สภาเทคนิ คการแพทย์
เกณฑม์ าตรฐาน
การตรวจวิเคราะหต์ ะกอนปัสสาวะ
บรรณาธิการ ผศ.ดร.ยพุ ิน อนิวรรตองั กรู
สภาเทคนิ คการแพทย์
เกณฑม์ าตรฐาน
การตรวจวิเคราะหต์ ะกอนปัสสาวะ
บรรณาธิการ ผศ.ดร.ยพุ ิน อนิวรรตองั กรู
คำนำ
สภาเทคนิคการแพทย์ โดยคณะอนุกรรมการพัฒนาวิชาการ ได้จัดทา “เกณฑ์
มาตรฐานการตรวจวเิ คราะหต์ ะกอนปัสสาวะ” ขน้ึ โดยการระดมสมองของคณาจารยจ์ ากสถาบนั
ผลิตบณั ฑติ เทคนิคการแพทย์ อาจารย์แพทย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เช่ยี วชาญทางด้านจุลทรรศน
ศาสตร์คลินิก โดยมวี ตั ถุประสงค์เพ่อื ใช้เป็นคู่มอื และเป็นอ้างอิงในการปฏบิ ตั ิงานในวชิ าชพี
เทคนคิ การแพทย์ สาขาจลุ ทรรศนศาสตรค์ ลนิ ิก
“เกณฑม์ าตรฐานการตรวจวเิ คราะหต์ ะกอนปัสสาวะ” น้ี สาเรจ็ ลุล่วงไปไดด้ ว้ ยความ
รว่ มมอื รว่ มใจของทุกฝ่าย สภาเทคนิคการแพทย์ หวงั เป็นอยา่ งยงิ่ วา่ จะเป็นประโยชน์แกพ่ วกเรา
ชาวเทคนิคการแพทย์ต่อไป สุดท้ายน้ีขอขอบคุณ ผศ.ดร.ยุพนิ อนิวรรตองั กูร คณะเทคนิค
การแพทย์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ บรรณาธกิ ารคมู่ อื น้ี คณาจารยจ์ ากสถาบนั ผลติ บณั ฑติ เทคนิค
การแพทย์ อาจารย์แพทย์ และคณะอนุกรรมการพฒั นาวชิ าการทุกท่านท่ที ุ่มเท เสยี สละและ
อทุ ศิ ตน จนคมู่ อื น้ีสาเรจ็ ลุลว่ งไปไดด้ ว้ ยดี
รองศาสตราจารยส์ มชาย วริ ยิ ะยุทธกร
นายกสภาเทคนคิ การแพทย์
หน้า
สารบญั 4
4
คาํ นํา 4
1. ขน๋ํ ตอนการเตรยี มตะกอนปสั สาวะ 4
1.1 กรณที ป่ี สั สาวะขนุ่ ไมม่ าก 4
1.2 กรณที ป่ี สั สาวะขนุ่ มาก 4
1.3 ชนิดของกลอ้ งจุลทรรศน์ทใ่ี ชต้ รวจ 5
1.4 การยอ้ มสตี ะกอนปสั สาวะ 5
1.5 การตรวจดตู ะกอนปสั สาวะ 7
2. การรายงานผลการตรวจตะกอนปสั สาวะ 7
2.1 การรายงานตะกอนปสั สาวะชนิดทน่ี บั จาํ นวนได้ 8
2.2 การรายงานตะกอนปสั สาวะทเ่ี ป็น cast 9
Cellular cast 10
Mixed cell cast 12
Granular cast 13
Fatty cast 15
Waxy cast 16
Mixed cast 16
Broad cast 16
2.3 การรายงานตะกอนปสั สาวะชนิดอ่นื 17
2.3.1 Bacteria, Yeast และ Fungi
2.3.2 Amorphous, Mucous thread
References
สรปุ ผลการระดมสมองเพอ่ื กาํ หนดเกณฑม์ าตรฐานการเรยี น
การสอน
การตรวจวเิ คราะหต์ ะกอนปสั สาวะ
โครงการเทคนคิ การแพทยศ์ าสตรศ์ กึ ษาครง้ั ท่ี 3
การตรวจวเิ คราะหต์ ะกอนปสั สาวะ
วนั ที่ 27-28 ธนั วาคม 2553
ณ. โรงแรมรชิ มอนด์ นนทบรุ ี
โดยคณะอนกุ รรมการพฒั นาวชิ าการ สภาเทคนคิ การแพทย์
และสถาบนั ผผู้ ลติ บณั ฑติ เทคนคิ การแพทย์ 9 สถาบนั
1
รายชอื่ ผเู้ ขา้ รว่ มประชมุ จากสถาบนั ผผู้ ลติ บณั ฑติ นกั เทคนคิ การแพทย์
รายชอ่ื
ลาํ ดบั ท่ี สถาบนั
1 อาจารยส์ ราวธุ สายจันมา มหาวทิ ยาลัยหวั เฉยี วเฉลมิ พระเกยี รติ
2 อาจารยส์ ชุ า ทวสี ทิ ธ์ิ มหาวทิ ยาลยั หวั เฉียวเฉลมิ พระเกยี รติ
3 รศ.ดร.ณัฐยา แซอ่ ง้ึ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่
4 ผศ.ดร.สทุ ธพิ รรณ กจิ เจรญิ มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่
5 ผศ.วทิ ยา อานามนารถ มหาวทิ ยาลยั วลยั ลกั ษณ์
6 ดร.จริ าพร เจรญิ พลู มหาวทิ ยาลยั วลัยลกั ษณ์
7 ผศ.ดร.มาลนิ ี พงศเ์ สวี มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
8 ดร.ดจุ ดาว ทรงธรรมวัฒน์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
9 ผศ.บญุ ศรี ซอ่ นเจรญิ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั
10 ดร.ญาณีนาถ สวุ รรณวงศ์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย
11 ผศ.มงคล โชตยาภรณ์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่
12 ดร.ณัฐจรี า อนิ ตะ๊ ใส มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่
13 ดร.ธญั ญารัตน์ จอมแกว้ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่
14 นายครรชติ คงรส มหาวทิ ยาลัยนเรศวร
15 นายไชยวฒั น์ ไชยสมบรู ณ์ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร
16 ผศ.องั สนา โยธนิ ารักษ์ มหาวทิ ยาลยั รังสติ
17 ผศ.สริ มิ า กจิ วัฒนชยั มหาวทิ ยาลยั รังสติ
18 รศ.สนุ ารี องคเ์ จรญิ ใจ มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล
19 ผศ.ดร.ดลนิ า ตนั หยง มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล
20 รศ.พรวรยี ์ ลําเจยี กเทศ มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล
21 อาจารยเ์ บญจลักษณ์ ทองชว่ ย มหาวทิ ยาลัยพะเยา
22 อาจารยห์ นง่ึ ฤทยั นมิ่ นุช มหาวทิ ยาลัยพะเยา
23 อาจารยส์ ทิ ธชิ ยั ปัญญาใส มหาวทิ ยาลยั พะเยา
24 อาจารยส์ รุ กจิ ขนั ธรักษ์ วทิ ยาลัยนครราชสมี า
25 อาจารยส์ รุ สทิ ธิ์ สวุ รรณสนิ ธุ์ วทิ ยาลยั นครราชสมี า
26 รศ.ดร.สดุ ารัตน์ มโนเชย่ี วพนิ จิ มหาวทิ ยาลัยบรู พา
2
รายชอ่ื วทิ ยากร
1. รองศาสตราจารย์ แพทยห์ ญงิ ศริ ริ ัตน์ เรอื งจยุ ้
หน่วยโรคไต ภาควชิ าอายรุ ศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่
2. ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ นายแพทยบ์ ญุ ทรง ปรชี าบรสิ ทุ ธกิ ลุ
คณะเทคนคิ การแพทย์ มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล
3. ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ยพุ นิ อนวิ รรตองั กรู
คณะเทคนคิ การแพทย์ มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่
4. อาจารยพ์ รสรุ ี พงษ์สชุ าติ
คณะเทคนคิ การแพทย์ มหาวทิ ยาลยั หัวเฉียวเฉลมิ พระเกยี รติ
รายชอ่ื ผแู้ ทนคณะอนกุ รรมการพฒั นาวชิ าการ สภาเทคนคิ การแพทย์
รองศาสตราจารย์ ดร. รัชนา ศานตยิ านนท์
รวบรวมและเรยี บเรยี ง: ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ยพุ นิ อนวิ รรตองั กรู
จดั รปู เลม่ และภาพประกอบ: ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ยพุ นิ อนวิ รรตองั กรู
3
สรปุ ผลการระดมสมองเพอื่ กาํ หนดเกณฑม์ าตรฐานการเรยี นการสอน
เรอื่ ง : การตรวจวเิ คราะหต์ ะกอนปสั สาวะ
หวั ขอ้ ทพ่ี จิ ารณา:
ประเด็นหลกั ทม่ี ผี ลกระทบตอ่ ผลการตรวจวเิ คราะหป์ สั สาวะ:
ขน้ั ตอนการเตรยี มและการตรวจตะกอนปสั สาวะ
การรายงานผลการตรวจตะกอนปสั สาวะ
1. ขน้ั ตอนการเตรยี มตะกอนปสั สาวะ
1.1 กรณีปสั สาวะทขี่ นุ่ ไมม่ าก
ตอ้ งเขยา่ ผสมปัสสาวะใหเ้ ขา้ กนั ดี
เทปัสสาวะใสห่ ลอดป่ันปัสสาวะโดยใชป้ รมิ าตรปัสสาวะ 10-15 ml.
ปั่นโดยเครอ่ื งปั่นชนดิ Swing-type ไมค่ วรใชช้ นดิ angle-type
ป่ันดว้ ยความเร็ว(RCF) 400-500g. นาน 5 นาที (กรณีใชเ้ ป็ นความเร็วรอบ/นาท,ี rpm
ใหใ้ ชค้ วามเร็ว 1,500-2,000 rpm; เฉลยี่ 1,800 rpm )
ดดู สว่ นใสออก(หา้ มใชว้ ธิ เี ทนํ้าปัสสาวะสว่ นใสทง้ิ ) เพอื่ ใหไ้ ดต้ ะกอนปัสสาวะ ทม่ี คี วาม
เขม้ ขน้ กวา่ เดมิ 10-40 เทา่ เขยา่ ผสมใหต้ ะกอนปัสสาวะเขา้ กนั ดี
หยดตะกอนปัสสาวะจํานวน 20-25 µl ลงบน glass slide
ปิดดว้ ยcover slip ขนาด 22x22 mm.
หมายเหต:ุ การเตรยี มตะกอนปัสสาวะทมี่ คี วามเขม้ ขน้ แตกตา่ งกนั หรอื การใชป้ รมิ าตรของ
ตะกอนปัสสาวะทน่ี ํามาตรวจและ/หรอื ขนาด cover slip ทแี่ ตกตา่ งกนั จะมผี ลใหก้ ารตรวจพบจํานวน
ตะกอนปัสสาวะแตกตา่ งกนั ดังนัน้ แตล่ ะหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารควรจัดหาคา่ อา้ งองิ ทไี่ ดจ้ ากวธิ เี ตรยี มตาม
เกณฑท์ ไี่ ดพ้ จิ ารณาเลอื กใช ้
1.2 กรณีปสั สาวะทขี่ นุ่ มาก
ปัสสาวะทขี่ นุ่ มากหากนําไปปั่นเตรยี มตะกอนปัสสาวะเพอื่ ทําใหเ้ ขม้ ขน้ มากขน้ึ แลว้ ทําใหไ้ ม่
สามารถรายงานผลไดเ้ นอื่ งจากตะกอนหนาแน่นใหร้ ายงานผลการตรวจตะกอนปัสสาวะจากปัสสาวะท่ี
ไมป่ ่ัน โดยตอ้ งระบวุ า่ เป็ นปัสสาวะทไี่ มไ่ ดป้ ่ัน เชน่ “unspun urine หรอื un-centrifuged urine”
1.3 ชนดิ ของกลอ้ งจลุ ทรรศนท์ ใี่ ชต้ รวจ
นอกจากกลอ้ งจลุ ทรรศนช์ นดิ ธรรมดา (Bright field microscopy)ผสู ้ อนตอ้ งสอนถงึ ประโยชน์
ของการใชก้ ลอ้ งจลุ ทรรศนช์ นดิ อนื่ เชน่ Phase Contrast microscopy และ Polarized light
microscopy ทใี ชต้ รวจยนื ยันการตรวจพบตะกอนปัสสาวะชนดิ อนื่ ดว้ ย อาทิ ใช ้ Phase Contrast
microscopy สําหรับตรวจวเิ คราะห์ Cast ชนดิ ตา่ ง ๆ ชว่ ยตรวจยนื ยนั Dysmorphic RBC หรอื การใช ้
กลอ้ ง Polarized light เพอื่ ตรวจยนื ยนั crystal ชนดิ ตา่ งๆ ทัง้ นเี้ พอ่ื ใหเ้ ป็ นแนวทางสําหรับการ
ปฏบิ ตั งิ านในอนาคตตอ่ ไป
1.4 การยอ้ มสตี ะกอนปสั สาวะ
สชี นดิ ตา่ งๆทใ่ี ชส้ าํ หรับการยอ้ มตะกอนปัสสาวะ ไดแ้ ก่ Sternheimer-Malbin stain
(SM-stain),Sternheimer (S stain), Sudan III stain สตี า่ งๆเหลา่ นมี้ ปี ระโยชนใ์ ช ้
ชว่ ยวนิ จิ ฉัยชนดิ ของตะกอนปัสสาวะโดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ กรณีตะกอนปัสสาวะทจ่ี ําแนก
ชนดิ ไดย้ ากหากดดู ว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศนแ์ บบธรรมดาโดยมไิ ดย้ อ้ มสตี ะกอนปัสสาวะให ้
ผสู ้ อนสอนเพอ่ื ใหเ้ ป็ นแนวทางสาํ หรับการปฏบิ ตั งิ านในอนาคต
1.5 การตรวจดตู ะกอนปสั สาวะ
ควรเรมิ่ ดโู ดยใชก้ าํ ลังขยายกลอ้ ง 100 เทา่ (objective lens 10x)กอ่ น เพอ่ื ดกู าร
กระจายตัวของตะกอนปัสสาวะ แลว้ จงึ ดรู ายละเอยี ดชนดิ ของตะกอนปัสสาวะดว้ ย
กาํ ลังขยายกลอ้ ง 400 เทา่ ( objective lens 40x) โดยเลอื กบรเิ วณกลางๆไมค่ วรดู
บรเิ วณขอบๆของ cover slip เพราะจะมตี ะกอนปัสสาวะหนาแน่นกวา่ บรเิ วณอนื่
ตรวจดไู มน่ อ้ ยกวา่ 10 field (วงกลอ้ ง) แลว้ หาคา่ เฉลยี่ พรอ้ มรายงานผลตะกอน
ปัสสาวะชนดิ ตา่ งๆ
4
2. การรายงานผลการตรวจตะกอนปสั สาวะ
ในปัจจบุ นั การตรวจตะกอนปัสสาวะนอกจากใชว้ ธิ ดี ัง้ เดมิ (manual method)แลว้ การ
ใชเ้ ครอื่ งตรวจวเิ คราะหต์ ะกอนปัสสาวะอตั โนมตั มิ ใี ชแ้ พรห่ ลายมากขนึ้ ซงึ่ ผใู ้ ชเ้ ครอ่ื งฯ
สามารถรายงานผลในหน่วยของจํานวนตะกอนปัสสาวะ/µl และจํานวนตะกอน
ปัสสาวะ/LPFและ /HPF ดงั นัน้ ผสู ้ อนตอ้ งสอนการคํานวณเซลลห์ รอื ตะกอนปัสสาวะ
ชนดิ ทน่ี ับจํานวนไดท้ งั้ ในหน่วยของµlและ LPF,HPFเพอื่ ใหเ้ ป็ นแนวทางสาํ หรับการ
ปฏบิ ตั งิ านในอนาคต
2.1 การรายงานตะกอนปสั สาวะชนดิ ทนี่ บั จํานวนได้ ซงึ่ ไดแ้ ก่
white blood cell, red blood cell, renal epithelial cell, transitional epithelial
cell, squamous epithelial cell, oval fat bodies, crystal, spermatozoa และ Trichomonas
spp. ใชก้ ารรายงานโดยนับเป็ นชว่ งจํานวน/HPF ดังตวั อยา่ ง
ตวั อยา่ งการรายงาน ความหมาย
negative ไมพ่ บภายหลังจากตรวจดทู วั่ cover slip
rare พบตะกอนปัสสาวะ <4/cover slip
0-1 คา่ เฉลย่ี อยรู่ ะหวา่ ง 0-1/HPF
1-2 คา่ เฉลย่ี อยรู่ ะหวา่ ง 1-2/HPF
2-3 คา่ เฉลยี่ อยรู่ ะหวา่ ง 2-3/HPF
3-5 คา่ เฉลยี่ อยรู่ ะหวา่ ง 3-5/HPF
5-10 คา่ เฉลย่ี อยรู่ ะหวา่ ง 5-10/HPF
10-20 คา่ เฉลยี่ อยรู่ ะหวา่ ง 10-20/HPF
20-30 คา่ เฉลยี่ อยรู่ ะหวา่ ง 20-30/HPF
30-50 คา่ เฉลยี่ อยรู่ ะหวา่ ง 30-50/HPF
50-100 คา่ เฉลย่ี อยรู่ ะหวา่ ง 50-100/HPF
>100 มากกวา่ 100/HPF
หมายเหต:ุ
1 หากไมพ่ บตะกอนปัสสาวะกลมุ่ ดังกลา่ วขา้ งตน้ ใหร้ ายงานวา่ “negative” แทนการเวน้ วา่ งไว ้
หรอื การขดี เครอ่ื งหมาย“-”
2 กรณีพบเซลลช์ นดิ หรอื ลักษณะดังตอ่ ไปนใี้ หร้ ายงานดว้ ยซง่ึ ไดแ้ ก:่
with clumping, with macrophage, with glitter cell, with dysmorphic RBC,
clue cell เซลลบ์ ผุ วิ ทมี่ คี วามผดิ ปกตใิ หบ้ รรยายลักษณะผดิ ปกตทิ พ่ี บ เชน่ N:C ratio
สงู , bi-nucleated cell และอน่ื ๆ
3 กรณีมกี ารเกาะกลุ่มของเซลล(์ clumping) การรายงานใหร้ ายงานโดยนับจํานวนเซลลท์ ่ี
กระจายตวั ด/ี HPF สําหรับเซลลท์ เี่ กาะกลมุ่ ใหร้ ายงานวา่ “with clumping”
4 กรณีพบ Dysmorphic RBC
4.1 ใหผ้ สู ้ อนสอนลกั ษณะของเม็ดเลอื ดแดงทม่ี รี ปู รา่ งผดิ ปกต(ิ dysmorphic RBC )
4.2 การรายงานใหร้ ายงานวา่ พบ Dysmorphic RBC สําหรับการรายงานจํานวนเปอรเ์ ซ็นต์
ของDysmorphic RBC หรอื ไมน่ ัน้ ใหแ้ ตล่ ะสถาบนั พจิ ารณาวธิ กี ารสอนทเี่ หมาะสมไดเ้ อง
5
6
2.2 การรายงานตะกอนปสั สาวะทเ่ี ป็ น Cast
การรายงานใหบ้ อกชนดิ ของ cast และจํานวนของ cast/LPF
การรายงานจาํ นวน จะรายงานเป็ นชว่ งคา่ ดงั น้ี
ตวั อยา่ งการรายงาน ความหมาย
negative ไมพ่ บภายหลังจากตรวจดทู ั่วcover slip
rare พบตะกอนปัสสาวะ <4/cover slip
0-1 คา่ เฉลย่ี อยรู่ ะหวา่ ง 0-1/LPF
1-2 คา่ เฉลย่ี อยรู่ ะหวา่ ง 1-2/LPF
2-3 คา่ เฉลยี่ อยรู่ ะหวา่ ง 2-3/LPF
3-5 คา่ เฉลย่ี อยรู่ ะหวา่ ง 3-5/LPF
5-10 คา่ เฉลยี่ อยรู่ ะหวา่ ง 5-10/LPF
10-20 คา่ เฉลย่ี อยรู่ ะหวา่ ง 10-20/LPF
20-30 คา่ เฉลย่ี อยรู่ ะหวา่ ง 20-30/LPF
> 30 คา่ เฉลย่ี พบมากกวา่ 30/LPF
การรายงานชนดิ ของ cast
Cellular cast
รายงานโดยระบชุ นดิ ของ cellular cast เมอ่ื พบเซลลใ์ นแทง่ cast ตัง้ แต3่ เซลลข์ นึ้ ไป
ตัวอยา่ ง:
ในแทง่ cast พบ renal epithelial cell9เซลลจ์ ะรายงานเป็ น “ renal cell cast ”(รปู ท่ี
5)
ในแทง่ cast พบเม็ดเลอื ดขาว 1เซลล,์ ( รปู ท่ี 6.)
ในแทง่ cast พบเม็ดเลอื ดขาว 2 เซลล,์ ( รปู ท7ี่ .)
จะรายงานเป็ น “ hyaline cast”
7
Mixed cell cast
รายงานเมอ่ื ในแทง่ cast พบเซลลต์ ัง้ แต่ 2 ชนดิ ขนึ้ ไปโดยแตล่ ะชนดิ มตี ัง้ แต3่ เซลล์
ขนึ้ ไป
ตวั อยา่ ง:
ในแทง่ cast พบเม็ดเลอื ดขาว 10เซลล์ เม็ดเลอื ดแดง 4เซลลจ์ ะรายงานเป็ น“ mixed
cell cast(WBCs and RBCs)” (รปู ที่ 8 )
8
กรณีในแทง่ cast พบ Renal cell มากกวา่ 3เซลล์ เม็ดเลอื ดแดงมากกวา่ 3 เซลลจ์ ะ
รายงานเป็ น “ Mixed cast (renal cells and RBCs)” ( รปู ที่ 9 )
Granular cast
เมอื่ พบลักษณะเม็ดแกรนูล(granules) บรรจใุ นแทง่ hyaline cast ≥ 1/3 ของแทง่
ใหร้ ายงานเป็ น “ granular cast” โดยไมต่ อ้ งระบชุ นดิ ของแกรนูลวา่ เป็ นชนดิ หยาบ
(coarse)หรอื ละเอยี ด(fine)ดังรปู ท่ี 10
ตัวอยา่ ง:
ในแทง่ cast พบแกรนูลประมาณ 1 /4 ของแทง่ จะรายงานแทง่ cast น้เี ป็ น “hyaline
cast”
ในแทง่ cast พบแกรนูลประมาณ 1 /2 ของแทง่ จะรายงานแทง่ cast นเี้ ป็ น “granular cast”
หมายเหต:ุ ผสู ้ อนตอ้ งสอนใหน้ ักศกึ ษารจู ้ ักลกั ษณะของcoarse granulesและ
fine granules
9
Fatty cast
การรายงาน hyaline cast ทบี่ รรจดุ ว้ ยเม็ดไขมัน( fatty granules,
fat globules) และ/หรอื oval fat bodies ใหใ้ ชเ้ กณฑด์ งั น้ี
ถา้ พบเม็ดไขมนั ≥3 ในแทง่ hyaline cast รายงานเป็ น “ fatty cast”
ถา้ พบ oval fat bodies ≥1 ใน hyaline cast รายงานเป็ น “fatty cast”
ตัวอยา่ ง:
1. พบมเี ม็ดไขมัน >3 เม็ดในแทง่ hyaline cast รายงานแทง่ cast นี้เป็ น “Fatty cast” (รปู ที่
11 )
พบมเี ม็ดไขมัน อยเู่ ต็มในแทง่ hyaline cast ใหร้ ายงานแทง่ cast นี้เป็ น “ fatty cast”
( รปู ท่ี 12 )
10
2. พบ oval fat bodies ≥1 ในแทง่ hyaline cast รายงานแทง่ cast น้เี ป็ น “ fatty cast”
( รปู ท.ี่ 13.1 และ 13.2 )
11
Waxy cast
จากความสาํ คัญทางคลนิ กิ ของ waxy cast ซง่ึ มักบง่ ชถ้ี งึ โรคไตทรี่ นุ แรง
ดังนัน้ การพบ waxy cast จงึ มคี วามสาํ คัญมาก นอกจากนัน้ waxy cast เป็ นแทง่ cast ทแี่ ตกหักไดง้ า่ ย
ดงั นน้ั หากพบแทง่ cast ทม่ี ลี กั ษณะเป็ น waxy แมม้ ปี รมิ าณนอ้ ยกวา่ 1/3 ของแทง่ ก็ควร
กลา่ วถงึ ลกั ษณะ waxy น้ี
ตวั อยา่ ง :
1.พบลักษณะ waxy cast เต็มแทง่ รายงานเป็ น “waxy cast”(รปู ท่ี 14.1, 14.2 )
2.พบลักษณะ waxy cast 1/3 ของแทง่ รายงานเป็ น “waxy cast” (รปู ท่ี 15)
12
3.พบลักษณะ waxy cast < 1/3ของแทง่ รายงานเป็ น “waxy cast” (รปู ท่ี 16)
ซงึ่ ถา้ หากใชเ้ กณฑต์ ามปกตสิ ําหรับการพบ mixed cast แลว้ แทง่ cast ทมี่ ลี ักษณะประกอบ
<1/3 ของแทง่ นคี้ วรตอ้ งรายงานชอ่ื cast ตามลักษณะทพี่ บเป็ นสว่ นมากของแทง่ cast ซงึ่ ตามรปู ท่ี
16นเี้ ป็ นลักษณะของ granular (เพราะลักษณะ waxy ทพี่ บมนี อ้ ยกวา่ 1/3 ของแทง่ ) แตเ่ น่อื งจาก
ความสาํ คัญทางคลนิ กิ และคณุ สมบตั ขิ อง waxy cast จงึ ควรรายงานเป็ น “waxy cast”
Mixed cast
กรณีพบ cast ทม่ี ลี ักษณะตัง้ แต่ 2 ลักษณะขนึ้ ไปอยใู่ นแทง่ เดยี วกนั เชน่ พบลักษณะ
ของแกรนูลผสมกบั ลักษณะของ cellular หรอื ลักษณะของ cellular กบั ลักษณะของ
waxy ใหร้ ายงานวา่ เป็ นกลมุ่ ของ mixed cast โดยยดึ หลักการรายงานเมอ่ื ตอ้ งระบุ
ชนดิ ของเซลลท์ พ่ี บหรอื ลักษณะอนื่ ๆทพี่ บเชน่ แกรนูล, waxy ตามทก่ี ลา่ วแลว้ ใน
หวั ขอ้ cellular cast, mixed cell cast และ granular cast
ตัวอยา่ ง :
1.พบแท่ง cast มลี ักษณะของแกรนูลอยู่≥1/3 ของแท่ง และพบเม็ดเลอื ดขาว ≥3เซลล์
รายงานเป็ น “mixed WBC and granular cast” (รปู ท่ี 17)
2.พบแทง่ cast มลี ักษณะของแกรนูลอย1ู่ /3 ของแทง่ และพบเม็ดเลอื ดขาว 2 เซลลร์ ายงาน
เป็ น “ granular cast” โดยไมต่ อ้ งระบวุ า่ มเี ม็ดเลอื ดขาวในแทง่ cast เน่ืองจากพบในปรมิ าณนอ้ ยกวา่
3 เซลล์
3.พบแทง่ cast มลี ักษณะของแกรนูลอย1ู่ /5 ของแทง่ และพบเม็ดเลอื ดขาว ≥ 3เซลลจ์ ะ
รายงานเป็ น “WBC cast” โดยไมต่ อ้ งระบวุ า่ มแี กรนูลในแทง่ cast เนอื่ งจากพบในปรมิ าณนอ้ ยกวา่ 1/3
ของแทง่ (รปู ท่ี 18 )
13
14
Broad cast
หมายถงึ แทง่ cast ทม่ี ขี นาดความกวา้ งตัง้ แต่ 60 µmขน้ึ ไปหรอื อาจใช ้
เปรยี บเทยี บกบั ขนาดของเม็ดเลอื ดขาว ถา้ หากแทง่ cast ใดมขี นาดความกวา้ งมากกวา่ เม็ดเลอื ดขาว
ขนาดปกติ 3 เซลลเ์ รยี งตอ่ กนั จดั เป็ น broad cast
หมายเหต:ุ 1. เม็ดเลอื ดขาว(Neutrophil)ในปัสสาวะมขี นาด 10.3±3.4 µm
2. Glitter cell มขี นาด 10-14 µm
ดังนัน้ ในการรายงานชนดิ ของ cast นอกจากระบชุ นดิ แลว้ ตอ้ งระบขุ นาดของ cast วา่ เป็ น
broad cast ดว้ ย หากมขี นาดตัง้ แต่ 60 µm ขน้ึ ไปดงั กลา่ วแลว้
ตัวอยา่ งการรายงาน
“ broad granular cast หรอื granular cast (broad)”
“ broad waxy cast หรอื waxy cast (broad ); ( รปู ท1่ี 9)
“ broad RBC cast หรอื RBC cast (broad);( รปู ท2่ี 0)
15
2.3 การรายงานตะกอนปสั สาวะชนดิ อนื่
2.3.1 Amorphous, Mucous threadรายงานโดยดปู รมิ าณ /HPFดังน้ี
ตวั อยา่ งการ ความหมาย
รายงาน
Trace พบเล็กนอ้ ย
กระจายประปราย
1+ พบกระจายปานกลาง บางครัง้ จับกลมุ่ เล็กๆ
พบกระจายมากขนึ้ จับกลมุ่ ใหญข่ น้ึ
2+ พบหนาทบึ บังสง่ิ ตรวจพบอน่ื ๆ
3+
4+
2.3.2 Bacteria, Yeast และ Fungi สามารถใชก้ ารรายงานแบบใดแบบหนง่ึ จาก2 แบบดงั น้ี
แบบท่ี 1
ตวั อยา่ งการ ความหมาย
รายงาน
Negative ไมพ่ บ
Few พบเล็กนอ้ ยกระจายประปราย
Moderate พบปานกลาง กระจายท่ัวไปทัง้ Field
Numerous พบมากจนแทบมองไมเ่ ห็นชอ่ งวา่ งระหวา่ งbacteria, yeast,
fungi
แบบท่ี 2 ความหมาย
ตวั อยา่ งการรายงาน
การพบbacteria, yeast, fungi จํานวนนอ้ ยกระจายอยพู่ บบา้ งไมพ่ บ
1+ บา้ ง
พบสง่ิ ในตะกอนไมม่ ากนักบนแตล่ ะพนื้ ที่
2+ พบสง่ิ ในตะกอนจํานวนมากแตไ่ มเ่ ทา่ กนั ตลอดทกุ พน้ื ท่ี
3+ พบสง่ิ ในตะกอนจํานวนมากหนาแน่นเทา่ กนั ในทกุ พนื้ ท่ี
4+
ขอ้ สงั เกตความคดิ เห็นเพม่ิ เตมิ สว่ นตวั (ยพุ นิ อนวิ รรตองั กรู )
1 ประเด็นท่ีอาจทําใหก้ ารรายงานแตกต่างกันไดแ้ ก่ การพบ budding yeast และ
pseudohyphae ในกรณีทพ่ี บ yeast รว่ มกบั budding yeast และ/หรอื pseudohyphae เมอื่ รายงาน
ปรมิ าณ yeast ทพ่ี บแลว้ ควรรายงานbudding yeast และ/หรอื pseudohyphae ดว้ ย ตวั อยา่ งเชน่ :
yeast 1+ with budding yeast
yeast 1 + with budding yeast and pseudohyphae
2 การรายงานตะกอนปั สสาวะชนิดที่นับจํานวนไดใ้ นกรณีท่ีตรวจไม่พบ นอกจากจะรายงานว่า
“ negative “ ตามทส่ี รุปผลของการระดมสมองฯแลว้ นัน้ การรายงานเป็ น “ 0 “ ก็มผี นู ้ ยิ ม
รายงานเชน่ กนั ( JCCLS ,1995)
3 การจะเลอื กใชว้ ธิ เี ตรียมตะกอนปัสสาวะและเกณฑก์ ารรายงานตะกอนปัสสาวะแบบใดนัน้ ทาง
หอ้ งปฏบิ ัตกิ ารซง่ึ เป็ นผูใ้ หบ้ รกิ ารการตรวจและทางแพทยผ์ ูใ้ ชบ้ รกิ ารควรมีความเขา้ ใจตรงกัน
ทัง้ นเี้ พอ่ื ใหผ้ ลการตรวจถกู นําไปใชอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
16
REFERENCES :
1. Dotson MA. An Examination of Urine Microscopic sediment Analysis.
Advance/Laboratory. May 2001
2. Fogazzi GB, Ponticelli C, Ritz E. The Urinary Sediment. An Integrated View, 2th
edn. Hong Kong: OxfordUniversity Press. 1999
3. Hallander H, Hofmann W, Guder WG. Eds. ECLM. European Urinalysis Guideline.
Scand J Clin Invest 2000;60 ( suppl 231):1-96
4. Ishii T, Hara T,Nakayama A, Matsumoto H. Examination of remaining cells byUF-
100 fully automated urine cell analyzer in the supernatant after centrifugation.
Sysmex J Int. 2003;13:53-59
5. JCCLS Guideline GP1-P2. Urine Sediment Analysis. Japanese Committee for Clinical
Laboratory Standards. Tokyo. TOA Medical Electronics Co.,Ltd., Scientific
Center.1995
17
รายช่ือคณะอนุกรรมการพฒั นาวิชาการ สภาเทคนิคการแพทย์
1. รศ.ดร.รชั นา ศานตยิ านนท์ ประธานคณะอนุกรรมการ
2. ศ.ดร.วรี ะพงศ์ ปรชั ชญาสทิ ธกิ ุล อนุกรรมการ
3. รศ.ดร.นนั ทรตั น์ โฆมานะสนิ อนุกรรมการ
4. รศ.ดร.อรทยั ตงั้ วรสทิ ธชิ ยั อนุกรรมการ
5. รศ.เยาวลกั ษณ์ พมิ ายนอก อนุกรรมการ
6. รศ.ดร.ปรยี านาถ วงศจ์ นั ทร์ อนุกรรมการ
7. ผศ.ดร.ธรี กุล อาภรณ์สวุ รรณ อนุกรรมการ
8. ผศ.ดร.เทวนิ เทนคาเนาว์ อนุกรรมการ
9. ผศ.ดร.วรางคณา จงุ้ ลก อนุกรรมการ
10. นายสมบรู ณ์ หนูไข่ อนุกรรมการ
11. รศ.อสิ ยา จนั ทรว์ ทิ ยานุชติ อนุกรรมการและเลขานุการ