บทที่ 9
เทคนคิ การนาเทีย่ วและการบรรยายแหล่งท่องเท่ียว
การนาเที่ยวถือว่าเป็นหัวใจสาคัญของมัคคุเทศก์ ดังน้ันมัคคุเทศก์จะต้องทาให้นักท่องเที่ยวรู้สึก
ประทับใจ และท่องเที่ยวเป็นไปด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลินประกอบด้วยสาระความรู้ การพักผ่อน
อย่างแท้จริง นักท่องเที่ยวไม่รู้สึกเหน็ดเหน่ือยเพราะถูกเร่งรัดหรือเบื่อหน่ายเพราะถูกยัดเยียดด้วยความรู้
จนเกินความจาเป็น หรือเบ่ือหน่ายเพราะมัคคุเทศก์ขาดความรู้ไม่สามารถตอบสนองความสนใจของ
นักท่องเทีย่ วได้ ในทน่ี ้ีจะกลา่ วถงึ เทคนคิ การนาเทีย่ ว และการบรรยายแหลง่ ท่องเทยี่ วในกรงุ เทพมหานคร
8.1 เทคนคิ การนาเท่ียว
การนาเที่ยวใหป้ ระสบความสาเร็จและตอบสนองความสนใจของนักท่องเที่ยวได้ มัคคุเทศก์ต้องมี
เทคนิคการนาเที่ยวดงั ตอ่ ไปนนี้ (เทคนิคการนาชม และศลิ ปะการพดู เพ่ือการนาเที่ยว, 2558: ออนไลน์)
1) การกล่าวเปิดทัวร์ จะไม่มีข้ันตอนตายตัว โดยมากแล้วมัคคุเทศก์จะเลอื กการเปิดทัวรห์ ลังจาก
ท่ีนักทอ่ งเทยี่ วอยใู่ นสภาพท่มี ีความพร้อมท่จี ะฟงั เน่ืองจากธรรมชาติของคน เมือ่ ขึ้นรถมาแล้วก็จะสัมภาระ
เก็บเขา้ ทใ่ี ห้เรียบรอ้ ย ปรับตัวเขา้ กับทนี่ ง่ั พดู คุยกบั คนขา้ งๆ นง่ั พกั ใหห้ ายเหนอ่ื ยจากการเดนิ มาข้ึนรถและ
เม่ือสายตาบ่งบอกถึงความพร้อมที่จะฟังมัคคุเทศก์พูด มัคคุเทศก์จึงเร่ิมปฏิบัติโดยกล่าวทักทาย
นักท่องเท่ียวอย่างเป็นทางการ กล่าวขอบคุณที่เขาได้มาเที่ยวบ้านเรามาเท่ียวกับบริษัทของเรา จากนั้นก็
แนะนาตัวมัคคุเทศก์ ทีมงาน และต่อด้วยการอธิบายลักษณะของทัวร์ในครั้งน้ันๆ และอาจปิดท้ายท่ีกฎ
กติกา มารยาท ในการเดินทาง การเข้าชม แบบภาพรวมกว้างๆ พร้อมทั้งแจ้งเรื่องเวลาต่างๆ ร่วมกันของ
คณะเดินทาง ดังตัวอย่างตอ่ ไปน้ี
สวัสดีค่ะนักท่องเที่ยวทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขอกล่าวคาว่าสวัสดีอย่างเป็นทางการอีกคร้ังนะค่ะ
เนื่องจากหลายท่านดิฉันอาจจะยังไม่ได้ทักทายกล่าวสวัสดี ในนามของบริษัทปทุมธัญญาทัวร์ขอขอบคุณ
ที่ทุกท่านให้บริษัทเราได้มีโอกาสบริการนาเท่ียวทุกๆ ท่าน และขอยินดีต้อนรับทุกท่าน ก่อนอื่นดิฉันต้อง
ขอแนะนาตัวเองก่อนค่ะ ดิฉันช่ือ นาตาลี รักดี หรือเรียกชื่อเล่นว่า นา ก็ได้ค่ะ มีหน้าท่ีดูแลอานวยความ
สะดวกให้ข้อมูลแก่ทุกๆ ท่าน ตลอดรายการนาเที่ยวคร้ังนี้ค่ะ อีกคนหน่ึงท่ีขาดไม่ได้ คือผู้ที่ทาหน้าท่ีเป็น
กัปตัน นาพาพวกเราสู่จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวได้อย่างราบร่ืนสะดวกสบาย ดิฉันขอเสียงตบมือ
ต้อนรบั คุณบอล กัปตันของเราคะ่
2) การพากย์ทัวร์ ของมัคคุเทศก์ต้องอาศัยศาสตร์ท่ีดีอย่างมากโดยการพากย์ทัวร์จะต้องมีความ
หลากหลายในหลายๆ สถานการณ์ดังนี้
2.1) การนาพานกั ท่องเท่ียวไปยงั สถานที่ต่างๆ ต้องแจ้งให้ลกู ทัวรท์ ราบว่าตอ่ ไปเป็นอะไร
เสมอๆ คือการบอกให้นักท่องเท่ียวเตรียมตัวล่วงหน้า เวลาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทาง เราไม่นิยมให้
ข้อมูลเป็นระยะทาง เพราะเขาจะไม่ทราบได้ว่า 100 กิโลเมตรใช้เวลาเท่าไรคือถ้าให้ข้อมูลแบบน้ีมันจะ
แตกต่างกันมากในที่ต่างๆ กัน เช่น 100 กิโลเมตร ถ้าขับรถในประเทศของเขาจะใช้เวลาเท่าไร ดังน้ันการ
ให้ขอ้ มูลเกย่ี วกับการเดนิ ทางควรใหเ้ ป็นจานวนเวลา
2.2) นาลกู ทวั รเ์ ดนิ ชม การนาลกู ทัวรเ์ ดินนนั้ ต้องดตู ามความเหมาะสมเป็นทวั ร์ๆ ไป บาง
ชุดก็อาจเดินมากหน่อย บางชุดก็เอาพอประมาณเพื่อเก็บแรงลูกทัวร์ไว้ให้ไปได้ตลอดรอดวัน แต่การหยุด
พากย์น้ันควรเลือกจุดท่ีมีร่มเงา และสามารถมองเห็นได้ท่ัวถึง เรื่องนี้ต้องข้ึนอยู่กับประสบการณ์ของไกด์
แตล่ ะคน
2.3) นาชมสถานที่ อธิบายประวัติ ความสาคัญ และส่ิงที่น่ารู้ต่างๆ ความเข้มข้นของ
ข้อมูลก็ให้ดูจากความสนใจของลูกทัวร์ด้วยแต่ไม่ควรละเลยแก่นท่ีสาคัญๆ ดูแลตรวจสอบจานวน
นักท่องเทีย่ วใหค้ รบและใหพ้ รอ้ มกนั อยู่เสมอ
2.4) การตอบคาถามนักท่องเทย่ี ว การตอบคาถามนักท่องเทย่ี วน้ันมัคคุเทศก์ตอ้ งมีความ
อดทน เพราะคาถามบางคาถามกด็ ูจะไร้สาระบางคาถามก็แทงใจดาพอสมควร แตก่ ารตอบคาถามน้นั ต้อง
จัดเจน สมเหตุสมผล และก็ควรอ้างอิงที่มาท่ีไปด้วย ถ้าไม่รู้ก็อย่ามั่วตอบจะเสียคนในภายหลังได้ ถ้าไม่รู้
จริงๆ กข็ อบคณุ ผ้ตู ัง้ คาถามและบอกว่าเราจะต้องหาคาตอบมาตอบใหไ้ ด้ในโอกาสหน้า
2.5) การแก้ไขปญั หา การแกไ้ ขปัญหานั้นให้ดทู ่ีจุดเกดิ เหตขุ องปัญหา และหนทางในการ
แก้ไขท่ีดีท่ีสุด เร่ืองนี้มันบอกกันได้ยาก ต้องยกเป็นรายๆ ไป แต่อย่างไรก็ตามมัคคุเทศก์ต้องมีความหนัก
แน่นสงู สามารถควบคมุ อารมณข์ องตัวเองได้ก็จะเป็นคาแนะนาที่ดที ่สี ดุ
2.7) การบริการในรถ ให้ข้อมูลต่างๆ กับลูกทัวร์ขณะอยู่ในรถในการพูดบนรถนั้น
มัคคุเทศก์ไม่ควรพูดแล้วๆ ตลอดทางควรมีช่วงปล่อยให้ว่างบ้าง ค่าเฉลี่ยของการพูดของมัคคุเทศก์ไม่ควร
ให้ต่ากว่า 50 เปอร์เซ็นต์ และไม่ควรเกินกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ของเวลารวม ส่ิงที่ควรพูดคือสิ่งที่น่าสนใจ
ระหว่างทางหรือสองข้างทาง และควรเป็นส่ิงท่ีลูกทัวร์มองเห็นได้จากบนรถ นอกจากน้ันอาจจะมีการผูก
เร่ืองโยงเร่ืองต่อไปเรื่อยๆ ก็ข้ึนอยู่กับความสามารถของไกด์แต่ละท่าน ถ้าไม่มีอะไรจะพูดก็ให้พูดอะไรที่
เก่ียวกับจุดหมายปลายทางกไ็ ด้
2.8) การเสรมิ นนั ทนาการเพือ่ การท่องเท่ียว อันนี้กต็ อ้ งข้ึนอยู่กบั อารมณ์ของลูกทัวร์ด้วย
สาคัญมากๆ ทีเดียว การรอ้ งเพลงก็ดี การเล่าเรื่องขาขันก็ดี ขอยา้ วา่ เปน็ เรือ่ งขาขันท่ีมีเสนห่ ์ ไมใ่ ห้พดู เร่ือง
ลามกโดยเด็ดขาดเพราะจะมีปัญหาแน่ๆ และยิ่งถ้าลูกทัวร์คนใดคนหน่ึงขอไมโครโฟนจากเราเพื่อที่จะพูด
เราต้องตรวจสอบก่อนว่าเขาจะพูดอะไร เราให้ได้ไหม ถ้าให้ได้ก่อนที่จะให้เขาพูดนั้นเราต้องประกาศก่อน
แลว้ จึงเชิญใหพ้ ดู อนั น้ีกต็ อ้ งขน้ึ อยู่กบั ประสบการณ์ของมัคคุเทศก์
2.9) การพากยท์ ัวร์ นอกเหนือจากขอ้ มลู ความรู้ แล้วยังต้องพากยเ์ พื่อหน้าทอี่ นื่ ๆ ดงั นี้
1) สรา้ งบรรยากาศที่ดี ความสนกุ สนาน บรรยากาศทเี่ หมาะสมในการท่องเท่ียว
ใหก้ ับนักทอ่ งเทีย่ วแต่ต้องดใู หเ้ หมาะสมกับเวลา อารมณ์ อายุ และกลุม่ ลกู ทัวร์ต่างๆ
2) สรา้ งความปลอดภัย การปอ้ งกันอนั ตรายท่ีอาจเกดิ ข้ึนในการท่องเทยี่ วให้กับ
นกั ทอ่ งเท่ียวโดยเฉพาะเวลาพาขา้ มถนนหนทางต่างๆ รวมถงึ การพาเดินในทีแ่ ออดั
3) ช่วยเหลือลูกทวั ร์ข้ึนลงพาหนะตา่ งๆ
4) ตดิ ตอ่ นัดหมายกับสถานทีๆ่ จะพาลูกทัวร์ไปอยู่ตลอดอันน้ีก็สาคัญมัคคุเทศก์
หลายคนคดิ ว่าตวั เคยไปมาหลายเที่ยวแล้วไมจ่ าเป็นต้องโทรไปหรอกยงั ไงก็ไปถูก เชน่ พาลูกทวั รไ์ ปสุโขทัย
จะเข้าพักที่โรงแรมไพลินซ่ึงเคยไปเป็นร้อยๆ เท่ียวแล้วยังไงก็ไปถูกแต่ถ้าคุณไม่โทรพูดคุยกับโรงแรมบ้าง
คุณอาจจะไม่รู้เลยว่าวันน้ันมีการปิดถนน ซ่อมทางเนื่องจากน้าเซาะทางขาด ต้องไปใช้ทางใหม่ตรง
บายพาสเปน็ ตน้ เหน็ ไหมว่าเราไม่ควรละเลยทีจ่ ะโทรติดตอ่ กบั ท่ีต่างๆ เพื่อความแน่ใจ
5) นอกจากน้ีควรดูแลตรวจสอบจานวนนกั ทอ่ งเทย่ี วให้ครบ และให้พร้อมกันอยู่
เสมอ รักษากฎของเวลาอย่างเคร่งครัดในการนัดหมายเร่อื งเวลานี้ ไม่ควรนดั โดยใช้จานวนเวลาเชน่ เพราะ
เวลา 20 นาทีของคนหน่ึงมีความรู้สึกแตกต่างกันกับ 20 นาทีของอีกคนหนึ่งดังนั้นควรนัดหมายโดยระบุ
เวลาทช่ี ดั เจน เปน็ ต้น
6) การให้บริการในเร่ืองต่างๆ จัดการเรื่องการเดินทาง พาหนะ เรือ รถ ต่างๆ
จัดการเรอ่ื งการขนกระเป๋า หรอื สัมภาระ ดูแลอานวยความสะดวกในเร่ืองการจดั ท่ีพัก การเข้าพกั และการ
ออกโรงแรม ดูแลอานวยความสะดวกในเรื่องการจัดอาหาร ดูแลอานวยความสะดวกในเรือ่ งการซ้ือสนิ คา้
เรอื่ งพวกน้เี ป็นเร่ืองละเอียดอ่อนและหาความเปน็ รปู แบบที่แน่นอนตายตัวไม่ได้ การทางานของมัคคุเทศก์
แต่ละท่านก็มคี วามแตกตา่ งกนั การ Check in เขา้ พักโรงแรมแตล่ ะทีก่ แ็ ตกต่างกนั
3) การกล่าวปิดทัวร์ จะมีท้ังการกล่าวปิดทัวร์ประจาวัน ก่อนเข้าที่พัก ควรกล่าวเน้นการขอบคุณ
ท่ีลูกทัวร์ให้ความร่วมมือในเร่อื งต่างๆ เป็นอย่างดี นัดหมายเร่ืองเวลาของวันต่อไป และการแต่งกายต่างๆ
หากเปน็ วันเดนิ ทางกลับกจ็ ะต้องปดิ ทัวรอ์ ยา่ งเปน็ ทางการดงั น้ี
ตอนนี้ถือว่าโปรแกรมท่องเที่ยวเราได้เสร็จสิ้นครบถ้วนตามรายการก่อนที่จะพาทุกท่านไป
สนามบินเพื่อทาการ Check in และจัดสัมภาระอีกสักรอบ ดิฉันในนามตัวแทนของบรษิ ัทปทุมธญั ญาทัวร์
ตอ้ งขอกราบขอบพระคุณทุกๆทา่ นที่ทาใหด้ ฉิ นั ได้มีโอกาสมาทาหน้าทนี่ าคณะทัวร์ทม่ี สี มาชกิ ทีน่ ่ารักแบบนี้
ค่ะ ซ่ึงการเดินทางแต่ละคร้ังก็จะได้ประสบการณ์ท่ีดี มีอะไรๆ ให้เราได้เรียนรู้พัฒนาปรับปรุงแก้ไขใหม่
เสมอๆ ค่ะ การเดินทางแต่ละครัง้ ก็จะไมเ่ หมือนกันค่ะอย่างคณะน้ี ดฉิ นั ขอช่ืนชมและขอบคุณทุกทา่ นท่ีให้
ความร่วมมือในเร่ืองเวลาทาให้เราสามารถเดินทางท่องเท่ียวได้ครบตามรายการตลอดระยะเวลา 4 คืน
5 วัน ท่ีดิฉันได้มีโอกาสบริการทุกท่าน หากดิฉันได้ล่วงเกินท่านด้วยการกระทา วาจาใดๆ ด้วยความตั้งใจ
หรือไม่ต้ังใจ ดิฉันกราบขออภัยทุกท่านด้วยค่ะ ทั้งหลายท้ังปวงก็เพราะอยากเห็นทุกๆ ท่านได้ท่องเท่ียว
ครบและคมุ้ ค่า อาจจะเรง่ เวลาบางท่านบ้าง ตะโกนเรียกท่านบา้ ง นดั เวลาปลุกแต่เชา้ บ้าง บริการบางอยา่ ง
ขาดตกบกพร่องไปบ้างกราบขออภัยให้ดิฉันด้วยนะค่ะ ในส่วนของบริษัทดิฉันรบกวนทุกท่านช่วยกรอก
แบบสอบถามการเดินทางในครั้งน้ีด้วยค่ะ ทรงบริษัทจะได้นาข้อมูลความคิดเห็นต่างๆ ไปปรับปรุงการ
บริการให้ดียิ่งๆ ข้ึนไป สุดท้ายน้ีดิฉันขอให้ทุกท่านเดินทางกลับบ้านโดยสวสั ดิภาพ ขอขอบคุณทุกท่านอีก
คร้งั คะ่ ทมี่ ีมิตรไมตรีท่ีดตี ่อกนั เป็นนกั ท่องเทย่ี วที่น่ารักขอให้ทุกทา่ นน่ารักอย่างน้ตี ลอดไปจากใจไกด์นาค่ะ
ขอบคณุ คะ่
8.2 การบรรยายแหล่งทอ่ งเทย่ี ว
การบรรยายนาชมแหล่งท่องเที่ยวเพ่ือสร้างความเข้าใจและประทับใจให้กับนักท่องเท่ียว
มัคคุเทศก์ควรเริ่มบรรยายถึงจุดเด่นและความสาคัญ ตาแหน่งที่ต้ัง ประวัติความเป็นมา และสิ่งท่ีน่าสนใจ
ของแหลง่ ทอ่ งเท่ยี วดงั นี้
1) จุดเดน่ และความสาคญั
การ บร ร ย าย จุ ดเ ด่น แล ะ คว า มส าคั ญ ข อง แห ล่ ง ท่ อง เ ที่ ย ว เ ป็น กา ร กร ะตุ้ น ค ว า ม ส น ใจ ใ ห้ กั บ
นักท่องเทยี่ ว ตดิ ตามเรื่องราวเกี่ยวกับแหลง่ ท่องเท่ียว เชน่ ความเก่าแก่ ความสวยงาม ความสาคญั ในด้าน
ประวัตศิ าสตร์ และศิลปกรรม อาทิ
1.1) วัดหน้าพระเมรุ เป็นวัดโบราณที่ดีที่สุดในเมืองเก่าอยุธยาที่เราสามารถมาศึกษา
เที่ยวชม รูปแบบศิลปะ สถาปัตยกรรมโบราณด้ังเดิม ท่ียังคงใช้งานจนถึงปัจจุบัน เพราะ เป็นวัดเดียวที่ไม่
ถกู เผาทาลายลงเม่ือตอนเสยี กรงุ เปน็ สถานท่ีประดษิ ฐานพระพทุ ธรูปทรงเคร่ืองทใี่ หญท่ ส่ี ดุ ในประเทศไทย
1.2) วัดใหญ่ชยั มงคล เป็นวัดที่มชี อื่ เสยี งเพราะเป็นทีต่ ้ังของพระมหาสถปู ที่มีความสาคัญ
ในหลายๆ เรื่อง เช่น เป็นพระเจดีย์ท่ีสูงที่สุดในอยุธยาจึงถือเป็นสัญลักษณ์เมืองของอยุธยา เป็นเจดีย์
ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น1 ใน 8 จอมเจดีย์ของไทย เป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะในศึกยุทธหัตถีของสมเด็จ
พระนเรศวรมหาราช และในอดีตวัดน้ีเป็นศูนย์กลางของพระสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี และเป็นท่ีประทับของ
พระสังฆราชฝา่ ยอรัญวาสี
1.3) วัดไชยวัฒนาราม เป็นวัดที่มีช่ือเสียงเพราะถือเป็นสถาปัตยกรรมที่จาลองแบบมา
จากปราสาทนครวัด 1 ใน 7 ส่ิงมหัศจรรย์ของโลกในประเทศไทย เป็นวัดที่มีความสวยงามเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะในชว่ งพระอาทิตยต์ กดิน
1.4) วดั ศรชี ุม เป็นโบราณสถานทสี่ าคัญมาก ในอุทยานประวตั ิศาสตร์สุโขทัย ทไ่ี ด้รบั การ
ขึ้นทะเบียนให้เป็นแหล่งมรดกโลก โดย UNESCO ในปี พ.ศ. 2534 เป็นวัดที่มีการพบเจอแผ่นหินโบราณ
หลายแผ่นที่มีภาพจิตรกรรมลายเส้นศิลปะสุโขทัยโบราณท่ีหายากมาก เป็นวัดโบราณที่มีชื่อเสียงเพราะ
เป็นท่ีประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณที่ใหญ่ที่สุดในอาณาจักรสุโขทัยยังได้รับการกล่าวขานว่าเป็น
พระพุทธรปู ท่ีเคยพูดได้
2) ตาแหน่งท่ตี ง้ั
การบรรยายตาแหน่งที่ตั้งของแหลง่ ท่องเท่ียวทาให้นกั ท่องเท่ียวได้ทราบวา่ แหลง่ ท่องเที่ยวนั้นอยู่
บรเิ วณใดของเมอื งหรือจังหวัดโดยใช้ทีต่ ้ังของอาคารอื่นหรือบริเวณใกลเ้ คียง อาทิ ใกล้พระบรมมหาราชวัง
สถานรี ถไฟ ริมฝง่ั แมน่ ้า เกาะกลางเมอื ง ย่านการค้า อาทิ
2.1) วัดบวรนิเวศวรมหาวิหารตั้งอยู่บนถนนพระสุเมรุ แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร
บนเกาะรัตนโกสนิ ทร์ชนั้ กลาง ยา่ นการค้าบางลาพู ซง่ึ อยใู่ จกลางกรุงเทพมหานคร
2.2) วัดไชยวัฒนาราม ต้ังอยู่ด้านตะวันตกนอกเกาะอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
อย่รู มิ แม่น้าเจ้าพระยาตรงขา้ มพระตาหนกั สริ ิยาลัย
2.3) วดั หนา้ พระเมรุ ตงั้ อย่ดู า้ นเหนือนอกเกาะอยธุ ยา จังหวดั พระนครศรีอยุธยา
2.4) วัดศรีชุม ตั้งอยู่ด้านทิศเหนือของเมืองสุโขทัยโบราณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
จงั หวัดสโุ ขทัย
2.5) วัดใหญ่ชัยมงคล ต้ังอยู่ด้านตะวันออกเฉียงใต้นอกเกาะอยุธยา จั งหวัด
พระนครศรอี ยุธยา
2.6)วดั ชา้ งล้อม ตง้ั อย่กู ลางเมอื งศรีสชั นาลัยโบราณ อาเภอศรีสชั นาลยั จังหวดั สุโขทัย
3) ประวตั คิ วามเปน็ มา
การบรรยายประวัติความเปน็ มาของแหลง่ ท่องเที่ยวทาใหน้ ักท่องเที่ยวได้ทราบว่าแหล่งท่องเท่ียว
นนั้ ใครเป็นผู้สรา้ ง สร้างและบรู ณะเมื่อใด เหตกุ ารณส์ าคญั ทางประวตั ิศาสตร์ อาทิ
3.1) วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สร้างขึ้นแต่แรกพร้อมการสถาปนากรงุ เทพฯ โดยรัชกาล
ท่ี1 ในปีพ.ศ. 2325 ใช้เวลาสร้างแต่แรก 2 ปี จึงแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2327 หลังจากน้ันวัดแห่งนี้
ได้รับการทานุบารุงรักษาเป็นอย่างดี มาโดยตลอดเป็นเวลาสองร้อยกว่าปี จนกระท่ังถึงปัจจุบัน และการ
บรู ณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญเ่ กิดขน้ึ ทุกการฉลองกรงุ ครบรอบ 50 ปี
3.2) วัดไชยวัฒนาราม จากพงศาวดารท่ีสาคัญของกรุงศรีอยุธยา รวมถึงรูปแบบทาง
สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันเชื่อว่าสร้างข้ึนแต่แรก โดยสมเด็จพระเจ้าปราสาท
ทอง (กษัตริย์ลาดับที่ 24 ของอยุธยา) ราวๆปี พ.ศ. 2173 สร้างข้ึนด้วยวตั ถุประสงค์อย่างนอ้ ย 3 ประการ
คือ เพ่ือแสดงแสนยานุภาพ เพ่ือเฉลิมฉลองในชยั ชนะเหนือกัมพชู า และเพอ่ื อทุ ศิ กศุ ลให้พระราชมารดา
หลังแรกสร้างเป็นวัดสาคัญที่ใช้งานราวร้อยกว่าปีจนกระทั่งถูกทาลายลงพร้อมการเสียกรุงศรีอยุธยาใน
ปีพ.ศ. 2310
3.3) วดั มหาธาตุ จากข้อความท่ีปรากฏในศลิ าจารึก หลกั ที่1 จากเอกสารโบราณ รูปถ่าย
เก่า รวมถึงรูปแบบทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่หลงเหลืออยู่ วัดน้ีถูกสร้างข้ึนพร้อมการสร้างเมือง
สุโขทัยข้ึนใหม่ โดยพอ่ ขนุ รามคาแหงมหาราช(กษัตรยิ ล์ าดับท่ี 3 ของสุโขทัย) ราวปีพ.ศ. 1826 หลงั จากน้นั
คงไดร้ ับการบูรณะคร้งั ใหญ่ โดยพระมหาธรรมราชาลไิ ท(กษัตรยิ ล์ าดบั ที่ 6 ของสโุ ขทยั ) ในสมัยสุโขทยั ตอน
ปลาย ราวกลางพทุ ธศตวรรษที่ 19 วัดนีเ้ ปน็ วดั สาคญั ของเมืองสโุ ขทัยที่มีอายุใชง้ านราว 500 ปี จนกระทั่ง
ถูกท้ิงรา้ งลงพรอ้ มกับเมืองสุโขทัยหลงั เสยี กรงุ ศรอี ยุธยาในปี พ.ศ. 2310
4) ส่งิ ท่ีนา่ สนใจ
การบรรยายส่ิงทีน่ า่ สนใจของแหล่งท่องเท่ยี วเป็นการขยายความในแตจ่ ุดที่ได้เกร่ินนาไว้แลว้ และ
ควรบรรยายนาชมตามเสน้ ทางท่องเทย่ี วเพอ่ื ทาให้นักท่องเทยี่ วเขา้ ใจมากยงิ่ ข้นึ อาทิ
4.1) พระบรมมหาราชวังควรเร่ิมต้ังแต่วัดพระศรีรัตนศาสดารามซึ่งมีสิ่งท่ีน่าสนใจคือ
พระศรรี ตั นเจดีย์ พระมณฑป ปราสาทพระเทพบิดร พระอุโบสถ พระพทุ ธมหามณีรตั นปฏมิ ากร และเขา้ สู่
พระบรมมหาราชวัง เขตพระราชฐานช้ันกลาง หมู่พระมหามณเฑียร(พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน พระที่น่ัง
ไพศาลทักษิณ พระท่ีนั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระท่ีนั่งดุสิต
มหาปราสาท เป็นต้น
4.2) วัดช้างล้อม มีแผนผังรูปส่ีเหล่ียมผืนผ้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออกบนแกนกลางมี
สิ่งก่อสร้างท่ีสาคัญของวัดคู่กันเสมอ 2 ส่ิง คือ พระเจดีย์ประธาน และวิหารหลวงด้านหน้า พระเจดีย์เป็น
เจดีย์กลมทรงระฆัง เป็นเจดีย์ที่นิยมในสมัยสุโขทัยตอนกลางคือสมัยพ่อขุนรามคาแหง พระเจดีย์องค์นี้มี
ฐานเขียง ฐานหน้ากระดานสีเ่ หล่ยี ม ถัดไปคอื ฐานบัวควา่ ถัดไปเปน็ ฐานส่เี หล่ียมขนาดใหญ่มีประติมากรรม
รูปช้างล้อมรอบ มีท้ังหมด 39 เชือก ซ่ึงไม่มีความหมายอะไรในตัวเลขแต่ช้างมาล้อมที่ฐานน้ันหมายถึง
สัญลักษณ์เขาพระสุเมรุ ช้าง คือรูปแบบของการใส่ตัวแบก ช้างโผล่มาเต็มตัวและไม่มีเคร่ืองทรง (ต่างจาก
วัดชา้ งรอบ จ.กาแพงเพชร ชา้ งโผล่มาครง่ึ ตวั มเี ครอื่ งทรง 68 เชือก) ถดั ฐานช้างขนึ้ ไปเป็นลานประทักษิณ
ชั้นบน มีบันไดทางขึ้นด้านหน้าอยู่ด้านเดียว และมีกาแพงแก้วล้อมรอบลานประทักษิณ ถัดลาน
ประทกั ษิณข้นึ ไปเป็นฐานสีเ่ หล่ยี มอกี ชั้นดา้ นบน มีซุ้มพระพุทธรปู อยู่ด้านละ 5 ซ้มุ 4 ด้าน รวมเป็น 20 ซุ้ม
20 องค์ เป็นแบบศิลปะสุโขทัยต้อนต้นคือองค์พระห่มจวี รจีบเป็นริว้ ๆ กับสุโขทัยตอนกลาง องค์พระ
ค่อนข้างสโอดสะองค์ บ่าใหญ่ เอวเล็ก(ถ้าตอนต้น อกอวบ ใหญ่ ตัน) พระเศียรหายจึงทาพระเศียรใหม่จึง
อาจไม่มีความกลมกลืนกัน ถัดฐานส่ีเหล่ียมพระพุทธรูปไปก็จะเป็นฐานกลม ซึ่งมีฐานแปดเหลี่ยมมาค่ันไว้
ช้ันหน่ึง และถัดฐานกลมก็เป็นองค์ระฆังซึ่งเป็นเหมือนระฆังสามใบซ้อนกัน ซึ่งปากระฆังใบบนจะมีการ
ประดับปากระฆังด้วยบัวปากระฆัง ซึ่งจะไม่มีในเจดีย์ลังกา ซึ่งองค์เจดีรับอิทธิพลจากลังกา แต่บัวปาก
ระฆังน้ีลังกาไม่มี สุโขทัยทาเองโดยไปเอาของพุกามมาใส่ ถัดองค์ระฆังไปเป็นบัลลังก์ บัลลังก์ฉัตร และ
ถัดไปอีกเป็นฉัตร และสิ่งสาคัญท่ีทาให้เจดีย์องค์นี้เป็นหน่ึงในแปดจอมเจดีย์ก็คือที่ก้านฉัตร เป็น
พระพุทธรูปลีลา ประดับอยู่โดยรอบ น่ีคือเป็นต้นแบบของพระเจดีย์อีกหลายองค์ที่มีพระพุทธรูปลีลา
ประดับท่ีก้านฉัตร (วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่ รับอิทธิพลจากที่นี่เช่นกัน) ด้านหน้าพระเจดีย์คือ วิหารหลวง
เป็นสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัย คือ เป็นวิหารโถงไม่มีผนังล้อมรอบ หลังคาคลุมลงมาต่า ฐานชุกชีเต้ีย
ตัววิหารเตี้ย ไม่สูงมาก นอกจากแกนแล้วก็จะมีกลุ่มอาคารอีกสองกลุ่มด้านหลังคือวิหาร และเจดีย์
ดา้ นหนา้ ทางเขา้ กม็ ี ไม่ชดุ ใดชดุ หนง่ึ จะเปน็ พระอโุ บสถของวัด แตไ่ มส่ ามารถระบไุ ด้เน่ืองจากไมพ่ บใบเสมา
ตวั อยา่ งการบรรยายแหลง่ ทอ่ งเท่ียว
1) วดั อรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
จุดเด่นและความสาคัญของวดั
วัดอรณุ ราชวรารามราชวรมหาวหิ าร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนดิ ราชวรมหาวหิ าร เป็นวดั ท่ี
มีความสาคัญมากแห่งหน่ึง เนื่องจากเป็นสถานท่ีท่องเที่ยวท่ีสาคัญที่สุดแห่งหน่ึงในกรุงเทพมหานคร
เพราะเป็นท่ีประดิษฐานของพระปรางค์ท่ีเป็นเจดีย์ทรงปรางค์ที่สูงท่ีสุดในประเทศ ซึ่งนักท่องเท่ียวท่ีเดิน
ทางเข้ามาทอ่ งเท่ยี วในประเทศไทยไม่ควรพลาด
วัดแห่งน้ีเป็นวัดสาคัญมาก เพราะได้รับการยกให้เป็นพระอารามหลวงช้ันเอกพิเศษ ชนิดราช
วรมหาวิหาร 1 ใน 6 แห่งของไทย และได้รับการยกย่องให้เป็นวัดประจารัชกาล เฉลิมพระเกียรติ และ
ประดิษฐานพระบรมราชสรีรังคารของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 และถือว่า
เป็นวัดท่ีมีชื่อเสียงมาก เพราะเป็นที่ต้ังของพระปรางค์สูง 67 เมตร ซ่ึงถือว่าเป็นพระเจดีย์ทรงปรางค์สูง
ท่ีสุดในประเทศไทย นอกจากนั้นพระปรางค์ที่วัดแห่งน้ียังถือเป็นสัญลักษณ์เมืองของกรุงเทพมหานคร
เน่ืองด้วยวัดน้ีในอดีต เคยเป็นเขตพุทธาวาสของพระราชวัง ในสมัยกรุงธนบุรี ท่ีใช้เฉพาะสาหรับงานพระ
ราชพิธีทางศาสนาของพระเจ้าแผ่นดิน ความสาคัญอีกประการหนึ่งคือ วัดแห่งนี้ยังเคยเป็นท่ีประดิษฐาน
พระแก้วมรกตมาก่อน ถงึ 6 ปี คือ พ.ศ.2321 ถึง พ.ศ.2327
สถานท่ีต้งั
วัดแห่งน้ีมีพ้ืนที่ 27 ไร่ 2 งาน ตั้งอยู่ท่ีถนนวังเดิม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ บนฝั่งทางด้าน
ทิศตะวันตก ริมฝงั่ แมน่ ้าเจา้ พระยา กรงุ เทพมหานคร
ประวัตคิ วามเป็นมา
จากเอกสารโบราณ จากบันทึกความทรงจา ราชกิจจานุเบกษา และจากภาพเก่าต่าง ๆ ทาให้เรา
ทราบว่า วัดแห่งนี้ แต่เดิมเป็นวัดเก่าแก่โบราณ ที่มีมาต้ังแต่สมัยอยุธยา โดยไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน ซึ่ง
เรียกกันมาแต่แรกว่า วัดมะกอก ต่อมาสมเด็จพระเจ้าตากสนิ มหาราชทรงโปรดเกล้าฯให้บรู ณปฏิสงั ขรณ์
เม่ือครั้งทรงสถาปนากรุงธนบุรี ให้เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ข้ึนในพ้ืนท่ีนี้ เมื่อปี ค.ศ. 1767 หลังจากการ
บูรณะทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามวัดว่า วัดแจ้ง เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงเคย
เดินทางมาถึงหน้าวัดแห่งน้ีพร้อมกันกับเพื่อนทหาร ในเวลารุ่งเช้าวันหนึ่งในอดีต และนอกจากน้ันยังทรง
โปรดเกล้าฯยกฐานะให้เป็นเขตพุทธาวาสของพระราชวังกรุงธนบุรี เพื่อใช้เฉพาะในงานพระราชพิธีทาง
ศาสนา ต่อมาหลังจากที่มีการสถาปนากรุงเทพมหานคร ให้เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ วัดแห่งนี้จึงได้รับการ
บรู ณปฏิสังขรณ์อีกครง้ั โดยเจา้ ฟา้ ชายฉิม กรมหลวงอิศรสนุ ทร ซึ่งต่อมาก็คอื พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ
หล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โดยบูรณปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2363 ซึ่งตรงกับสมัยที่พระองค์ทรง
ครองราชย์ ภายหลังจากการบูรณปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ พระองค์จึงทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามวัด
เปน็ วัดอรุณราชธาราม ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 4 ทรงโปรดเกล้าฯ
ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดแห่งน้ี และทรงโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ
หล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 มาบรรจุไวท้ พ่ี ระพทุ ธอาสนข์ องพระประธานในพระอโุ บสถ และพระราชทานนาม
วดั แห่งนว้ี ่า วดั อรุณราชวราราม ต่อมาวดั แหง่ น้ีได้รบั การยกฐานะให้เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนดิ ราช
วรมหาวิหาร ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอย่หู ัว รชั กาลที่ 6 จงึ มีเรียกช่ือวัดเต็มๆ วา่ วดั
อรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารหลังจากน้ันวัดแห่งน้ีก็ได้รับการบารุงรักษาเป็นอย่างดี เป็นเวลาเกือบ
200 ปี จนกระทง่ั ถงึ ปัจจุบนั
สิ่งท่นี ่าสนใจ
พระอุโบสถสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลท่ี2 เป็นอาคารยกพ้ืนสูงหลังคาลด 2 ชั้น มุงด้วยกระเบ้ืองสี
เหลืองขอบเป็นกระเบื้องสีเขียวใบไม้ ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ลงรักปิดทองประดับกระจก แผงหน้าบัน
ทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นไม้แกะลายลงรักปิดทองและประดับกระจกรูปเทวดายืนถือพระขรรค์อยู่ใน
ปราสาท มีสังข์และคนโทน้าวางอยู่ในพานข้างละพาน ประดับลายกนกลงรักปิดทอง พระอุโบสถมีมุขย่ืน
ท้ังด้านหน้าและด้านหลัง มีเสาระเบียงขนาดใหญ่รับเชิงชายท้ังด้านเหนือและด้านใต้ บันไดและเสาบันได
เป็นหินทรายระหว่างเสารอบพระอุโบสถถึงหน้ามุขทั้งสองด้านมีกาแพงเต้ียๆ ประดับด้วยหินสลักเป็นรูป
ดอกไม้ใบไม้ ที่หุ้มกลองด้านหน้าระหว่างประตูมีบุษบกยอดปรางค์ประดิษฐานพระพุทธนฤมิตรเป็น
พระพุทธรูปฉลองพระองค์รัชกาลที่2 สร้างข้ึนในสมัยรัชกาลท่ี4 แต่นามาประดิษฐานในรัชกาลที่5 ที่หุ้ม
กลองด้านหลังระหว่างประตูเป็นบุษบกยอดปรางค์มีพาน 2 ช้ัน ลงรักปิดทองตั้งพุ่มเทียน ฐานพระอุโบสถ
มีลักษณะโค้งตกท้องสาเภามีการประดับลวดลายปูนป้ันลงรักปิดทอง ซุ้มประตูพระอุโบสถ 2 ประตู
ดา้ นหน้าเปน็ ซุม้ ยอดปรางค์แต่ซุ้มประตูดา้ นหลงั ทั้ง 2 ประตู เปน็ ซมุ้ ไม่มียอด เสาและผนังพระอโุ บสถด้าน
นอกถือปูนประดับกระเบื้องจีนลายดอกไม้ร่วง ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังท้ัง 4 ด้าน เป็น
ภาพพุทธประวตั ิ มารผจญ เวสสันดรชาดก เป็นตน้ พระประธานในพระอโุ บสถมีพระนามวา่ “พระพุทธธรร
มิศราชโลกธาตุดิลก” เป็นพระพุทธรูปปางมารวชิ ัย ภายในพระพุทธอาสน์บรรจุพระบรมอัฐิของรัชกาลท่ี2
พระอุโบสถมีพระระเบยี งล้อมรอบสร้างข้ึนในสมัยรชั กาลที่2 มีทรวดทรงงดงามกว่าพระระเบยี งที่อน่ื ท่ีผนัง
พระระเบียงมีลายเขียนเป็นซุ้มเรือนแก้วลายดอกไม้ ใบไม้ มีนกยูงแบบจีนอยู่ตรงกลาง เสาพระระเบียง
เป็นเสาถือปูนย่อมุม บัวหัวเสาเป็นลวดลายปูนปั้นลงรักปิดทองประดับกระจก ด้านในประตูทุกบานเป็น
ภาพสีรูปคนถือหางนกยูงยืนอยู่เหนือสัตว์หิมพานต์ ด้านนอกประตูเป็นลายรดน้า ด้านในพระระเบียง
โดยรอบมีตุ๊กตารูปทหารเรือทาจากหินแกรนิตสีเขียวตั้งเรียงเป็นแถวจานวน 144 ตัว บริเวณมุมพระ
อุโบสถทั้งส่ีมุม มีพระเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมทาด้วยหินอ่อน มีซุ้ม 8 ซุ้ม มียอดเป็นปล้องๆ เรียวข้ึนโดย
ลาดับคล้ายปล้องไฉน ภายในบรรจุตุ๊กตาหินแกรนิตแบบจีนอยู่ภายใน จานวน 8 ตัว เรียกว่าโป๊ยเซียน
(วดั อรุณราชวราราม, 2559: ออนไลน์)
( ทมี่ า https://variety.thaiza.com/dhamma/257873/)
(ท่มี า http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=38578)
พระปรางคว์ ัดอรุณราชวรารามถือได้วา่ เป็นศลิ ปกรรมที่สง่าและโดดเด่นท่สี ุดก่อสร้างโดยช่างฝีมือ
ที่มคี วามเช่ยี วชาญ บนพระปรางค์ประดบั ด้วยเคร่ืองกระเบ้ืองเคลือบและเครื่องถว้ ยชามเบญจรงค์ทน่ี าเข้า
มาจากจีนซ่ึงมีลวดลายงดงามเป็นของเก่าแก่และหายาก โดยได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์เร่ือยมาจนถึงสมัย
รัชกาลท่ี5 บริเวณโดยรอบพระปรางค์ใหญ่ประกอบด้วยพระปรางค์เล็ก 4 องค์ รอบ 4 ทิศ ภายในมีรูป
พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ กาแพงแก้วกั้น มีฐานทักษิณ 3 ช้ัน มีรูปป้ันมารและกระบี่แบกฐานสลับกัน
นอกจากนั้นมซี ้มุ 4 ซุม้ มีพระนารายณอ์ วตารเหนอื ขึ้นไปเปน็ ยอดปรางค์ มเี ทพพนมนรสิงห์เพอ่ื ปราบยักษ์
ปัจจุบันพระปรางค์ได้ดาเนินการบูรณะคร้ังใหญ่อีกคร้ังต้ังแต่ประมาณวนั ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556 และ
ได้ดาเนินการสาเร็จลุล่วงเป็นท่ีเรียบร้อย หลังจากที่ประสบปัญหาพระปรางค์ทรุดโทรมอย่างหนักมาโดย
ตลอด และจดั งานสมโภชครั้งยิง่ ใหญ่ในวนั ท่ี 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ถงึ 5 มกราคม พ.ศ. 2561
(วดั อรุณราชวราราม, 2559: ออนไลน)์
ที่มา https://travel.kapook.com/view177489.html
พระวิหารหลวง ปูชนียสถานสาคัญของวัดอรุณราชวรารามอีกหลังหน่ึงเป็นอาคารยกพื้นสูง
เชน่ เดยี วกบั พระอโุ บสถ หลังคาลด 3 ช้ัน มุงดว้ ยกระเบอ้ื งเคลือบสี หนา้ บันมรี ปู เทวดาถือพระขรรค์ยืนอยู่
บนแท่นประดับด้วยลายกนกลงรักปิดทองประดับกระจก มีมุขท้ังด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้ามีประตู
เข้า 3 ประตู ดา้ นหลงั มี 2 ประตู ผนงั ด้านนอกประดบั ดว้ ยกระเบ้ืองเคลือบลายกา้ นแย่งกระบวนไทย เปน็
กระเบ้ืองท่ีรัชกาลที่ 3 ทรงสั่งมาจากเมืองจีน ปัจจุบันได้ใช้พระวิหารนี้เป็นศาลาการเปรียญของวัดด้วย
พระประธานในพระวิหารคือ พระพุทธชัมภูนุทมหาบุรุษลักขณาอสีตยานุบพิตร เป็นพระพุทธรูปปางมาร
วชิ ยั หนา้ ตักกวา้ ง 6 ศอก หลอ่ ดว้ ยทองแดงปิดทองรชั กาลที3่ โปรดฯ ให้หลอ่ ขน้ึ พร้อมกบั พระประธานใน
พระอุโบสถวัดสุทัศเทพวราราม เม่ือ พ.ศ. 2496 ทางวัดได้พบพระบรมธาตุ 4 องค์ บรรจุอยู่ในโกศ 3 ชั้น
อยู่ในพระเศียร ที่ฐานชุกชีด้านหน้าพระชุมภูนุทมีพระอรุณหรือพระแจ้งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย
องคพ์ ระ และผา้ ทรงครองหลอ่ ด้วยทองตา่ งสกี นั หนา้ ตักกวา้ ง 50 เซนติเมตร (วดั อรุณราชวราราม, 2559:
ออนไลน์)
2) วดั เบญจมบพติ รดุสติ วนารามราชวรวหิ าร
จุดเดน่ และความสาคัญ
วัดเบญจมบพติ รดสุ ิตวนารามราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก เดมิ ชอ่ื วดั แหลม หรอื วัด
ไทรทอง ทีช่ ่อื ว่าวดั แหลม เนอื่ งจากชาวบา้ นในสมยั น้ันใชเ้ รียกชื่อวดั แห่งน้ี ตามลักษณะท่ีตั้งของวดั และท่ี
ช่ือว่าวัดไทรทอง เพราะในบริเวณวัดมีต้นไทรเป็นจานวนมาก เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากแห่งหน่ึงของ
กรงุ เทพมหานคร เพราะมพี ระอโุ บสถท่ีมีความสวยงาม เปน็ ทดี่ งึ ดูดใจให้นักทอ่ งเท่ียวท่ัวสารทิศท้ังชาวไทย
และชาวต่างชาติต้องมาเยือนสักคร้ังหน่ึงในชีวิต วัดแห่งน้ีเป็นมหาวิหารท่ีสาคัญมาก เนื่องจากใช้ในการ
ประกอบงานพระราชพิธีของเจ้านาย ในหมู่พระราชวังดุสิตโดยวัดนี้มีช่ือเสียงเป็นท่ีรู้จักกันโดยทั่วไปว่า
วัดหินอ่อน เพราะสร้างและตกแต่งด้วยหินอ่อนคุณภาพช้ันดี ท่ีส่ังนาเข้ามาจากอิตาลี นอกจากนั้นยังเป็น
วัดสาคัญ ท่ีประดิษฐานพระพุทธชินราชในพระนคร หรือกรุงเทพมหานคร ซึ่งพระพุทธชินราชก็คือ
พระพุทธรูปที่มีคนสกั การะมากที่สดุ องค์หนึ่งในโลก และยังถือเป็นสัญลกั ษณ์ของพระพุทธรูปไทยด้วย อีก
ประการหน่ึงวัดนถ้ี ือเป็นศูนย์รวมของพระพุทธรูปโบราณที่มีความหลากหลาย ในดา้ นรูปรปู แบบทางศลิ ปะ
ตา่ งๆ อีกด้วย
สถานท่ตี งั้
วัดแห่งน้ีวัดน้ีมีพ้ืนท่ี 26 ไร่ 166 ตารางวา ต้ังอยู่บนถนนศรีอยุธยา ติดกับพระราชวังดุสิต
ทางด้านทศิ เหนอื ของเกาะรตั นโกสนิ ทร์ เขตดสุ ติ กรุงเทพมหานคร
ประวัตคิ วามเปน็ มา
จากเอกสารโบราณ บันทึกความทรงจา ราชกิจจานุเบกษา และรูปภาพเก่าต่าง ๆ จึงทาให้เรา
ทราบว่า วัดนี้แต่เดิม เป็นวัดเก่าแก่ในทุ่งสามเสน โดยไม่ปรากฏที่มาและหลักฐานชัดเจน เดิมวัดน้ีมีชื่อ
เรยี กกันมาแตเ่ ดิม ว่า วัดแหลม หรือ วดั ไทรทอง ต่อมาวัดน้ไี ดร้ ับการบูรณะข้ึน ในปี พ.ศ.2369 หลงั จากที่
มีการใช้พ้ืนท่ีของวัด ในการตั้งกองกาลังทหารเพ่ือป้องกันพระนคร จากกองทัพเมืองเวียงจันทร์ เม่ือครั้ง
เกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์ การบูรณะคร้ังนี้ ร่วมกันโดย พระบรมวงศานุวงศ์ 5 พระองค์ จึงทาให้วัดเปล่ียนชอื่
ใหม่เป็น วัดเบญจบพิตร ซึ่งมีความหมายว่า วัดของเจ้านายทั้ง 5 พระองค์ ต่อมาวัดน้ีได้รับการสร้างขึ้น
ใหม่ทง้ั หลงั โดยพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว รชั กาลที่ 5 โดยเริ่มในปี พ.ศ.2442ในคร้งั ทท่ี รง
โปรดเกล้าฯให้สร้างพระราชอุทยานสวนดุสิตในพ้ืนท่ีนี้ หลังจากการสร้างครั้งนั้น ทรงโปรดเกล้าฯ
พระราชทานนามใหม่ว่า วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ซึ่งหมายถึง วัดของพระเจ้าแผ่นดินองค์ท่ี 5 ซึ่ง
ตั้งอยู่ในพระราชอุทยานสวนดุสิต โดยการสร้างวัดใหม่น้ีใช้เวลา 15 ปี จึงแล้วเสร็จสมบูรณ์ในสมัย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 6 ปี พ.ศ. 2458 และได้รับการบารุงรักษาเป็นอย่างดี
จนถงึ ปจั จุบนั
สง่ิ ทนี่ ่าสนใจ
พระอุโบสถเป็นแบบจัตุรมุข มขุ ดา้ นตะวันออกขยายยาว ด้านเหนือและใต้มีมุขกระสนั ต่อกับพระ
ระเบียง หลังคา 4 ช้ัน ด้านมุขกระสันทิศเหนือและทิศใต้ 5 ชั้น มีพระระเบียงโอบรอบด้านหลัง ด้านหน้า
พระอุโบสถ มีกาแพงแก้ว บนมุมกาแพงแก้วซ้าย-ขวา มีเสาคอนกรีตหวั เสาเป็นศิลาสลกั รูปดอกบัวตูม คือ
เครือ่ งหมาย "สีมา" สาหรบั ดา้ นหน้า สว่ นสมี าดา้ นหลงั พระอุโบสถ สลกั รปู เสมาธรรมจกั รทแี่ ผน่ หนิ แกรนิต
ปูพนื้ ภายในกาแพงแกว้ ปูหินแกรนติ สีชมพูออ่ นและสีเทามขุ ตะวนั ออกมเี สากลมหินอ่อน 4 ต้น ข้างบันได
หินอ่อนมีสิงห์สลักหินอ่อน 2 ตัว ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ขุนสกลประดิษฐ์ ช่างในกรมช่างสิบหมู่เป็นผู้ป้ันแบบ
ตามภาพท่ีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเขียนผนังรอบพระอุโบสถ
ด้านนอกประดับด้วยแผ่นหินอ่อน 4 เหลี่ยมสีขาวบริสุทธิ์หนา 3 เซนติเมตร มุขตะวันตกด้านนอกมีเสา
และสงิ หเ์ ช่นเดยี วกับด้านหนา้ และท่ซี ้มุ จระนา ประดษิ ฐานพระพุทธรปู โบราณ เป็นพระยืนทรงเคร่ืองสมัย
ลพบรุ ี ปางห้ามญาติ ถวายพระนามวา่ "พระธรรมจักร" เพราะท่ีฝา่ พระหตั ถส์ ลักเปน็ รูปพระธรรมจกั ร และ
โปรดเกล้าฯ ให้บรรจุพระอังคารสมเด็จพระเจ้ามไหยิกาเธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร(พระเจ้า
ราชวงศ์เธอพระองค์เจ้าละม่อม ซึ่งทรงอภิบาลเล้ียงดูพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้ังแต่ยัง
ทรงพระเยาว์ ประหนึ่งสมเด็จพระราชชนนี) ใต้ฐานพระด้วย ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ลายอง ลงรักปิด
ทองทึบ อ่อนช้อยรับกันทุกช้ินมีคันทวยรับเชิงชายเป็นระยะๆ หลังคาพระอุโบสถมุงกระเบื้องเคลือบสี
เหลือง เรียกว่ากระเบ้ืองกาบู ซ่ึงมีลักษณะเป็นกาบโค้งครอบแผ่นรอง เชิงชายเป็นแผ่นเทพนม ซ่ึงโปรด
เกล้าฯ ให้นากระเบ้ืองวัดกัลยาณมิตร ส่งไปเป็นตัวอย่างทาสีจากเมืองจีน หน้าบันพระอุโบสถโปรดเกล้าฯ
ให้ผกู ลายประกอบพระราชลญั จกรตา่ งๆ คือ หน้าบนั มุขตะวนั ออกจาหลักไม้ ผูกลายประกอบตราเป็นพระ
นารายณ์ทรงครุฑ ซึ่งถอดจากพระราชลัญจกร “พระครุฑพ่าห์" ในลายมีหมู่เทวดาอัญเชิญเครื่องสูง
ประกอบซา้ ยขวาด้วย มขุ ตะวันตก จาหลกั ไม้ ผูกลายประกอบตราเปน็ อณุ าโลมในบุษบก ซงึ่ ถอดจากพระ
ราชลญั จกร "มหาอณุ าโลม" หรือ "มหาโองการ" มุขเหนือปน้ั ปูน ผกู ลายประกอบตราเป็นชา้ งสามเศียร บน
หลงั มบี ุษบก ซ่ึงถอดจากพระราชลัญจกร "ไอยราพต" มุขใต้ ปนั้ ปูน ผูกลายประกอบตราเป็นรูปจักรรถ ซึ่ง
ถอดมาจากพระราชลัญจกร "จักรรถ" แต่เพราะพระราชลัญจกรจักรรถเหมือนกับ "พระธรรมจักร" จึงเรียก
กันอีกช่ือหน่ึงว่า "พระธรรมจักร" ในการผูกลายประกอบพระราชลัญจกร นอกจากสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรม
พระยานริศรานุวัดติวงศ์แล้ว ส่วนหนึ่งพระเจ้าบวรวงศ์เธอ กรมหมื่นวรวัฒน์ศุภากร (พระองค์เจ้าเฉลิม
ลักษณวงศใ์ นพระบาทสมเดจ็ พระป่ินเกลา้ เจ้าอยู่หัว) ช่วยเขยี นแบบ ในกากับของสมเด็จฯ เจา้ ฟ้ากรมพระ
ยานริศรานุวัดติวงศ์ด้วย บานประตูด้านนอกติดแผ่นโลหะนูน ภาพเทวดารักษาประตู (ทวารบาล) ด้านใน
เขียนลายรดน้าภาพเหมอื นกับดา้ นนอก บานหนา้ ต่างดา้ นนอกติดแผน่ โลหะนนู ภาพมาร (ยักษ)์ แบก ดา้ น
ในเขียนลายรดน้าภาพเหมือนด้านนอก ภายในพระอุโบสถมุขตะวันตกประดิษฐานพระพุทธชินราช
ด้านหน้าพระพุทธชินราชเป็นรั้วหินอ่อนกลมสีเขียวหยก พระแท่นรัตนบัลลังก์พระพุทธชินราช ผนังเสมอ
กรอบหน้าต่าง และพื้นพระอุโบสถ ประดับหินอ่อนหลากสี ผนังเหนือกรอบหน้าต่างขึ้นไปซ่ึงเป็นส่วนถือ
ปูน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ช่างกรมศิลปากรเขียนลายไทยเทพนมทรง
พุ่มขา้ วบิณฑ์สีเหลอื งบนพื้นขาวอมเหลอื งอ่อนตลอดถงึ เพดานเม่อื พ.ศ. 2457 เหนอื หน้าตา่ ง 10 ชอ่ ง เปน็
ช่องกระจกรับแสง เขียนสีลายไทยเทพนมโดยช่างกรมศิลปากรออกแบบสั่งทาจากเมืองฟลอเรนซ์
(Florence) ประเทศอิตาลี ในปี พ.ศ.2497 พระวรวงศ์เธอ พระองคเ์ จ้าจลุ จกั รพงษ์ ทรงรบั เปน็ เจ้าภาพ
ด้านบน ขือ่ ในและขอ่ื นอก 3 ช้ัน ลงรักปดิ ทองลายรดนา้ เพดานในล่องชาด ประดับดาวกระจาย 232 ดวง
ดาวใหญ่ 11 ดวง มีโคมไฟระย้าแก้วขาวอย่างดี ตราเลข 5 ซึ่งเป็นตราวัดเบญจมบพิตร 6 โคม พร้อมสาย
บรอนซ์ ซ่ึงสั่งทาจากประเทศเยอรมนี ช่องคูหาทั้ง 8 เขียนภาพสถูปเจดีย์ท่ีสาคัญทุกภาค จัดเป็น "จอม
เจดีย์" ในประเทศไทย โดยว่าจ้างให้กรมศิลปากรออกแบบและเขียน แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2489 คือ พระ
ปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม, พระมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี, พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม, พระธาตุหริภุญ
ชัย จังหวัดลาพูน, พระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช, พระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย, พระ
มหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย และพระเจดีย์ชัยมงคล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร
และพระระเบียงที่ประดับตกแต่งแล้วมีความวิจิตรงดงามสมบูรณ์แบบด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมไทย
โบราณอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง ภายในประดิษฐานพระพุทธชนิ ราชจาลองเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิ
ราบ ปางมารวิชัย ศลิ ปะสุโขทยั มีซุ้มเรอื นแกว้ ประทบั นงั่ เหนือรตั นบลั ลงั ก์หินอ่อน(เรือนแกว้ นี้รัชกาลที่6
โปรดเกล้าฯ ให้สร้างถวายเม่ือปีพ.ศ. 2455 แต่ช่างทาไม่สวยงามรัชกาลท่ี7 จึงโปรดเกล้าฯให้แก้ไขใหม่
สวยงามตามทเ่ี ห็นอยู่ในปจั จุบัน) พระพทุ ธชนิ ราชมีขนาดหน้าตัก 5 ศอกคืบ 5 นวิ้ มีเศษ นา้ หนกั ทองที่ใช้
หล่อ 3,940 การเรียกนามของพระพุทธชินราชว่า“พระพุทธชินราชจาลอง”แท้จริงแล้วมิได้มีพระราช
ประสงค์ให้เป็นเช่นนั้น ด้วยคาว่า “จาลอง” เป็นคาสามัญท่ีเรียกกันให้ทราบว่าถ่ายจากพุทธลักษณะ
ต้นแบบเพ่ือหล่อข้ึนใหม่ มิได้เป็นส่วนหนึ่งของนามพระพุทธรูป และทรงยกตัวอย่างเม่ือคร้ัง
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดให้ถ่ายแบบพุทธลักษณะพระพุทธสิหิงค์ พระท่ี
นั่งพุทไธสวรรย์ เพื่อหล่อพระพุทธปฏิมาประธานภายในพระวิหารหลวงวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม
ก็มไิ ดโ้ ปรดให้เรียกวา่ พระพทุ ธสิหิงคจ์ าลอง (วดั เบญจมบพิตรดุสติ วนาราม, 2559: ออนไลน)์
(ทม่ี า: http://www.dhammathai.org/watthai/bangkok/watben.php)
(ที่มา: http://www.dhammathai.org/watthai/bangkok/watben.php)
พระระเบียงเป็นมุขกระสันจากด้านข้างหน่ึงของพระอุโบสถโอบล้อมไปทางด้านหลังจนจรดมุข
กระสันอีกข้างหน่ึง ท่ีหน้าบันจาหลักลวดลายตรากระทรวง 10 กระทรวงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดท้ังแนวพระระเบียงประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ ท้ังของโบราณและ
จาลองขึน้ ใหม่รวมท้ังสน้ิ 52 องค์
ต้นพระศรีมหาโพธิ เป็นต้นไม้สาคัญทางพระพุทธศาสนาที่พระพุทธองค์ประทับน่ังใต้ร่มเงา
บาเพ็ญเพียรจนได้บรรลุสมั มาสมั โพธิญาณ อยู่กลางสนามหญ้า ด้านหลังพระอุโบสถ ต้นพระศรีมหาโพธนิ ้ี
มีอายุกว่า 100 ปี คือในปี พ.ศ. 2434 สมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ ได้เสด็จไปราชการที่ประเทศ
อินเดยี และได้เสด็จไปนมัสการสังเวชนียสถานต่างๆ เม่ือถึงพทุ ธคยา มร.เครยี สัน เจา้ เมอื งคยา ไดจ้ ัดหน่อ
พระศรีมหาโพธิพทุ ธคยาถวายจานวน 3 หนอ่ เมอื่ กลบั ถึงประเทศไทยแล้วจึงนาขน้ึ ทลู เกล้าฯ ถวายรชั กาล
ท่ี5 ท่ีเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ซ่ึงได้ทรงปลูกไว้ที่วัดอัษฎางคนิมิต 1 ต้น อีก 2 ต้นให้ปลูกชาไว้ท่ีเขต
พระราชฐานท่เี กาะสชี ังน้นั ต่อมาปี พ.ศ. 2442 ขณะทที่ รงสร้างวัดเบญจมบพติ รดุสิตวนาราม ไดเ้ สดจ็ พระ
ราชดาเนินไปเกาะสีชังทอดพระเนตรเห็นต้นพระศรีมหาโพธิท่ีชาไว้เจริญงอกงามดี จึงมีพระราชประสงค์
จะนาไปปลกู ไว้ทวี่ ดั เบญจมบพิตรดสุ ิตวนาราม จึงโปรดเกลา้ ฯ ใหน้ ามาปลูกบารงุ ไว้ทส่ี วนดุสิตก่อนคร้ันถึง
วันท่ี 2 สิงหาคม พ.ศ. 2443 จงึ ไดเ้ สด็จพระราชดาเนินไปทรงปลูกไวท้ ่ีสนามหญ้าดา้ นหลังพระอุโบสถ
ศาลาสี่สมเด็จ เป็นศาลาจตุรมุขโปร่ง ก่ออิฐถือปูน ปูหินอ่อนตลอดบันได มุงกระเบื้องเคลือบสี
ช่อฟ้า ใบระกา ลงรักปิดทองทึบ เชิงบันไดประดับสิงห์ศิลาสลัก ศาลาหลังน้ีพระราชทานนามว่า"ศาลาส่ี
สมเด็จ" เพราะเหตุท่ีสร้างข้ึนด้วยทุนทรัพย์ของ "สมเด็จเจ้าฟ้า 4 พระองค์" ซ่ึงเป็นพระราชโอรสธิดาใน
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว รัชกาลท่ี 4 กับสมเดจ็ พระเทพศิรินทราบรมราชนิ ี
พระที่นั่งทรงธรรม เป็นตึก 2 ช้ัน ก่ออิฐถือปูนตลอด พื้นชั้นล่างและบันไดปูหินอ่อน ช้ันบนปูไม้
หลังคา 2 ชั้น มุงกระเบื้องเคลือบสี ช่อฟ้าใบระกาลงรักปิดทองทึบ หน้าบันท้ัง 4 ด้าน จาหลักภาพต่างๆ
ปิดทองประดับกระจก คือ ทิศเหนือ จาหลักภาพพระโพธิสัตว์สิทธัตถะตัดสินพระทัยออกผนวช กาลัง
ทอดพระเนตรพระนางพิมพาและพระโอรสราหุล ที่กาลังบรรทมหลบั มีนายฉันนะเตรียมม้ากัณฐกะรออยู่
ข้างๆ (วดั เบญจมบพิตรดสุ ิตวนาราม, 2559: ออนไลน)์
3. วัดพระศรีรตั นศาสดาราม
จุดเดน่ และความสาคัญของวัด
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว เป็นวัดท่ีต้ังอยู่ในเขตพระราชฐานช้ันนอกของ
พระบรมมหาราชวัง วัดแห่งนี้เป็นท่ีรู้จักของนักเท่ียวท้ังชาวไทยและชาวต่างชาติเพราะเป็นวัดที่มีความ
วิจิตรงดงามท่ีแสดงถึงความเป็นอารยธรรมของชนชาติไทย เป็นวัดที่เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่
สร้างมากจากหินสีเขียว ซ่ึงถือเป็นปูชนียวัตถุท่ีสาคัญที่สุดของประเทศไทย น่ันก็คือ“พระพุทธมหามณี
รัตนปฏิมากรณ์” หรือทีช่ าวไทยเรียกว่า“พระแก้วมรกต” และยงั มีภาพจติ รกรรมฝาผนังเร่ือง“รามเกียรติ์”
ท่ียาวที่สุดในประเทศ วัดแห่งนี้มีความสาคัญมาก เนื่องจากวัดแห่งนี้ถือเป็นเขตพุทธาวาสของ
พระบรมมหาราชวัง ซึ่งถูกสร้างข้ึนมาเพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของพระเจ้าแผ่นดินและ
เจ้านายช้ันสูง จึงถือเป็นศูนย์กลางทางพิธีกรรม ของชาตินับต้ังแต่เร่ิมก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้
แล้วยงั เป็นทปี่ ระดิษฐานพระแก้วมรกต ซ่งึ เปน็ พระพทุ ธรูปทสี่ าคญั ท่ีสุดของประเทศไทย และถอื ไดว้ ่าเป็น
ศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ อีกประการหนึ่งวัดแห่งนี้ยังเป็นศูนย์รวมของสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม
ไทยที่มีความสวยงามที่แสดงออกถึงความเป็นไทย วัดแห่งน้ีจึงกลายเป็นสถานท่ีท่องเท่ียวท่ีมีชื่อเสยี งท่สี ดุ
แห่งหน่ึงของโลก ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกหลั่งไหลเข้ามาเพ่ือที่จะช่ืนชมความงามของวัด และสักการะพระ
แก้วมรกต
สถานท่ตี ัง้
วัดแห่งน้ีต้ังอยู่บนถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร ภายในเขต
พระราชฐานช้ันนอกของพระบรมมหาราชวัง ฝั่งทางด้านทิศตะวันออกของแม่น้าเจ้าพระยา ใจกลาง
กรงุ เทพมหานคร
ประวตั ิความเป็นมา
จากเอกสารบันทึกแห่งความทรงจา จากราชกิจจานุเบกษา เอกสารราชการ และภาพถ่ายเก่า
ต่างๆ ทาให้เราทราบว่าวัดแห่งน้ีคงสร้างขึ้นแต่แรกพร้อมกับการสถาปนากรุงเทพมหานคร โดย
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช รชั กาลที่ 1 ในปี พ.ศ. 2325 ใช้เวลาในการสรา้ งแต่แรก
2 ปี จึงแลว้ เสร็จสมบรู ณ์ในปี พ.ศ.2327 หลังจากนัน้ วัดแหง่ น้ีไดร้ ับการทานุบารงุ รักษาเปน็ อยา่ งดี มาโดย
ตลอดเป็นเวลาสองร้อยกว่าปี จนกระท่ังถึงปัจจุบัน และการบูรณปฏิสังขรณ์คร้ังใหญ่เกิดขึ้นทุกการฉลอง
กรุงครบรอบ 50 ปี เนื่องจากในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯให้มี
การบูรณปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้คร้ังใหญ่ เพ่ือเป็นการสมโภชในการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ครบ 50 ปี ซ่ึง
ตรงกับ พ.ศ.2375 โดย ต่อมาจึงยึดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของพระเจ้าแผ่นดินในรัชกาลต่อๆมา คือ ฉลอง
ครบรอบ 100 ปี ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ปี พ.ศ.2425 ,ฉลอง
ครบรอบ 150 ปี ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ปี พ.ศ.2475 และฉลอง
ครบรอบ 200 ปี ในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ภูมพิ ลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ปี ไ.ศ.2525
สง่ิ ทน่ี ่าสนใจ
พระศรีรัตนเจดีย์อยู่บนฐานไพทีทางด้านตะวันตกของพระมณฑป พระบาทสมเด็จพระจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างข้ึนใน พ.ศ. 2398 ตามแบบพระมหาเจดีย์ในวัดพระศรีสรรเพชญ์ กรุง
ศรีอยุธยา เพ่ือเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ท่ีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มาจาก
ลังกา แตก่ ารกอ่ สร้างพระศรรี ัตนเจดยี ์ยงั ไม่แลว้ เสร็จได้เสด็จสวรรคตเสยี ก่อน ในการเตรยี มงานฉลองพระ
นครครบ 100 ปี ในรชั กาลท่ี 5 โปรดเกล้าฯ ใหพ้ ระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดศิ รอดุ มเดชเมื่อคร้ังดารง
พระอิสริยยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอกรมหม่ืนอดิศรอุดมเดช รับผิดชอบเสริมพอกแก้รูปทรงพระศรีรัตน
เจดีย์ ประดับกระเบื้องทองภายนอก และผนังภายในทาบานประตู และปูพ้ืนหินอ่อนภายใน และโปรด
เกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ เมื่อครั้งดารงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าน้องยา
เธอ พระองคเ์ จา้ ทองแถมถวัลยวงศ์ ทาการประดับกระเบอื้ งทองภายนอกทัง้ องค์ เมือ่ เตรียมงานฉลองพระ
นครครบ 150 ปี ในรัชกาลท่ี 7 ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ภายนอกพระองค์พระศรีรัตนเจดีย์ ซ่อมพื้นผนัง
ท่ีปกู ระเบื้อง เปลี่ยนกระเบือ้ งทชี่ ารุด ซอ่ มชอ่ ฟ้า ใบระกา หางหงส์ พระเจดยี เ์ ล็กบนซุ้มประตู ในรัชกาลท่ี
9 ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์พระศรีรัตนเจดีย์อีกคร้ังหน่ึง โดยเปลี่ยนกระเบื้องทองที่ประดับภายนอก
บางสว่ น และบูรณะส่วนทชี่ ารุดเสยี หาย แต่ลกั ษณะของศลิ ปะเดิมไว้ ไมไ่ ด้เปลย่ี นแปลงแต่ประการใด
พระศรีรัตนเจดีย์ เป็นพระเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา แบบเดียวกับพระเจดีย์ 3 องค์ ท่ีวัดพระศรีสรรเพชญ์
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นเจดยี ก์ อ่ อิฐถือปูน ประดับกระเบอื้ งโมเสกทอง ทส่ี งั่ ทามาจากประเทศอิตาลี
ทั้งองค์ ต้ังอยู่บนฐานเขียง มีมาลัย 3 ชั้น ค่ันด้วยฐานบัวคว่า บัวหงาย รองรับองค์ระฆัง ถัดขึ้นไปเป็น
บัลลังก์ส่ีเหล่ียม มีเสาหานรองรับปล้องไฉน ปล้องไฉนเป็นบัวลูกแก้ว เรียงจากใหญ่ไปเล็ก 20 ช้ัน
ต่อจากน้ันเป็นปลี และหยาดน้าค้างอยู่ปลายสุด ซุ้มประตูทางเข้ามี 4 ทิศ ทางเข้าเป็นรูปโค้งแหลม มีมุข
ประตู 4 ด้าน ทาเป็นหน้าบันประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้ง ตอนบนของซุ้มประตูเป็นเจดีย์
องค์เล็ก ลักษณะเดียวกับพระศรีรัตนเจดีย์ทุกประการ บานประตูหูช้างทาด้วยไม้ปิดทองประดับกระจก
ลงยาลอยช่อดอกไม้ กรอบประตูตอนบนจาหลักเป็นรูปพญานาค 2 ตัว หางชนกันตรงกลาง ห้อยเศียร
ลงด้านข้าง ภายในพระเจดีย์เป็นห้องโถงกลม กลางห้องห้อยฉัตรสีขาว ตรงกับพระเจดีย์องค์เล็ก
ท่ีประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ต้ังอยู่บนฐานก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น ฐานล่างแปดเหลี่ยม มี 6 มุข ฐานเป็น
บัวหงาย องคพ์ ระเจดยี ล์ งรกั สีดาทัง้ องค์ ลักษณะเหมอื นพระศรรี ตั นเจดยี ์ทกุ ประการ
สรุป
เทคนิคการนาเท่ียวและการบรรยายนาชม การนาเที่ยวเป็นหวั ใจของการทาหน้าท่ีเป็นมัคคุเทศก์
เพราะงานหลักของมัคคุเทศก์ที่แตกต่างอย่างชัดเจนกับหัวหน้าทัวร์คือการพากย์ทัวร์และการบรรยายนา
ชมแหล่งท่องเท่ียว ซ่ึงการพากย์ทัวร์และการบรรยายนาชมน้ันต้องอาศัยองค์ประกอบที่สาคัญคือ
มัคคุเทศก์ต้องมีความพร้อมในเนื้อหาความรู้ บุคลิกภาพสภาพร่างกายสภาพจิตใจเป็นอุปสรรค มีความ
เด่นเป็นสง่าน่าติดตาม มีความเข้าใจและสามารถทางานอย่างรู้อกรู้ใจต่อนักท่องเที่ยวที่ร่วมเดินทาง
สามารถบริหารเวลาในการพูดพากย์ทัวร์ได้อย่างลงตัวมีความรู้ความเข้าใจในข้อมูลเน้ือหาท่ีจะอธิบาย
บรรยาย และมีเทคนิคปรับตัวปรับบุคลิกให้ได้ในการบรรยายนาชมให้ได้หลากหลายสถานท่ี หลากหลาย
สถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการนาเท่ียวในสถานทธ่ี รรมชาติ วดั โบราณสถาน เป็นตน้ มีทักษะและหลักการ
พูดพากย์ทัวร์ท่ีเป็นลาดับข้ันก่อนหลังตอบชัดเจนไม่พูดจากความจา แต่ต้องพูดจากความเข้าใจ อ้างอิง
แหล่งที่มาท่ีเป็นเหตุเป็นผลในเนื้อหาท่ีบรรยาย อธิบายออกไป สามารถบริหารการพูดให้นักท่องเที่ยวได้
เข้าใจ สนใจ เช่ือฟังให้ความร่วมมือให้ได้ในสถานการณ์ท่ีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบนรถ แหล่งชุมชน
ตลาด หรือในแหล่งท่องเที่ยว มีมารยาท กาลเทศะในการนาเท่ียวและการบรรยายนาชมเป็นอย่างดี ท่ี
สาคัญมัคคุเทศก์ควรมีจิตวิทยา มีศิลปะความคิดสร้างสรรค์ในการทางานบริการเพ่ือสร้างความประทับใจ
ใหเ้ กดิ ขึ้นแก่นักท่องเทย่ี วของตนอยู่เสมอ