ระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๑
ตัวชี้วัดชัน้ ปี
มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคดิ เหน็ วจิ ารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็น
คุณคา่ และนํามาประยกุ ตใ์ ช้ในชวี ิตจรงิ
ม. ๑/๑ สรุปเนื้อหาวรรณคดแี ละวรรณกรรมท่อี า่ น
ม. ๑/๒ วเิ คราะห์วรรณคดแี ละวรรณกรรมจากเร่ืองที่อา่ น พร้อมยกเหตุผลประกอบ
ม. ๑/๓ อธิบายคณุ ค่าของวรรณคดีและวรรณกรรมทอ่ี ่าน
ม. ๑/๔ สรุปความร้แู ละขอ้ คดิ จากการอ่านเพ่ือประยกุ ต์ใช้ในชวี ิตจริง
ประวัติความเปน็ มา
ผแู้ ต่งนิราศภูเขาทอง คือ สุนทรภู่ โดยแตง่ เม่อื ปลาย พ.ศ. ๒๓๗๓ ในรชั สมัยของ
พระบาทสมเด็จพระนง่ั เกลา้ เจา้ อยูห่ วั รชั กาลท่ี ๓ หลังจากท่ีพระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลัย
สวรรคตได้ ๖ ปี ในขณะทีบ่ วชเป็นพระภิกษอุ ยทู่ ่วี ัดราชบรุ ณะหรือเรยี กอกี ชอ่ื หนงึ่ ว่าวัดเลียบ
ซง่ึ นิราศภเู ขาทอง เป็นนิราศที่มีเนื้อหาสั้นที่สุดของสุนทรภู่ คอื มีความยาวเพียง ๑๗๖ คํากลอนเท่านน้ั
๑
ประวัตสิ นุ ทรภู่
สุนทรภู่เป็นกวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ซ่ึงได้รับการยกย่องจากองค์การการ ศึกษา
วิทยาศาสตร์และ วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and
Cultural Organization) หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นบุคคลท่ีมีผลงานดีเด่นด้านวรรณกรรม
สุนทรภู่เป็นกวีที่มีช่วงชีวิตอยู่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นตั้งแต่รัชกาลท่ี ๑ ถึง รัชกาลที่ ๔ ท่าน
เป็นสามญั ชน แตม่ ชี วี ิตท่ีเข้าไปเก่ยี วขอ้ งกบั ราชสํานักตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงป๎จฉิมวัย ช่ือ สุนทรภู่ เป็น
ช่ือที่คนทั่วไปเรียกกวีท่านน้ี โดยนําคํา สุนทร จากบรรดาศักดิ์ " ขุนสุนทรโวหาร " " หลวงสุนทร
โวหาร " และ " พระสุนทรโวหาร " ที่ท่านได้รับพระราชทานในรัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๔ มารวม
กับคําว่า ภู่ ซ่ึงเป็นชื่อเดิม และเรียกมาแต่ครั้งท่าน ยังมีชีวิตอยู่ สุนทรภู่เกิดเม่ือวันจันทร์ท่ี ๒๖
มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๒๙ ท่ีบ้านของบิดามารดาริมคลองบางกอกน้อย ธนบุรี ใกล้บริเวณพระราช
วังหลัง ( ป๎จจุบันสถานท่ีบริเวณพระราชวังหลัง คือ บริเวณที่เป็นสถานีรถไฟบางกอกน้อย
โรงพยาบาลศิริราช และบริเวณใกล้เคียง ) ท่านมีใจรักด้านกาพย์กลอนมาตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเติบโต
ขึ้นก็ได้รับการ ถ่ายทอดวิชาวรรณคดีและการประพันธ์จากพระภิกษุที่เป็นอาจารย์ ท้ังนี้ท่านยัง
ศึกษาและเพ่ิมพูนประสบการณ์ใน การประพันธ์ โดยการรับจ้างแต่งเพลงยาวและบทดอกสร้อย
สกั วา ด้วยลลี ากลอนที่มลี ักษณะเฉพาะตวั และคารมท่ีคมคาย จึงทาํ ให้สนุ ทรภเู่ ร่มิ เปน็ ท่ีร้จู กั ในวงกวี
๒
จุดประสงคใ์ นการแตง่
เพือ่ บอกเล่าการเดนิ ทางของสนุ ทรภู่เอง โดยเปน็ การเดนิ ทางจากวดั ราชบุรณะไปนมัสการ
พระเจดยี ์ภเู ขาทอง ที่จงั หวัดพระนครศรีอยุธยา สาเหตุที่ต้องเดินทางไปกราบพระเจดีย์ภูเขาทอง
ในคร้ังนี้ ก็เพ่ือหาความสบายใจให้แก่ตนเอง เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนใจบางประการใน
ขณะท่พี าํ นักอยู่ทว่ี ดั ราชบุรณะ
ความเปน็ นริ าศ
“นิราศ” ตามความหมายจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ หมายถึง
ไปจากระเหระหน ปราศจากและเรื่องราวท่ีพรรณนาถึงการจากกันหรือจากที่อยู่ไปในที่ต่าง ๆ
เปน็ ตน้ มักแต่งเปน็ กลอนหรือโคลง เชน่ นริ าศนรนิ ทร์ นริ าศเมอื งแกลง
นิราศเป็นวรรณกรรมที่นยิ มแต่งมาต้ังแต่สมัยอยุธยา เดิมนิยมแต่งเป็นโคลง ต่อมาในสมัย
รัตนโกสินทร์นิยมแต่งเป็นกลอน ลักษณะเด่นของนิราศอยู่ที่ “การพรากจากคนรัก” ซึ่งอาจจะ
จากกันจริงหรอื สมมตุ ขิ ้นึ ก็ไดแ้ ละมี “การคร่ําครวญ” รวมทั้ง “การเดินทาง”การต้ังช่ือเรื่องนิราศ
มักตามผูแ้ ต่ง เช่น นริ าศนรนิ ทร์ หรอื ตัง้ ตามสถานที่ท่เี ป็นจดุ หมายปลายทาง เช่น นิราศลอนดอน
นริ าศเมอื งแกลง เป็นตน้ หรือเรยี กตามเนอื้ หาทพ่ี รรณนา เช่น นริ าศอเิ หนา นิราศเดือน เป็นตน้
ลักษณะคาประพันธ์
สุนทรภูไ่ ดแ้ ต่งนริ าศภเู ขาทอง ให้มีลักษณะเปน็ กลอนนิราศ โดยทั่วไป กลอนนิราศมี
ลกั ษณะเหมอื นกลอนแปด แต่มกั เรม่ิ บทแรกดว้ ยวรรครบั ไม่เรม่ิ ดว้ ยวรรคสดบั จงึ เหลือเพียง
๓ วรรค คอื วรรครบั วรรครอง และวรรคส่ง แลว้ จบทา้ ยดว้ ยคาวา่ เอย โดยไมม่ ีการจํากัด
ความยาว
๓
เร่ืองย่อ
นิราศภูเขาทองมีความยาว ๑๗๖ คํากลอน เป็นนิราศเร่ืองที่ส้ันท่ีสุดของสุนทรภู่ เริ่มเร่ืองด้วย
การปรารภถงึ สาเหตุทต่ี อ้ งออกจากวดั ราชบุรณะและการเดินทางโดยเรือพร้อมหนูพัดซึ่งเป็นบุตรชาย
ล่องไปตามลําน้ํา เจ้าพระยาผ่านพระบรมมหาราชวัง จนมาถึงวัดประโคนป๎ก ผ่านโรงเหล้า บางจาก
บางพลู บางพลัด บางโพ บ้านญวน วัดเขมา ตลาดแก้ว ตลาดขวัญ บางธรณี เกาะเกร็ด บางพูด บาง
เดื่อ บางหลวงเชงิ ราก สามโคก บา้ นงิว้ เกาะราชคราม จนถึงกรุงเก่าเมื่อเวลาเย็น โดยจอดเรือพักทีท่า
น้ําวัดพระเมรุ ครั้นรุ่งเช้าจึงไปนมัสการเจดีย์ภูเขา ทอง ส่วนขากลับสุนทรภู่กล่าวแต่เพียงว่า เม่ือถึง
กรุงเทพได้จอดเรอื เทียบทท่ี า่ น้ําหนา้ วดั อรุณราชวรรามราชวรมหาวิหาร
วัดภูเขาทอง จังหวดั พระนครศรีอยุธยา
เสน้ ทางตามเนอื้ เรื่องนิราศภเู ขาทอง
๔
เนือ้ หาและการถอดคาประพันธ์นริ าศภเู ขาทอง
นริ าศภูเขาทอง เดือนสิบเอด็ เสร็จธรุ ะพระวสา
ชุลีลาลงเรือเหลอื อาลัย
รับกฐินภิญโญโมทนา ตรษุ สารทพระพรรษาไดอ้ าศัย
ออกจากวัดทัศนาดูอาวาส มาจําไกลอารามเม่ือยามเย็น
สามฤดูอยู่ดีไม่มภี ัย
ถึงเดือน ๑๑ ซ่งึ ออกจากการจําพรรษาแล้ว เมื่อรับกฐินอย่างยินดีเสร็จแล้ว ก็ต้องลงเรือไปด้วยความ
เศรา้ โศก พอออกจากวดั ก็มองดูวัดทีเ่ คยอาศยั อยเู่ ม่ือปที ่ีผา่ นมา อีกท้ัง ๓ ฤดูท่อี ยมู่ าก็ไมม่ ีอะไรมากวนใจ
โอ้อาวาสราชบุรณะพระวิหาร แต่นี้นานนบั ทิวาจะมาเห็น
เหลอื ราํ ลึกนึกนา่ น้ําตากระเด็น เพราะขกุ เขญ็ คนพาลมารานทาง
จะยกหยิบธบิ ดเี ป็นที่ตัง้ กใ็ ช้ถงั แทนสัดเหน็ ขัดขวาง
จ่ึงอาํ ลาอาวาสนริ าศรา้ ง มาอา้ งว้างวญิ ญาณ์ในสาคร
อีกทั้งวัดราชบุรณะพระวิหารน้ีคงอีกนานกว่าจะได้มาเห็น นึกแล้วเศร้าใจย่ิงนักทั้งนี้เป็นเพราะมีคน
พาลมารังแกใส่รา้ ย คิดจะใหผ้ ้ใู หญ่คอยชว่ ยเหลือท่านก็ไม่มคี วามยุตธิ รรม จึงตอ้ งอาํ ลาวัดไปจนต้องมาอ้างว้าง
อย่กู ลางสายนา้ํ
ถงึ หนา้ วังดงั หนง่ึ ใจจะขาด คดิ ถึงบาทบพิตรอดศิ ร
โอผ้ า่ นเกลา้ เจ้าประคณุ ของสุนทร แตป่ างก่อนเคยเฝา้ ทุกเช้าเยน็
พระนิพพานปานประหนง่ึ ศีรษะขาด ดว้ ยไร้ญาตยิ ากแค้นถงึ แสนเขญ็
ทง้ั โรคซํ้ากรรมซัดวิบัตเิ ป็น ไมเ่ ลง็ เห็นทซ่ี งึ่ จะพึง่ พา
จึงสร้างพรตอตสา่ ห์ส่งส่วนบุญถวาย ประพฤตฝิ ่ายสมถะทั้งวสา
เปน็ สิง่ ของฉลองคณุ มลุ กิ า ขอเปน็ ข้าเคยี งบาททุกชาติไป
ถึงหน้าวังก็เศร้าโศกมาก คิดถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ร.๒) ผู้ซึ่งมีพระคุณกับ
สุนทรภู่อย่างมาก เมื่อก่อนเคยเข้าเฝ้าพระองค์อย่างใกล้ชิดและบ่อยคร้ัง เม่ือพระองค์สวรรคตก็เหมือนกับ
สนุ ทรภู่ตายไปดว้ ยเพราะไมม่ ีญาติหรือคนคอยช่วยเหลือชีวิตจึงยากแค้นแสนเข็ญ อีกทั้งมีโรคมีกรรมเข้ามารุม
ล้อม ไม่เห็นใครท่ีจะพ่ึงพาได้ จึงได้บวชเพ่ืออุทิศส่วนกุศลให้แก่รัชกาลที่ ๒ ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม
ตลอดเวลา เพือ่ เป็นสง่ิ ทดแทนคุณพระองค์ แม้เกดิ ชาตใิ ดใดก็ขอใหเ้ ปน็ ขา้ รับใช้พระองค์ตลอดไป
๕
ถึงหน้าแพแลเห็นเรือที่นั่ง คิดถงึ ครงั้ ก่อนมานํา้ ตาไหล
เคยหมอบรบั กับพระจมนื่ ไวย แลว้ ลงในเรือที่นง่ั บลั ลงั กท์ อง
เคยทรงแต่งแปลงบทพจนารถ เคยรบั ราชโองการอ่านฉลอง
จนกฐนิ สิน้ แม่น้ําในลาํ คลอง มิไดข้ ้องเคอื งขดั หทั ยา
เคยหมอบใกล้ไดก้ ลิน่ สคุ นธ์ตรลบ ละอองอบรสรน่ื ชนื่ นาสา
ส้นิ แผน่ ดนิ สิ้นรสสุคนธา วาสนาเรากส็ ิน้ เหมือนกลน่ิ สุคนธ์
เม่ือถึงหน้าแพก็เห็นเรือพระท่ีน่ัง คิดถึงเมื่อก่อนก็เศร้าจนนํ้าตาไหล เคยหมอบกราบรัชกาลท่ี ๒ กับ
พระจมน่ื ไวยผู้เปน็ เพอ่ื น แล้วกล็ งไปในเรอื บลั ลังก์ทอง *เคยแต่งแปลงบทความ เคยรับราชโองการอ่านในงาน
ฉลอง จนเรือที่มาทอดกฐินหมดแล้วก็ยังมิได้ทําให้พระองค์ขัดใจแต่อย่างใด *เคยหมอบกราบใกล้จนได้กลิ่น
หอมจากพระวรกาย กล่ินหอมน้ันหอมจนติดจมูก แต่เม่ือพระองค์สวรรคตก็สิ้นกล่ินหอมไปด้วย อีกทั้งยัง
เหมือนวาสนาของสุนทรภูก่ ส็ นิ้ ตามกล่นิ ไป
ดูในวังยังเหน็ หอพระอัฐิ ตงั้ สติเตมิ ถวายฝ่ายกุศล
ทงั้ ปนิ่ เกล้าเจ้าพิภพจบสากล ให้ผ่องพน้ ภยั สาํ ราญผา่ นบุรินทร์
มองไปในวังยังเห็นหอท่ีเก็บพระอัฐิของรัชกาลที่ ๒ ก็ต้ังสติถวายส่วนบุญส่วนกุศล ท้ังส่งส่วนกุศลไป
ใหร้ ัชกาลท่ี ๓ ให้พ้นภยั ในการปกครองบา้ นเมือง
ถึงอารามนามวัดประโคนปก๎ ไมเ่ หน็ หลกั ลอื เล่าวา่ เสาหิน
เปน็ สําคญั ป๎นแดนในแผ่นดนิ มิรู้สน้ิ สดุ ชื่อทลี่ ือชา
ขอเดชะพระพทุ ธคณุ ชว่ ย แม้นมอดมว้ ยกลบั ชาติวาสนา
อายุยนื หม่นื เท่าเสาศลิ า อยคู่ ูฟ่ ้าดินไดด้ ังใจปอง
ไปพน้ วัดทัศนาริมทา่ น้ํา แพประจําจอดรายเขาขายของ
มีแพรผา้ สารพัดสมี ว่ งตอง ท้ังสิ่งของขาวเหลืองเครือ่ งสําเภา
ถงึ วัดประโคนป๎กก็มองไปไม่เห็นเสาหนิ ทลี่ อื กัน เปน็ เสาท่ีสาํ คัญในแผ่นดนิ ถงึ จะไมเ่ ห็นก็ขอเดชะพระ
พุทธคณุ ชว่ ย ขอให้อายยุ นื หมื่น ๆ ปดี ังเสาศิลา อยู่คูฟ่ า้ ดินได้ตลอดไป พอเรอื ลอ่ งเลยวดั ก็มองดูริมท่าน้ํา มีแพ
มาจอดขายของอย่เู รียงราย มีขายทงั้ ผ้าแพรสีมว่ งและสีอ่ืน ๆ ท้งั ส่งิ ของทม่ี าจากเมืองจนี
๖
ถงึ โรงเหล้าเตากล่นั ควนั โขมง มคี นั โพงผูกสายไวป้ ลายเสา
โอ้บาปกรรมนาํ้ นรกเจยี วอกเรา ให้มัวเมาเหมือนหน่ึงบ้าเปน็ น่าอาย
ทําบญุ บวชกรวดนํา้ ขอสําเรจ็ พระสรรเพชญโพธญิ าณประมาณหมาย
ถงึ สรุ าพารอดไมว่ อดวาย ไมใ่ กล้กรายแกล้งเมนิ กเ็ กินไป
ถงึ โรงเหล้ากม็ ีควันออกมาจากเตากลั่นมากมาย มีเคร่ืองตักนํ้าผูกไว้ปลายเสา สุนทรภู่เคยด่ืมน้ําเหล้า
จนเมาเหมือนคนบ้า *จึงได้บวชเพื่อจะได้พ้นจากอบายมุข ขอให้ได้ตรัสรู้ดังพระพุทธเจ้า แต่เหล้าเคยทําให้
รอดชวี ิตดังน้นั จะเมินไปกเ็ กินไป
ไม่เมาเหลา้ แล้วแต่เรายังเมารกั สุดจะหกั ห้ามจติ คิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเชา้ สายก็หายไป แตเ่ มาใจน้ปี ระจําทุกคาํ่ คนื
ถึงจะไมเ่ มาเหลา้ แตย่ ังเมารักอยู่ หักหา้ มจติ ใจไมใ่ ห้รักไม่ได้ การเมาเหล้านั้นพอรุ่งข้ึนก็หายไป แต่การเมารักน้ี
จะเป็นทุกๆคนื
ถงึ บางจากจากวัดพลัดพี่นอ้ ง มามวั หมองมว้ นหน้าไมฝ่ ่าฝนื
เพราะรักใครใ่ จจดื ไมย่ ดื ยืน จําต้องขืนใจพรากมาจากเมอื ง
ถึงบางจากไมอ่ ยากได้ยินคําว่าจาก เพราะสุนทรภู่จากหลายๆอย่างมา ต้องมีใจมัวหมองเพราะรักนั้น
ไมย่ ืนยาว จึงต้องจากเมืองพรากมา
ถึงบางพลคู ิดถึงคเู่ ม่อื อยู่ครอง เคยใส่ซองสง่ ใหล้ ว้ นใบเหลือง
ถงึ บางพลดั เหมอื นพี่พลดั มาขัดเคือง ทง้ั พลัดเมืองพลัดสมรมาร้อนรน
ถึงบางพลูคิดถึงนางจันเมื่อแต่งงานกัน เคยส่งหมากพลูโดยใส่ซองให้ท้ังหมดเป็นใบเหลืองซ่ึงอร่อย
มาก ถึงบางพลดั กไ็ ม่อยากไดย้ ินคําวา่ พลัดเพราะได้พลดั จากนางจัน ทงั้ ยงั พลัดจากเมืองและอ่ืนๆอย่างร้อนรน
ถึงบางโพโอพ้ ระศรีมหาโพธิ ร่มนโิ รธรุกขมลู ใหพ้ ูนผล
ขอเดชะอานุภาพพระทศพล ให้ผ่องพ้นภยั พาลสาํ ราญกาย
ถึงบางโพก็คิดถึงต้นโพธิ์ ให้ร่มเงา ให้ความร่มเย็นทั้งยังทําให้โคนต้นไม้งอกงามได้ ขอเดชะของ
พระพุทธเจ้า ให้พ้นภัยพาลตลอดไป
๗
ถึงบา้ นญวนล้วนแตโ่ รงแลสะพร่งั มีข้องขังกุ้งปลาไวค้ ้าขาย
ตรงหน้าโรงโพงพางเขาวางราย พวกหญงิ ชายพร้อมเพรียงมาเมียงมอง
จะเหลยี วกลับลบั เขตประเทศสถาน ทรมานหมน่ ไหมฤ้ ทัยหมอง
ถึงเขมาอารามอร่ามทอง พ่งึ ฉลองเลกิ งานเมื่อวานซืน
ถึงบา้ นญวนเห็นมโี รงเรือนมากมาย มีคนค้าขายของเช่นกุ้งหรือปลาโดยการขังไว้ในข้อง ข้างหน้าโรง
วางท่ีสําหรับดักปลาวางเรียงไว้ มีทั้งผู้หญิงและผู้ชายมาจับจ่ายซื้อของ *จะมองกลับไปยังประเทศบ้านเกิดก็
ทรมานเหมือนโดนไฟสุมในใจ จติ ใจก็หมน่ หมอง ลอ่ งเรอื มาจนถงึ วัดเขมา กร็ ู้วา่ พึ่งเลิกงานฉลองไปเม่ือวานซืน
โอ้ปางหลงั ครั้งสมเด็จบรมโกศ มาผกู โบสถก์ ็ได้มาบูชาชนื่
ชมพระพมิ พ์ริมผนังยังย่ังยืน ทงั้ แปดหมนื่ สีพ่ นั ไดว้ ันทา
โอ้ครงั้ นี้มไิ ด้เห็นเลน่ ฉลอง เพราะตวั ตอ้ งตกประดาษวาสนา
เปน็ บุญน้อยพลอยนกึ โมทนา พอนาวาตดิ ชลเข้าวนเวยี น
คิดถึงเม่ือก่อนซึ่งรัชกาลท่ี ๒ ได้มาตัดหวายลูกนิมิต ได้ชมพระพิมพ์ทั้ง ๘๔,๐๐๐ องค์ซึ่งเท่ากับ
จํานวนพระธรรมที่อยู่ในพระไตรปิฎกท่ีอยู่ริมผนัง *แต่คร้ังน้ีไม่ได้เห็นการเล่นฉลองเพราะสุนทรภู่ต้องหมด
วาสนาและลําบาก เป็นเพราะบญุ นอ้ ยก็นกึ เศร้า แตแ่ ล้วเรือกต็ ดิ น้าํ วน
ดนู ้ําว่ิงกลิ้งเชี่ยวเป็นเกลยี วกลอก กลบั กระฉอกฉาดฉัดฉวดั เฉวียน
บา้ งพลุง่ พลุง่ วุง้ วงเหมือนกงเกวียน ดเู วียนเวียนควา้ งคว้างเปน็ หวา่ งวน
ทัง้ หวั ทา้ ยกรายแจวกระชากจ้วง ครรไลล่วงเลยทางมากลางหน
โอเ้ รือพ้นวนมาในสาชล ใจยงั วนหวงั สวาทไมค่ ลาดคลา
มองเห็นน้ําว่ิงเชี่ยวหมุนเป็นเกลียว พุ่งไปมาตัดกัน บางส่วนก็พุ่งวนเหมือนกงเกวียน ดูเวียนๆเป็น
เหมอื นพายุวน *ท้ังหัวทา้ ยเรอื ได้รีบแจวเรือดังน้ันเรือจึงหลุดน้ําวนออกมาได้ แต่ถึงเรือจะพ้นนํ้าวนมาแล้วแต่
ใจสุนทรภ่กู ย็ ังไมพ่ น้ จากวังวนของความรกั
ตลาดแกว้ แล้วไม่เหน็ ตลาดตง้ั สองฟากฝ่๎งก็แต่ล้วนสวนพฤกษา
โอ้รนิ รนิ กล่ินดอกไม้ใกล้คงคา เหมือนกล่ินผ้าแพรดํารํา่ มะเกลอื
เห็นโศกใหญใ่ กล้นํา้ ระกําแฝง ท้ังรกั แซงแซมสวาทประหลาดเหลอื
เหมอื นโศกพช่ี ํ้าระกําเจือ เพราะรักเรอ้ื แรมสวาทมาคลาดคลาย
ถึงตลาดแก้วแต่ไม่เห็นมีตลาดตั้งขายของท้ังสองฝ่๎งเห็นแต่ต้นไม้พืชพันธ์ุต่างๆ ได้กล่ินดอกไม้หอมไป
เรอ่ื ยๆตลอดทางและกล่ินเหมือนผ้าแพรท่ยี ้อมด้วยมะเกลือ *เห็นต้นโศกใหญ่และต้นระกําเป็นแผงแต่แปลกที่
มตี น้ รกั ขึ้นแซมอยู่ด้วย เหมือนความโศกเศรา้ ระกาํ ใจท่ีสุนทรภู่ตอ้ งเป็นเพราะรักแม่จนั
ถึงแขวงนนท์ชลมารคตลาดขวัญ มีพว่ งแพแพรพรรณเขาค้าขาย
๘
ถงึ แขวงนนท์ชลมารคตลาดขวัญ มพี ว่ งแพแพรพรรณเขาค้าขาย
ทง้ั ของสวนล้วนเรืออยู่เรยี งราย พวกหญิงชายประชุมกันทุกวันคืน
ถึงจังหวัดนนทบุรีก็เห็นมีตลาดนํ้า มีแพอยู่ซึ่งขายเสื้อผ้าเคร่ืองนุ่งห่ม มีท้ังเรือจอดอยู่เพื่อขายผลไม้
จากสวนแท้ มที ง้ั ผู้หญิงผู้ชายมาประชุมซ้อื ของกันอยู่ทุกวันทกุ คืน
มาถึงบางธรณีทวีโศก ยามวิโยคยากใจให้สะอน้ื
โอส้ ุธาหนาแนน่ เป็นแผน่ พ้ืน ถงึ สหี่ มน่ื สองแสนทงั้ แดนไตร
เมอ่ื เคราะห์รา้ ยกายเราก็เทา่ น้ี ไมม่ ีท่ีพสธุ าจะอาศยั
ลว้ นหนามเหน็บเจบ็ แสบคบั แคบใจ เหมือนนกไรร้ งั เรอ่ ยูเ่ อกา
มาถึงหมบู่ า้ นบางธรณีก็โศกเศร้ามากขึ้นมาก เพราะตอนลําบากพาให้ใจสะอ้ืนมาก ทั้งท่ีแผ่นดินหนา
ขนาดสองแสนส่ีหม่ืนโยชน์ *แต่เมื่อถึงคราวลําบากชีวิตเรามันก็มีเพียงแต่กายแม้แต่แผ่นดินก็ไม่มีท่ีอาศัย
เหมอื นโดนหนามเสียดแทงเจ็บแสบมาก เหมอื นกับนกไมม่ รี ังท่ีจะอาศยั ต้องเรร่ อ่ นไปเรื่อย ๆ
ถงึ เกรด็ ยา่ นบา้ นมอญแตก่ ่อนเก่า ผู้หญงิ เกลา้ มวยงามตามภาษา
เดยี๋ วน้ีมอญถอนไรจุกเหมือนตกุ๊ ตา ท้งั ผดั หนา้ จับเขมา่ เหมือนชาวไทย
โอ้สามญั ผันแปรไม่แทเ้ ท่ียง เหมอื นอยา่ งเยี่ยงชายหญิงทิ้งวสิ ยั
น่ีหรือจติ คิดหมายมีหลายใจ ท่จี ติ ใครจะเปน็ หนึง่ อยา่ งพึงคดิ
ถงึ ตาํ บลปากเกรด็ ซ่งึ เปน็ บรเิ วณท่ีชาวมอญอพยพมา ตามธรรมเนียมผ้หู ญงิ มอญจะเกล้าผม แต่สมัยน้ี
ผูห้ ญิงมอญมาถอนไรผมเหมอื นตุ๊กตา ทัง้ ยงั ใช้เครอ่ื งสาํ อาง ใชแ้ ป้งผดั หน้าซงึ่ เหมือนกับชาวไทย *ทําให้เห็นได้
ว่าสมัยน้ีทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความเที่ยงแท้ เหมือนดังท่ีชาวมอญละทิ้งประเพณีวัฒนธรรมของตนเองแล้วจะ
นบั ประสาอะไรกับจติ ใจของคน ซ่ึงไม่มใี ครมใี จเดยี วแตม่ หี ลายใจ
ถงึ บางพูดพูดดเี ปน็ ศรศี ักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แมน้ พูดช่วั ตวั ตายทาํ ลายมติ ร จะชอบผิดในมนุษยเ์ พราะพูดจา
ถึงหมู่บ้านบางพูดสุนทรภู่ก็นึกถึงคําว่าพูด ดังว่า ถ้าใครพูดดีก็จะมีคนรัก แต่ถ้าพูดไม่ดีก็อาจจะเป็น
ภัยตอ่ ตนเองได้อกี ท้ังยังไม่มีใครคบ ไมม่ ีเพอ่ื นสนิทมติ รสหาย ทง้ั การจะดวู ่าใครดีไม่ดดี ูไดจ้ ากการพดู
ถงึ บ้านใหม่ใจจิตกค็ ิดอ่าน จะหาบา้ นใหมม่ าดเหมอื นปรารถนา
ขอใหส้ มคะเนเถิดเทวา จะได้ผาสกุ สวสั ดก์ิ าํ จัดภัย
ถึงหมู่บ้านบ้านใหม่สุนทรภู่ก็คิดอยากจะได้บ้านซักหลังตามท่ีต้องการโดยขอกับเทวดาให้สมดัง
ปรารถนา เพราะ การมีบ้านใหม่จะได้มีความสุขและมีที่อาศยั อย่างปลอดภยั
๙
ถงึ บางเดอ่ื โอ้มะเดอื่ เหลอื ประหลาด บงั เกิดชาติแมลงหวม่ี ใี นไส้
เหมอื นคนพาลหวานนอกยอ่ มขมใน อปุ ไมยเหมอื นมะเดือ่ เหลือระอา
ถึงหมู่บ้านบางเด่ือก็คิดถึงลูกมะเดื่อที่ภายนอกนั้นดูสวยงามน่ารับประทานแต่ภายในกลับมีแมลงมี
หนอนชอนไชอยู่ เหมือนกับคนพาลทปี่ ากพดู ดแี ต่ในใจคิดทําอันตราย
ถึงบางหลวงเชิงรากเหมือนจากรัก สู้เสียศักดิส์ งั วาสพระศาสนา
เปน็ ล่วงพ้นรนราคราคา ถงึ นางฟา้ จะให้ไมใ่ ยดี
ถึงบางหลวงเหมอื นจากนางจันมานานแล้วเราต้องสละจากยศถาบรรดาศักด์ิเพื่อมาบวชเพ่ือจะได้พ้น
จากกเิ ลสทัง้ หลายทง้ั ปวง ถึงจะมนี างฟา้ มายั่วก็ไมส่ นใจ
ถงึ สามโคกโศกถวลิ ถึงปนิ่ เกลา้ พระพุทธเจ้าหลวงบํารงุ ซ่ึงกรุงศรี
ประทานนามสามโคกเปน็ เมืองตรี ชอ่ื ปทุมธานีเพราะมบี วั
โอพ้ ระคณุ สญู ลบั ไม่กลับหลงั แต่ชื่อตัง้ ก็ยงั อยู่เขารู้ท่วั
แตเ่ รานที้ ี่สนุ ทรประทานตวั ไม่รอดช่วั เชน่ สามโคกย่ิงโศกใจ
ถึงสามโคกก็คิดถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยซึ่งพระอ งค์ปกครองเมืองกรุงเทพฯ
พระองค์ได้พระราชทานนามเมืองจากสามโคกซึ่งเป็นหัวเมืองช้ันสามเป็นเมืองปทุมธานีเป็นเพราะมีบัวเยอะ
ถึงพระองคจ์ ะเสด็จสวรรคตไปแล้วแตช่ ื่อปทุมธานีคงอยู่ตลอดไป แต่ทําไมชื่อของสุนทรภู่ชื่อขุนสุนทรโวหารท่ี
ไดร้ ับพระราชทานนามมาแต่กลบั ไม่มีชอื่ ในแผ่นดนิ หลังจากพระองคส์ วรรคตเลยซึ่งตา่ งกับปทมุ ธานี
ส้นิ แผน่ ดนิ สน้ิ นามตามเสดจ็ ต้องเทย่ี วเตรด็ เตร่หาทอ่ี าศยั
แม้นกําเนิดเกดิ ชาตใิ ดใด ขอใหไ้ ด้เปน็ ข้าฝา่ ธุลี
สน้ิ แผ่นดินขอให้ส้ินชวี ติ บ้าง อยา่ รรู้ า้ งบงกชบทศรี
เหลืออาลัยใจตรมระทมทวี ทกุ วันนกี้ ็ซังตายทรงกายมา
สุนทรภตู่ ้องเร่ร่อนหาที่อาศัยเพราะขณะนี้ไม่มีบ้าน สุนทรภู่ขอให้เกิดทุกชาติได้เป็นข้ารับใช้พระองค์
ตลอดไป พอพระองค์สวรรคตสุนทรภู่ก็ขออยากตายตามบ้างเพ่ือจะได้รับใช้และพึ่งพระองค์ เด๋ียวนี้ก็เศร้า
โศกใจทุกข์ระทมอย่างทวีคูณมาก ตอ้ งเรร่ อ่ นไปเรื่อย ๆ ชวี ติ ไมม่ ีจดุ มงุ่ หมาย
๑๐
ถงึ บ้านง้ิวเหน็ แตง่ ิว้ ละลิ่วสูง ไมม่ ฝี ูงสตั ว์สิงก่ิงพฤกษา
ด้วยหนามดกรกดาษระดะตา นึกก็น่ากลัวหนามขามขามใจ
ง้ิวนรกสบิ หกองคลุ แี หลม ดงั ขวากแซมเสยี้ มแทรกแตกไสว
ใครทาํ ชูค้ ู่ทา่ นครั้นบรรลัย ก็ต้องไปปีนต้นนา่ ขนพอง
เราเกดิ มาอายุเพยี งน้ีแล้ว ยังคลาดแคลว้ ครองตวั ไมม่ วั หมอง
ทุกวนั น้ีวปิ รติ ผดิ ทํานอง เจียนจะต้องปีนบ้างหรอื อย่างไร
ถึงหมู่บ้านบ้านง้ิวก็เห็นมีแต่ต้นงิ้วซึ่งไม่มีนกหรือสัตว์อื่นๆอยู่บนกิ่งเลยเพราะต้นง้ิวมีหนามขึ้นอยู่
มากมายนึกถึงก็น่ากลัวหนามเพราะถ้าโดนคงเจ็บมาก *แต่ง้ิวในนรกยาวถึง ๑๖ ข้อน้ิวแหลมเหมือนกับไม้ไผ่
เหลาทาํ กบั ดัก ซง่ึ ใครมีช้เู มื่อตายไปแล้วก็ตอ้ งไปปนี ตน้ งวิ้ ในนรก แต่สุนทรภู่เกิดมาอายุมากแล้วแต่ยังครองตัว
อย่ใู นศีลธรรมไมม่ ีชู้ แต่ทกุ วนั นผ้ี คู้ นวปิ ริตมชี ู้กนั มากคงต้องไปปนี ตน้ งวิ้ ในนรกกันบา้ ง
โอ้คิดมาสารพดั จะตัดขาด ตัดสวาทตดั รกั มิยักไหว
ถวิลหวงั นัง่ นึกอนาถใจ ถงึ เกาะใหญ่ราชครามพอยามเย็น
ดูหา่ งยา่ นบา้ นชอ่ งทั้งสองฝ่๎ง ระวังท้งั สตั ว์นํา้ จะทําเข็ญ
เป็นทอ่ี ยผู่ ู้รา้ ยไมว่ ายเว้น เที่ยวซอ้ นเร้นตีเรอื เหลือระอา
ทั้งหมดที่คดิ มาน้นั สนุ ทรภสู่ ามารถตดั ขาดได้แต่การตดั ความรกั นน้ั ยากยง่ิ นกั น่งั นกึ อนาถใจไปจนเย็น
ก็ถึงเกาะใหญ่ราชคราม *มองไปเห็นบ้านเรือนต่างๆอยู่ห่างจากสองฝ่๎งมาก ในท่ีนี้ต้องระวังจระเข้จะทําร้าย
ท้งั ท่ีนี่ยังเป็นท่อี ยขู่ องผรู้ ้ายซงึ่ มาคอยดักตเี รอื สุนทรภคู่ ิดแลว้ น่าเบื่อย่งิ นกั
พระสรุ ยิ งลงลับพยบั ฝน ดูมัวมนมืดมดิ ทกุ ทศิ า
ถงึ ทางลัดตัดทางมากลางนา ท้ังแฝกคาแขมกกข้นึ รกเรี้ยว
เปน็ เงาง้ํานํา้ เจง่ิ ดเู ว้ิงวา้ ง ทั้งกวา้ งขวางขวัญหายไมว่ ายเหลียว
เหน็ ดุม่ ด่มุ หนุ่มสาวเสยี งกราวเกรียว ล้วนเรอื เพรียวพร้อมหนา้ พวกปลาเลย
เมื่อพระอาทิตย์ตกก็มีเมฆมืดคร้ึมมาจนดูมืดมัวไปทุกทิศทุกทาง พายเรือถึงทางลัดซ่ึงเป็นทางตัด
กลางนากเ็ หน็ มีตน้ แฝกต้นคาตน้ แขมตน้ กกข้นึ ปะปนกนั อยู่มากมาย เงาของต้นพวกน้ีทอดลงน้ําทําให้ดูเวิ้งว้าง
ดูกว้างขวางเหลียวมองทีไรก็รู้สึกขวัญหายทุกที มองเห็นเงาของหญิงชายท้ังยังมีเสียงคุยกัน เรือของพวกเขา
เพรียวเลก็ และมปี ลาอยู่บนเรอื อีกด้วย
๑๑
เขาถอ่ คลองวอ่ งไวไปเป็นยดื เรอื เราฝืดเฝือมานิจจาเอย๋
ต้องถอ่ คาํ้ รํา่ ไปล้วนไมเ่ คย ประเด๋ียวเสยสวบตรงเขา้ พงรก
กลับถอยหลังรงั้ รอเฝ้าถ่อถอน เรือขย้อนโยกโยนกระโถนหก
เงียบสงัดสัตว์ปา่ คณานก นาํ้ คา้ งตกพร่างพรายพระพายพัด
ไมเ่ ห็นคลองต้องคา้ งอย่กู ลางทุ่ง พอหยุดยุงฉู่ชุมมารมุ กัด
เป็นกลุ่มกลมุ่ กลมุ้ กายเหมือนทรายซัด ตอ้ งน่ังป๎ดแปะไปมไิ ดน้ อน
พวกเขาถ่อเรือคลอ่ งแคลว่ เดินทางไปอยา่ งรวดเร็ว แต่เรือของสุนทรภู่ไปช้ามากช่างน่าสงสารลูกศิษย์
ที่ต้องถอ่ เรอื อยา่ งเหน็ดเหน่ือยท้ังๆที่ไม่เคยเส้นทาง บางทีเรือก็เสยเข้าพงหญ้ารกรุงรัง จะถอยหลังก็ถอยยาก
เรอื กโ็ คลงจนกระโถนใส่หมากหก พอเงี่ยหฟู ๎งกไ็ ม่ได้ยนิ เสียงสตั ว์เลยสักตัว มแี ต่นา้ํ คา้ งตกเพราะลมพัด มองไป
ไม่เห็นคลองเลยตอ้ งค้างอยกู่ ลางทุ่ง แต่พอหยุดเรือยุงก็มารุมกัดเจ็บเหมือนโดนทรายซัด เลยไม่ได้นอนเพราะ
ตอ้ งน่งั ปด๎ ยุง
แสนวติ กอกเอย๋ มาอา้ งวา้ ง ในทุ่งกว้างเหน็ แตแ่ ขมแซมสลอน
จนดึกดาวพราวพรา่ งกลางอมั พร กระเรียนร่อนรอ้ งก้องเมื่อสองยาม
ทงั้ กบเขยี ดเกรยี ดกรีดจังหรีดเร่ือย พระพายฉวิ ฉิววะหววิ หวาม
วังเวงคิดจติ คะนึงราํ พึงความ ถงึ เมือ่ ยามยังอดุ มโสมนสั
สาํ รวลกับเพอ่ื นรักสะพรักพรอ้ ม อยแู่ วดล้อมหลายคนปรนนิบัติ
โอ้ยามเข็ญเหน็ อยูแ่ ตห่ นูพัด ช่วยนง่ั ป๎ดยุงให้ไมไ่ กลกาย
จนเดือนเดน่ เห็นเหลา่ กระจับจอก ระดะดอกบัวเผอ่ื นเม่ือเดือนหงาย
เห็นรอ่ งนํ้าลําคลองท้งั สองฝา่ ย ข้างหน้าทา้ ยถอ่ มาในสาคร
สุนทรภู่รู้สึกอ้างว้างมาก มองไปในทุ่งกว้างเห็นมีแต่ต้นแขมขึ้นอยู่ปะปนกัน จนดึกก็มีดาวอยู่กลาง
ท้องฟ้า มีนกกระเรียนบินร่อนและร้องก้องเมื่อตอนเท่ียงคืน มีเสียงกบเขียดร้องเร่ือย ๆ มีลมพัดเฉ่ือย ๆ
สนุ ทรภู่รูส้ ึกวังเวงก็คิดราํ พึงเมอื่ ตอนมียศถาบรรดาศกั ดิ์ ได้หัวเราะเฮฮากับเพื่อน มีคนคอยปรนนิบัติรับใช้ แต่
ยามลําบากเหน็ แตห่ นพู ดั ลูกชายคอยช่วยน่งั ป๎ดยงุ ให้ จนพระจันทร์ขึ้นก็เห็นต้นกระจับจอก มีดอกบัวเผื่อนขึ้น
มากเมอื่ คืนเดอื นหงาย มองเห็นคลองทั้งสองด้านหวั ท้ายเรือกร็ ีบถ่อเรือลงคลอง
๑๒
จนแจม่ แจง้ แสงตะวันเหน็ พนั ธผ์ุ กั ดูนา่ รกั บรรจงส่งเกสร
เหลา่ บวั เผื่อนแลสล้างรมิ ทางจร ก้ามกุ้งซอ้ นเสียดสาหรา่ ยใต้คงคา
สายติง่ แกมแซมสลับตน้ ตับเตา่ เปน็ เหลา่ เหล่าแลรายทั้งซา้ ยขวา
กระจับจอกดอกบัวบานผกา ดาษดาดขู าวดงั ดาวพราย
โอเ้ ชน่ นส้ี กี าได้มาเหน็ จะลงเล่นกลางทุ่งเหมอื นมุ่งหมาย
ทีม่ เี รอื น้อยน้อยจะลอยพาย เท่ยี วถอนสายบวั ผนั สันตะวา
ถงึ ตัวเราเลา่ ถ้ามีโยมหญิง ไหนจะนิ่งดดู ายอายบปุ ผา
คงจะใชใ้ หศ้ ษิ ยท์ ี่ตดิ มา อุตส่าห์หาเอาไปฝากตามยากจน
น่ีจนใจไม่มเี ทา่ ขเ้ี ลบ็ ข้ีเกยี จเก็บเลยทางมากลางหน
พอรอนรอนออ่ นแสงพระสุริยน ถึงตําบลกรุงเก่ายง่ิ เศรา้ ใจ
จนพระอาทิตย์ขึ้นก็เห็นพันธ์ุผักดูน่ารักส่งเกสรแก่กัน มีบัวเผื่อนอยู่สองข้างทางท่ีเรือพายไป มีต้น
กา้ มกุง้ ข้นึ อยกู่ ับสาหร่ายใต้นา้ํ *มีตน้ สายต่ิงข้ึนสลับกับต้นตับเต่าเป็นกลุ่ม ๆ มองไปเหมือนกับดาวบนท้องฟ้า
สิ่งเหล่านี้ถ้าผู้หญิงได้มาเห็นก็คงจะลงเล่นกลางทุ่ง ที่มีเรือก็คงจะพายไปเก็บสายบัว ถ้าสุนทรภู่มีโยมผู้หญิงก็
คงไม่นิ่งเฉยให้อายดอกไม้ คงจะใช้ให้ศิษย์ไปเก็บของฝากเท่าที่ทําได้ในตอนนี้ แต่น่ีจนใจไม่มีผู้หญิงสักคน ขี้
เกยี จเก็บจงึ เลยมา พอมแี สงอ่อนๆของพระอาทิตยก์ ็ถงึ กรงุ ศรีอยุธยา สนุ ทรภรู่ สู้ กึ เศร้าใจ...
มาทางทา่ หนา้ จวนจอมผรู้ ัง้ คดิ ถึงครั้งกอ่ นมาน้าํ ตาไหล
จะแวะหาถา้ ทา่ นเหมอื นเม่ือเป็นไวย ก็จะไดร้ บั นมิ นตข์ ึน้ บนจวน
แต่ยามยากหากวา่ ถา้ ทา่ นแปลก อกมิแตกเสยี หรอื เราเขาจะสรวล
เหมอื นเขญ็ ใจใฝส่ ูงไม่สมควร จะต้องม้วนหน้ากลบั อัประมาณ
เมอ่ื ถึงหนา้ จวนของเพื่อนของสุนทรภู่ สนุ ทรภู่กค็ ดิ ถงึ เม่ือกอ่ นจนนาํ้ ตาไหล สุนทรภตู่ ้ังใจจะแวะหาถ้า
ยังเหมือนเมื่อก่อนก็คงจะได้รับนิมนต์ข้ึนบนจวน แต่ถ้าหากว่าท่านแปลกไปก็คงจะโดนหัวเราะเยาะจะต้อง
อายมาก รสู้ ึกไม่กลา้ ใฝ่สูงเป็นเพอื่ นได้ จึงได้เดนิ ทางต่อไปยังเจดยี ์ภเู ขาทอง
๑๓
มาจอดท่าหนา้ วัดพระเมรขุ า้ ม ริมอารามเรือเรยี งเคยี งขนาน
บา้ งข้นึ ลอ่ งรอ้ งราํ เล่นสําราญ ท้งั เพลงการเก้ียวแก้กันแซ่เซง็
บ้างฉลองผา้ ป่าเสภาขบั ระนาดรบั รัวคลา้ ยกับนายเส็ง
มีโคมรายแลอรา่ มเหมอื นสามเพ็ง เมื่อคราวเคร่งกม็ ใิ คร่จะไดด้ ู
ไอ้ลําหนง่ึ คร่งึ ท่อนกลอนมันมาก ช่างยาวลากเล้ือยเจอื้ ยจนเหนอื่ ยหู
ไมจ่ บบทลดเลี้ยวเหมอื นเง้ียวงู จนลกู คู่ขอทุเลาว่าหาวนอน
จอดเรือทีข่ ้างวดั พระเมรุซึง่ รมิ วัดมีเรือจอดเรียงอยู่ บางลํามีคนร้องเล่นเต้นสําราญ บางลําก็ร้องเพลง
เก้ียวกัน *บางลําฉลองผ้าป่าด้วยการขับเสภา ท้ังยังมีคนตีระนาดซึ่งตีเก่งเหมือนนายเส็ง (คนเก่งระนาดสมัย
สุนทรภู่) มีโคมแขวนอยู่เรียงรายเหมือนอยู่สามเพ็ง เมื่อคราวเคร่งในพระศาสนาก็ไม่ได้ดู มีเรือลําหนึ่งกลอน
มันมาก รอ้ งกลอนยากลากเล้อื ยฟง๎ แลว้ เหนอื่ ยหู กลอนลดเลีย้ วเหมือนทางงู จนลูกคูบ่ อกวา่ ง่วงนอน
ไดฟ้ ง๎ เลน่ ต่างต่างทีข่ ้างวดั ดึกสงัดเงยี บหลับลงกบั หมอน
ประมาณสามยามคลํา้ ในอมั พร อา้ ยโจรจรจจู่ ว้ งเขา้ ล้วงเรือ
นาวาเอยี งเสียงกุกลกุ ขนึ้ รอ้ ง มนั ดาํ ลอ่ งน้ําไปชา่ งไวเหลือ
ไม่เห็นหน้าสานุศิษยท์ ีช่ ดิ เชือ้ เหมือนเนอ้ื เบอ้ื บา้ เลอะดเู ซอะซะ
แต่หนพู ัดจดั แจงจุดเทยี นสอ่ ง ไมเ่ สียของขาวเหลืองเครอ่ื งอฏั ฐะ
ด้วยเดชะตบะบญุ กบั คณุ พระ ชยั ชนะมารไดด้ ังใจปอง
ได้ฟ๎งการละเล่นต่าง ๆ ท่ีข้างวัดพอดึกก็นอน ประมาณสามยามก็มีโจรขึ้นเรือ พอมีเสียงกุกกักสุนทร
ภู่ก็ลุกข้ึนโวยวาย โจรก็รีบดํานํ้าไปอย่างว่องไว มองไปไม่เห็นหน้าลูกศิษย์ก็รู้สึกทําอะไรไม่ถูกด้วยความกลัว
แต่หนพู ัดจุดเทียนสอ่ งดวู ่ามอี ะไรหายไปบ้าง แตไ่ มม่ ีเลยแมแ้ ตเ่ คร่อื งอัฐบริขาร ทั้งน้ีด้วยเดชะตบะบุญและคุณ
พระทคี่ ุม้ ครอง ทําใหช้ นะมารได้
๑๔
ครน้ั รุ่งเช้าเป็นวนั อโุ บสถ เจรญิ รสธรรมาบูชาฉลอง
ไปเจดีย์ท่ชี ือ่ ภูเขาทอง ดูสูงล่องลอยฟา้ นภาลยั
อยกู่ ลางทงุ่ รงุ่ โรจนส์ นั โดษเด่น เป็นท่เี ล่นนาวาคงคาใส
ทพี่ ้นื ลานฐานบัทมถ์ ดั บันได คงคาลยั ลอ้ มรอบเป็นขอบคนั
มเี จดยี ์วหิ ารเปน็ ลานวัด ในจงั หวดั วงแขวงกําแพงกัน้
ทอี่ งคก์ ่อยอ่ เหลย่ี มสลบั กนั เป็นสามช้นั เชงิ ชานตระหงา่ นงาม
บันไดมีสี่ดา้ นสําราญรน่ื ตา่ งชมชืน่ ชวนกันข้ึนชน้ั สาม
ประทักษิณจินตนาพยายาม ได้เสร็จสามรอบคํานับอภวิ ันท์
วันรุ่งข้ึนจะเป็นวันพระซ่ึงจะได้บูชาพระธรรม ได้ไปเจดีย์ภูเขาทองซึ่งดูสูงเสียดฟ้า อยู่กลางทุ่งดูโดด
เดน่ มีนา้ํ ใสอยูร่ อบๆทฐี่ านพน้ื ทเี่ ป็นรปู กลีบบวั ถัดจากบันไดมีน้ําไหลล้อมรอบเป็นขอบ มีเจดีย์มีวิหารที่ลานวัด
มีกาํ แพงกนั้ อยู่ องค์เจดียย์ อ่ เหล่ียมไม้ ๑๒ มมุ อย่างสวยงาม มีเป็นสามชั้นอย่างงดงาม *บันไดมี ๔ ด้าน คณะ
ของสนุ ทรภู่ชวนกันข้ึนไปช้ัน ๓ ตงั้ ใจเดินวนขวา ๓ รอบจนครบกก็ ราบเจดีย์
มหี อ้ งถาํ้ สาํ หรับจดุ เทยี นถวาย ด้วยพระพายพัดเวยี นอยูเ่ หยี นหนั
เป็นลมทักษิณาวรรตนา่ อัศจรรย์ แตท่ ุกวนั นี้ชราหนักหนานกั
ทัง้ องค์ฐานรานร้าวถงึ เก้าแฉก เผยอแยกยอดทรุดก็หลุดหัก
โอ้เจดยี ์ท่ีสรา้ งยงั รา้ งรกั เสียดายนกั นึกน่านาํ้ ตากระเดน็
กระน้หี รอื ชอ่ื เสียงเกยี รติยศ จะมิหมดลว่ งหนา้ ทันตาเห็น
เป็นผูด้ มี มี ากแล้วยากเยน็ คดิ ก็เป็นอนจิ จงั เสียทัง้ นน้ั
มีหอ้ งท่ีเป็นถ้ําสําหรับจุดเทียนเพราะลมจะพัดแรงพาธูปเทียนดับ ตอนนั้นบังเกิดส่ิงอัศจรรย์มีลมพัด
เวียนขวาราวกับจะเวียนเทียนด้วย ทุกวันน้ีพระเจดีย์เก่าและทรุดโทรมมาก ที่ฐานร้าวถึงเก้าแฉก ท่ียอดก็หัก
องค์พระเจดีย์ก็ทรุด เป็นเพราะเจดีย์ไม่มีคนคอยดูแล นึกแล้วเสียดายจนน่าร้องไห้ แล้วจะเทียบอะไรกับ
ช่ือเสยี งเกียรติยศของมนุษย์ ก็คงหมดไปในไม่นาน เหมือนกับเป็นผู้ดีแล้วลําบาก เป็นคนมั่งมีแล้วยากจน คิด
แลว้ ทุกอยา่ งไมเ่ ที่ยงแท้
๑๕
ขอเดชะพระเจดีย์คีรีมาศ บรรจธุ าตทุ ีต่ ง้ั นรังสรรค์
ข้าอตุ ส่าหม์ าเคารพอภิวนั ท์ เปน็ อนนั ตอ์ านิสงสด์ ํารงกาย
จะเกดิ ชาตใิ ดใดในมนษุ ย์ ใหบ้ รสิ ทุ ธ์สมจิตทคี่ ดิ หมาย
ทงั้ ทุกข์โศกโรคภัยอย่าใกลก้ ราย แสนสบายบรบิ รู ณป์ ระยรู วงศ์
ทงั้ โลโภโทโสและโมหะ ให้ชนะใจไดอ้ ย่าใหลหลง
ขอฟุ้งเฟ่ืองเรืองวชิ าป๎ญญายง ทง้ั ให้ทรงศลี ขนั ธใ์ นสนั ดาน
อีกสองหญงิ สิ่งรา้ ยและชายช่วั อย่าเมามวั หมายรกั สมคั รสมาน
ขอสมหวงั ตงั้ ประโยชน์โพธิญาณ ตราบนพิ พานชาติหนา้ ใหถ้ าวร
ขอเดชะแหง่ เจดียภ์ เู ขาทองซง่ึ บรรจพุ ระบรมสาริกธาตุ สุนทรภู่ขอใหท้ ี่ไดม้ ากราบในครัง้ นีใ้ ห้เปน็ บุญ
เพื่อเปน็ อานิสงส์ให้พ้นภัยต่าง ๆ ถา้ จะเกดิ ชาติไหนๆก็ขอใหต้ นบริสทุ ธ์ทิ ั้งกายและใจ ท้ังความทุกขค์ วามโศก
อยา่ ได้มาใกล้ สบายไปตลอดกาล ท้ังความโลภ โกรธ หลง ขอใหต้ นชนะได้ ขอให้มีสติป๎ญญาหลกั แหลม ใหม้ ี
ศลี ธรรมอยูใ่ นใจ ท้งั ผู้หญงิ ร้ายและผ้ชู ายช่วั กข็ อให้อย่าไดร้ ู้จกั คบหากัน ขอให้สมดังหวงั แมแ้ ต่ชาติหนา้ ก็ขอให้
เป็นดังหวัง
พอกราบพระปะดอกปทุมชาติ พบพระธาตุสถติ ในเกสร
สมถวลิ ยนิ ดีชลุ กี ร ประคองช้อนเชิญองค์ลงนาวา
กบั หนพู ัดมสั การสาํ เร็จแลว้ ใส่ขวดแก้ววางไวใ้ กลเ้ กศา
มานอนกรงุ รุง่ ขนึ้ จะบูชา ไม่ปะตาตนั อกย่งิ ตกใจ
แสนเสยี ดายหมายจะชมบรมธาตุ ใจจะขาดคดิ มาน้าํ ตาไหล
โอบ้ ญุ น้อยลอยลับครรไลไกล เสียน้าํ ใจเจยี นจะดนิ้ สนิ้ ชีวนั
สุดจะอยดู่ อู น่ื ในฝืนโศก กาํ เรบิ โรครอ้ นฤทัยเฝา้ ใฝ่ฝ๎น
พอตร่ตู รู่สุรยิ ฉ์ ายขนึ้ พรายพรรณ ให้ลอ่ งวันหนึ่งมาถึงธานี
พอก้มลงกราบพระพุทธรูปเงยข้ึนมาก็เห็นดอกบัวและก็เห็นพระบรมสารีริกธาตุอยู่ในเกสรก็ดีใจมาก
และช้อนประคองลงเรือ *พอหนูพัดกราบไว้เสร็จแล้วก็ใส่พระบรมสารีริกธาตุไว้ในขวดแก้วแล้วก็วางไว้ใกล้
ศีรษะเมื่อนอน ไปนอนท่ีกรุงศรีอยุธยาและรุ่งเช้าจะบูชาพระบรมสารีริกธาตุแต่พอต่ืนมามองไม่เห็นพระบรม
สารีริกธาตุก็ตกใจอย่างมากท้ังท่ีวางไว้ใกล้ศีรษะ *สุนทรภู่ว่าเป็นเพราะบุญตนน้อยทําให้พระธาตุลอยไปไกล
*สุนทรภู่คิดว่าไม่สามารถอยู่ท่ีเจดีย์ภูเขาทองต่อได้เพราะจะย่ิงเศร้าโศกและร้อนใจย่ิงขึ้น พอเช้าตรู่พระ
อาทติ ย์ข้ึนสอ่ งฉาย ก็ล่องเรือถึงกรุงเทพฯโดยใชเ้ วลาเดนิ ทาง ๑ วัน
๑๖
ประทบั ท่าหนา้ อรุณอารามหลวง คอ่ ยสร่างทรวงทรงศลี พระชนิ สีห์
นิราศเรอื่ งเมืองเก่าของเราน้ี ไวเ้ ปน็ ทโ่ี สมนสั ทศั นา
ดว้ ยไดไ้ ปเคารพพระพุทธรปู ทง้ั สถปู บรมธาตพุ ระศาสนา
เปน็ นิสยั ไวเ้ หมือนเตือนศรัทธา ตามภาษาไมส่ บายพอคลายใจ
ถึงหนา้ วัดอรณุ ก็ค่อยสรา่ งจากความเศร้าเพราะได้กราบพระพุทธรูป นิราศภูเขาทองของสุนทรภู่เรื่อง
น้ีไว้เป็นท่ีอ่านเมื่อเศร้าจะได้มีความสุข *เพราะได้ไปกราบไว้พระพุทธรูป ทั้งกราบไว้พระบรมสารีริกธาตุ
เพราะคนที่นับถอื ศาสนาพทุ ธเมือ่ ไมส่ บายใจกจ็ ะกราบไหว้พระพทุ ธรูปเพ่ือใหส้ บายใจ
ใช่จะมที รี่ กั สมคั รมาด แรมนริ าศร้างมติ รพสิ มยั
ซึ่งครวญครํ่าทาํ ทพี ิรพ้ี ิไร ตามวิสยั กาพย์กลอนแต่กอ่ นมา
เหมอื นแมค่ รวั คัว่ แกงพะแนงผดั สารพดั เพียญชนังเคร่อื งมงั สา
อนั พริกไทยใบผกั ชเี หมือนสกี า ต้องโรยหนา้ เสยี สักหนอ่ ยอรอ่ ยใจ
จงทราบความตามจรงิ ทุกสงิ่ ส้นิ อย่านกึ นนิ ทาแถลงแหนงไฉน
นักเลงกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจ จงึ ร่ําไรเร่ืองรา้ งเล่นบา้ งเอย
ตอนน้สี ุนทรภใู่ ช่วา่ จะมีคนรักหรือพง่ึ จะจากรักมา แต่ทีก่ ล่าวถึงผู้หญงิ ก็เพราะเป็นธรรมเนียมการแต่ง
นิราศแตโ่ บราณ เหมอื นแม่ครัวจะปรุงอาหารประเภทพะแนงนอกจากจะใส่เคร่ืองปรุงและเน้ือสัตว์แล้วยังต้อง
ใสพ่ ริกไทยใบผกั ชเี พื่อเพ่มิ ความน่ารบั ประทานแก่อาหาร และผู้หญงิ ก็เหมอื นพรกิ ไทยใบผักชีเพ่ือให้นิราศน้ีน่า
อา่ น ขอใหท้ ราบความจริงทุกๆอย่างวา่ สุนทรภู่ไม่ได้มีผหู้ ญิงเลยขออย่าไดน้ นิ ทาใหเ้ สียหาย เพราะคนที่มีความ
สามรถในเชิงกลอนจะน่ังๆนอนๆเฉยๆก็จะน่าเบ่ือและเศร้าใจ จึงจะต้องแต่งกลอนเพื่อคลายเหงาและคลาย
ความเศร้าใจ และใหไ้ ด้ผลงานเป็นที่ประจักษ์
๑) คุณคา่ ดา้ นเนอ้ื หา การวิเคราะห์คุณคา่
เนอ้ื หาทปี่ รากฏในนริ าศภูเขาทองแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความรอบรู้และความชา่ งสงั เกตของสุนทรภู่ได้เป็นอย่างดี
เนอื่ งจากสนุ ทรภู่ได้บนั ทึกเร่อื งราวและเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ ที่ตนได้พบเห็นตลอดเส้นทาง ต้ังแต่ออกจากวัดราชบุรณะ
จนถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งสะท้อนสภาพบ้านเมืองและสังคมของวิถีชีวิตผู้คนริมฝ๎่งแม่น้ําเจ้าพระยาในช่วง
สมัยรตั นโกสินทร์ตอนต้น อาทิ การตดิ ตอ่ คา้ ขาย การตั้งบ้านเรือน ชุมชนชาวต่างชาติ การละเล่น และงานมหรสพ
เป็นตน้ ทั้งยงั แทรกตาํ นานสถานท่ี ความเชือ่ ของคนไทยและแงค่ ดิ เกย่ี วกับความจริงของชีวิต อีกทั้งสุนทรภู่ยังแสดง
ให้เห็นถึงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยท่ีไม่ว่าจะ ผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ท้ังร้ายและดี
มากน้อยเพียงใดสุนทรภู่ก็ยังคงจงรักภักดีไม่เสื่อมคลาย สุนทรภู่ยังคงคิดถึง ความสุขที่ได้รับจากรัชกาลที่ ๒
ทง้ั ยศถาบรรดาศักดิ์ เงินทอง ฯลฯ ๑๗
๒) คุณค่าด้านวรรณศิลป์
นิราศภูเขาทองมีความดีเด่นทางวรรณศิลป์อย่างงดงาม แม้สุนทรภู่จะใช้ถ้อยคําธรรมดาสามัญใน
การประพนั ธ์ แต่ทว่าก็มคี วามลกึ ซง้ึ สะเทอื นอารมณ์ และสร้างจินตภาพได้อย่างชัดเจน ทั้งการเล่นเสียงสัมผัส การ
ใช้ความเปรียบกินใจ การใช้คําเพ่ือสร้างจินตภาพ มีการสรรคําท่ีสามารถให้ความหมายลึกซึ้งชัดเจน ในส่วนของ
วาทศลิ ป์เน้ือหามคี วามไพเราะเรยี งร้อยถ้อยคําได้ออกมางดงามตามฉบับนิราศ
กก ชอ่ื พรรณไมข้ ้ึนในที่ลุ่มและแฉะมหี ลายชนิด ลาํ ต้นกลมใช้ทอหรือสานเสือ่ คาศพั ท์
กระเรียน นกใหญ่ชนดิ หนึ่ง คอยาว ขายาว ปีกกวา้ ง หางกว้างและส้นั หากินตามที่ราบลุ่ม
ก้ามกุ้ง ชื่อพุ่มไมช้ นดิ หนงึ่ ลําต้นตรง กง่ิ ส่เี หลยี่ มมีหนามเล็กหา่ ง ๆ ดอกเปน็ กระจุก ๑๘
เกรยี ด เสยี งเขยี ดรอ้ ง
แขม ชอ่ื ไมล้ ม้ ลุกชนิดหนึ่ง ข้ึนตามชายน้ําหรอื ทชี่ มุ่ ชนื้
คา ชื่อหญา้ ชนิดหนงึ่ ใบคายแขง็ เอามาทาํ เป็นตับมุงหลังคา
ครึง่ ท่อน เพลงพน้ื บา้ นชนดิ หน่ึง
แดนไตร โลกทงั้ สาม คอื สวรรค์ มนุษย์ บาดาล
ตบะ การบาํ เพ็ญใหก้ ิเลสเบาบาง
ตบั เตา่ ชอ่ื ไม้นาํ้ ชนดิ หน่งึ ใบหนากลม ดอกสมี ่วงอ่อนปนขาว ข้นึ ตามนาขา้ วหรือท่ีมีน้ํา
ตเี รอื ชงิ ของในเรือ
ถ่อคํ้า ไม้สําหรับคาํ้ ใหเ้ รือเดนิ
ทงิ้ วิสัย ละขนบธรรมเนยี มประเพณเี ดิม
ทศพล ผู้มีกําลงั ๑๐ ประการ หมายถึง พระพุทธเจ้า
ธิบดี มาจาก อธบิ ดี หมายถงึ ผเู้ ป็นใหญ่ ผ้ปู กครอง ในทีน่ ี้หมายถึง ผูป้ กครอง คณะสงฆ์
ทกั ษิณาวรร การเวียนขวา
นโิ รธ ความดับ นพิ พาน
นโิ รธ ความดบั นิพพาน คาศัพท์
รังสรรค์ ท่มี ผี สู้ ร้างขน้ึ
นอนกรุง นอนค้างทก่ี รงุ เก่า
บรุ นิ ทร์ เจา้ เมอื ง เมืองใหญ่
ประดาษ ตํ่าช้า หมายถึง ส้ินวาสนา
ผา่ นบรุ นิ ทร์ ปกครองเมือง
ผ้าแพรดาํ ร่ํามะเกลือ ผา้ ทีย่ ้อมเป็นสดี าํ ดว้ ยผลมะเกลือ แล้วอบร่ําให้มกี ลนิ่ หอม
แฝก ชื่อหญ้าชนิดหน่งึ ข้นึ เปน็ กอ ใบยาวใช้มุงหลงั คา รากใชท้ ํายาได้
โพงพาง เครอ่ื งมอื ดักปลาชนดิ หน่ึงเปน็ ถุงตาข่ายรูปยาวรี ใชผ้ ูกกับเสาใหญ่ ๒ ต้น ท่ีปก๎ ขวางลาํ นํ้า
พระจม่ืนไวย ตาํ แหน่งมหาดเล็กระดับหัวหมนื่
พระธาตุ กระดูกของพระพทุ ธเจา้
พระพมิ พ์ พระเครอ่ื งทสี่ ร้างขน้ึ ตามแบบพิมพ์
พระวสา วสา หมายถงึ ฤดูฝน ปี ในความว่า เสรจ็ ธรุ ะพระวสา หมายถงึ ออกพรรษา
โพธิญาณ ความรูท้ ่ที ําให้สาํ เรจ็ เปน็ พระพุทธเจ้า
ภญิ โญ ยงิ่ ข้นึ ไป
ม้วนหน้า ซอ่ นหน้าเพราะความอาย
มุลกิ า มาจาก มลู กิ ากร หมายถึง ขา้ ทลู ละอองธลุ พี ระบาทเมอ่ื เปน็ ไวย
ยอ่ เหลีย่ ม วิธยี ่อมมุ ไม้หรือสงิ่ ก่อสร้างดว้ ยอิฐปูน ใหเ้ ปน็ มุมละ ๓ หยัก หรือมากกว่า
ราคาว ความยินดใี นกามารมณ์ ในความวา่ “เป็นลว่ งพน้ รนราคราคา”
ร่ํา อบด้วยเครือ่ งหอม
ระคะ เกลือ่ นกลน่
เรือเพรียว เรอื เล็กยาว เป็นเรือแลน่ เร็ว
รุกขมลู โคนตน้ ไม้
กรธ หลง
๑๙
ประวตั สิ ุนทรภู่ คาศัพท์
โลโภโทโสโมหะ โลภ โกรธ หลง
วดั ประโคนปก๎ เดมิ เรียกวัดเสาประโคม ต่อมาเปลย่ี นเปน็ วัดประโคนป๎ก ป๎จจุบนั คือ วดั ดุสิตาราม
(เสาประโคน คอื เสาใหญ่หรือเสาหนิ เช่น เสาหลกั เมอื ง)
วนั อโุ บสถ วนั ขนึ้ ๑๕ คํ่า และวนั แรม ๑๕ ค่าํ ถา้ เป็นเดอื นขาดกแ็ รม ๑๔ คาํ่ เปน็ วันท่พี ระลงอุโบสถ
ฟง๎ พระปาติโมกข์และเป็นวันที่พุทธศาสนิกชนถอื อุโบสถศีล คือ ศีล ๘
สวาด ชอื่ ไมเ้ ถาเนื้อแข็ง ลาํ ตน้ มีหนาม
สังวาส การอยรู่ ว่ มกัน ในทน่ี ้ีหมายถึง การเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตรห์ รือการบวชเป็นพระ
สดั ภาชนะรปู ทรงกระบอก ทําด้วยไมห้ รอื สานด้วยไม้ไผ่ ใช้สําหรับตวงข้าว
ชอ่ื มาตราตวงโบราณ ๒๕ ทะนาน เปน็ ๑ สดั หรอื เทา่ กับ ๒๐ ลติ ร ในความวา่ ถงั แทนสดั
หมายถงึ ไม่ยตุ ิธรรม มีความลําเอยี ง
สวบ เสียงกรับ เสยี งคนหรอื สตั ว์ยาํ่ ไปบนใบไม้หรือส่งิ ทท่ี าํ ใหเ้ กดิ เสียงเช่นนัน้
สนั ตะวา ช่อื ไมน้ าํ้ ชนดิ หนึง่ ใบบาง เขยี วอมนํ้าตาล กินได้
สายติ่ง ชื่อไมน้ ้าํ ชนดิ หนึ่ง กนิ ได้ บวั สายติง่ หรอื บวั สายทิ้งกเ็ รยี ก
สรา้ งพรต บาํ เพ็ญพรต ในทนี่ ี้หมายความวา่ บวชเปน็ พระ
สาํ รวล แผลงมาจาก สรวล หมายถึง หวั เราะ ร่นื เรงิ
ส่ิงของขาวเหลอื ง ภาชนะพวกเคร่ืองทองเหลือง เครื่องโลหะขาว เชน่ พาน ขนั จอก
เครอ่ื งสําเภา ซ่ึงบรรจุสําเภามาจากต่างประเทศ เช่น จีน อินเดีย เขา้ มาขายในเมืองไทย
องคุลมี าล ชอื่ มาตรวัดโบราณ ยาวเทา่ กบั ข้อปลายของน้ิวกลาง
อัประมาณ อาย
อานิสงส์ ผลแหง่ กุศล
๒๐
ขอ้ คดิ คตคิ าสอน และความจรรโลง
ความจงรกั ภักดีและกตัญํูตอ่ เจ้านาย
การพูดจาให้ดรี ักษาน้ําใจคนอื่น
การไมต่ ดั สนิ คนแต่ภายนอก
บาปกรรมจากการผดิ ลกู ผิดเมยี ผู้อืน่
ความไมเ่ ทยี่ งของลาภ ยศ สรรเสรญิ
ความผูกพันกบั สายนา้ํ ของคนไทยสมยั ก่อน
ออกแบบและจดั ทาโดย
นางสาวกรองกาญจน์ สนั ขาว รหสั นกั ศกึ ษา ๖๑๑๓๑๑๐๙๐๒๙
นายนันทวฒั น์ จันทาน้อย รหสั นักศกึ ษา ๖๑๑๓๑๑๐๙๐๔๐
นักศกึ ษาชั้นปที ี่ ๓ คณะครุศาสตร์ สาขาวชิ าภาษาไทย
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนนั ทา
เสนอ
ผศ.ดร. อนิ ทิรา รอบรู้
รายวิชา EDP๓๑๐๒ นวตั กรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศกึ ษา
ภาคเรียนที่ ๑/๒๕๖๓
๒๑