The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กลุ่มชาติพันธุ์จีน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nawaminv2, 2021-10-11 11:00:26

กลุ่มชาติพันธุ์จีน

กลุ่มชาติพันธุ์จีน

Keywords: สื่อการเรียนรู้



ประวัตกิ ารอพยพของชนชาตพิ ันธ์ุในนครสวรรค์

อตั ลักษณ์ทางวฒั นธรรม ประเพณี พธิ ีกรรม ความเชื่อ
และความศรทั ธา วถิ ีชวี ติ ความเปน็ อยู่ในนครสวรรค์

กลุ่มชาตพิ ันธุ์จีนในนครสวรรค์

นครสวรรค์เป็นดินแดนท่ีมีแม่นํ้าสำ�คัญหลายสาย คือ แม่นํ้าเจ้าพระยา
แม่น้ําปิง และแม่นํ้าน่าน ส่งผลให้มีผู้คนเดินทางเข้ามาต้ังถ่ินฐานอยู่หนาแน่นกว่า
บริเวณอื่น อีกท้ังจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ทำ�ให้ทราบว่า
นครสวรรค์เป็นถิน่ ทอ่ี ยอู่ าศัยของมนษุ ย์มาตง้ั แตส่ มัยกอ่ นประวัติศาสตร์ จนกระทงั่
พฒั นาขน้ึ เปน็ ชมุ ชนเมอื งในชว่ งสมยั ประวตั ศิ าสตร์ ซง่ึ มพี ฒั นาการและความเจรญิ
มาเปน็ ลำ�ดบั
สบื เนอ่ื งจากความส�ำ คญั ของดนิ แดนไทยในอดตี เปน็ ทร่ี าบลมุ่ แมน่ า้ํ จงึ เหมาะ
แก่การต้ังถิ่นฐาน ทำ�ให้กลุ่มคนหลากหลายชาติพันธุ์ที่ประกอบไปด้วย กลุ่มคน
ทั้งเชื้อชาติไทย จีน มอญ ญวน ลาว และมุสลิม ได้อพยพเข้ามา โดยการศึกษา
ค้นคว้าข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์และการอพยพย้ายถ่ินฐานทำ�ให้พบข้อมูล
ชุดความรู้ทางวัฒนธรรมท้องถ่ินท่ีเกี่ยวกับชาติพันธ์ุต่าง ๆ อันได้จากการเรียนรู้
เรื่องราวรากเหง้าความเป็นมา ตลอดจนสภาพสังคม ประเพณี ความเชื่อ และ
วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธ์ุต่าง ๆ ที่มาอาศัยอยู่ร่วมกันในจังหวัดนครสวรรค์
(ซ่ึงจะกล่าวต่อไป) สิ่งท่ีพบสอดคล้องยืนยันตรงกันว่า การเดินทางเข้ามาของ
กลุ่มคนเหล่านี้มีจุดประสงค์เพ่ือการค้า และเพื่อแสวงหาโอกาสในการดำ�เนิน
ชวี ิตใหม่ใหม้ ีฐานะดีข้ึน โดยเฉพาะกลมุ่ ชาวจีน
ซ่ึงเป็นกลุ่มชาติพันธ์ุท่ีเดินทางเข้ามาทำ�การค้าและอพยพมาต้ังรกรากอยู่
ในดินแดนไทยเป็นจำ�นวนมาก และมากขึ้นเร่ือย ๆ โดยเฉพาะในสมัยอยุธยา และ
สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ท้ังน้ี เพ่ือหนีความอดอยาก ความยากจน และความวุ่นวาย
ทางการเมอื งภายในประเทศจีน



ประวตั ศิ าสตรก์ ารอพยพของกลุ่มชาติพันธ์จุ ีนในนครสวรรค์

ในบรรดาดินแดนโพ้นทะเลที่ชาวจีนอพยพไปต้ังรกรากน้ัน ภูมิภาคเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ หรือดินแดนท่ีชาวจีนเรียกขานว่า “หนานหยาง” เป็นอาณา
บริเวณท่ีชาวจีนโพ้นทะเลอยู่อาศัยมากท่ีสุด เม่ือเทียบกับภูมิภาคอ่ืน ๆ และใน
ภูมิภาคแถบน้ีชาวจีนโพ้นทะเลได้เป็นชนกลุ่มน้อยท่ีสำ�คัญของหลายประเทศ เช่น
มาเลเซีย ไทย ฟิลปิ ปินส์ อนิ โดนเี ซยี แม้ว่าชาวจีนซ่งึ อาศัยอยู่ในดินแดนโพน้ ทะเล
จะมีเอกลักษณ์ท่ีสะท้อนความเป็นจีนร่วมกัน อาทิ การใช้ภาษาจีน อาหารจีน
ความเชอ่ื ตามแนวลทั ธขิ งจอ้ื การไหวเ้ จา้ การกราบไหวบ้ รรพบรุ ษุ รวมทง้ั ประเพณี
ต่าง ๆ (พรพรรณ จันทโรนานนท์, ๒๕๔๖) จนกระทั่งสามารถสร้าง “ชุมชนของ
ชาวจีน” (Chinese Communities) ในดินแดนน้ัน ๆ ได้ แต่ทว่า วิถีชีวิตและ
ชะตากรรมของชาวจีนโพ้นทะเลท่ีต้ังรกรากในแต่ละดินแดนก็แตกต่างกันอย่าง
ส้ินเชิง ภายใต้เงื่อนไขสภาพแวดล้อมทางการเมืองของแต่ละประเทศและความ
เปล่ียนแปลงทางการเมืองในแต่ละยุคสมัย โดยชาวจีนโพ้นทะเลต้องยอมรับ
เง่ือนไขและการกระทำ�โดยรัฐผู้ปกครอง หรือเจ้าของดินแดนโพ้นทะเลนั้น ๆ
ซึง่ แตล่ ะรัฐก็มีนโยบายตอ่ ชาวจนี ในลักษณะตา่ งกนั ไป
จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ไทยกล่าวว่าชาวจีนที่เดินทางมาไทยในสมัย
อยุธยาส่วนใหญ่ เป็นจีนฮกเกี้ยนมักมีอาชีพรับราชการ แต่หลังสมัยอยุธยาจะมี
ชาวจีนแต้จิ๋วอพยพเข้ามาเป็นจำ�นวนมาก จีนฮกเกี้ยนมีเป็นจำ�นวนมากตามแถบ
ภาคใตข้ องไทยในจงั หวัดภูเกต็ ปตั ตานี สงขลา และระนอง สำ�หรบั จีนแตจ้ วิ๋ อาศยั
อยู่ในกรุงเทพฯ ฉะเชิงเทราและชลบุรีเป็นส่วนใหญ่ ชาวจีนแต้จิ๋วอพยพเข้ามา
ต้ังถิ่นฐานในประเทศไทยเป็นจำ�นวนมากในระยะหลังปี พ.ศ. ๒๓๑๐ เน่ืองจาก
ได้รับ การสนับสนุนและได้รับสิทธิพิเศษบางประการ เพราะสมเด็จพระเจ้าตากสิน
ทรงมีพระราชบิดาเป็นชาวแต้จิ๋วและชาวแต้จิ๋วได้มีบทบาทในการสู้รบเพ่ือกอบกู้
เอกราช



พวกแต้จิ๋วส่วนใหญ่จะอพยพมาทางเรือและต้ังถ่ินฐานอยู่ในบริเวณทิศ
ตะวนั ออกเฉยี งใตข้ องประเทศไทย ไดแ้ กเ่ มอื งตา่ ง ๆ ในอา่ วไทยฝง่ั ตะวนั ออก ไดแ้ ก่
ตราด จันทบุรี บางปลาสร้อย (ชลบุรี) แปดร้ิว (ฉะเชิงเทรา) และในกรุงเทพฯ
ต่อมาภายหลังในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ พวกแต้จ๋ิวได้ขยับขยายออกไปต้ังถิ่นฐาน
ใหม่นอกเขตดังกล่าว เช่น อุตรดิตถ์ ปากน้ําโพ (นครสวรรค์) ตลอดจนพิจิตร
พิษณุโลก สวรรคโลก เด่นชัย เมื่อมีการสร้างทางรถไฟไปถึงแก่งคอยและขึ้นไป
ทางเหนือในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ เป็นการยากท่ีจะระบุจำ�นวนชาวจีนกลุ่มต่าง ๆ
ในประเทศไทย แต่ยืนยันได้ว่าในบรรดาชาวจีนกลุ่มต่าง ๆ นั้นมีชาวจีนแต้จ๋ิว
มากทสี่ ุด (สุภางค์ จันทวานชิ , ๒๕๔๙: ๓๕)
ในสมัยรัตนโกสินทร์ นครสวรรค์มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมากทางธุรกิจ
โดยเฉพาะอย่างย่งิ เมอื่ มีการทำ�สนธิสญั ญาเบาวร์ ิงในสมัยรชั กาลท่ี ๔ ซ่งึ ก่อใหเ้ กิด
การค้าในระบบทุนนิยมหรือเสรีนิยมทำ�ให้จังหวัดนครสวรรค์กลายเป็นแหล่งสินค้า
ท่ีสำ�คัญ (สุภรณ์ โอเจริญ, ๒๕๓๕ : ๑๙) เนื่องจากมีการขนส่งสินค้าได้สะดวก
ด้วยเส้นทางน้าํ ท่ีสำ�คัญ คือ แม่น้าํ เจ้าพระยา จะเห็นความเจริญได้จากบ้านเมือง
ฝ่ังตะวันออก คือ ฝ่ังแม่น้ําแควใหญ่เจริญรุ่งเรืองข้ึน มีโรงสีเหนือ โรงสีกลาง
โรงสใี ต้ มตี ลาดบรษิ ัทค้าไมอ้ สี ต์เอเชียติก บรษิ ทั แมเ่ งา ห้างไมม้ สิ หลุยส์ โรงเลอ่ื ย
โรงน้าํ แข็ง และโกดังสินค้าต่าง ๆ มากมาย ปัจจัยท่ีส่งเสริมความเจริญ คือ ข้าว
ซ่ึงส่งลงมาที่แม่น้ําน่านโดยอาศัยการขนส่งทางเรือยนต์ และรถไฟ ทำ�ให้การ
ขยายตัวทางการค้ามีมากขึ้น มีกลุ่มชาติพันธ์ุไทยจีนหล่ังไหลเข้ามาขายแรงงาน
และประกอบการค้าต่าง ๆ ในนครสวรรค์มากขึ้นคนจีนเหล่านี้เป็นส่วนสำ�คัญใน
การสรา้ งความเจรญิ ทางเศรษฐกจิ ของนครสวรรค์ (เสรี ซาเหลา, ๒๕๔๕: ๖๕-๖๖)
การขยายตัวมาจากทางฝ่งั ตะวันออกน้เี ร่ิมมาจากสมยั รัชกาลท่ี ๕ โปรดให้
ยา้ ยตวั เมอื งมาตง้ั บนฝง่ั ตะวนั ตกของแมน่ า้ํ ประมาณกนั วา่ ปี พ.ศ. ๒๔๗๗ มกี ลมุ่
ชาตพิ นั ธไ์ ทยจนี ในนครสวรรคถ์ งึ ๖,๐๐๐ คน ในขณะทภ่ี าคกลาง (ไมร่ วมกรงุ เทพฯ)
มีคนจีนประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน และจำ�นวนคนจีนในนครสวรรค์น้ันจัดว่าอยู่ใน
อันดับ ๓ รองจากกรุงเทพฯ และภเู กต็ (สุภรณ์ โอเจริญ, ๒๕๓๕: ๑๙)



สาเหตุท่ีทำ�ให้ชาวจีนอพยพมายังประเทศไทยหรือท่ีอ่ืน ๆ นั้นเพราะ
ต้องการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่และรายได้ทางเศรษฐกิจให้ดีขึ้น อาจกล่าวได้ว่า
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ มีคนจีนเข้ามาตั้งหลักปักฐานในเขตชายฝ่ังทะเล
บริเวณลุ่มแม่นํ้าสายใหญ่ ๆ ตั้งแต่บริเวณแม่นํ้าเจ้าพระยา และแม่น้ําท่าจีน
มาจนถึงปากน้าํ โพ ตัง้ แต่สมัยตน้ รัชกาลที่ ๑
ชาวแต้จ๋ิว มีความชำ�นาญเป็นพิเศษในด้านการเกษตร จึงเป็นปัจจัยหน่ึง
ท่ีเพิ่มจำ�นวนคนแต้จ๋ิวในสยามขึ้นอย่างรวดเร็ว ความต้องการของตลาดโลกท่ีมี
เพ่ิมข้ึน ได้แก่ นํ้าตาล พริกไทย และผลิตผลด้านการเกษตรอ่ืน ๆ พ.ศ. ๒๓๕๓
ชาวจนี ทมี่ าต้งั ถน่ิ ฐานอย่แู ลว้ ได้นำ�ออ้ ย พริกไทย และยาสูบเขา้ มาปลูกในสยาม ถอื
ได้ว่าชาวแตจ้ วิ๋ เป็นเกษตรกรและคนงานในไร่ได้ดีเย่ยี ม
ชาวจีนฮกเก้ียน มักเป็นพ่อค้า และกะลาสีเรือเป็นส่วนใหญ่ มีการสร้าง
ศาลเจ้าของชาวฮกเก้ียนโดยมีการนับถือเทียนโฮ่วเซิงหมู่ (เจ้าแม่และจักรพรรดินี
แห่งสวรรค์) ผู้ซ่ึงเป็นเจ้าแม่ประจำ�เรือของพวกกะลาสี ศาลเจ้าเก่าแก่ของกลุ่ม
ฮกเก้ียนยังคงต้องอยู่รอบ ๆ อ่าว และเมืองค้าขายตามปากแม่น้ําต่าง ๆ แต่ไม่
ปรากฏสักแหง่ เดยี วในประเทศไทยทไ่ี กลข้นึ ไปทางเหนอื เกินกว่าอยธุ ยา
ชาวจีนกวางตุ้ง ขาดความชำ�นาญในการเดินเรือแบบฮกเกี้ยน จึงไม่ชอบ
ที่จะตั้งหลักแหล่งออกนอกเมืองใหญ่ ๆ เนื่องจากชำ�นาญในอาชีพด้านช่างฝีมือ
และการค้าเครื่องจักร เครื่องยนต์ ชาวกวางตุ้งเป็นเจ้าของโรงเลื่อย โรงสี
เป็นวิศวกรและช่างกลโลหะ โรงกลึง ก่อสร้าง ทำ�กิจการโรงแรมและภัตตาคาร
เป็นสว่ นใหญ่
กลุ่มฮกเกี้ยนและแต้จิ๋ว ถือว่ามีฐานะดีท่ีสุด แต้จิ๋วจะเป็นเจ้าของโรงสี
เจา้ ภาษนี ายอากร คมุ กจิ การทม่ี กี �ำ ไรสงู คา้ ขายผลผลติ ของคนทอ้ งถน่ิ ชาวฮกเกย้ี น
คุมการคา้ ใบชา
ชาวจีนแคะ เป็นพ่อค้าอ้อย ค้าขายเบ็ดเตล็ด เป็นช่างฝีมือช้ัน ๒ ช่างเงิน
ช่างตัดเยบ็ หนัง ช่างตัดเยบ็ เสื้อผ้า และชา่ งตัดผม
ชาวไหหลํา เป็นคนงานเลื้อยไม้ คนทำ�สวนผัก ทำ�ประมง เจ้าของโรงน้ําชา



อาจกล่าวได้ว่า ผู้บุกเบิกที่แท้จริงในพ้ืนที่ตอนบนของประเทศไทยนั้น คือ
กลุ่มไหหลํา โดยพบศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในบริเวณปากน้ําโพ รวมท้ังภาคเหนือ
และตะวันออกของปากน้ําโพ จะมีการนับถือ สุย-เหว่ย-เหนียง ซึ่งเป็นเจ้าแม่
ผู้ทรงคุณธรรมประเสริฐย่ิงของชาวไหหลำ�ตามเมืองต่าง ๆ ที่อยู่บนฝ่ังแม่นํ้าน่าน
แมน่ า้ํ ยมและแมน่ า้ํ วงั ในพน้ื ทภ่ี าคกลางและภาคเหนอื จะมศี าลเจา้ ของเจา้ แมอ่ งคน์ ้ี
เป็นที่น่าสังเกตว่าศาลเจ้าของไหหลำ�ท่ีเก่าแก่ท่ีสุดและใหญ่ท่ีสุดอยู่ที่สามเสน
ในกรุงเทพฯ จากหลกั ฐานบนแผ่นคำ�จารกึ และแผน่ ศิลาตามศาลเจา้ พบวา่ บรเิ วณ
ทต่ี ง้ั หลกั แหลง่ ส�ำ คญั ของชาวไหหล�ำ ไดแ้ ก่ บรเิ วณลมุ่ แมน่ า้ํ ยม แมน่ า้ํ นา่ น อยเู่ หนอื
ปากน้ําโพ
จากคำ�บอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ชาวจีนเล่าถึงเร่ืองราวของรุ่นพ่อแม่ รุ่นปู่ย่า
ตายายท่ีเป็นหลักฐานได้ว่า ทุก ๆ เมืองตามฝั่งแม่น้ําน่าน ตั้งแต่พิจิตร ไปถึง
เมืองน่าน และตามฝั่งแม่น้ํายม ตั้งแต่สุโขทัยจนถึงแพร่น้ัน จะมีคนจีนไหหลำ�
ท่ีเป็นกลุ่มแรกที่ได้ตั้งถ่ินฐาน กล่าวได้ว่าชาวไหหลำ�มักจะเป็นกลุ่มคนที่ไปบุกเบิก
ต้ังถิ่นฐานใหม่ เช่น ฝั่งแม่นํ้ายม ท่ีศรีสำ�โรง จังหวัดสุโขทัย หรือฝ่ังแม่น้ําน่าน
ท่ที ่าฬอ่ จงั หวดั พจิ ิตร
ผู้ท่ีมาจากเกาะไหหลำ�เป็นพ่อค้าเร่ ชาวประมง อาจมีความยากจนแต่เป็น
พวกทช่ี อบการรื่นเรงิ ท่สี ุด มคี วามช�ำ นาญในด้านการประมงและต่อเรือ จงึ ไปอาศัย
ตามแม่น้ําสายสำ�คัญ ๆ และมีความถนัดในการทำ�โรงเล่ือยอยู่ทางภาคเหนือ เช่น
ลำ�ปาง อู่เรือของชาวไหหลำ�ท่ีท่าฬ่อและปากน้ําโพ ด้วยลักษณะของชาวไหหลำ�
ทส่ี ามารถอดทนตอ่ สภาพภมู ปิ ระเทศและภมู อิ ากาศของภาคเหนอื เชน่ ตามบรเิ วณ
ท่มี ีปา่ ไดม้ ากกว่าคนแตจ้ ิ๋วหรือกวางตงุ้



พ.ศ. ๒๔๔๖ ชาวแต้จิ๋วและชาวแคะ กระจายตัวจากกรุงเทพฯ สู่ทาง
ภาคเหนือ ไดแ้ ก่ สโุ ขทัย อุตรดติ ถ์ พษิ ณโุ ลก พจิ ติ ร และปากนา้ํ โพ เป็นจดุ สำ�คัญ
มีการเคลื่อนย้ายตั้งรกรากของชาวแต้จ๋ิว และชาวแคะ พร้อมกับทางรถไฟท่ี
กำ�ลังเร่ิมสร้างข้ึน (พ.ศ. ๒๔๕๑) รถไฟสายท่ีแล่นเรียบแม่น้ํานานไปภาคเหนือ
ปากน้ําโพถึงอุตรดิตถ์ รถไฟสายเหนือทั้งสายเด่นชัย จังหวัดแพร่ และสายฝ่ัง
แม่นํ้ายมไปสวรรคโลกบนฝ่ังแม่น้ํายมจึงเป็นเส้นทางรถไฟสายเหนือท่ีผ่าน
บริเวณท่ชี าวไหหลำ�ต้ังถ่ินฐานอยู่

เม่ือคนแต้จิ๋วและอ่ืน ๆ เข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ พวกคนไหหลำ�ก็จะ
อพยพย้ายออกไปอยู่ในเมืองท่ีเล็กกว่า ไปตามบริเวณที่มักจะยังไม่มีการหักร้าง
ถางพง คนไหหลำ�จึงเป็นกลุ่มแรกที่มาอยู่ต่างจังหวัด แต่พอเมื่อคนแต้จิ๋วมาอยู่
ตามมักจะชนะกลุ่มไหหลํา เน่ืองจากมีความมานะอุตสาหะในการทำ�ธุรกิจ
มีความเฉลียวฉลาดในการค้าขายมากกว่าพวกไหหลำ�ท่ีมักเป็นคนเผชิญโชค
มากกว่า กลุ่มคนไหหลำ�จะมีการต้ังถ่ินฐานกันมากในเมืองต่าง ๆ บนฝั่งแม่น้ํายม
และลำ�ปางที่ทางรถไฟยังไปไม่ถึงรวมถึงบนฝั่งแม่นํ้าน่านกลุ่มชาติพันธ์ุไทยจีน
ที่อาศัยอยู่ในนครสวรรค์ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มจีนแต้จิ๋วและไหหลำ�ได้อพยพเข้ามา
ต้ังถิ่นฐานบริเวณอำ�เภอเก้าเลี้ยวและบ้านท่ามะเกลือ ต่อมากลุ่มคนจีนแต้จ๋ิว
ไดอ้ พยพเข้ามาค้าขายผ้า เครื่องอุปโภคบรโิ ภคตา่ ง ๆ ส่วนจนี แคะและกวางตุง้ น้นั
เข้ามาต้ังโรงงาน
ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์ไทยจีนในนครสวรรค์มีคนจีนทั้ง ๔ กลุ่ม กระจาย
อยู่ในอำ�เภอต่าง ๆ ของจังหวัดนครสวรรค์ทุกอำ�เภอ นับได้ว่า กลุ่มคนจีนเป็น
กลุ่มท่ีมีบทบาทสำ�คัญต่อเศรษฐกิจจังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มชาติพันธ์ุไทยจีน
เหล่าน้ี ใช้ชีวิตผสมผสานเข้ากับวิถีชีวิตแบบไทยได้เป็นอย่างดี อีกท้ังยังรักษา
ขนบธรรมเนียมประเพณีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ งานเทศกาลตรุษจีน ซึ่งชาว
ปากนา้ํ โพเชอ้ื สายจนี รว่ มกบั ชาวไทยในทอ้ งถน่ิ ไดจ้ ดั ใหม้ ปี ระเพณแี หเ่ จา้ พอ่ - เจา้ แม่
ปากน้ําโพเป็นประเพณีท้องถ่ินและเป็นท่ีเลื่องลือไปทั่วประเทศไทย (เสรี ซาเหลา,
๒๕๔๕: ๖๗-๖๘ อ้างถึงใน อภิพนั ธ์ ภคสกุลวงศ,์ ๒๕๕๓)



ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชุมชนต้นแม่นำ้�เจ้าพระยา :
กรณีศกึ ษาชมุ ชนและศาลเจา้ จนี รมิ แมน่ �้ำ

นครสวรรค์เป็นชุมชนเมืองขนาดใหญ่ท่ีมีความสำ�คัญในทางเศรษฐกิจ
การเมือง และสังคมโดยเป็นเมืองท่ีมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ต้ังเป็นศูนย์กลางใน
การคมนาคมขนส่ง ศูนย์กลางในด้านเศรษฐกิจการค้า รวมถึงเป็นเมืองท่ีมีความ
สำ�คัญในทางสังคมและวัฒนธรรมมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นและมีชื่อเสียงแห่งหน่ึง
ในความเป็นชุมชนจีนต้นแม่น้ําเจ้าพระยาท่ียังคงมีการสืบสานประเพณีและ
วัฒนธรรมจีนอันดีงามของลูกหลานชาวไทยเชื้อสายจีนที่มีคุณค่าความหมายและ
สอดคล้องอย่างลงตัวกับประเพณีวัฒนธรรมของท้องถิ่นในพ้ืนที่ท่ีมีความแตกต่าง
หลากหลายทางชาติพันธ์ุและความหลากหลายทางวัฒนธรรมของลุ่มนํ้าเจ้าพระยา

การศกึ ษาวฒั นธรรมจนี ผ่านศาลเจ้าจีนในอำ�เภอเมืองนครสวรรค์

จากการสัมภาษณ์ข้อมูลและศึกษาประวัติความเป็นมาของศาลเจ้าจีนใน
อำ�เภอเมืองนครสวรรค์ผ่านหนังสือเอกสารของแต่ละศาลเจ้าที่ได้รวบรวมไว้ ทำ�ให้
ได้ข้อมูลเกี่ยวกับตำ�นานเทพเจ้าประจำ�ศาลเจ้า ประวัติการก่อต้ัง และประเพณี
พิธีกรรมท่ีเก่ียวข้อง ตลอดจนการดำ�เนินงานและบริหารงานโดยคณะกรรมการ
บรหิ ารศาลเจา้ ขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากการสมั ภาษณพ์ ดู คยุ กบั ผอู้ าวโุ สคนจนี คณะกรรมการ
บริหารศาลเจ้า ทำ�ให้เข้าใจถึงวิธีคิดและความเชื่อความศรัทธาเรื่องเทพเจ้าของ
คนจีน ตลอดจนการสะท้อนสภาพสังคมและวัฒนธรรมชุมชนคนจีนในนครสวรรค์
ตามประเด็นที่ส�ำ คญั ดังนี้

1. ความเชอื่ และศรทั ธาต่อเทพเจา้ ประจำ�ศาลเจ้า

เทพเจ้าประธานที่สำ�คัญประจำ�ศาลเจ้าท้ังสองแห่งเป็นเทพเจ้าที่คนจีน
นับถือและศรัทธา ได้แก่ (๑) เจ้าพ่อเทพารักษ์ (ปุนเถ่ากง หรือปึงเถ่ากง)
เป็นเทพเจ้าที่คนจีนโพ้นทะเลให้ความนับถือ เนื่องจากคนจีนมีความผูกพันกับ
แผ่นดินเกิด มคี วามเชื่อและยึดมั่นต่อเทพเจ้าทต่ี นเคยนับถอื เมอื่ อยูเ่ มืองจีน



เมอ่ื มาอาศยั อยใู่ นเมอื งไทยกม็ ปี รบั เปลย่ี นความเชอ่ื ตามความเชอ่ื ของคนไทย
ที่มีพระภูมิเจ้าท่ีคอยปกปักรักษาชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับความเช่ือของคนจีนแต้จิ๋ว
ที่มีเทพเจ้าประจำ�ชุมชนที่เรียกว่า แป๊ะเอี๊ยกง คือ เทพเจ้าที่คุ้มครองรักษาท้องถิ่น
ต่าง ๆ หรือที่น่าจะหมายถึงเทพเจ้าผู้คุ้มครองรักษาชุมชน และ (๒) แม่ทับทิม
ซง่ึ เปน็ เทพเจ้าผมู้ กี ิตตศิ ัพทแ์ ห่งความเมตตาอนั ยง่ิ ใหญ่และมชี อ่ื เสยี ง คนจนี ไหหลำ�
ให้ความเคารพนับถือสูงสุด ประกอบกับเรื่องตำ�นานของเจ้าแม่ทับทิมท่ีคอยปกปัก
รักษาและให้ความช่วยเหลือกับชาวเรือ ชาวประมง จึงทำ�ให้มีชื่อเสียงและมีผู้คน
เดินทางมาเคารพกราบไหว้และขอพรให้สมดังปรารถนา และช่วยให้เป็นท่ีรักของ
ผู้พบเห็น ประกอบอาชีพ ค้าขายรุ่งเรือง นอกจากน้ียังมีเทพเจ้าอ่ืน ๆ ที่คนจีน
นับถือตามความเชื่อต่าง ๆ ได้แก่ เจ้าพ่อกวนอู เป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์
มีคุณธรรมสูง เป็นที่เคารพนับถือของคนจีนฮากกา มีความเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าท่ี
สามารถขจัดความชั่วร้ายและอุปสรรคต่าง ๆ จึงเป็นที่เคารพของผู้รับราชการ
มากราบไหว้ขอพร เจ้าแม่สวรรค์ซ่ึงเป็นเทพเจ้าทางน้ํา ช่วยปกป้องคุ้มครอง
อันตรายนำ�ความสงบรม่ เยน็ มาให้ เปน็ ต้น

2. ความเชื่อเร่อื งวญิ ญาณบรรพบุรษุ เทพเจ้า และการประกอบพิธีกรรม

จากการศึกษาเรื่องความเช่ือและเทพเจ้าในศาลเจ้าจีนดังกล่าว ทำ�ให้
เห็นถึงวิธีคิด โลกทัศน์ของคนจีนท่ีมีต่อความเช่ือเรื่องเทพเจ้า วิญญาณบรรพบุรุษ
และการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าและวิญญาณบรรพบุรุษ
สิ่งสำ�คัญท่ีมีอิทธิพลต่อความเช่ือดังกล่าว ประกอบด้วยความเชื่อทางศาสนาเต๋า
คตคิ วาม ค�ำ สอนของขงจอ้ื และค�ำ สอนทางพทุ ธศาสนาฝา่ ยมหายาน ทห่ี ลอ่ หลอม
ผสมผสานทางความคิด ตลอดจนการยึดมั่นในคำ�สอนและแบบแผนการปฏิบัติตน
จากบรรพบุรุษที่สั่งสมสืบทอดต่อกันมาทำ�ให้ส่งผลต่อวิธีคิด ความเช่ือและการ
ปฏิบัติตนของคนจีน รุ่นลูกหลานต่อมา จากรุ่นคนจีนโพ้นทะเลท่ีมาอยู่อาศัยใน
นครสวรรค์ และร่นุ ลกู หลานทยี่ ังคงให้ความเคารพนบั ถอื ต่อองค์เทพเจ้าตา่ ง ๆ



เพอ่ื ขอพรในการเดนิ ทางใหป้ ลอดภยั ของนกั เดนิ ทาง พอ่ คา้ ทางเรอื ตลอดจน
ขอใหเ้ ทพเจา้ ดลบนั ดาลใหส้ มปรารถนาในเรอ่ื งตา่ ง ๆ ทง้ั การคา้ การประกอบอาชพี
หน้าทก่ี ารงาน การประสบความสำ�เรจ็ ในครอบครัว
การนับถือวิญญาณบรรพบุรุษเป็นหลักความเช่ือพื้นฐานท่ีคนจีนยึดม่ัน
และต้องปฏิบัติตามต้องมีการเซ่นไหว้บูชาวิญญาณบรรพบุรุษ ตามประเพณีและ
พิธีกรรมตามแบบแผนของแต่ครอบครัวและกลุ่มภาษา เช่น คนจีนแต้จ๋ิว
คนจนี ไหหล�ำ คนจนี กวางตุ้ง หรือคนจนี ฮากกา จะมแี ตกตา่ งกันบา้ งในบางข้ันตอน
ของพิธีกรรม คติธรรมคำ�สั่งสอนตามหลักของเต๋าในเรื่องของการดำ�เนินชีวิต
การให้ความสำ�คัญกับการปลุกเสกและใช้ไสยศาสตร์เข้ามาในชีวิตประจำ�วัน
นอกจากน้ียังให้ความเคารพและยึดม่ันตามหลักค�ำ สอนของขงจื้อในเร่ืองความเป็น
มนษุ ยท์ ี่สมบูรณต์ ้องปฏบิ ตั ติ ามคณุ ธรรม ๘ ประการ (สชุ พี ปุญญานุภาพ อ้างถงึ
ใน ขรรค์ชัย อภิสุภาพ: ๓๒) โดยให้ความสำ�คัญกับความกตัญญูเป็นอันดับแรก
คอื กตัญญู รกั ญาติ จงรักภักดี มวี าจาสตั ย์ มารยาทดี ซ่ือสตั ย์ บรสิ ุทธ์ิ และละอาย
ต่อความชั่ว นอกจากน้ีเรายังพบคำ�สอนของขงจ้ือท่ีปรากฏอยู่ในศาลเจ้าเพ่ือ
เตือนใจลูกหลานคนจีนที่มาอ่านและพบเห็น โดยมีการนำ�ป้ายเขียนอักษรจีน
เป็นคำ�สอนต่าง ๆ ที่เน้นและให้ความสำ�คัญกับความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดา
กับบุตรธิดาซ่ึงบุตรธิดาจะต้องมีความกตัญญูต่อบิดามารดามีวิธีการแสดงความ
กตัญญูต่อบิดามารดาท้ังในขณะมีชีวิตอยู่และ เม่ือท่านถึงแก่กรรมลงไปแล้ว เช่น
การประกอบพิธีฝังศพ และการประกอบพิธีกรรมเซ่นไหว้ตามเทศกาลต่าง ๆ
ตามประเพณีวัฒนธรรมจีน ซึ่งส่ิงท่ีกล่าวมาน้ีแสดงให้เห็นว่า หลักคำ�สอนของ
ขงจื้อน้ันสอนให้ประชาชนประกอบพิธีกรรมเซ่นไหว้ผี วิญญาณบรรพบุรุษเพื่อ
สอนคุณธรรมด้านความกตัญญู มีความเคารพเช่ือถือบิดามารดา เคารพต่อ
บรรพบุรษุ เปน็ สำ�คญั

๑๐
3. ศาลเจา้ กบั การเปน็ ศนู ยร์ วมของกลมุ่ คนจนี และองคก์ รสมาคมในการท�ำ กจิ กรรม
ทางสังคมและการสบื ทอดวัฒนธรรมประเพณี

การสร้างศาลเจ้าเป็นศาสนสถานเพื่อประดิษฐานเทพเจ้าและใช้ประกอบ
พิธีกรรมทางศาสนาตามระบบความเช่ือถือของคนจีนทำ�ให้ศาลเจ้าเป็นสถานที่
สำ�คัญต่อการกราบไหว้บูชาและเป็นศูนย์รวมจิตใจความเชื่อและความศรัทธา
อย่างเคร่งครัดต่อเทพเจ้า การตอบแทนพระคุณและแสดงความกตัญญูต่อเทพเจ้า
ผี วิญญาณบรรพบุรุษในการประกอบพิธีสักการะเซ่นไหว้ตามประเพณี เช่น
ในเทศกาลเช็งเม้ง เทศกาลตรุษจีน และการรำ�ลึกนึกถึงคุณงามความดีและความ
ศักด์ิสิทธ์ิต่อองค์เทพเจ้า ซ่ึงจะมีการประกอบพิธีกรรมและบูชาเซ่นไหว้ในงาน
วันเกิดเทพเจ้าต่าง ๆ เช่น วันเกิดเจ้าพ่อเทพารักษ์ วันเกิดเจ้าพ่อกวนอู วันเกิด
เจ้าแม่ทับทิม เป็นต้น ซึ่งกลุ่มคนจีน หรือองค์กรสมาคมจีนต่าง ๆ จะมาทำ�
กิจกรรมทางสังคมด้านต่าง ๆ ท่ีศาลเจ้าอีกด้วย เช่น งานการกุศลสงเคราะห์
ผยู้ ากไรเ้ พอ่ื ชว่ ยเหลอื คนยากจนและผปู้ ระสบภยั ตา่ ง ๆ การบรจิ าคใหท้ นุ สงเคราะห์
หรือทุนการศึกษา เพื่อเป็นการทำ�บุญทำ�ทานและสาธารณกุศลตามหลักศาสนา
การสงเคราะห์ศพและการฌาปนกิจศพ เพ่ือการให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนจีน
ด้วยกันหรือผู้คนในชุมชนอื่น ๆ ด้วยจึงทำ�ให้บทบาทและความสำ�คัญของศาลเจ้า
นอกจากเร่ืองคุณค่าทางศาสนาแล้ว ยังมีคุณค่าทางด้านสังคม การศึกษาและ
วัฒนธรรมด้วย โดยสะท้อนผ่านการทำ�งานร่วมกันของกลุ่มสมาคมองค์กรจีน
แต่ละอำ�เภอในจังหวัดนครสวรรค์ เพ่ือร่วมกันจัดกิจกรรมสืบสานประเพณี
วัฒนธรรมจีนตามเทศกาลต่าง ๆ เช่น งานตรุษจีน งานสารทจีน งานเทศกาล
ไหว้พระจันทร์ เป็นต้น

๑๑
ลกั ษณะทางกายภาพของชมุ ชนจนี ในอ�ำ เภอเมอื งนครสวรรค์

อ�ำ เภอเมอื งนครสวรรค์ เปน็ อ�ำ เภอขนาดใหญท่ ม่ี คี วามส�ำ คญั ในทางเศรษฐกจิ
การเมืองและสังคมโดยเป็นเมืองที่มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ต้ังเป็นศูนย์กลาง
ในการคมนาคมขนส่ง ศูนย์กลางในด้านเศรษฐกิจการค้า รวมถึงเป็นเมืองท่ีมี
ความสำ�คัญในทางสังคมและวัฒนธรรม มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นและมีช่ือเสียง
แห่งหนึ่งในความเป็นชุมชนจีนต้นแม่น้ําเจ้าพระยาที่ยังคงมีการสืบสานประเพณี
และวัฒนธรรมจีนอันดีงามของลูกหลานชาวไทยเชื้อสายจีนในแบบฉบับของวิถี
ปากนํ้าโพท่ีมีคุณค่าความหมายและสอดคล้องอย่างลงตัวกับประเพณีวัฒนธรรม
ของทอ้ งถน่ิ ในพน้ื ทท่ี ม่ี คี วามแตกตา่ งหลากหลายทางชาตพิ นั ธแ์ุ ละความหลากหลาย
ทางวฒั นธรรม
พ้ืนท่ีอำ�เภอเมืองนครสวรรค์อยู่ในการปกครองของเทศบาลนครนครสวรรค์
มีพ้ืนท่ีประมาณ ๒๘.๘๗ ตารางกิโลเมตร มีประชากรจำ�นวน ๒๔๓,๑๗๐ คน
(เม่ือปี พ.ศ. ๒๕๕๗) มีลักษณะของความเป็นชุมชนเมือง ขนาดใหญ่ มีความ
หนาแน่นของประชากรที่มาอาศัยอยู่ในตลาดปากนํ้าโพที่ประกอบไปด้วย การรวม
กล่มุ ของผูค้ นหลากหลายเชื้อชาตทิ ้ังไทย จนี มอญ ญวน ลาว และมสุ ลมิ ซง่ึ จะมี
การประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจทางด้านอุตสาหกรรม การค้าหรือการบริการ
เปน็ หลกั และมกี ารตง้ั ถน่ิ ฐานแบบกลมุ่ หรอื แบบกระจกุ ตวั (Cluster Settlement)
เป็นการรวมกลุ่มของบ้านเรือนและชุมชนริมฝั่งแม่น้ํา ได้แก่ แม่น้ําปิง แม่น้ําน่าน
และบริเวณต้นแม่น้ําเจ้าพระยาท่ีเรียกว่า ตลาดปากนํ้าโพ เป็นบริเวณที่แม่น้ําปิง
และแม่น้ําน่านไหลมาบรรจบกัน ลักษณะการตั้งบ้านเรือนจะตั้งอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
กระจุกตัวหนาแน่น มีศูนย์กลางของชุมชนอยู่ไม่ไกลจากที่ต้ังของบ้านเรือน เช่น
โรงเรยี น ตลาด วดั มสั ยดิ และศาลเจา้ ในอดตี จะมปี ระชากรมาอาศยั อยไู่ มม่ ากนกั
และยังคงมีพ้ืนท่ีการเกษตรอยู่โดยรอบชุมชน ต่อมาเมื่อชุมชนมีความเจริญและ
เติบโตมากข้ึน มีการขยายตัวของชุมชนและประชากรท่ีเพ่ิมมากขึ้นจึงกลายเป็น
ชุมชนที่มีขนาดใหญ่ และมีประชากรอยู่อาศัยหลายชั่วอายุคนตามประวัติ

๑๒

ความเป็นมาของชุมชนท่ีสามารถสืบค้นได้จากทั้งหลักฐานเอกสารทางราชการ
และประวตั ิศาสตร์ชุมชนผา่ นค�ำ บอกเล่าของผู้อาวโุ สในตลาดปากนา้ํ โพ

ภาพท่ี ๑ ลกั ษณะและรูปแบบการตัง้ ถน่ิ ฐานของชมุ ชนจนี
อำ�เภอเมืองนครสวรรค์ จังหวดั นครสวรรค์

จากการศกึ ษากลมุ่ คนจนี ภาษาตา่ ง ๆ ทม่ี าอยอู่ าศยั ในอ�ำ เภอเมอื งนครสวรรค์
ประกอบดว้ ย คนจีนไหหลำ� แต้จว๋ิ ฮากกา (แคะ) และกวางตุง้ ซึ่งบรรพบรุ ษุ ของ
คนจีนเหล่าน้ี ได้อพยพย้ายถิ่นฐานมาจากมณฑลกวางตุ้ง มณฑลฮกเกี้ยน และ
มณฑลไห่หนาน ประเทศจีน คนจีนกลุ่มภาษาต่าง ๆ ท่ีมาอยู่นครสวรรค์มีวิธีการ
ด�ำ เนนิ ชวี ติ ทางสงั คมและวฒั นธรรมบนพน้ื ฐานความเปน็ จนี ไดแ้ ก่ การนบั ถอื เทพเจา้
และวญิ ญาณบรรพบรุ ษุ การยดึ มน่ั ในความกตญั ญรู คู้ ณุ บพุ การี การยดึ มน่ั ในค�ำ สอน

๑๓

ตามหลักปรัชญาในลัทธิขงจ้ือและเต๋า รวมท้ังศาสนาพุทธมหายาน หรืออาจจะมี
ความเป็นแบบเฉพาะหรือความแตกต่างกันบางประการของแต่ละกลุ่มภาษา เช่น
เรื่องเครื่องยึดเหน่ียวจิตใจและการนับถือองค์เทพเจ้าหรือเซียน เพ่ือเป็นกำ�ลังใจ
ในการประกอบอาชีพและการดำ�รงชีวิต ได้แก่ คนจีนไหหลำ�เล่ือมใสศรัทธาต่อ
องค์เจ้าแม่ทับทิม ในขณะท่ีชาวจีนฮากกา (แคะ) เล่ือมใสในองค์เทพเจ้ากวนอู
และคนจีนแต้จวิ๋ จะเลือ่ มใสศรทั ธาต่อเจา้ พ่อปุงเถา่ กง (ปงึ เถ่ากง) เปน็ ต้น
การรวมกลุ่มทางสังคมเป็นสมาคมหรือมูลนิธิของคนจีนในนครสวรรค์ท่ีมี
การจัดตั้งขึ้นน้ันสะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมของชุมชนจีนนครสวรรค์ที่ยังคงยึดม่ัน
ในหลักการของความเป็นพวกพ้องเดียวกัน ช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
การรวมตัวกันเป็นกลุ่มโดยมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์เดียวกัน สะท้อนความ
พยายามในการประสาน ความร่วมมือของกลุ่มสมาคมและองค์กรจีนต่าง ๆ
ในนครสวรรค์เข้าด้วยกัน นอกจากน้ีชุมชนจีนอำ�เภอเมืองนครสวรรค์ยังแฝง
ไปด้วยเรื่องของความเช่ือขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีแบบจีนท่ีชาวจีนนำ�ติดตัว
มาด้วยหรือยึดถือปฏิบัติเป็นธรรมเนียมสืบต่อมานั้น ถือว่ามีส่วนสำ�คัญในการ
หลอมรวมความเปน็ ชุมชนจีนขึ้นในนครสวรรค์

ภาพที่ ๒ ศาลเจ้าแม่หนา้ ผา

๑๔

ภาพที่ ๓ ศาลเจา้ พอ่ เทพารกั ษ์เจ้าแม่ทบั ทิมแควใหญ่

การมีวัฒนธรรมและความเชื่อที่คล้ายคลึงกันในวัฒนธรรมจีน คนจีนกลุ่ม
ภาษาต่าง ๆ ต่างมีเครื่องยึดเหน่ียวจิตใจและการนับถือองค์เทพเจ้าหรือเซียน
เพ่ือเป็นกำ�ลังใจในการประกอบอาชีพ การดำ�รงชีวิต เช่น ชาวจีนไหหลำ�เลื่อมใส
ศรัทธาต่อองค์เจ้าแม่ทับทิม ในขณะที่คนจีนฮากกา (แคะ) เลื่อมใสในองค์เทพเจ้า
กวนอู และคนจีนแต้จิ๋วจะเลื่อมใสศรัทธาต่อเจ้าพ่อปุงเถ่ากง (ปึงเถ่ากง) เป็นต้น
ซ่ึงเป็นความเชื่อและศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือว่าสามารถช่วยให้หลุดพ้น
จากความทุกข์ภัยต่าง ๆ ได้ ประกอบกับสภาพปัจจุบันท่มี ีการปรับตัว ปรับเปล่ยี น
วถิ ีชวี ิตจากภาคเกษตรกรรมมาเปน็ ภาคอุตสาหกรรมและการบรกิ าร จึงไดม้ ีการน�ำ
ความเชื่อและความศรัทธาในเรื่องการบนบานสิ่งศักด์ิสิทธิ์ให้ช่วยเหลือในกิจการ
การค้าขายต่าง ๆ การรวมกลุ่มของคนจีนในนครสวรรค์ การเคารพนับถือและ
ศรัทธาต่อสิ่งศักด์ิสิทธิ์ร่วมกันหรือคล้ายคลึงกันตามคติความเช่ือและวัฒนธรรมจีน
แบบดั้งเดมิ ตามอย่างบรรพบรุ ุษ

๑๕

ศาลเจ้า ถือได้ว่าเป็นจุดศูนย์รวมและสถานที่ยึดเหน่ียวจิตใจของลูกหลาน
คนจีนทุกเพศ ทุกวัย ในทุกกลุ่มภาษา เป็นสถานที่ที่คนจีนให้ความเคารพศรัทธา
ในเทพเจา้ และสง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธท์ิ ง้ั หลายทช่ี ว่ ยปกปอ้ งคมุ้ ครอง ใหช้ ว่ ยเหลอื เมอ่ื ประสบ
ทุกข์ภัยต่าง ๆ เป็นสถานท่ีในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและความเช่ือ
ตามประเพณีแบบแผนการปฏิบัติตามที่บรรพบุรุษเคยปฏิบัติและส่ังสอนสืบต่อ
กันมา จากความเช่ือในการประกอบพิธีกรรมตามประเพณีดังกล่าว ได้สะท้อน
ให้เห็นถึงความยึดมั่นในความเชื่อและศรัทธาต่อเทพเจ้า สิ่งศักด์ิสิทธ์ิตามลัทธิ
ความเชื่อต่าง ๆ ของจีน ผ่านการประกอบพิธีกรรมความเช่ือต่าง ๆ ท่ีเป็นจารีต
แบบแผนการปฏิบัติท่ีตามบรรพบุรุษได้ทำ�ให้เห็นและสั่งสอนสืบต่อกันมา แนวคิด
ความเช่ือและแนวทางการปฏิบัติเหล่านี้สามารถเช่ือมโยงคนจีนทุกกลุ่มภาษา
ทุกเพศ ทุกวัย มาร่วมกันสืบสานประเพณีวัฒนธรรมและวิถีจารีตในงานพิธีกรรม
ต่าง ๆ ของคนจนี

ภาพที่ ๔ แผนภาพประเพณีในรอบ ๑๒ เดอื น ของชาวจีนนครสวรรค์ (Festival)

๑๖

การเข้ามาต้ังถ่ินฐานในนครสวรรค์ของชาวจีนดังกล่าวนำ�มาซ่ึงวัฒนธรรม
และประเพณีแบบจนี เขา้ มาดว้ ย เน่อื งจากชาวจีนอพยพหรอื จีนโพน้ ทะเลส่วนใหญ่
ยังคงยึดม่ันแนวทางการดำ�รงชีวิตตามอย่างบรรพบุรุษยึดถือคติความเชื่ออย่าง
เหนียวแนน่ และปฏิบตั สิ บื ทอดกนั มาจนเปน็ นสิ ยั โดยเฉพาะวัฒนธรรมและประเพณี
ความเช่ือเก่ียวกับเทพเจ้า ผี เทวดา และวิญญาณบรรพบุรุษ ซ่ึงมีความจำ�เป็น
ต้องเคารพเซ่นไหว้ ถือเป็นศาสนกิจที่ต้องปฏิบัติเพ่ือความเป็นสิริมงคลโดย
ประเพณีความเชื่อดังกล่าวมีทั้งการปฏิบัติที่บ้าน ศาลเจ้า วัด โรงเจ และสุสาน
บรรพบุรุษ (ฮวงซุ้ย)

การไหวเ้ จา้ เปน็ ความเชอ่ื วา่ จะตอ้ งไหวเ้ จา้ ทแ่ี ละไหวบ้ รรพบรุ ษุ เพอ่ื ใหต้ นเอง
และครอบครัวมีความสุข ความเจริญพ้นจากความช่ัวร้ายจากเภทภัยต่าง ๆ
ในปีหนึ่งชาวจนี จะมกี ารไหวเ้ จ้า ๘ ครงั้ ดงั น้ี
ไหวค้ รั้งท่ี ๑ คือไหว้ครงั้ แรกของปี คือ ตรุษจีน (งว่ งตัง้ โจ่ย)
ไหว้คร้ังท่ ี ๒ เรยี กวา่ งว่ งเซยี วโจย่ ไหวต้ ่อจากคร้งั ท่ี ๑ เป็นเวลา ๑๕ วนั
ไหวค้ รั้งท ี่ ๓ เรียกว่าไหว้เช็งเม้ง เป็นการไหว้บรรพบุรุษท่ีล่วงลับที่สุสาน
ราวเดอื น ๓ ของจนี (ประมาณเดือนเมษายนของทกุ ป)ี
ไหวค้ ร้ังท ่ี ๔ เรยี กว่าโหงวเหวย่ หรือเทศกาลขนมจา้ ง
ไหวค้ รง้ั ท่ี ๕ เรียกวา่ ตงง้วงโจ่ย คือ เทศกาลสารทจีน เดือน ๗ ของจนี
ไหวค้ รง้ั ที่ ๖ เรยี กวา่ ตงชิวโจ่ย หรอื เทศกาลไหวพ้ ระจันทร์
ไหวค้ ร้งั ที ่ ๗ เรียกว่าตังโจ่ย หรือเทศกาลไหว้ช่วงปลายปี ไม่ได้กำ�หนดวัน
แน่นอนขนึ้ อยกู่ ับศาลเจา้ แต่ละแห่ง
ไหว้ครง้ั ที่ ๘ เรียกว่าก๊วยนโี้ จ่ย หรือตรษุ จีนในปีถัดไป

๑๗

กำ�เนิดประเพณีการแหเ่ จ้าพ่อเจา้ แม่ปากน�้ำ โพ

เปน็ ประเพณีท้องถ่นิ ท่สี �ำ คญั ของจังหวดั นครสวรรค์ ซ่งึ ปฏบิ ัตสิ ืบเน่อื งกันมา
อย่างยาวนานการแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ําโพเริ่มครั้งแรกเม่ือใดไม่ปรากฏหลักฐาน
ชดั เจนจากค�ำ บอกเลา่ ของผอู้ าวโุ สของ ชาวไหหล�ำ คณุ เตยี งตนุ่ แชภ่ ู่ วา่ การแหเ่ จา้
มีมาก่อนที่จะเกิดโรคระบาด โดยสมัยก่อนแห่ทางน้ําใช้เวลาในการแห่ ๒ วัน
โดยอญั เชญิ รปู จ�ำ ลองเจา้ พอ่ เทพารกั ษ์ เจา้ พอ่ กวนอู เจา้ แมท่ บั ทมิ ประทบั บนเกย้ี ว
แล้วนำ�ลงเรือบรรทุกข้าวหรือเรือบรรทุกไม้ ล่องไปทางตลาดใต้ บ้านตากุ๋ย
แล้วอัญเชิญกลับศาล วันที่สองจะทำ�การแห่ขึ้นไปทางเหนือทางสถานีรถไฟ
ขบวนแหจ่ ะมเี ฉพาะองคเ์ ทพเจา้ และพะโหลว่ ตอ่ มาเมอ่ื การคมนาคมทางบกสะดวก
จึงได้อัญเชิญออกแห่รอบตลาดปากน้ําโพ และได้นำ�เอาศิลปะและวัฒนธรรมของ
ชาวไหหลํา คือ การเชิดเสือ พะโหล่ว สาวงามถือโบ้ยโบ้ (อาวุธเจ้า) ไซกี่ (ธง)
และมารว่ มในขบวน
จนกระท่ังเม่ือปี พ.ศ. ๒๔๖๐ - ๒๔๖๒ เกิดโรคห่า (อหิวาตกโรค) ระบาด
ทำ�ใหป้ ระชาชนลม้ ตายเปน็ จำ�นวนมาก ด้วยเหตเุ พราะการแพทย์ การสาธารณสขุ
สมัยนั้นยังไม่เจริญเท่าท่ีควร ชาวบ้านต้องพึ่งพาหมอตามบ้าน หรือชินแสจีน
แต่ก็ไม่สามารถยับย้ังโรคระบาดได้ ส่วนใหญ่หันไปพ่ึงส่ิงศักด์ิสิทธ์ิ ซึ่งในคร้ังน้ัน
เจ้าพ่อแควใหญ่ (เจ้าพ่อเทพารักษ์) ได้ประทับทรง ทำ�พิธีรักษาโรคด้วยการเขียน
“ยนั ต์กระดาษ” หรือเรยี กวา่ “ฮ”ู้ ใหต้ ิดตวั หรือปิดไวห้ นา้ บ้าน และไดน้ �ำ ฮเู้ ผาไฟ
เพื่อทำ�นํ้ามนตใ์ ห้ประชาชนดม่ื กินและประพรมรอบตลาด บริเวณใดที่ได้ท�ำ พิธแี ลว้
ก็จะใช้ผ้าแดงก้ันไว้ให้ประชาชนผ่านไปมาเส้นทางนี้ได้ เป็นผลให้การระบาดของ
โรคหมดไป ความศักดิ์สิทธ์ิจากปากต่อปากท่ีเล่าขานและแรงศรัทธา จึงทำ�ให้มี
ผู้คนศรทั ธามากราบไหวเ้ พิ่มข้ึนทุกปี

๑๘

จากแรงศรัทธาน้ีทำ�ใหท้ ้งั ชาวไทย ชาวจีนกวางตงุ้ ชาวจีนแคะ และชาวจนี
แตจ้ ว๋ิ ไดเ้ ขา้ มารว่ มในขบวนแหโ่ ดยน�ำ เอาศลิ ปะและวฒั นธรรมของกลมุ่ ตนเขา้ รว่ ม
ในขบวนแห่ เช่น ขบวนสิงโต ขบวนมังกร ขบวนเอ็งกอ ขบวนล่อโก๊ว ฯลฯ และ
ใน พ.ศ. ๒๕๑๐ ชาวไหหล�ำ ไดน้ ำ�ศลิ ปะการรำ�ถว้ ยเขา้ มาในขบวนแหแ่ ละไดจ้ ดั เป็น
ประเพณีทไี่ ดถ้ ือปฏิบตั ินบั แตน่ น้ั มา และตามบรษิ ทั หา้ งร้านต่าง ๆ ได้จัดโตะ๊ รับเจา้
ทัว่ ตลาดปากนํ้าโพ เพื่อความเปน็ สริ ิมงคลต่อกจิ การและครอบครวั
ปัจจุบันประเพณีการแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ําโพในเทศกาลตรุษจีนได้สร้าง
ชื่อเสียงให้กับจังหวัดนครสวรรค์เป็นอย่างมากซึ่งรูปแบบการจัดงานได้มีการ
เปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย โดยได้คัดเลือกชาวตลาดปากนํ้าโพเข้ามาเป็น
คณะกรรมการจัดงานหรือท่ีเรียกว่าคณะกรรมการกลาง (เถ่าน้ัง) โดยในงาน
จะจัดให้มีการแสดงต่าง ๆ ท้ังอุปรากรจีนท้ังไหหลำ�และแต้จ๋ิว การจัดขบวนแห่
ก็ได้จัดให้มีขบวนแห่กลางคืนมีแสงสีท่ีสวยงาม และในวันรุ่งข้ึนจะมีการอัญเชิญ
องค์เจา้ พอ่ เจา้ แม่ออกแห่รอบตลาดปากนํา้ โพ

ภาพท่ี ๕ ขบวนแห่เจ้าพอ่ เจ้าแม่ปากนา้ํ โพ อ�ำ เภอเมอื งนครสวรรค์ จงั หวัดนครสวรรค์

ชาวตลาดปากน้ําโพท้ังชาวไทย ชาวจีนแต้จิ๋ว จีนกวางตุ้ง และจีนแคะ
จึงได้ร่วมกับจีนไหหลำ�จัดการละเล่นของแต่ละกลุ่มภาษาจึงได้ร่วมกันอัญเชิญ
เจ้าพ่อเจ้าแม่ท่ีอยู่ในศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ มาแห่รอบตลาดเพ่ือความเป็นสิริมงคล
แก่ชีวิตและครอบครัวของชาวตลาดปากน้ําโพเป็นประจำ�ทุกปี ในวันข้ึน ๑ ค่ํา
เดือน ๑ ของจีน เพ่ือเป็นสิริมงคลแก่ทุกคนในช่วงเทศกาลตรุษจีนและได้อัญเชิญ
องคเ์ จา้ พอ่ เจา้ แมท่ กุ องคแ์ หท่ างนา้ํ แลว้ ขน้ึ บกแหร่ อบตลาดแหร่ อบตลาดปากนา้ํ โพ

๑๙

จนในปัจจุบันเปล่ียนมาแห่ทางบกเพียงอย่างเดียว ยึดถือปฏิบัติมาแต่โบราณจนถึง
ปัจจุบัน ในช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปีจนกลายเป็นประเพณีสืบทอดกันมากกว่า
๑๐๐ ปี เพ่ือแสดงการขอบคุณเทพเจ้าและเพื่อความเป็นสิริมงคลความเจริญ
ก้าวหน้าในด้านการค้า การเคารพกราบไหว้เปรียบเสมือนเทพเจ้าได้มาอำ�นวย
อวยชัยให้พรยังร้านค้าอันเป็นแหล่งทำ�กิน ในพิธีจะมีขบวนแห่มากมาย อาทิ เช่น
สิงโต จากคณะเช้ือสายจีนต่าง ๆ เอ็งกอ พะบู๊ ล่อโก้ว มังกรทอง ขบวนสาวงาม
และนางฟ้า ขบวนองคส์ มมุตเิ จ้าแม่กวนอมิ เปน็ ตน้
ประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ําโพเป็นประเพณีของชาวไทยเชื้อสายจีน
ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดนครสวรรค์ จัดขึ้นเป็นประจำ�ทุกปีในช่วงเทศกาลตรุษจีน
เพ่ือความเป็นสิริมงคล การแห่เจ้านี้เริ่มทำ�คร้ังแรกใน พ.ศ. ๒๔๗๕ และได้ปฏิบัติ
สืบเน่ืองมาจนถึงปัจจุบัน เป็นประเพณีท่ียิ่งใหญ่ของชาวนครสวรรค์โดยในพิธีแห่
จะมี ๒ รอบ คอื รอบกลางคืนในวนั ชวิ ซา (วนั ท่ี ๓ เดอื น ๑ ตามปฏทิ นิ ของจนี )
โดยเริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. ไปจนถึง เวลา ๒๒.๐๐ น. สำ�หรับรอบ
กลางวันในวันชิวส่ี (วันที่ ๔ เดือน ๑ ตามปฏิทินของจีน) ในขบวนแห่รอบเมือง
ประกอบไปด้วย ขบวนแห่มังกรทองซึ่งชาวจีนถือว่าเป็นเทพเจ้าที่บันดาล
คุณประโยชน์อย่างมากแก่มวลมนุษย์ จึงถือได้ว่าเป็นงานประเพณีอันยิ่งใหญ่และ
มีการสืบทอดกันมายาวนาน เพ่ือแสดงความกตัญญู โดยมีการเชิดชูและนำ�องค์
เจ้าพ่อเจ้าแม่ในศาลเจ้าออกมาร่วมขบวนแห่ไปตามถนนต่าง ๆ ในตัวเมือง
นครสวรรค์

ภาพที่ ๖ บรรยากาศงานประเพณแี หเ่ จ้าพ่อเจา้ แม่ปากน้าํ โพ จงั หวดั นครสวรรค์

๒๐

พธิ แี ห่เจ้าพอ่ เจา้ แม่ปากน้�ำ โพ

จัดขึ้นในระหว่างเวลาประมาณ ๐๗.๓๐ - ๑๙.๓๐ น.โดยจะมีพิธีแห่เจ้าพ่อ
เจ้าแม่ปากนํ้าโพไปตามถนนสายต่าง ๆ ภายในตัวเมือง มีวัตถุประสงค์เพื่อปัด
รังควาน ขจัดความชั่วร้ายออกไปจากบ้านหรือร้านค้าเพ่ือความเป็นสิริมงคล
โดยเร่ิมจากการอัญเชิญองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่จากศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์เจ้าแม่ทับทิม
จากศาลเจ้าแควใหญ่ไปตามถนนเพื่อข้ามสะพานเดชาชาติวงศ์มายังจุดเร่ิมต้น
การต้ังขบวนแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ําโพ ณ บริเวณส่ีแยกไฟแดง แยกสะพาน
เดชาติวงศ์ โดยจะจัดรูปขบวนองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากนํ้าโพร่วมกับองค์เจ้าพ่อ
เจา้ แม่จากศาลเจา้ แม่หนา้ ผา

พิธกี รรมและขน้ั ตอนตา่ ง ๆ ดังนี้

เจ้าของบ้าน เจ้าของร้านค้าบริษัท ท่ีต้ังโต๊ะไหว้เจ้าหรือรับเจ้า จะเริ่มจุด
ธูปเทยี นเมื่อขบวนแห่เจ้าพอ่ เจ้าแม่ มาถึง โดยร่างทรง ลงจากเก้าอต้ี ะปู มาทำ�พธิ ี
ให้กับบ้านหรือบริษัทร้านค้าที่จัดโต๊ะไหว้เจ้า ร่างทรงทำ�พิธีที่โต๊ะไหว้ด้วยการ
เขียนฮู้ และใช้ถ้วยครอบขา้ วสาร แลว้ ท�ำ การตั้งกงหล่วน เมื่อสามารถตงั้ กงหลว่ น
ได้ร่างทรงจะพรมนํ้ามนต์และซัดข้าวสาร หลังจากน้ันเจ้าของบ้านหรือบริษัท
ร้านค้า จุดประทัดเป็นอันเสร็จพิธี ร่างทรงขึ้นน่ังบนเก้าอ้ีตะปู ย้ายไปทำ�พิธีให้กับ
บา้ นหรอื บริษทั รา้ นคา้ หลงั ตอ่ ไป
อปุ กรณท์ ใ่ี ช้ โตะ๊ บชู าตามบา้ น กระดาษฟาง พกู่ นั ผา้ หมกึ สแี ดง ตราประทบั
เจา้ พ่อ
ข้าวสาร นํ้ามนต์ กงหล่วน ขบวนเกี้ยวเจ้าพ่อเจ้าแม่ และขบวนต่าง ๆ
เก้าอต้ี ะป เครอื่ งดนตรี (ผ่าง)

๒๑

ภาพท่ี ๗ โต๊ะรับเจา้ ทีบ่ รษิ ทั ห้างร้านตา่ ง ๆ ในตลาดปากน้ําโพ
จัดโตะ๊ ของไหวร้ บั เจ้าในวันชิวสี่ วนั ท่แี ห่รอบตลาด

บรรดาร้านค้าท้ังหลายถือว่า เป็นมงคลก็จัดตั้งโต๊ะเครื่องเซ่นไหว้รอรับเจ้า
และขบวนต่าง ๆ ผ่านร้านของตนเอง และถือว่าเป็นวันแรกของการทำ�การค้าขาย
ในปีใหม่ โดยจะมีการประกวดแข่งขันเรื่องการจัดโต๊ะรับเจ้าของร้านค้าต่าง ๆ
ในตลาดอีกด้วย นอกจากขบวนของเจ้าพ่อเจ้าแม่ปากนํ้าโพแล้วน้ัน จะมีขบวน
มังกรทอง หรือขบวนสงิ โตของคณะตา่ ง ๆ ทจี่ ะเข้ามารว่ มเชดิ หรอื แสดงในบริเวณ
ท่ีต้ังโต๊ะไหว้หรือรับเจ้านั้นด้วยซึ่งขบวนเหล่าน้ีถือว่าเป็นสัตว์มงคลท่ีมาอวยพร
ปใี หมใ่ นการท�ำ มาคา้ ขายใหเ้ จรญิ รงุ่ เรอื ง เพม่ิ ความเปน็ สริ มิ งคลแกเ่ จา้ ของหา้ งรา้ น
บริษัทต่าง ๆ และลูกจ้างพนักงานต่าง ๆ ซึ่งจะมีการให้แต๊ะเอียกับคณะต่าง ๆ
ทเ่ี ขา้ มาแสดงหรอื อวยพรใหก้ บั รา้ นคา้ หา้ งรา้ น บรษิ ทั ตา่ ง ๆ ถอื วา่ เปน็ การบรจิ าค
ทำ�บุญให้กับคณะสิงโต หรือคณะมังกร รวมท้ังคณะดนตรีล่อโก้วต่าง ๆ ที่เข้ามา
รว่ มในขบวนแหเ่ จ้า

ช่วงเทศกาลตรุษจีน ชาวไทยเช้ือสายจีนจะถือประเพณีปฏิบัติอยู่ ๓ วัน คือ
วันจา่ ย, วนั ไหว้, และวนั ปีใหม่ รายละเอียด ดังนี้

๑) วันจ่าย หรือ ต่ือเส็ก คือ วันก่อนวันสิ้นปี เป็นวันที่ชาวไทยเชื้อสายจีน
จะตอ้ งไปซอ้ื อาหารผลไมแ้ ละเครอ่ื งเซน่ ไหวต้ า่ ง ๆ กอ่ นทร่ี า้ นคา้ ทง้ั หลายจะปดิ รา้ น
หยดุ พักผอ่ นยาว ในตอนค่ําจะมกี ารจดุ ธูปอญั เชิญเจา้ ท่ี หรือ ตจี่ เู๋ อยี๊ ใหล้ งมาจาก
สวรรค์เพ่ือรับการสักการบูชาของเจ้าบ้าน หลังจากที่ได้ไหว้อัญเชิญข้ึนสวรรค์เม่ือ
๔ วันทแี่ ล้ว

๒๒

๒) วันไหว้ คือ วันส้ินปี จะมีการไหว้ ๓ คร้ัง คือ ตอนเช้ามืด ไป๊เล่าเอี๊ย
คือ การไหว้ เทพเจ้าต่าง ๆ เครื่องไหว้ คือ เน้ือสัตว์ ๓ อย่าง (ซาแซ ได้แก่
หมสู ามชน้ั ตม้ ไก่ เปด็ ปรบั เปลย่ี นเปน็ ชนดิ อน่ื ได้ หรอื มากกวา่ นน้ั ไดจ้ นเปน็ เนอ้ื สตั ว์
หา้ ชนดิ ) เหลา้ นา้ํ ชา และกระดาษเงนิ กระดาษทอง ตอนสาย ไปเ๊ ปบ้ อ๊ คอื การไหว้
บรรพบุรุษ พ่อแม่ญาติพี่น้องท่ีถึงแก่กรรมไปแล้วเป็นการแสดงความกตัญญูตาม
คตจิ นี การไหวค้ ร้งั น้ีจะไหว้ ไมเ่ กินเทยี่ ง เครื่องไหว้จะประกอบด้วย ซาแซ อาหาร
คาวหวาน (ส่วนมากจะทำ�ตามที่ผู้ท่ีล่วงลับเคยชอบ) รวมท้ังการเผากระดาษเงิน
กระดาษทอง เส้ือผ้ากระดาษเพื่ออุทิศแก่ผู้ล่วงลับ หลังจากนั้นญาติพี่น้องจะมา
ร่วมกันรับประทานอาหารที่เซ่นไหว้ไป เพ่ือความเป็นสิริมงคลและถือเป็นเวลาที่
ครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลจะรวมตัวกันได้มากที่สุด จะมีการแลกเปลี่ยนอ่ังเปา
หลังจากรับประทานอาหารร่วมกัน ตอนบ่าย ไป๊ฮ้อเฮียต๋ี คือ การไหว้ผีพ่ีน้องที่
ล่วงลับไปแล้ว เคร่ืองไหว้จะเป็นพวกขนมเข่ง ขนมเทียน เผือกเช่ือมน้ําตาล
กระดาษเงินกระดาษทอง พร้อมทั้งมีการจุดประทัดเพ่ือขับไล่สิ่งช่ัวร้ายและเพ่ือ
ความเป็นสริ ิมงคล
ประเพณแี หเ่ จา้ พอ่ เจา้ แมป่ ากนา้ํ โพ ในเทศกาลตรษุ จนี ของชาวปากนา้ํ โพนน้ั
เกิดจากพลังแห่งความร่วมมือของชาวตลาด ขององค์กรต่าง ๆ มูลนิธิสมาคม
ชาวจีน สถานศึกษาและสถาบันต่าง ๆ ในอำ�เภอเมือง โดยมีอาสาสมัครต่าง ๆ
ทีใ่ ชเ้ วลาวา่ งมาฝกึ ฝนการแสดงตา่ ง ๆ เพอ่ื เข้าร่วมในขบวน รวมถงึ ผ้มู จี ิต ศรัทธา
ในองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ําโพ ที่เช่ือมโยงผู้คนในทุกสาขาอาชีพของปากน้ําโพ
ความเคารพศรัทธาต่อองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่ที่พร้อมเพรียงกันมาร่วมแรงร่วมใจกัน
ในการอนุรักษ์สืบสานประเพณีของท้องถ่ินอันย่ิงใหญ่ เพ่ือให้เป็นที่น่าสนใจดึงดูด
นกั ทอ่ งเท่ยี วให้มาเที่ยวงานตรุษจนี ทีป่ ากนา้ํ โพ จังหวัดนครสวรรค์
การดำ�รงชีวิตของกลุ่มชาวจีนและระบบความเชื่อของคนท่ีมาอยู่ในชุมชน
ต้นนํ้าเจ้าพระยา พบว่า มีการยอมรับความเชื่อหลายอย่างผสมผสานเข้าด้วยกัน
จนเกิดเป็นรูปแบบเฉพาะตน อาจกล่าวได้ว่า ชาวจีนได้นำ�ความคิดเชิงปรัชญา
ขงจอ้ื มาใชใ้ นชวี ติ ประจ�ำ วนั โดยเนน้ เรอ่ื งของความกตญั ญตู อ่ บรรพบรุ ษุ ผสมผสาน
กับความพยายามต่อสู้กับอำ�นาจเหนือธรรมชาติตามลักษณะสังคมไทยที่เป็นแบบ

๒๓

วัฒนธรรมชาวนาท่ีมักเช่ือในเรื่องเร้นลับ ไสยศาสตร์ นับถืออำ�นาจเหนือธรรมชาติ
ปจั จยั ดงั กลา่ วจงึ ท�ำ ใหเ้ กดิ การเซน่ สรวงบชู าสง่ิ ตา่ ง ๆ อาทิ การเซน่ ผหี รอื วญิ ญาณ
ผู้ล่วงลับและบรรพบุรุษ และยังนำ�หลักธรรมในพุทธศาสนานิกายมหายาน
มาผสมผสานเข้ากับความเชื่อและความเป็นอยู่ของสังคม ซึ่งความคิดนี้ทำ�ให้เรา
ได้พบเห็นพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนในชุมชนมากมาย อาทิ ในอดีตที่เคยเกิด
โรคระบาดในชุมชน มีคนเจ็บป่วยล้มตายเป็นจำ�นวนมากเมื่อเกิดความกลัวต่อ
ส่ิงท่ีเกิดขึ้น ผู้คนในสังคมจึงได้พยายามพึ่งพาอำ�นาจเหนือธรรมชาติตามที่ตน
นับถอื เพอ่ื ชว่ ยให้ปลอดภัยจากความกลัวตา่ ง ๆ เปน็ ต้น
ทั้งน้ีลัทธิความเชื่อและศาสนาท่ีกลุ่มชาวจีนกลุ่มนี้นับถือซึ่งไม่เพียงแต่มี
บทบาทในการสรา้ งความเชื่อม่ันทางด้านจิตใจ และคอยเปน็ ก�ำ ลังใจเม่ือเกดิ ปญั หา
ในชีวิตต่าง ๆ ปรากฏการณ์ดังกล่าว ยังช่วยให้หมู่คนจีนได้เกิดความสามัคคี
รักพวกพ้อง ร่วมมือร่วมใจกันและยึดมั่นในความเคารพและศรัทธาต่อสิ่งท่ีตน
นบั ถือซ่งึ เปน็ หลกั สำ�คญั ของกลมุ่ ชาติพันธจุ์ นี


Click to View FlipBook Version