The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by JC Jeeyawan, 2022-08-20 12:19:52

หน่วยที่่ ๒

ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ

ในยคุ ขอ้ มูลข่าวสาร การรู้จกั ใชว้ ิจารณญาณในการรับสารเป็ น
ส่ิงสําคญั นอกจากจะเป็ นการเพิ่มพูนสติปัญญา ก่อให้เกิดความคิด ความ
บนั เทิงและความจรรโลงใจแลว้ ผูร้ ับสารที่สามารถวิเคราะห์วินิจสารและ
ประเมินค่าสารไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง มีวิจารณญาณ ย่อมนาํ ความรู้ ขอ้ คิดที่ไดร้ ับ
ไปใชป้ ระโยชน์ในชีวติ ประจาํ วนั และในงานอาชีพได้

๑ การฟัง

๑.๑ ความหมายของการฟัง

พจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ (๒๕๕๖ : ๘๕๘) ใหค้ วามหมายของคาํ วา่ “ฟัง”
ไวว้ า่ “ต้ังใจสดับ, คอยรับเสียงด้วยหู, ได้ยิน, เช่ือ, ทาํ ตามถ้อยคํา” ดงั น้นั การฟังจึงหมายถึง การไดย้ นิ
อ ย่ า ง รั บ รู้ ด้ ว ย ค ว า ม ต้ัง ใ จ โ ด ย ใ ช้ ส ติ ปั ญ ญ า แ ล ะ ค ว า ม คิ ด ทํา ค ว า ม เ ข้า ใ จ ตี ค ว า ม
และจบั ความส่ิงท่ีรับรู้น้นั และจดจาํ ไว้ ส่วนการไดย้ ิน หมายถึง “รับรู้เสียงด้วยหู” (พจนานุกรม
ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔, ๒๕๕๖ : ๔๔๙) ซ่ึงเป็นการเร่ิมตน้ ของการฟัง การฟังจึงตอ้ งมี
ความต้งั ใจเพื่อจะรับฟังโดยมีข้นั ตอน ดงั น้ี

จากแผนภูมิจะเห็นว่า กระบวนการฟังเป็ นข้นั ตอนที่ต่อจากการไดย้ ิน การไดย้ ินจะสิ้นสุดเพียง
ระดบั การรับรู้เสียง แต่การฟังน้นั เมื่อผฟู้ ังเกิดการรับรู้เสียงแลว้ จะตอ้ งใชก้ ระบวนการทางสมองในการ
ตีความและแปลความเสียงที่ไดย้ ินน้ันออกมา ทาํ ให้เกิดความเขา้ ใจและตอบสนองสารที่ไดฟ้ ัง เช่น
เกิดความเขา้ ใจเกิดอารมณ์ความรู้สึก หรือแสดงปฏิกิริยาโตต้ อบ

๑.๒ ความสําคญั ของการฟัง

การฟังเป็นทกั ษะการรับสารท่ีมีความสาํ คญั ดงั น้ี

๑.๒.๑ การฟังช่วยพฒั นาทักษะการส่งสาร

ผูท้ ี่มีประสิทธิภาพในการฟังย่อมมีประสิทธิภาพในการส่งสารสามารถถ่ายทอดความคิด
ออกมาเป็นการพดู และการเขียนไดอ้ ยา่ งชดั เจน

๑.๒.๒ การฟังเป็ นกระบวนการรับสารทเี่ ราใช้มากทสี่ ุดในชีวิตประจําวัน

เพราะเราสามารถรับสารจากการฟังไดต้ ลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด แต่ละวนั
เราใชเ้ วลาไปในการฟังมากกวา่ การพดู การอ่านและการเขียน

๑.๒.๓ การฟังทาํ ให้ได้รับความรู้

เพราะการฟั งเป็ นเคร่ื องมือในการแสวงหาความรู้ได้อย่างกว้างขวางทางหน่ึ ง
นอกเหนือไปจากการอ่าน เช่น ฟังการบรรยาย ฟังขอ้ มูลข่าวสาร บทวเิ คราะห์วจิ ารณ์ต่าง ๆ

๑.๒.๔ การฟังทาํ ให้เกดิ สตปิ ัญญา

การฟังยงั ช่วยให้เกิดสติปัญญา มีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ หรือความคิดท่ีก่อให้เกิดการ
เปล่ียนแปลงในทางท่ีดี

๑.๒.๕ การฟังให้ความบันเทงิ

ช่วยผอ่ นคลายความเครียด เช่น ฟังเร่ืองตลก ฟังเพลง ฯลฯ

๑.๒.๖ การฟังให้ประโยชน์ในการเข้าสังคม

การฟังจึงเป็ นพฤติกรรมท่ีช่วยสร้างบรรยากาศของความเป็ นมิตรทาํ ให้เกิดความเขา้ ใจ
การยอมรับและความเห็นอกเห็นใจซ่ึงกนั และกนั ในสงั คม

๑.๓ จุดมุ่งหมายของการฟัง

การฟังที่มีประสิทธิภาพน้นั ผูฟ้ ังจะตอ้ งกาํ หนดจุดมุ่งหมายในการฟังไวก้ ่อนจึงจะเกิดผลสัมฤทธ์ิ
ตามท่ีคาดหวงั และไดร้ ับประโยชนจ์ ากการฟังอยา่ งเตม็ ที่ จุดมุ่งหมายในการฟังมีดงั น้ี

๑.๓.๑ การฟังเพ่ือตดิ ต่อสื่อสาร

เพ่ือสร้างความสัมพนั ธ์ระหว่างกนั ในสังคม เช่น ฟังคนในครอบครัว ฟังเพื่อนพูด ฟังผทู้ ่ีมา
ติดต่อธุระ หรือเล่าเร่ืองอะไรใหฟ้ ัง

๑.๓.๒ การฟังเพื่อให้เกดิ ความรู้

การฟังเพอ่ื ใหเ้ กิดความรู้น้ีจะทาํ ใหผ้ ฟู้ ังเป็นคนที่มีความรู้กวา้ งขวางในเรื่องต่าง ๆ ซ่ึงสามารถ
นาํ ไปปรับใชก้ บั การดาํ เนินชีวิตในสังคมปัจจุบนั ทาํ ให้การดาํ เนินชีวิตมีคุณภาพและเกิดความ
สงบสุขได้

๑.๓.๓ การฟังเพื่อการตดั สินใจ

ผฟู้ ังควรต้งั ใจฟังและหาสาระสาํ คญั จากสิ่งที่ไดฟ้ ังพยายามแยกแยะขอ้ มูลที่เป็นขอ้ เท็จจริง
กบั ขอ้ คิดเห็น หรือถอ้ ยคาํ ที่มีลกั ษณะชักจูงใจ ชวนเช่ือ ออกจากกนั ใช้วิจารณญาณพิจารณา
ไตร่ตรองขอ้ มูลท่ีเป็นไปไดจ้ ริงและประโยชน์ที่จะไดร้ ับอยา่ งถ่ีถว้ น

๑.๓.๔ การฟังเพ่ือความเพลดิ เพลนิ

เป็ นการฟังสิ่งที่ทาํ ให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน เพื่อตอบสนองความตอ้ งการทาง
อารมณ์ หรือผอ่ นคลายความตึงเครียดอนั เนื่องจากกิจการงานและสภาวะสิ่งแวดลอ้ ม

๑.๓.๕ การฟังเพ่ือความจรรโลงใจ

เป็ นการฟังที่ก่อให้เกิดสติปัญญา ความสุขุม และวิจารณญาณ ช่วยยกระดบั จิตใจให้สูงข้ึน
และประณีตข้ึน

๑.๔ รูปแบบของการฟัง

การฟังแบ่งออกไดเ้ ป็น ๒ รูปแบบ คือ การฟังโดยผฟู้ ังมีส่วนร่วมโดยตรงและการฟังโดยผฟู้ ังไม่มี
ส่วนร่วมโดยตรง ดงั น้ี

๑.๔.๑ การฟังโดยผู้ฟังมสี ่วนร่วมโดยตรง

เป็นการส่ือสารที่ผฟู้ ังมีส่วนร่วมโดยตรงในกระบวนการส่ือสาร ผฟู้ ังมีบทบาทร่วมกนั ท้งั ใน
ฐานะผรู้ ับสารและส่งสาร ไดแ้ ก่ การส่ือสารระหวา่ งบุคคลและการสื่อสารภายในกลุ่ม การส่ือสาร
ระหว่างบุคคล เช่น การทกั ทาย การไต่ถามทุกข์สุข การสนทนา การถกเถียง การโตแ้ ยง้
การสมั ภาษณ์ การติดต่อกิจธุระ การส่ือสารทางโทรศพั ท์

๑.๔.๒ การฟังโดยผู้ฟังไม่มสี ่วนร่วมโดยตรง

เป็ นการส่ือสารสาธารณะที่ผูฟ้ ังไม่มีส่วนร่วมโดยตรงในกระบวนการส่ือสาร แบ่งชดั เจน
ระหว่างผูพ้ ูดและผูฟ้ ัง ได้แก่ การฟังในที่ชุมนุมชน เช่น การปาฐกถา การโฆษณาหาเสียง
การปราศรัย การกล่าวตอ้ นรับ การบรรยาย การพดู ในโอกาสพิเศษต่าง ๆ

๑.๕ การฟังอย่างมปี ระสิทธิภาพ

การฟังที่มีประสิทธิภาพ คือ การฟังที่ผูฟ้ ังใชท้ ้งั การฟังและการดูประกอบกนั เพื่อรับสารที่ผพู้ ูดส่ือ
ออกมาไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง ชดั เจน ครบถว้ น มีลกั ษณะดงั น้ี

๑.๕.๑ ฟังอย่างมสี มาธิ

ผฟู้ ังควรต้งั ใจฟัง ฟังดว้ ยความสนใจ ไม่วา่ เร่ืองที่ฟังจะเป็นเร่ืองยากหรือสลบั ซบั ซอ้ นอยา่ งไรกต็ าม

๑.๕.๒ ฟังโดยปราศจากอคติ

ควรเปิ ดใจกวา้ ง รับฟังข่าวสาร ทศั นคติ หรือแนวคิดใหม่ ๆ แมว้ า่ จะไม่ตรงกบั แนวคิดของตนกต็ าม

๑.๕.๓ ฟังโดยจับใจความเรื่องทฟ่ี ัง

คือการรับรู้ความหมายของคาํ พดู และความหมายที่ผพู้ ดู แสดงออกมาทางอากปั กิริยา ท่าทาง สีหนา้
หรือแววตาโดยการสงั เกตอยา่ งถี่ถว้ น จบั ประเดน็ เรื่องที่ผพู้ ดู ตอ้ งการสื่อสารใหถ้ ูกตอ้ ง

๑.๕.๔ ฟังให้เข้าใจ

ผูฟ้ ังตอ้ งพยายามทาํ ความเขา้ ใจความหมายที่ผูพ้ ูดสื่อสารออกมา ท้งั วจั นภาษาและอวจั นภาษา
ใหส้ ารตรงกนั กบั ผพู้ ดู อยา่ งชดั เจน

๑.๕.๕ ฟังโดยไม่ตอบโต้ในทนั ที

ควรรอเมื่อถึงจงั หวะที่สามารถพูดไดจ้ ึงค่อยซกั ถาม หรือแสดงความคิดเห็น หากจะโตแ้ ยง้ ควรใช้
เหตุผลไม่ใชอ้ ารมณ์

๑.๕.๖ ฟังโดยสนใจทเ่ี นื้อหาของเรื่อง

ควรพิจารณาวา่ ผพู้ ดู พดู อะไรมากกวา่ ที่จะไปดูวา่ เขาพดู อยา่ งไร

๑.๕.๗ ฟังโดยรู้จักควบคุมอารมณ์

ขณะท่ีฟังผฟู้ ังตอ้ งทาํ จิตใจใหส้ งบเป็นปกติ พร้อมท่ีจะรับฟังสิ่งต่าง ๆ หากควบคุมตวั เองไม่ไดย้ อ่ ม
ไม่สามารถรับสารไดอ้ ยา่ งครบถว้ นและมีประสิทธิภาพ

๑.๖ มารยาทในการฟัง

๑.๖.๑ ให้เกยี รตผิ ู้พูดหรือผู้เป็ นประธาน

ผฟู้ ังควรใหเ้ กียรติผพู้ ดู หรือประธานดว้ ยการลุกข้ึนยนื รอใหผ้ พู้ ูดหรือประธานนง่ั ลงก่อนแลว้ จึงนงั่
ตาม หากมีความจาํ เป็ นตอ้ งลุกจากที่น่ังควรแสดงความคารวะผูพ้ ูดหรือประธาน หากเดินเขา้ มาใน
ระหวา่ งที่มีการพดู อยกู่ ต็ อ้ งแสดงความคารวะเช่นกนั

๑.๖.๒ ปรบมือให้เกยี รตผิ ู้พดู

เมื่อมีการแนะนาํ ผพู้ ดู หรือปรบมือแสดงความขอบคุณเม่ือพดู จบ

๑.๖.๓ ฟังด้วยความสงบ

ผฟู้ ังควรสาํ รวม แสดงความสนใจ ไม่ลุกข้ึนเดินเพน่ พา่ น

๑.๖.๔ ไม่คอยจบั ผดิ ผู้พูด

มุ่งความสนใจไปท่ีเน้ือหาเร่ืองราวที่ไดฟ้ ังมากกวา่ จะทาํ ใหฟ้ ังไดอ้ ยา่ งราบรื่นและมีความเขา้ ใจดี

๒ การดู

การดู เป็ นการรับสารจากส่ือภาพและเสียง มีกระบวนการรับสารผ่านสื่อ คือ ภาพหรือ
ตวั อกั ษร ผรู้ ับสารเกิดการรับรู้ ตีความสารจนเกิดความเขา้ ใจ แลว้ มีปฏิกิริยาตอบสนอง มีลกั ษณะ
เช่นเดียวกบั การฟัง

๒.๑ ประเภทของการดู

๑. การดูท่ีผู้ดูไม่มีส่ วนร่ วมโดยตรงในกระบวนการสื่ อสาร ไม่สามารถแสดงปฏิกิริยา
ตอบสนองให้ผู้ส่งสารรับทราบในขณะที่ดูได้ เป็ นการดูจากส่ื อมวลชน ผ่านสื่อสิ่ งพิมพ์
สื่ออิเลก็ ทรอนิกส์

๒. การดูที่ผู้ดูมีส่วนร่วมโดยตรงในกระบวนการสื่อสาร เป็ นการสื่อสารต่อหนา้ ผูด้ ูมีโอกาส
แสดงปฏิกิริยาตอบสนองไดใ้ นทนั ที เช่น การแสดงสด ไดแ้ ก่ ละครเวที โขน คอนเสิร์ต การแสดง
นิทรรศการต่าง ๆ

๒.๒ หลกั ในการดูอย่างมปี ระสิทธิภาพ

การดูส่ิงต่าง ๆ ไม่วา่ จะเป็นการดูผา่ นสื่อมวลชนหรือการดูในรูปแบบอ่ืน มีหลกั ท่ีควรพจิ ารณาดงั น้ี

๒.๒.๑ การดูโทรทศั น์

รายการท่ีใหค้ วามรู้ รายการที่เนน้ การแสดงความคิดเห็นดา้ นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือปัญหา
ที่คนทว่ั ไปกาํ ลงั สนใจ รายการบนั เทิงท่ีมีสาระ ความรู้ ส่งเสริมคุณธรรมใหข้ อ้ คิด หรือความจรรโลงใจ

๒.๒.๒ การดูภาพยนตร์ ละคร หรือการแสดงต่าง ๆ

จึงควรพิจารณาเลือกดูเรื่องที่เหมาะสมกบั วยั ไม่เป็ นเรื่องท่ีแสดงถึงความรุนแรง หรือเส่ือมเสีย
ศีลธรรม

๒.๒.๓ ดูร่วมกบั ผู้อ่ืน

ผรู้ ับสารควรดูเรื่องราวต่าง ๆ ร่วมกบั ผอู้ ื่นโดยเฉพาะผทู้ ่ีมีวยั วฒุ ิและประสบการณ์สูงกวา่ เพื่อจะได้
มีโอกาสแลกเปล่ียนความคิดเห็นในเร่ืองที่ดู

๒.๒.๔ ฝึ กวเิ คราะห์และประเมนิ ค่าสารทไ่ี ด้ดู

ตีความสารและเจตนาของผสู้ ่งสารใหถ้ ูกตอ้ ง พิจารณาถึงจุดมุ่งหมายและความจริงใจของการเสนอ
สาร แลว้ แสดงปฏิกิริยาตอบสนองไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ

๒.๒.๕ ควบคุมอารมณ์ให้มนั่ คง

พยายามต้งั สติให้มนั่ คง ใชว้ ิจารณญาณพิจารณาให้ถี่ถว้ น และไม่ต่ืนตระหนกจนทาํ ให้เกิดความ
วนุ่ วายมากข้ึน

๒.๒.๖ ดูหรือฟังจากสื่อหลายประเภท

เพื่อจะไดร้ ับทราบเร่ืองราวท่ีสมบูรณ์ครบถว้ นทุกแง่มุม

๒.๓ ๓ มารยาทในการดู

มารยาทเป็ นสิ่งที่สาํ คญั และจาํ เป็นในทุกโอกาส การรับสารจากการดูในท่ีสาธารณะ เช่น โรงละคร
โรงภาพยนตร์ หอประชุม ศูนยแ์ สดงสินคา้ หอศิลป์ ศูนยแ์ สดงศิลปวฒั นธรรม ฯลฯ มารยาทในการดูที่
เป็นสากลนิยมและควรปฏิบตั ิมีดงั น้ี

๒.๓.๑ เดนิ ทางไปถึงสถานทท่ี ม่ี กี ารแสดงก่อนเวลา อย่างน้อย ๑๕ นาที

เพื่อจะไดม้ ีเวลาจดั หาท่ีนง่ั ให้เป็ นระเบียบเรียบร้อย ไม่รบกวนผูอ้ ่ืน ขณะท่ีรอชมการแสดงควรอยู่
ในความสงบและสาํ รวมกิริยา

๒.๓.๒ แต่งกายให้ถูกกาลเทศะ

ถา้ ชมการแสดงในโอกาสท่ีเป็นทางการ ควรสวมเส้ือผา้ แบบสากลนิยม มีสีสนั และรูปแบบเรียบร้อย
ไม่สวมรองเทา้ แตะหรือรองเทา้ ฟองน้าํ

๒.๓.๓ ให้เกยี รตผิ ู้แสดงด้วยการปรบมือ

เมื่อมีการแนะนาํ ตวั หรือเร่ิมแสดงและปรบมือแสดงความยินดีหรือขอบคุณอีกคร้ังเม่ือการแสดง
สิ้นสุดลง

๒.๓.๔ แสดงกริ ิยาอาการสํารวม

ขณะท่ีชมการแสดงควรชมด้วยความสนใจ ไม่นั่งไขว่ห้างหรือเอนหลงั ตามสบายหรือน่ังหลบั
ไม่พูดคุยหรือวิพากษว์ ิจารณ์ในขณะท่ีมีการแสดง ไม่แสดงกิริยาไม่สุภาพ เช่น โห่ฮา เป่ าปาก ปรบมือ
กระทืบเทา้ เพือ่ แสดงความพอใจหรือไม่พอใจ

๒.๓.๕ ปิ ดเครื่องมือส่ือสารทุกชนิด

เพื่อไม่ให้รบกวนการรับสารของผอู้ ่ืน เป็นการแสดงถึงความเป็ นผมู้ ีวฒั นธรรมอนั ไดร้ ับการอบรม
มาดีแลว้

๒.๓.๖ ไม่ลุกออกจากทน่ี ั่งก่อนการพูดหรือการแสดงจบลง

หากมีกิจธุระจาํ เป็นควรขอโทษผทู้ ี่นง่ั ขา้ งเคียงและเล่ียงออกไปเงียบ ๆ

๒.๓.๗ ไม่นําอาหารและเคร่ืองดื่มเข้าไปรับประทาน

เพราะเป็นการเสียมารยาทและรบกวนผอู้ ่ืน นอกจากสถานประกอบการอนุญาต เช่น โรงภาพยนตร์
จดั จาํ หน่ายอาหารวา่ งและเคร่ืองด่ืมเอง

๓ องค์ประกอบของการฟังและการดูอย่างมวี จิ ารณญาณ

กระบวนการรับสารจากการฟังและการดูอย่างมีประสิทธิภาพและมีวิจารณญาณ เป็ นการ
รับสารโดยการวเิ คราะห์ สงั เคราะห์และประเมินค่าสาร โดยมีองคป์ ระกอบท่ีควรพจิ ารณาดงั น้ี

๓.๑ ประเภทของสาร

สารที่ฟังและดูในชีวิตประจาํ วนั สามารถจาํ แนกเป็ น ๓ ประเภทตามลกั ษณะของเน้ือหา คือ สารที่
ใหค้ วามรู้ สารโนม้ นา้ วใจ และสารจรรโลงใจ ดงั น้ี

๓.๑.๑ สารทใ่ี ห้ความรู้

สารที่ใหค้ วามรู้ คือ สารท่ีทาํ ใหผ้ ูร้ ับสารเกิดความรู้ ความคิดและสติปัญญา ช่วยให้ผูร้ ับสารเฉลียว
ฉลาด สามารถปรับตวั ใหเ้ ขา้ กบั ส่ิงแวดลอ้ ม ดาํ รงชีวติ อยใู่ นสงั คมไดอ้ ยา่ งเป็นปกติสุข

๓.๑.๒ สารโน้มน้าวใจ

สารโนม้ น้าวใจ เป็ นสารที่ผูส้ ่งสารมีเจตนาให้ผูร้ ับสารเช่ือถือหรือคลอ้ ยตาม สารประเภทน้ีจึงมี
ขอ้ ความโนม้ นา้ วใจใหผ้ รู้ ับสารเกิดอารมณ์ ความรู้สึก หรือความคิดเห็นเป็นอนั หน่ึงอนั เดียวกบั ผสู้ ่งสาร

๓.๑.๓ สารจรรโลงใจ

สารจรรโลงใจ เป็ นสารท่ีทาํ ให้ผูร้ ับสารเกิดสติปัญญา เกิดจินตนาการ ไดร้ ับความซาบซ้ึงสุขใจ
จากการฟัง หรือทาํ ให้เกิดความรู้สึกเพลิดเพลิน ผ่อนคลายความเครียด ทาํ ให้ผูร้ ับสารได้รับขอ้ คิด
ขอ้ เตือนใจ หรือช่วยยกระดบั จิตใจของผรู้ ับสารใหส้ ูงข้ึน

๓.๒ กระบวนการรับสารอย่างมวี จิ ารณญาณ

วจิ ารณญาณ [วิ - จา - ระ - นะ - ยาน] ตามความหมายของพจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถานพ.ศ.
๒๕๕๔ (๒๕๕๖ : ๑๑๑๗) หมายถึง ปัญญาท่ีสามารถรู้หรือให้เหตุผลท่ีถูกตอ้ ง กล่าวคือเป็นการใช้
เหตุผลในการพินิจพจิ ารณาใคร่ครวญขอ้ ความอยา่ งถ่ีถว้ นนนั่ เอง

ดงั น้ัน การฟังและการดูอย่างมีวิจารณญาณจึงหมายถึง การฟัง การดูด้วยความต้ังใจ พยายาม
ตีความหมายของเร่ืองและทาํ ความเขา้ ใจเน้ือหาสาระน้ัน โดยใช้ความคิดพิจารณาไตร่ตรองและหา
เหตุผลประกอบให้เห็นจริง การรับสารโดยใชว้ ิจารณญาณ เป็ นการรับสารในระดบั ลึกกว่าการรับสาร
เพือ่ จบั ใจความสาํ คญั ผฟู้ ังตอ้ งใชค้ วามคิด วเิ คราะห์ ใคร่ครวญ วนิ ิจฉยั และประเมินค่าสารท่ีไดร้ ับ

การรับสารอยา่ งมีวจิ ารณญาณ ประกอบดว้ ยกระบวนการในการวิเคราะห์และวนิ ิจสาร ผรู้ ับสาร
ควรศึกษาและทาํ ความเขา้ ใจศพั ทท์ ่ีเก่ียวขอ้ ง ดงั น้ี

๓.๒.๑ การวเิ คราะห์สาร

วิเคราะห์ หมายถึง ใคร่ ครวญ แยกออกเป็ นส่ วน ๆ เพ่ือศึกษาให้ถ่องแท้ (พจนานุกรม
ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔, ๒๕๕๖ : ๑๑๑๕) การวิเคราะห์สารจึงเป็นการพิจารณาสารอยา่ ง
ละเอียด ถี่ถว้ นตามรูปแบบของสารน้นั ๆ

๓.๒.๒ สาร

สาร หมายถึง การส่งความคดิ ความรู้สึก ข้อมูล หรือเร่ืองราวผ่านส่ือต่าง ๆ ในรูปของงานเขยี นหรือ
การพดู ไม่วา่ จะเป็นการพดู ในลกั ษณะการสนทนา หรือการพดู ผา่ นส่ืออิเลก็ ทรอนิกส์กต็ าม

๓.๒.๓ การวนิ ิจสาร

การวินิจสาร เป็ นกระบวนการที่ต่อเนื่องจากการวิเคราะห์สาร โดยผูร้ ับสารตอ้ งตีความ และ
ประเมินค่าวา่ ผสู้ ่งสารมีจุดมุ่งหมายอยา่ งไร เสนอความรู้ ความคิดและความรู้สึกใดบา้ ง

๓.๒.๔ การประเมนิ ค่าสาร

การประเมินค่า เป็นข้นั ตอนการวินิจฉยั โดยการพิจารณาไตร่ตรองอยา่ งรอบคอบ เพื่อหาคุณค่าของ
สารที่ไดร้ ับว่าดีหรือไม่ อย่างไร จนกระทงั่ สามารถนาํ ความคิด ความรู้ที่ไดไ้ ปใช้ประโยชน์ได้ สิ่งที่
สาํ คญั คือ ตอ้ งตรึกตรองอยา่ งปราศจากอคติ

๓.๒.๕ การสังเคราะห์สาร

การสังเคราะห์ หมายถึง การสร้างสรรค์ส่ิงใหม่ขึน้ ในที่น้ีหมายถึง การนาํ ความรู้ ความคิดที่ไดจ้ าก
การวเิ คราะห์สารไปใชป้ ระโยชน์

๔ หลกั การฟังและการดูอย่างมีวจิ ารณญาณ

การฟังและการดูเป็ นทกั ษะของการรับสารท่ีมีความสัมพนั ธ์กนั เป็ นอย่างยิ่ง ดงั น้ันการดู
นอกจากจะทาํ ให้เราไดร้ ับรู้แลว้ ยงั นาํ มาประกอบการคิดวิเคราะห์ พิจารณาสารที่รับรู้จากการ
ฟังดว้ ย โดยมีหลกั ดงั น้ี

๔.๑ การรับสารจากผู้พดู หรือผู้แสดง

การรับสารจากบุคคลไม่ว่าจะเป็ นการรับสารโดยตรง หรือรับสารผ่านส่ืออิเล็กทรอนิกส์ก็ตาม
มีหลกั ที่ควรพจิ ารณาดงั น้ี

๔.๑.๑ ใช้วจิ ารณญาณในการรับสาร

โดยใชค้ วามคิดพจิ ารณาความน่าเช่ือถือของสารและสื่อที่นาํ เสนอก่อนตดั สินใจ

๔.๑.๒ นอกจากจะพจิ ารณาวจั นภาษา

คือ คาํ พูดแลว้ อวจั นภาษาท่ีผพู้ ดู แสดงออกมาใหเ้ ห็น เช่น การแต่งกาย กิริยาท่าทาง การแสดงสีหนา้
การใชส้ ายตา เป็นส่ิงสาํ คญั ที่ตอ้ งนาํ มาพิจารณาวา่ มีความสมั พนั ธ์สอดคลอ้ งกบั คาํ พดู อยา่ งไรบา้ ง

๔.๑.๓ จบั ประเดน็

คือการสรุปสาระสาํ คญั ของสารเพ่ือนาํ ไปเปรียบเทียบกบั ขอ้ มูลข่าวสารที่ไดร้ ับจากแหล่งอื่น

๔.๑.๔ รับสารด้วยใจทเ่ี ป็ นกลาง

ปราศจากอคติ โดยเฉพาะการรับสารจากสื่อมวลชน

๔.๒ การรับสารจากส่ือโดยไม่มีผู้พดู
เป็ นการใช้สายตาและความคิดพิจารณาสารโดยตรง เช่น การดูภาพถ่าย
ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ รูปประติมากรรม ทิวทศั น์ของสถานท่ีต่าง ๆ
นิทรรศการที่ไม่มีเสียงประกอบ โบราณสถาน โบราณวตั ถุพิพิธภณั ฑ์บางแห่ง ฯลฯ
ผูร้ ับสารตอ้ งพินิจพิจารณาส่ือที่ดูอย่างละเอียดถี่ถว้ นโดยใชเ้ วลาพอสมควร หากมี
คาํ อธิบายประกอบสื่อก็ตอ้ งอ่านให้เขา้ ใจดว้ ย เพ่ือจะไดร้ ับขอ้ มูลอยา่ งครบถว้ น อาจ
ถ่ายภาพหรือบนั ทึกรายละเอียดและขอ้ สังเกตเพ่ิมเติม ถา้ เป็ นการศึกษาคน้ ควา้ ทาง
วชิ าการ หรือเป็นเรื่องที่เรามีความสนใจเป็นพิเศษ

๕ แนวทางการฟังและการดูสารในงานอาชีพจากสื่อประเภทต่าง ๆ

การฟังและการดูเป็ นทกั ษะการรับสารที่เราใชม้ ากที่สุดในชีวิตประจาํ วนั และ
การทํางาน ซ่ึงปัจจุบันมีส่ื อต่าง ๆ ท่ีเป็ นช่องทางการนําเสนอข้อมูลอย่าง
หลากหลาย ผูร้ ับสารจึงควรใชค้ วามคิดพิจารณาในการเลือกรับสารและวิเคราะห์
วจิ ารณ์ เพ่อื นาํ ไปใชป้ ระโยชนอ์ ยา่ งสร้างสรรคใ์ นการดาํ เนินชีวิตและพฒั นาวชิ าชีพ

ตวั อย่างการฟังสารให้ความรู้ : ประเภทบทความ

มาบริหารสมองกนั เถอะ
สมองเป็นอวยั วะสาํ คญั ที่ใชใ้ นการคิดและตดั สินใจทุก ๆ เร่ือง ...การบริหารสมองเพื่อป้องกนั ความเส่ือม
จึงเป็นเร่ืองท่ีทุกคนควรสนใจ การบริหารสมองเป็นการป้องกนั โรคทางสมองที่อาจเกิดข้ึน เช่น โรคอลั ไซเมอร์
โรคไมเกรน สาเหตุมาจากความเส่ือมของระบบประสาทและสมอง
การบริหารสมอง (brain activation) หมายถึง การบริหารร่างกายในส่วนที่สมองควบคุม โดยเฉพาะ
กลา้ มเน้ือ corpus callosum ซ่ึงเชื่อมสมอง ๒ ซีกเขา้ ดว้ ยกนั ใหป้ ระสานกนั แขง็ แรงและทาํ งานคล่องแคล่วจะทาํ
ให้การถ่ายโยงขอ้ มูลและการเรียนรู้ของสมอง ๒ ซีกเป็นไปอยา่ งสมดุลเกิดประสิทธิภาพ และยงั ช่วยให้เกิดการ
ผ่อนคลายความตึงเครียด ทาํ ให้สภาพจิตใจเกิดความพร้อมที่จะเรียนรู้ เกิดความจาํ ท้งั ระยะส้ันและระยะยาว มี
อารมณ์ขนั เพราะคล่ืนสมอง (brain wave) จะลดความเร็วลง คล่ืนบีตา (beta) เป็นแอลฟา (alpha) ซ่ึงเป็นสภาวะท่ี
สมองทาํ งานอยา่ งมีประสิทธิภาพสูงสุด
การบริหารสมองสามารถทาํ ไดห้ ลายวิธีและมีส่วนสําคญั ท่ีแตกต่างกนั ออกไป เร่ิมตน้ ดว้ ยการเติมน้าํ ให้
สมอง ถา้ ไม่อยากให้เซลลส์ มองเห่ียว ส่งผลให้กลายเป็นคนคิดชา้ ตอ้ งด่ืมน้าํ บ่อย ๆเพ่ือสร้างความชุ่มช้ืนให้แก่
สมอง นอกจากน้ีการจดบนั ทึกส่ิงท่ีเกิดข้ึนจะช่วยกระตุน้ ความจาํ โดยการฝึ กทกั ษะดว้ ยการอ่าน เขียน ฟัง พูด
ตลอดจนการนง่ั สมาธิ เป็นการต้งั สติท่ีจะทาํ ใหส้ มองเขา้ สู่ช่วงท่ีผอ่ นคลายสุด ๆ ก่อใหเ้ กิดจินตนาการ มีความคิด
สร้างสรรค์ ถา้ ทาํ ไดต้ อนเชา้ หรือก่อนนอนทุกวนั จะช่วยลดความเส่ือมของสมองไดเ้ ช่นกนั
ท่ีมา : สถานีวิทยขุ ่าวจราจร สวพ. FM91

การใช้วจิ ารณญาณเม่ือได้ฟังข้อความนี้ คือ

๑ สารท่ีสําคัญ โรคอลั ไซเมอร์ โรคไมเกรน มีสาเหตุมาจากความเสื่อมของระบบประสาทและสมอง
๒ การบริหารสมองเป็นการป้องกนั โรคทางสมองที่อาจเกิดข้ึน

ความรู้ทไ่ี ด้รับจากบทความนี้
- สมองจะเส่ือมชา้ ลงถา้ มีการบริหาร
- วิธีบริหารสมอง ไดแ้ ก่ การดื่มน้าํ บ่อย ๆ เพื่อป้องกนั เซลลส์ มองเหี่ยว การอ่าน เขียน ฟัง พูด
และการจดบนั ทึกช่วยกระตุ้นความจาํ การนั่งสมาธิตอนเช้าหรือก่อนนอนทุกวนั จะช่วยลด

๓ ความเส่ือมของสมอง
บทความนี้สมควรนํามาเผยแพร่หรือไม่ เพราะเหตุใด สมควร เพราะเป็ นสิ่งที่มีประโยชน์
ผฟู้ ังสามารถนาํ ไปปฏิบตั ิใหเ้ กิดผลดีต่อตวั เองได้

๔ การใช้ภาษา ใชภ้ าษาง่าย ๆ ไม่ซบั ซอ้ น มีศพั ทเ์ ฉพาะบา้ งแต่โดยภาพรวมอ่านแลว้ ทาํ ความเขา้ ใจได้
ไม่ยาก

ตวั อย่างการฟังสารจรรโลงใจ : ประเภทร้อยกรอง

การใช้วจิ ารณญาณจากการฟัง

๑ สรุปเนื้อหา โรคภตั ตาคารจีน เกิดจากการแพผ้ งชูรส มีช่ือเรียกเช่นน้ัน เพราะร้านอาหารจีน
ส่วนใหญ่มกั ใชผ้ งชูรสในอาหารเกือบทุกประเภท ผูผ้ ลิตผงชูรสคนแรกคือชาวญี่ป่ ุนชื่อ คิคุนาเอะ
อิเคดะ คนในแถบเอเชียโดยเฉพาะชาวจีนและชาวญ่ีป่ ุนใชผ้ งชูรสปรุงอาหารมานานแลว้ ผงชูรส
จะไปกระตุ้นป่ ุมปลายประสาทของลิ้นกบั คอทาํ ให้รับรู้ถึงรสหวานอร่อยของอาหาร ปริมาณ
การใชผ้ งชูรสท่ีเหมาะสมต่อคนต่อวนั คือหน่ึงส่วนส่ีชอ้ นโต๊ะ หากใชม้ ากเกินไปอาจทาํ ให้รสชาติ

๒ ของอาหารเสียไปและเกิดอาการแพ้
ความคิดสําคัญ ผงชูรสไม่มีคุณค่าทางอาหาร หากบริโภคมากเกินไปอาจทําให้เกิดอาการ
ของโรคภตั ตาคารจีนได้

๓ เจตนาของผู้พูด ช้ีใหเ้ ห็นโทษของการรับประทานผงชูรสมากเกินไป
๔ ความรู้สึกของผู้เขยี นทแ่ี ฝงอยู่คือ ห่วงใยผบู้ ริโภค

ตวั อย่างการฟังสารจรรโลงใจ : ประเภทเพลง

การใช้วจิ ารณญาณในการฟัง

๑ สาระสําคญั เป็นเพลงท่ีแสดงใหเ้ ห็นถึงความสาํ คญั และพลงั ของเยาวชนคนอาชีวะ
เพราะฟันเฟื องเลก็ ๆ เหล่าน้ี มีส่วนสาํ คญั ในการขบั เคล่ือนประเทศชาติ

๒ เนื้อหา บอกเล่าเก่ียวกบั ความมุ่งมน่ั ของเดก็ อาชีวะท่ีเลือกเดินตามความฝันของตนเอง
ทาํ ในส่ิงท่ีรัก และประสบความสาํ เร็จไดด้ ว้ ยฝีมือของเขา พร้อมท้งั เป็นกาํ ลงั ใจใหก้ ลุ่มคนอาชีวะ
ฝ่ าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ไปใหไ้ ด้

๓ จุดมุ่งหมาย เพ่อื สร้างแรงบนั ดาลใจและความภาคภูมิใจใหแ้ ก่เยาวชนท่ีเรียนสายอาชีวะและให้
สงั คมไทยไดร้ ับรู้ถึงภาพลกั ษณ์ที่ดี

๔ การใช้คํา เพลงน้ีใชถ้ อ้ ยคาํ เรียบง่าย ส่ือความหมายอยา่ งตรงไปตรงมา ก่อให้เกิดแรงบนั ดาลใจ
และกระตุน้ ใหม้ ุ่งหนา้ ไปสู่ความสาํ เร็จ


Click to View FlipBook Version