การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเสริมสรา้ งความสุขในการเรียนวิชาคณติ ศาสตร์
โดยใช้วธิ ีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL)
The Development of Learning Activities to Enhance Happiness
in Learning Mathematics using Creativity – Based Learning
ตรภี พ สน1ิ Treephop Sani
[email protected]
กลุ นิดา สายนยุ้ 2 Kulnida Sainui
รัตนา อนัตช์ ่ืน2 Ratana Ananchuen
บทคัดย่อ
บทความทางวิชาการ เรื่องการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เพ่ือเสริมสร้างความสุขในการเรียนวิชา
คณติ ศาสตร์ โดยใชว้ ิธีการสอนแบบสรา้ งสรรค์เปน็ ฐาน (CBL) มวี ัตถปุ ระสงค์เพอื่ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชา
คณิตศาสตร์โดยใช้วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน 2) เสริมสร้างความสุขในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของ
นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน และ3) ศึกษาความพึงพอใจ
ของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน สาหรับกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียน
แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 ภาคเรียนท่ี 1
ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนสุไหงโก-ลก อาเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส จานวน 30 คน ซึ่งประกอบด้วย
กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งสิ้น 5 ข้ันตอน ได้แก่ ขั้นกระตุ้นความสนใจ ขั้นต้ังปัญหาและแบ่งกลุ่มตาม
ความสนใจ ขั้นค้นคว้าและคดิ ขัน้ นาเสนอ และขั้นประเมนิ ผล จากการศกึ ษาพบวา่ นกั เรยี นมคี วามสุขและความพึง
พอใจในการเรียนคณิตศาสตร์เพิ่มมากขึ้นโดยสามารถสังเกตได้จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ของ
นักเรยี นไปในทางทดี่ ขี ึ้น ในดา้ น 1) ความรู้ 2) ทกั ษะ และ 3) เจตคติ
คาสาคัญ : ความสขุ ในการเรยี น, การสอนแบบสร้างสรรคเ์ ป็นฐาน (CBL)
Abstract
The objectives of this academic article were 1) to develop the learning activities in
mathematics by using Creativity – Based Learning, 2) to enhance the happiness in learning
mathematics of students taught by using Creativity – Based Learning, and 3) to study the
complacency of students taught by using Creativity – Based Learning. The target group was 30
students in grade 11 of science mathematics technology and environment program of
Sungaikolok School, Narathiwat province. The learning process consists of 5 steps: stimulus,
problematic and grouping by interest, research and think, presentation, and evaluation. The
study found that students are happier more satisfied with mathematics learning, as observed by
changing their learning behavior in 1) knowledge, 2) skills, and 3) attitudes.
Keywords : happiness in learning, Creativity-Based Learning
1ครูเพือ่ พฒั นาท้องถน่ิ (ตาแหนง่ ครูผู้ช่วย, โรงเรียนสไุ หงโก-ลก)
2อาจารยน์ เิ ทศ (สถาบันพลศึกษาจังหวัดยะลา)
บทนา
คณิตศาสตร์มีความสาคัญต่อการพัฒนาความคิดของมนุษย์เป็นอย่างมาก ทาให้มนุษย์มีความคิด
สร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุมีผล เป็นระบบ มีระเบียบ มีแบบแผน สามารถคิดวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์ได้
อย่างถ่ีถ้วนรอบคอบ ทาให้สามารถคาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ และแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
คณิตศาสตรเ์ ป็นเคร่ืองมือในการศกึ ษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนศาสตร์อ่ืน ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง คณิตศาสตร์
จงึ มปี ระโยชน์ต่อการดารงชวี ติ และช่วยพฒั นาคณุ ภาพชีวิต (กลุ่มส่งเสรมิ การเรียนการสอนและประเมินผล สานัก
วชิ าการและมาตรฐานการศึกษา, 2548 : 2)
การจดั การเรียนการสอนวชิ าคณิตศาสตร์ของไทยในปัจจบุ นั ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน
พุทธศักราช 2551 มีเป้าหมายสาคัญคือ มุ่งให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในเน้ือหารวมท้ังทักษะการคิดคานวณ
และมีเจตคตทิ ี่ดตี อ่ วชิ าคณิตศาสตร์ สามารถนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันได้อย่างถูกต้อง นอกจากจะ
เรียนรู้เก่ียวกับเร่ืองราวของคณิตศาสตร์แล้ว ยังต้องเรียนรู้ถึงความหมายของคณิตศาสตร์และสามารถที่จะนาไป
ประยุกต์ใชใ้ นทกุ โอกาสด้วย แตเ่ นอื่ งจากเนื้อหาของวิชาคณติ ศาสตร์ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นนามธรรม ยากต่อการ
ทาความเข้าใจ ทาให้เกิดความสับสนและเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้แก่นักเรียน ครูผู้สอนจึงควรเปิดโอกาสให้
นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน โดยมุ่งให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และแก้ปัญหาด้วยตนเองโดย
อาศยั สง่ิ ท่เี ป็นรปู ธรรมในชีวิตประจาวนั เช่ือมโยงเขา้ สู่ส่งิ ทเ่ี ปน็ นามธรรม แทนการอธบิ ายวิธีการหรอื หลักการต่าง ๆ
ให้แก่นกั เรยี น เพ่ือให้นักเรียนเกิดการพัฒนาทั้งด้านความรู้และทักษะรวมถึงเจตคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์ให้มาก
ท่ีสุด (สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาติ, 2545 : 11 – 13)
การจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ในโรงเรียนสุไหงโก-ลกท่ีผ่านมา เป็นวิธีการสอนแบบด้ังเดิม
(Traditional Learning Approach) โดยมุ่งเน้นการสอนแบบบรรยายหรืออธิบายเพื่อให้นักเรียนจดจาหลักการ
ตา่ ง ๆ จงึ สง่ ผลใหน้ ักเรยี นเรยี นด้วยความไมเ่ ขา้ ใจและขาดความคิดรวบยอดในเร่ืองนั้น ๆ ซึ่งส่งผลต่อการเรียนใน
ระดับที่สูงขึ้น สอดคล้องการดวงเดือน อ่อนน่วม (สมาคมคณิตศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปภัมภ์ ,
2537 : 1) ไดก้ ล่าวไว้ว่า ในอดตี การสอนคณิตศาสตร์ม่งุ เน้นทกั ษะการคิดคานวณมาก ไม่คอ่ ยพัฒนาใหน้ กั เรยี นเกิด
ความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ นักเรียนส่วนใหญ่จึงอาศัยจาหลักการและวิธีการไปใช้ในการแก้ปัญหาเท่านั้น
ส่งผลให้นักเรียนมเกิดความเบื่อหน่าย ขาดความสุข และมีเจตคติที่ไม่ดีในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ รวมไปถึง
ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนทีล่ ดลง
จากปัญหาข้างต้น จึงจาเป็นท่ีจะต้องมีการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพ่ือเสริมสร้าง
ความสุขในการเรียนและเจตคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์ให้แก่นักเรียน โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็น
ฐาน (Creativity-Based Learning (CBL)) ซ่ึง วิริยะ ฤาชัยพานิชย์ (2556) ได้กล่าวว่า เป็นการจัดการเรียนการ
สอนทีเ่ นน้ ผูเ้ รยี นเปน็ สาคัญ โครงสร้างหลักของการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานพัฒนามาจากโครงสร้างการเรียน
การสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) และแนวทางการพัฒนาความคิดแบบความคิดแนวขนาน (Parallel
Thinking) ของเอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ประกอบด้วย กระบวนการ
(Process) และบรรยากาศ (Context) มขี น้ั ตอนประกอบดว้ ย 5 ข้นั ตอน ดงั นี้ คือ ข้ันตอนท่ี 1 กระตุ้นความสนใจ
ขนั้ ตอนที่ 2 ตั้งปัญหาและแบ่งกลุม่ ตามความสนใจ ข้ันตอนที่ 3 ค้นคว้าและคิด ข้ันตอนที่ 4 นาเสนอ ขั้นตอนที่ 5
ประเมนิ ผล การเรียนการสอนโดยใชร้ ะบบความคิดสรา้ งสรรคเ์ ป็นฐานจะช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะท่ีจาเป็นต่อ
อนาคต ทาให้เกดิ ทกั ษะสาคญั 4 ประการ ไดแ้ ก่ 1) ทกั ษะดา้ นการคดิ วิเคราะห์ 2) ทกั ษะด้านการคน้ ควา้ หาความรู้
3) ทักษะด้านการส่อื สาร 4) ทกั ษะด้านการคิดสรา้ งสรรค์
ทบทวนวรรณกรรม
1. แนวคิดเกยี่ วกับคณติ ศาสตร์
กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 50) ได้กล่าวไว้มนหลักสูตรแกนกลางการศึกษา พุทธศักราช 2561 ว่า
คณิตศาสตรม์ ีบทบาทสาคญั อยา่ งยิ่งต่อการพฒั นาความคิดมนุษย์ ทาใหม้ คี วามคดิ สรา้ งสรรค์ คดิ อย่างเป็นระบบ มี
แบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาสถานการณ์ได้อย่างถ่ีถ้วน รอบคอบ ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ
แก้ปัญหา และนาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้อย่างถูกต้องเหมาะสม นอกจากน้ีคณิตศาสตร์ยังเป็นเคร่ืองมือใน
การศึกษาทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและศาสตร์อื่น ๆ คณิตศาสตร์จึงมีประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิต ช่วยพัฒนา
คณุ ภาพชวี ิตให้ดขี นึ้ และสามารถอย่รู ่วมกันกับผู้อ่ืนได้อย่างมีความสขุ
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2551 : 4) ได้กล่าวว่า คุณภาพของผู้เรียนท่ีจบ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเน้ือหาสาระคณิตศาสตร์ มีทักษะกระบวนการทาง
คณติ ศาสตร์ มเี จตคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์มีความตระหนักในคุณค่าของคณิตศาสตร์และสามารถนาความรู้ทาง
คณิตศาสตร์ไปพฒั นาคณุ ภาพชีวิต
สมทรง สุวพานิช (2539 : 14 – 15) กลา่ วถงึ ความสาคัญทางคณิตศาสตร์ไว้ว่าคณิตศาสตร์มีความสาคัญ
และมบี ทบาทต่อบุคลมาก คณิตศาสตร์ช่วยฝึกให้คนมีความรอบคอบมีเหตุผล และรู้จักเหตุผลความจริง สามารถ
แก้ปญั หาตามวัยทุกระยะได้
สมทรง ดอนแก้วบัว (2538 : 7) กล่าวว่า วิชาคณิตศาสตร์มีความสาคัญและมีบทบาทต่อบุคคลมาก
คณิตศาสตร์ช่วยฝึกให้คนมีความคิดรอบคอบ มีเหตุผล รู้จักหาความจริงมีคุณธรรมเช่นน้ีอยู่ในใจ เป็นสิ่งสาคัญ
มากกว่าความเจรญิ ในด้านวทิ ยาการใด ๆ นอกจากน้เี ม่อื เด็กคิดเป็นและเคยชนิ ต่อการแก้ปัญหาตามวัยไปทุกระยะ
แลว้ เม่ือเป็นผู้ใหญ่ยอ่ มสามารถแก้ปญั หาชวี ติ ได้ คณิตศาสตร์ยังเปน็ รากฐานของวิทยาศาสตร์และเปน็ วชิ าหลัก ฝึก
ในเร่ืองการสังเกต และเป็นกุญแจนาไปสู่วิชาการใหม่ ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นทางศิลปศาสตร์ ดนตรี นาฏศิลป์
ประวัตศิ าสตร์ ฯลฯ หรือด้านวิทยาศาสตร์สาขาตา่ ง ๆ
กรมวิชาการ (2545 : 1) ได้กล่าวถึงความสาคัญของคณิตศาสตร์ดังนี้ คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มีบทบาท
สาคญั ย่ิงต่อการพฒั นาความคดิ ของมนุษย์ทาให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์สามารถ คิดอย่างมีเหตุผล เป็น ระบบ
ระเบียบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์ได้อย่างถ่ีถ้วนรอบครอบ ทาให้สามารถคาดการณ์
วางแผน ตัดสนิ ใจแกป้ ญั หาได้อยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสม
บญุ ทัน อยู่ชมบญุ (2539 : 2) ไดก้ ลา่ วถึงความสาคญั ของคณิตศาสตรไ์ วส้ อดคลอ้ งกับจอห์นสนั และไรซ่ิง
(Johnson and Rising. 1972 : 4 – 5) ดงั น้ี
1. คณติ ศาสตรเ์ ปน็ วชิ าที่เก่ียวข้องกับการคิด ใช้คณิตศาสตร์พิสูจน์เชิงเหตุผลในการตัดสินสิ่งที่คิดน้ันว่า
เปน็ จริงหรือน่าจะเป็นจริงหรือไม่ ใช้การคดิ เพือ่ แก้ปญั หาต่าง ๆ ในดา้ นวทิ ยาศาสตรก์ ารปกครองและอุตสาหกรรม
วิธีการใหเ้ หตผุ ลต่อเน่อื งท่ีทาให้เข้าใจถึงพลังทางความคิด และทา้ ทายความอยากรอู้ ยากเหน็ ของมนษุ ย์
2. คณิตศาสตร์เป็นวิชาท่ีสร้างสรรค์ทางด้านจิตใจของมนุษย์วิชาหน่ึงโดยเก่ียวกับพ้ืนฐานทางความคิด
กระบวนการและเหตุผล ดังน้ันคณิตศาสตร์จึงเป็นมากกว่าเลขคณิต (ท่ีเกี่ยวข้องกับจานวนและการคิดคานวณ)
มากกว่าพีชคณติ (ภาษาทางสัญลักษณแ์ ละความสัมพันธ์) มากกว่าเรขาคณติ (ท่ศี ึกษาเกี่ยวกับรปู ร่าง ขนาด และท่ี
ว่าง) มากกว่าสถิติ (ที่เกี่ยวข้องกับการตีความ การแปลความหมายข้อมูลและกราฟ) และมากกว่าแคลคูลัส (ที่
ศกึ ษาความเปลยี่ นแปลง จานวนไมร่ ู้จบและจานวนจากดั )
3. คณิตศาสตร์เป็นภาษาอย่างหนึ่งซึ่งกาหนดขึ้นด้วยข้อความทางสัญลักษณ์ท่ีกระชับรัดกุมและส่ือ
ความหมายได้ ภาษาคณติ ศาสตรเ์ ป็นภาษาซงึ่ ดาเนินไปด้วยการคดิ มากกว่าการฟัง
4. คณิตศาสตรเ์ ปน็ วิชาท่ีช่วยจัดระเบียบโครงสร้างทางความรู้ ข้อความแต่ละข้อความถกู สรุปดว้ ยเหตุผล
จากการพสิ จู น์ข้อความหรือขอ้ สมมติเดมิ โครงสรา้ งของคณิตศาสตรเ์ ป็นโครงสร้างทางด้านเหตุผล โดยเริ่มต้นด้วย
พจน์ท่ียังไม่ได้รับการนิยามและถูกนิยามอย่างเป็นระบบแล้วนามาใช้อธิบายสาระต่าง ๆ หลังจากนั้นถูกตั้งเป็น
คณุ สมบตั ิ หรือกฎ โดยทา้ ยทีส่ ุดพจนแ์ ละข้อสมมตเิ หล่านี้จะถกู นาไปใช้พิสจู น์ทฤษฎี และสามารถศึกษาโครงสร้าง
ใหมท่ างคณติ ศาสตรไ์ ด้
5. คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มีรูปแบบ นั่นคือ ความเป็นระเบียบในรูปแบบของการคิดทุกสิ่งที่มีรูปแบบ
สามารถถกู จดั ไดด้ ว้ ยหลักการทางคณิตศาสตร์ เชน่ คลน่ื วทิ ยุ โครงสร้างของโมเลกลุ และรปู รา่ งเซลของผึง้
6. คณิตศาสตร์เป็นศิลปะอย่างหน่ึง ความงามทางคณิตศาสตร์สามารถพบได้ในกระบวนการ ซ่ึงแยก
ข้อเท็จจริงที่ถูกถ่ายทอดผ่านการใช้เหตุผลเป็นขั้นตอน โดยนักคณิตศาสตร์ได้พยายามใช้ความคิดสร้างสรรค์
จินตนาการ และการทาความเข้าใจในส่งิ ท่ที า้ ทายความคิด
จากความสาคัญท่ีนักการศึกษาท่านต่าง ๆ ได้ทาการเสนอแนะมาน้ัน จะเห็นได้ว่าวิชาคณิตศาสตร์มี
ความสาคัญทั้งในด้านการพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักใช้ความคิด เหตุผลเพื่อท่ีจะพัฒนาวิธีการเสาะแสวงหาความรู้ใหม่
และพัฒนาผู้เรียนให้เห็นคุณค่าของความงามในระเบียบการใช้ความคิด โครงสร้างของวิชาที่จัดไว้อย่างกลมกลืน
อันจะส่งผลถึงการสร้างจติ ใจของมนษุ ยใ์ หม้ ีความละเอยี ด รอบคอบ และสขุ มุ เยือกเย็น เม่ือผู้เรียนได้ผ่านการเรียน
ในวชิ าคณิตศาสตร์
2. ความหมาย แนวคดิ และทฤษฎีเก่ียวกับความสุขในการเรยี น
ความหมายของความสขุ ในการเรยี น
ความสขุ ในการเรยี น เป็นสว่ นหนึ่งของการทาใหผ้ ้เู รยี นแสดงพฤตกิ รรมที่มีความพร้อมในการรับผิดชอบ
งานในกิจกรรมการเรียนการสอนได้อยางเต็มศักยภาพ ทาให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ สนุกต่อการเรียน สามารถ
บริหารจัดการตนเองได้อย่างเหมาะสม เพ่ือให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งมีนักวิชาการหลายท่านได้ให้
ความหมายไว้ ดังนี้
จารัส นองมาก (2547 : 78 – 79 ) กล่าวว่า ความสุขในการเรียน หมายถึง การท่ีผู้เรียนเรียนอย่างมี
ความพอใจ จะทาให้สามารถสร้างเสริมคุณลักษณะที่พึงประสงค์ให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุขได้มากย่ิงขึ้น
สอดคล้องกับ วีรวุธ มาฆะศิรานนท์ (2545) กล่าวว่า ความสุขในการเรียนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม 3 ด้าน
ได้แก่ 1) ด้านความรู้ 2) ด้านทักษะ 3) ด้านเจตคติ จะเก่ียวกับกระบวนการทางจิตใจในด้านความสามารถทาง
สมอง ความรู้สึก ความนกึ คิด และเป็นการเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรมผเู้ รยี นทั้งดา้ นปริมาณและดา้ นคณุ ภาพ นอกจาก
ผูเ้ รียนจะมีส่ิงท่ีเรียนรู้เพ่ิมขึ้นแล้วยังมีความรู้สึกรักและสนุกต่อการเรียน มีความสนใจในกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้น
ระหว่างการเรียนการสอน สามารถเรียบเรียงส่ิงท่ีเรียนรู้ให้เป็นระเบียบเพื่อให้สามารถเรียกกลับมาใช้ได้ตามที่
ตอ้ งการ (Mayer, 2006 : 68-70) เป็นการเรียนการสอนทมี่ ุ่งเน้นใหผ้ เู้ รยี นมีความสุข ในการไดร้ บั ความรู้น้ัน ๆ โดย
การจัดวิธีการเรยี นการสอนให้ผเู้ รียนได้เข้าใจสามารถสรปุ หลักการ นาไปใช้ได้ (วชิ ัย วงษใ์ หญ่, 2543)
จะเหน็ วา่ ความสขุ ในการเรียน หมายถงึ ความรู้สึกความนกึ คิดของผเู้ รียนทีแ่ สดง พฤติกรรมในการเรียน
มีความสนใจในกิจกรรมต่าง ๆ ความพึงพอใจและความกระตือรือร้นความสนุกในขณะดาเนินการเรียนการสอน
เกิดความรู้สึกท่ีดีต่อส่ิงท่ีเรียน ต่อเพ่ือน ต่ออาจารย์ ต่อสภาพแวดล้อม ทาให้มีความรู้เพ่ิมมากขึ้น สามารถเรียบ
เรยี งส่งิ ท่ีเรียนรใู้ หเ้ ป็นระเบียบเพ่อื ให้สามารถเรียกกลบั มาใช้ได้ตามทีต่ ้องการ
แนวคดิ เกย่ี วกบั ความสุขในการเรยี น
ความสุขกับการศึกษาที่ถูกต้องเป็นเรื่องท่ีไม่สามารถแยกกันได้ ถ้าไม่สามารถทาให้คนมีความสุข
การศึกษาก็ไม่สามารถเกิดข้ึนได้ ตรงกับผลการวิจัยที่ว่า “สมองมนุษย์มีศักยภาพในการเรียนรู้อย่างสูงสุด เม่ือ
เรยี นรอู้ ย่างมีความสุข ในสมองก็จะมีการหล่ังสารเคมที ่ีทาให้เกิดความสุขและจะไปเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้
ให้สูงขึ้น” การจะทาให้ผู้เรียนมีความสุขในการเรียนก็คือมีจิตสานึกหรือเจตคติต่อการเรียนรู้ โดยธรรมชาติของ
มนุษย์ที่เป็นสัตว์ท่ีต้องเรียนรู้ ต้องฝึกฝน ต้องพัฒนา ต้องมีจิตสานึกในการศึกษาให้มากข้ึนก็จะทาให้เกิดผลคือมี
ความสุขในการเรียนที่แท้จริง (พระธรรมปิฎก, 2541 : 23) สอดคล้องกับศันสนีย์ ฉัตรคุปต์ และคนอ่ืน ๆ (2544)
กลา่ ววา่ การจัดการเรียนรูท้ ่ีทาใหผ้ ้เู รียนมีความสุขจะเพ่ิมประสิทธิภาพผู้เรียนให้มากขึ้น การจัดการเรียนรู้ที่ทาให้
ผเู้ รยี นมีความสขุ ต้องคานงึ ถึงสงิ่ สาคัญคือสขุ ภาพร่างกายและความปลอดภยั จากสง่ิ ตา่ ง ๆ ที่จะเป็นอันตราย จะทา
ให้ผู้เรยี นมีความสุขมากขึน้ ทง้ั ภาวะทางด้านจิตใจ ความรสู้ กึ นึกคิด อารมณ์ และกิติยวดี บุญซื่อ และคณะ (2540)
กลา่ ววา่ องคป์ ระกอบทจี่ ะตอ้ งคานงึ ถงึ ในจัดการเรียนการสอนใหผ้ เู้ รียนเรยี นอย่างมีความสขุ มี 6 ประการ ไดแ้ ก่
1) ผเู้ รยี นแตล่ ะคนไดร้ ับการยอมรับว่าเป็นมนษุ ยค์ นหน่ึงทีม่ ีหวั ใจและสมอง
2) ครูมีความเมตตา จรงิ ใจและออ่ นโยนตอ่ ผเู้ รยี นทกุ คนโดยทั่วถึงและมคี วามเข้าใจทฤษฎีพฒั นาการตาม
ธรรมชาติของผู้เรียนทุกคน เข้าถึงความรู้สึกท่ีละเอียดอ่อน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น ครูเอาใจใส่
ตอ่ ผ้เู รียนทุกคนอย่างเทา่ เทยี มกัน มคี วามยตุ ธิ รรม
3) ผู้เรยี นเกิดความรกั และภมู ิใจในตนเอง รู้จกั ปรับตวั ไดท้ กุ ท่ีทุกเวลา รจู้ กั ตัวเอง เห็นคุณค่าของชีวติ และ
ความเป็นมนุษย์ของตน รับรู้ความหมายของการมีชีวิต ยอมรับท้ังจุดดี จุดด้อยของตนเองและคิดหาวิธีปรับปรุง
แกไ้ ข เข้าใจธรรมชาตขิ องความเปลย่ี นแปลง รู้วธิ ปี รับตนให้สามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมนน้ั ได้
4) ผูเ้ รยี นแตล่ ะคนได้มโี อกาสเลือกเรียนตามความถนัดและความสนใจ
5) บทเรยี นสนกุ แปลกใหม่ จงู ใจให้ตดิ ตาม และเรา้ ใจใหอ้ ยากคน้ คว้าหาความรู้เพ่ิมเติมด้วยตนเองในส่ิง
ทส่ี นใจ
6) สง่ิ ท่ผี ้เู รียนสามารถนาไปใช้ไดใ้ นชีวติ ประจาวนั สง่ิ ทีเ่ รียนรไู้ มจ่ ากัดเฉพาะในบทเรยี น แตส่ ามารถนาไป
ประยุกตใ์ ชไ้ ด้ในชวี ติ ประจาวนั เกดิ ประโยชน์และมคี วามหมายกับตวั ผเู้ รียน
ทฤษฎเี ก่ียวกับความสุขในการเรียน
บพิตร อิสระ (2550 : 14) ไดก้ ล่าววา่ ความสขุ ในการเรยี นเปน็ กระบวนการจัดการเรยี นการสอนให้ผู้เรียน
ได้เรียนรโู้ ดยยึดแนวพนื้ ฐาน 5 ประการ ได้แก่
1) แก่นแท้ของการเรียนการสอน
2) การเรียนเกดิ ข้ึนได้ทุกแหง่ ทุกเวลาต่อเน่อื งตลอดชีวิต
3) ความศรทั ธาเป็นจดุ เร่มิ ตน้ ท่ดี ีทีส่ ุดของการเรียนรู้อยา่ งมรี ะบบ
4) ผูเ้ รยี นสามารถเรยี นรู้ได้ดจี ากการสมั ผสั และสมั พนั ธ์
5) สาระสาคญั เกิดจากการเรียนรู้
3. แนวคดิ เกย่ี วกบั ความคิดสร้างสรรค์
นกั จิตวิทยาและนกั การศึกษาไดใ้ หค้ วามหมายเกยี่ วกบั ความคดิ สร้างสรรคไ์ ว้หลายท่านดังน้ี
Torrance (1962 : 16) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถของบุคคลในการคิดสร้างสรรค์
ผลิตผล หรอื สง่ิ แปลก ๆ ใหม่ ๆ ทีไ่ มร่ จู้ กั มาก่อน ซ่ึงส่ิงต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะเกิดจากการรวมความรู้ต่าง ๆ ท่ีได้รับ
จากประสบการณ์แล้วเชื่อมโยงกับสถานการณ์ใหม่ ๆ สิ่งท่ีเกิดขึ้นแต่ไม่จาเป็นสิ่งสมบูรณ์อย่างแท้จริง ซึ่งอาจ
ออกมาในรปู ของผลผลิตทางศลิ ปะ วรรณคดี วทิ ยาศาสตร์
Wallach and Kogan (1965 : 13 – 20) ใหค้ วามหมายของความคดิ สรา้ งสรรค์วา่ หมายถึงความคดิ โยง
สมั พนั ธ์ (Association) คนท่มี คี วามคดิ สร้างสรรค์ คือคนที่สามารถจะคดิ อะไรได้อย่างสัมพันธเ์ ปน็ ลกู โซ่
อารี พนั ธม์ ณี (2537 : 25) ได้กลา่ วถึงความคิดสร้างสรรค์ว่า เป็นกระบวนการทางสมองท่ีคิดในลักษณะ
อเนกนัย อันนาไปสู่การคิดพบส่ิงแปลกใหม่ด้วยการคิดดัดแปลง ปรุงแต่งจากความคิดเดิมผสมผสานกันให้เกิดส่ิง
ใหม่ ซ่งึ รวมทัง้ การประดิษฐ์คิดคน้ พบสิ่งตา่ งๆ ตลอดจนวิธีการคิด ทฤษฎีหลักการได้สาเร็จ ความคิดสร้างสรรค์จะ
เกิดขน้ึ ได้มิใช่เพยี งแตค่ ิดในส่ิงทเี่ ป็นไปได้ หรอื สง่ิ ทีเ่ ป็นเหตุผล เพยี งอย่างเดียวเท่าน้ัน หากแต่คิดจินตนาการก็เป็น
สิ่งสาคัญย่ิงที่จะก่อให้เกิดความแปลกใหม่ แต่ต้องควบคู่กันไปกับ ความพยายามท่ีจะสร้างความคิดฝันหรือ
จนิ ตนาการให้เป็นไปไดห้ รือเรียกวา่ เปน็ จินตนาการประยกุ ต์นน้ั เอง จงึ จะทาใหเ้ กดิ ผลงาน
สมศักด์ิ ภวู่ ิภาดาวรรธณ์ (2537 : 56) ไดใ้ ห้ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ไว้ 2 ลักษณะ ดังต่อไปนี้
1) ความคิดสร้างสรรค์เป็นเร่ืองท่ีสลับซับซ้อน ยากแก่การให้คาจากัดความที่แน่นอนตายตัว
2) ถ้าพิจารณาความคดิ สรา้ งสรรค์ในเชงิ ผลงาน ผลงานนั้นตอ้ งแปลกใหมแ่ ละมคี ุณคา่
กล่าวคือ ใช้ได้โดยมีคนยอมรับ ถ้าพิจารณาความคิดสร้างสรรค์ในเชิงกระบวนการคือการเชื่อมโยง
สัมพันธ์สิ่งของหรือความคิดท่ีมีความแตกต่างกันมากเข้าด้วยกัน ถ้าพิจารณาความคิดสร้างสรรค์เชิงบุคคล
บุคคลนั้นต้องเป็นคนท่ีมีความแปลก เป็นตัวของตัวเอง เป็นผู้ที่มีความคิดคล่อง มีความยืดหยุ่น และสามารถให้
รายละเอยี ดในความคดิ นัน้ ๆ ได้
อนันต์ จันทร์กวี (2523 : 3 – 10) ได้ให้ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ว่า เป็น
ความสามารถในการคดิ ค้นสงิ่ ประดษิ ฐ์ใหม่ ๆ ทางวิทยาศาสตร์สามารถคน้ คว้าทดลอง และแสวงหาคาตอบหลาย ๆ
วิธี ซึ่งคุณลักษณะอันน้ีได้จากการสังเกตพฤติกรรมตรวจรายงาน หรือโครงงานวิทยาศาสตร์ หรือคะแนนจาก
แบบทดสอบวัดความคิดสรา้ งสรรค์ทางวิทยาศาสตร์
สรปุ ได้วา่ ความคิดสร้างสรรค์ คอื ความสามารถทางสมองของบุคคลท่ีจะคิดได้หลายทิศหลายทาง หรือ
คดิ ได้หลายคาตอบ และความสามารถในการมองเหน็ ความสมั พนั ธ์ของสง่ิ ตา่ งๆโดยมสี ิ่งเร้าเป็นตัวกระตุ้นทาให้เกิด
ความคิดใหมต่ อ่ เน่ืองกนั ไป และความคดิ สรา้ งสรรคน์ ้อี าจเป็นความคิดใหมผ่ สมผสานกปั ระสบการณ์ก็ได้
4. การสอนแบบสรา้ งสรรคเ์ ป็นฐาน (CBL)
วิรยิ ะ ฤาชัยพาณิชย์ (2558 : 31 – 32) กลา่ วในวารสารนวัตกรรมการเรียนรู้ว่า รูปแบบการสอนน้ีได้ทา
การวิจัยต่อยอด มาจาก Problem-based Learning (PBL) ซ่ึงเป็นหนึ่งในแนวทางการสอนแบบผู้เรียนเป็น
ศูนย์กลางซึ่งได้ผลดีในหลายประเทศ เป็นการสอนแบบ Active Learning คือการจัดการสอนให้ผู้เรียนตื่นตัวใน
การค้นควา้ แทนท่ีจะรอรับการบรรยายแบบเดิม อาจารย์ส่วนหนึ่งได้นามาใช้ในวิชาท่ีตนสอนในหลายคณะ หลาย
มหาวิทยาลัย ซึ่งมักจะใช้ผสมผสานกับการสอนแบบดั้งเดิมคือการบรรยาย การสอนแบบ PBL มีขั้นตอนโดยสรุป
ส้ัน ๆ ดังน้ี แบง่ กลมุ่ ผเู้ รียนกลุ่มละประมาณ 6-10 คน ให้คน้ คว้าเพือ่ แกป้ ัญหาทผ่ี ู้สอนจัดหามาให้ผู้เรียน จะได้ฝึก
การวเิ คราะห์และแก้ปัญหา ฝึกความร่วมมือ ผู้เรียนจะได้รับความรู้ใหม่ ๆ จากการค้นคว้าผู้สอนจะลดบทบาทใน
การสอนมาเปน็ ผอู้ านวยการ ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ผู้เรียนจะได้นาเสนอแนวคิด และแนวทางในการแก้ปัญหา
น้ัน ๆ ส่วนการวัดผลน้ันจะแตกต่างจากการวัดผลแบบเดิมมาก ผู้สอนจะทาการวัดผลแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้
วัดผลจากการทาข้อสอบ เพื่อวัดว่าผู้เรียนรู้อะไรบ้าง แต่จะวัดผลออกมาหลายคร้ังและหลายด้าน (Multi-
dimensional Assessment) เช่น วัดการนาข้อมูลมาใช้อย่างมีเหตุผล วัดการนาเสนอผลงาน การร่าวมมือกัน
ทางาน และจะวัดหลายครงั้ เพื่อช่วยให้ผูเ้ รยี นพัฒนาทกั ษะในด้านทต่ี นเองยังขาดไป ซงึ่ ผ้เู รยี นเองจะมีโอกาสพัฒนา
ตนเองในด้านทักษะต่าง ๆ และยังเก็บเก่ียวความรู้ที่ได้จากการค้นคว้าและทาโครงงาน ในการวัดผลคร้ังสุดท้าย
ผู้สอนจะประเมินผลออกเป็นผลการเรียนที่ไม่ได้มีแค่เกรด แต่รายงานผลด้านอ่ืน ๆ ด้วย และอาจจะให้กรรมการ
ภายนอกเปน็ ผปู้ ระเมนิ ผลในการสอบนาเสนอผลงานเพือ่ จบการเรยี นในวิชานัน้ ๆ PBL จึงเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่
เหมาะกับยุคสมัยท่ีข้อมูล ความรู้ ง่ายต่อการเข้าถึงอย่างทุกวันน้ี และได้มีการนาไปใช้อย่างกว้างขวางในโรงเรียน
ท่ัวไป เพราะทาให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะต่าง ๆ แทนที่จะได้แต่เนื้อหาความรู้แบบเดิม ในการวิจัยกับกลุ่มนักเรียนใน
ประเทศไทย PBL ก็ได้ผลดี แต่ส่ิงที่ยังขาดหายไปในการเรียนแบบ PBL คือทักษะในเรื่องความคิดสร้างสรรค์
อาจจะเปน็ เพราะวฒั นธรรมและสังคมไทยมกั เนน้ ให้เดก็ อย่ใู นกฎระเบยี บท่ีต้องทาอะไรเหมือนกัน แต่งตัว เข้าแถว
เรียนและการสอบก็มุ่งเน้นให้นักเรียนทาข้อสอบชุดเดียวกัน และเลือกตอบคาตอบท่ีถูกซึ่งมักจะมีคาตอบเดียว
ความชินในเรื่องท่ีทุกคนต้องตอบข้อเดียวกัน ทาให้นักเรียนจึงคุ้นเคยกับความเหมือนและขาดทักษะในเรื่อง
ความคิดสร้างสรรค์ เพราะความคิดสร้างสรรค์เกิดจากความแตกต่าง จากการวิจัยเม่ือผู้เรียนเรียนด้วย PBL
ความคดิ สรา้ งสรรคก์ อ่ นเรยี นและหลังเรียนมีความแตกต่างกันน้อยมาก จึงได้นาเอาทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์เข้า
มาใช้ร่วมกับ PBL เพ่ือสร้างรูปแบบการเรียนใหม่ที่น่าจะเหมาะกับผู้เรียน งานวิจัยที่ทามีสามข้ันตอน ในข้ันแรก
เพ่ือจะหาว่ามีกระบวนการ (Process) และบรรยากาศ (Context) อะไรบา้ ง ที่จะช่วยให้ผเู้ รียนนอกจากจะมีทักษะ
ต่าง ๆ เช่นเดียวกับ PBL แล้วยังมีทักษะในการคิดสร้างสรรค์อีกด้วย ข้ันท่ีสอง ทดลองใช้กระบวนการน้ี ในกลุ่ม
ทดลองและกลุ่มควบคุมเพอื่ วัดผล ความแตกตา่ ง และข้ันตอนท่ีสาม นาไปใช้ท่ัวไปหลายวิชา เพ่ือวัดประสิทธิภาพ
จากการทาการทดลองสอนวิชาฟิสิกส์ด้วยกระบวนการ CBL ผลเป็นทนี่ ่าพอใจ ผเู้ รยี นนอกจากสนุกกบั การเรยี น ได้
ความรู้ และเป็นความรู้ท่ีนาไปใช้อธิบายปรากฏการณ์หรือแก้ปัญหารอบ ๆ ตัวได้จริงแล้ว ยังได้พัฒนาทักษะใน
ศตวรรษท่ี 21 อีกดว้ ย
วตั ถปุ ระสงค์ของการศึกษา
1. เพ่ือพัฒนากจิ กรรมการเรยี นรู้วชิ าคณติ ศาสตร์โดยใชว้ ธิ ีการสอนแบบสรา้ งสรรคเ์ ป็นฐาน
2. เพอื่ เสรมิ สร้างความสขุ ในการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดย
ใชว้ ธิ ีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน
3. เพื่อศกึ ษาความพึงพอใจของนักเรียนตอ่ การจดั การเรยี นรโู้ ดยใชว้ ิธกี ารสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน
วธิ ดี าเนินการศกึ ษา
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเสรมิ สร้างความสุขในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้วิธีการสอนแบบ
สร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) น้ัน ทาให้วิชาคณิตศาสตร์ไม่น่าเบ่ือและเป็นเรื่องใกล้ตัวมากย่ิงข้ึน โดยการสอนแบบ
CBL คือ การจัดกิจกรรมเพื่อให้เกิดความรู้ เกิดความคิดสร้างสรรค์ โดยเน้นกระบวนการลงมือทา ด้วยความ
กระตอื รอื ร้นในการค้นคว้า ผู้เรียนสนใจทจ่ี ะศกึ ษาหาความรู้ดว้ ยตนเอง โดยสามารถทาตามขัน้ ตอนการสอนได้ดังน้ี
ข้นั ตอนท่ี 1 กระต้นุ ความสนใจ
1) ใชเ้ หตกุ ารณ์ตา่ ง ๆ ทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกับผู้เรียน หรอื สง่ิ ที่ผู้เรยี นสนใจเปน็ ตัวกระต้นุ
2) ใชส้ ่ือมลั ติมเี ดีย การใชส้ ื่อมัลติมีเดียถือเป็นการกระตุ้นความสนใจของผู้เรยี นได้เป็นอย่างดี ทั้งรูปภาพ
เสียง ข้อความต่าง ๆ ท่ีนามาใช้ ผู้สอนจาเป็นจะต้องเลือกสื่อท่ีเก่ียวข้องกับเนื้อหา โดยที่สื่อนั้นเป็นส่ือที่กระตุ้น
ความสนใจ หรอื สรา้ งแรงบนั ดาลใจในบทเรียนนนั้ ๆ ได้ดี จงึ จะสง่ ผลต่อผู้เรียนได้มากและส่งผลให้ผู้เรียนอยากหา
คาตอบในเนอ้ื หาทจี่ ะทาการเรียนการสอน
3) ใช้เกม หรือกิจกรรม การใช้เกมหรือกิจกรรมน้ันเป็นตัวเลือกท่ีดีมากในการกระตุ้นความสนใจของ
ผู้เรียน ซึ่งเกมหรือกิจกรรมท่ีเลือกมานั้นอาจจะเป็นสันทนาการง่าย ๆ ท่ัวไป จนไปถึงเกมหรือกิจกรรมที่มีความ
เก่ียวข้องกับเนอื้ หาทจ่ี ะจดั การเรียนการสอน ซึง่ ผู้สอนสามารถเลือกใชไ้ ดห้ ลากหลายให้เหมาะกบั ผ้เู รียน
การกระตุ้นผู้เรยี นน้ันผสู้ อนจาเป็นที่จะต้องเลอื กกจิ กรรมใหส้ อดคลอ้ งกับผู้เรียน ต้องรกู้ ่อนว่าเนอื้ หาท่ีจะ
ทาการจัดการเรียนการสอนน้ันจาเป็นกับชีวิตของผู้เรียนหรือไม่ แล้วเลือกกิจกรรมท่ีเหมาะสมกับเนื้อหาน้ัน เพื่อ
เปน็ การดึงความสนใจผู้เรียนได้อย่างเต็มท่ี ทาให้ผู้เรียนเห็นความสาคัญในเนื้อหา ซ่ึงจะทาให้ผู้สอนสามารถเลือก
เนือ้ หามาใชใ้ นกระบวนการกระต้นุ ได้ง่ายขึ้น ผ้สู อนนัน้ สามารถใช้การกระตุ้นทั้งสามหัวข้อพร้อมกันได้ เช่น การใช้
เหตุการณท์ ี่เกย่ี วขอ้ งกับชีวติ ของผูเ้ รียนมานาเสนอในรูปแบบของส่ือมลั ตมิ ีเดยี เมือ่ จบการนาเสนอสือ่ แลว้ จงึ นาเกม
หรือกิจกรรมมาเปน็ การกระตุ้นอีกทหี น่งึ
ข้ันตอนที่ 2 ต้งั ปญั หาและแบ่งกลุ่มตามความสนใจ
ข้ันตอนต่อมาหลังจากการกระตุ้นความสนใจคือการต้ังปัญหาและแบ่งกลุ่มผู้เรียนตามความสนใจ
กระบวนการน้ีทง้ั หมดจะเป็นการใชป้ ญั หาเปน็ ตวั นา ขน้ั การต้ังปัญหาในรูปแบบของการจัดการเรียนการสอนแบบ
CBL นน้ั ผู้สอนไมไ่ ด้เป็นผกู้ าหนดคาถามใหต้ ั้งแตแ่ รก แตจ่ ะเปน็ การปลอ่ ยใหผ้ ู้เรียนค้นหาปญั หาที่ตนเองสงสัย โดย
ปญั หาท่ีเกดิ ข้ึนนั้นจะเป็นปัญหาทผ่ี ู้เรียนสนใจในบทเรียน เม่ือผู้เรียนค้นพบปัญหาท่ีตนเองสงสัยแล้วนั้นจึงทาการ
แบง่ กลมุ่ ตามความสนใจ จานวนของกลมุ่ นน้ั จะต้ังขึ้นตามจานวนปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน และสมาชิกของแต่ละ
กลุ่มนน้ั ก็จะเกดิ จากความพอใจของผเู้ รยี นเอง และดาเนนิ การแกไ้ ขปัญหาต่างๆด้วยตนเอง
กระบวนการ CBL นั้นจะได้ผลดีมากจากความสมัครใจ ความสนใจ และความร่วมมือกันของผู้เรียน
กระบวนการนี้จะเห็นได้ว่าผู้เรียนนั้นไม่ได้ถูกบังคับให้รู้ แต่เกิดความ “อยากรู้” ด้วยตนเอง และเมื่อผู้เรียนเกิด
ความอยากรู้ นั่นจึงเป็นจังหวะท่ีดีท่ีจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนนั้นค้นหาเนื้อหาที่ตนเองต้องการ ซึ่งผู้เรียนน้ันพร้อมที่
จะเปดิ รับความร้นู ั้นได้อย่างเตม็ ที่
ขั้นตอนที่ 3 ค้นคว้าและคิด
ขั้นตอนนีเ้ ปน็ ขั้นตอนที่ใช้เวลามากทีส่ ุดในการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบ CBL ผสู้ อนจะปล่อยให้
ผู้เรียนนั้นได้ใช้เวลาในการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ ผู้สอนน้ันมีหน้าท่ีเดินให้คาปรึกษาตามกลุ่ม ให้คาปรึกษาเวลาที่
ผู้เรียนมีปัญหา ผู้สอนจะต้องหักห้ามใจไม่ให้สอน แต่จะเปล่ียนหน้าที่จากการสอนทั่วไปที่คอยบอกต่อเน้ือหา
คาตอบและตดั สนิ ความถกู ต้องของคาตอบ เป็นผู้ให้คาปรึกษา ชี้แนะ และตอบคาถามด้วยคาถาม เพ่ือเปิดโอกาส
ให้ผู้เรียนได้คิด โดยหลีกเล่ียงการตัดสิน และการอธิบายเนื้อหาอย่างละเอียดอันจะเป็นการส่งผลให้ผู้เรียนหมด
อิสระทางความคดิ แต่จะใช้วิธีการงา่ ย ๆ เช่นการถามกลับวา่ จะดเี หรอ แนใ่ จเหรอ ทาไมถึงคดิ แบบน้ัน มันมีวิธีการ
อื่นทดี่ กี วา่ น้ีหรอื ไม่ หรือเพ่อื น ๆ คดิ เหน็ อย่างไรในเร่ืองน้ี
ส่ิงสาคัญอีกข้อหนึ่งสาหรับผู้สอนนั้นไม่ใช่ความรู้ในเนื้อหาข้อมูลน้ัน ๆ แต่เป็นแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ท่ี
เกยี่ วข้อง เพ่ือที่ผู้สอนนั้นจะสามารถนาไปแนะนาผ้เู รยี นได้ ผูส้ อนในรูปแบบการจัดการเรยี นการสอนแบบ CBL น้ัน
ไมจ่ าเปน็ ทจี่ ะตอ้ งเป็นผทู้ ีร่ ูท้ ีส่ ุดในห้องเรียน เพราะว่าความรู้มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและมีจานวนมหาศาล แต่
สิ่งท่ีสาคัญกว่าก็คือการที่ผู้สอนนั้นจาเป็นต้องแนะนาให้ผู้เรียนหาความรู้ได้ถูกแหล่ง แนะนาให้ผู้เรียนรู้จักเลือก
ขอ้ มูลความรไู้ ด้อยา่ งถกู ต้อง และปล่อยให้ผู้เรยี นสนุกไปกบั การเรยี นรแู้ ละคน้ ควา้ ความรูน้ ั้น ๆ
สิ่งท่ีได้จากกระบวนการน้ีไม่ใช่คาตอบที่ถูกต้อง แต่เป็นทักษะการคิดและค้นคว้าหาคาตอบที่จะเกิดขึ้น
จากชว่ งเวลาทผี่ ู้สอนนั้นปลอ่ ยให้ผู้เรียนได้ใช้เวลากับเน้ือหาท่ีตนเองสนใจได้อย่างเต็มท่ี ผู้สอนหลายท่านอาจจะมี
ข้อโต้แย้งว่า ถ้าหากผู้เรียนน้ันค้นหาคาตอบไม่ได้ หรือได้คาตอบที่ไม่ถูกต้องน้ันจะเกิดข้อเสียอย่างแน่นอน ซึ่ง
อาจจะทาให้ผสู้ อนหลายทา่ นยกเลิกวธิ กี ารนแี้ ละหนั กลบั ไปใช้รปู แบบสอนแบบเดิมเพื่อความสบายใจ แต่เน่ืองจาก
กระบวนการเรียนการสอนแบบ CBL น้ันมองไกลมากกว่าคาตอบท่ีถูกต้อง แต่คือการฝึกฝนให้ผู้เรียนได้รู้จักคิด
และรู้จักค้นคว้าหาข้อมูล รู้จักเลือกใช้และตดั สินใจในข้อมูลทีห่ าได้อยา่ งง่ายดายในยคุ สมยั นผี้ ่านเคร่ืองมอื ต่าง ๆ
ข้ันตอนที่ 4 นาเสนอ
ในขั้นตอนนี้เป็นข้ันตอนท่ีผู้เรียนน้ันจะได้นาเสนอผลงาน ที่ตนเองท่ีได้ไปค้นคว้าและคิดออกมา และ
ผลงานท่นี าเสนอน้นั อยากให้ผู้สอนพึงระลกึ ว่านีค่ อื ผลงานแห่งความท่มุ เทของผู้เรียนอย่างแท้จริง ดังนั้นเมื่อผู้เรียน
ออกมาทาการเสนอหน้าชั้น ผู้สอนน้ันจาเป็นจะต้องปล่อยให้ผู้เรียนนั้นนาเสนอจนจบ โดยท่ีผู้สอนนั้นไม่มีความ
จาเป็นตอ้ งแทรกแซงระหวา่ งการนาเสนอ แสดงความคิดเห็น หรือซักถามใด ๆ ผู้ท่ีมีหน้าท่ีหลักในการแสดงความ
คิดเหน็ และซักถามน้ันคอื ผเู้ รียนร่วมชั้น
เมือ่ จบการนาเสนอผู้สอนจะเป็นผู้เปิดประเด็นให้มีการซักถามในช้ันเรียน และน่ีคือกระบวนการที่จะทา
ใหผ้ ูเ้ รยี นนัน้ ตรวจสอบความถกู ตอ้ งของขอ้ มูลท่ตี นเองไดค้ น้ หามา ถ้าหากข้อมูลที่หามาน้ันไมถ่ กู ต้อง การซกั ถามใน
หอ้ งเรียนนน้ั จะเกิดประเด็นใหม่ ๆ ท่ีผนู้ าเสนอน้นั จาเป็นต้องมีข้อมูลเพือ่ ตอบผู้ซักถามให้ถูกต้อง ซึ่งผู้นาเสนอก็จะ
พบว่าข้อมูลของตนไม่ถูกต้องหรือครอบคลุมพอ และต้องเพ่ิมเติมตรงไหนบ้างจากการซักถามของผู้เรียนด้วยกัน
โดยท่ีผู้สอนจะทาหน้าที่คอยควบคุมคาถามและข้อคิดเห็นต่าง ๆ ให้อยู่ในประเด็น ไม่หลุดจากเน้ือหามากนัก ถ้า
หากในผูเ้ รียนรว่ มชัน้ ไมม่ ีขอ้ ซกั ถามหรือขอ้ สงสยั ใดใด ผู้สอนอาจจะเป็นผู้เร่ิมถามเองได้ เพ่ือให้เกิดบรรยากาศของ
การซกั ถามในชน้ั เรยี น ซงึ่ วธิ ีการน้อี าจจะตอ่ ยอดไปสู่ความรู้ใหม่ ๆ ท่ีไกลกว่าเน้ือหาเดิมท่ีเคยสอนกันมา และเป็น
เน้อื หาทผ่ี เู้ รียนนน้ั เต็มใจท่ีจะค้นหาดว้ ยตนเอง
ขนั้ ตอนท่ี 5 ประเมนิ ผล
ข้นั ตอนนี้เปน็ การประเมินผลกิจกรรมทั้งหมดท่ีผู้เรียนได้ทามาตลอดเวลาของการเรียนรู้ในรูปแบบ CBL
กอ่ นอ่ืนตอ้ งทาความเขา้ ใจในรูปแบบของการประเมินผลกอ่ น ส่งิ ที่ไม่วา่ จะเปน็ กรอบคุณวุฒิแห่งชาติ หรือหลักสูตร
แกนกลางต้องการนนั้ คอื การที่ผู้เรยี นมีการพฒั นาทัง้ ด้านของ
1) ความรู้ (Knowledge)
2) ทกั ษะ (Skill)
3) คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ (Attitude)
ดังนั้นการประเมินผลน้ันจึงจาเป็นต้องทาให้ครอบคลุมทั้ง 3 ด้านน้ี เพ่ือให้ได้คุณภาพของผู้เรียนที่เป็น
มาตรฐาน โดยปกติน้ันผู้สอนจะคุ้นเคยกับการประเมินด้านความรู้ น่ันก็คือการจัดสอบ หรือการหาคะแนนจาก
แบบทดสอบต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนนั้นมีความรู้ แต่ในส่วนของการประเมินด้านทักษะ และการประเมิน
ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์น้ันไม่มีความชัดเจนมากนัก จึงกลายเป็นว่าคะแนนที่เห็นกันจากการเรียนรู้ใน
รปู แบบปกติน้นั มกั จะเป็นคะแนนของความรู้ทั้งส้นิ
ในรูปแบบการเรยี นการสอนแบบ CBL น้ันจาเปน็ จะต้องประเมนิ ท้ัง 3 ด้าน ซึ่งมวี ธิ ีการดงั น้ี
1) ด้านความรู้ สามารถประเมินความรไู้ ด้ดว้ ยวธิ ีการท่ีค้นุ เคยกันมาตลอด น่ันกค็ อื การจดั ใหม้ กี ารสอบวัด
หรอื แบบฝึกหัดตา่ ง ๆ และนาคะแนนมาชว้ี ัดว่าผ้เู รียนมคี วามรูใ้ นเนื้อหาด้านน้เี ท่าไหร่
2) ด้านทักษะ การประเมินด้านทักษะน้ันจะเป็นการประเมินความสามารถของผู้เรียนซึ่งสามารถใช้
รูปแบบการประเมนิ แบบ รูบรคิ (Rubric) ในการประเมินผูเ้ รียนได้ ท้ังนี้ข้ึนอยู่กับการต้ังหัวข้อในการประเมิน และ
รายละเอยี ดการประเมนิ ทจี่ าเป็น เช่น จะประเมินในหวั ขอ้ ทกั ษะการนาเสนอ รายละเอยี ดการประเมินท่ีจาเป็นคือ
ดา้ นเนอื้ หา ด้านความชดั เจนในการพูด และด้านเทคนคิ ในการนาเสนอ เป็นตน้
3) ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในการประเมินด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์น้ันสามารถใช้การ
ประเมนิ แบบ รบู ริค (Rubric) ได้ ซ่ึงก็จะมีส่วนคล้ายกับการประเมินด้านทักษะน่ันคือการต้ังหัวข้อการประเมินใน
คุณลกั ษณะทผ่ี สู้ อนอยากให้เกดิ ขึ้นในผ้เู รยี น และรายละเอยี ดสาหรับการประเมินทสี่ อดคล้องกัน
ทงั้ นผ้ี ู้สอนจาเป็นต้องรู้ว่าต้องการให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ใดเกิดขึ้นใน
ผู้เรยี น เพอื่ การตั้งหวั ข้อการประเมินทีถ่ ูกตอ้ ง ซ่งึ ในส่วนน้ีผู้สอนนั้นสามารถดูรายละเอียดได้ในหลักสูตรแกนกลาง
ได้ แตส่ ิ่งหน่ึงทสี่ าคญั คอื การใหผ้ ู้เรียนมีส่วนร่วมในการประเมนิ โดยเฉพาะในด้านของทักษะและคณุ ลกั ษณะอันพงึ
ประสงค์ เน้อื จากด้านความรู้สามารถประเมินไดอ้ ย่างชัดเจนจากแบบทดสอบตา่ ง ๆ แต่ด้านทกั ษะและคุณลักษณะ
อันพึงประสงค์นั้นจาเป็นจะตอ้ งประเมนิ จากผสู้ อนและผ้เู รียนดว้ ยกนั เอง ซ่งึ จะเป็นการประเมนิ รอบด้าน ทั้งผู้เรียน
ที่ทากิจกรรมด้วยกัน และผู้สอนที่คอยสังเกตการณ์อยู่ในชั้นเรียน เพื่อการประเมินที่มีความแม่นยามากขึ้น ซ่ึงใน
ส่วนน้ีอาจจะเป็นการโหวตให้คะแนนในด้านต่าง ๆ หรือแม้แต่การแจกแบบสอบถามให้กรอกในหัวข้อที่ต้องการ
เปน็ ตน้
ผลการศกึ ษา
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพ่ือเสริมสร้างความสุขในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้วิธีการสอนแบบ
สร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) โดยมีกระบวนการการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งสิ้น 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นกระตุ้นความ
สนใจ ขั้นตั้งปัญหาและแบ่งกลุ่มตามความสนใจ ข้ันค้นคว้าและคิด ข้ันนาเสนอ และข้ันประเมินผล กระบวนการ
ดงั กลา่ ว อาจเรียกไดว้ า่ “Teach Less, Learn More” ที่กลา่ วถงึ การเรยี นรโู้ ดยท่ีผู้เรียนไม่เสียเวลาท่องจา ได้รับ
ความรู้มากกว่าการสอนแบบบรรยาย ทาให้นักเรียนมีความสุขและสนุกสนานกับการเรียนวิชาคณิตศาสตร์มาก
ยิ่งขึ้น เน่ืองจากนักเรียนสามารถเลือกศึกษาในส่ิงท่ีตนเองสนใจ และสามารถนาไปใช้ได้จริง นักเรียนได้ฝึกทักษะ
การค้นคว้าหาข้อมูล การทางานเป็นกลุ่ม รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการนาเสนอและอภิปรายผล
นกั เรยี นสามารถประเมนิ ตนเอง ประเมินเพือ่ นนกั เรยี นดว้ ยกนั ก่อให้เกิดความพึงพอใจแกน่ ักเรยี นเป็นอยา่ งมาก
สรุปผลการศึกษาและวิจารณผ์ ล
การศึกษาครง้ั นี้มีวตั ถุประสงค์เพ่ือเพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์โดยใช้วิธีการสอนแบบ
สร้างสรรค์เป็นฐาน, เพื่อเสริมสร้างความสุขในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนท่ีได้รับการจัดกิจกรรมการ
เรยี นรู้โดยใชว้ ิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เปน็ ฐาน และเพ่อื ศกึ ษาความพงึ พอใจของนกั เรียนตอ่ การจดั การเรียนรู้โดย
ใช้วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนแผนการเรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์
เทคโนโลยีและส่ิงแวดล้อม ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนสุไหงโก-ลก
อาเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส จานวนท้ังสิ้น 30 คน จากการศึกษาพบว่านักเรียนมีความสุขในการเรียน
คณิตศาสตร์เพ่ิมมากข้ึนโดยสังเกตได้จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการเรียนรู้ของนักเรียนไม่ว่าจะเป็นด้าน
ความรู้ท่ีเพิ่มมากขึ้น การใช้ทักษะในการคดิ วิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ เพ่อื แกป้ ญั หาทเี่ กดิ ข้นึ ใช้ทักษะในการนาเสนอ
ได้หลากหลาย รวมไปถึงความสนใจที่จะหาขอ้ มูลมาเติมเต็มความรู้ในเรอ่ื งที่นักเรียนขาดหายซ่งึ สอดคลอ้ งกบั วรี วธุ
มาฆะศิรานนท์ (2545) กล่าวว่า ความสุขในการเรียนเป็นการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม 3 ด้านได้แก่ 1) ด้านความรู้
2) ด้านทักษะ 3) ด้านเจตคติ และ Meyer (2006 : 68-70) กล่าวว่าความสุขในการเรียนนอกจากผู้เรียนจะมีสิ่งที่
เรียนรู้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีความรู้สึกรักและสนุกต่อการเรียน มีความสนใจในกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดข้ึน ระหว่างการ
เรียนการสอน สามารถเรยี บเรยี งส่ิงทเ่ี รยี นรู้ให้เปน็ ระเบียบเพ่ือให้สามารถเรียกกลับมาใชไ้ ดต้ ามทตี่ ้องการ
ขอ้ เสนอแนะ
1. เวลาในการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ตอ้ งเพยี งพอให้ผ้เู รยี นได้ทากจิ กรรมจนครบ
2. ควรเตรียมอุปกรณ์สาหรับสืบคน้ ขอ้ มลู และนาเสนอใหเ้ พียงพอตอ่ จานวนผ้เู รยี น
บรรณานกุ รม
กรมวิชาการ. (2544). ความคิดสร้างสรรค.์ กรงุ เทพฯ : กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธกิ าร.
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2551). หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์
ชุมนมุ สหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย.
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2552). ตวั ชว้ี ดั และสาระแกนกลางกลุ่มสาระเรียนรู้คณติ ศาสตร์ ตามหลักสูตรการศึกษา
ข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: ชมุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย.
จริ ชั ญา อนุ อกพนั ธ. (2561). การพัฒนากิจกรรมการเรยี นรูตามแนวคิดสมองเปนฐาน เพอ่ื เสรมิ สราง
ความสามารถในการสื่อสารภาษาองั กฤษและความสุขในการเรียน สาหรบั นกั เรียนชนั้
ประถมศึกษาปท่ี 6. พษิ ณุโลก: วารสารศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั นเรศวร.
วริ ยิ ะ ฤาชัยพานิชย์.(2556). การสอนแบบสรา้ งสรรค์เปน็ ฐาน. ค้นเมอ่ื 28 สิงหาคม 2561, จาก
http://www.jsfutureclassroom.com/cbl.html
สมศักด์ิ ภู่วภิ าดาวรรธณ.์ (2537). เทคนิคการสง่ เสริมความคิดสรา้ งสรรค.์ กรงุ เทพฯ :
ไทยวฒั นาพานชิ .
สานกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา .(2551). ตัวชว้ี ัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรยี นรู้
คณติ ศาสตร์ ตามหลกั สตู รแกนกลางขั้นพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551. กรุงเทพฯ: สานกั งาน
คณะกรรมการ การศึกษาขั้นพนื้ ฐาน.กระทรวงศึกษาธกิ าร.
อารี พนั ธ์มณี. (2537). ความคิดสร้างสรรค.์ กรุงเทพฯ : ตน้ อ้อ.
De Bono, E. (1982). Lateral Thinking: A Text Book of Creativity. Harondswort : Penquin Book.
Torrance, E. P. (1962). Guiding creative talent. Englewood Cliffs, NJ: Prentice Hall.