The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

๑๐ พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Library noenkham, 2023-04-26 04:25:20

๑๐ พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

๑๐ พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

๑๐ พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ (พ.ศ. ๒๓๒๕ – ๒๓๕๒) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ (พ.ศ. ๒๓๕๒ – ๒๓๖๗) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ (พ.ศ. ๒๓๖๗ – ๒๓๙๔) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ (พ.ศ. ๒๓๙๔ – ๒๔๑๑) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๑๑ – ๒๔๕๓) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ (พ.ศ. ๒๔๕๓ – ๒๔๖๘) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๖๘ – ๒๔๗๗) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทร มหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ (พ.ศ. ๒๔๗๗ – ๒๔๘๙) พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ (พ.ศ. ๒๔๘๙ – ๒๕๕๙) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๙ – ปัจจุบัน) ภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์จากปฏิทินตั้งโต๊ะธนาคารธนชาต ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น


พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระนามเดิมว่า ทองด้วง เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระปฐม บรมมหาชนก (พระอักษรสุนทรทองดี) ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๗๙ ในรัชกาลสมเด็จพระ บรมโกศ ได้สมรสกับธิดาคหบดีบ้านอัมพวา ต าบลบางช้าง จังหวัดสมุทรสงคราม หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า ใน พ.ศ. ๒๓๑๐ แล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรีได้กู้อิสรภาพและสร้างกรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ได้เข้ารับราชการกับสมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงพระปรีชาสามารถในการรบ จนเป็นที่โปรดปราน นับเป็นขุนพลคู่พระทัยฝ่ายขวา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพในสงครามครั้งส าคัญหลายครั้ง ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ใน พ.ศ. ๒๓๑๙ พ.ศ. ๒๓๒๕ เกิดจลาจลขึ้นในบ้านเมือง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงปราบปรามจนราบคาบ ข้าราชการทั้งหลาย จึงพร้อมใจกันอัญเชิญขึ้นปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ ต่อมา โปรดให้สร้างราชธานีใหม่ขึ้นทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ าเจ้าพระยา คือ กรุงเทพมหานคร ทรงย้ายมาประทับใน พระนครใหม่ใน พ.ศ. ๒๓๒๗ พระราชกรณียกิจส่วนใหญ่ในรัชกาล ได้แก่การสงครามเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ หลายครั้ง ครั้งส าคัญที่สุด คือ สงครามเก้าทัพ ในปี พ.ศ. ๒๓๒๗ การปกครองประเทศทรงจัดแบ่งตามแบบ กรุงศรีอยุธยา และโปรดให้ช าระกฎหมายบทต่าง ๆ ให้ถูกต้องและจารลงสมุดไว้เป็นหลักฐาน ๓ ฉบับ ทางด้านศาสนา โปรดให้สังคายนาพระไตรปิฎก พ.ศ. ๒๓๓๑ และจารฉบับทองประดิษฐานไว้ในหอพระ มณเฑียรธรรม วัดพระศรีรัตนศาสดาราม นอกจากนี้ยังทรงสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์พระอารามและพระพุทธรูป ต่าง ๆ เป็นอันมาก ทางด้านวรรณคดีและศิลปกรรม ทรงฟื้นฟูวรรณคดีไทยซึ่งเสื่อมโทรมตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาแตกให้ กลับคืนดีอีกวาระหนึ่ง ทรงส่งเสริมและอุปถัมภ์กวีในราชส านัก บทพระราชนิพนธ์ที่ส าคัญ เช่น บทละครเรื่อง รามเกียรติ์ เป็นต้น งานทางด้านศิลปกรรมนั้นเป็นผลเนื่องมาจากการที่ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์และสร้างพระอาราม เป็นจ านวนมาก เป็นการเปิดโอกาสให้ช่างฝีมือด้านต่าง ๆ มีงานท าและได้ผลิตงานฝีมือชิ้นเอกไว้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระประชวรด้วยพระโรคชรา พระอาการทรุดลงตามล าดับ จนกระทั่ง เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ รวมพระชนมายุได้ ๗๓ พรรษา เสด็จอยู่ในราชสมบัติ ๒๗ ปี ปัจจุบันมีวันที่ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก คือ วันที่ระลึก มหาจักรีได้แก่วันที่ ๖ เมษายนของทุกปี จะมีพิธีถวายบังคมพระบรมรูป ณ เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์จากปฏิทินตั้งโต๊ะธนาคารธนชาต ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น


พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีพระนามเดิมว่า ฉิม เป็นพระโอรสพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ประสูติแต่สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ณ บ้านอัมพวา แขวงเมืองสมุทรสงคราม เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๑๐ เมื่อยังทรงพระเยาว์ได้ทรงศึกษาอักขรสมัยในส านักสมเด็จพระวนรัต (ทองอยู่) วัดบางหว้าใหญ่ด้านวิชาการรบ ส าหรับขัตติยราชกุมารนั้น พระองค์ได้ทรงศึกษาจากประสบการณ์ ที่เป็นจริง กล่าวคือได้ทรงตามเสด็จ พระบรมชนกนาถไปในราชการสงครามทุกครั้ง ซึ่งพระปรีชาสามารถและ ความจัดเจนนี้ย่อมเป็นที่ประจักษ์จนได้รับโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระองค์ท่านขึ้นเป็นกรมพระราชวัง บวรสถานมงคล พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๒ แห่งพระราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ พระราชกรณียกิจส าคัญที่ทรงเริ่มท าเร่งด่วนครั้งแรกคือ การรวบรวมผู้คนที่กระจัดกระจายกันอยู่ตั้งแต่ครั้ง กรุงแตกให้อยู่ตั้งมั่น เพื่อความเป็นปึกแผ่นของประเทศ โดยออกพระราชก าหนดสักเลข และท าทะเบียนราษฎร อย่างจริงจัง และได้ทรงผ่อนผันการเข้าเดือนเหลือเพียงปีละ ๓ เดือน คือ เข้าเดือน ออกสามเดือน นอกจากนี้ยังได้ ทรงออกกฎหมายฉบับส าคัญอีกฉบับหนึ่งเรียกว่า พระราชก าหนดเรื่องห้ามสูบฝิ่น ขายฝิ่น ในการท านุบ ารุงความเจริญของบ้านเมือง มีการก่อสร้างอาคารสถานที่ต่าง ๆ และได้มีการแต่งส าเภา ไปค้าขายยังเมืองต่าง ๆ และเมืองจีนมากขึ้น ท าให้การเศรษฐกิจของชาติดีขึ้นมาก และเหตุที่มีการแต่งเรือส าเภา ไปค้าขายต่างประเทศเป็นจ านวนมาก เป็นผลให้เกิดการใช้ธงประจ าชาติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดเกล้าฯ ให้น าสัญลักษณ์ช้างเผือกส าคัญที่ได้มาสู่พระบารมี ๓ เชือก ประทับลงบนธงสีแดง ธงประจ าชาติ ไทยจึงมีขึ้นเป็นครั้งแรก ด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงท านุบ ารุง ตลอดจนทรงเป็น กษัตริย์ศิลปินโดยแท้จริง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระประชวรด้วยโรคพิษไข้ ทรงไม่รู้สึกพระองค์เป็นเวลา ๘ วัน พระอาการประชวรก็ได้ทรุดลงตามล าดับ และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๗ สิริรวม พระชนมพรรษาได้ ๕๗ พรรษา และครองราชย์สมบัติได้ ๑๕ ปี พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์จากปฏิทินตั้งโต๊ะธนาคารธนชาต ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น


พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าทับ เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และกรมสมเด็จพระศรีสุลาลัย ทรงพระราชสมภพ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๓๐ ต่อมาได้รับสถาปนาพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์พระองค์ทรงเริ่มปฏิบัติราชการมาตั้งแต่ สมเด็จพระบรมชนกนาถ ยังด ารงต าแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล จึงเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยให้ปฏิบัติ พระราชกรณียกิจต่างพระเนตรพระกรรณหลายประการ พระราชกรณียกิจส าคัญที่ทรงบ าเพ็ญในรัชกาลที่ ๒ ได้แก่ ราชการในกรมท่าซึ่งมีหน้าที่ด้านการค้าและสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ เงินผลประโยชน์ จากการค้าส าเภาของ พระองค์ครั้งนี้ต่อมาได้น ามาใช้ในภาวะคับขันของบ้านเมือง ด้านการป้องกันพระนคร ได้ทรงเป็นแม่กองอ านวยการ สร้างป้อมปราการด้านชายทะเลตะวันออก และเป็นแม่ทัพยกไปตีขัดตาทัพพม่า ที่ต าบลปากแพรก เมืองกาญจนบุรี เป็นเวลา ๑ ปี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเสวยสิริราชสมบัติในวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๗ ทรงท านุบ ารุงประเทศให้เจริญรุ่งเรืองทุกด้าน เช่น ด้านเศรษฐกิจ โปรดให้ปรับปรุงการค้าขายกับต่างประเทศ และระเบียบวิธีการเก็บภาษีอากรต่าง ๆ ด้านความมั่นคง โปรดให้สร้างป้อมปราการตามหัวเมืองส าคัญและ ตามชายฝั่งทะเล ตลอดจนต่อเรือรบเรือก าปั่นไว้ใช้ในราชการเป็นจ านวนมาก โปรดให้มีการปราบปรามผู้ก่อความ ไม่สงบต่อแผ่นดินอย่างเด็ดขาด เป็นต้นว่า การปราบปรามเวียงจันทน์ ญวน และหัวเมืองปักษ์ใต้ทั้งยังทรงยกฐานะ หมู่บ้านต่าง ๆ ขึ้นเป็นเมืองเพื่อขยายความเจริญในการปกครอง ด้านศาสนา ทรงบ าเพ็ญพระราชกุศลเป็นนิจ ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์พระอารามเป็นจ านวนมาก โปรดให้มีการสอนพระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุ และโปรดให้จารึก สรรพต าราต่าง ๆ ๘ หมวดบนแผ่นศิลา ประดับไว้ ณ ศาลาราย ในวัดพระเชตุพนฯ เพื่อเผยแพร่ความรู้แก่ ประชาชน เสมือนเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ ด้านวรรณกรรมนั้นทรงเป็นกวีด้วยพระองค์เอง และทรง ส่งเสริมผู้มีความรู้ด้านนี้ส่วนงานด้านศิลปกรรม นับเป็นผลสืบเนื่องมาจากการสร้าง บูรณะปฏิสังขรณ์พระอาราม มี ผู้กล่าวว่า ลักษณะศิลปกรรมในรัชกาลที่ ๓ เป็นแบบที่งดงามยิ่ง เพราะหลังจากนี้ศิลปกรรมไทยรับอิทธิพลศิลปะ ตะวันตกมากเกินไป พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงด ารงสิริราชสมบัติได้ ๒๖ ปีเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๔ พระชนมายุ ๖๓ พรรษา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์จากปฏิทินตั้งโต๊ะธนาคารธนชาต ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น


พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่สอง ในพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประสูติแต่ สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ณ พระราชวังเดิม กรุงธนบุรีเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๔๗ เมื่อพระชน มายุ ๑๓ พรรษา ประกอบพระราชพิธีโสกันต์อย่างใหญ่ หลังจากนั้น ทรงผนวชเป็นสามเณร ๗ เดือน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาวิชาส าหรับกษัตริย์ทั่วไป เช่น การฝึกหัดอาวุธ วิชาคชกรรม พระองค์ทรงสนพระทัยในการศึกษาภาษาต่างประเทศอย่างมาก เมื่อพระชนม์ ครบอุปสมบททรงผนวชอีกครั้ง และการทรงผนวชครั้งนี้ต้องทรงผนวชอยู่นานตลอดรัชกาลที่ ๓ ระหว่างทรงผนวช จ าพรรษา ณ วัดราชาธิวาส ได้ทรงศึกษาวิชาการต่าง ๆ อย่างช านิช านาญ เช่น วิชาการ โหราศาสตร์ภาษาอังกฤษ ตลอดจนทรงแตกฉานในพระไตรปิฎกเป็นอย่างมาก ขณะทรงผนวช ทรงพิจารณาเห็นการปฏิบัติสงฆ์หย่อนยาน จึงทรงตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้นใหม่ เพื่อเป็นแบบอย่างแก่สงฆ์ที่เคร่งครัดการปฏิบัติต่อไป เมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๔ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เสด็จสวรรคต บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ เสนาบดีและข้าราชการผู้ใหญ่ทั้งปวง ได้พร้อมกันอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๔ แห่งบรมราชจักรีวงศ์หลังจากเสด็จ ขึ้นครองราชย์ทรงท านุบ ารุงประเทศชาติ ให้เจริญรุ่งเรืองในทุก ๆ ด้าน ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เริ่มศักราชการติดต่อกับนานาอารยประเทศทั้งปวงอย่าง จริงจัง ดังจะเห็นได้จากการที่ประเทศต่าง ๆ ส่งคณะทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีและติดต่อค้าขาย และพระองค์ได้ ทรงแต่งคณะทูต ออกไปเจริญสัมพันธไมตรีตอบแทนหลายครั้ง เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา โปรตุเกส เดน มาร์ค ฯลฯ ทรงสนับสนุนให้มีการศึกษาศิลปวิทยาการใหม่ๆ เช่น วิชาการต่อเรือใบ เรือกลไฟ เรือรบ การฝึกทหาร อย่างยุโรป การยกเลิกธรรมเนียมที่ล้าสมัยบางประการ เช่น ประเพณีการเข้าเฝ้าให้ใส่เสื้อเข้าเฝ้า การให้ประชาชน เฝ้าแหนรับเสด็จตลอดระยะรายทางเสด็จได้ ฯลฯ พระปรีชาสามารถส่วนพระองค์ที่ส าคัญอีกประการหนึ่งคือ วิชาการด้านโหราศาสตร์ และดาราศาสตร์ ทรงสามารถค านวณระยะเวลาการเกิดสุริยุปราคาได้อย่างแม่นย า ดังได้เสด็จพระราชด าเนินพร้อมพระราชอาคันตุกะทั้งปวง ไปชมสุริยุปราคาที่หว้ากอ ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเสวยสวรรยราชสมบัติอยู่ ๑๘ ปีก็เสด็จสวรรคตในวัน พฤหัสบดีที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ สิริพระชนมายุได้ ๖๔ พรรษา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์จากปฏิทินตั้งโต๊ะธนาคารธนชาต ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น


พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๓๙๖ ทรงได้รับการศึกษาเป็น อย่างดีทั้งด้านอักษรศาสตร์ โบราณราชประเพณีวิชาการสงครามและการปกครอง ทั้งยังทรงใฝ่พระทัยศึกษาพระ ธรรมวินัย ทรงผนวชเป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๙ และเป็นพระภิกษุเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๖ พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับบรมราชาภิเษก ๒ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑ ขณะทรงมี พระชนมพรรษาเพียง ๑๖ ปีโดยมีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้ส าเร็จราชการแทน พระองค์ จนทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติอีกครั้งเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๖ เสด็จครองราชย์นานถึง ๔๒ ปี สวรรคตเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ พระราชกรณียกิจที่ส าคัญ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับยกย่องว่าเป็นนักปฏิรูป เปลี่ยนแปลงประเทศ จากแบบเก่ามาสู่แบบใหม่ ทรงเป็นผู้น าในการปรับปรุงขนบธรรมเนียมประเพณี ระบบสังคม และระบอบการปกครองของไทยให้ทันสมัยทัดเทียมอารยประเทศ เช่น ทรงยกเลิกประเพณีการเฝ้าแหนแบบ โบราณ มาเป็นการยืนถวายบังคมแบบตะวันตก ทรงยกเลิกการไต่สวนพิจารณาคดีแบบจารีตนครบาลมาเป็นการไต่ สวนพิจารณาคดีในศาลแบบปัจจุบัน ทรงยกเลิกระบบทาสได้อย่างละมุนละม่อม ทรงจัดการศึกษาแผนใหม่ ทรงตั้ง โรงเรียนหลวงขึ้นทั้งในพระบรมมหาราชวังและตามวัดต่าง ๆ โปรดให้ปรับปรุงการสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ เช่น การประปา การรถไฟ และการไปรษณีย์-โทรเลข ทางด้านศาสนา ทรงสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม ต่าง ๆ ทรงปรับปรุงระบอบการปกครองโดย เสด็จประพาสประเทศเพื่อนบ้าน มีชวา สิงคโปร์ และอินเดีย เพื่อทรง ศึกษาการปกครองแบบตะวันตกที่น ามาประยุกต์ใช้ในประเทศตะวันออก แล้วทรงปรับปรุงการปกครองของไทยให้ ทันสมัย โดยทรงแบ่งส่วนราชการการบริหารราชการส่วนกลางเป็น ๑๒ กระทรวง และแบ่งส่วนราชการบริหารส่วน ท้องถิ่นเป็นมณฑล พระราชกรณียกิจที่ส าคัญยิ่งก็คือ ทรงด าเนินวิเทโศบายอย่างสุขุมคัมภีรภาพ ทรงผ่อนปรน ยอมสูญเสียดินแดนบางส่วนให้แก่ประเทศมหาอ านาจที่แสวงหาอาณานิคมอยู่ในขณะนั้น เพื่อรักษาเอกราช ของประเทศไว้ ทรงเป็นที่รักของประชาชนทุกชั้น จนทรงได้รับพระสมัญญานามว่า สมเด็จพระปิยมหาราช นอกจากนี้ ได้ทรงด าเนินการเลิกทาสโดยมิให้กระทบกระเทือนถึงเจ้าของทาสและทาส ด้วยพระราชหฤทัยแน่วแน่ และทรงพระราชอุตสาหะอย่างยิ่งเป็นเวลาถึง ๓๐ ปีก็ทรงเลิกทาสส าเร็จลงตามพระราชปณิธานที่ได้ทรงตั้งไว้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์จากปฏิทินตั้งโต๊ะธนาคารธนชาต ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น


พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๓ ทรงศึกษา ภาษาไทยอย่างแตกฉาน แล้วจึงเสด็จไปศึกษาวิชาทหาร ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ ขณะทรงมีพระชนม์ พรรษาเพียง ๑๔ ปีต่อมาทรงเข้าศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และภูมิศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัย อ๊อกซฟอร์ด (Oxford) เสด็จนิวัติคืนสู่ประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕ รวมเวลาประทับ ณ ประเทศอังกฤษถึง ๙ ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จครองราชย์เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ สวรรคต เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ รวมสิริราชสมบัติ ๑๖ ปี พระราชกรณียกิจที่ส าคัญ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงด าเนินนโยบายการปกครอง สืบต่อจาก สมเด็จพระบรมชนกนาถ ในรัชสมัยของพระองค์ การศึกษาของชาติเจริญก้าวหน้ามาก ทรงสถาปนา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย การพระศาสนาเจริญสูงขึ้น ทรงท านุบ ารุงปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม และขยายการศึกษา ของสงฆ์ให้กว้างขวาง การคมนาคม เช่น การรถไฟ สะดวกสบายขึ้นมาก ทรงด าเนินนโยบายต่างประเทศได้ อย่างถูกต้อง เห็นการณ์ไกล โดยทรงน าประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ ๑ ส่งทหารเข้าช่วยฝ่ายสัมพันธมิตรรบ ในสมรภูมิยุโรป ท าให้นานาชาติรู้จักประเทศไทยมากขึ้น และยังท าให้ประเทศได้รับผลประโยชน์ด้านต่าง ๆ ใน ฐานะประเทศชนะสงคราม พระราชกรณียกิจที่ส าคัญยิ่งก็คือ ทรงบ ารุงก าลังรบและปลุกใจ พลเมืองให้รักชาติ ทรงวางระเบียบแบบแผนการทหารแบบยุโรป ทรงจัดตั้งกองทัพอากาศเพิ่มขึ้นอีก กองทัพหนึ่ง ทรงจัดตั้ง กองเสือป่าและกองลูกเสือเพื่อปลุกใจพลเมืองให้รักชาตินอกจากจะทรงเป็นนักการปกครองที่เล็งเห็นการณ์ไกล แล้ว ยังทรงพระปรีชาสามารถอย่างยิ่งในเชิงอักษรศาสตร์ ดังจะเห็นได้จากพระราชนิพนธ์ค าประพันธ์ทุกชนิด ในทุกด้าน เช่น ปลุกใจเสือป่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร โคลงสยามานุสติ เป็นต้น รวมเป็นพระราชนิพนธ์ เกินกว่า ๒๐๐ เรื่อง สมดังที่มหาชนชาวไทยถวายพระนามว่า พระมหาธีรราชเจ้า เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทราบว่าราษฎรเบื่อหน่ายการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็โปรดให้สร้างบ้านเมือง จ าลองขึ้นเรียกว่า ดุสิตธานี เพื่อเป็นโรงเรียนสอน เสนาบดีและอ ามาตย์ราชบริพารให้รู้จักการปกครองแบบ ประชาธิปไตย ทรงโปรดให้กระทรวงมหาดไทย เตรียมร่างกฎหมายปกครองท้องที่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเริ่มการ ปกครองส่วนท้องถิ่นแบบเทศบาลอย่าง แท้จริง แต่เสนาบดีบางท่านเห็นว่ากฎหมายนี้ให้สิทธิแก่ราษฎรกว้างขวาง เกินไป เรื่องจึงค้างพิจารณาจนกระทั่งเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์จากปฏิทินตั้งโต๊ะธนาคารธนชาต ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น


พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสองค์สุดท้าย ในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงพระราชสมภพเมื่อวันพุธ แรม ๑๔ ค่ า เดือน ๑๑ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๖ พระนามเดิม สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ พระนามทั่วไปเรียกว่า ทูล กระหม่อมเอียดน้อย ครั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พ.ศ. ๒๔๖๘ พระองค์ก็ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ สืบต่อ ในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ ทรงมีพระราชกรณียกิจสรุปได้ดังนี้ ด้านเศรษฐกิจ สืบเนื่องจากผล ของสงครามโลกครั้งที่ ๑ ประเทศทั่วโลกประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ า ซึ่งมีผลกระทบกระเทือนมาสู่ประเทศ ไทย พระองค์ได้ทรงพยายามแก้ไขการงบประมาณของประเทศให้งบดุลอย่างดีที่สุด โดยทรงเสียสละตัดทอน รายจ่ายส่วนพระองค์ โดยมิได้ขึ้นภาษีให้ราษฎรเดือดร้อน ด้านการศึกษา ทรงส่งเสริมการศึกษาของชาติทั้งส่วนรวม และส่วนพระองค์โปรดให้สร้างหอพระสมุดส าหรับพระนคร เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าศึกษาได้อย่างเสรี ทรง ตั้งราชบัณฑิตยสภา เพื่อมีหน้าที่บริหารและเผยแพร่วิชาการด้านวรรณคดี โบราณคดี และศิลปกรรม ในด้าน วรรณกรรม โปรดตราพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรมใน พ.ศ. ๒๔๗๕ พระราชทานเงินส่วน พระองค์เป็นรางวัลแก่ผู้แต่งหนังสือยอดเยี่ยม และให้ทุนนักเรียนไปศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์จากต่างประเทศ การ ศาสนา ทรงปลูกฝังเยาวชนให้มีคุณธรรมดีงาม โดยยึดหลักค าสอนของพระพุทธศาสนา โปรดให้ราชบัณฑิตยสร้าง หนังสือสอนพระพุทธศาสนาส าหรับเด็ก ซึ่งนับว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงสร้างหนังสือ ส าหรับ เด็ก ส่วนการศึกษาในเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนานั้น ทรงโปรดให้สร้างหนังสือพระไตรปิฎกฉบับสมบูรณ์ เรียกว่าฉบับสยามรัฐชุดหนึ่ง จ านวน ๔๒ เล่ม ซึ่งใช้สืบมาจนทุกวันนี้ด้านการปกครอง ทรงมีพระราชปรารภจะ พระราชทานรัฐธรรมนูญในโอกาสกรุงเทพฯ มีอายุครบ ๑๕๐ ปี ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ แต่ก็มีเหตุที่ยังไม่อาจท าได้ใน ระยะนั้น ซึ่งเป็นช่วงที่มีคณะบุคคลคณะหนึ่งถือโอกาสยึดอ านาจการปกครอง ขอเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ ๒๔ มิถุนายน การกระท าดังกล่าวเป็นพระราชประสงค์ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งพระราชหฤทัยไว้ แต่แรกแล้ว จึงทรงพระราชทานอ านาจและยินยอมให้ปกครองแบบประชาธิปไตย พระองค์จึงสละราชสมบัติ เมื่อ วันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ รวมเวลาครองราชย์ ๙ ปี พระองค์ทรงประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ และเสด็จ สวรรคตด้วยโรคพระหทัยพิการ ในวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ รวม พระชนมายุ ๔๘ พรรษา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์จากปฏิทินตั้งโต๊ะธนาคารธนชาต ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น


พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ทรงเป็นพระโอรสองค์ที่ ๒ ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์ อดุลยเดชวิกรมบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๘ ณ เมืองไฮเดลเบอร์ก ประเทศเยอรมนีพระองค์ไม่เพียงแต่ทรงพระราชสมภพใน ต่างประเทศ เท่านั้น หากยังทรงต้องประทับอยู่ต่อมา พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนก และพระราชชนนี เนื่องจากสมเด็จพระบรมราชชนก ประทับทรงศึกษาวิชาแพทย์อยู่ในขณะนั้น ทรงศึกษาวิชาเบื้องต้นในประเทศไทย แล้วเสด็จไปทรงศึกษา ต่อ ณ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ทรงขึ้นครองราชยสมบัติเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ ในวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ นั้น คณะรัฐบาลด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร จึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๘ แห่งราชจักรีวงศ์ ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อดุลยเดชวิมลรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์สยามินทราธิราช ขณะทรงมีพระชนมายุ ๙ พรรษา โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นคณะผู้ส าเร็จราชการแทนพระองค์ ระหว่างประทับทรงศึกษาอยู่ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้ เสด็จพระราชด าเนินกลับประเทศไทย ๒ ครั้ง ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ และปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ถึงแม้จะทรงเป็นยุวกษัตริย์ แต่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยได้อย่างดียิ่ง ทรงโปรดที่จะ เสด็จพระราชด าเนิน เยี่ยมราษฎรอยู่เสมอ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเสด็จพระราชด าเนินส าเพ็ง เพื่อทรงเยี่ยมประชาชนชาวจีน และอินเดียในบริเวณนั้น เป็นผลให้ความแตกแยกระหว่างประชาชนชาวไทยและจีน ซึ่งมีขึ้นก่อนหน้านั้นระงับไปได้ ด้วยพระปรีชาอันสามารถ ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลประทับอยู่ในพระนคร เมื่อคราวเสด็จพระราชด าเนิน กลับประเทศไทยครั้งที่ ๒ นั้น โดยมิได้คาดฝัน พระองค์เสด็จสวรรคตเพราะถูกพระแสงปืน ณ พระแท่นบรรทม ในพระที่นั่งบรมพิมาน เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ หลังจากเสวยราชสมบัติอยู่เป็นเวลา ๑๒ ปี พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ ภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์จากปฏิทินตั้งโต๊ะธนาคารธนชาต ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น


พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชสมภพที่โรงพยาบาลเมานท์ ออเบิร์น เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเสทท์ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ทรงเป็นพระโอรส องค์ที่ ๓ ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์ อดุลยเดชวิกรมบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นพระอนุชาของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระองค์ทรงศึกษาวิชาสามัญชั้นต้นที่โรงเรียนมาแตร์เดอีแล้วเสด็จไปประทับและศึกษาต่อที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในปีพ.ศ. ๒๔๘๑ พระองค์ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลนิวัติ ประเทศไทยประมาณ ๒ เดือนก็เสด็จกลับสวิสเซอร์แลนด์จนภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ใน พ.ศ. ๒๔๘๘ จึงตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลกลับประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติเมื่อพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลสวรรคต เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ จากนั้นทรงเสด็จกลับไปสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อทรงศึกษาต่อและเสด็จกลับประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๓ ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิตติ์พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ และทรงประกอบพระราชพิธี บรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ จากนั้นทรงเสด็จไปสวิสเซอร์แลนด์เพื่อทรงศึกษาต่อ และเสด็จกลับประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดา ๔ พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬา ภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี แม้ว่าบทบาทของพระมหากษัตริย์หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ จะลดลงเป็น พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ พระองค์ยังคงปฏิบัติพระราชภารกิจเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น โครงการพัฒนาประเทศไทยหลายต่อหลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการด้านเกษตรกรรม สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข การส่งเสริมอาชีพ ทรัพยากรน้ า สวัสดิการทางคมนาคม และสวัสดิการสาธารณะ นับแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ พระองค์เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับรักษาพระอาการพระโรคไข้หวัด และพระปัปผาสะอักเสบ ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ตลอดมา แต่พระอาการประชวรได้ทรุด หนักลงตามล าดับ และเสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เวลา ๑๕.๕๒ น. สิริพระ ชนมพรรษา ๘๘ ปี ๓๑๓ วัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์จากปฏิทินตั้งโต๊ะธนาคารธนชาต ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น


พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็น พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ เมื่อเวลา ๑๗ นาฬิกา ๔๕ นาที ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ได้รับพระราชทานพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ ทรงมีพระเชษฐภคินี คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระขนิษฐา ๒ พระองค์ คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยาม บรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้า มหาวิชราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ขณะนั้นทรงเจริญพระชนมายุ ๒๐ พรรษา นับเป็นกระบวนการสืบราชสันตติวงศ์ที่ชัดเจนตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ พ.ศ. ๒๔๖๗ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเริ่ม การศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา แล้วเสด็จพระราชด าเนินไปทรงศึกษาต่อในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนคิงส์มีด แคว้นซัสเซกส์ และศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมิลฟิลด์ แคว้นซอมเมอร์เซท สหราชอาณาจักร หลังจากนั้น ทรงศึกษาต่อวิชาทหารที่โรงเรียนคิงส์ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ทรงส าเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขา อักษรศาสตร์ ด้านการทหาร จากมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย หลังจากทรงส าเร็จการศึกษาได้ เสด็จฯ นิวัติประเทศไทย ทรงศึกษาต่อสาขาวิชานิติศาสตร์รุ่นที่ ๒ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นทรง ราชย์เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีบรม ราชาภิเษก ระหว่างวันที่ ๔-๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ณ พระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดย ทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหา วชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระว ชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” และมีพระปฐมบรมราชโองการ ความว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดิน โดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์จากปฏิทินตั้งโต๊ะธนาคารธนชาต ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น


Click to View FlipBook Version