The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by JC Jeeyawan, 2022-08-20 12:55:45

หน่วยที่่ ๖ การพูดในโอกาสต่างๆ

วิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ

ในชีวิตประจําวันและสถานภาพด้านอาชีพ บางคร้ังเราอาจ
มีความจาํ เป็นที่จะตอ้ งพดู ต่อท่ีประชุมชนในโอกาสต่าง ๆ ท้งั แบบเป็น
ท า ง ก า ร แ ล ะ ไ ม่ เ ป็ น ท า ง ก า ร ไ ด้แ ก่ ก า ร ก ล่ า ว ต้อ น รั บ แ ล ะ
กล่าวตอบ การกล่าวอวยพร การแนะนาํ วิทยากร ฯลฯ ดังน้ันจึงควร
ฝึ กฝนการพูด เพื่อเตรียมตวั พูด โดยคาํ นึงถึงจุดมุ่งหมายของการพูด
การใชภ้ าษาและวธิ ีการพดู ที่ถูกตอ้ งใหเ้ หมาะสมกบั โอกาสและสถานท่ี

การพูดในโอกาสต่าง ๆ เป็ นการสื่อสารอีกรูปแบบหน่ึงในวงสังคม เพ่ือแสดงอธั ยาศยั ไมตรี
และความสมั พนั ธ์อนั ดีงามต่อกนั โดยมีจุดมุ่งหมายอนั แน่ชดั วา่ ตอ้ งการใหเ้ กิดผลอนั ใดแก่ผฟู้ ัง เช่น
การกล่าวตอ้ นรับ การกล่าวแสดงความยินดี การกล่าวอาํ ลาอาลยั การกล่าวสุนทรพจน์ ผพู้ ูดจึงควร
ศึกษาวธิ ีการพดู ใหถ้ ูกตอ้ งตามหลกั เกณฑ์ รู้จกั กาลเทศะ ก่อใหเ้ กิดความประทบั ใจแก่ผฟู้ ัง

๑ หลกั การพูดในโอกาสต่าง ๆ

การพดู ในโอกาสใดกต็ ามมกั มีหลกั ในการพดู คลา้ ยคลึงกนั ดงั น้ี

๑.๑ ขนึ้ ต้นให้น่าสนใจ

เพอื่ กระตุน้ ใหผ้ ฟู้ ังอยากติดตามฟังต่อไป

๑.๒ พดู ในเรื่องทเ่ี กยี่ วข้องกบั เจ้าภาพ หรือเจ้าของงานมากทส่ี ุด

เพราะเจา้ ภาพคือหวั ใจของงาน

๑.๓ พดู ในทางบวกเท่าน้ัน

เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี เป็ นการแสดงถึงความมีมารยาท เหมาะสม
กบั สถานการณ์

๑.๔ พดู ส้ัน ๆ ไม่ใช้เวลามากเกนิ ไป

การรักษาเวลาเป็ นมารยาทที่สําคัญของการพูด โดยเฉพาะการพูด
ในโอกาสต่าง ๆ ซ่ึงมีลาํ ดบั ข้นั ตอนของงานและเวลาที่ค่อนขา้ งแน่นอน

๓ การกล่าวต้อนรับ

การกล่าวตอ้ นรับจะใชใ้ นโอกาสท่ีมีผมู้ าเยอื นเพื่อพบปะ เยย่ี มชมกิจการ หรือมีผมู้ าร่วม
งานใหม่ เป็นการกล่าวตอ้ นรับเพ่อื แสดงความปรารถนาดีและความยนิ ดี โดยมีหลกั ดงั น้ี

๒.๑ หลกั การกล่าวต้อนรับ

๒.๑.๑ กล่าวปฏสิ ันถารและแสดงความยนิ ดที ไ่ี ด้มโี อกาสต้อนรับผู้มาเยือน
หรือผมู้ าร่วมงานใหม่ดว้ ยท่าทีที่เป็นมิตร ยมิ้ แยม้ แจ่มใส

๒.๑.๒ กล่าวถงึ จุดมุ่งหมายในการมาเยือน
แสดงให้เห็นว่าฝ่ ายตอ้ นรับน้นั เห็นความสาํ คญั ของการมาเยือน ถา้ เป็นผูร้ ่วมงาน

กก็ ล่าวถึงหนา้ ที่การงาน กิจการในปัจจุบนั และตาํ แหน่งหนา้ ที่ของผมู้ าใหม่

๒.๑.๓ กล่าวยกย่องผู้มาเยือน
เช่น เป็นใคร มีผลงานดีเด่นอะไร มีความสมั พนั ธอ์ ยา่ งไรกบั เจา้ ของสถานที่

๒.๑.๔ แสดงถงึ ความปรารถนาดขี องเจ้าของสถานท่ี
วา่ ตอ้ งการใหผ้ มู้ าเยอื นไดร้ ับความพอใจความสะดวกสบาย และไดร้ ับผลตามจุดมุ่งหมาย

หรือแสดงความหวงั วา่ ผมู้ าร่วมงานใหม่จะไดร้ ่วมมือกนั ดาํ เนินงานใหล้ ุล่วงไปดว้ ยดี

๒.๑.๕ ขออภัยในสิ่งทอี่ าจบกพร่อง
และต้งั ความหวงั ว่าผูม้ าเยือนจะกลบั มาเยือนอีก หรือจะไดร้ ่วมงานกนั ตลอดไปดว้ ย

ความราบร่ืน แสดงความหวงั วา่ ผรู้ ่วมงานใหม่จะมีความสุขกบั งานและเพื่อนร่วมงาน

๒.๑.๖ แสดงให้เห็นถงึ ความจริงใจของผู้ต้อนรับ
ใชถ้ อ้ ยคาํ ส้นั ๆ กะทดั รัด ไม่ยกยออีกฝ่ายจนเกินความจริง





๒.๒ การกล่าวตอบการต้อนรับ

เมื่อมีการกล่าวตอ้ นรับควรมีการกล่าวขอบคุณส้นั ๆ ใหส้ อดคลอ้ งกบั การพูดตอ้ นรับ
ผกู้ ล่าวตอบควรเตรียมหวั ขอ้ ในการพดู มาล่วงหนา้ โดยมีรายละเอียดดงั น้ี

๒.๒.๑ แสดงความยนิ ดที ไี่ ด้มาเยือน หรือมาร่วมงาน
๒.๒.๒ แสดงความขอบคุณอย่างจริงใจทไ่ี ด้รับเกยี รติ

๒.๒.๓ กล่าวยกย่อง ช่ืนชมฝ่ ายต้อนรับ
เช่น กล่าวถึงช่ือเสียงขององคก์ ร หรือคุณงามความดีของสถาบนั น้นั ๆ

๒.๒.๔ กล่าวถึงประโยชน์ทไ่ี ด้รับจากการเยย่ี มเยยี นคร้ังนี้
หรือนโยบายในการดาํ เนินงาน (ในกรณีที่เป็นผมู้ าร่วมงานใหม่)

๒.๒.๕ กล่าวเชิญผู้ต้อนรับไปเยือนตนบ้าง
เป็นการแสดงน้าํ ใจไมตรี

๒.๒.๖ แสดงความมุ่งหวงั ทจ่ี ะร่วมกนั สร้างสัมพนั ธภาพอนั ยง่ั ยืน
และความสาํ เร็จในกิจการงานสืบไป



๓ การกล่าวอวยพร

การกล่าวอวยพรเป็ นการแสดงความยินดีในโอกาสต่าง ๆ เช่น งานข้ึนปี ใหม่
งานมงคลสมรส งานข้ึนบา้ นใหม่ งานวนั เกิด ฯลฯ ซ่ึงมีรูปแบบวธิ ีการพดู คลา้ ยคลึงกนั คือ

๓.๑ หลกั การกล่าวอวยพร

๓.๑.๑ กล่าวแสดงความยนิ ดตี ามโอกาส
ข้ึนอยกู่ บั งานท่ีไปร่วม

๓.๑.๒ กล่าวถึงความสําคญั และความสัมพนั ธ์ของผู้อวยพรกบั เจ้าของงาน
โดยพดู ส้นั ๆ ไดใ้ จความ ไม่ตอ้ งบรรยายรายละเอียดจนใชเ้ วลาเกินไป

๓.๑.๓ ดาํ เนินเรื่องตามความเหมาะสม
เช่น ถา้ เป็นงานวนั เกิด ควรกล่าวถึงความสาํ คญั ของวนั เกิด แลว้ พดู ถึงคุณงามความดี

และเกียรติคุณของเจา้ ภาพของวนั เกิดตามสมควร

๓.๑.๔ กล่าวอวยพรและอาจชักชวนให้ด่ืมอวยพรตามสากลนิยม

๓.๑.๕ ในการกล่าวอวยพรหากผู้พูดยงั ไม่มอี าวุโสมากพอ
ควรอญั เชิญส่ิงศกั ด์ิสิทธ์ิในลทั ธิศาสนาหรือคตินิยมเป็ นผูป้ ระสาทพร เช่น ขออาํ นาจคุณ

พระศรีรัตนตรัย พระผเู้ ป็ นเจา้ หรือกล่าวเป็ นกลาง ๆ ว่าส่ิงศกั ด์ิสิทธ์ิท้งั หลาย โปรดดลบนั ดาล
ให.้ .. ประสบแต่ความสุข ความเจริญยง่ิ ๆ ข้ึนไป ฯลฯ

๓.๑.๖ แสดงความยนิ ดอี ย่างจริงใจด้วยท่าทสี ดช่ืน
ร่ืนเริง ยมิ้ แยม้ แจ่มใส

๓.๒ การกล่าวตอบคําอวยพร

เม่ือได้รับคาํ อวยพรเป็ นมารยาทของผูท้ ี่ได้รับคาํ อวยพรจะต้องกล่าวตอบ
โดยคาํ นึงถึงสิ่งต่อไปน้ี

๓.๒.๑ กล่าวขอบคุณผู้ทม่ี าร่วมงานตลอดจนผู้มสี ่วนร่วมในการจัดงาน
๓.๒.๒ กล่าวขออภัยถ้ามสี ิ่งบกพร่องในงานน้ัน
๓.๒.๓ กล่าวอวยพรตอบแก่ผู้มาร่วมงาน

๑) การกล่าวแสดงความยินดีในโอกาสเปิ ดกจิ การใหม่ ควรกล่าวถึงความสามารถ ความพยายาม
ความกา้ วหนา้ และพฒั นาการท่ีดีของเจา้ ของกิจการเป็นเร่ืองหลกั โดยมีแนวทางการพดู ดงั น้ี















๔ การกล่าวอาํ ลาอาลยั

ในหน่วยงานหรือองคก์ รต่าง ๆ เมื่อมีเพอ่ื นร่วมงาน หรือเจา้ หนา้ ท่ีโยกยา้ ย หรือออกจาก
งาน ถือเป็ นประเพณีอยา่ งหน่ึงท่ีจะตอ้ งจดั งานเล้ียง และมอบของท่ีระลึกเพื่อแสดงความ
อาลยั ในการจากไปของบุคคลน้นั

การกล่าวแสดงความอาลยั ในการเล้ียงส่งควรยดึ แนวปฏิบตั ิดงั น้ี







๕ การแนะนําวทิ ยากรและกล่าวขอบคุณ

การกล่าวแนะนําวิทยากรน้ัน มักจะกล่าวในโอกาสท่ีมีการ
บรรยาย อภิปราย อบรม สัมมนา ฯลฯ ซ่ึงมีหลักปฏิบัติดังน้ี
(ถวลั ย์ มาศจรัส, ๒๕๓๙ : ๓๐ - ๓๑)

๕.๑ ไม่กล่าวนําเยนิ่ เย้อเกนิ ไป

หรือยกยอวทิ ยากรจนเกินควร

๕.๒ จดจําหัวข้อบรรยาย

อภิปราย สาธิต ใหแ้ ม่นยาํ อยา่ ใหต้ ิดขดั ตะกกุ ตะกกั

๕.๓ พยายามจดจาํ ข้อมูลส่วนตวั ของวทิ ยากรให้ขนึ้ ใจ

เช่น ช่ือ นามสกุล ตาํ แหน่ง สถานท่ีทาํ งาน ประวตั ิ การศึกษา ผลงานเด่น ๆ
ความเชี่ยวชาญ ฯลฯ เวลาแนะนาํ จะไดไ้ ม่ตอ้ งดูบทบ่อยนกั

๕.๔ ถ้าเป็ นการอภิปรายทม่ี วี ทิ ยากรหลายคน

ใหแ้ นะนาํ เฉพาะผดู้ าํ เนินการอภิปรายโดยละเอียด ส่วนวิทยากรผรู้ ่วมอภิปรายน้นั
แนะนําเพียงชื่อและเชิญข้ึนเวที หลังจากน้ันผู้ดําเนิ นการอภิปรายจะแนะนํา
ผรู้ ่วมอภิปรายเอง

๕.๕ เม่ือจบการบรรยาย อภปิ รายหรือสาธิตแล้ว

ผแู้ นะนาํ หรือพิธีกรจะตอ้ งเป็นผนู้ าํ ของผฟู้ ังในการปรบมือใหเ้ กียรติวทิ ยากร ซ่ึงการ
ปรบมือนาํ ดงั กล่าวพึงระมดั ระวงั ท่าทีใหม้ ากเป็ นพิเศษ เช่น ไม่ลุกยนื เพ่ือใหผ้ ฟู้ ังเห็นวา่
ตอ้ งปรบมือแลว้ ไม่ตอ้ งส่งสัญญาณใด ๆ ที่สําคญั ตอ้ งไม่พูดเป็ นอนั ขาดว่า “ขอเสียง
ปรบมือหน่อย” เพราะเป็นการบงั คบั ผฟู้ ังและไม่ใหเ้ กียรติวทิ ยากร

๕.๖ ประกาศชื่อผู้พดู โดยเน้นเสียงให้หนักแน่น

แจ่มใส ชดั เจน แต่อยา่ ตะโกน และควรแนะนาํ โดยการพดู ปากเปล่า







๖ การกล่าวสุนทรพจน์

๖.๑ ความหมายของการกล่าวสุนทรพจน์

สุนทรพจน์ หมายถึง การพูดท่ีตอ้ งอาศยั ศิลปะในการเรียบเรียงถอ้ ยคาํ อนั ไพเราะ
สละสลวย ลึกซ้ึงกินใจแก่ผูฟ้ ัง โดยมีจุดมุ่งหมายเพ่ือโน้มน้าวใจ ปลุกใจ ก่อให้เกิด
ความจรรโลงใจ ประทับใจ หรือกระตุ้นให้ทาํ ในสิ่งที่ดีงามด้วยสาระหรือข้อคิด
ที่คมคาย มีสุนทรียภาพและเหมาะสมกบั โอกาส

๖.๒ วตั ถุประสงค์ของการกล่าวสุนทรพจน์

๖.๒.๑ เพื่อโน้มน้าวใจให้ผู้ฟังเชื่อ
และเห็นคลอ้ ยตามดว้ ยการใชถ้ อ้ ยคาํ และจงั หวะลีลาในการพดู ท่ีชวนติดตาม

๖.๒.๒ เพ่ือให้เกดิ ความซาบซึ้งและประทบั ใจในสุนทรียภาพ

๖.๒.๓ เพ่ือให้เกดิ ความคดิ สร้างสรรค์
มีแนวคิดใหม่ ๆ เพม่ิ ข้ึน

๖.๒.๔ เพ่ือกระตุ้นให้ทาํ ในสิ่งทดี่ งี าม
ก่อใหเ้ กิดความรักในมนุษยชาติ คาํ นึงถึงประโยชนส์ ่วนรวมมากกวา่ ตนเอง

๖.๓ ลกั ษณะของสุนทรพจน์

๖.๓.๑ เป็ นการพดู ปากเปล่าต่อทป่ี ระชุมชน
โดยมีการเตรียมตวั และซกั ซอ้ มมาเป็นอยา่ งดี

๖.๓.๒ เป็ นการพูดเพ่ือกระตุ้นความรู้สึกและจิตสํานึกของผู้ฟัง
ใหเ้ กิดความคิดในทางสร้างสรรค์

๖.๓.๓ ใช้ถ้อยคาํ ทเี่ ลือกสรรมาอย่างประณตี สละสลวย
มีพลงั ดึงดูดใจผฟู้ ัง

๖.๓.๔ เรื่องทพ่ี ดู มสี าระ
ใหป้ ระโยชน์แก่ผฟู้ ังโดยทว่ั ไป ไม่จาํ กดั เฉพาะบุคคลหรือเฉพาะกลุ่ม

๖.๓.๕ มจี ุดมุ่งหมายทช่ี ัดเจน
พดู เพียงประเดน็ เดียวไม่พดู คลุมเครือหลายประเดน็

๖.๓.๖ ให้ข้อคดิ
เพ่อื ใหผ้ ฟู้ ังอยากนาํ ไปปฏิบตั ิดว้ ยตนเอง

๖.๔ โครงสร้างสุนทรพจน์

สุนทรพจน์ เป็ นการพูดที่ต้องมีการเตรี ยมตัวล่วงหน้า ผู้พูดต้องวางโครงเร่ื อง
ซ่ึงประกอบดว้ ย ๓ ส่วนคือ คาํ นาํ เน้ือเรื่อง สรุป เหมือนกบั การพดู แบบอ่ืน ๆ แต่สุนทรพจน์
จะมีความพิถีพิถนั ในการเลือกสรรถอ้ ยคาํ ให้สละสลวย ข้ึนตน้ อย่างประทบั ใจ เน้ือเร่ือง
ชวนติดตาม จบแลว้ ชวนให้อยากฟังอยากอ่านอีกมีผูใ้ ห้คาํ แนะนาํ ไวส้ ้ัน ๆ ให้ความหมาย
ชดั เจนวา่ “ข้ึนตน้ ใหต้ ื่นเตน้ ตอนกลางใหก้ ลมกลืน ตอนจบใหจ้ บั ใจ”

โครงเร่ืองของสุนทรพจน์แยกออกเป็ นอตั ราส่วนดงั น้ี คาํ นาํ หรืออารัมภบทประมาณ
๕ - ๑๐% เน้ือหาสาระ ๘๐% บทสรุป ๕ - ๑๐%


Click to View FlipBook Version