บทท่ี 4
ประเพณไี ทย
ประเพณีเป็ นองค์ประกอบหน่ึงของวฒั นธรรมซ่ึงเป็ นวิถีชีวิตของคนในสังคมและลักษณะ
องค์ประกอบน้ีจะปรากฏอยู่ในทุก ๆ ข้นั ตอนของการดาเนินชีวิตจนกลายเป็ นกระบวนการทางสังคม
ประเพณีกบั สังคมจึงมีความสัมพนั ธ์เชื่อมโยงกนั เมื่อสังคมวฒั นธรรมเกิดการเปลี่ยนแปลงประเพณีก็ยอ่ ม
เปล่ียนแปลงตามไปดว้ ย 1
ความหมายของประเพณี
พระยาอนุมานราชธน ไดใ้ ห้ความหมายของประเพณีไวว้ ่า ประเพณี คือ ความประพฤติที่ชนหมู่
หน่ึงอยูใ่ นที่แห่งหน่ึงถือเป็ นแบบแผนกนั มาอยา่ งเดียวกนั และสืบต่อกนั มานาน ถา้ ใครในหมู่ประพฤติออก
นอกแบบกผ็ ดิ ประเพณีหรือผดิ จารีตประเพณี2
นิพนธ์ สุขสวสั ด์ิ ไดใ้ ห้ความหมายของประเพณีไวว้ า่ ประเพณี คือ ความประพฤติสืบต่อกนั มาจน
เป็นท่ียอมรับของส่วนรวม ส่ิงใดกต็ ามเมื่อประพฤติซ้า ๆ กนั อยบู่ ่อย ๆ จนเป็นความเคยชินก็เกิดเป็นนิสยั ข้ึน
ความประพฤติเหมือน ๆ กนั เป็นส่วนใหญใ่ นหมู่คณะ เรียกวา่ ประเพณีหรือนิสัยสังคม3
ดงั น้ันประเพณี หมายถึง แบบความเช่ือ ความคิด การกระทา ค่านิยม ทัศนคติ ศีลธรรม จารีต
ระเบียบแบบแผน ตลอดจนการประกอบพิธีกรรมในโอกาสต่าง ๆ หรืออาจกล่าวไดว้ า่ ประเพณี คือ ความ
ประพฤติของคนส่วนใหญ่ในสงั คมท่ียดึ ถือปฏิบตั ิสืบต่อกนั มา
ประเภทของประเพณไี ทย
1. จารีตประเพณีหรือกฎศีลธรรม เป็ นประเพณีท่ีมีเรื่องศีลธรรมเขา้ มาเก่ียวขอ้ ง หากผูใ้ ดฝ่ าฝื นถือ
วา่ ผิดตอ้ งไดร้ ับโทษ เช่น เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่าลูกหลานก็ตอ้ งเล้ียงดูถา้ ใครไม่ทาตามก็ถือว่าผิด จารีตประเพณี
หรือกฎศีลธรรมของแต่ละสังคมยอ่ มแตกต่างกนั เพราะมีค่านิยมท่ียึดถือต่างกนั ดงั น้นั ถา้ นาเอาจารีตประเพณี
ของตนไปเปรียบเทียบกบั ของคนอื่นแลว้ บอกว่าดีหรือเลวกว่าตนก็ยอ่ มเป็ นการเปรียบเทียบที่ไม่ถูกตอ้ ง
เพราะแตล่ ะสงั คมยอ่ มมีสภาพแวดลอ้ มและความเช่ือที่แตกตา่ งกนั ไป
2. ขนบประเพณี หมายถึง ประเพณีท่ีมีระเบียบแบบแผนตามที่สังคมไดก้ าหนดไวแ้ ละปฏิบตั ิสืบต่อ
กนั มา ท้งั ทางตรงและทางออ้ ม
ขนบประเพณีทางตรง คือ ประเพณีท่ีมีการกาหนดเป็ นระเบียบแบบแผนในการปฏิบตั ิอยา่ งชดั เจน
วา่ บุคคลในสงั คมตอ้ งปฏิบตั ิอยา่ งไร เช่น การศาสนา พิธีไหวค้ รู เป็นตน้
ขนบประเพณีทางออ้ ม คือ ประเพณีท่ีไม่ไดว้ างระเบียบแบบแผนไวแ้ น่นอน แต่ปฏิบตั ิไปตามคา
บอกเล่า เช่น การทาบุญเล้ียงพระ ประเพณีแห่นางแมว ประเพณี บุญบ้งั ไฟ เป็นตน้
3. ธรรมเนียมประเพณี หมายถึง ประเพณีท่ีเก่ียวกบั เรื่องทว่ั ไปไม่มีระเบียบแบบแผนเหมือน หรือมี
ความผิดถูกซ่ึงเป็ นแนวทางในการปฏิบัติโดยทว่ั ไป จนเกิดความเคยชิน เช่น การแต่งกาย การรับประทาน
อาหาร การสวมรองเทา้
นอกจากจะแบ่งประเพณีเป็ น 3 ประเภทดงั กล่าวแลว้ ยงั สามารถแบ่งประเภทของประเพณีไดอ้ ีก
รูปแบบหน่ึงคือ ประเพณีท่ีเก่ียวขอ้ งกบั วถิ ีชีวติ ของชาวไทยต้งั แต่เกิดจนตายซ่ึงบางประเพณีตอ้ งปฏิบตั ิตาม
บางประเพณีไมต่ อ้ งปฏิบตั ิตามกไ็ ด้ ท้งั น้ีข้ึนอยกู่ บั การพิจารณาของคนส่วนใหญ่ของสงั คมเป็นสาคญั
1. ประเพณีเกี่ยวกบั ครอบครัว เป็ นเร่ืองเกี่ยวกบั ครอบครัวโดยเฉพาะเร่ิมต้งั แต่เกิดจนตาย เช่น
ประเพณีการเกิด ประเพณีการบวช ประเพณีการแตง่ งาน ประเพณีการทาบุญงานศพ ประเพณีการปลูกเรือน
2. ประเพณีเก่ียวกบั ส่วนรวม เป็ นเรื่องท่ีนิยมปฏิบตั ิร่วมกนั ของสมาชิกในสังคม เช่น ประเพณี
เก่ียวกบั วนั สาคญั ทางศาสนา วนั มาฆบูชา วนั วิสาขบูชา วนั อาสาฬหบูชา วนั เขา้ พรรษา วนั ออกพรรษา
และเก่ียวกบั เทศกาลต่าง ๆ ประเพณีสงกรานต์ ลอยกระทง เป็นตน้
3. ประเพณีเกี่ยวกบั ทอ้ งถ่ิน เป็นเรื่องท่ีเก่ียวกบั อาชีพ เช่น การลงข่วงป่ันฝ้ายที่ภาคอีสาน การคลอ้ ง
ชา้ งที่จงั หวดั สุรินทร์ การทามีดอรัญญิกจงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา การทาร่มบอ่ สร้างจงั หวดั เชียงใหม่ การ
แต่งกาย เช่น การแต่งกายสมยั ศรีวิชยั ลพบุรี ลา้ นนา สุโขทยั อยธุ ยา รัตนโกสินทร์ การรับประทาน
อาหาร เช่น แกงโฮ๊ะ แกงอ่อม ขา้ วซอย ขนั โตกของภาคเหนือ แกงเหลือง แกงไตปลา ขา้ วยา ของ
ภาคใต้ และการละเล่นพ้ืนบา้ น เช่น เพลงเรือ เพลงเหย่ย เพลงอีแซว ลาตดั ภาคกลาง เพลงโคราช ภาค
อีสาน เป็ นตน้
4. พระราชพิธี และ รัฐพิธี
พระราชพิธี คือ พิธีการที่พระมหากษตั ริยท์ รงปฏิบัติตามพระราชกรณียกิจท่ีเป็ นแบบแผนราช
ประเพณีมาแต่โบราณ หรือพระราชพิธีที่ทรงพระราชดาริมีพระราชประสงค์ให้จดั ทาข้ึน พระราชพิธีแบ่ง
ออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. งานท่ีจดั ข้ึนเป็นประจาฤดูกาล เป็ นพระราชพิธีท่ีปฏิบตั ิสืบเน่ืองกนั มาแตโ่ บราณ 4
เช่น วนั ฉตั รมงคล ตรงกบั วนั ท่ี 5 พฤษภาคม เป็นวนั คลา้ ยวนั ท่ีพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ภูมิพลอดุลยเดช
(รัชกาลท่ี9)ไดเ้ สด็จข้ึนครองราชสมบตั ิเมื่อปี พุทธศกั ราช 2493 งานวนั ฉัตรมงคลถือเป็ นงานพระราชพิธี
เรียกวา่ “พระราชพธิ ีฉตั รมงคล”
วนั เฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจา้ สิริกิต์ิพระบรมราชินีนารถ วนั เฉลิมพระชนมพรรษา
ตรงกบั วนั ท่ี 12 สิงหาคม เป็ นวนั เฉลิมฉลองวนั คลา้ ยวนั พระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจา้ สิริกิต์ิพระ
บรมราชินีนารถ งานน้ีประกอบดว้ ยงานพระราชพธิ ี งานทางราชการ และงานประชาชน จดั ข้ึนเพื่อถวายพระ
พรชยั มงคลแด่สมเดจ็ พระนางเจา้ สิริกิต์ิพระบรมราชินีนารถ
วนั เฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ วั ภูมิพลอดุลยเดช วนั เฉลิมพระชนมพรรษา
ตรงกบั วนั ท่ี 5 ธันวาคม เป็ นวนั เฉลิมฉลองวนั คลา้ ยวนั พระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว
รัชกาลท่ี 9 งานน้ีประกอบดว้ ยงานพระราชพิธี งานทางราชการ และงานประชาชน จดั ข้ึนเพื่อถวายพระพร
ชยั มงคลแด่พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั
2. งานท่ีจดั ข้ึนเป็ นพิเศษตามท่ีทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯให้จดั งานเป็ นพระราชพิธี เช่น พระราช
พธิ ีสมโภชเดือน พระราชพิธีอภิเษกสมรส เป็นตน้
รัฐพิธี คือ พิธีที่รัฐจดั ข้ึนเป็ นงานพิธีของรัฐบาล ตลอดจนกระทรวง ทบวง กรม เป็ นผคู้ ิดจดั ข้ึนแลว้
กราบบงั คมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณาอญั เชิญ พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั เสด็จพระราชดาเนินไป
ทรงเป็ นองคป์ ระธานประกอบพิธี หรือจะโปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ระราชวงศ์เสด็จแทนพระองค์ หรื อประธานใน
พิธีอาจเป็ นนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา หรือรัฐมนตรี แลว้ แต่กรณีของความสาคญั ของงานรัฐพิธีน้นั ๆ
ปกติงานรัฐพิธีก็มีแตเ่ สด็จไปวางพวงมาลาถวายสักการะแลว้ เสดจ็ พระราชดาเนินกลบั เช่น รัฐพิธีท่ีระลึกวนั
จกั รี รัฐพิธีที่ระลึกวนั ปิ ยมหาราช บางงานจดั ใหม้ ีพิธีสงฆ์บาเพญ็ พระราชกุศลดว้ ย เช่น งานรัฐพิธีที่ระลึกวนั
พระราชทานรัฐธรรมนูญ เป็นตน้ 5
ประเพณไี ทยภาคต่าง ๆ ของไทย
ประเพณีไทยที่เกิดข้ึนในทอ้ งถ่ินตา่ ง ๆ น้นั มีลกั ษณะสอดคลอ้ งกบั สภาพแวดลอ้ ม สภาพภูมิศาสตร์
ของแต่ละทอ้ งถิ่นหรือแต่ละภูมิภาคและยงั สะทอ้ นให้เห็นวฒั นธรรมวิถีชีวิตของคนในทอ้ งถิ่นน้ัน ๆ ซ่ึง
สามารถจาแนกเป็ น 4 ภูมิภาค ดงั น้ีคือประเพณีไทยภาคเหนือ ประเพณีไทยภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
ประเพณีไทยภาคกลาง และประเพณีไทยภาคใต้ ดงั ตวั อยา่ งตอ่ ไปน้ี
ประเพณตี รุษสงกรานต์ และดาหวั
กาหนดงาน
วนั ข้ึนปี ใหมข่ องไทยส่วนใหญม่ กั จะเป็นวนั ที่ 13 – 15 เมษายนของทุกๆปี
ประวตั ิความเป็ นมา
วนั สงกรานต์ คือ วนั ข้ึนปี ใหม่ของไทย โดยถือเอาวนั ท่ีพระอาทิตยเ์ คลื่อนยา้ ยเขา้ สู่ราศีเมษ ซ่ึงตรง
กบั วนั ที่ 13 เมษายนของทุกปี ภาคเหนือของไทยจดั วนั สงกรานต์ออกเป็ น 3 วนั คือ วนั ท่ี 13 เมษายน
เรียกวา่ “วนั สังขานตล์ ่อง” คือวนั ปี เก่าผา่ นพน้ ไป วนั ที่ 14 เมษายน เรียกวา่ “วนั เนา” หรือ “วนั ดา” คือการ
เตรียมงานต่าง ๆ วนั ที่ 15 เมษายน เรียกวา่ “วนั พญาวนั ” คือ วนั สาคญั ของปี ใหม่ วนั สงกรานตเ์ ป็นประเพณี
ท่ีประกอบพิธีกรรมการทาบุญการกุศล ฟังเทศน์ รดน้าดาหวั และมีการละเล่นร่ืนเริงสนุกสนาน
พธิ ีกรรม
วนั ที่ 13 เมษายน เรียกวา่ วนั สังขารล่อง เร่ิมจากตอนเชา้ มีการจุดประทดั ยงิ ปื นขบั ไล่เสนียดจญั ไร
ให้ล่วงไปกบั ปี เก่า แต่ละบา้ นมีการทาความสะอาด จากน้นั ก็ทาความสะอาดร่างกาย ชาระจิตใจผ่องใส
หลงั จากน้นั ไปเท่ียวตามหมู่บา้ น หรือในปัจจุบนั นิยมไปเท่ียงตามสถานท่ีท่องเท่ียวตา่ งๆ
วนั ที่ 14 เมษายน เรียกวา่ วนั เนา หรือวนั ดา วนั น้ีจะทาสิ่งต่างๆ ท่ีเป็นมงคล ตอนเชา้ ไปจบั จ่ายซ้ือ
ของเพ่ือเตรียมทาอาหารไวท้ าบุญถวายพระในวนั รุ่งข้ึน ตอนบ่ายมีการขนทรายเขา้ วดั เพ่ือก่อเจดียท์ รายตาม
ลานวดั ในวนั น้ีกม็ ีการเล่นน้ากนั อยา่ งสนุกสนานโดยเฉพาะคนหนุ่มคนสาว
วนั ท่ี15 เมษายน เรียกวา่ วนั พญาวนั ในตอนเช้าจดั เตรียมสารับอาหารคาวหวานไปถวายพระที่วดั
และทาบุญตกั บาตร มีการถวายทานเพ่ืออุทิศส่วนกุศลถึงญาติพ่ีนอ้ งบิดามารดาที่ล่วงลบั ไปแลว้ มีการถวาย
ทานเจดียท์ รายปล่อยนกปล่อยปลา มีการสรงน้าพระพุทธเจดีย์ มีการค้าตน้ โพธ์ิภายในวดั มีการสรงน้า
พระพุทธรูปสาคญั คู่บ้านคู่เมือง ตอนบ่ายก็จะเร่ิมการดาหัว การดาหัวเป็ นวฒั นธรรมอนั สูงยิ่งของทาง
ภาคเหนือ นอกจากจะเป็ นการแสดงออกถึงการขออภยั การใหอ้ ภยั การเคารพนบั ถือกนั และกนั ในหมูค่ ณะ
เครือญาติ ยงั เป็นการแสดงออกถึงจิตใจอนั เป่ี ยมดว้ ยคารวะไมตรี ความรักใคร่สามคั คีกนั ในหมู่คณะ 5
ประเพณฟี ้อนผมี ด- ผเี ม็ง
กาหนดงาน
จดั ข้ึนในเดือน 8-9 ( พฤษภาคม - มิถุนายน ) บางตระกูลก็กาหนดไวป้ ี ละคร้ัง บางตระกูล 3 คร้ัง
บางตระกูลไม่มีกาหนดท่ีแน่นอน แล้วแต่ความสะดวก บางคร้ังก็เป็ นการฟ้อนแก้บนในกรณีที่ลูกหลาน
เจบ็ ป่ วย
ประวตั ิความเป็ นมา
ฟ้อนผีมด-ผีเม็ง เป็ นการฟ้อนราเพื่อเป็ นการสังเวยผีบรรพบุรุษในวนั ครบรอบปี แต่บางคร้ังพ่ีน้อง
หรือญาติเกิดการเจ็บป่ วยก็จะมีการบนบานศาลกล่าว ถา้ หายเจ็บป่ วยแล้วก็ทาการแก้บน ซ่ึงชาวบา้ นทาง
ภาคเหนือนบั ถือกนั ฟ้อนผีมด- ผีเม็งมีความแตกต่างในรายละเอียด ฟ้อนผีมดไม่มี กระบอกน้าปลาร้า แต่
ฟ้อนผเี ม็งมีกระบอกน้าปลาร้าสาหรับสังเวยผี การฟ้อนผมี ด-ผีเม็งมีวตั ถุประสงคด์ งั น้ี 1. เป็ นการสร้างความ
สามคั คีพบปะคุน้ เคยกนั ในหมู่บา้ น 2. เป็ นการแสดงความกตญั ญูรู้คุณอย่างหน่ึงท่ีราลึกถึงบรรพบุรุษที่
ล่วงลบั ไปแลว้ 3. เป็ นท่ีพ่ึงทางใจในกรณีที่เจบ็ ป่ วยแลว้ มีการบนบานศาลกล่าวเอาไว้ เมื่อหายแลว้ จึงจดั พิธี
ฟ้อนเพ่ือเป็ นการแกบ้ น 4. เป็ นการพกั ผอ่ นหยอ่ นใจอยา่ งหน่ึง เพราะคนสมยั ก่อนมีงานประจาทาก็คือ การ
ทาไร่ ทานา ในช่วงเดือน 9 (มิถุนายน) เป็นช่วงที่วา่ งจากงานจึงพากนั จดั พิธีดงั กล่าวข้ึน
พธิ ีกรรม
ก่อนที่จะทาพิธีตอ้ งมีการเตรียมสถานที่ โดยการสร้างปะราภายในลานบา้ น ในปะรามีเครื่องเซ่น
สังเวยต่างๆ ซ่ึงทาคลา้ ยกบั ศาลเพียงตาสูงจากพ้ืนดินประมาณ 1 เมตร และมีราวผา้ โดยมีผา้ โสร่งใหม่พาดไว้
หลายตวั ไวส้ าหรับผูท้ ี่จะมาฟ้อนและมีผา้ พาดบ่าเวลาฟ้อนดว้ ย พร้อมกบั มีผา้ โพกหัวสีต่างๆ ซ่ึงใช้กนั ท้งั
ชายหญิง ตรงกลางปะรามีผา้ ขาวห้อยเอาไวป้ ล่อยชายผา้ ใหย้ าวลาดพ้ืนปะรา วนั แรกที่ทาพิธีฟ้อนจะมีหญิง
ชราท่ีเป็ นหัวหน้าตระกูลน้ันนาลูกหลานไปเขา้ พิธีสักการบูชาผีบรรพบุรุษ มีการอธิษฐานขอให้คุม้ ครอง
ลูกหลาน หลงั จากทาพิธีสักการบูชาบอกกล่าวแก่ผีบรรพบุรุษแลว้ ก็อญั เชิญผีหรือเจา้ พ่อไปยงั ปะราพิธี
ก่อนท่ีจะฟ้อน ผฟู้ ้อนจะไปหยบิ เครื่องแตง่ ตวั จากราวสวมทบั เขา้ กบั เส้ือผา้ ของตวั เอง เอามือเกาะผา้ ท่ีหอ้ ยอยู่
กลางปะรา พร้องกบั ฟุบหนา้ ลงโยนตวั ไปมา สักครู่ก็ออกมาฟ้อนตามจงั หวะกลองท่ีบรรเลงคนราเปลี่ยนกนั
เขา้ ออก แตค่ นราตอ้ งเป็นคนในตระกลู เท่าน้นั ตระกลู อ่ืนเขา้ ไปราไมไ่ ด้ ผดิ ผี 6
งานเทศกาลยเี่ ป็ ง จังหวดั เชียงใหม่
กาหนดงาน
วนั ข้ึน 13 ค่า ถึงแรม 1 ค่า เดือนยี่ (เดือน 12 หรือ เดือนพฤศจิกายน)สถานที่จดั งาน คือ หนา้ เทศบาล
เมืองเชียงใหม่
ประวตั ิ / ความเป็ นมา
คาวา่ “ยี่เป็ ง” เป็ นภาษาถิ่นเหนือ หมายถึง วนั เพ็ญเดือนย่ี เป็ นเวลาที่น้าในแม่น้าลาคลองเต็มตล่ิง
อากาศหนาวเยน็ จึงเกิดเป็ นประเพณีแต่งโคมประทีป โคมไฟตามวดั วาอาราม และบา้ นเรือน ตลอดจนมีการ
ลอยกระทงดว้ ย สันนิษฐานวา่ มีการยดึ ถือปฏิบตั ิกนั มาต้งั แต่สมยั อาณาจกั รหริภุญชยั ความเชื่อท่ีชาวเหนือมี
ต่อประเพณีเดือนยนี่ ้ันเป็ นการสะเดาะเคราะห์ ขอขมาพระแม่คงคา สักการะบวงสรวงพระผูเ้ ป็ นเจา้ บูชา
รอยพระพุทธบาทริมแม่น้านัมทามหานที ความเชื่อเหล่าน้ีทาให้เกิดตามประทีปโคมไฟลอยกระทงข้ึน
นอกจากน้ียงั มีความเช่ืออีกอยา่ งหน่ึงท่ีทาให้เกิดประเพณีพิเศษของเทศกาลย่ีเป็ ง คือ การปล่อย”โคมลอย”
ท้งั ชนิด”โคมไฟ” และโคมควนั ” ข้ึนซ่ึงเช่ือวา่ เป็นการบูชาพระธาตุจุฬามณีบนสรวงสวรรค์
พธิ ีกรรม/กจิ กรรม
เมื่อถึง 1 ค่า เดือนยี่ ทุกวดั ในภาคเหนือจะจดั เตรียมสถานที่ และจดั เตรียมสิ่งต่อไปน้ีคือ ทาราชวตั ร
รอบวิหารหรือศาลา ทาประตูป่ าหนา้ ทางเขา้ วดั หรือหน้าวิหาร จดั ทาโคมต่าง ๆ เช่น โคมคา้ ง โคมลอย เมื่อ
เตรียมการของทางวดั แลว้ สาหรับชาวบา้ นก็จะมีการเตรียมการดงั น้ีคือ เตรียมเครื่องแต่งกาย เตรียมโคมราว
ไว้ เพื่อประดบั บูชาหน้าบา้ นเรือนของตน เตรียม ถว้ ยประทีป เตรียมกณั ฑ์ธรรม สาหรับนาไปฟังเทศน์
เตรียมขา้ วตอกดอกไม้ สาหรับโปรยเวลามีงาน เช่น โปรยเวลาเทศนม์ หาชาติ เตรียมอาหารสาหรับภิกษุสงฆ์
และมีการประดิษฐก์ ระทง เพ่ือนาไปลอยในแม่น้าลาคลอง9
ประเพณแี ห่ผตี าโขน
กาหนดงาน
จดั ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ข้ึนอยู่กับคนทรง คือเจา้ พ่อกวน เจา้ แม่นางเทียมเป็ นผู้
กาหนด มีงาน 3 วนั มกั ตรงกบั วนั เสาร์อาทิตย์ โดยจดั ท่ีอาเภอด่านซา้ ย จงั หวดั เลย
ความเป็ นมา
ผตี าโขนเป็ นการละเล่นพ้ืนบา้ นอยา่ งหน่ึง มีเฉพาะที่อาเภอด่านซา้ ย อาเภอนาแหว้ จงั หวดั เลย การ
เกิดการละเล่นผีตาโขนมีตานานดงั น้ี ตามเร่ืองพระเวสสันดร ชาวเมืองสีวรี าชโกรธที่พระเวสสันดรประทาน
ชา้ ง “ปัจจยั นาเคนทร์” อนั เป็นชา้ งมงคลไปให้เมืองกลิงคราษฎร์ท่ีฝนแลง้ มาหลายปี จึงขอใหพ้ ระเจา้ กรุงสัญ
ชยั พระบิดาขบั พระเวสสันดรไปอยปู่ ่ า ณ เขาวงกต ต่อมาเม่ือชาวเมืองสีวีราชหายโกรธเพราะชาวเมืองคลิงก
ราษฎร์นาชา้ งมงคลมาคืนแลว้ พระบิดาและพระมารดาจึงเสด็จไปรับพระเวสสันดรและนางมทั รีเขา้ เมือง
ขณะเมื่อมีการเชิญเสด็จเขา้ เมืองน้ีก็คงมีขบวนแห่แหนเฉลิมฉลอง แม้แต่บรรดาผีท้งั หลายก็พากนั ยินดี
มาร่วมดว้ ย จึงเป็นสาเหตุใหม้ ีการละเล่นผตี าโขนท่ีน่ีมาชา้ นานแลว้
ชาวอาเภอด่านซ้ายจะมีประเพณีแห่ผีตาโขนในงาน “บุญหลวง” ซ่ึงถือเป็ นงานบุญใหญ่ประจาปี
ของท้องถิ่นโดยเป็ นงานบุญท่ีรวมเอางานบุญพระเวสและงานบุญบ้งั ไฟเข้าเป็ นงานบุญเดียวกัน “บุญ
พระเวส”เป็ นงานบุญที่จดั ทาข้ึนเพ่ือฟังเทศน์มหาชาติใหจ้ บภายใน 1 วนั เชื่อวา่ จะไดอ้ านิสงส์แรง “งานบุญ
บ้งั ไฟ” จดั ข้ึนเพื่อบูชาเทวดาและเป็ นประเพณีขอฝน เม่ือทาบุญน้ีแลว้ จะทาให้ฝนตกตอ้ งตามฤดูกาล พืช
พรรณธญั ญาหารอุดมสมบูรณ์ และในงานบุญหลวงน้ีก็จะมีการละเล่นผตี าโขนรวมอยดู่ ว้ ย
การละเล่นผีตาโขน ส่วนมากเล่นเฉพาะผูช้ าย เพราะตอ้ งมีการออกท่าทางเตน้ รา หนา้ กากผีตาโขน
แบ่งออกเป็ น 2 ขนาด คือ ผีตาโขนใหญ่ และผีตาโขนเล็ก การทาหน้ากากผีตาโขนนิยมทาด้วยโคนกา้ น
ทางมะพร้าวที่แห้งแลว้ โดยตกแต่งเจาะช่องตา จมูก ปากและใบหู ส่วนหวั ทาดว้ ยหวดน่ึงขา้ วเหนียวที่สาน
ดว้ ยไมไ้ ผห่ กั พบั ข้ึนทาเป็นหมวกแลว้ นามาเยบ็ ตอ่ กบั ส่วนท่ีเป็นหนา้ กากสาหรับสวมหวั ต่อจากน้นั แตง่ กาย
ดว้ ยเศษผา้ ที่ไม่ใชแ้ ลว้ มาเยบ็ เป็ นผนื สาหรับคลุมร่างผแู้ ต่งส่วนแขนใหม้ ีช่องมือลอดออกมาได้ ชุดเหล่าน้ีจะ
เล่นคร้ังเดียวแลว้ ทิง้ เลย
พธิ ีกรรม
ในวนั แรกของงานเรียกวา่ “วนั โฮม” หรือ “วนั รวม” ก่อนสวา่ งผตี าโขนเล็กท้งั หลายจะไปรวมกนั
ณ บา้ นช่างท่ีทาผีตาโขนใหญ่ เวลาประมาณ 03.00-04.00 น. จะมีพิธีแห่พระอุปคุตจากแม่น้าหมนั มาท่ีวดั
โพนชยั จากน้นั บรรดาผีตาโขนจะแห่แหนกนั ไปท่ีบา้ นเจา้ พ่อกวนและเจา้ แม่นางเทียมซ่ึงจะมีการตอ้ นรับ
ขบวนผีตาโขนดว้ ยการเล้ียงเหลา้ ยาอาหารกนั ตอ่ จากน้นั ขบวนผตี าโขนจะพากนั แห่ไปตามบา้ นและกลบั มา
ที่วดั เพอื่ คอยลอ้ เล่นกบั ผคู้ นที่มาร่วมงานจากหมู่บา้ นตา่ ง ๆ เป็นท่ีสนุกสนาน
วนั ท่ีสองพวกผตี าโขนจะเร่ิมเล่นแห่ไปตามละแวกบา้ นแตเ่ ชา้ มืดจนถึงเวลาประมาณบา่ ยสองโมง ผี
ตาโขนจะไปรวมกนั ณ จุดท่ีจะเชิญพระเวสสันดรและพระนางมทั รีเขา้ เมือง เมื่อทาพิธีอญั เชิญและสู่ขวญั
พระเวสสันดรและพระนางมทั รีเสร็จก็ร่วมแห่ขบวนเขา้ เมืองหลงั จากน้นั แลว้ บรรดาผูเ้ ล่นจะนาเอาเครื่องผี
ตาโขนท่ีใชป้ ระกอบการละเล่นนาไปทิ้งที่แม่น้าหมนั เป็นการเสร็จสิ้นการละเล่นผตี าโขน ตอ่ จากน้นั ในเวลา
ค่ามีการเทศน์มหาชาติติดต่อกนั ท้งั 13 กณั ฑ์ ซ่ึงกวา่ จะเทศน์เสร็จก็ไปถึงเวลาบ่ายหรือเวลาเยน็ ของวนั ท่ีสาม
เป็นอนั เสร็จพธิ ี 8
ประเพณไี หลเรือไฟ
กาหนดงาน
วนั แรม 1 ค่า เดือน 11 ในแม่น้าโขง บริเวณหนา้ ตวั เมืองนครพนม
ประวตั ิความเป็ นมา
ประเพณีไหลเรือไฟเป็ นประเพณีสาคญั อยา่ งหน่ึงท่ีชาวอีสานสืบทอดปฏิบตั ิกนั ในเทศกาลออก
พรรษา จดั งานในวนั ข้ึน 15 ค่า หรือวนั แรม 1 ค่า เดือน 11 จงั หวดั ที่มีการจดั ประเพณีไหลเรือไฟคือ จงั หวดั
ศรีสะเกษ สกลนคร หนองคาย นครพนม เลย และอุบลราชธานี
เรือไฟ หรือภาษาถิ่นอีสานว่า “เฮือไฟ” เป็ นเรือท่ีทาด้วยต้นกล้วย หรือไม้ไผ่ต่อเป็ นลาเรือยาว
ประมาณ 5-6 วา ขา้ งในบรรจุขนม ขา้ วตม้ ผดั หรือสิ่งของที่ตอ้ งการบริจาคทาน ขา้ งนอกเรือมีดอกไม้ ธูป
เทียน ตะเกียง ข้ีใต้ สาหรับจุดให้แสงสว่างก่อนปล่อยเรือไฟ ซ่ึงเรียกวา่ “การไหลเรือไฟ” หรือ “ปล่อยเฮือ
ไฟ”
สาเหตุของการไหลเรือไฟมีคตินิยมเช่นเดียวกบั การลอยกระทง แต่เป็ นการลอยกระทงก่อน 1 เดือน
ซ่ึงมีความเช่ือดงั น้ี คือ เพ่ือบูชารอยพระพุทธบาทท่ีประทบั ไวร้ ิมฝ่ังแม่น้านมั มทานที เพื่อบูชาพระรัตนตรัย
และพระพุทธเจา้ 5 พระองค์ บูชาคุณแม่โพสพ เพื่อการบูชาดวงวญิ ญาณของบรรพบุรุษ และเพ่ือการบูชา
ประทีปตามประเพณี
พธิ ีกรรม
ก่อนถึงวนั งานไหลเรือไฟ ชาวคุม้ วดั จะช่วยกนั ประดิษฐต์ กแต่งเรือไฟดว้ ยตน้ กลว้ ย ไมไ้ ผห่ รือวสั ดุ
อย่างใดอย่างหน่ึงท่ีสามารถลอยน้าได้ ให้มีรูปร่างลกั ษณะเหมือนเรือ มีความยาวไม่น้อยกว่า 6 เมตร จะ
ประดิษฐเ์ ป็นรูปหงส์ นาค ครุฑ และรูปอื่น ๆ มากมายท่ีคิดวา่ สวยงามมีการประดบั ประทีปโคมไฟเม่ือถึงวนั
งานก็จะมีขบวนแห่ไหลเรือไฟซ่ึงนาข้ึนไปวางบนพาหนะลอ้ เลื่อนต่าง ๆ แลว้ เขา้ ขบวนแห่ทุกคุม้ พร้อมกนั
โดยมีการแสดงพ้ืนบา้ นประกอบขบวนแห่อยา่ งสนุกสนานสวยงาม มีคณะกรรมการตดั สินก็จะใหค้ ะแนนผู้
ท่ีจดั ส่งไหลเรือไฟเขา้ ประกวดด้วย ขบวนแห่ไหลเรือไฟจะไปสิ้นสุดอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้าโขงหน้าจวนผูว้ ่า
ราชการจงั หวดั และก่อนไหลเรือไฟจะมีการทาพิธีกรรมทางศาสนา เช่น กราบพระ รับศีล และฟังเทศน์
กล่าวคาบูชารอยพระพุทธบาท ต่อจากน้นั จึงนาเรือไฟลงน้าและเริ่มจุดประทีปโคมไฟแลว้ ปล่อยใหล้ ่องไป
ตามแม่น้าโขงลงไปทางทิศใต้ 9
ประเพณแี ห่เทยี นพรรษา
กาหนดงาน
วนั แรม 1 ค่า เดือน 8 หรือวนั เขา้ พรรษา ณ บริเวณทุง่ ศรีเมือง อาเภอเมือง จงั หวดั อุบลราชธานี
ประวตั ิความเป็ นมา
เทศกาลเขา้ พรรษา นบั ต้งั แต่วนั แรม 1 วดั เดือน8 ถึงวนั ข้ึน 15 ค่าเดือน 11 รวมระยะเวลา 3 เดือน
พระสงฆ์พุทธสาวกจะตอ้ งหยดุ จาริกแสวงบุญเพื่อจะไดไ้ ม่ไปเหยียบฝักขา้ วกลา้ ในนาให้เสียหายจึงมีพุทธ
บญั ญตั ิให้พระสงฆ์ทาพิธีปวารณาเขา้ อยูจ่ านาพรรษา ณ อาวาสแห่งใดแห่งหน่ึงตลอดไตรมาส ในโอกาสน้ี
พุทธศาสนิกชนต่างก็จดั หาดอกไม้ ธูปเทียน ผา้ อาบน้าฝน ตลอดจนเคร่ืองปัจจยั ไทยทานนาไปถวาย
พระภิกษุสงฆส์ ามเณรที่จะจาพรรษาอยู่ ณ วดั ใกลบ้ า้ นของตนและสิ่งท่ีขาดเสียมิไดค้ ือ “เทียน”
พธิ ีกรรม
วนั แรกเป็ นวนั ที่ชาวอุบลราชธานีจดั พิธีตอ้ นรับเทียนหลวงพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระ
เจา้ อยูห่ ัวท่ีโปรดเกลา้ ฯ พระราชทานถวายแด่วดั หลวงของจงั หวดั น้ีเป็ นประจาทุกปี มีพิธีบวงสรวงศาลเจา้
พอ่ หลกั เมืองดว้ ย ส่วนในเวลากลางคืนก็จะมีการประกวดสาวงามประจาตน้ เทียนพร้อมมหรสพสมโภช
วนั ข้ึน 15 ค่าเดือน 8 (วนั อาสาฬหบูชา) ก็จะเป็ น “วนั โฮม” คือชาวคุม้ วดั ทุกคุม้ จะนาต้นเทียนท่ี
จดั ทาเสร็จเรียบร้อยแลว้ ไปรวมกนั อยูใ่ นบริเวณทุ่งศรีเมืองเพ่ือใหค้ ณะกรรมการพิจารณาการให้คะแนนตน้
เทียนและประชาชนเดินชมความสวยงามของตน้ เทียน ในโอกาสเดียวกนั ก็ไดม้ ีการจดั ประเพณีรับประทาน
อาหารเยน็ แบบพ้นื บา้ นเรียกวา่ “พาขา้ วแลง” ใหแ้ ก่นกั ทอ่ งเท่ียวตา่ งถิ่นที่เดินทางไปร่วมงานคร้ังน้ีดว้ ย
วนั แรม 1 ค่าเดือน 8 หรือวนั เขา้ พรรษาซ่ึงเป็ นวนั สาคญั ที่สุดของงานในตอนเชา้ จะมีพิธีทาบุญทาง
ศาสนาเวลาประมาณ 08.00 น. ขบวนแห่เทียนพรรษาจากคุม้ วดั จะมาพร้อมกนั หนา้ บริเวณศาลากลางจงั หวดั
อุบลราชธานี แลว้ เคลื่อนขบวนแห่ไปตามถนนสายต่าง ๆ รอบตวั เมือง แต่ละขบวนมีการตกแต่งประดบั ดา
ตน้ เทียนให้มีความสวยงามและถูกตอ้ งตามกติกาท่ีกาหนด ซ่ึงรางวลั ที่ไดร้ ับจะแบ่งเป็ นตน้ เทียนติดพิมพ์
และตน้ เทียนแกะสลกั รางวลั ของขบวนแห่ และรางวลั สาหรับนางฟ้าประจาตน้ เทียน หลงั จากน้นั นาขบวน
แห่เทียนพรรษามารวมกนั ท่ีทุ่งศรีเมืองอีกคร้ังหน่ึงเพ่ือฟังผลการประกวดและรับรางวลั ตน้ เทียนที่ได้รับ
รางวลั จะต้งั แสดงให้ไดช้ มอีกคืนหน่ึงอยา่ งใกลช้ ิด ตน้ เทียนท่ีเหลือต่างก็แยกยา้ ยกลบั ไปถวายยงั วดั ประจา
ของตนรวมท้งั อญั เชิญเทียนหลวงพระราชทานไปถวายยงั พระอารามหลวง 12
ประเพณอี ุ้มพระดานา้ จังหวดั เพชรบูรณ์
กาหนดงาน
ประมาณเดือนกนั ยายนหรือช่วงเทศกาลสารทไทยทุกปี ซ่ึงตรงกบั วนั แรม 15 ค่า เดือน 10
ประวตั ิความเป็ นมา
ประเพณีอุ้มพระดาน้า เป็ นประเพณีของชาวเพชรบูรณ์ที่มีความเช่ือถือศรัทธาต่อพระพุทธรูป
ศกั ด์ิสิทธ์ิคู่บา้ นคูเ่ มือง คือ พระพุทธมหาธรรมราชา ปัจจุบนั ประดิษฐานอยทู่ ี่วดั ไตรภูมิ สาเหตุท่ีมีประเพณี
อุม้ พระดาน้าทุกปี เพราะมีความเชื่อวา่ พระพุทธรูปศกั ด์ิสิทธ์ิมากหากปี ใดมีความแห้งแลง้ เกิดข้ึนก็จะทาพิธี
บวงสรวงโดยยกเป็นศาลเพียงตาแลว้ อญั เชิญพระมหาธรรมราชาองคน์ ้ีมาอาบน้าผทู้ าพธิ ีจะนุ่งขาวห่มขาวอุม้
พระพุทธรูปดาน้า หากผูอ้ ุม้ พระหันหน้าไปทางทิศใดก็จะทาให้ฝนตกในทิศน้ันๆ สามวนั สามคืนหาก
ตอ้ งการให้ฝนตกตามฤดูกาลก็อญั เชิญพระมหาธรรมราชาแห่รอบเมืองมีการสวดคาถาปลาช่อนดว้ ยก็จะ
บนั ดาลใหฝ้ นตกตอ้ งตามฤดูกาลได้
พธิ ีกรรม
เวลา 13.00 น. เร่ิมแห่พระพุทธรูปรอบเมือง ประชาชนพากนั ชมขบวนแห่ดว้ ยความช่ืนชม และดว้ ย
ความศรัทธาเนืองแน่น หลงั จากทาพิธีแห่รอบเมืองแลว้ จะนาพระมหาธรรมราชาไปประดิษฐานในปะราพิธี
ท่ีวดั ไตรภูมิเพื่อให้ประชาชนได้กราบไหวบ้ ูชา ปิ ดทอง ตอนค่ามีการสวดมนตเ์ ยน็ กลางคืนมีมหรสพและ
การ
ละเล่นต่างๆ วนั รุ่งข้ึนมีพิธีทาบุญวนั สารท ชาวบา้ นจะนาภตั ตาหารมาถวายที่วดั มีขา้ วกระยาสารทพร้อม
ดว้ ยเคร่ืองไทยธรรมต่างๆ เมื่อถวายภตั ตาหารแด่พระภิกษุสามเณรแลว้ ก็จะมีพิธีอุม้ พระดาน้ามีการราถวาย
บวงสรวงดว้ ยการฟ้อนชุดตา่ งๆ พิธีอุม้ พระดาน้าเริ่มดว้ ยการอญั เชิญพระมหาธรรมราชาลงบุษบกในเรือราช
พิธี ติดตามดว้ ยขา้ ราชการช้นั ผูใ้ หญ่หลายท่าน พร้อมดว้ ยพระสงฆ์วดั ไตรภูมิ บริเวณที่จะอญั เชิญพระพุทธ
มหาธรรมราชาลงสรงน้าเป็ นท่าน้าวดั โบสถช์ นะมาร ซ่ึงเป็ นวงั น้าลึก ผทู้ ่ีรับหนา้ ท่ีอุม้ พระมหาธรรมราชาลง
ดาน้า คือ ผูว้ า่ ราชการจงั หวดั เพชรบูรณ์ ซ่ึงมีฐานะเทียบเท่าเจา้ เมืองในสมยั ก่อน เสร็จจากพิธีอุม้ พระดาน้า
แลว้ กจ็ ะเร่ิมการแข่งเรือต่อไปอยา่ งสนุกสนาน 13
ประเพณกี ารแห่หางหงส์ จังหวดั ปทมุ ธานี
กาหนดงาน
ประเพณีการเห่หางหงส์ของชาวปทุมธานี จดั ใหม้ ีข้ึนในวนั สงกรานต์
ประวตั ิความเป็ นมา
ประเพณีแห่หางหงส์ เป็ นประเพณีสาคญั อีกอยา่ งหน่ึงของชาวปทุมธานีท่ีปฏิบตั ิสืบต่อกนั มาเป็ น
เวลานาน ชาวรามญั นับถือและให้ความสาคัญกับหงส์มาก เช่ือว่าเป็ นสัตว์ช้ันสูงท่ีให้คุณ กล่าวว่า ภูมิ
ประเทศเดิมของเมืองหงสาวดีเป็ นที่ลุ่มและทะเลสาบมาก่อน ต่อมาทะเลต้ืนเขินกลายเป็ นดินดอนไดม้ ีหงส์
ผวั เมียคู่หน่ึงมาหากินในทะเลสาบแห่งน้ีชาวมอญจึงถือเป็ นนิมิตดีจึงต้งั เมืองข้ึนเรียกวา่ เมืองหงสาหรือหง
สาวดีในปัจจุบนั และไม่ว่ามอญจะอพยพไปอยู่ท่ีแห่งใดก็ตาม ก็ตอ้ งสร้างรูปหงส์ไวบ้ นยอดเสาเพื่อเป็ น
เครื่องหมาย ดงั น้นั ชาวปทุมธานีจะตอ้ งแห่หางหงส์ทุกปี เพราะถือวา่ หงส์ปี หน่ึงตอ้ งถ่ายขนใหม่ โดยเฉพาะ
ส่วนหางหงส์จะหลุดหมด หางเป็ นสิ่งสาคญั ถือเป็ นผูก้ าหนดทิศทาง ดงั น้นั จึงจดั ประเพณีแห่หางหงส์ข้ึน
เพอื่ เป็ นสิริมงคลแก่ชีวติ และไดอ้ านิสงส์มาก ท้งั ยงั นาเงินที่ไดจ้ ากการแห่หางหงส์ไปถวายพระเพ่ือบารุงวดั
ต่อไป
พธิ ีกรรม
ก่อนถึงวนั สงกรานต์ ชาวบา้ นจะช่วยกนั เยบ็ ผา้ ที่จะทาเป็ นหางหงส์และช่วยกนั ประดิษฐ์ดอกชบา
เพ่ือนาไปประดบั ท่ีหางหงส์ให้สวยงาน ใชผ้ า้ อะไรก็ไดแ้ ต่ตอ้ งยาวประมาณ 3 เมตร กวา้ งประมาณ 1 เมตร
ตดั ใหเ้ ป็นลกั ษณะหวั ทา้ ยมน ทางหวั ใหญ่กวา่ งหางเลก็ นอ้ ย แลว้ เมม้ ขอบผา้ เยบ็ เขา้ กบั เชือกโดยตลอดท้งั ผืน
เสร็จแลว้ เหลาไมไ้ ผผ่ กู ขวางผา้ จานวน 9 อนั เพือ่ ให้ผา้ กางออก จากน้นั นาดอกไมท้ ่ีประดิษฐด์ ว้ ยเศษผา้ ต่างๆ
ประดบั ตามไมข้ า้ งละ 9 ดอก ติดที่ไมต้ รงกลางผา้ อีก 9 ดอก ตรงหวั มีตระกร้อสานดว้ ยหวาย 1 ลูก ท่ีลูกตระ
กร้อติดดอกไมอ้ ีก 4 ดอก ส่วนหางมีลูกตระกร้อ 2 ลูก ผูกเรียงติดห้อยไว้ ติดดอกไมท้ ่ีลูกตระกร้อลูกละ 4
ดอก และตระกร้อลูกสุดทา้ ยนิยมเอาดา้ ยสีต่างๆผกู ให้ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อใหเ้ กิดความสวยงาม
ลูกตระกร้อท่ีติดไวจ้ ะถ่วงหางใหผ้ า้ กางออก และประดบั ใหส้ วยงามอีกดว้ ย ส่วนทอ่ นหวั และท่อนหางแตล่ ะ
ดา้ นสีจะต่างกนั ตามผนื ผา้ เจาะรูช่องลมไวเ้ พ่ือไม่ใหผ้ า้ ขาดเวลาลมพดั แรงๆ ไมท้ ่ีทาเป็ นกระดูกขวางผืนผา้
ท้งั 9 อนั เป็ นคติ หมายถึง ความเจริญกา้ วหนา้ ส่วนลูกตระกร้อท้งั 3 ลูกหมายถึง พระรัตนตรัย ส่วนดอกไม้
ท่ีประดบั ถือเป็ นเครื่องบูชา การเยบ็ หางหงส์น้นั จะทาท่ีวดั หรือที่บา้ นก็ได้ แลว้ แต่สะดวก แต่ส่วนมากมกั ทา
ท่ีวดั เพราะมีสถานที่ที่กวา้ งและเป็ นศูนยก์ ลางท่ีรวมคน เมื่อทาหางหงส์เสร็จแลว้ ก็จะแห่ไปตามหมู่บา้ น มี
ขบวนกลองยาวร้องราทาเพลงเป็ นท่ีสนุกสนาน และมีคนถือบาตรรับบริจาคเงินจากผมู้ ีจิตศรัทธาทาบุญดว้ ย
จากน้นั ผเู้ ป็ นหวั หนา้ ขบวนจะเป็นผกู้ าหนดเอาวนั สุดทา้ ยของวนั สงกรานตเ์ ป็นวนั แขวนหางหงส์ โดยนาไป
แขวนที่ไมใ้ ตต้ วั หงส์ใกลๆ้ กบั ยอดเสาหงส์ และนาเงินไปถวายพระท่ีวดั จากน้นั พระจะใหศ้ ีลใหพ้ ร 12
ประเพณรี ับบัว
กาหนดงาน
เริ่มต้งั แต่วนั ข้ึน ๑๓ ค่า เดือน ๑๑ ถึง ข้ึน ฟ๑๔ ค่า เดือน ๑๑ ก่อนออกพรรษา
ประวตั คิ วามเป็ นมา
ประเพณีรับบวั เป็ นประเพณีประจาทอ้ งถ่ิน ของชาวอาเภอบางพลี จงั หวดั สมุทรปราการ ซ่ึงเป็ น
ประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดมาแต่โบราณ โดยมิไดป้ รากฏหลกั ฐานวา่ มีมาแต่ยคุ ใดสมยั ใด ประเพณีรับบวั น้ีมี
ขอ้ สันนิษฐานความเป็ นมา ดงั น้ีคือ ชาวรามญั ที่ปากลดั (พระประแดง) มาทานาอยทู่ ี่อาเภอบางพลี (ตาบล
บางแก้ว) ซ่ึงมีเร่ืองเล่ากนั ว่าชาวรามญั ท่ีอพยพเข้ามาในประเทศไทยได้ทาความดีความชอบจนได้รับ
พระราชทานที่นาที่บางพลี จึงเป็ นเหตุให้ชาวรามญั มาทานาที่บางพลี ชาวรามญั น้นั จะมาเฉพาะฤดูทานา เม่ือ
เสร็จสิ้นการทานาก็จะกลบั ท่ีปากลดั เมื่อออกพรรษาชาวปากลดั ที่มีเช้ือสายรามญั ส่วนใหญ่เป็ นผูเ้ คร่งครัด
ในพระพุทธศาสนาก็จะกลบั ไปทาบุญท่ีวดั บา้ นของตน เม่ือกลบั ก็จะไปเก็บดอกบวั ท่ีตาบลบางพลีใหญ่ซ่ึงมี
มากมายในสมยั น้ันไปประกอบเป็ น "ดอกไมธ้ ูปเทียน" ในการทาบุญท่ีมีการเทศน์คาถาพนั ส่งทา้ ยพรรษา
คร้ังแรกก็เก็บกนั เองต่อมาชาวอาเภอบางพลีเห็นวา่ ชาวรามญั มาเก็บดอกบวั ทุกปี ในปี ต่อๆมาจึงเก็บดอกบวั
เตรียมไวใ้ ห้ตามนิสัยคนไทยท่ีชอบเอ้ือเฟ้ื อเผ่ือแผ่ ระยะแรกก็ส่งให้กบั มือมีการไหวข้ อบคุณ ต่อมาเกิด
ความคุน้ เคยถา้ ใกลก้ ส็ ่งมือตอ่ มือ ถา้ ไกลกโ็ ยนใหจ้ ึงเรียกวา่ "รับบวั โยนบวั "
พธิ ีกรรม
พอถึงวนั ข้ึน ๑๓ ค่า เดือน ๑๑ ต้งั แต่ตอนเยน็ ชาวอาเภอเมืองสมุทรปราการ ชาวพระประแดง และ
ชาวต่างถิ่นจะชกั ชวนเพ่ือนๆ ลงเรือพร้อมดว้ ยเครื่องดนตรีนานาชนิดเช่น ซอ ป่ี กระจบั โทน รามะนาโหม่ง
กรับ ฉิ่ง ฉาบ เป็ นตน้ พายกนั ไปร้องราทาเพลงกนั ไปตลอดทาง ตลอดคืน ซ่ึงบางพวกจะผ่านมาทางลาน้า
เจา้ พระยา บางพวกจะผา่ นมาทางลาคลองอื่นๆเขา้ คลองสาโรงและมุ่งหนา้ มายงั หมู่บา้ นบางพลีใหญ่สาหรับ
ชาวบางพลีน้นั จะถือปฏิบตั ิกนั เป็ นประเพณีวา่ เมื่อถึงวนั ข้ึน ๑๓ ค่า เดือน ๑๑ กจ็ ะตอ้ งเตรียมหาดอกบวั หลวง
สาหรับมอบให้แก่ชาวบา้ นที่ตอ้ งการและเพื่อนต่างถ่ินท่ีมาเยือนในโอกาสเช่นน้ี ก็แสดงการตอ้ นรับ จดั หา
สุราอาหารมาเล้ียงดูกนั ต้งั แต่ตอนค่าของวนั ข้ึน ๑๓ ค่า เดือน ๑๑ ส่วนพวกท่ีมารับบวั คนใดรู้จกั มกั คุน้ กบั
ชาวบางพลีผเู้ ป็นเจา้ ของบา้ น ก็จะพาข้ึนไปเยย่ี มเยอื นบา้ นน้นั บา้ นน้ี และต่างก็สนุกสนานร้องราทาเพลงและ
ร่วมรับประทานอาหารสุรากนั ตลอดคืน วนั ข้ึน ๑๔ ค่า เดือน ๑๑ ตอนเช้าตรู่ชาวบา้ นต่างก็นาเรือของตน
ออกไปตามลาคลองสาโรงเพ่ือไปขอรับบวั จากชาวบา้ นบางพลีท้งั สองฝ่ังคลอง การให้และการรับดอกบวั ก็
จะทากนั อยา่ งสุภาพ คือส่งและรับกนั มือต่อมือ หรือก่อนใหจ้ ะยกมือพนมอธิษฐานเสียก่อนระหวา่ งชาวบา้ น
บางพลีกบั ชาวต่างถิ่นที่สนิทสนมคุน้ เคยกนั เป็นพเิ ศษ บางทีชาวบางพลีกจ็ ะโยนดอกบวั ลงไปใหก้ นั โดยไม่มี
พิธีรีตอง เหตุที่มีการโยนบวั ใหก้ นั แบบมือต่อมือจึงเลือนไปจนมีการนาไปพูดกนั ตอนหลงั วา่ รับบวั โยนบวั
การรับดอกบวั ของชาวต่างถิ่นจากชาวบา้ นบางพลีจะสิ้นสุดเม่ือเวลาประมาณ ๐๘.๐๐ น. หรือ ๐๙.๐๐ น.
และชาวบา้ นก็จะพากนั กลบั ตอนขากลบั จะมีการแข่งเรือกนั ไปดว้ ยแต่เป็ นการแข่งขนั โดยมีเส้นชัย ไม่มี
กรรมการตดั สินและไม่มีการแบ่งประเภทหรือชนิดของเรือ ใครพอใจจะแข่งกบั ใครเมื่อไหร่ท่ีใดก็แข่งกนั
ไปหรือจะเปลี่ยนคู่แข่งกนั ไปเร่ือยๆ ตามแต่จะตกลงกนั ดอกบวั ที่ชาวต่างถ่ินรับจากชาวบางพลีไปน้นั จะ
นาไปบูชาในเทศกาลออกพรรษาตามวดั ในหมูบ่ า้ นของตน 13
ประเพณตี กั บาตรดอกไม้ จังหวดั สระบุรี
กาหนดงาน
วนั แรม 1 ค่า เดือน 8 ของทุกปี
ประวตั ิความเป็ นมา
ตามตานานกล่าววา่ พระเจา้ พิมพิสาร พระราชาแห่งเมืองราชคฤห์ไดร้ ับดอกมะลิจากนายมาลาการ
เป็ นประจาทุกวนั และนายมาลาการก็จะไดร้ ับบาเหน็จรางวลั ตอบแทนทุกวนั อยมู่ าวนั หน่ึงขณะท่ีนายมาลา
การออกไปเก็บดอกมะลิอยใู่ นสวนก็เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจา้ พร้อมดว้ ยพระภิกษุสงฆเ์ สด็จออกบิณฑบาต
ผา่ นมา นายมาลาการไดน้ าดอกมะลิถวายพระสมั มาสัมพุทธเจา้ พระเจา้ พิมพิสารราชาทรงทราบขา่ ววา่ พระ
ศาสดาเสด็จออกบิณฑบาตมาถึงใกล้ๆพระราชวงั พระองค์จึงเสด็จพระราชดาเนินไปถวายบงั คมต่อพระ
ศาสดาและเสด็จตามพระศาสดาไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาพระเจา้ พิมพิสารเลยบาเหน็จรางวลั ความดี
ความชอบและพระราชทานส่ิงของท้งั ปวงใหก้ บั นายมาลาการ นบั ต้งั แต่น้นั มา นายมาลาการก็อยอู่ ยา่ งร่มเยน็
เป็ นสุข ดว้ ยอานิสงส์ของการนาดอกมะลิถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจา้ แทนการตกั บาตร จากอานิสงส์
ดงั กล่าวต้งั แตค่ ร้ังพุทธกาลชาวพุทธทว่ั ไปจึงถือเป็นประเพณีตกั บาตรดอกไม้ เป็นประจาทุกปี
พธิ ีกรรม
ชาวอาเภอพระพุทธบาตรไดท้ าบุญตกั บาตรดอกไมม้ านานต้งั แต่คร้ังโบราณ พิธีเริ่มต้งั แต่ตอนเช้า
คนแก่และคนหนุ่มสาวพากนั ไปวดั เพ่ือทาบุญตกั บาตรขา้ วสุก แด่พระภิกษุสงฆท์ ี่วดั บรรดาหนุ่มสาวพากนั
ออกจากบา้ นไปเก็บดอกไมท้ ี่มีช่ือวา่ “ดอกเขา้ พรรษา” ซ่ึงเป็นดอกไมป้ ่ าชนิดหน่ึงท่ีข้ึนเฉพาะในเขตพ้นื ท่ีป่ า
เขตจงั หวดั สระบุรีเพื่อเตรียมเอาไวต้ กั บาตรในตอนบ่าย เม่ือเก็บดอกไมม้ าแลว้ ก็นามามดั รวมกบั ธูปเทียน
เสร็จแลว้ ชาวบา้ นมาต้งั แถวรออยรู่ ิมถนนท้งั 2 ขา้ ง เริ่มต้งั แต่วงเวียนถนนสายคู่ไปจนถึงประตูพระมณฑป
พระพุทธบาตร เม่ือถึงเวลาอนั เป็ นมงคล มีขบวนนาหน้าพระภิกษุสงฆ์ เป็ นขบวนแห่กลองยาว พร้อมดว้ ย
นางราราหนา้ กลองยาวตอ่ จากขบวนกลองยาวเป็ นพระพุทธรูปพระประดิษฐานบนรถแห่ตามมาจากน้นั เป็ น
ขบวนพระภิกษุสงฆเ์ ดินมาเพื่อบิณฑบาตดอกไม้ แต่เดิมเม่ือถึงเวลาตกั บาตรดอกไม้ ผูเ้ ป็นหวั หนา้ ประชาชน
จะกล่าวคานาถวายดอกไมต้ ่างๆ เป็ นคาบาลีและคาไทย พระภิกษุสงฆร์ ับดอกไมไ้ ปเร่ือยๆ ไปจนถึงประตู
พระมณฑปพระพุทธบาทแล้วเป็ นอนั เสร็จสิ้นพิธีของฆราวาสส่วนพิธีการด้านพระภิกษุสงฆ์ เม่ือรับ
บิณฑบาตดอกไมแ้ ลว้ ก็นาเอาไปในพระมณฑปพระพุธรบาท นาดอกไมไ้ ปสักการะบูชารอยพระพุทธบาท
เมื่อเวลาพลบค่ากน็ าเอาดอกไมม้ าสักการะบูชาพระเจดียจ์ ุฬามณี อนั เป็นเจดียบ์ รรจุพระเข้ียวแกว้ จาลองของ
องคพ์ ระสัมมาสัมพุทธเจา้ อีก แลว้ นาไปสักการะพระเจดียพ์ ระมหาธาตุองคใ์ หญ่ จากน้นั พระภิกษุสงฆแ์ ละ
สามเณรท้งั หมดก็เดินตรงไปเขา้ พระอุโบสถสวดอธิษฐานเขา้ พรรษา เปล่งวาจาอยูใ่ นอาณาเขตท่ีจากดั ใน
ระหวา่ งฤดูกาลเขา้ พรรษา ในขณะท่ีพระภิกษุสงฆแ์ ละสามเณรจะเขา้ พระอุโบสถบริเวณบนั ได ประชาชน
นาน้าสะอาดมาลา้ งเทา้ แด่พระภิกษุสงฆด์ ว้ ยการเขา้ ใจวา่ เป็ นการชาระลา้ งบาปของตนท่ีกระทาให้หมดสิ้น
ไป แลว้ ยอ้ นกลบั ไปท่ีมณฑปอีกคร้ัง เป็นอนั เสร็จพิธี 15
ประเพณกี นิ ผกั (กนิ เจ)
กาหนดงาน
ช่วงเวลา ต้งั แตว่ นั ข้ึน ๑ ค่า ถึงข้ึน ๙ ค่า เดือน ๙ ของจีน ตรงกบั เดือน ๑๑ ของไทย
ประวตั คิ วามเป็ นมา
คนภูเก็ตส่วนใหญ่เป็ นชาวจีน ประเพณีและความเชื่อของคนจีนจึงฝ่ังรากลึก และยดึ ถือปฏิบตั ิสืบ
ทอดอยูจ่ นปัจจุบนั เม่ือถึงเทศกาลกินผกั ชาวภูเก็ตร้อยละแปดสิบจะปฏิบตั ิตามประเพณีนิยม พร้อมใจกนั
แต่งกายดว้ ยเส้ือผา้ สีขาว ร่วมกนั ถือศีลกินผกั เพ่อื ชาระจิตใจใหบ้ ริสุทธ์ิ และระลึกถึงวญิ ญาณของบรรพบุรุษ
ท่ีตนเคารพนบั ถือ โดยยดึ ถือวญิ ญาณน้นั ๆ เป็นเสมือนเจา้ หรือเซียน ใหช้ ่วยปกป้องคุม้ ครอง
พธิ ีกรรม
๑. การถือศีล การปฏิบตั ิจะเริ่มในแรม ๑ ค่าเดือน ๙ ผทู้ ี่ถือศีลกินผกั จะแต่งกายดว้ ยเส้ือผา้ สีขาว ละ
เวน้ จากส่ิงท่ีทาให้จิตใจมวั หมอง รักษากาย วาจา ใจให้บริสุทธ์ิ เวน้ จากการพูดโกหก เบียดเบียน ลกั ทรัพย์
และการขอ้ งแวะในกาม การดื่มสุราของมึนเมา และเวน้ จากการฆ่าสัตว์
๒. พิธีบูชาเจา้ ประเพณีถือศีลกินผกั เริ่มด้วยการจุดตะเกียงน้ามนั ข้ึนสู่เสาใหญ่สีแดง ท่ีต้งั สูง
ตระหง่านที่หนา้ อา้ ม (ศาลเจา้ ) เรียกวา่ เสาโกเตง๊ ซ่ึงจะยกเสาในตอนเยน็ ก่อนเริ่มงานหน่ึงวนั เสาโกเตง๊ เป็ น
เคร่ืองหมายสาคญั ที่อญั เชิญดวงวิญญาณของเจา้ มาประทบั บนยอดเสาจะแขวนตะเกียงไว้ ๙ ดวง หมายถึง
วิญญาณของก๋ิวอ๋องไตเต (ผูเ้ ป็ นใหญ่ท้งั เก้า) วนั รุ่นข้ึนซ่ึงเป็ นวนั งานจะมีการบูชาเจา้ ดว้ ยการจุดธูปขนาด
ใหญ่ เผาไมห้ อม กระดาษเงินกระดาษทอง ต้งั เคร่ืองเซ่นบูชาเจา้
๓. การอญั เชิญเจา้ เขา้ ทรง จะทาที่อา้ มทุกวนั โดยเฉพาะวนั สาคญั คือวนั ๓ ค่า ๖ ค่า และ ๙ ค่า โดยมี
มา้ ทรง (คนทรง) และพี่เล้ียง ๒-๓ คนเป็ นผูช้ ่วย คอยกล่าวบทอญั เชิญ ตีล่อโก๊ะ ตีกลอง จุดธูป เผาไมห้ อม
เซ่นไหวด้ ว้ ยผลไม้ เมื่อเจา้ ประทบั ทรงแลว้ มา้ ทรงจะหยบิ ธงหรืออาวธุ คู่มือของเจา้ ไดถ้ ูกตอ้ ง พี่เล้ียงจะคอย
เอาเส้ือยนั ตป์ ระจาตวั ของเจา้ มาผกู ใส่ให้ เจา้ จะควา้ อาวธุ คู่มือมาร่ายราฟาดฟันร่างกายตนเอง
๔. พิธีโขกุน้ เป็ นการบวงสรวงทหารของเจา้ ซ่ึงเป็ นบริเวณของเจา้ แต่ละองค์ จะทาพิธีใน ๓ ค่า ๖
ค่า และ ๙ ค่า หลงั เที่ยง จะเตรียมอาหารและเหลา้ ส่วนหญา้ และถวั่ จะเป็ นอาหารมา้ ในตอนกลางคืนจะ
ตรวจพลทหารตามทิศตา่ ง ๆ ๕ ทิศ
๕. พธิ ีซ้องเก็ง คือการสวดมนต์ เริ่มสวดต้งั แต่ก๋ิวอ๋องฮุดโจว้ เขา้ ประทบั ในโรงพระจะทาพิธีสวดวนั
ละ ๒ คร้ัง ในตอนเช้าและตอนย่าค่า หลงั จากสวดมนตก์ ลางคืนแลว้ จะมีการอ่านรายชื่อผูท้ ี่เขา้ ร่วมกินผกั
เป็นการเบิกตวั เขา้ เฝ้าเจา้
๖. พิธีบูชาดาว ทาในคืน ๗ ค่า เพ่ือให้ช่วยคุม้ ครองผูท้ ่ีกินผกั ในพิธีจะมีการทาฮู้ (กระดาษยนั ต์)
แจก
๗. พิธีพระออกเที่ยว (การแห่เจา้ ) โดยเจา้ จะออกเยย่ี มประชาชนตามบา้ น มีขบวนธงและป้ายชื่อแห่
นาหน้า มีขบวนหามเก้ียวพระโดยมีรูปเจา้ แต่ละองคน์ งั่ ในเก้ียวไปตามลาดบั ช้นั และยศของเจา้ ขบวนเก้ียว
ใหญ่ใช้คนหาบ ๘ คน จะเป็ นท่ีประทบั ของกิ๋วอ๋องฮุดโจว้ ชาวบา้ นจะต้งั โต๊ะบูชาหนา้ บา้ นและจุดประทดั
ตอ้ นรับเมื่อขบวนไปถึง
๘. พิธีลุยไฟ กองไฟถือว่าศักด์ิสิทธ์ิ ใช้ชาระความสกปรกของร่างกายให้บริสุทธ์ิ ในแง่ความ
ศกั ด์ิสิทธ์ิเป็นการแสดงอิทธิฤทธ์ิบงั คบั ไฟไมใ่ หร้ ้อน ลุยไดท้ ้งั เจา้ และประชาชนทวั่ ไป
๙. พิธีโก๊ยห่าน เป็ นการสะเดาะเคราะห์ ตอ้ งตดั กระดาษทองเป็ นรูปคนแทนตวั เองคนละรูป ตดั ผม
ตดั เล็บ เหรียญกษาปณ์ ตน้ กุย้ ช่ายแทนส่ิงชวั่ ร้ายในตวั คน นาส่ิงเหล่าน้ีมาที่ศาลเจา้ แลว้ ให้เจา้ ประทบั ตราท่ี
ดา้ นหลงั เส้ือ ผทู้ ี่ผา่ นพิธีโกย๊ ห่านมาแลว้ จะมีตราประทบั ติดเส้ือดา้ นหลงั ทุกคน
๑๐. พิธีส่งพระ ทาในวนั สุดทา้ ยของการกินผกั โดยตอนกลางวนั จะมีการส่งเทวดา คือเง็กเซียน
ฮ่องเตท้ ่ีเสาธง ตอนกลางคืนจะมีการส่งพระก๋ิวอ๋องฮุดโจว้ กลบั สวรรค์ โดยส่งกลบั ทางทะเล เมื่อขบวนส่ง
พระออกพน้ ประตู ไฟทุกดวงในอา้ มตอ้ งดบั แลว้ ปิ ดประตูใหญ่ ตะเกียงท่ีเสาธงถูกดึงข้ึนสูงสุด รุ่งเชา้ จึงเอา
เสาธงลงและเรียกกาลงั ทหารกลบั 16
ประเพณีกินผกั
ประเพณสี ารทเดือนสิบ
กาหนดงาน
จดั ข้ึนในวนั แรม ๑ ค่าถึงแรม ๑๕ ค่า เดือนสิบ แต่วนั ที่ชาวนครศรีธรรมราชนิยมทาบุญคือวนั แรม
๑๓-๑๕ ค่า
ประวตั ิความเป็ นมา
พุทธศาสนิกชนชาวนครศรีธรรมราชมีความเชื่อวา่ บรรพบุรุษอนั ไดแ้ ก่ ป่ ูยา่ ตายาย และญาติพี่นอ้ ง
ที่ล่วงลบั ไปแลว้ หากทาความชว่ั จะตกนรกกลายเป็ นเปรต ตอ้ งทนทุกข์ทรมานในอเวจี ตอ้ งอาศยั ผลบุญท่ี
ลูกหลานอุทิศส่วนกุศลใหแ้ ตล่ ะปี มายงั ชีพ ดงั น้นั ในวนั แรม ๑ ค่าเดือนสิบ คนบาปท้งั หลายท่ีเรียกวา่ เปรตจึง
ถูกปล่อยตวั กลบั มายงั โลกมนุษยเ์ พื่อมาขอส่วนบุญจากลูกหลานญาติพ่ีน้อง และจะกลบั ไปนรกในวนั แรม
๑๕ ค่า เดือนสิบในโอกาสน้ีเองลูกหลานและผูย้ งั มีชีวิตอยู่จึงนาอาหารไปทาบุญที่วดั เพ่ืออุทิศส่วนกุศล
ใหแ้ ก่ผทู้ ี่ล่วงลบั ไปแลว้ เป็นการแสดงความกตญั ญูกตเวที
พธิ ีกรรม
พธิ ีกรรมของประเพณีสารทเดือนสิบ มีดงั น้ี
๑. การจดั หฺมฺรับ เริ่มในวนั แรม ๑๓ ค่า ชาวบา้ นจะเตรียมซ้ืออาหารแหง้ พืชผกั ท่ีเก็บไวไ้ ดน้ าน ขา้ ว
ของเครื่องใชใ้ นชีวิตประจาวนั และขนมท่ีเป็ นสัญลกั ษณ์ของสารทเดือนสิบ จดั เตรียมใส่หฺมฺรับ การจดั หฺมฺ
รับ คือ การบรรจุและประดบั ดว้ ยส่ิงของ อาหาร ขนมเดือนสิบลงในภาชนะที่เตรียมไว้ เช่น ถาด กาละมงั
เข่ง กระเชอ เป็ นตน้ ช้ันล่างสุดบรรจุอาหารแห้ง ช้ันสองเป็ นพืชผกั ที่เก็บไวน้ าน ช้ันสามเป็ นของใช้ใน
ชีวติ ประจาวนั ข้นั บนสุด ประดบั ขนมสัญลกั ษณ์เดือนสิบ ไดแ้ ก่ ขนมพอง ขนมลา ขนมบา้ ขนมดีซา ขนม
แต่ละชนิดมีความหมายดงั น้ี ขนมลา เป็ นเสมือนเส้ือผา้ ที่ให้บรรพบุรุษใชน้ ุ่งห่ม ขนมพอง เป็ นเสมือนแพที่
ให้บรรพบุรุษขา้ มห้วงมหรรณพ ขนมกง เป็ นเสมือนเคร่ืองประดบั ใช้ตกแต่งร่างกาย ขนมบา้ เป็ นเสมือน
เมล็ดสะบา้ ไวเ้ ล่นในวนั ตรุษสงกรานต์ ขนมดีซา เป็นเสมือนเงินตรา ไวใ้ หใ้ ชส้ อย
๒. การยกหฺมฺรับ ในวนั แรม ๑๔ หรือ ๑๕ ค่า ชาวบ้านจะยกหฺมฺรับท่ีจดั เตรียมไวไ้ ปวดั และนา
ภตั ตาหารไปถวายพระดว้ ย โดยเลือกไปวดั ที่อยใู่ กลบ้ า้ นหรือวดั ท่ีบรรพบุรุษของตนนิยมไป
๓. การฉลองหฺมฺรับและบงั สุกุล เม่ือนาหมฺรับไปวดั แลว้ จะมีการฉลองหฺมฺรับ และทาบุญเล้ียงพระ
เสร็จแลว้ จึงมีการบงั สุกุล การทาบุญวนั น้ีเป็นการส่งบรรพบุรุษและญาติพี่นอ้ งใหก้ ลบั ไปยงั เมืองนรก
๔. การต้งั เปรต เสร็จจากการฉลองหมฺรับและถวายภตั ตาหารแลว้ ชาวบา้ นจะนาขนมอีกส่วนหน่ึง
ไปวางไวต้ ามบริเวณลานวดั ขา้ งกาแพงวดั โคนไมใ้ หญ่ เรียกว่า ต้งั เปรต เพื่อแผ่ส่วนกุศลเป็ นทานแก่ผู้
ล่วงลบั ที่ไม่มีญาติ หรือญาติไม่มาร่วมทาบุญให้ การชิงเปรตจะทาตอนต้งั เปรตเสร็จแลว้ เพราะเชื่อวา่ ถา้ หาก
ใครไดก้ ินของเหลือจากการเซ่นไหวบ้ รรพบุรุษ จะไดร้ ับกุศลเป็ นสิริมงคลแก่ตนเอง บางวดั นิยมสร้างหลา
เปรต เพื่อสะดวกแก่การต้งั เปรต บางวดั สร้างหลาเปรตไวบ้ นเสาสูงเพียงเสาเดียว เกลาและชะโลมน้ามนั เสา
จนล่ืน เมื่อเวลาชิงเปรตผูช้ นะคือผูท้ ี่สามารถปี นไปถึงหลาเปรตซ่ึงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก จึง
สนุกสนานและตื่นเตน้ 17
ประเพณแี ห่ผ้าขึน้ ธาตุ จังหวดั นครศรีธรรมราช
กาหนดงาน
วนั ข้ึน 15 ค่า เดือน 3 (ในวนั มาฆบูชา) และวนั ข้ึน 15 ค่า เดือน 6
ประวตั ิความเป็ นมา
ประเพณีแห่ผา้ ข้ึนธาตุ เป็ นประเพณีเก่าแก่ของชาวนครศรีธรรมราช ท่ีได้ร่วมแรงร่วมใจนาผา้
ลกั ษณะเป็ นแถบยาวนับร้อยเมตร และพากนั แห่ผา้ ไปยงั วดั พระมหาธาตุวรมหาวหิ าร และใชผ้ า้ แถบน้นั ไป
พนั รอบฐานองค์พระบรมธาตุเจดียท์ ่ีบรรจุพระบรมสารีริ กธาตุ ซ่ึงเป็ นที่นับถือของชาวนครศรีธรรมราช
ประเพณีแห่ผา้ ของเมืองนครศรีธรรมราชไม่สามารถทราบแน่ชัดว่ามีข้ึนคร้ังแรกเมื่อใด แต่เท่าที่ปรากฏ
หลกั ฐานในตานานพระธาตุ กล่าวคือ ประมาณ พ.ศ. 1773 พระเจา้ สามพน่ี อ้ งกาลงั จะเตรียมการสมโภชพระ
บรมธาตุเจดียอ์ ยนู่ ้นั คล่ืนไดซ้ ดั เอาผา้ แถบใหญ่ยาวผนื หน่ึง ซ่ึงมีลายเขียนเร่ืองพุทธประวตั ิ พระองคไ์ ดร้ ับส่ัง
ใหซ้ กั ผา้ จนสะอาดแต่ลายเขียนภาพพุทธประวตั ิไม่ลบเลือน ยงั คงสมบูรณ์ดีทุกประการ จึงส่ังใหป้ ระกาศหา
เจา้ ของ ได้ความว่าชาวพุทธกลุ่มหน่ึงจานวนร้อยคนจากเมืองอิทรปัตมีผา้ ขาวอริยพงษ์เป็ นหัวหน้าจะ
เดินทางไปลงั กาเพ่ือนาผา้ พระบฎไปบูชาพระพุทธบาทในลังกา แต่ถูกพายุพดั เรือแตกมาข้ึนฝั่งที่เมือง
นครศรีธรรมราช พระเจา้ ศรีธรรมาโศกราชทรงพิจารณาเห็นวา่ ควรนาผา้ พระบฏน้นั มาห่มพระบรมธาตุ
เจดีย์เน่ืองในโอกาสสมโภชพระบรมธาตุ ต่อมากลาย เป็ นธรรมเนียมประเพณี เป็ นสัญลักษณ์เมือง
นครศรีธรรมราช
พธิ ีกรรม
ผา้ พระบฏที่ใช้ส่วนใหญ่เขียนเป็ นเร่ืองพุทธประวตั ิ เม่ือเขียนภาพแลว้ ประดบั พระบฏดว้ ยลูกปัดสี
ตา่ งๆ ท่ีขอบผา้ แถบโดยตลอดท้งั ผนื นอกจากน้ีแตเ่ ดิมการแห่ผา้ ข้ึนธาตุกระทากนั โดยพร้อมเพียง เป็นขบวน
เอิกเกริกเพียงขบวนเดียว แต่ปัจจุบนั ประชาชนท่ีมาร่วมงานมาจากหลายแห่ง แต่ละคนตอ้ งเตรียมผา้ มาเอง
ทาให้เกิดการไม่พร้อมเพรียงในขบวนเดียวกนั หมายความวา่ ใครตอ้ งการแห่ผา้ ข้ึนธาตุก็ทาไดต้ ามสะดวก
เมื่อขบวนมาถึงวดั มหาธาตุฯจะทาการเวยี นประทกั ษิณรอบพระบรมธาตุ 3รอบ แลว้ นาผา้ พระบฎเขา้ สู่วหิ าร
พระมา้ หรือวิหารพระทรงมา้ ผรู้ ่วมมากบั ขบวนจะส่งผูแ้ ทนเพียง 3-4 คน สมทบไปกบั เจา้ หนา้ ที่ของวดั นา
ผา้ พระบฏโอบรอบพระบรมธาตุเจดีย์ ที่เป็ นเช่นน้ีเพราะทางวดั ไดก้ าหนดให้ลานภายในกาแพงแกว้ เป็ นเขต
หวงหา้ ม เมื่อนาผา้ พระบฎไปโอบลอ้ มองคพ์ ระธาตุเรียบร้อยแลว้ กเ็ ป็ นอนั เสร็จพิธี 18
เชิงอรรถ
1. ฉววี รรณ วรรณประเสริฐ และคณะ. ประเพณที ช่ี ่วยส่งเสริมการผสมผสานทางสังคมระหว่างชาวไทย
มุสลมิ . ปัตตานี : มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์, 2524, หนา้ 49
2. พระยาอนุมานราชธน. วฒั นธรรมและประเพณีต่างๆของไทย. กรุงเทพ : คลงั วทิ ยา, 2514 หน้า 37
3. นิพนธ์ สุขสวสั ด์ิ. วรรณคดีทเี่ กยี่ วกบั ขนบธรรมเนียมประเพณไี ทย. พมิ พค์ ร้ังที่ 2. พิษณุโลก
มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ, 2524 หนา้ 1
4. สมปราชญ์ อมั มะพนั ธ์. ประเพณแี ละพธิ ีกรรมในวรรณคดไี ทย. กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์, 2536,
หนา้ 61
5. เร่ืองเดียวกนั . หนา้ 61-61
6. วนั เพญ็ ศรีสง่า. ประเพณีและวฒั นธรรมของเชียงใหม่และล้านนาไทย. พระนครฯ : โรงพมิ พส์ ่วน
ทอ้ งถิ่นกรมการปกครอง, 2512. หนา้ 11-16.
7. อานนั ท์ กาญจนพนั ธ์. “ผมี ด ผเี ม็ง : ผบี รรพชนของคนมอญ” The Earth 2 1 3 (กนั ยายน 2536) หนา้
87-98
8. มณี พยอมยงค.์ ประเพณสี ิบสองเดือนล้านนาไทย. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พส์ .ทรัพยก์ ารพิมพ,์ 2529. หนา้
83-86.
9. ธนโชติ ศรีบุญเรือง. “ผตี าโขนฮาโลวนี แบบไทย”. เดลินิวส์. ฉบบั วนั ที่ 2 กรกฎาคม 2539. หนา้ 25.
10. ชนินทร์ นนทะเสน. งานประเพณียง่ิ ใหญ่ไหลเรือไฟทนี่ ครพนม. หนงั สือพมิ พบ์ า้ นเมือง ฉบบั วนั ท่ี 25
ตุลาคม 2531. หนา้ 15
11. www.prapaneethai.
12. เร่ืองเดียวกนั
13. วสนั ต์ วงศส์ ินธน และสมนึก สุนทรสุจริต. “อ้มุ พระดานา้ ” . เดลิมิเร่อร์สุดสัปดาห์ ฉบบั วนั ที่ 5
มกราคม 2533. หนา้ 4
14. ทองคา พนั นทั ธี. “ประเพณกี ารแห่หางหงส์”. วฒั นธรรมไทย ป่ี ท่ี21 ฉบบั วนั ท่ี 5 เมษายน 2525. หนา้
5-8.
15. www.prapaneethai.
16. ปิ่ นเพชร สาตราวาหะ. ประเพณกี ารตกั บารตดอกไม้. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร, 2530. หนา้
10-26.
17. www.prapaneethai.
18. เรื่องเดียวกนั .
19. วเิ ชียร ณ นคร. “แห่ผ้าขึน้ ธาตุ”.ในชีวติ ไทยชุด สมบัตติ ายาย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพค์ ุรุสภาลาดพร้าว,
2537.
บรรณานุกรม
คมคาย หมื่นสาย. “อุ้มพระดานา้ พธิ ีเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมือง”ในชีวติ ไทยชุดฮีตฮอยเฮา.
กรุงเทพฯ: โรงพมิ พค์ ุรุสภาลาดพร้าว, 2537.
เจริญ ตนั มหาพราน. ประเพณที ้องถิ่น. กทม.: แสงแดด, 2538.
ฉววี รรณ วรรณประเสริฐ และคณะ. ประเพณที ชี่ ่วยส่งเสริมการผสมผสานทางสังคมระหว่างชาวไทย
มุสลมิ . ปัตตานี : มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์, 2524.
ชนินทร์ นนทะเสน. งานประเพณยี ง่ิ ใหญ่ไหลเรือไฟท่ีนครพนม. หนงั สือพิมพบ์ า้ นเมือง ฉบบั วนั ที่ 25
ตุลาคม 2531.
ชลิยา ศรีสุกใส. วนั สาคัญประเพณี การละเล่นของไทย. กรุงเทพฯ : พีบีซี จากดั , ม.ป.ป.
ทองคา พนั นทั ธี. “ประเพณีแห่หางหงส์”วฒั นธรรมไทย. ปี ที่ 21 ฉบบั ท่ี 5 (เมษายน 2525).
ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย,การ. งานเทศกาลประเพณที นี่ ่าสนใจทางการท่องเทยี่ ว. ม.ป.ท.,2531.
ธนโชติ ศรีบุญเรือง. “ผตี าโขนฮาโลวนี แบบไทย”. เดลินิวส์. ฉบบั วนั ท่ี 2 กรกฎาคม 2539.
น.ณ ปากน้า(นามแฝง). ประเพณไี ทยต่าง ๆ. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, 2525.
นฤมล เรืองรังสี. “บวชลูกแก้ว: มหากุศลของบิดามารดา”ในชีวติ ไทยชุดฮีตฮองเฮา. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์
คุรุสภาลาดพร้าว, 2537.
นิพนธ์ สุขสวสั ด์ิ. วรรณคดีทเี่ กยี่ วกบั ขนบธรรมเนียมประเพณไี ทย. พิมพค์ ร้ังที่ 2. พิษณุโลก : มหาวทิ ยาลยั
ศรีนครินทรวโิ รฒ, 2524.
นิโรจน์ เอียวสมบูรณ์. “ตกั บาตรนา้ ผงึ้ ประเพณเี ฉพาะท้องถ่ินจังหวดั สมุทรสาคร”. เนชน่ั สุดสปั ดาห์
(22-28 กนั ยายน 2538).
เบญจมาศ พลอินทร์. วรรณคดีขนบประเพณพี ระราชพธิ ีสิบสองเดือน. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์,
2523.
ประยรู อุลุชาฎะ. ประเพณไี ทยภาคต่าง ๆ. กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พริ้นติ้งเฮา้ ส์, 2525.
ป่ิ นเพชร สาตราวาหะ. ประเพณกี ารตักบาตรดอกไม้. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร, 2530.
พนู พศิ มยั ดิสกลุ ,หม่อมเจา้ หญิง. ประเพณไี ทย. กรุงเทพฯ: เจริญธรรม, 2518.
ภิญโญ จิตตธ์ รรม. ขนบธรรมเนียมประเพณ.ี สงขลา: โรงพมิ พม์ งคลการพิมพ,์ ม.ป.ป.
มณี พยอมยงค.์ ประเพณสี ิบสองเดือนล้านนาไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพส์ .ทรัพยก์ ารพมิ พ,์ 2529.
เมธี เมืองแกว้ . “กนิ เจเมืองตรังงานบุญอนั ย่งิ ใหญ่ของชาวจีน”. หนงั สือพมิ พข์ ่าวสดรายวนั ฉบบั วนั ที่ 20
กนั ยายน 2535.
วสัน วงศส์ ินธน และสมนึก สุนทรสุจริต. “อุ้มพระดานา้ ”. เดลิมิเร่อร์สุดสัปดาห์ ฉบบั วนั ที่ 5 มกราคม
2533.
วนั เพญ็ ศรีสง่า. ประเพณไี ทยและวฒั นธรรมของเชียงใหม่และล้านนาไทย. พระนครฯ: โรงพมิ พส์ ่วน
ทอ้ งถิ่นกรมการปกครอง, 2512.
วภิ าวดี ศรีเทพ และวชิ ิต สังห์ทอง. “กนิ เจภูเกต็ วนั นีร้ ะหว่างประเพณกี บั การท่องเท่ยี ว”. สยามรัฐรายวนั
ข่าวท่องเท่ียวธุรกิจ.ฉบบั วนั ที่ 28 ตุลาคม 2533.
สมปราชญ์ อมั มะพนั ธ์. ประเพณแี ละพธิ ีกรรมในวรรณคดีไทย. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์,2536.
สมหมาย ปิ่ นพทุ ธศิลป์ . “กนิ เจา” ในชีวติ ไทยชุดสมบัตติ ายาย. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พค์ ุรุสภาลาดพร้าว, 2537.
สมพงษ์ เกรียงไกรเพชร. บันทกึ ประเพณไี ทยภาคเหนือ. กรุงเทพฯ: ดอกหญา้ , 2539.
สามารถ จนั ทร์สูรย์ และกรรณี อญั ชุลี. ประเพณไี ทยปัจจุบนั . พิมพค์ ร้ังท่ี 2. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์
อกั ษรไทย(น.ส.พ.ฟ้าเมืองไทย),2545.
อนุมานราชธน, พระยา. วฒั นธรรมและประเพณไี ทย. กรุงเทพมหานคร: คลงั วทิ ยา, 2514.
อภินนั ท์ บวั หภกั ดี. “ลอยกระทงสาย ประเพณสี วยของเมืองตาก” อนุสารอ.ส.ท.ปี ที่ 32 ฉบบั ที่ 7
กมุ ภาพนั ธ์ 2535.
อานนท์ อาภาภิรมย.์ สังคม วฒั นธรรม และประเพณไี ทย. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, 2525.
อุดม เชยกีวงศ.์ ปฏิทนิ ประเพณี 12 เดือน. กรุงเทพฯ : ภูมิปัญญา, 2547.