันทร์น ้ามันทา เสร็จแล้วก็พาวันทองไป ถอดความได้ว่า ตอนนั้นนางวันทองและพลายงามได้ฟังค ารับสั่งแล้วรู้สึกตื่นเต้น และขุนแผนเรียกนางวันทอง เข้าไปข้างในห้อง เพราะไม่ไว้ใจเลยเสกมนตร์ใส่นางวันทอง เอาขี้ผึ้งมาปากและกินหมากที่ลง มนตร์ไว้ มันเป็นของที่ช่วยแก้ปัญหาทุกอย่าง มีทั้งน ้ามันพรายและน ้ามันจันทน์ที่ใช้พลางตัว มาตลอด แล้วน าผงเสน่ห์มาทาหน้าเพื่อให้คนที่เห็นที่ทักทุกคนต่างหลงรักตนและเสกเครื่อง หอมที่ท าด้วยไม้จันทร์ท าให้เป็นน ้ามันพอท าเสร็จแล้วก็พานางวันทองออกไป
ครานั้นทองประศรีผู้มารดา ครั้นได้แจ้งกิจจาไม่นิ่งได้ เด็กเอ๋ยวิ่งตามมาไวไว ลงบันไดงันงกตกนอกกชาน พลายชุมพลกอดก้นทองประศรี กูมิใช่ช้างขี่ดอกลูกหลาน ลุกขึ้นโขย่งโก้งโค้งคลาน ซมซานโฮกฮากอ้าปากไป ครั้นถึงยั้งอยู่ประตูวัง ผู้รับสั่งเร่งรุดไม่หยุดได้ ขุนแผนวันทองพระหมื่นไวย เข้าไปเฝ้าองค์พระภูมี ฯ ถอดความได้ว่า เมื่อแม่ของนางวันทองได้รู้ข่าวก็ร้อนใจ รีบเรียกลูกหลานให้วิ่งตามมาให้รีบลงจากบันไดจนตก ออกนอกชาน พลายชุมพลก็เข้ากอดก้นนางทองประศรี นางทองประศรีจึงตะโกนบอกว่า พลายชุมพลว่าตนไม่ใช่ช้าง แล้วก็ลุกขึ้น เมื่อถึงหน้าประตูวัง ทั้งสามคนจึงรีบเข้าไปเข้าเฝ้า พระมหากษัตริย์
ครานั้นพระองค์ผู้ทรงเดช ปิ่นปักนคเรศเรืองศรี เห็นสามราเข้ามาอัญชลี พระปรานีเหมือนลูกในอุทร ด้วยเดชะพระเวทวิเศษประสิทธิ์ เผอิญคิดรักใคร่พระทัยอ่อน ตรัสถามอย่างความราษฎร ฮ้าเฮ้ยดูก่อนอีวันทอง เมื่อมึงกลับมาแต่ป่าใหญ่ กูสิให้อ้ายแผนประสมสอง ครั้นกูขัดใจให้จ าจอง ตัวของมึงไปอยู่แห่งไร ถอดความได้ว่า เมื่อพระพันวสาเห็นทั้งสามคน(ขุนช้าง พระไวย และนางวันทอง)เดินเข้ามาก็เกิดความเอ็นดู อย่างลูก จึงตรัสถามความว่าเมื่อกลับมาจากป่าที่ตัดสินให้ไปอยู่กับขุนแผนเป็นอย่างไร
ท าไมไม่อยู่กับอ้ายแผน แล่นไปอยู่กับอ้ายช้างใหม่ เดิมมึงรักอ้ายแผนแล่นตามไป ครั้นยกให้เต้นกลับเล่นตัว อยู่กับอ้ายช้างไม่อยู่ได้ เกิดรังเกียจเกลียดใจด้วยชังหัว ดูยักใหม่ย้ายเก่าเฝ้าเปลี่ยนตัว ตกว่าชั่วแล้วมึงไม่ไยดี ฯ ครานั้นวันทองได้รับสั่ง ละล้าละลังประนมก้มเกศี หัวสยองพองพรั่นทันที ทูลคดีพระองค์ผู้ทรงธรรม์ ถอดความได้ว่า ให้ไปอยู่กับขุนแผนท าไมถึงไม่ไปอยู่ แต่กลับไปอยู่กับขุนช้าง ทั้งๆที่แต่ก่อนรักกับขุนแผนไม่ใช่ เหรอพอจะยกให้ไปอยู่กับขุนช้าง ก็รังเกียจขุนช้างขึ้นมา เปลี่ยนไปเปลี่ยนมามันไม่ดี เมื่อนาง วันทองได้รับสั่ง ก็รู้สึกละล้าละลังจึงประนมมือไหว้เหนือหัว นางรู้สึกกลัวมาก
ขอเดชะละอองธุลีพระบาท องค์หริรักษ์ราชรังสรรค์ เมื่อกระหม่อมฉันมาแต่อรัญ ครั้งนั้นโปรดประทานขุนแผนไป ครั้นอยู่มาขุนแผนต้องจ าจอง กระหม่อมฉันมีท้องนั้นเติบใหญ่ อยู่ที่เคหาหน้าวัดตะไกร ขุนช้างไปบอกว่าพระโองการ มีรับสั่งโปรดประทานให้ กระหม่อมฉันไม่ไปก็หักหาญ ยื้อยุดแดคร่าท าสามานย์ เพื่อนบ้านจะช่วยก็สุดคิด ถอดความได้ว่า นางวันทองทูลขอพระพันวษาว่า เมื่อตอนที่ออกจากป่าพระองค์ยกหม่อมฉันให้ขุนแผน ต่อมา ขุนแผนถูกเข้าคุก ดิฉันได้ตั้งทอง ขุนช้างก็เข้ามากระหม่อมไปอยู่ด้วยโดยอ้างว่าเป็นพระบัญชา ของพระองค์ มาฉุดกระหม่อมไปเพื่อนบ้านก็เกรงกลัวเพราะคิดว่าเป็นพระบัญชาของพระองค์
ด้วยขุนช้างอ้างว่ารับสั่งให้ ใครจะขัดขืนไว้ก็กลัวผิด จนใจมิไปก็สุดฤทธิ์ ชีวิตอยู่ใต้พระบาทา ฯ ครานั้นพระองค์ผู้ทรงภพ ฟังจบกริ้วขุนช้างเป็นหนักหนา มีพระสิงหนาทตวาดมา อ้ายบ้าเย่อหยิ่งอ้ายลิงโลน ตกว่ากูหาเป็นเจ้าชีวิตไม่ มึงถือใจว่าเป็นเจ้าที่โรงโขน เป็นไม่มีอาชญาสิทธิ์คิดถึงโดน เที่ยวท าโจรใจคะนองจองหองครัน ถอดความได้ว่า พระพันวษาได้ฟังขุนช้างทูลก็ทรงกริ้ว ตวาดเสียงดังลั่น ว่าถ้าพระองค์ไม่เป็นกษัตริย์ ขุนช้างก็ คงมองไม่เห็นหัว จะต้องเฆี่ยนเสียด้วยหวาย
เลี้ยงมึงไม่ได้อ้ายใจร้าย ชอบแต่เฆี่ยนสองหวายตลอดสัน แล้วกลับความถามข้างวันทองพลัน เออเมื่อมันฉุดคร่าพามึงไป ก็ช้านานประมาณได้สิบแปดปี ครั้งนี้ท าไมมึงจึงมาได้ นี่มึงหนีมันมาหรือว่าไร หรือว่าใครไปรับเอามึงมา วันทองฟังถามให้คร้ามครั่น บังคมคัลประนมก้มเกศา ขอเดชะพระองค์ทรงศักดา พระอาญาเป็นพ้นล้นเกล้าไป ถอดความได้ว่า พระพันวษาก็ตรัสถามนางวันทองว่า เมื่อขุนช้างฉุดไปเป็นเวลาประมาณ 18 ปีท าไมถึงหนีมา ได้ หนีมาเองหรือว่าใครไปรับมา นางวันทองได้ฟังค าถามก็รู้สึกกลัว ครั้งนี้จมื่นไวยนั้นไปรับ กระหม่อมฉันจึงกลับคืนมาได้ มิใช่ย้อนยอกท านอกใจ ขุนแผนก็มิได้ประเวณี แต่มานั้นเวลาสักสองยาม ขุนช้างจึงหาความว่าหลบหนี ขอพระองค์จงทรงพระปรานี ชีวีอยู่ใต้พระบาทา ฯ
ถอดความได้ว่า นางวันทองกราบทูลสมเด็จพระพันวษาว่าจมื่นไวยไปรับตอนกลางคืน ขุนช้างจึงคิดว่าหนี ออกมา ขุนแผนก็ไม่ได้ท าอะไรไม่ดีไม่งาม นางทูลขอความกรุณาจากสมเด็จพระพันวษา ครานั้นพระองค์ผู้ทรงเดช ฟังเหตุขุ่นเคืองเป็นหนักหนา อ้ายหมื่นไวยท าใจอหังการ์ ตกว่าบ้านเมืองไม่มีนาย จะปรึกษาตราสินให้ไม่ได้ จึงท าตามน ้าใจเอาง่ายง่าย ถ้าฉวยเกิดห่าฟันกันล้มตาย อันตรายไพร่เมืองก็เคืองกู อีวันทองกูให้อ้ายแผนไป อ้ายช้างบังอาจใจท าจู่ลู่ ฉุดมันขึ้นช้างอ้างถึงกู ตะคอกขู่อีวันทองให้ตกใจ ค าศัพท์ ตกว่า หมายถึง ราวกับว่า ตราสิน หมายถึง แจ้งความไว้เพื่อเป็นหลักฐาน จู่ลู่ หมายถึง หุนหันพลันแล่น ในความว่า “อ้ายช้างบังอาจใจท าจู่ลู่” ถอดความได้ว่า เมื่อพระพันวษาได้ฟังความจากนางวันทอง ก็โกรธจมื่นไวยที่ท าการอุกอาจท าเหมือนบ้านเมือง ไม่มีกฎหมาย ถ้าเกิดมีการฆ่าฟันล้มตาย ประชาชนจะขุ่นเคืองพระพันวษาได้ ทางด้านขุน ช้างก็ผิดที่ไปฉุดตัวนางวันทองมา แล้วยังอ้างชื่อพระพันวษาไปข่มขู่พาตัวนางวันทองมา
ชอบตบให้สลบลงกับที่ เฆี่ยนตีเสียให้ยับไม่นับได้ มะพร้าวห้าวยัดปากให้สาใจ อ้ายหมื่นไวยก็โทษถึงฉกรรจ์ มึงถือว่าอีวันทองเป็นแม่ตัว ไม่เกรงกลัวเว้โว้ท าโมหันธ์ ไปรับไยไม่ไปในกลางวัน อ้ายแผนพ่อนั้นก็เป็นใจ มันเหมือนวัวเคยขาม้าเคยขี่ ถึงบอกกูว่าดีหาเชื่อไม่ อ้ายช้างมันก็ฟ้องเป็นสองนัย ว่าอ้ายไวยลักแม่ให้บิดา ค าศัพท์ วัวเคยขาม้าเคยขี่ หมายถึง คุ้นเคยกันมาอย่างดี รู้ทีกัน เข้าใจในท านองของกันและกัน ส านวนนี้ส่วนมากใช้กับคนที่เคยเป็นสามี ภรรยากัน ถอดความได้ว่า เฆี่ยนตีขุนช้างให้สลบคาที่ แล้วเอามะพร้าวห้าวยัดปาก จมื่นไวยก็มีความผิดฉกรรจ์ที่ไปพาตัว นางวันทองมากลางดึก คงจะมีขุนแผนผู้เป็นพ่อคอยหนุนหลัง เพราะว่าขุนช้างเอาเรื่องมา บอกพระพันวษาว่า จมื่นไวยฉุดนางวันทองกลับไปให้พ่อถือว่าเป็นความผิด
เป็นราคีข้อผิดมีติดตัว หมองมัวมลทินอยู่หนักหนา ถ้าอ้ายไวยอยากจะใคร่ได้แม่มา ชวนพ่อฟ้องหาเอาเป็นไร อัยการศาลโรงก็มีอยู่ หรือว่ากูตัดสินให้ไม่ได้ ชอบทวนด้วยลวดให้ปวดไป ปรับไหมให้เท่ากับชายชู้ มันเกิดเหตุทั้งนี้ก็เพราะหญิง จึงหึงหวงช่วงชิงยุ่งยิ่งอยู่ จ าจะตัดรากใหญ่ให้หล่นพรู ให้ลูกดอกดกอยู่แต่กิ่งเดียว ค าศัพท์ ทวนด้วยลวด หมายถึง เฆี่ยนตีด้วยหนังที่ท าเป็นเส้นยาวๆซึ่งเรียกว่าลวดหนัง ถอดความได้ว่า ถ้าจมื่นไวยอยากได้ตัวแม่ ท าไมไม่พาพ่อมาฟ้องศาล หรือคิดว่าพระพันวษาไม่สามารถตัดสิน ให้ได้ ต้องลงโทษด้วยลวดและปรับ ส่วนขุนช้างก็บังอาจอ้างราชโองการ ควรตบให้สลบ แล้ว เอามะพร้าวยัดปาก แล้วรับสั่งว่าจะต้องแก้ปัญหานี้ให้จบเสียที ต้องตัดรากใหญ่(ปัญหา) ให้ เหลือลูกดอกกิ่งเดียว (ให้นางวันทองตัดสินใจเลือกเพียงหนึ่ง)
อีวันทองตัวมันเหมือนรากแก้ว ถ้าตัดโคนขาดแล้วก็ใบเหี่ยว ใครจะควรสู่สมอยู่กลมเกลียว ให้เด็ดเดี่ยวรู้กันแต่วันนี้ เฮ้ยอีวันทองว่ากระไร มึงตั้งใจปลดปลงให้ตรงที่ อย่าภวังค์กังขาเป็นราคี เพราะมึงมีผัวสองกูต้องแค้น ถ้ารักใหม่ก็ไปอยู่กับอ้ายช้าง ถ้ารักเก่าเข้าข้างอ้ายขุนแผน อย่าเวียนวนไปให้คนมันหมิ่นแคลน ถ้าแม้นมึงรักไหนให้ว่ามา ค าศัพท์ รากใหญ่ หมายถึง นางวันทอง ถอดความได้ว่า นางวันทองเหมือนกับรากแก้วถ้าตัดโคนได้แล้วใบก็จะเหี่ยวไปเอง พระพันวษาตรัสว่านางวัน ทองจะตกลงยังไง อย่าลังเลเพราะมีทั้งผัวและลูก ถ้ารักใหม่ก็ให้ไปอยู่กับขุนช้าง แต่ถ้ารักก็ เลือกขุนแผน อย่าชักช้าคนจะนินทาเอาได้ จะเลือกใครก็ว่ามา
ครานั้นวันทองฟังรับสั่ง ให้ละล้าละลังเป็นหนักหนา ครั้นจะทูลกลัวพระราชอาญา ขุนช้างแลดูตายักคิ้วลน พระหมื่นไวยใช้ใบ้ให้แม่ว่า บุ้ยปากตรงบิดาเป็นหลายหน วันทองหมองจิตคิดเวียนวน เป็นจนใจนิ่งอยู่ไม่ทูลไป ครานั้นพระองค์ทรงธรณินทร์ หาได้ยินวันทองทูลขึ้นไม่ พระตรัสความถามซักไปทันใด หรือมึงไม่รักใครให้ว่ามา ถอดความได้ว่า นางวันทองได้ฟังค าพระพันวษาก็เกิดลังเลว่าจะเลือกใคร มองไปทางขุนช้างก็ยักคิ้ว มองไป ทาง จมื่นไวยก็ท าปากบุ้ยไปตรงพ่อ วันทองคิดวนไปวนมา ก็ยังไม่ทูลอะไรแก่พระพันวษา พระ พันวษาไม่เห็นว่านางวันทองทูลอะไร ทรงตรัสถามต่อว่าจะไม่รักใครให้ว่ามา
จะรักชู้ชังผัวมึงกลัวอาย จะอยู่ด้วยลูกชายก็ไม่ว่า ตามใจกูจะให้ดังวาจา แต่นี้เบื้องหน้าขาดเด็ดไป นางวันทองรับพระราชโองการ ให้บันดาลบังจิตหาคิดไม่ อกุศลดลมัวให้ชั่วใจ ด้วยสิ้นในอายุที่เกิดมา คิดคะนึงตะลึงตะลานอก ดังตัวตกพระสุเมรุภูผา ให้อุธัจอัดอั้นตันอุรา เกรงผิดภายหน้าก็สุดคิด ถอดความได้ว่า จะไปอยู่กับลูกไหม ตามแต่ใจ แต่ถ้าตอบมาแล้วจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ นางวันทองรับพระราช โองการดังนั้นก็คิดไม่ออก ถึงเวลาสิ้นอายุ จึงเกิด “อกุศล” ท าให้ประหม่าและเกรงว่าจะ ตัดสินใจผิด
จะว่ารักขุนช้างกระไรได้ ที่จริงใจมิได้รักแต่สักหนิด รักพ่อลูกห่วงดังดวงชีวิต แม้นทูลผิดจะพิโรธไม่โปรดปราน อย่าเลยจะทูลเป็นกลางไว้ ตามพระทัยท้าวจะแยกให้แตกฉาน คิดแล้วเท่านั้นมิทันนาน นางก้มกรานแล้วก็ทูลไปฉับพลัน ความรักขุนแผนก็แสนรัก ด้วยร่วมยากมานักไม่เดียดฉันท์ สู้ล าบากบุกป่ามาด้วยกัน สารพันอดออมถนอมใจ ถอดความได้ว่า จะว่ารักขุนช้างก็ไม่ได้เพราะตนไม่ได้รัก ถ้าเกิดทูลพระพันวษาผิดก็จะเป็นทูล จึงทูลเป็น กลางๆตามแต่พระทัยของพระพันวษาว่าจะตัดสินใจอย่างไร จึงทูลออกไปว่าขุนแผนนั้นก็แสน รักร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมานาน
ขุนช้างแต่อยู่ด้วยกันมา ค าหนักหาได้ว่าให้เคืองไม่ เงินทองกองไว้มิให้ใคร ข้าไทใช้สอยเหมือนของตัว จมื่นไวยเล่าก็เลือดที่ในอก ก็หยิบยกรักเท่ากันกับผัว ทูลพลางตัวนางเริ่มระรัว ความกลัวอาญาเป็นพ้นไป ครานั้นพระองค์ผู้ทรงภพ ฟังจบแค้นคลั่งดังเพลิงไหม้ เหมือนดินประสิวปลิวติดกับเปลวไฟ ดูดู๋เป็นได้อีวันทอง ถอดความได้ว่า ขุนช้างอยู่ด้วยกันมาก็ไม่เคยท าเรื่องให้ขุ่นเคืองใจและมีเงินทองบ่าวไพร่ใช้ไม่ขัดสน ส่วนจมื่น ไวยที่เป็นลูกชายก็เป็นเหมือนเลือดในอก ย่อมรักเท่ากับรักผัวอยู่แล้ว ทูลเสร็จนางวันทองก็สั่น ด้วยความกลัว หลังจากนางวันทองทูล พระพันวษากริ้วอย่างมากเหมือนดินประสิวที่โดนไฟ แล้วปะทุ
จะว่ารักข้างไหนไม่ว่าได้ น ้าใจจะประดังเข้าทั้งสอง ออกนั่นเข้านี่มีส ารอง ยิ่งกว่าท้องทะเลอันล ้าลึก จอกแหนแพเสาส าเภาใหญ่ จะทอดถมเท่าไรไม่รู้สึก เหมือนมหาสมุทรสุดซึ้งซึก น ้าลึกเหลือจะหยั่งกระทั่งดิน อิฐผาหาหาบมาทุ่มถม ก็จ่อมจมสูญหายไปหมดสิ้น อีแสนถ่อยจัญไรใจทมิฬ ดังเพชรนิลเกิดขึ้นในอาจม ถอดความได้ว่า นางวันทองไม่ยอมบอกว่าจะเลือกใคร พระพันวษารับสั่งด่านางวันทองว่ารักข้างไหนเลือกไม่ ถูกจะเอาไว้ส ารองทั้งสองยิ่งว่าความลึกของทะเลทอดสมอลึกเกินจะหยั่งถึงได้ คนถ่อย จัญไร ใจทมิฬ เหมือนเพชรที่เกิดในสิ่งสกปรก
รูปงามนามเพราะน้อยไปหรือ ใจไม่ซื่อสมศักดิ์เท่าเส้นผม แต่ใจสัตว์มันยังมีที่นิยม สมาคมก็แต่ถึงฤดูมัน มึงนี่ถ่อยยิ่งกว่าถ่อยอีท้ายเมือง จะเอาเรื่องไม่ได้สักสิ่งสรรพ์ ละโมบมากตัณหาตาเป็นมัน สักร้อยพันให้มึงไม่ถึงใจ ว่าหญิงชั่วผัวยังคราวละคนเดียว หาตามตอมกันเกรียวเหมือนมึงไม่ หนักแผ่นดินกูจะอยู่ไย อ้ายไวยมึงอย่านับว่ามารดา ถอดความได้ว่า หน้าตาสวยงามชื่อเพราะน้อยไปหรือถึงได้จิตใจไม่ซื่อเท่ากับเส้นผม เลวกว่าสัตว์เพราะสัตว์ยัง มีฤดูผสมพันธุ์ หญิงชั่วยังมีผัวคราวละคน จะอยู่ให้หนักแผ่นดินท าไม ทรงหันไปตรัสกับจมื่น ไวยว่าอย่านับนางวันทองเป็นแม่ให้อายเขา
กูเลี้ยงมึงถึงให้เป็นหัวหมื่น คนอื่นรู้ว่าแม่ก็ขายหน้า อ้ายขุนช้างขุนแผนทั้งสองรา กูจะหาเมียให้อย่าอาลัย หญิงกาลกิณีอีแพศยา มันไม่น่าเชยชิดพิสมัย ที่รูปรวยสวยสมมีถมไป มึงตัดใจเสียเถิดอีคนนี้ เร่งเร็วเหวยพระยายมราช ไปฟันฟาดเสียให้มันเป็นผี อกเอาขวานผ่าอย่าปรานี อย่าให้มีโลหิตติดดินกู เอาใบตองรองไว้ให้หมากิน ตกดินจะอัปรีย์กาลีอยู่ ฟันให้หญิงชายทั้งหลายดู สั่งเสร็จเสด็จสู่ปราสาทชัย ถอดความได้ว่า รับสั่งขุนช้างกับขุนแผนพระองค์จะทรงหาเมียใหม่ให้ แล้วรับสั่งให้เอานางวันทองไปประหาร ชีวิต เอาขวานผ่าอก แล้วเอาใบตองมารองเลือดให้หมากิน อย่าให้เลือดอัปรีย์กาลีตกถึงพื้นดิน เลย รับสั่งเสร็จก็เสด็จเข้าสู่ปราสาทที่ประทับ
คุณค่าของบทประพันธ์ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ 1.มีการใช้ภาษาค าเจรจา การใช้ภาษาที่ท าให้เกิดภาพพจน์ การใช้ค าให้เกิดจินตภาพ การใช้ ภาษาที่รวบรัดของกวี ตัวอย่างเช่น มีความไพเราะ มีความหมายลึกซึ้งกินใจ เช่น “นิจจาวันทองน้องพี่อา พี่จ าหน้าเนื้อน้องได้ทุกแห่ง นิจจาช่างกระไรมาแปลกแปลง เอามือคล าแล้วยังแคลงอยู่คลับคล้าย” 2. การใช้โวหารเปรียบเทียบ เช่น “เต่าเตี้ยดอกอย่าต่อให้ตีนสูง มิใช่ยูงจะมาย้อมให้เห็นขัน หิ่งห้อยหรือจะแข่งแสงพระจันทร์ อย่าปั้นน ้าให้หลงตะลึงเงา” ๓.การใช้โคลงและกลอนในบทประพันธ์สร้างความเป็นเอกลักษณ์ เช่น โอ้พ่อเอยค าหวานผ่านฟ้า ถ้วนพรรณนาในค ากลอน แสนสะอื้นขื่นในอาวรณ์ ฤาจะถอนใจไกลจ าลา
๔.บทประพันธ์ใช้ภาษาที่สละสลวยและเต็มไปด้วยภาพพจน์ ท าให้ผู้อ่านสามารถจินตนาการ ถึงเหตุการณ์และความรู้สึกของตัวละครได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น แม้นม้วยมรณาอย่ามาใกล้ เหมือนหนึ่งหัวใจจะขาดรอน ใจความตามนี้คือที่ทูล กราบบทมูลพระบาทบทมาลย์ โปรดเกล้าฯ เกษมศรีสมาน พระกรุณาปานประสิทธิโชคชัย คุณค่าด้านเนื้อหา 1. เนื้อเรื่อง บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา เป็นตอนหนึ่งใน ๘ ตอน ที่ได้รับยกย่อง จากวรรณคดีสโมสรว่าเป็นยอดของกลอนสุภาพที่ไพเราะดีเลิสทั้งเนื้อเรื่อง เเละกระบวนกลอ 2.ตัวละคร สมเด็จพระพันวษา เป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา บทบาทของพระพันวษาที่เด่นที่สุด คือ เป็นผู้ที่ชี้ชะตาชีวิตให้กับตัวละครทุกตัว ขุนแผน ในตอนนี้กล่าวถึงลักษณะนิสัย ของขุนแผนอยู่น้อย ไม่เน้นบทบาทมากนัก แต่จะเน้น สะท้อนให้เห็นว่า ขุนแผนมีความสามารถด้านทหารและมีความสามารถทางไสยศาสตร์ ขุนช้าง
เป็นตัวละครที่มีความรัก มั่นคง แต่มีข้อเสียคือ ไม่คิดไตร่ตรอง ให้รอบคอบ จะท าการ สิ่งใดก็มักใช้อ ารมณ์ ของตนเองเป็นที่ ตั้ง ซึ่งเป็น ต้นเหตุ ของ ก ารที่น างวันท อง ต้องโทษประหารชีวิต นางวันทอง บทบาทของนางวันทองในตอนนี้มีความส าคัญ อย่างยิ่ง เพราะน าเสนอถึงตัวละคร ผู้หญิงไทยที่ถูกผู้ชายชี้น าชะตาชีวิต จมื่นไวยวรนาถหรือพลายงาม เป็นบุตรชายของขุนแผนกับนางวันทอง เข้ารับราชการและได้กระท าคุณงามความดี จนได้เลื่อนบ รรด าศักดิ์ให้เป็นจมื่นไวย วรน าถ จมื่นไวยเป็นตั วละค รที่มีอ ารมณ์ หุนหันพลันแล่น ไม่ค่อยคิดไตร่ตรองให้รอบคอบ คุณค่าทางด้านสังคม 1.ขนบธรรมเนียมประเพณีและพิธีกรรม ได้แก่ การเกิด การโกนจุก การบวชเรียน การ แต่งงาน การท าศพ ประเพณีการท าบุญในวันสงกรานต์ ประเพณีการฟังเทศน์มหาชาติ ความ เชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ ความเชื่อในเรื่องความฝัน 2.ความเป็นอยู่ค่านิยม จ าแนกเป็นลักษณะบ้านเรือน ลักษณะครอบครัว การต้อนรับ หลัก ความสามัคคี 3.บทบาทและสิทธิของผู้หญิง สถานะของผู้หญิงในสมัยนั้นมีความอ่อนไหวและต้องพึ่งพา ผู้ชายเพื่อความอยู่รอด ท าให้เห็นถึงข้อจ ากัดและความท้าทายที่ผู้หญิงต้องเผชิญ
4.การสะท้อนโครงสร้างสังคมและระบบกฎหมาย ตอนนี้แสดงให้เห็นถึงการด าเนินคดีในสมัย นั้นว่ามีการถวายฎีกาต่อพระมหากษัตริย์เพื่อขอความยุติธรรม ขุนช้างที่รู้สึกไม่ได้รับความเป็น ธรรมจากขุนแผน จึงเข้าถวายฎีกาต่อพระเจ้าแผ่นดิน แสดงถึงความเชื่อมั่นในพระราชอ านาจ และความยุติธรรมของกษัตริย์ ตัวอย่างการน าไปใช้ในชีวิต ไม่นิยมผู้หญิงที่มีพฤติกรรมเหมือนนางวันทอง คือ มีสามีสองคน ในเวลาเดียวกัน แม้ในแท้จริงแล้วจะไม่ได้เกิดจากคามปรารถนา ของนางเอง แต่ในส่วนนี้สังคมกลับมองข้าม และในทางตรงข้ามกัน ค่านิยมเกี่ยวกับการมีภรรยา หลายคนในเวลาเดียวกันนั้นกลับปรากฏอยู่ในหมู่คนชั้นสูง และสังคมไม่รังเกียจแต่กลับนิยม และยกย่อง การใช้ทรัพยากรและอ านาจอย่างมีความรับผิดชอบ ตัวอย่างการน าไปใช้: ขุนช้างใช้ทรัพย์สมบัติและอ านาจของตนในการพยายามท าลายขุนแผน ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรและอ านาจในทางที่ผิด ในชีวิตประจ าวันเราควรใช้ทรัพยากรและ อ านาจที่มีอย่างมีความรับผิดชอบเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมและไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย
บรรณานุกรม Harea0_04. (2024) “ถอดความขุนช้าง ขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้ : https://wewantknowless.wordpress.com/2024 /01/21 สืบค้น ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๗ Jusminebow “คุณค่าที่ได้รับจากเรื่องขุนช้างขุนแผน” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้ : https://literaturethai.wordpress.com/2012/04/26/ สืบค้น ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๗ Unknow “ถอดความขุนช้าง ขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา ตอน 1” [ออนไลน์]. เช้าถึงได้ : https://for-m6.blogspot.com/2013/04/ สืบค้น ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๗ Chisanucha “ศึกษาตัวบทในเสภาขุนช้าง ขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา” [ออนไลน์]. เช้าถึงได้ : https://nockacademy.com/thai-language/ สืบค้น ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๗ Thanakorn Aunjai “การวิเคราะห์คุณค่าด้านสังคม” [ออนไลน์]. เช้าถึงได้ : https://prezi.com/kdb4cox8lwpw/presentation/ สืบค้น ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๗