43 ขั้นตอนที่ 10 ประเมนผลหลักสูตรและรายงานผล เมื่อสถาบันการอาชีวศึกษาได้ พัฒนาหลักสูตร และ หลักสูตรดังกล่าวนั้นได้มูกน่าไปใช้ในการจัดการศึกษาได้ใบระยะเวลาหนึ่งปี การศึกษา สถาบันการอาชีวศึกษา ต้องรายงานผลการดำเนินงานด้วยแบบรายงานผลการ ดำเนินการหลักสูตร (คอศ. ๖) รวมทั้งเมื่อดำเนินการจัด การศึกษาตลอดหลักสูตรแล้ว ควรได้มีการ ประเมินผลหลักสูตรเพื่อให้หลักสูตรนั้นมีความเหมาะสม พันสมัย และก่อประโยชน์สูงสุดต่อสังคม และประเทศชาติต่อไป การกำหนดโครงสร้างหลักสูตร โครงสร้างหลักสูตรเป็นขั้นตอนที่ผู้พัฒนาหลักสูตรต้องตัดสินใจว่าสมรรถนะที่ต้องการ ให้เกิดขึ้นกับ ผู้สำเร็จการคึกษาตามที่ได้วิเคราะห์ สังเคราะห์มาเป็นสมรรถนะประจำสาขาวิชาหรือ มาตรฐานการคึกพา วิชาชีพ เพื่อมากำหนดเป็นโครงสร้างหลักสูตรในแด่ละหมวดวิชาตลอดหลักสูตรจะจัดวางไร้ในตำแหน่งใด ต้อง ใช้เวลาเรียนรู้และฟิกทัดมากน้อยเท่าไร ทั้งนี้ ในการ กำหนดกรอบโครงสร้างหลักสูตรจะต้องเป็นไปตามกรอบ มาตรฐานหลักสูตรชองกระทรวง ศึกษาธิการ แล้วพิจารณาสมรรถนะที่ต้องการคู่กันไปว่าต้องใช้เวลาหรือหน่วย กิตเท่าไร ขิงจะ ตอบสนองสมรรถนะที่กำหนดไร้ โดยมีขั้นตอนดำเนินการ ดังนี้ 1. ศึกษากรอบมาตรฐานหลักสูตร เกี่ยวกับหัวข้อโครงสร้างหลักสูตรซึ่งในทุก หมวดวิชาจะกำหนด สมรรถนะชองแด่ละหมวดไร้ เพื่อเป็นกรอบในการจัดการเรียนการสอนและ พันาผู้เรียนให้มีคุณภาพตาม มาตรฐานของหลักสูตร 2. กำหนดสมรรถนะสาชาวิชา ซึ่งถือเป็นการประกันคุณภาหชองผู้สำเร็จการศึกษา โดยครอบคลุม อย่างน้อย 3 ด้าน ดังนี้ 2.1 ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ได้แก่ คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ วิชาชีพ พฤติกรรมลักษณะ นิสัยและทักษะทางปัญญา 2.2 ด้านสมรรถนะหลักและสมรรถนะทั่วไป ได้แก่ ความรู้และทักษะการสื่อสาร การใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ การพันาการเรียนรู้และการปฏิบัติงาน การทำงานร่วมกับผู้อื่น การ ใช้กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ การประยุกต์ใช้ตัวเลข การจัดการและการพัฒนางาน 2.3 ด้านสมรรถนะวิชาชีพ ได้แก่ ความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้และ ทักษะไนสาขาวิชาชีพสู่ การปฏิบัติจริง รวมทั้งประยุกต์สู่อาชีพ
44 1.6 หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) การพัฒนาหลักสูตร หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตและประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูงมุ่งให้มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับ แผนพัฒนาการศึกษาระดับอดมัศึกษาของชาติ ปรัชญาของการอุดมศึกษา ปรัชญาของสถาบันอดมศึกษาและ มาตรฐานวิชาการและวิชาชีพเน้นการพัฒนานักวิชาการและนักวิชาชีพให้มีความชำนาญในสาขาวิชาเฉพาะ เพื่อให้มีความรู้ความเชียวชาญสามารถปฏิบัติงานได้ดียิงขึ้นโดยเป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีลักษณะเบ็ดเสร็จใน ตัวเอง และหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอกมุ่งให้มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกษา ระดับอุดมศึกษาของชาติปรัชญาของการอุดมศึกษาปรัชญาของสถาบันอุดมศึกษาและมาตรฐานวิชาการและ วิชาชีพทีเป็นสากลนการพัฒนานักวิชาการและนักวิชาชีพทีมีความรู้ความสามารกระดับสูงในสาขาวิชาต่างๆ โดยกระบวนการวิจัยเพื่อให้สามารถบุกเบิกแสวงหาความรู้ใหม่ได้อย่างมีอิสระ สามารถบูรณาการศาสตร์ทีตน เชียวชาญกับศาสตร์อีนได้อย่างต่อเนืองมีคณธรรมและจรรยาบรรณทางวิชาการและวิชาชีพ ความสำคัญ ความสำคัญของการศึกษาถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเราที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการ ประกอบอาชีพ จะเห็นได้ว่าการศึกษามีความหมายคือเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ในเรื่องต่างๆและเป็นการ พัฒนาบุคคลผู้ศึกษาเองให้มีความคิด ความประพฤติ ทัศนคติ ค่านิยม และคุณธรรม จุดมุ่งหมาย ภารศึกษาไม่ว่าจะเป็นของสังคมใดประเทศใคจัดเป็นการศึกษาที่มีลักษณะเป็นสากลที่เป็นการจัดการ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนโดยเฉพาะเป็นการจัดการศึกษาให้กับคนที่กำลังจะเป็นผู้ใหญ่หรือเป็นผู้ใหญ่แล้วเพื่อ ออกไปพัฒนาสังคมประเทศชาติเมือพิจารณาในลักษณะดังกล่าวจะเห็นได้ว่าธรรมชาติของการจัดการเรียนการ สอนในระดับอุคมศึกษานันมีองค์ประกอบที สัมพันธ์กัน 3 องค์ประกอบ คือ คนองค์ความรู้และสังคม โดย องค์ประกอบทังสามจะมี ความสัมพันธ์ซึงกันและกัน ภารกิจหลัก ภารกิจหลักที่สถาบันอุดมศึกษาจะต้องปฏิบัติมี 4 ประการ คือ การผลิตบัณฑิตการวิจการให้บริการ ทางวิชาการแก่สังคมและการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมการดำเนินการตามภารกิจทั้ง 4 ประการดังกล่าวมี ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศทั้งระยะสั้นและระยะยาวปัจจุบันมีปัจจัยภายในและภายนอกหลาย ประการที่ทำให้การประกันคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินการ
45 มาตรฐาน มาตรฐานอุดมศึกษามี 2 แบบดังนี้ 1. ด้านศักยภาพ 1.1 ด้านกายภาพ 1.2ด้านวิชาการ 1.3 ด้านการเงิน 1.4 ด้านการบริหารจัดการ 2. ประเภทหรือกลุ่มสถาบันที่กำหนดไว้ภายใต้มาตรฐานสถาบันอุดมศึกษา กลุ่ม ก วิทยาลัยชมชน กลุ่ม ข สถาบันที่เน้นระดับปริญญาตรี กลุ่ม ค สถาบันเฉพาะทาง กลุ่ม ง สถาบันที่เน้นการวิจัยขั้นสูงและผลิตบัณฑิตระดับบัณฑิตศึกษา (ที่มา : https://images.app.goo.gl/A1Cpsrks5U69bNnJA)
46 สรุป สรุปสภาพปัจจุบันของหลักสูตรไทย สภาพปัจจุบันของหลักสูตรในประเทศไทยมีลักษณะการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาของชาติที่เน้น การพัฒนาคน ครูอาจารย์ และสังคมในหลากหลายรูปแบบที่เน้นการมีส่วนร่วมขององค์กรภาครัฐและเอกชน การจัดการศึกษาในปัจจุบันมุ่งเน้นด้านอาชีวศึกษามากขึ้น โดยการมุ่งเน้นให้มีการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและ ระดับปริญญาตรีเพื่อเน้นการมีงานทำโดยอาศัยปัจจัยหลักในองค์กรหลักจากภายนอก การจัดการศึกษาใน ปัจจุบันยังมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล โดยคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา โดย กำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ นอกจากนี้ หลักสูตรการศึกษาในปัจจุบันยังมีการปรับปรุงและ พัฒนารายวิชา กลุ่มวิชา และการอนุมัติหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาดังนั้น สภาพปัจจุบัน ของหลักสูตรในประเทศไทยมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีความสมดุล และมุ่งเน้นด้านอาชีวศึกษาเพื่อเตรียม ความพร้อมในการทำงานในองค์กรหลักจากภายนอก โดยให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะ พื้นฐานของผู้เรียน
47 2. สภาพปัญหาหลักสูตรในประเทศไทย การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของไทยยังไม่พัฒนาไปถึงไหน ปัญหาที่พบ คือ คณะกรรมการ สถานศึกษาและคณะผู้จัดทำหลักสูตรมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาไม่ชัดเจน เมื่อ มีการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาก็ดำเนินการอย่างเร่งรีบในระยะเวลาอันสั้น ทำให้คณะครูในโรงเรียนขาดความ เชื่อมั่นในความถูกต้อง เหมาะสม ของหลักสูตรตนเอง และยังพบว่าโรงเรียนจัดเวลาเรียนให้กับสาระเพิ่มเติม ต่างๆ น้อยทำให้ไม่สามารถสนองความต้องการ ความสามารถและความสนใจของผู้เรียนได้ ครูบางส่วนของ แต่ละสถานศึกษาขาดความสนใจ และไม่ให้ความร่วมมือในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาเท่าที่ควร ทำให้เกิด ความล่าช้าในการดำเนินการและได้หลักสูตรสถานศึกษาที่ไม่มีคุณภาพ สถานศึกษาจำนวนน้อยที่ดำเนินการ ตามขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาอย่างถูกต้อง และโรงเรียนส่วนใหญ่ขาดการสำรวจความต้องการ ของชุมชน หรือเชิญคณะกรรมการสถานศึกษามาเข้าร่วมในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา 2.1 หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปัญหาสำคัญของการศึกษาปฐมวัย 1. การขาดความรู้ความเข้าใจของผู้ปกครองในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย เนื่องจาก ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการที่สำคัญตามช่วงวัยของ เด็ก จึงมีความคาดหวังที่ต้องการให้เด็กอ่านออกเขียนได้ จึงส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีระบบการสอนแบบ “เร่งเรียนเขียนอ่าน” นอกจากนี้การใช้สื่อเทคโนโลยีในการเลี้ยงดูเด็ก เช่น ไอแพต โทรศัพท์มือถือ หรือ โทรทัศน์ ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กมีความบกพร่องในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น 2. การขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดการศึกษาปฐมวัยของครู ผู้บริหารและสถานศึกษา การขาดแคลนความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย จึงทำให้ครูเน้นให้เด็กอ่านเขียนมากกว่าวัย และเน้นการสอนที่มีลักษณะให้เด็กท่องจำมากกว่าทักษะด้านการ คิด การตัดสินใจ ในขณะที่ผู้บริหารสถานศึกษาบางส่วนบริหารงานเพื่อชื่อเสียงของโรงเรียนจึงเตรียมความ พร้อมของเด็ก เพื่อการสอบแข่งขันมากกว่าการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็ก รวมถึงปัญหาสถานศึกษาไม่ สามารถจัดการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง จึงทำให้เกิดการเรียนเพื่อสอบเข้าโรงเรียนที่มี ชื่อเสียงตั้งแต่ระดับอนุบาล
48 3. ระบบการผลิตครูปฐมวัย จากค่านิยมของการเข้ารับราชการที่มีสวัสดิการที่ดีและมีความมั่นคงใน ชีวิต จึงเกิดความต้องการเพิ่มคุณวุฒิด้านการศึกษาของครูให้สูงขึ้น แต่ระบบการผลิตครูในปัจจุบันยังขาดกลไก ในการติดตามและประเมินคุณภาพ เช่น การเปิดรับครูปฐมวัยจำนวนมาก ทำให้อัตราส่วนระหว่างอาจารย์กับ จำนวนนักศึกษาไม่สอดคล้องกันส่งผลต่อประสิทธิภาพในด้านการเรียนการสอน เนื่องจากกระบวนการพัฒนา ครูปฐมวัย ไม่สามารถทำได้ด้วยการบรรยายเท่านั้น แต่จำเป็นต้องมีการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ โดยมีอาจารย์ ที่เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย มาดูแลอย่างใกล้ชิด 4. การให้ความสำคัญด้านเนื้อหาและการวัดผลมากกว่าการประเมินผลเพื่อพัฒนาหลักสูตรและการ วัดผลระดับประถมศึกษาต้อนต้น มุ่งเน้นให้เด็กท่องจำ ความรู้จำนวนมากไม่สอดคล้องและเชื่อมโยงกับ หลักสูตรของการศึกษาปฐมวัยที่เน้นการส่งเสริมพัฒนาการเด็กโดยคำนึงถึงการพัฒนาการในทุกด้านอย่าง สมดุล ได้แก่ ด้านร่างกาย สติปัญญา สังคม อารมณ์และจิตใจ นอกจากนี้ครูในโรงเรียนอนุบาล และศูนย์เด็ก เล็กส่วนใหญ่ เน้นการวัดผลด้านความจำ โดยขาดการประเมินตามสภาพความเป็นจริง รวมถึงหน่วยงานที่ รับผิดชอบทางด้านการศึกษาของรัฐ ใช้หลักเกณฑ์ตัดสินมากกว่าการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน ทำให้ขาด แนวทางในการปรับปรุงผู้เรียนให้ดีขึ้น (ที่มา : https://images.app.goo.gl/JZe9tcNgtEZj4Uze8)
49 2.2 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) ปัญหาของหลักสูตร การนำหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช2551 ของกลุ่มโรงเรียนที่ใช้หลักสูตร ในช่วงแรกอาจเกิดปัญหาและอุปสรรคซึ่งทำให้ไม่สามารถพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้ เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของ หลักสูตรได้ ครูผู้สอนทุกกคนจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ในกระบวนการต่าง ๆ ของวิชานั้นๆ จึงสามารถนำ หลักสูตรไปใช้ในการจัด การเรียนการสอนหรือจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อถ่ายทอดไปสู่ผู้เรียนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 1. ปัญหาด้านครู 1.1 ครูขาดความรู้ ความเช้าใจเกี่ยวกับตัวหลักสูตร 1.2 ครูไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการสอน 1.3 ครูไม่มีเวลาศึกษาทำความเช้าใจหลักสูตรก่อนสอน 1.4 ครูไม่สนใจจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 1.5 ครูไม่มีความรู้ ความเข้าใจในการวัดและประเมินผล 1.6 จำนวนครูที่สอนวิชาทักษะและความสามารถเฉพาะทางไม่เพียงพอ 2. ปัญหาด้านผู้บริหารโรงเรียน 2.1 ผู้บริหารมีความรู้ ความเข้าใจในหลักสูตรน้อย 2.2 ผู้บริหารไม่มีความรู้ ความสามารถในการนิเทศ 2.3 ผู้บริหารไม่สนับสนุนการใช้หลักสูตรของคณะครูเท่าที่ควร 2.4 ผู้บริหารไม่ได้ประชาสัมพันธ์การใช้หลักสูตรให้กว้างขวางและทันเวลา 3.ปัญหาด้านศึกษานิเทศก์ 3.1 ศึกษานิเทศก์ นิเทศการใช้หลักสูตรในโรงเรียนต่าง ๆ ไม่ทั่วถึง 3.2 ศึกษานิเทศก์ ไม่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรอย่างถ่องแท้
50 4. ปัญหาด้านหน่วยงานกลาง ระดับชังหวัดและระดับอำเภอ 4.1 ส่งเอกสารหลักสูตรและเอกสารประกอบล่าช้าและไม่เพียงพอ 4.2 ขาดการประชาสัมพันธ์หลักสูตรโดยเฉพาะกับผู้ปกครองทำให้ไม่ได้รับ ความร่วมมือ 4.3 ขาดงบประมาณที่จะสนับสนุนการใช้หลักสูตร 4.4 ให้การฝึกอบรม การให้ความรู้และทักษะเกี่ยวกับการนำหลักสูตรไปใช้ (ที่มา : https://images.app.goo.gl/2Ek4V3roc9NuTVDd8)
51 2.3 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช 2562 ปัญหาของหลักสูตร การพัฒนาทักษะที่สำคัญบางอย่างไม่เพียงพอ อุปกรณ์ไม่เพียงพอ ทั้งปริมาณและคุณภาพ เนื้อหาการ เรียนไม่ทันสมัย บางวิชาก็ฝึกปฏิบัติน้อยไป ครูไม่เพียงพอและขาดทักษะสำคัญในการสอน นอกจากนั้นยังมี ปัญหาส่วนตัวคือ นักเรียนต้องทำงานพิเศษเพื่อหารายได้ เพื่อนชักจูงให้หนีเรียน และปัญหาหลักๆมี ดังนี้ 1. ความไม่สอดคล้องกับต้องการของตลาดแรงงาน: บางครั้งหลักสูตรอาจไม่สอดคล้องกับความ ต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาไม่ได้รับทักษะหรือความรู้ที่ เพียงพอสำหรับการทำงานจริง 2. ขาดแหล่งเรียนรู้ที่เพียงพอ: บางหลักสูตรอาจขาดแหล่งเรียนรู้ที่เพียงพอหรือไม่มีเทคโนโลยีที่ ทันสมัยที่ใช้ในการสอน ซึ่งอาจส่งผลให้นักเรียนไม่ได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสม 3. ความยากลำบากในการเข้าถึง: บางหลักสูตรอาจมีค่าธรรมเนียมที่สูงหรือสถานที่เรียนอยู่ในที่ต่างๆ ทำให้บางบุคคลไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม 4. การจัดการหลักสูตรที่ไม่เหมาะสม: บางครั้งหลักสูตรอาจจัดการไม่เหมาะสม ไม่ให้ความสำคัญกับ ทักษะหรือความรู้ที่สำคัญ หรือไม่พิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการปรับตัวเพื่อเข้ากับสภาพแวดล้อมและ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง 5. ขาดความสนับสนุน: บางครั้งหลักสูตรอาจขาดความสนับสนุนจากสถาบันการศึกษาหรือจากภาครัฐ ทำให้การดำเนินการเรียนการสอนไม่เป็นไปตามความคาดหวัง (ที่มา : https://images.app.goo.gl/HRDCZi3B1TstUELN9)
52 2.4 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2563 ปัญหาของหลักสูตร 1. ด้านการวางแผนการบริหารหลักสูตร ปัญหาการวิเคราะห์สภาพความต้องการของผู้เรียน ชุมชน เพื่อเป็นแนวทาง ในการกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายของหลักสูตร ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า ได้รับการกำกับ ดูแลจากผู้ที่ได้รับ มอบหมายจากผู้อำนวยการของโรงเรียนที่เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ซึ่งปฏิบัติงาน ที่เกี่ยวข้องกับงานวิชาการ เช่น งานหลักสูตร งานจัดตารางการเรียนการสอน ทำหน้าที่ประสานงานกับ อาจารย์ของสถานศึกษาคู่สัญญาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและเป็นผู้ติดตามแกํไขปัญหา ใน การดำเนินงานประสานงานกับผู้ปกครอง นักเรียน 2. ด้านการปฏิบัติตามแผนการบริหารหลักสูตร การส่งเสริมการจัดทำวิจัยในชั้นเรียน ทั้งนี้อาจเป็น เพราะว่า เป็นนโยบาย ที่กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดแนวทางการจัดการศึกษาเรียนร่วมหลักสูตร อาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ลงนามในประกาศ และโรงเรียน ที่เปิดเรียน ตามโครงการยังไม่มีนักเรียนที่จบการศึกษา ตามหลักสูตร การติดตามและประเมินงานในช่วงที่ผ่าน มาสภาพปัญหา ที่ประสบอยู่ยังเหมือนๆ กัน จึงใช้กระบวนการแก้ปัญหาโดยการประสานงานระหว่างโรงเรียน กับสถาบันอาชีวศึกษา ที่ทำความร่วมมือต่อกัน 3. ด้านการตรวจสอบประเมินผลการบริหารหลักสูตร โรงเรียนที่เปิดหลักสูตร ประกาศนียบัตร วิชาชีพในโรงเรียน มีการจัดการปัญหาการรายงานการนิเทศภายใน การจัดทำเอกสาร หลักฐานการนิเทศ กำกับ ติดตามที่เป็นปัจจุบันและเป็นระบบ อีกทั้งยังไม่มีคณะกรรมการ หรือหน่วยงานในระดับ สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษา และในระดับจังหวัดโดยสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เข้ามาร่วมกำหนดแนวทางหรือ ประสานงานแบบบูรณาการร่วมกัน 4. ด้านการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร สถานศึกษาพบปัญหาการบริหารหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพใน โรงเรียน มีปัญหาการนำ ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการหรือผู้รับผิดชอบมาปรับปรุงและพัฒนากระบวนการ บริหารจัดการหลักสูตร
53 2.5 หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ มุ่งเน้นการผลิตบัณฑิตที่มีทักษะทางเทคนิค และสามารถประกอบอาชีพในสายงานที่เกี่ยวข้องได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาหลายประการที่ส่งผลต่อ ประสิทธิภาพและคุณภาพการศึกษาของหลักสูตรนี้ ปัญหาของหลักสูตร 1. หลักสูตรล้าสมัย: เนื้อหาบางวิชาไม่ได้ปรับให้ทันกับเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดแรงงาน ทำให้บัณฑิตจบใหม่ไม่มีทักษะที่ตรงกับความต้องการของนายจ้าง 2. การเน้นการเรียนทฤษฎีมากกว่าการฝึกปฏิบัติ: นักเรียนเรียนทฤษฎีมากกว่าการฝึกปฏิบัติจริง ส่งผลต่อทักษะการทำงาน 3. ปัญหาเกี่ยวกับสถานศึกษา: อุปกรณ์การเรียนการสอนไม่เพียงพอ สถานที่เรียนไม่เอื้ออำนวย 4. คุณภาพของอาจารย์ผู้สอน: อาจารย์บางท่านไม่มีประสบการณ์การทำงานจริง 5. ปัญหาการวัดผลและประเมินผล: การวัดผลและประเมินผลยังไม่เน้นทักษะการทำงาน (ที่มา : https://images.app.goo.gl/C43TbnKahoa6xPQ47)
54 2.6 หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) ปัญหาของหลักสูตร คุณภาพอุดมศึกษาไทยในปัจจุบันได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมและ พัฒนาผู้เรียนให้มีการพัฒนาความรู้ระดับสูงเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อสังคมในอนาคต การศึกษาใน ระดับอุดมศึกษานั้นยังรวมถึงการให้ผู้เรียนค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง เพื่อให้ผลผลิตของอุดมศึกษาซึ่งเป็น บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาออกไปนั้น มีความสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาควบคู่ไปกับความรู้ ทางวิชาการ แม้ว่าการพัฒนาคุณภาพของการอุดมศึกษาไทยมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในปัจจุบันก็ ยังพบว่าคุณภาพอุดมศึกษายังไม่มีคุณภาพเท่าที่ควรในหลายประเด็น สาเหตุหลักมีหลายประการ 1. สถาบันอุดมศึกษาปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างและพัฒนา คุณภาพมาตรฐานการเรียนการสอนและการวิจัย เปิดหลักสูตรตามความพอใจ โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพและ มาตรฐานการศึกษา ขาดการวางแผนพัฒนาสถาบันในระยะยาว รวมถึงคณะกรรมการบริหารสถาบัน/สภา สถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนหลายแห่งไม่มีการบริหารจัดการที่ดี 2. มหาวิทยาลัยไทยโดยภาพรวมยังมีจุดอ่อนเรื่องการบริหารจัดการเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะการเป็น มหาวิทยาลัยวิจัย ซึ่งจะสังเกตได้ว่ามหาวิทยาลัยที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกล้วนเป็นมหาวิทยาลัย วิจัยทั้งสิ้น 3. ทิศทางการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาในภาพรวมไม่ชัดเจน เกิดความซ้ำซ้อนในเรื่องการให้บริการ บุคลากรที่จะเข้ามาในมหาวิทยาลัย เช่น ผู้บริหาร ส่วนหนึ่งไม่มีความรู้ทางด้านการบริหาร แต่จะมีความรู้ เฉพาะด้านงานวิชาการเท่านั้น รัฐบาลควรมีการจัดอบรมการเป็นผู้บริหารขึ้นมาเหมือนกับข้าราชการสายอื่น 4. บัณฑิตที่จบการศึกษาออกมาบางส่วนไม่ได้คุณภาพ และมีปัญหาในด้านภาษาอังกฤษ สถาบันการศึกษาควรดึงผู้ประกอบการเข้าไปร่วมพัฒนาหลักสูตรและพัฒนาบุคลากร และเปิดโอกาสให้ นักศึกษาเข้าไปฝึกงานในสถานประกอบการตั้งแต่ยังเรียนอยู่ รวมถึงวิกฤติอุดมศึกษาไทยช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ทั้ง มหาวิทยาลัยรัฐและมหาวิทยาลัยราชภัฏ 300 แห่ง และเปิดหลักระดับปริญญาตรีและโท บางแห่งใช้กลยุทธ์ "จบง่าย" ในการดึงดูดผู้เรียน ขณะที่ผู้เรียนเข้ามาเรียนเพื่อหวังใบปริญญาตามสโลแกนจ่ายครบจบแน่ ซึ่งเป็น การทำลายคุณภาพอุดมศึกษาไทย และทำให้บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาออกมาไม่มีคุณภาพตามที่สังคมคาดหวัง ไว้
55 5. การจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่เป็นการจัดตั้งด้วยเหตุผลทางการเมือง ไม่ได้คำนึงถึง คุณภาพและความพร้อมของการเป็นสถาบันอุดมศึกษา รวมถึงไม่มีการจัดระบบความหลากหลายของ สถาบันอุดมศึกษา ทำให้ทิศทางการส่งเสริมพัฒนาและกำกับมาตรฐานไม่ชัดเจนและไม่ต่อเนื่อง อีกทั้ง สถาบันอุดมศึกษาไทยในปัจจุบัน ส่วนมากมุ่งเข้าสู่ธุรกิจอุดมศึกษา มีการขายปริญญาบัตร เปิดหลักสูตร จำนวนมาก การถ่ายทอดความรู้แบบสำเร็จรูปตามแบบตะวันตก เนื่องจากมหาวิทยาลัยไทยก้าวเข้าสู่กับดัก ทางธุรกิจการศึกษา 6. รัฐบาลไม่มีการควบคุมการเปิดสาขาวิชาของแต่ละมหาวิทยาลัยให้ตรงตามความต้องการของ ประเทศและตลาดแรงงาน ควรส่งเสริมให้นิสิตนักศึกษากู้เงินเพื่อศึกษาในสาขาวิชาที่ตลาดแรงงานต้องการ เพื่อให้บัณฑิตที่จบออกมามีงานทำ (ที่มา : https://images.app.goo.gl/K7sJ74T5eXqTCc7d6)
56 สรุป สรุปสภาพปัญหาหลักสูตรในประเทศไทย สรุปปัญหาของหลักสูตรในประเทศไทยได้แก่ปัญหาในการจัดทำหลักสูตรที่ไม่ชัดเจน, การดำเนินการ อย่างเร่งรีบในระยะเวลาอันสั้น, ความขาดความเชื่อมั่นในความถูกต้องและเหมาะสมของหลักสูตร, การจัดเวลา เรียนที่ไม่เหมาะสม, ความยากลำบากในการเข้าถึงหลักสูตรเนื่องจากค่าธรรมเนียมที่สูงหรือสถานที่เรียนอยู่ในที่ ต่างๆ, และขาดความสนับสนุน การแก้ไขปัญหาเหล่านี้อาจต้องมีการปรับปรุงกระบวนการจัดทำหลักสูตรให้มี ความเหมาะสมและเป็นระบบมากขึ้น รวมถึงการเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการจัดทำและใช้ หลักสูตรในสถานศึกษา
57 3. แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 แนวโน้มและกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางหลักสูตรและการสอน ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เราจึงต้องมีการพัฒนาเพื่อพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สามารถดำรงอยู่และก้าวเข้าสู่การศึกษาศตวรรษที่ 21 ซึ่งวิจารณ์ พานิช (2555). ได้กล่าวว่า การศึกษา ในศตวรรษที่ 21 ต้องเตรียมคนออกไปเป็นคนคนทำงานที่ใช้ความรู้ (knowledge worker) และเป็นบุคคล พร้อมเรียนรู้ (learning person) ไม่ว่าจะประกอบ สัมมาชีพใด มนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ต้องเป็นบุคคลพร้อม เรียนรู้และเป็นคนทำงานที่ใช้ความรู้ แม้จะเป็นชาวนาหรือเกษตรกรก็ต้องเป็นคนที่พร้อมเรียนรู้และเป็น คนทำงานที่ใช้ความรู้ ดังนั้นทักษะที่สำคัญที่สุดของศตวรรษ ที่ 21 จึงเป็นทักษะของการเรียนรู้ (learning skills) การศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑ จำต้องเป็นเช่นนี้ก็เพราะต้องเตรียมคน ไปเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่ รุนแรง พลิกผัน และคาดไม่ถึง คนยุคใหม่ จึงต้องมีทักษะสูงในการเรียนรู้และปรับตัว แนวโน้มด้านบวก 1. หลักสูตรใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก จากการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันในด้านเศรษฐกิจและ อุตสาหกรรม ทำให้คนในสังคมต้องการเพิ่มความรู้ความสามารถให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง จึงหันมาสนใจ ศึกษาต่อในหลักสูตรที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ดังนั้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของ คนในสังคมสถาบันการศึกษาจึงมุ่งพัฒนาหลักสูตรใหม่ ๆ อาทิ หลักสูตรที่บูรณาการระหว่างสองศาสตร์ขึ้นไป เช่น ระดับอาชีวศึกษาหลักสูตรเดียวจะมีหลายสาขาวิชา เรียนช่างยนต์จะผนวกการตลาดและการบัญชีเข้าไป ด้วย เป็นต้น หลักสูตรที่ให้ปริญญาบัตร 2 ใบ และมีการพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยตลอดเวลา 2.หลักสูตรนานาชาติมีแนวโน้มมากขึ้น เนื่องจากสภาพยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการเชื่อมโยงด้านการค้าและ การลงทุน ทำให้ตลาดแรงงานในอนาคตต้องการคนที่มีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ ส่งผลให้ความ ต้องการการศึกษาที่เป็นภาษาสากลมีมากขึ้น ที่สำคัญการเปิดเสรีทางการศึกษา ยังเป็น โอกาสให้ สถาบันการศึกษาจากต่างประเทศเข้ามาจัดการศึกษาในประเทศไทย และเปิดหลักสูตรภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ฯลฯ ยิ่งมีส่วนกระตุ้นให้หลักสูตรการศึกษานานาชาติมีแนวโน้มได้รับความ นิยมมากขึ้น แต่เนื่องจากหลักสูตรนานาชาติมีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น การเรียนในหลักสูตรนี้ยังคงจำกัดอยู่ในกลุ่ม ผู้เรียนที่มีฐานะดี
58 3. การจัดการศึกษามีความเป็นสากลมากขึ้น สภาพโลกาภิวัตน์ที่มีการเชื่อมโยงในทุกด้านร่วมกันทั่ว โลก ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายองค์ความรู้ กฎกติกา การดำเนินการด้านต่าง ๆ ทั้งการค้า การลงทุน การศึกษา เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เชื่อมต่อถึงกัน ประกอบการเปิดเสรีทางการศึกษา ส่งผลให้เกิดการ หลั่งไหลหลักสูตรการเรียนการสอน บุคลากรด้านการสอน หลักสูตร จากสถาบันการศึกษาต่างประเทศเข้าสู่ ไทย อันมีผลทำให้เกิดการเปรียบเทียบและผลักดันให้สถาบันการศึกษาไทยต้องพัฒนาการจัดการศึกษาที่มี ความเป็นสากลที่เป็นที่ยอมรับ อีกทั้งการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนกับนานาประเทศของไทย ได้ส่งผล ให้เกิดความต้องการการศึกษาที่มีคุณภาพทัดเทียมในระดับสากล 4.ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษาลดลง เนื่องจากสภาพการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนที่เป็น กระแสระดับโลกเกิดขึ้นควบคู่กับคลื่นประชาธิปไตยแผ่ขยายวงกว้างถึงไทย รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ส่งเสริมการ เพิ่มสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน อีกทั้งสภาพการใช้เทคโนโลยีส่งเสริมการเรียนการสอน ทำให้ช่องทางการ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเข้าถึงคนได้อย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม อาจเป็นได้ว่าความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทาง การศึกษาจะลดลงในกลุ่มสถาบันการศึกษาของรัฐ ส่วนการจัดการศึกษาโดยสถาบันการศึกษาเอกชน ผู้เรียนที่ ครอบครัวมีรายได้น้อยอาจเข้ารับบริการทางการศึกษาได้ลดลง เนื่องจากค่าเล่าเรียนแพง 5.โอกาสรับบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น เมื่อเปิดเสรีทางการศึกษา จะก่อเกิดการแข่งขัน ในการจัดการศึกษาทั้งจากสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น หากพิจารณาในแง่บวก การเปิดเสรี ทางการศึกษา เป็นการสร้างโอกาสให้คนไทยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ เนื่องด้วยสถาบันแต่ละแห่งจะแข่ง ด้านคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันอุดมศึกษา คุณภาพการศึกษาจะเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก เนื่องจาก การเปิดเสรีทางการศึกษา ที่เปิดโอกาสให้สถาบันอุดมศึกษาต่างชาติเข้ามาเปิดการเรียนการสอน จึงเป็นแรง กดดันให้สถาบันอุดมศึกษาไทยต้องพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้น แนวโน้มด้านลบ 1.การเพิ่มช่องว่างด้านคุณภาพในการจัดการศึกษา แม้ว่าสภาพการแข่งขันทางการศึกษาจะเป็นแรง ผลักให้สถาบันการศึกษาต่าง ๆ เร่งพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนมากขึ้น แต่เนื่องจากทรัพยากรตั้ง ต้นของแต่ละสถาบันการศึกษามีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นความรู้ความสามารถและปริมาณของบุคลากร การศึกษา งบประมาณ เงินทุน เทคโนโลยี สถานที่ ความมีชื่อเสียง ฯลฯ ส่งผลให้โอกาสพัฒนาคุณภาพ การศึกษาย่อมแตกต่างกันด้วย โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาขนาดเล็ก หรือสถาบันการศึกษาที่ยังไม่มีความ พร้อม/มีทรัพยากรตั้งต้นไม่มาก ย่อมไม่มีศักยภาพเพียงพอในการพัฒนาคุณภาพมากนัก
59 2.การผลิตบัณฑิตเกินความต้องการของตลาด เนื่องจากความต้องการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามี สูงขึ้น และการพัฒนาไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐที่ต้องหาเลี้ยงตนเอง มีอิสระในการบริหารและ เปิดหลักสูตรเพื่อหาผู้เรียนเข้าเรียนให้ได้จำนวนมาก สิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบระยะยาวคือ มีบัณฑิตจบเป็น จำนวนมากเข้าสู่ตลาดแรงงานไม่สามารถรองรับได้หมด โดยกลุ่มแรงงานระดับอุดมศึกษาที่ไม่มีคุณภาพหรือไม่ จบจากสาขาที่ตลาดแรงงานต้องการ จะถูกผลักสู่แรงงานนอกระบบ หรือหาทางออกโดยเรียนต่อระดับสูงขึ้น ซึ่งอาจก่อเกิดภาวะแรงงานระดับปริญญาโทและเอกไม่มีคุณภาพและล้นตลาดตามมาเช่นกัน 3.การสอนทักษะการคิดและทักษะทางอารมณ์ยังไม่มีคุณภาพ สภาพเศรษฐกิจที่มุ่งแข่งขัน ทำให้การ จัดการศึกษามุ่งพัฒนาทางวิชาการเป็นสำคัญ ในขณะที่ระบบการศึกษาไทยยังไม่สามารถพัฒนาทักษะการคิด ของผู้เรียนได้เท่าที่ควร เนื่องจากการเรียนการสอนยังมุ่งสอนให้ผู้เรียนคิดตามสิ่งที่ผู้สอนป้อนความรู้มากกว่า การคิดสิ่งใหม่ ๆ ประกอบกับครูผู้สอนมีภาระงานมาก จนส่งผลต่อการพัฒนาบุคคลในด้านอื่น เช่น การพัฒนา เชิงสังคม รวมถึงการพัฒนาทักษะทางอารมณ์ นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีในกิจวัตรประจำวันหรือใช้ในการ เรียนการสอนทำให้การปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ลดลง ส่งผลให้ช่องทางการพัฒนาทักษะทางอารมณ์และ ทักษะทางสังคมของผู้เรียนลดลงด้วย 4.การสอนคุณธรรมจริยธรรมยังไม่มีคุณภาพ แนวคิดของทุนนิยมที่มุ่งแข่งขันได้แพร่กระจายไปทั่วโลก ส่งผลให้ผู้คนต่างมุ่งแข่งขัน และพัฒนาความรู้ความสามารถ เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและมีชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ประกอบกับสถาบันการศึกษาจำนวนมากมุ่งพัฒนาความรู้ทางวิชาการ และประเมินผลการ เรียนที่ความสามารถทางวิชาการ จนอาจละเลยการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณธรรมจริยธรรม นอกจากนี้ การไม่ได้มี ผู้สอนที่รู้เชี่ยวชาญด้านการสอนคุณธรรมจริยธรรมโดยตรงหรือมีคุณภาพ ย่อมส่งผลต่อคุณภาพการสอนของ วิชาคุณธรรมจริยธรรมได้ 5.การสอนภาษาต่างประเทศยังไม่มีคุณภาพ ยิ่งก้าวสู่โลกไร้พรมแดนมากขึ้นเท่าใด ผู้มีความรู้ด้าน ภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีนที่ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกใช้ติดต่อสื่อสาร เจรจาต่อรอง การค้า การศึกษา ฯลฯ ย่อมมีความได้เปรียบ ทั้งในเรื่องการติดต่อสื่อสารและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน อย่างไรก็ ตาม ปัญหาที่พบคือ การสอนภาษาอังกฤษ และภาษาต่างประเทศของไทยยังไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร เนื่องจาก ครูผู้สอนมีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะครูผู้สอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครูจำนวนมากไม่ได้จบเอกภาษาอังกฤษโดยตรง และมีแนวโน้มว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า การพัฒนาการสอนทักษะ ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษแม้ปัจจุบันจะตื่นตัวมากขึ้น แต่ยังไม่ก้าวหน้าไปมากเท่าที่ควร เพราะทรัพยากรด้านบุคลากรสอนภาษาต่างประเทศนี้ขาดแคลนมาก
60 เพื่อให้สอดคล้องกับการเลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นหลักสูตรและการสอนจึงจำเป็นต้อง มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลง เพื่อตอบสนองการเรียนรู้ใหม่ ๆ ของผู้เรียนที่จะเกิดขึ้น โดยมีกระบวนการใน การเปลี่ยนแปลง ดังนี้ 1. การกำหนดความมุ่งหมายของหลักสูตร การให้การศึกษาแก่เยาวชนทั้งประเทศจำต้องใช้หลักสูตรหลาย ๆ หลักสูตร เช่น หลักสูตรใน ระดับประถม หลักสูตรในระดับมัธยม และหลักสูตรในระดับอุดมศึกษา เป็นต้น หลักสูตรแต่ละระดับนี้สนอง ความต้องการของกลุ่มเยาวชนที่มีสภาพทางจิตใจ ร่างกาย มีความสามารถในการเรียนรู้ และมีความต้องการ ทางการศึกษาแตกต่างกันออกไป ดังนั้นหลักสูตรแต่ละหลักสูตรจึงต้องมีความมุ่งหมายที่แสดงถึงเอกลักษณ์ และวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไปด้วย อย่างไรก็ตาม ความมุ่งหมายของหลักสูตรแต่ละระดับควรสอดคล้อง และเสริมความมุ่งหมายทางการศึกษาในระดับชาติ กิจกรรมแรกนี้เป็นความพยายามที่จะหาคำตอบต่อคำถาม ที่ว่า “จะให้การศึกษาไปเพื่ออะไร” ผู้พัฒนาหลักสูตรจะตอบคำถามนี้ได้อย่างถูกต้องก็ต่อเมื่อได้ทำการสำรวจ และวิจัยข้อมูลด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับปัญหาหรือความต้องการอย่างแท้จริงของสังคมเสียก่อน 2. การเลือกการจัดเนื้อหาวิชาและประสบการณ์ เมื่อได้กำหนดแล้วว่าความมุ่งหมายของหลักสูตรมีอะไรบ้าง กิจกรรมขั้นที่สองในการพัฒนาหลักสูตร คือ การเลือกสรรวิชาความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาไปสู่จุดมุ่งหมายที่กำหนด ไว้ เมื่อเลือกเนื้อหาวิชาและประสบการณ์มาแล้ว ผู้พัฒนาหลักสูตรยังต้องพิจารณาต่อไปอีกว่า เนื้อหาสาระ อะไรควรไปสอนก่อนหรือสอนหลัง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และพัฒนาไปได้อย่างสัมฤทธิ์ผลสูงสุด 3. การนำเอาหลักสูตรไปใช้ การนำเอาหลักสูตรไปใช้ หมายถึง การที่ผู้บริหารโรงเรียนและครู นำเอาโครงการของหลักสูตรที่เป็น รูปเล่มเหล่านั้นไปปฏิบัติให้เกิดผล ขั้นตอนที่สามนี้รวมถึงการบริหารงานทางด้านวิชาการของโรงเรียน เพื่อ อำนวยให้ครูและนักเรียนสามารถสอนและเรียนได้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด 4. การประเมินผลหลักสูตร การประเมินผลหลักสูตรคือ การหาคำตอบว่า หลักสูตรสัมฤทธิ์ผลตามที่กำหนดไว้ในความมุ่งหมาย หรือไม่ มากน้อยเพียงไร และอะไรเป็นสาเหตุ การประเมินหลักสูตรเป็นงานที่ละเอียด ต้องการผู้ที่มีความรู้ทั้ง ในเรื่องของหลักสูตรและการประเมินผล
61 5. การปรับปรุงหลักสูตร กระบวนพัฒนาหลักสูตรมีลักษณะเป็นวัฏจักร เริ่มต้นด้วยการกำหนดความมุ่งหมาย เลือกและจัด เนื้อหาวิชาและประสบการณ์ให้สอดคล้องกับความมุ่งหมาย นำหลักสูตรไปปฏิบัติให้เกิดผลตามที่มุ่งหมายไว้ ประเมินผลหาข้อบกพร่องของกระบวนการนี้ และนำเอาผลที่ได้ไปปรับปรุงหลักสูตร การปรับปรุงหลักสูตรจึง เริ่มต้นด้วยกระบวนการและขั้นตอนเดิมอีกคือ ปรับปรุงความมุ่งหมาย เมื่อความมุ่งหมายซึ่งเป็นแม่บท เปลี่ยนไป กระบวนการที่เหลือก็ต้องถูกเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องรับกัน จนมาถึงการประเมินผลหลักสูตร และ นำเอาข้อมูลที่ได้จากการประเมินผลไปปรับปรุงหลักสูตรอีก เป็นวัฏจักรวนเวียนต่อเนื่องกัน นอกจากหลักสูตรการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยแล้วสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการจัดการ เรียนการสอนนั้น คงหลีกไม่พ้นนวัตกรรมหรือสื่อการสอน ที่ครูผู้สอนควรคำนึงถึง และเลือกให้เหมาะสมกับ การศึกษาในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งการเลือกใช้นวัตกรรมการศึกษา มีปัจจัยสำคัญ ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพ (Efficiency) ต้องคำนึงว่า นวัตกรรมที่นำมานั้นมีประสิทธิภาพต่อการที่จะนำมาใช้ ในการจัดการเรียนการสอนหรือไม่ นวัตกรรมจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ตรงตามวัตถุประสงค์ตามที่เราวาง ไว้ได้มากน้อยเพียงใด 2. ประสิทธิผล (Productivity) การเลือกนวัตกรรม มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้บรรลุจุด ประสงค์ครูผู้สอนจำเป็นต้องคำนึงด้วยว่า นวัตกรรมที่นำมานั้นจะเกิดผลต่อผู้เรียนในด้านใด 3. ประหยัด (Economy) ในการเลือกใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการเรียนการ สอน ต้องคำนึงถึงสภาพความเหมาะสมตามฐานะแล้ว จะต้องประหยัดนั่นคือประหยัดทั้งเงินประหยัดเวลา และประหยัดแรงงาน
62 3.1 แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 หลักสูตรปฐมวัย เด็กในยุคนี้เติบโตมาพร้อมกับยุคดิจิตอล (digital natives) เป็นโลกที่มีข้อมูลข่าวสารจำนวนมากอยู่ ทุกหนทุกแห่ง ความรู้เป็นสิ่งที่หาง่ายและรวดเร็ว ทำให้เด็กในยุคนี้ไม่สามารถท่องจำได้หมด ดังนั้นคนที่คิดเป็น หาความรู้เป็น และนําความรู้มาใช้เป็นเท่านั้นที่จะสามารถเลือกความรู้ที่ถูกต้องน ำมาใช้ในการดำเนิน ชีวิตประจำวันได้ (จารุทัศน์ วงศ์ข้าหลวง, ออนไลน์)ดังนั้นทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่สามารถส่งเสริมให้กับเด็ก ปฐมวัยได้นั้นได้มีผู้กล่าวไว้ดังนี้ บุญชนก ธรรมวงศา(ออนไลน์) กล่าวว่า ทักษะ4Cs เป็นทักษะการเรียนรู้และ นวัตกรรม 4 ด้านเป็นรูปแบบการสอนที่ปลุกกระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งจะเป็นทักษะสำคัญของคนใน ศตวรรษที่ 21ซึ่งทักษะ 4Cs มีดังนี้ 1. Creativity and Innovation หมายถึง การคิดนอกกรอบและต่อยอดเป็น มีกระบวนคิดเปิดกว้าง เป็นตัวของตัวเองไม่ซ้ำใคร (Originality) สามารถมองหาโอกาสและประเมินความเป็นไปได้ ถ่ายทอดความคิด ให้ผู้อื่นเข้าใจได้และยอมรับมุมมองผู้อื่นอย่างใจกว้าง สามารถต่อยอดไอเดียความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดเป็น รูปธรรมขึ้น 2. Critical Thinking and Problem Solving หมายถึง การคิดอย่างมีวิจารณญาณและแก้ปัญหาเอง ได้ ช่างสังเกต มองเห็นปัญหา ตั้งคําถาม อธิบายเหตุและผลตามสถานการณ์และมุมมองที่หลากหลายได้ มอง ภาพรวมเพื่อไปสู่ผลลัพธ์ปลายทางจากระบบที่ซับซ้อนออก ประเมินและตัดสินใจจากการสังเกต หารือ หลากหลายมุมมอง หาข้อมูล หลักฐานข้อพิสูจน์ได้ ถอดบทเรียนความรู้ ข้อเสนอแนะหรือสิ่งที่ควรปรับปรุงจาก ประสบการณ์แก้ไขปัญหาด้วยวิธีที่ต่างไปจากเดิมหรือรู้จักประยุกต์หนทางแก้ปัญหามาใช้กับเรื่องใหม่ได้ 3. Communication หมายถึง การสื่อสารได้ถูกต้องเหมาะสม มีทักษะการพูด เขียน และสื่อภาษา กายได้ตรงตามวัตถุประสงค์ (เช่น เพื่อแจ้งข่าว สอน โน้มน้าว หรือปลุกกระตุ้น) รับข้อมูลและตีความหมายได้ ถูกต้อง รวมถึงนําเสนอต่อผู้อื่นได้ชัดเจน ปรับใช้สื่อและเทคโนโลยีให้เหมาะกับจุดประสงค์ และสามารถ ประเมินประสิทธิภาพของแต่ละสื่อได้ สื่อสารได้ในทุกบริบทที่แตกต่างหลากหลาย (รวมถึง ใช้ภาษาได้มากกว่า 1 ภาษา) 4. Collaboration หมายถึง การทำงานร่วมกับผู้อื่น ทำงานเป็นทีม ยืดหยุ่น ปรับตัวให้ทำงานใน สถานการณ์หรือทีมที่แตกต่างกันได้ เพื่อเป้าหมายเดียวกัน ยอมรับความสามารถและความแตกต่างของปัจเจก บุคคลควบคู่ไปกับการมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมเว็บไซต์แปลน ฟอร์ คิดส์ (ออนไลน์) ได้ระบุว่า ทักษะ 4Cs เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กปฐมวัยในศตวรรษที่ 21 เป็นทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม
63 3.2 แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 หลักสูตรแกนกลาง ความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology :ICT) ทำให้ทักษะที่จำเป็นสำหรับคนใน ยุคศตวรรษที่ 21 มีความแตกต่าง ไปจากยุคศตวรรษที่ 20 เหตุเนื่องจากงานที่เคยใช้คนทำงานกับเครื่องจักรกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพราะคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีโทรคมนาคมได้ขยายขีดความสามารถจนสามารถทำงานแทนที่คนได้ ทำให้ สัดส่วนแรงงานลดลงเกิดขึ้นในงานที่ใช้สัมผัสรับรู้อย่างจำเจและงานที่ใช้แรงงานแบบซ้ำๆซากๆ ซึ่งเป็นงานที่ ป้อนคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำแทน แต่สัดส่วนแรงงานระดับชาติบางส่วนที่เพิ่มขึ้นในงานที่เน้นการคิดอย่าง ผู้เชี่ยวชาญและต้องใช้ การสื่อสารที่ซับซ้อนซึ่งเป็นงานที่คอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำแทนได้ คุณลักษณะที่สำคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 1. ด้านความรู้ ความรู้ที่ควรได้รับการส่งเสริมให้ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย จิตสำนึกต่อ โลก การเงิน เศรษฐกิจ ธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการ ความเป็นพลเมือง วัฒนธรรมมนุษย์และโลกทาง กายภาพและโลกธรรมชาติ สุขภาพและสวัสดิภาพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ความรู้ พื้นฐานเชิงทัศนาการ” (visual literacy) ความรู้พื้นฐานทางข้อมูลข่าวสาร ความรู้พื้นฐานทางพหุวัฒนธรรม (multicultural literacy) และความรู้พื้นฐานในเรื่องปริมาณ 2. ด้านทักษะการเรียนรู้และการคิด ทักษะการเรียนรู้และการคิดที่ควรได้รับการส่งเสริมให้ผู้เรียนใน ศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย ความอยากรู้/จิตแห่งวิทยาการ (Disciplined Mind) การคิดระดับสูง การคิดเชิง วิพากษ์ ทักษะการแก้ปัญหา จัดการและแก้ไขความขัดแย้ง ทักษะการสังเคราะห์ (Synthesizing Mind) ทักษะ การคิดเชิงสร้างสรรค์และผลิตนวัตกรรม ทักษะการทำงานเป็นทีม/การทำงานร่วมกัน/การสร้างเครือข่าย ทักษะปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล/การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ทักษะการเรียนรู้ตามบริบท ทักษะด้านไอซีที ทักษะ การใช้วิธีการเรียนรู้ ทักษะการใช้ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร ทักษะการผลิตนวัตกรรม ทักษะการจัดลำดับ ความสำคัญ ทักษะการวางแผนและการจัดการเพื่อมุ่งผลลัพธ์ ทักษะการใช้เครื่องมือจริงอย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะการสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพและเหมาะสม ทักษะการตั้งคำถามและการวิเคราะห์ ทักษะการหาแนวโน้ม และคาดการณ์ความเป็นไปได้ และทักษะการรู้คิด
64 3. ด้านทักษะชีวิต ทักษะชีวิตที่สำคัญที่ควรส่งเสริมให้ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย ความ เป็นผู้นำ ความสามารถในการปรับตัว การใช้เหตุผลที่ดี ความรับผิดชอบต่อตนเอง สังคม และในฐานะพลเมือง การเข้าถึงคน/การเจรจา การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่น ความสามารถในการชี้นำตนเอง ความกล้าเสี่ยง การจัดการความซับซ้อน การรู้จักเพิ่มพูนประสิทธิผลของตนเอง ความสามารถในการสื่อสารแบบโต้ตอบ/การ โต้ตอบโดยอิสระ การมีส่วนร่วมในฐานะพลเมือง ในระดับท้องถิ่นและโลก ความเป็นพลเมืองดิจิตอล (digital citizenship) จิตแห่งความเคารพ(Respectful Mind)และจิตแห่งจริยธรรม (Ethical Mind) (ที่มา : https://images.app.goo.gl/B8vXRxgn8E6Grnyv8)
65 3.3 แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 หลักสูตรอาชีวศึกษา สำหรับทักษะสำหรับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 นั้น ทักษะที่สำคัญได้แก่ 3R และ 4C ซึ่งมีองค์ประกอบ ดังนี้ 3 R ได้แก่ Reading (การอ่าน), การเขียน(Writing) และ คณิตศาสตร์ (Arithmetic) และ 4 C ได้แก่ (Critical Thinking - การคิดวิเคราะห์, Communication- การสื่อสาร Collaboration-การร่วมมือ และ Creativityความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงทักษะชีวิตและอาชีพ และทักษะด้านสารสนเทศสื่อและเทคโนโลยี และ การบริหารจัดการด้านการศึกษาแบบใหม่ กรอบแนวคิดข้างต้นเองก็เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะแห่ง อนาคตใหม่ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างการจัดการศึกษาในระดับอาชีวศึกษา เพราะปัจจัยแห่งความสำเร็จ ที่สำคัญอยู่ที่"ศักยภาพของระบบการศึกษาเพื่อการส่งเสริมนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์" จะเป็นตัวชี้วัด ความสำเร็จของระบบเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 ดังนั้น ความท้าทายของการก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 จึงอยู่ที่ว่าทำ อย่างไรให้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมเกิดขึ้นและเติบโตได้อย่างต่อเนื่องนี่จึงเป็นโจทย์สำคัญของการ จัดการอาชีวศึกษา ว่าจะพัฒนาหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอนอย่างไร จึงจะท าให้เด็กอาชีวะ มีทักษะ 3R และ4C โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการสร้างนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนาคต ซึงจากผลงานวิจัยหลายชิ้นที่พบว่า การสอนเด็กให้มีทักษะการ เรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมนั้นเน้นที่กระบวนการเรียนรู้มากกว่าความรู้ ดังนั้นถึง เวลาแล้วที่ผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการ เรียนรู้ มากกว่าการอัดความรู้เข้าไปในสมองเด็ก ผู้สอนต้องเปิดใจ และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาความคิด สร้างสรรค์ของตนเอง ขณะเดียวกันผู้สอนก็ต้องเปิดเวทีและพื้นที่สำหรับการแสดงผลงานของผู้เรียนเช่นกัน (ที่มา : https://images.app.goo.gl/vU4HzKi6Tr4g6Uyv7)
66 3.4 แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 หลักสูตรอุดมศึกษา การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สามารถอธิบายสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นใน องค์กรมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นสถาบันหลักระดับอุดมศึกษา โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้ 1.หมวดสาระการเรียนรู้ 1.1 การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการเรียนรู้เชิงกว้างในอนาคต ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และประสบปัญหาเด็กเกิดน้อยลง ทำให้เกิดการคงอยู่ใน ตลาดแรงงานที่นานขึ้นของประชากรผู้สูงวัยในอนาคต รวมถึงแนวโน้มการเปลี่ยนงานบ่อยครั้งในช่วงชีวิตทำให้ เกิดความต้องการพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพอย่างต่อเนื่อง ลอกคราบความรู้อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เท่าทัน กับเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดแรงงาน ทำให้การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นคำตอบของการปลูกฝัง แนวคิดตั้งแต่ในระดับมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังไม่ใช่แค่การเรียนรู้ในลักษณะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องเรียนรู้เชิงกว้าง บูรณาการหลายศาสตร์เข้าด้วยกันเพื่อให้สามารถปรับตัวทำความ เปลี่ยนแปลงของอาชีพได้ทันท่วงที 1.2 ระบบการศึกษาเปิด ระบบการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถกำหนดเนื้อหาสาระที่ต้องการเรียนได้ด้วยตนเอง (what) โดย สามารถเลือกเวลาในการเรียนรู้ (when) สถานที่ในการเรียนรู้ (where) และวิธีการในการเรียนรู้ได้ตัวตนเอง (which method) ซึ่งการศึกษาแบบเปิดจะตั้งอยู่บนหลักการเรียนรู้ 3 รูปแบบ คือ ความเฉพาะตัว (personalization) ผู้เรียนสามารถเลือกเนื้อหา เวลาและวิธีการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับตัวเองได้ ความร่วมมือ (collaboration) ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้เรียนและผู้ให้การเรียนรู้ในการสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน และ ความไม่เป็นทางการ (informalisation) สามารถเรียนรู้ได้ผ่านช่องทางที่ไม่เป็นทางการ 1.3 การศึกษาข้ามศาสตร์ การศึกษาข้ามศาสตร์จะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมในอนาคต การลดกำแพง ระหว่างกลุ่มคนที่มีภูมิหลังทางความรู้ วัฒนธรรม และระดับทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกัน ด้วยการ จัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการ และการทำให้การเชื่อมต่อที่เป็น ทางการง่ายขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การพัฒนานวัตกรรมข้ามศาสตร์เกิดได้ง่ายขึ้น
67 1.4 การศึกษาเพื่อทักษะ การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพจะกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งหนึ่ง เมื่อผู้เรียนต้องการ ทักษะที่สัมพันธ์กัน ระหว่างความรู้ ชีวิตประจำวัน และสังคม สร้างการเชื่อมต่อระหว่างการศึกษาและการ ทำงานจริงด้วยการฝึกฝนทักษะในพื้นที่ปฏิบัติงานจริงผ่านรูปแบบต่างๆ เช่น internship, mentoring projects และ collaboration projects 1.5 สาระการเรียนรู้ใหม่ที่สัมพันธ์กับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างตลาดงานในอนาคต งานบาง ประเภทจะสูญหายไปและเกิดงานประเภทใหม่ขึ้นมาทดแทน รวมถึงงานบางประเภทจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นส่วนหนึ่งของงาน การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลต่อการคงอยู่ สูญไป หรือเกิดขึ้น ใหม่ของสาระการเรียนรู้แห่งอนาคต 2.หมวดวิธีการและเครื่องมือ 2.1 การเรียนรู้บนฐานดิจิทัล พื้นที่การเรียนรู้บนโลกดิจิทัลเป็นพื้นที่อีกรูปแบบหนึ่งในการดำเนินชีวิตของคนทั่วไป และกลายเป็น โอกาสและทางเลือกของการเรียนรู้ที่ใครก็เข้าถึงได้ ผู้คนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา สอดคล้องกับ วัฒนธรรมการเคลื่อนที่ (mobile culture) และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อกับทุกสิ่งอย่าง (internet of things) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ICT ทำให้พื้นที่การเรียนรู้บนโลกเสมือนมีบทบาทแทนที่พื้นที่การเรียนรู้ เชิงกายภาพ เกิดเป็นหลักสูตรออนไลน์ (MOOC: massive open online course) หรือบทเรียนออนไลน์อื่นๆ ยิ่งเกิดโรคโควิด-19 ก็ทำให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการเรียนรู้บนฐานดิจิทัลมากยิ่งขึ้น 2.2 วิถีการเรียนรู้ด้วยตนเอง แต่ละบุคคลก็ต่างมีรูปแบบการเรียนรู้ต่างกัน พื้นที่การเรียนรู้ที่หลากหลายรูปแบบจะเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนรู้มีระบบนิเวศการเรียนรู้ด้วยตนเองที่สมบูรณ์ขึ้น แต่ในทางกลับกันอุปสรรคของการเรียนรู้ด้วยตนเองคือ ความสามารถขั้นพื้นฐานของผู้เรียนรู้ ระบบสนับสนุนจากเครือข่ายหรือชุมชนการเรียนรู้จึงยังคงสำคัญ
68 2.3 การเรียนรู้ตลอดทั้งปี ระบบการศึกษาเปิดและรูปแบบการเรียนรู้ที่ไม่ยึดติดกับกรอบเวลาจะส่งผลทำให้กรอบแนวคิดเรื่อง เทอมการศึกษาเจือจางลง แทนที่ด้วยปฏิทินการศึกษาตลอดทั้งปี ทำให้สถาบันการศึกษาจำเป็นต้องปรับแผน กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การวางแผนทรัพยากรเชิงกายภาพ ระบบการตรวจวัดผลการเรียนรู้ การกำหนด งบประมาณ ฯลฯ เพื่อให้สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนี้ 2.4 พื้นที่การเรียนรู้ในอนาคต การพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้เชิงกายภาพที่ตอบรับทิศทางการเรียนรู้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ทาง กายภาพหรือพื้นที่บนโลกออนไลน์ การพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้เชิงกายภาพรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับทิศ ทางการเรียนรู้ในอนาคตจึงมีความสำคัญ เช่น ห้องเรียนที่ปรับเปลี่ยนได้และมีความยืดหยุ่น ห้องเรียนเพื่อการ ฝึกทักษะที่ต้องการการปฏิสัมพันธ์ซึ่งหน้า (face-to-face interaction) ระหว่างผู้สอนและผู้เรียนรู้รูปแบบ ต่างๆ ห้องเรียนที่เหมาะสมต่อการใช้อุปกรณ์พกพาส่วนบุคคล (BYOD: bring your own device) พื้นที่ coworking space ห้องเรียน VR (virtual reality) เพื่อการเรียนรู้แบบดื่มด่ำ (immersive learning) ฯลฯ 2.5 มหาวิทยาลัยที่เชื่อมต่อกับชุมชน การเรียนรู้ต้องผ่านการลงมือทำ เมื่อการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมยังคงเป็นพันธกิจที่สำคัญของ มหาวิทยาลัยชั้นนำ การสร้างความเชื่อมต่อระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนภายนอกจึงเป็นสิ่งสำคัญ การ เชื่อมต่อนี้คลอบคลุมตั้งแต่เงินทุนเพื่อการวิจัย บุคคลากร และทรัพยากรเชิงกายภาพ อาทิ ห้องทดลอง เครื่องมือ อุปกรณ์ ฯลฯ เพื่อให้เกิดระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถ นำไปใช้ได้จริงและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 2.6 การบริหารจัดการทรัพยากรบนฐานข้อมูล การบริหารจัดการบนโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและฐานข้อมูลจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งการ วางแผน ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล กระตุ้นให้เกิดการนำทรัพยากรที่มีอยู่เดิมมาใช้งานได้อย่างเต็ม ประสิทธิภาพบนหลักการแบ่งปันข้ามกำแพงของหน่วยงานและองค์กร โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและ ฐานข้อมูลจะเอื้อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรและพัฒนาระบบเฝ้าระวังได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการวางแผน การตรวจสอบ และการประเมินผลลัพธ์ เป็นการกระตุ้นให้ระบบทรัพยากรเดิมถูกนำมาใช้ ประโยชน์ให้เต็มที่มากขึ้นบนหลักการแบ่งปัน (Sharing) และข้ามกำแพงของหน่วยงาน
69 3. หมวดองค์กร 3.1 ทิศทางของมหาวิทยาลัยในอนาคต มหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างทางแยกการดำรงตัวเองคงคุณค่าแห่งสถานศึกษา (academy) หรือการ เปลี่ยนแปลงสู่องค์กรธุรกิจที่ตอบโจทย์การตลาด 3.2 มหาวิทยาลัยในฐานะสนามทดลอง การเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยเป็นสนามทดลองสำหรับการเรียนการสอน เป็นพื้นที่ที่ผู้เรียนรู้จะได้ ทดลองบทบาทก่อนจะเข้าสู่สนามการทำงาน และเป็นพื้นที่ในการวิจัยศึกษาเพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนา นวัตกรรมที่นำไปใช้ได้จริง และมีความสามารถในการเติบโตได้ แนวคิดนี้ต้องการการปฏิรูปตั้งแต่การเปลี่ยน โครงสร้างการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดการตัดสินใจที่ยืดหยุ่นและคล่องตัวขึ้น การจัดเตรียมกองทุนสนับสนุน โครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม การจัดตั้งสถาบันการวิจัยขั้นสูง การมีระบบติดตามผลงานของนักวิจัย ฯลฯ 3.3 มหาวิทยาลัยในฐานะพื้นที่ขัดเกลาทางสังคม บทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะพื้นที่ฝึกฝนทักษะทางสังคมของมนุษย์ ที่ไม่สามารถแทนที่ได้ด้วย พื้นที่การเรียนรู้เชิงเสมือน แต่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ปล่อยของ ได้ฝึกทักษะทางสังคม การสื่อสารภายใน หน่วยงาน การถกเถียงและนำเสนอผลงาน 3.4 สถาบันการศึกษาโดยองค์กรภาคเอกชน องค์กรธุรกิจภาคเอกชนเริ่มถูกเพิ่มบทบาทในการพัฒนาสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างบุคคลกรที่มีความรู้และ ทักษะความสามารถที่เหมาะสมและสอดคล้องไปกับทิศทางการพัฒนาธุรกิจขององค์กร สามารถเชื่อมต่อ ระหว่างองค์ความรู้เชิงทฤษฎีกับการปฏิบัติงานจริงอย่างไร้รอยต่อ เพราะแนวโน้มการจ้างงานในอนาคตจะเน้น ไปที่ทักษะที่ตรงกับประเภทงานมากกว่าใบปริญญา หน่วยงานเอกชนอย่าง Microsoft และ Google เริ่มเปิด คอร์สการเรียนรู้ของตัวเองและใช้เกียรติบัตรที่ออกโดยหน่วยงานเป็นการวัดผล
70 สรุป สรุปแนวโนวการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 เน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง บูรณาการเนื้อหา เน้นการเรียนรู้แบบ Active Learning ใช้เทคโนโลยีเพื่อการ เรียนรู้ พัฒนาทักษะชีวิตและทักษะการทำงาน เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ พัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาทักษะการสื่อสาร
71 บทสรุป สภาพปัจจุบันของหลักสูตรไทย จากที่ได้ศึกษาข้อมูลพบว่าหลักสูตรของไทย ที่เป็นหลักสูตรของชาติที่ ใช้ในปัจจุบัน คือ หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีการกำหนดหลักสูตรจุดหมาย หลักการ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ โครงสร้างเวลาเรียน แนวทางการจัดการเรียนการสอน การวัดและ ประเมินผล เพื่อให้การศึกษาช่วยพัฒนาชีวิตของคนในแนวทางที่พึงประสงค์การศึกษามีส่วนสำคัญและจำเป็น ในการพัฒนาประเทศให้รุ่งเรืองทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมการเมือง การปกครอง และวัฒนธรรม เนื่องจาก หลักสูตรไทยในปัจจุบัน ยังคงรูปแบบที่เน้นความสำคัญของการศึกษาที่เน้นเนื้อหาในเชิงปริมาณและ ครอบคลุม โดยที่นักเรียนต้องศึกษาเล่าเรียนตามที่หลักสูตรต่างๆ กำหนดเอาไว้ ซึ่งจะสามารถทำให้นักเรียนมี ความรู้ที่จำเป็นและมากพอที่จะไปใช้ประกอบอาชีพในอนาคตทั้งที่นักเรียนสนใจเอง และเป็นที่ต้องการของ ตลาดหรือสังคมไทยและสังคมโลกได้ โดยที่หลักสูตรต่างๆ จะตอบสนองให้กับผู้เรียนในรูปแบบที่ต่างกันไปตาม ความสนใจ สภาพปัญหาหลักสูตรในประเทศไทย จากการค้นคว้าข้อมูลพบว่า เกิดจากปัญหาที่หลากหลาย ได้แก่ ปัญหาขาดครูที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ปัญหาของการพัฒนาหลักสูตร คือปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการ ยกระดับของหลักสูตรจากระดับที่เป็นขึ้นสู่อีกระดับหนึ่ง ปัญหาอันเกิดจากการร่วมคิดร่วมทำ ร่วมกันสร้าง หลักสูตร และร่วมกันนำหลักสูตรไปใช้ ปัญหาการจัดอบรมครูปัญหาการไม่ยอมรับและไม่เปลี่ยนแปลงบทบาท การสอนของครูตามแนวหลักสูตร ศูนย์การพัฒนาหลักสูตร ไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตน ขาดการประสานงาน ที่ดีระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ผู้บริหารต่าง ๆ ไม่สนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร ปัญหาขาดแคลน เอกสาร เนื่องจากขาดงบประมาณและการคมนาคมขนส่งไม่มีประสิทธิภาพพอ และขาดการวางแผ่นด้านเวลา การที่ไม่มีการวางแผนเรื่องเวลาในการทำงานพัฒนาหลักสูตร ไม่ลดคาบสอน เพื่อวางแผนการทำงานร่วมกัน แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 จากที่ได้ศึกษาข้อมูลพบว่า การพัฒนาหลักสูตรใน ศตวรรษที่ 21 เป็นการจัดการเรียนการสอนในอนาคตที่จะนำความเจริญและทันสมัย จึงเน้นการเรียนรู้ที่ สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ การทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม โดยการอนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบสาน เผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นและของชาติ บูรณาการการให้สอดคล้องกับการเรียนการสอนและกิจกรรม ของ ผู้เรียน มีองค์ความรู้ทางวิชาการในแขนงต่าง ๆ ที่ทันต่อการ 39เปลี่ยนแปลงของโลก มีการวิจัยและการ สร้าง ๆ นวัตกรรมใหม่ ๆ การเพิ่มงบประมาณในการจัดหาสื่อการปรับปรุงคุณภาพ และหลักสูตรโดยเน้นการ ประกอบอาชีพ
72 บรรณานุกรม Pongsuwan, S. (2560, มกราคม 19). Retrieved from หลักสูตรอุดมศึกษา: https://prezi.com/emsfrtiksm9v/presentation/ Realm, P. (2563, พฤศจิกายน 4). Retrieved from แนวโน้มในการเรียนรู้ในรั้วมหาวิทยาลัย: https://theurbanis.com/public-realm/04/11/2020/3835 กระทรวงศึกษาธิการ. (n.d.). Retrieved from หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑: https://shorturl.asia/o8rpE คงด้วง, ศ. (2558, พฤษภาคม 11). Retrieved from สภาพปัญหาของการพัฒนาหลักสูตร และการใช้ หลักสูตรสถานศึกษา: https://thaicurriculum.blogspot.com/2015/05/blog-post_45.html ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. (13 พฤษภาคม 2013). เข้าถึงได้จาก แนวโน้มหลักสูตรในศตวรรษที่ 21: https://www.gotoknow.org/posts/535839 เตชไกรชนะ, อ. (2556, กันยายน 6). Retrieved from การศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางการพัฒนาคุณภาพ อุดมศึกษาไทย: https://www.gotoknow.org/posts/285169 นพคุณ, จ. (n.d.). Retrieved from การพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 สําหรับเด็กปฐมวัยในโรงเรียนสาธิต ละอออุทิศ โดยใช้นวัตกรรมการสอนแบบมอนเตสซอรี่: https://so02.tcithaijo.org/index.php/ECEM/article/view/266664/177841 เพ็ชรคง, อ. (n.d.). Retrieved from อาชีวศึกษากับการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21: http://www.rtc.ac.th/www_km/03/0314/027-1-57.pdf ภานิช, ว. (2560, กันยายน 30). Retrieved from แนวโน้มและกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางหลักสูตรและ การสอน: https://shorturl.asia/jyIZF วิจัยและนวัตกรรม, ก. ว. (n.d.). Retrieved from คู่มือการตรวจสอบหลักสูตรการศึกษาและการตรวจสอบ การดำเนินการจัดการศึกษาเพื่อการรับรองมาตรฐานการอุดมศึกษาในหลักสูตรการศึกษา: https://reg.dru.ac.th/2021/pdf/mua/mhesi-2565.pdf
73 สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา. (n.d.). Retrieved from หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562: https://bsq.vec.go.th/Portals/9/Course/20/2562/newv1.pdf สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา. (n.d.). Retrieved from หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563: https://bsq.vec.go.th/Portals/9/Course/30/2563/newv3.pdf สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษากระทรวงการศึกษาธิการ. (n.d.). Retrieved from แนวปฏิบัติเกี่ยวกับ หลักสูตรการอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ: https://shorturl.asia/qsy7J สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (ม.ป.ป.). เข้าถึงได้จาก หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐: https://shorturl.asia/w25vq สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ. (n.d.). Retrieved from คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐: http://academic.obec.go.th/images/document/1572317514_d_1.pdf อยู่ทอง, ว. (2556, มกราคม 5). Retrieved from การพัฒนาหลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสาย ปฏิบัติการ: https://shorturl.asia/KwcUn