ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักของนักศึกษา สาขาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด เสนอ อาจารย์อัธยา เมิดไธสง การวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา มนุษย์กับสังคม (SOE4210) สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักของนักศึกษาสาขาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัย ราชภัฏร้อยเอ็ด ผู้วิจัย นายศรวิชญ์ สัจจา นางสาวเนตรชนก ปริโชติ์ นายนฤดล ภาคพาไชย นางสาวสกุลรัตน์ ปุราถานัง นางสาวเกศินี ทวีโชติ นางสาวชไมพร บุญโท สถานศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด บทคัดย่อ งานวิจัยเรื่อง ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักของนักศึกษาสาขาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลด น้ำหนักของนักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การศึกษา คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาสังคมศึกษา จำนวน 56 คน คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ร้อยเอ็ด ได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม เกี่ยวกับการ วิจัยเรื่องความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก โดยแบ่งออกเป็น 2 ตอนดังนี้ ตอนที่ 1 แบบสอบถาม เกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง อายุ รูปร่าง ประสบการณ์การลด น้ำหนัก ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก แบ่งออกเป็น 4 ด้าน รวมทั้งหมด 35 ข้อ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ผู้ตอบแบบสอบถามความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ส่วนใหญ่เป็น นักศึกษาเพศหญิงและเป็นคนที่มีน้ำหนัก 51-55 กก. มีส่วนสูง 150-160 ซม. ที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์สมส่วน และมีจำนวนผู้ที่ไม่เคยลดน้ำหนักมากกว่าผู้ที่เคยลดน้ำหนัก โดยรวมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลด น้ำหนักอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ ด้านอารมณ์ โดยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอารมณ์โดย รวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ความสุขทำให้รับประทานอาหาร ได้มากขึ้น อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือความเครียดส่งผลเสียต่อสุขภาพและการลดน้ำหนักควรมีแรงจูงใจ อยู่ ในระดับมาก และอารมณ์ทำให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้นได้มากขึ้น อยู่ในระดับมาก ตามลำดับ ต่อมา คือ ด้านการ ออกกำลังกาย นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการออกกำลังกายโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณา เป็นรายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การออกกำลังกายเป็นประจำสามารถลดน้ำหนักได้ อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือก่อนและหลังการออกกำลังกายทุกครั้งท่านอบอุ่นร่างกายและผ่อนคลายร่างกายอย่างน้อย 5 – 10 นาที อยู่ในระดับมาก และการออกกำลังกายอย่างหนักทำให้ลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว อยู่ในระดับปาน
กลางตามลำดับ ต่อมาคือด้านการบริโภค นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริโภคโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นสิ่งสำคัญ อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ ควรเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน อยู่ในระดับมาก และการงดรับประทานอาหารเป็น การลดน้ำหนักที่ถูกต้อง อยู่ในระดับน้อยตามลำดับ สุดท้ายคือ ด้านพฤติกรรม พบว่านักศึกษามีความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมอยู่โดยรวมในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ มี ความรู้เกี่ยวกับหลัก 3 อ อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยวิธีดูดไขมัน อยู่ในระดับปาน กลางและสิ่งแวดล้อมไม่ส่งผลต่อการลดน้ำหนัก อยู่ในระดับปานกลาง ตามลำดับ
กิตติกรรมประกาศ การศึกษาวิจัยครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลือเป็นอย่างดียิ่งจาก อาจารย์อัธยา เมิดไธสง อาจารย์ที่ปรึกษาซึ่งท่านได้ให้คำแนะนำและข้อคิดเห็นต่างๆ อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการศึกษาวิจัย อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างดำเนินงาน จนการศึกษาวิจัยครั้งนี้มีความ สมบูรณ์ ครบถ้วน และสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี รวมถึงอาจารย์ท่านอื่นๆ ที่ได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ และ สามารถนำวิชาการต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้ศึกษาวิจัยจึงขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่าง สูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอกราบขอบพระคุณผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญ รสจันทร์ประธานสาขาวิชาสังคมศึกษา ที่ช่วยตรวจสอบและให้คำแนะนำในการสร้างเครื่องมือวิจัย ขอขอบคุณ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาสังคมศึกษา ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาวิจัย ให้ความร่วมมือในการให้การสัมภาษณ์เป็นอย่างดี คุณค่าและประโยชน์ของรายงานการวิจัยฉบับนี้ ขอมอบบูชาพระคุณบิดา มารดา ครู อาจารย์ที่มีส่วนให้ชีวิต และปัญญา แก่ผู้วิจัยจนประสบผลสำเร็จ คณะผู้จัดทำ 2565
สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ............................................................................................................................. ......... ก กิตติกรรมประกาศ....................................................................................................................... ข สารบัญ............................................................................................................................. ............ ค สารบัญตาราง............................................................................................................................. . จ สารบัญภาพ................................................................................................................................. ฉ บทที่ 1 บทนำ........................................................................................................................... 1 ความเป็นมาและความสำคัญ................................................................................ 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย...................................................................................... 2 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ.................................................................................... 2 ขอบเขตของการวิจัย.......................................................................................... 2 นิยามศัพท์เฉพาะ.................................................................................................. 2 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง................................................................................. 4 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจ............................................................. 4 แนวคิดของทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมการควบคุมน้ำหนัก..................................... 7 ทฤษฎีพฤติกรรมมนุษย์......................................................................................... 15 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง................................................................................................ 20 กรอบแนวคิดการวิจัย............................................................................................ 22 บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย........................................................................................................... . 23 ประชากร............................................................................................................ .. 23 กลุ่มตัวอย่าง...................................................................................................... .. 23 การสุ่มตัวอย่าง.................................................................................................... .. 23 พื้นที่ในการวิจัย..................................................................................................... 23 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย........................................................................................ 23 การวัดตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย................................................................................ 24 คุณภาพเครื่องมือการวิจัย..................................................................................... 25 วิธีดำเนินการเก็บข้อมูล……………………………………………………………………………… 26 การประมวลผลและการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................ 26 บทที่ 4 ผลการวิจัยและอภิปรายผล........................................................................................ 28 การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................... 28 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล........................................................................................... 28
สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า สรุปผลการวิจัย.................................................................................................. ... 33 อภิปรายผล........................................................................................................... 34 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ............................................................................... 37 วัตถุประสงค์การวิจัย............................................................................................. 37 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง................................................................................. 37 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา.................................................................................... 37 การเก็บรวบรวมข้อมูล......................................................................................... 37 การวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................... 38 สรุปผลการวิจัย.................................................................................................. ... 38 อภิปรายผล........................................................................................................ ... 39 ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย................................................................................. 41 ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป......................................................................... 41 บรรณานุกรม............................................................................................................................. .... 42 ภาคผนวก.................................................................................................................................... .. 44 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ........................................................................... 45 ภาคผนวก ข แบบสอบถามการวิจัย.................................................................... 47 ภาคผนวก ค แผนภูมิแสดงข้อมูลผู้ตอบแบบสอบถาม......................................... 51 ประวัติผู้วิจัย............................................................................................................................. .... 66
สารบัญตาราง ตาราง หน้า ตารางที่4.1 จำนวนและค่าร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามตัวแปรที่ศึกษา............ 28 ตารางที่4.2 ค่าคะแนนเฉลี่ย(Mean)และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน(Standard Deviation)ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักโดยรวมในรายด้าน………………… 30 ตารางที่4.3 ค่าคะแนนเฉลี่ย(Mean)และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน(Standard Deviation)ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักโดยรวมรายข้อ……………………… 31
สารบัญภาพ ภาพ หน้า 2.1 กรอบแนวคิดการวิจัย........................................................................................................ 22
บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญ โรคอ้วน ( Obesity) เป็นปัญหาของหลาย ๆ ประเทศและกำลังเป็นปัญหาสำคัญระดับโลกที่หลาย ๆ ประเทศกำลังเผชิญปัญหาร่วมกัน เป็นสาเหตุให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นและทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนลด ต่ำลง องค์การอนามัยโลกได้รายงานในกลุ่มประชากรอายุ 20 ปีขึ้นไป 1.5 ล้านคนมีน้ำหนักเกินโดยผู้ชาย มากกว่า 200 ล้านคน ผู้หญิงมากกว่า 300 ล้านคน เป็นโรคอ้วนหรือ 1 ใน 10 ของประชากรโลกที่มีอายุ 20 ปี ขึ้นไปเป็นโรคอ้วน และจะเสียชีวิตจากภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนอย่างน้อย 2 – 8 ล้านคน/ปี และพบว่า ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของสาเหตุการตายของประชากรและเกิดโรคเรื้อรัง โดย ร้อยละ 44 ของผู้ป่วยเบาหวาน ร้อยละ 23 ของผู้ป่วยโรคหัวใจ และร้อยละ 7 – 41 ของผู้ป่วยมะเร็ง มีปัจจัย เสี่ยงที่สำคัญ คือ ภาวะการมีน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ( WHO, 2011 อ้างถึงใน นฤมล ตรีเพชรศรีอุไร และเดช เกตุฉ่า, 2 554) และองค์การอนามัยโลกได้ประกาศไว้ในปี 2547 ว่าภาวะโภชนาการเกินกำลัง มีการระบาด โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของโลก และพบว่ากว่า 300 ล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญ กับปัญหาโรคอ้วนและมากกว่า 1,000 ล้านคน อยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน (นริสสา พึ่งโพสก, 2554) ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้คนให้ความสนใจในรูปร่างทรวดทรงมากขึ้น โดยเฉพาะในสังคมวัยรุ่นที่ นิยมให้มีรูปร่างร่างผอมบางเหมือนกับนางแบบในสื่อต่าง ๆ ทำให้วัยรุ่นแสวงหาวิธีการที่จะมีรูปร่างผอม บาง เหมือนกับดารา หรือนางแบบ ทั้ง ๆ ที่บางคนมิได้อ้วน แต่ต้องการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนเพื่อให้เป็นไป ตามกระแส การลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนมีหลากหลายวิธี บางวิธีแม้จะทำให้น้ำหนักลดลงได้ แต่เป็น อันตรายต่อสุขภาพ เช่น การกินยาลดความอ้วน ทำให้บางรายต้องประสบกับปัญหาสุขภาพ บางรายรุนแรงจน ถึงกับเสียชีวิตก็มี การเลียนแบบดาราที่นิยมล้วงคอเพื่อให้อาเจียนอาหารออกมา เพราะมีความเชื่อว่าเมื่อล้วง คออาเจียนเอาอาหารออกมาจนหมดแล้ว จะทำให้ไม่อ้วน ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ในปัจจุบัน โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิงมีวิธีการลดน้ำหนักหลายวิธีส่วนมากจะใช้วิธีการอดอาหาร เมื่อหิวก็ รับประทานอาหารเพียงเล็กน้อยและมักเป็นอาหารประเภทกรุบกรอบ อาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อประทังความ หิว มีการดื่มน้ำอัดลมบ้างแต่ไม่มีการออกกำลังกายที่เหมาะสม บางคนต้องใช้ยาลดน้ำหนัก บางคนใช้วิธีดูด ไขมันออกเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพเพราะไขมันจะเกิดขึ้นมาทดแทนในระยะเวลาที่ไม่ นาน บางคนต้องเสียชีวิตเพราะการดูดไขมัน บางรายใช้วิธีการผ่าตัดกระเพาะอาหารให้มีขนาดเล็กลง เพื่อให้ กินอาหารได้น้อย ซึ่งจะทำให้เกิดผลแทรกซ้อนติดตามมาได้ จากการสังเกตนักศึกษาเพศหญิงคณะครุศาสตร์พบว่ามีนักศึกษาบางส่วนมีวิธีการลดน้ำหนักหลาย รูปแบบ ทั้งการออกกำลังกาย กินยาลดน้ำหนัก การควบคุมอาหาร การกินอาหารสุขภาพ การไม่รับประทาน อาหารเย็น การกินไข่ต้ม การลดอาหารประเภทมันหรือทอด การลดน้ำหวาน ด้วยเหตุนี้คณะผู้วิจัยจึงเล็งเห็น ความสำคัญ และต้องการศึกษาในเรื่องความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักของนักศึกษาสาขาวิชาสังคม ศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด เพื่อเป็นข้อมูลใช้ในการวางแผนพัฒนาพฤติกรรมการลด น้ำหนักของนักศึกษาต่อไป
วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักของนักศึกษาสาขาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของนักศึกษาคณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราช ภัฏร้อยเอ็ด 2. เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาการวิจัยด้านโรคอ้วนและงานวิจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ขอบเขตของการวิจัย ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบไปด้วย นักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ปีการศึกษา 2565 จำนวน 230 คน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่4 สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จำนวน 56 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ตัวแปร ตัวแปรต้น คือ ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ 1. เพศ 2. น้ำหนัก 3. ส่วนสูง 4. อายุ 5. ประสบการณ์ในการลดน้ำหนัก ตัวแปรตาม ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ระยะเวลา เดือนพฤศจิกายน 2565 – เดือนมีนาคม 2566 นิยามศัพท์ที่ใช้ในการวิจัย 1. ความอ้วน หมายถึง การมีน้ำหนักตัวมากกว่าที่ควรจะเป็น คือมีเนื้อและไขมันมากกว่าเกณฑ์ปกติ โดยใช้ค่าดัชนีมวลกายเป็นเกณฑ์ตัดสิน 2. การลดน้ำหนัก หมายถึง การทำให้น้ำหนักที่เกินกว่าปกตินั้นลดลงเท่ากับปกติ โดยการใช้พลังงาน ที่สะสมอยู่ในรูปของไขมันให้เหลือน้อยลงหรือหมดไป
3. ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก หมายถึง คนที่เคยศึกษาข้อมูลแล้วลงมือปฏิบัติและคน ที่เคยศึกษาข้อมูลแล้วไม่เคยลงมือปฏิบัติ 4. นักศึกษา หมายถึง นักศึกษาที่กำลังศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ปีการศึกษา 2565
บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยเกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักของนักศึกษาสาขาวิชาสังคม ศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด คณะผู้วิจัยได้ค้นคว้าแนวความคิดและทฤษฎีและงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ 1. แนวคิดเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจ 1.1 ความหมายของความรู้ความเข้าใจ 1.2 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความรู้ 1.3 ระดับความรู้ความเข้าใจ 2. แนวคิดของทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมการควบคุมน้ำหนัก 2.1 การประเมินภาวะน้ำหนักเกิน 2.2 สาเหตุปัจจัยส่งเสริมและผลกระทบจากภาวะน้ำหนักเกินและภาวะอ้วน 2.3 วิธีการลดน้ำหนักและการใช้ยาลดน้ำหนัก 3. ทฤษฎีพฤติกรรมมนุษย์ 3.1 ความหมายของพฤติกรรมมนุษย์ 3.2 ความหมายของพฤติกรรมผู้บริโภค 3.3 พื้นฐานของพฤติกรรมของแต่ละบุคคล 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5. กรอบแนวคิดการวิจัย มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. แนวคิดเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจ 1.1ความหมายของความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจ คือ สิ่งที่เกิดมาจากการสั่งสมจากการศึกษา การค้นคว้า หรือประสบการณ์ รวมถึง ความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะความเข้าใจหรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์ ทั้งการได้ยิน การ ฟัง การคิด หรือการปฏิบัติองค์วิชาในแต่ละสาขาตามที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546) ได้ให้ความหมายไว้ และ บลูม (Bloom,1980 อ้างถึงใน ศิพล รื่นใจชน, 2549, น. 10) ได้จำแนกความหมาย ระหว่างความรู้ ความเข้าใจ เพื่อประโยชน์ในการสื่อความหมาย ไว้ดังนี้ ความรู้ หมายถึง พฤติกรรมและสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งเน้นการจำเป็นหลัก ทั้งการระลึกถึง สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นที่สืบเนื่องมาจากการเรียนรู้ โดยเริ่มต้นจากการรวบรวม สารต่างๆ จนกระทั่งพัฒนาไปสู่ ขั้นที่มีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นไป โดยความรู้อาจแยกออกจากความรู้เฉพาะสิ่ง และความรู้เรื่องสากล ความเข้าใจ เป็นขั้นตอนสำคัญของการสื่อความหมาย โดยอาศัยความสามารถทางสมองและ ทักษะ อาจจะกระทำได้โดยการใช้ปากเปล่า ภาษา ข้อเขียน หรือสัญลักษณ์ต่างๆ การทาความเข้าใจ อาจไม่มี
ผลสมบูรณ์เสมอไป สำหรับพฤติกรรมความเข้าใจแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ การแปลความ การตีความ และการ สรุปอ้างอิง ซึ่งมีความสอดคล้องกันกับที่ ศิพล รื่นใจชน (2549) ได้ให้ความหมายของคาว่า ความรู้ ตามพจนานุกรมทางการศึกษา ของ กูด (Good, 1973) ว่าเป็นข้อเท็จจริง กฎเกณฑ์และรายละเอียดต่างๆ ที่มนุษย์ได้รับและเก็บสะสมไว้ ซึ่งมีความคล้าย กับความหมายตามพจนานุกรม (The Lixicon Webster Dictionary) (The Lixion Webster, 1997) ได้ให้คำ จำกัดความของความรู้ ว่าเป็นความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง กฎเกณฑ์โครงสร้างที่เกิดจากการศึกษา ค้นหา หรือเป็น ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ สิ่งของหรือบุคคลที่ได้จากการสังเกตประสบการณ์ หรือรายงาน การรับรู้ข้อเท็จจริงต้อง ชัดเจนและต้องอาศัยเวลา และใกล้เคียงกับความหมายที่ บลูม (Bloom, 1980, อ้างถึงใน แสงจันทร์ โสภากาล, 2550, น. 15-16) ได้ให้ความหมายว่า ความรู้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการระลึกถึงเฉพาะเรื่อง ระลึกถึงวิธีการ กระบวนการหรือสภาพการณ์ต่างๆ โดยเน้น การจำ ประภาเพ็ญ สุวรรณ (2520, อ้างถึงใน ศรีวรรณ จึงสวัสดิ์, 2548, น. 4) ได้ให้ความสำคัญต่อพฤติกรรม มนุษย์ในด้านที่เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ รวมถึงศึกษาถึงการพัฒนาความสามารถด้านทักษะ ทางสติปัญญา และการใช้วิจารณญาณในการประกอบการตัดสินใจ จากแนวคิดต่างๆ ผู้วิจัยสามารถสรุปความหมาย ดังนี้ ความรู้และความเข้าใจ เป็นกระบวนการรับรู้ เรื่องราวต่างๆ อย่างเป็นระบบ และสามารถรวบรวมหรือแยกแยะในประเด็นต่างๆ ได้อย่างละเอียดและสามารถ ลำดับขึ้นตอนได้อย่างชัดเจน 1.2 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความรู้ บุคคลแต่ละคนต่างมีความรู้ ความเข้าใจ ในสิ่งต่าง ๆ ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสภาพความพร้อมของแต่ละ สถานการณ์และแต่ละบุคคล ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อความความรู้ ความเข้าใจที่สำคัญซึ่ง สรรพวุฒิ พิพัฒพันธ์ (2538, น. 13, อ้างถึงใน ศยามล สืบเนื่อง, 2557, น. 23) ได้สรุปปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความคิดเห็นซึ่งมี ความสัมพันธ์กับความรู้ไว้ 2 ปัจจัย ที่มีลักษณะคล้ายกัน ดังนี้ 1.2.1 ปัจจัยส่วนบุคคล ประกอบด้วย 1) ระดับการศึกษา การศึกษามีอิทธิพลต่อการแสดงออก เพราะจะทำให้บุคคลมีความรู้ และมีความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ อย่างมีเหตุและมีผล 2) ความเชื่อ หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดของแต่ละบุคคล ในการยอมรับต่อสิ่งต่างๆซึ่งอาจ แตกต่างกันออกไป 3) สถานภาพทางสังคม หมายถึง สิทธิและหน้าที่ที่มีต่อผู้อื่น และสังคม 4) ประสบการณ์ เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจและส่งผลต่อความคิดเห็น 1.2.2 ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย 1) ครอบครัว หมายถึง การสะสมความรู้โดยทางตรง หรือทางอ้อมจากระเบียบวิธีปฏิบัติ กฎเกณฑ์ และค่านิยมต่างๆ ที่กลุ่มได้กำหนดไว้เป็นระเบียบของความประพฤติ และความสัมพันธ์ของสมาชิกใน สังคมนั้น
2) กลุ่มและสังคมที่เกี่ยวข้อง มีอิทธิพลต่อบุคคลอย่างมาก เพราะเมื่อบุคคลอยู่ในกลุ่ม หรือสังคมใดต้องยอมรับ และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของกลุ่มและสังคมนั้น 3) สื่อมวลชน ได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเรียนรู้ และการเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของบุคคล สำหรับปัจจัยและแนวคิดดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า ความรู้ ความเข้าใจ แต่ละบุคคลจะมากหรือน้อยอยู่ที่ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยด้านเศรษฐกิจสังคมครอบครัวและการจูงใจ จากที่กล่าวมา ความรู้ความเข้าใจคือพฤติกรรมที่ใช้ความจำเป็นหลักโดยได้มาจากการเรียนรู้จากสิ่งต่างๆ และพัฒนาเพิ่มเติมตามความเข้าใจของบุคคลนั้นๆและสามารถถ่ายทอดให้กับบุคคลอื่นได้ 1.3 ระดับความรู้ความเข้าใจ ระดับความรู้ ความเข้าใจ ของแต่ละบุคคลจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัย ที่เกี่ยวข้องและแนวทางในการ ลาดับความสำคัญซึ่ง บลูม (Bloom, 1980, อ้างถึงใน แสงจันทร์ โสภากาล, 2550, น. 15-16) ได้แบ่งระดับความรู้ ความสามารถทางด้านสติปัญญา (Cognitive Domain) ออกเป็น 6 ระดับ ดังนี้ 1. ความรู้ (Knowledge) เป็นขั้นแรกของพฤติกรรมที่เกี่ยวกับความสามารถในการจดจำ อาจจะโดยการนึกได้ มองเห็น ได้ยิน หรือได้ฟัง ความรู้ในชั้นนี้ ประกอบด้วย คำจำกัดความ ความหมาย ข้อเท็จจริง ทฤษฎี กฎ โครงสร้าง วิธีการแก้ปัญหา มาตรฐาน เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่า ความรู้นี้เป็นเรื่องราวของ การจดจำได้หรือระลึกได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดที่ซับซ้อนและไม่ต้องใช้สมองมากนัก ดังนั้นการจำได้หรือ ระลึกได้จึงเป็นกระบวนการที่สำคัญทางจิตวิทยาและเป็นขั้นตอนที่จะนำไปสู่พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเข้าใจ การนำความรู้ไปใช้ ในการวิเคราะห์การสังเคราะห์และการประเมินผล ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ได้ความคิดและ ความสามารถด้านสมองเพิ่มมากขึ้น 2. ความเข้าใจ (Comprehensive) เป็นพฤติกรรมขั้นต่อมาจากความรู้ ขั้นตอนนี้จะต้องใช้ ความสามารถทางสมองและทักษะในขั้นสูงจนถึงระดับของ “การสื่อความหมาย” ซึ่งอาจทำได้ทั้งที่เป็นการใช้ปาก เปล่า ข้อเขียน ภาษา หรือการใช้สัญลักษณ์ มักเกิดขึ้นหลังจากที่บุคคลได้รับทราบข่าวสารต่างๆ แล้ว โดยการฟัง เห็น อ่าน หรือเขียน ความเข้าใจนี้อาจแสดงออกในรูปของการใช้ทักษะหรือการแปลความหมายต่างๆ เช่น การ บรรยายข่าวสาร โดยใช้คาพูดของตนเองหรือการแปลความหมายจากภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่ง โดยคง ความหมายเดิมไว้ หรืออาจเป็นการแสดงความคิดหรือใช้ข้อสรุปหรือการคาดคะเนได้เช่นกัน 3. การนำความรู้ไปใช้ (Application) ความสามารถในการนำความรู้ไปใช้นี้เป็นพฤติกรรมขั้นที่ สาม ซึ่งจะต้องอาศัยความสามารถหรือทักษะทางด้านความเข้าใจดังกล่าวมาแล้ว การนำความรู้ไปใช้นี้กล่าวอีกนัย หนึ่ง ก็คือ การแก้ปัญหานั่นเอง ซึ่งมีอยู่ 6 ขั้นตอน และเมื่อนามาพิจารณาจะเห็นว่าความเข้าใจในหลักทฤษฎี วิธีการต่างๆ จะถูกนำมาใช้ในการแก้ปัญหา 4. การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นความสามารถในการช่วยแยกภาพรวม ออกเป็นส่วนๆ เพื่อให้ เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น อาจจะแบ่งเป็นขั้นย่อยๆ ได้ 3 ขั้น ด้วยกัน 1) ความสามารถในการแยกแยะ องค์ประกอบของปัญหาออกเป็นส่วนๆ 2) ความสามารถในการเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบ และ 3) ความสามารถในการมองเห็นหลักของการผสมผสานปัญหาที่มีองค์ประกอบย่อยมากมาย
5. การสังเคราะห์ (Synthesis) คือ ความสามารถในการนำเอาส่วนประกอบย่อยหลายๆส่วนมารวมกัน เข้าเป็นกรอบโครงสร้างที่แน่ชัด โดยทั่วไปแล้วการนำเอาประสบการณ์ ในอดีตมาร่วมกันกับประสบการณ์ใน ปัจจุบัน และนำมาสร้างเป็นกรอบที่มีระเบียบแบบแผน เป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ หรือความคิดริเริ่ม จึงต้องมีความเข้าใจใน การนาความรู้ไปใช้ในการวิเคราะห์มาประกอบ 6. การประเมินผล (Evaluation) เป็นความสามารถในการประเมินผลที่เกี่ยวข้องกับการให้ค่าต่อ ความรู้หรือข้อเท็จจริงต่างๆ ซึ่งต้องใช้เกณฑ์หรือมาตรฐานเป็นส่วนประกอบใน การประเมินผลมาตรฐานนี้อาจจะ อยู่ในทุกขั้นตอนของความสามารถหรือทักษะต่างๆ ดังนั้นความหมายของความรู้และความเข้าใจในข้างต้น ได้กล่าวถึง กระบวนการเกิดความรู้นำไปสู่ความ เข้าใจและนำไปใช้ โดยผ่านการวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็นไปตามลำดับขั้นตอนอย่างชัดเจน โดยชี้ให้เห็นว่า ความรู้เป็นขั้นตอนแรกในการที่สมองรับเอาข้อมูลเข้ามาเก็บไว้ ในระบบความจำ จากนั้นขั้นตอนที่สอง จึงเป็น เรื่องราวของความเข้าใจในความหมายของข้อมูลจากความรู้นั้นๆ จนถึงขั้นถ่ายทอดหรือสื่อความหมายออกมาให้ ผู้อื่นรับรู้ต่อไปได้ แล้วจึงมาถึงขั้นนำความรู้ไปใช้จากความเข้าใจด้วยการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินผล ต่อไป จึงไม่สามารถแยกอธิบายเรื่องความรู้และความเข้าใจก่อนที่จะรู้ ระดับความรู้ ความเข้าใจของแต่ละบุคคล จะต้องทำ การวัดความรู้ ซึ่ง สมศักดิ์ วิศาลาภรณ์ และคณะ (ม.ป.ป., อ้างถึงใน แสงจันทร์ โสภากาล, 2550, น. 15-16) ได้เสนอแนวคิดในด้านวิธีการวัดความรู้ที่เป็นที่นิยมไว้ว่า วิธีการวัดผลความรู้ กระทำได้ หลายวิธี ที่นิยม ปฏิบัติกันโดยทั่วไป คือ การวัดโดยการใช้แบบทดสอบ และเป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ (Multiple Choice Tests) เป็นส่วนใหญ่เพราะเป็นแบบทดสอบที่วัดได้รอบด้าน สามารถวัดผลของการเรียนรู้ได้หลายอย่าง ตั้งแต่ กระบวนการทางสติปัญญาชั้นสูง ได้แก่ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่าตลอดจนถึงการจดจำ เบื้องต้น กล่าวโดยสรุป ความรู้ความเข้าใจ หมายถึง การเข้าใจถึงเรื่องราว ข้อเท็จจริงรายละเอียดต่างๆ ที่เคยมี ประการณ์หรือพบเจอ และความสามารถในการนำความรู้ที่เก็บรวบรวมมาใช้ดัดแปลง อธิบาย เปรียบเทียบในเรื่อง นั้นๆ ได้อย่างมีเหตุผล ความรู้ความเข้าใจเป็นสิ่งที่เกี่ยวของโดยตรง รวมถึงการนำความรู้ความเข้าใจไปใช้ใน สถานการณ์จริงได้ตามขั้นตอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ 2. แนวคิดของทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมการควบคุมน้ำหนัก ในปัจจุบันปัญหาทางด้านสุขภาพมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาด้านการ เจ็บป่วยด้วยโรค เรื้อรัง ตัวอย่างเช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยด้วยโรค เรื้อรังคือภาวะอ้วนลงพุง โดยเฉพาะการอ้วนที่บริเวณพุง เนื่องจากเซลล์ไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้นทำให้มีการหลัง ฮอร์โมนต่าง ๆ จากไขมันออกสู่กระแสเลือด เพิ่มขึ้นและเป็นผลให้เกิดโรคเรื้อรังดังกล่าว(วณิชากิจวรพัฒน์, 2553) ศรีประภา จึงประเสริฐสุข (2553) กล่าวว่า บริษัทเนสเลย์ประเทศไทย ได้สำรวจ พฤติกรรมการลด น้ำหนักของคนไทยจากกลุ่มสำรวจ จำนวน 500 คน อายุ 18 – 55 ปี ทั้งชายและหญิงทั่วประเทศไทยพบว่าคน ไทยมีความกังวลเรื่องสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักเกินโดย 60% ของกลุ่มสำรวจมีความพยายามที่จะ ควบคุมหรือลดน้ำหนัก โดยเฉพาะในกลุ่มสตรีอายุ 26 – 35 ปี นอกจากนี้ยังพบสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับความกังวล
ในเรื่องสุขภาพของคนไทยที่เป็นลำดับ 1 คือ โรคอ้วนและภาวะน้ำหนักเกิน โดยมีอัตราสูงถึง 63% ลำดับที่ 2 คือ เบาหวาน 5% ตามมาด้วยความ กังวลเกี่ยวกับรูปร่างที่ไม่กระชับ (4%)และพบว่าคนไทย 74% เลือกที่จะซื้อ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสม ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุดหรือผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าไม่มีคอเรสเตอรอล ไขมัน แคลอรี่ น้ำตาล คาร์โบไฮเดรต หรือมีไขปริมาณต่ำ และพบว่าสตรีไทยมีพฤติกรรมการลดน้ำหนักที่ไม่ถูกต้อง เช่น การลด อาหาร รับประทานยาลดความอ้วน เป็นต้น 2.1. การประเมินภาวะน้ำหนักเกิน ภาวะอ้วนหรือเรียกอีกอย่างว่า โรคอ้วน (Overweight and obesity) และภาวะน้ำหนักเกินนั้น องค์การ อนามัยโลกได้ให้นิยามว่า สภาวะที่ร่างกายมีการสะสมไขมันเก็บไว้ในส่วนต่างๆ ของทั้งร่างกายในปริมาณที่มากเกิน ปกติ จนทำให้เป็นสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพ และอาจรุนแรงถึงขั้นที่เป็น สาเหตุให้เสียชีวิตได้ โดยเมื่อร่างกายของเรา มีค่าดัชนีมวลกาย (Bodymassindex) หรือเรียกย่อว่า BMI (บีเอ็มไอ) กล่าวคือ เมื่อมีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 25 ขึ้นไป จะเรียกว่าน้ำหนักเกิน แต่ถ้ามีค่าดัชนี มวลกายตั้งแต่ 30 ขึ้นไป เรียกว่าโรคอ้วน น้ำหนักเกินและภาวะอ้วน มีสาเหตุ การดูแลรักษา และปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ เช่นเดียวกันทุกประการ จะแตกต่างกันที่ความรุนแรงของปัญหาทางสุขภาพ ซึ่งในคนที่มีน้ำหนัก มากเกินนั้น จะมี ความรุนแรงน้อยกว่าคนที่เป็นภาวะโรคอ้วน ดังนั้นเมื่อกล่าวในทางการแพทย์ทั้ง น้ำหนักเกินและโรคอ้วนจึงมัก กล่าวถึงควบคู่กันไปเสมอ พวงทองไกรพิบูลย์ (2557) กล่าวว่า ดัชนีมวลกายหรือ Body Mass Index (BMI) คือค่า ซึ่งเป็นการตีค่าจากความสัมพันธ์ที่เกิดระหว่างน้ำหนักตัวกับส่วนสูง ซึ่งนิยมใช้เป็นตัววินิจฉัยว่าใคร น้ำหนักเกิน หรือใครเป็นโรคอ้วน โดยมีหน่วยของน้ำหนักซึ่งคิดเป็นกิโลกรัม และหน่วยของความ สูงซึ่งคิดเป็นเมตร โดยค่า ดัชนีมวลกายหรือ BMI ของแต่ละคน จะสามารถวัดได้จาก น้ำหนักตัวเป็น กิโลกรัมของคนๆนั้น หารด้วยความสูง เป็นเมตรที่ยกกำลังสอง ดังนั้นหน่วยของค่าดัชนีมวลกายจึงมี ค่าเท่ากับ กิโลกรัม/เมตร² แต่โดยทั่วไปนั้นเราจะไม่ นิยมใส่หน่วยของค่าดัชนีมวลกาย อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลและคำนิยามเกี่ยวกับค่าดัชนีมวลกายขององค์การ อนามัยโลกนั้น จะสรุปได้ว่า ค่าดัชนี มวลกายของคนปกติคือ 18.5-24.9 และค่าดัชนีมวลกายของคนผอมจะมีค่า ต่ำกว่า 18.5 สูตรการคิดค่าดัชนีมวลกาย ดัชนีมวลกาย (BMI) = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ส่วนสูง (เมตร)2 จากสูตรข้างต้นแล้ว มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 25 จะถือว่าเข้าข่ายภาวะที่มี น้ำหนักเกิน (over-weight) และถ้าค่าดัชนีมวลกายที่ได้จากการคำนวณนั้นมากกว่า 30 จะถือว่า เข้า ข่ายภาวะที่เรียกว่า "อ้วน" (obesity) นอกจากนี้ยังมีการจำแนกประเภทของค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI ตามหลักเกณฑ์ของ International Obesity Task Force หรือ IOTF ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสุ่ม เสี่ยงที่อาจต่อให้การเกิดเจ็บป่วยเมื่อมีค่าดัชนีมวลกายใน ระดับต่าง ๆ ดัชนีความหนาแน่นของร่างกายเป็นดัชนีที่ไม่ขึ้นอยู่กับอายุและเพศอย่างไรก็ตาม อาจจะขึ้นอยู่กับ ความแตกต่างระหว่างชาติพันธุ์ซึ่งบางครั้งอาจจะขึ้นอยู่กับปัจจัยสิ่งแวดล้อมอื่นเช่นอาหารเชื้อชาติดังนั้นในบาง กรณีก็อาจจำเป็นจะต้องพิจารณาใช้ดัชนีชี้วัดอื่น ๆ ร่วมในการ ตัดสินด้วย ยกตัวอย่างเช่น อาจมีการใช้เส้นรอบเอว หรืออัตราส่วนเส้นรอบเอวต่อเส้นรอบสะโพก เนื่องจากเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าอัตราความชุกของการมีน้ำหนักเกิน
และอ้วนในแต่ละพื้นที่ของโลก จะมีความแตกต่างกันมากการใช้มาตรฐานเดียวกันกับประชากรที่กระจายอยู่อย่าง หนาแน่นในโลก จึงเป็นสิ่งที่ควรระวังที่จะต้องศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง BMI ที่ใช้เป็นเกณฑ์การตัดสินกับอัตรา การตาย (ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ) และปัจจัยร่วมอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวานความดันโลหิตสูง นิ่วในถุงน้ำดีและ โรคหัวใจโดยทั่วไปการประเมินความอ้วนจะใช้ค่าดัชนีความหนาแน่นของร่างกายที่มีค่าเท่ากับ หรือมากกว่า30 สำหรับเป็นเกณฑ์การตัดสิน ในการใช้ค่า BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 30 ตัดสินความ อ้วนในชาวเอเชียโดยเฉพาะ อย่างยิ่งในคนญี่ปุ่นจะมีเพียงร้อยละ 3 เท่านั้นทำให้การศึกษาวิจัยในคน อ้วนที่เป็นคนเอเชียมีจำนวนน้อยมากซึ่ง ไม่เพียงพอที่จะใช้ข้อมูลดังกล่าวในการศึกษาวิจัยเพื่อหา ความสัมพันธ์กับโรคที่พบได้บ่อย ๆ ในคนอ้วนดังนั้นจึงได้ มีการศึกษาวิจัยและกำหนดเกณฑ์การ ตัดสินใหม่สำหรับคนเอเชีย ภาวะเสี่ยงต่อโรคของผู้ที่ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน หมายถึงภาวะที่เสี่ยงต่อการ เป็นโรคเบาหวาน ชนิดที่สอง โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง ในผู้ป่วยที่มีเส้นรอบเอวมากถึงแม้ว่า ค่าดัชนี มวลกายจะมีค่าปกติ แต่ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเช่นกัน จาก ตารางข้างต้นจะเห็นได้ว่า สำหรับคนเอเชียที่มี ดัชนีมวลกายมากกว่า 23 กิโลกรัม/ตารางเมตร ทั้ง ผู้หญิงและผู้ชายจะเกิดอุบัติการณ์ของโรคไขมันในเลือดสูง โรค ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ดังนั้นจึงสามารถกำหนดได้ว่า หากมีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 23 จะถือว่าอ้วน และจากการวิจัย เพิ่มเติมพบว่าความยาวรอบเอวที่เหมาะสมสำหรับคนเอเชียเพศชายคือ 90 เซนติเมตร และ สำหรับ คนเอเชียเพศหญิงคือ 80 เซนติเมตร ในเรื่องของการวัดเส้นรอบเอว จะมีความสัมพันธ์กับปริมาณไขมันใน อวัยวะภายใน ช่องท้อง ซึ่งหากมีปริมาณไขมันในช่องท้องมาก จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากกว่าไขมันที่อยู่ ตามแขนหรือขา ดังนั้นผู้ที่มีดัชนีมวลกายเกินแต่มีความยาวเส้นรอบเอวไม่เกินกว่าค่าที่กำหนด จะบ่ง บอกได้ว่ามี ความเสี่ยงต่อโรคไม่มากโพกส่วนบนสุดและขอบร่างของกระดูกซี่โครงให้ขนานกับพื้น โดยผู้วัดต้องนั่งข้างๆ และ ต้องทำการวัดขณะหายใจออกเท่านั้น ส่วนสะโพกให้วัดบริเวณส่วนที่ก้นยื่นออกมามากที่สุด ปัจจุบันทั่วโลกกำลัง รณรงค์ต่อสู้กับภาวะอ้วน (Obesity) และโรคอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome) เพื่อลดภาวะปริมาณความ รุนแรงของโรคที่ส่งผลต่อวิถีชีวิต ได้แก่ โรคความ ดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคมะเร็งและภาวะไตวายเรื้อรัง รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็น ต้น กล่าวคือ “โรคอ้วน” ถือเป็นภัยคุกคามที่กำลังระบาดในกลุ่มคนไทยโดย วัดจากอัตราการเสียชีวิต ที่เพิ่มสูงขึ้น จากกระทรวงสาธารณสุขรายงานว่าปัจจุบันพบว่าคนไทยอ้วนและมีภาวะ น้ำหนักเกิน ค่ามาตรฐานเป็นอันดับ 5 ของเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นผลจกการที่คนไทยใช้ชีวิตกินแล้วนั่งหรือนอน ร่างกายขาดการเคลื่อนไหวหรือการออกกำลังกาย อีกทั้งยังพบว่าจากผลสำรวจสุขภาพล่าสุด จะเห็นว่ามีจำนวน คนไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปเป็นโรคอ้วนติดอันดับ 5 ของเอเชียแปซิฟิก โดยมีคนอ้วนมาก ถึง 17 ล้านคนทั่ว ประเทศและยังมีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4 ล้านคนต่อปี 2.2 สาเหตุปัจจัยส่งเสริมและผลกระทบจากภาวะน้ำหนักเกินและภาวะอ้วน สาเหตุของภาวะน้ำหนักเกินและภาวะอ้วนที่สามารถพบได้บ่อย คือ การรับประทาน อาหารเกินกว่าความ ต้องการของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทแป้ง ไขมันหรืออาหารทีมีกากใยอาหารต่ำ การขาดการออกกำลัง กายหรือการขาดการเคลื่อนไหวร่างกายที่เหมาะสม รวมทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การติดโทรศัพท์ การติดคอมพิวเตอร์ หรือ การติดเกมส์
นอกจากนี้ความผิดปกติทางพันธุกรรม ยังเป็นสาเหตุได้บ้างแต่เป็นส่วนน้อย ที่ทำให้ ร่างกายสะสมไขมัน ได้สูง คือโรคเกี่ยวกับฮอร์โมน ตัวอย่างเช่น โรคต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง หรือทำงานต่ำซึ่งเกิดจากภาวะการ ขาดไทรอยด์ฮอร์โมน โรคเนื่องอกต่อมใต้สมอง เป็นต้น รวมถึง การกินยาบางชนิดที่มีผลข้างเคียงกระตุ้นให้อยาก อาหาร ในขณะที่มีโรคประจำตัวที่เป็นอุปสรรคต่อ การเคลื่อนไหวหรือการออกกำลังกาย และยังมีการศึกษา เพิ่มเติมพบว่า อาการดังกล่าว อาจเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการนอนน้อยกว่าวันละ 5 ชั่วโมง เพราะ ขณะนอนหลับร่างกายจะสร้าง ฮอร์โมนเลปตินเพื่อลดการอยากอาหาร และฮอร์โมนอินซูลินเพื่อกระตุ้นการใช้ พลังงานของร่างกาย จากการศึกษาของคุณ Jitnarin,N. และคณะซึ่งรายงานเกี่ยวกับผลการศึกษาในปีค.ศ. 2009 พบว่าปัจจัย เสี่ยงของผู้ใหญ่ไทยต่อการมีน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสำหรับเพศชายคือ ผู้ชาย สูงอายุและไม่สูบบุหรี่ที่อาศัยอยู่ใน เขตเมือง มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี ในการตรงกันข้าม สำหรับเพศหญิงคือ ผู้หญิงโสดสูงอายุ ที่มีการศึกษา และทำงานเกี่ยวกับวิชาชีพหรือกึ่งวิชาชีพ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะที่มีน้ำหนักมากเกินนั้น ส่วนใหญ่มาจากการรับประทานอาหาร มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการหรือจำเป็นต้องใช้ โดยเมื่อร่างกายใช้อาหาร ส่วนเกินดังกล่าวนี้ไม่หมดก็จะถูกเก็บ สะสมไว้ในร่างกายในรูปของไขมัน ไม่ว่าอาหารนั้นจะเป็น ข้าวขนมหรือเนื้อสัตว์ก็ตาม ถ้าทานมากเกินไปร่างกาย จะเปลี่ยนอาหารดังกล่าวทั้งหมดเป็นไขมันและเก็บสะสมไว้ในร่างกายดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้นานๆ น้ำหนักก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น โดยเหตุนี้เองจึง สรุปได้ว่า คนที่เป็นโรคอ้วนจึงเป็นผู้ที่มีปริมาณไขมันสะสมในร่างกายมากกว่าคนปกติ จากการศึกษางานวิจัยในต่างประเทศ ได้มีการวิจัยทั้งในคนและในสัตว์ทดลอง หลากหลายประเภทเพื่อ หาสาเหตุของการมีน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสรุปได้ว่ามาจากสาเหตุ ดังต่อไปนี้ 1.กรรมพันธุ์ เข้าทำนองที่เรียกว่า "ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ แต่ถ้าดูให้แน่ต้องดูปู่ย่า ตายายด้วย" การ สำรวจในประเทศสหรัฐอเมริกาปรากฎว่าลูกจะมีโอกาสอ้วนได้ร้อยละ80 ถ้าพ่อและ แม่อ้วนทั้งคู่ถ้าพ่อและแม่คน หนึ่งคนใดอ้วนลูกจะมีโอกาสอ้วนร้อยละ 40 ถ้าพ่อและแม่ไม่อ้วนทั้งคู่ ลูกจะมีโอกาสอ้วนเพียงร้อยละ 7 แต่ไม่ควร ที่จะมีภาวะเครียดหรือวิตกกังวลจนเกินเหตุ ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำหนักได้วิจัยออกมาแล้วว่าถึงแม้ว่าจะเกิดมาใน ครอบครัวของคนอ้วนแต่ก็สามารถ มีรูปร่างสวยสมสัดส่วนได้หากใส่ใจเรื่องอาหาร การรับประทานอาหารและการ ออกกำลังกายอย่าง ต่อเนื่องสม่ำเสมอ 2.อ้วนเองสาเหตุนี้เกิดขึ้นเพราะตัวของเราเอง 2.1 พฤติกรรมการกิน 2.1.1 กินอาหารขยะ หมายถึง อาหารที่ไร้ประโยชน์จำพวก อาหารฟาสต์ฟู้ดอาหารมันๆ ของทอดขนมหวานกะทิอาหารเหล่านี้ล้วนแต่เพิ่มน้ำหนักให้ทั้งนั้น 2.1.2 กินเร็วราวกับพายุยิ่งกินเร็วมากเท่าไรก็ยิ่งอ้วนมากเท่านั้น 2.1.3 กินเพื่อความบันเทิงเป็นนักล่าของกินร้านไหนที่อร่อยรู้จักหมด 2.1.4 กินไปดูทีวีไปชอบกินอาหารหน้าทีวีนั้นคือกําลังอ้วน ไปพร้อมกับความบันเทิง จากทีวี
2.1.5 กินเพราะใกล้มีประจำเดือนสังเกตได้ว่าก่อนมี ประจำเดือนจะอยากกินโน่นกินนี่ ไปหมดเห็นอะไรก็อยากก็อร่อย 2.1.6 กินเพราะเสียดายทั้ง ๆ ที่อิ่มแล้วแต่ว่าอาหารมันยังไม่ หมดจะทิ้งก็เสียดายกิน ให้หมดเลยดีกว่า 2.2 อารมณ์และจิตใจ ในบางคนที่ทานอาหารตามอารมณ์ เช่น ทานอาหารเพื่อดับความโกรธ แค้น กลุ้มใจ กังวลใจ หลายคนหาทางออกด้วยการกินประชดหรือพยายาม กินเพื่อลืมบุคคลเหล่านี้จะรู้สึกว่า อาหารทำให้ใจสงบ จึงสร้างความสบายใจโดยการทานอาหารใน ปริมาณที่มาก แต่ในทางกลับกันบางคนที่รู้สึก เสียใจกลุ้มใจก็ไม่สามารถทานอาหารได้ ถ้าในระยะเวลานาน ๆ ก็มีผลทำให้เกิดการขาดอาหารฯลฯ 2.2.1 เครียดนอนดึกทำงานหนักสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้อ้วน ได้ทั้งนั้นเพราะยิ่งเหนื่อย หรือเครียดเมื่อไหร่ก็จะนึกถึงของกินเป็นอย่างแรก 2.2.2 ให้รางวัลตัวเองด้วยการทานเมื่อมีความสุขนิด ๆ หน่อย ๆ ก็หาเรื่องเข้า ร้านอาหารเพื่อฉลอง 2.3 วิธีการลดน้ำหนักและการใช้ยาลดน้ำหนัก การลดน้ำหนักมี 6 วิธีได้แก่ 1. การควบคุมอาหาร การควบคุมอาหาร หมายถึง การลดอาหารหรือจำกัดอาหารให้เหมาะสม ไม่รับประทานใน ปริมาณมากเกินไปเลือกทานให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วนและมีประโยชน์โดยการควบคุมหรือการ เปลี่ยนแปลง น้ำหนักของร่างกายขึ้นกับสมดุลระหว่างพลังงานที่ถูกนำเข้าและพลังงานที่ถูกใช้ออกไปหากพลังงานที่ถูกนำเข้ามี ปริมาณมากกว่าพลังงานที่ถูกใช้ออกไป พลังงานส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนให้สะสมอยู่ในร่างกายทำให้น้ำ หนักเพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้ามหากพลังงานที่ถูกใช้ออกไปมีค่ามากกว่าพลังงานที่ถูกนำเข้าจะทำให้น้ำหนักลดลง 2. การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือ อาหารเสริม จัดเป็นอาหารประเภทหนึ่งตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ซึ่งหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานโดยตรงนอกเหนือจากการรับประทานอาหารหลัก ตามปกติเพื่อ เสริมสารบางอย่าง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมอาหารและให้สารอาหารแก่ผู้ที่ไม่ใช่ผู้ป่วย บางประเทศจัดว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นอาหาร ขณะที่บางประเทศจัดว่าเป็นยา มักอยู่ใน รูปลักษณะเป็นเม็ด แคปซูลผง เกล็ด ของเหลว หรือลักษณะอื่น และมีจุดมุ่งหมายสำหรับบุคคลทั่วไป ที่มีสุขภาพปกติมิใช่สำหรับผู้ป่วย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อลดน้ำหนักเป็นสารสกัดบางอย่างที่อาจสามารถช่วยควบคุมน้ำหนักหรืออาจทำ ให้น้ำหนักลดลงได้เพิ่มการเผาผลาญพลังงานขับไขมันออกจากร่างกายซึ่งอาจพบอันตรายในการใช้ผลิตภัณฑ์เสริม อาหารไม่ถูกวิธีได้เช่น อาการไม่พึงประสงค์เนื่องจากโรคประจำตัวและสรีระวิทยาที่แตกต่างกันสารสกัดที่พบว่ามี การใช้เพื่อลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำ หนักและได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอันดับต้นๆ เช่น ผลบุก สารสกัดไคโต ซานที่ได้จากเปลือกหอย ผลส้มแขก และกระเทียม สารสกัดจากใบชาเขียว เป็นต้นสารสกัดดังกล่าวถูกนำมาใช้ แบบเดี่ยวและแบบที่เป็นสูตรผสมส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของอาหารเม็ดแคปซูล ผงพร้อมดื่ม และแบบเจล อีกทั้ง
อาหารเสริม บางชนิดพบวา่ มีสารอีฟรีดีนที่จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์จิตและประสาทประเภท 2 ซึ่งเป็นอันตรายต่อ ผู้บริโภค (ศริญญา, 2546) 3. การออกกำลังกาย การออกกำลังกายเพื่อลดความน้ำหนักคือการออกกำลังกายเพื่อให้อัตราการเผาผลาญเพิ่มขึ้น และพลังงานที่ถูกเก็บไวในรูปแบบของไขมันจะถูกร่างกายดึงออกมาใช้หากอาหารที่รับประทานนั้นเป็นอาหารจำ พวกผักผลไม้่ที่ไม่มีไขมันจะทำให้การลดน้ำหนักได้ผลดีมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายลดน้ำหนัก นั้นควรต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องให้สม่ำเสมอถ้าเป็นการออกกำลังกาย ประเภทการวิ่งการขี่จักรยาน ว่ายน้ำหรือ เต้นแอโรบิคควรใช้เวลาในการออกกำลังกายไม่ต่ำ กว่า 30 นาทีต่อครั้ง เพราะในระยะเวลา 15 - 20 นาทีแรกนั้น เป็นเหมือนกับการอุ่นเครื่องแต่การเผาผลาญ พลังงานนั้นจะเริ่มหลังจากนั้น (วิยะดา ทัศนสุวรรณ, 2551) 4. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การที่บุคคลสามารถควบคุมพฤติกรรมหรือการกระทำของตนเองได้ โดยที่เขาสามารถเลือกพฤติกรรม เป้าหมายและกระบวนการที่จะนำไปสู่เป้าหมายนั้นด้วยตัวเขาเองเป้าหมายสำคัญของการปรับพฤติกรรม คือ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ให้เกิดเป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์วิธีการ ปรับพฤติกรรม ยกตัวอย่างเช่น การบันทึกกิจกรรม ทั้งการรับประทานอาหารปริมาณอาหารความถี่ของอาหารการออกกำลังหลีกเลี่ยงสิ่งที่กระต้น ให้อยากอาหาร เช่น การสูบบุหรี่การดื่มสุราออกกำลังกายเป็นประจำ เป็นต้น 5. การใช้ยาลดน้ำหนัก ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2554 ได้แบ่ง ยาลดน้ำหนักเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ตามตำแหน่งการออกฤทธิ์ดังนี้ 1. ยาที่ออกฤทธิ์ที่ทางเดินอาหาร มี2กลุ่ม คือกลุ่มที่เป็นสารที่พองตัว (bulk forming agents) ใน กระเพาะอาหารโดยไม่ถูกย่อยสลายให้เป็นพลังงาน ทำให้อิ่มแต่ไม่ให้พลังงาน เช่น อาหารประเภทแป้งที่เป็นเส้น ใยธรรมชาติสกัดจากหัวบุกบางชนิด สามารถพองตัวในน้ำได้ถึง 200 เท่าในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดว่าการใช้ สารประเภทนี้มีประโยชน์ในการลดน้ำหนักในระยะยาว อันตรายโดยตรงจากสารกลุ่มนี้ไม่ค่อยพบ แต่พบผล ทางอ้อม เช่น การขาดสารอาหารถ้าผู้ที่ลดความอ้วนขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องโภชนาการ อาจเกิดการอุดตัน ของทางเดินอาหารหากรับประทานน้ำไม่มากพอ นอกจากนั้นยังอาจทำให้เกิดอาการแข็งตัวของก้อนอุจจาระ เนื่องจากเส้นใยจะไปดูดน้ำในลำไส้ในปริมาณมากจึงส่งผลให้บางคนถึงกับต้องผ่าตัดเอาก้อนอุจจาระออก เป็นต้น กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่มีสารยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไลเปส (pancreatic lipase inhibitors) จะออกฤทธิ์ยับยั้ง การทำงานของเอนไซม์ไลเปสซ่ึงเป็นเอนไซม์ที่ย่อยไขมันให้อยู่ใ่นรูปที่ร่างกายนำไปใช้ได้มีหลักฐานว่า กลไกนี้ทำให้ ไขมันที่รับประทานเข้าไปประมาณ 1/3 ไม่ถูกดูดซึม จึงทำให้น้ำหนักลดลงอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ของการ ใช้ยาที่เด่นชัดเกี่ยวข้องกับการดูดซึม ไขมันที่ผิดปกติได้แก่ไม่สามารถกลั้นอุจจาระได้(fecal urgency) อุจจาระไม่ เกาะรวมกัน (loose) มีก๊าซและไขมันขับออกมาด้วย นอกจากนี้ยังอาจมีผลทำให้การดูดซึมวิตามิน ที่ละลายใน ไขมันผิดปกติได้ ยาลดความอ้วนจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์ร้านที่จะ ขายได้ต้องมีใบอนุญาตฤทธิ์ของยาจะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางลดความถี่ของความรู้สึกหิว การใช้ยาลด น้ำหนักทุกชนิดจะทำให้น้ำหนักลดลงได้ในช่วงที่กินยาแต่น้ำหนกัจะสูงกลับขึ้นเท่าเดิมหรือ มากกว่าเดิมเมื่อหยุดยา
ด้วยอาการที่เรียกว่า yo-yo effect เพราะร่างกายปรับสภาพให้เผาผลาญพลังงาน น้อยไปยาลดความอ้วนส่วน ใหญ่จัดเป็นอนุพันธ์ของแอมเฟตามีน(amphetamine) ที่เป็นยาประเภทเดียวกับยาบ้า 2. ยาที่ออกฤทธิ์ที่สมองส่วนกลาง โดยทั่วไปยาในกลุ่มนี้มีจุดประสงค์เพื่อลดความอยากอาหารหรือทำให้ เกิดความรู้สึกอิ่ม โดยเป็นผลมาจากการเพิ่มสารเคมีในสมอง คือ Serotonin หรือ Catecholamine ซึ่งสารเคมีทั้ง 2 ตัวนี้ออกฤทธิ์ควบคุมความอยากอาหารและอารมณ์ยาในกลุ่มนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นกลุ่มย่อยๆ 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ยาที่ออกฤทธิ์ผ่าน Serotoninergic pathways ยาสองตัวในกลุ่มนี่ได้แก่ Fenfluramine และ Dexfenfluramine ปัจจุบัน พบว่า ยาเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะผิดปกติของลิ้น หัวใจบริษัทผู้ผลิตยาต้นแบบประกาศถอนยาทั้งสองตัวออกจากท้องตลาดทั่วโลกสำหรับประเทศไทย กระทรวง สาธารณสุขได้เพิกถอนทะเบียนตำรับยาทุกตำรับที่มีตัวยา Fenfluramineและ Dexfenfluramine ผสมอยู่ในปี พ.ศ. 2543 เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัยของผู้ใช้ยา กลุ่มที่ 2 ยาที่ออกฤทธิ์ผ่าน Catecholamine pathways มีคุณสมบัติกระตุ้นประสาท ส่วนกลางอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาได้แก่นอนไม่หลับกระวนกระวาย ปวดศีรษะความดันโลหิตสูง หัว ใจเต้นเร็ว ปากแห้ง เหงื่อออกคลื่นไส้ท้องผูก หากใช้ติดต่อกัน เป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการติดยาได้ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้จัดยาเหล่านี้เป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเภท 2 ซึ่งห้ามจำหน่ายตาม ร้านขายยาทั่วไปจะสั่งจ่ายยาเหล่านี้ได้โดยแพทย์เท่านั้น กลุ่มที่ 3 ยาที่ออกฤทธิ์ผ่าน Noradrenergic และ Serotoninergic pathways จะเพิ่ม ความรู้สึกอิ่มโดยเป็นตัวยับยั้งการเก็บกลับของSerotonin และ Nor adrenaline นอกจากนี้อาจมีผลในการเพิ่ม การใช้พลังงานของร่างกายโดยการกระตุ้น Peripheral noradrenergic receptors อาการที่ไม่พึงประสงค์จาก การใช้ยาได้แก่คลื่นไส้นอนไม่หลับปากแห้งเยื่อเมือกในช่องจมูกอักเสบ (rhinitis) และท้องผูก ฤทธิ์ทาง noradrenergic ของยาอาจทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นและหัวใจเต้นเร็วผู้ใช้ยาจึงควรตรวจวัดความดันโลหิตอย่าง สม่ำเสมอและไม่ควรใช้ในคนที่มีความดันโลหิตสูงและคนที่มีประวัติของเส้นเลือดอุดตันในสมอง (stroke) 6. การผ่าตัด Bariatric หรือ weight loss surgery เป็นการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคอ้วน ซึ่งเป็นวิธีการรักษา โรคอ้วนวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมากในต่างประเทศทั้งนี้เพราะให้ผลการรักษาที่ชัดเจน ข้อบ่งชี้ใน การผ่าตัดคือในผู้ป่วยที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 40 ขั้นไป หรือ ดัชนีมวลกายเท่ากับหรือมากกว่า 35 ร่วมกับมี ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงการผ่าตัดลดความอ้วนที่นิยมมาก ๆ คือวิธีที่ทำโดยใช้กล้องซึ่งมีทำมากอยู่ 3 วิธีคือ วิธีที่1 การผ่าตัดบายพาส (Roux-en-t Gastric Bypass) คือการผ่าตัดโดยใช้กล้องขนาดเล็ก เพื่อผ่าตัด กระเพาะอาหารด้านบนให้มีขนาดเล็กและตัดเอาลำไส้ส่วนล่างเข้าไปต่อใหม่ ตัดต่อเหมือนทำสะพานข้ามช่วงที่ดูด ซึมไขมันหรือสารอาหารบางอย่างที่ทำให้อ้วนออกไปย่นระยะทางที่ทำให้อาหารอยู่ในลำไส้สันลง เพื่อลดปริมาณ การรับประทานอาหารและลดการดูดซึมอาหารการผ่าตัด แบบบายพาสนี้เป็นการผ่าตัดที่ทำกันมานาน ซึ่งพบว่า สามารถช่วยให้น้ำหนักลงได้ดีมีผลอยู่นานจึงเป็นวิธีผ่าตัดที่วงการแพทย์ใช้เป็นมาตรฐาน แต่มีข้อแม้ว่าผู้ป่วยต้อง ทานวิตามินเสริมให้มากทั้ง วิตามินบี12 วิตามินรวม และแคลเซียม เนื่องจากร่างกายจะมีศักยภาพในการดูซึม สารอาหารน้อยลงหลังผ่าตัด
วิธีที่2 การผ่าตัดแบบสลีฟ (Sleeve Gastrectomy) คือ การผ่าตัดคล้ายกับการทำ Gastric Banding แต่ ทำ การผ่าตัดกระเพาะอาหารให้มีรูปร่างคล้ายกล้วยหอมแทนการใส่ Banding โดยตัดกระเพาะอาหารส่วนล่าง ออกไปจากร่างกายผู้ป่วยจึงมีกระเพาะอาหารที่เล็กทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง วิธีที่3 การผ่าตัดรัดกระเพาะอาหาร(Gastric Banding) คือการผ่าตัดโดยใช้กล้องขนาดเล็ก เพื่อนำ Silicone Band ไปวางและรัดไว้ที่ขั้วของกระเพาะอาหาร โดยด้านในของ Banding จะมีบอลลูนเชื่อมต่อกับท่อที่ เรียกวา่ Port ซึ่งจะนำมาวางไว้ใต้ผิวหนังเช่นเดียวกับ Port ที่ให้เคมีบำบัด ซึ่ง Port นี้ใช้สำหรับฉีดน้ำเกลือเข้าไป หรือดูดออกเพื่อให้บอลลูนโป่งขึ้น-แฟบลง เมื่อบอลลูนโป่งจะทำ ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อย แต่ถ้าผู้ป่วย ทานอาหารไม่ได้มีอาการอาเจียนก็ดูดน้ำเกลือออก เพื่อให้ทานอาหารได้ตามปกติ ซึ่งคนไข้ต้องมาพบหมอทุก 3 เดือนหลังทำการผ่าตัดเพื่อปรับหาปริมาตรของน้ำเกลือที่ช่วยให้คนไข้มีน้ำหนักลดลงได้ดีและทานอาหารได้อย่างมี คุณภาพ แต่กรณีนี้มีข้อจำกัดคือจะมีภาวะกัดกร่อนเนื้อทำ ให้เสี่ยงต่อการเกิดแผลในกระเพาะอาหารมากขึ้น และ พบว่า จำนวน 40% ไม่สามารถคุมน้ำหนักให้ลงตามเป้าหมายได้ อย่างไรก็ตามก่อนการตัดสินใจ แนะนำให้ผ่าตัดแพทย์ต้องมีการประเมินภาวะร่างกาย รวมทั้งสุขภาพจิต และความเข้าใจในเรื่องการรักษาของผู้ป่วยให้ชัดเจนด้วย เพราะการผ่าตัดรักษาโรคอ้วนนั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อความ สวยงามแต่เพื่อการรักษา ซึ่งผู้ป่วยต้องร่วมมือกกับแพทย์ในการทำตามเงื่อนไข เช่น ควบคุมอาหาร และออกกำลัง กายในปริมาณที่เหมาะสมด้วย จึงจะเป็นผลสำเร็จ ซึ่งแพทย์จะติดตามนานกว่า 2 ปีเกี่ยวกับผลรักษา (นพ.สุทธจิต ลีนานนท์, 2555) การลดน้ำหนักทั้ง 6 วิธี แต่ละวิธีก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย เช่น การควบคุมอาหารการออกกำลังกาย และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นวิธีลดความน้ำหนักที่ต้องใช้ระยะเวลาและต้องมีความตั้งใจจริงการผ่าตัดเพื่อ ลดความอ้วนเป็นวิธีที่ได้ผลรวดเร็วแต่ต้องเจ็บตัวค่าใช้จ่ายสูง และเกิดโรคแทรกซ้อนได้การใช้ยาลดน้ำหนักหรือยา ลด ความอ้วนเห็นผลได้ในระยะสั้น แต่หากต้องการคุมน้ำหนักระยะยาว จะไม่ได้ผลดีและถ้าหยุดใช้ยา เมื่อใดก็จะ ทำให้น้ำหนักกลับคืนมาเหมือนเดิมหรืออาจมากกว่าเดิมได้นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อ ผลข้างเคียงของยา ซึ่งยาบางกลุ่ม หากใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการติดยาได้อย่างไรก็ตาม การใช้ยาลดน้ำหนักแม้จะมีข้อเสีย ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่อันตรายดังกล่าวไม่ได้เกิดในทันทีจึงทำให้การใช้ยาลดน้ำหนักเป็นวิธีที่ได้รับความ นิยมในปัจจุบัน 3. ทฤษฎีพฤติกรรมมนุษย์ 3.1 ความหมายของพฤติกรรมมนุษย์ พฤติกรรม (ลักขณา สิรวัฒน์, 2549) หมายถึง การกระทำซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึก นึกคิดความ ต้องการของจิตใจที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าซึ่งอาจสังเกตเห็นได้โดยทางตรงหรือทางอ้อม บางลักษณะอาจสังเกตได้โดย ไม่ใช้เครื่องมือหรือต้องใช้เครื่องมือช่วย พฤติกรรมในมนุษย์ หมายถึง การกระทำที่มนุษย์แสดงออกทั้งทางร่างกายและจิตใจโดยแสดงออกทาง ร่างกายเพื่อสื่อให้รู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆโดยสามารถมองเห็นได้ตาเปล่าและรับรู้ได้ด้วย อารมณ์ความรู้สึก
3.2 ความหมายของพฤติกรรมผู้บริโภค ฉัตยาพร เสมอใจ (2550) ได้ให้ความหมายพฤติกรรมผู้บริโภค คือ พฤติกรรมผู้บริโภค หมายถึง กระบวนการหรือพฤติกรรมการตัดสินใจ การซื้อ การใช้ และการประเมินผลการใช้สินค้าหรือบริการของบุคคล ซึ่ง จะมีความสำคัญต่อการซื้อสินค้าและบริการทั้งในปัจจุบันและอนาคต ส่วนอดุลย์ จาตุรงคกุล และดลยา จาตุรง คกุล (2556) ให้ความหมายของผู้บริโภคไว้ว่า พฤติกรรมผู้บริโภค หมายถึง กิจกรรมต่าง ๆ ที่บุคคลกระทำเพื่อให้ได้สินค้าหรือบริการมาเพื่อบริโภค ตลอดจนรวมไปถึงการบริโภคด้วย พฤติกรรมผู้บริโภค หมายถึง พฤติกรรมซึ่งบุคคลทำการค้นหา การซื้อ การใช้ การประเมินผล และการใช้ จ่าย ในผลิตภัณฑ์และบริการ โดยคาดว่าจะตอบสนองความต้องการของตนเองได้(ศิริวรรณ เสรีรัตน์, 2538: 3) พฤติกรรมผู้บริโภค หมายถึง การเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ การกระทำของมนุษย์หรือพฤติกรรมของมนุษย์ หากมองอย่าง ผิวเผินจะดูเหมือนเข้าใจได้ง่าย แต่ถ้าศึกษาให้ละเอียดลึกซึ้งลงไปจะพบว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย กลับเป็นเรื่องที่ยากในการเข้าใจพฤติกรรมจึงควรเริ่มต้นที่ความแตกต่างกันระหว่างบุคคล เช่น พันธุกรรมและ สิ่งแวดล้อม ลักษณะรูปร่าง ลำดับที่เกิด การแสดงออกและความต้องการของแต่ละบุคคลดังนี้ ลักขณา สิรวัฒน์ (2549) ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Difference) คือ ความไม่เหมือนกัน ของบุคคลซึ่งจะมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตน มีพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมที่ทำให้บุคคลแตกต่าง กัน เช่น ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม เพศ ความถนัด ความสนใจ เจตคติ แรงจูงใจทางสังคม ค่านิยม รสนิยม ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม อายุ การศึกษา การได้รับการเลี้ยงดูหรืออบรม เป็นต้น ในแต่ละคนจะมีความ แตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็นทางความคิด หรือจิตใจ เมื่อเรายอมรับความจริงว่าแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกัน ในทุก ๆ ด้าน ก็จะต้องมีการปรับตัวให้ได้ คนเราจะแตกต่างกันในทางใดบ้างไม่มีใครทราบเพราะแต่ละคนมีความ แตกต่างในหลาย ๆ ด้าน ลักขณา สิรวัฒน์ (2549) ได้แก่ ความแตกต่างทางด้านร่างกาย (Physical) ได้แก่ หน้าตา ท่าทาง ผิวพรรณ รูปร่าง โครงกระดูก ผิวหนัง ผม ฯลฯ ซึ่งเรามองเห็นได้ชัด ดังนั้น ความแตกต่างทางกายนั้นหมายถึงรูปร่างลักษณะทางกายที่เห็นได้จาก ภายนอกนั่นเอง ความแตกต่างทางกายนี้อาจนำไปสู้ความแตกต่างทางสังคมอื่น ๆ ได้เพราะร่างกายของคนเราต้อง ทางานสัมพันธ์กันหมด เช่น ร่างการที่อ้วนหรือผอมมาก ๆ ย่อมไม่กระฉับกระเฉงเหมือนคนที่แข็งแรง และไปไหน มาไหนคนชอบล้อจนทำให้เกิดปมด้อยในการเข้าสังคม นอกจากนี้ความแตกต่างทางด้านร่างกายยังรวมไปถึง ความสามารถอันเกิดจากการกระทำหรือการแสดงออกทางร่างกายด้วย ความแตกต่างทางด้านอารมณ์ (Emotion) คือ การแสดงออกทางอารมณ์หรือความรู้สึกต่าง ๆ เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธ อิจฉา ก้าวร้าว เป็นต้น ซึ่งการแสดงออกทางอารมณ์มีมากน้อยไม่เท่ากันและแสดงออกมาไม่ เหมือนกัน การควบคุมทางอารมณ์ก็เช่นเดียวกัน ถ้าคนเรามีความแตกต่างกัน บางคนมีความสามารถในการ ควบคุมทางอารมณ์ได้ดี แต่อีกหลาย ๆ คน ควบคุมไม่ได้ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาตั้งแต่วัยทารกเป็นต้นมา ความแตกต่างทางด้านสติปัญญา (Intelligence) ความแตกต่างกันในเรื่องของการแก้ปัญหา คนปัญญาดี ที่เรียกว่า ไอคิวสูง จะคิดในหลายแง่หลายมุม มีความละเอียดอ่อน แก้ปัญหาได้มากกว่า สำหรับคนที่มีปัญญาด้อย หรือที่เรียกว่าไอคิวต่ำจะคิดได้น้อยและมีกรอบความคิดที่ไม่กว้างนัก การแก้ปัญหาเกิดขึ้นได้ยาก ด้วยเหตุนี้
นักวิชาการปัจจุบันจึงพยายามหาวิธีการช่วยเหลือให้เด็กตั้งแต่วัยทารกได้เพิ่มพูนสติปัญญามากขึ้น เช่น การให้เล่น ของเล่นที่มีการเคลื่อนไหว ให้มีการต่อภาพ ให้เล่นของเล่นที่ฝึกให้มีการตัดสินใจ เป็นต้น เนื่องจากการฝึกให้เล่น สิ่งของเหล่านี้เป็นการฝึกประสบการณ์ในการแก้ปัญหา เมื่อไปเผชิญปัญหาในชีวิตประจำวัน ก็จะมีการแก้ไขได้ โดยง่าย ความแตกต่างทางด้านสังคม (Society) คือ ความสามารถที่แสดงออกในหมู่คณะหรือระหว่างบุคคลคนซึ่ง เป็นที่ยอมรับกันว่าแม้จะมีสติปัญญาใกล้เคียงกัน แต่ความสามารถในการเข้าสังคมอาจมีไม่เหมือนกัน สถาบันแรก ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม คือ ครอบครัว และสถาบันที่สองคือ โรงเรียนจึงต้องตระหนักและมีการวางแผนแนวการ ฝึกฝนในตัวเด็กให้มีความสามารถในการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น เพราะคนที่เข้าสังคม ได้ดีกว่าย่อมเป็นที่ยอมรับของ เพื่อนร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชาหรือผู้ใต้บังคับบัญชา จึงนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าได้ดีกว่าคนที่เข้าสังคมได้ไม่ดี ลักษณะของรูปร่าง (Body Types) ลักษณะรูปร่างเป็นอีกประการหนึ่งที่บ่งบอกถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคลได้ดี เช่น คนที่มีลักษณะอ้วนมักจะร้อนง่าย ไม่คล่องตัว ชอบรับประทานอาหาร ชอบความสนุกสนาน รัก ความสะดวกสบาย โดยทั่วไปเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี เป็นคนที่มีลักษณะแข็งแรง กระตือรือร้น ตัดสินใจเร็ว ใจ หนักแน่น พูดจาตรงไปตรงมา แต่บางครั้งพูดไม่ค่อยจะระวังกลายเป็นคนก้าวร้าว ขวานผ่าซาก ไม่ชอบอยู่ในที่แคบ ส่วนคนที่มีลักษณะผอม เป็นคนไม่ค่อยมีกล้ามเนื้อ มีลักษณะชอบเก็บตัว ทำตัวลึกลับ ระวังตัวอยู่เสมอ กลัวคน ไม่ ชอบเข้าสังคม เป็นคนมีระเบียบ มีความรับผิดชอบสูง เป็นคนฉลาด มีความสุขที่ได้อยู่ในที่ของตนเอง ลำดับที่เกิด (Birth Orders) ในการศึกษาให้เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์นั้นเรื่องลำดับที่เกิดก็มีความสำคัญ ไม่น้อย เพราะว่าเด็กแม้จะเติบโตในครอบครัวเดียวกันมีสิ่งแวดล้อมหลาย ๆ อย่างเกือบเหมือนกัน เช่น ความจน ความรวย รูปร่าง อายุของพ่อแม่ สภาพบ้านเรือน และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ แต่พวกเขา พี่ น้อง จะอยู่ในตำแหน่งของ การเกิดไม่เหมือนกัน เขามีความแตกต่างทางสังคมครอบครัวตั้งแต่เล็กจนโต พ่อแม่ย่อมปฏิบัติตอบต่อความ ต้องการของลูกแต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่น ลูกคนโตอาจได้อำนาจจากพ่อแม่ให้ดูแลน้อง ๆ ในขณะที่คนเล็กไม่ต้อง ดูแลใครและได้รับความรัก ความเอาใจใส่จากพ่อแม่อย่างไม่มีวันสิ้นสุดการแสดงออก (Expression) คนเราจะ แสดงไม่เหมือนกัน ซึ่งจะแบ่งออกตามบุคลิกภาพได้ 3 ลักษณะ ดังนี้ 1) พวกเก็บตัวไม่ชอบแสดงออก หมายถึง บุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบเก็บกด ไม่ชอบแสดงออกคน ประเภทนี้จะมีลักษณะขรึม แสดงออกช้า คิดช้า ส่วนดีของบุคลิกภาพแบบนี้คือเป็นคนเยือกเย็น เรียบร้อย มี ระเบียบ มีความรับผิดชอบสูง 2) พวกชอบสังคม หมายถึง บุคคลที่มีบุคลิกภาพชอบแสดงตน ไม่ว่าจะเป็นเชิงคำพูด หรือกริยา ท่าทางก็ตาม จะมีความคล่องตัวสูง ส่วนดีของบุคคลประเภทนี้คือ เป็นคนเปิดเผย คบง่าย แต่เป็นคนที่คิดไม่ได้ ลึกซึ้ง 3) พวกมีลักษณะเป็นกลาง หมายถึง บุคคลที่มีบุคลิกภาพที่เป็นกลาง คนพวกนี้มีลักษณะ บุคลิกภาพทั้งสองอย่างอยู่ในตัว คือจะแสดงออกไม่มากไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นภาษาที่ใช้คาพูดหรือภาษาที่ใช้ท่าทาง ความต้องการ (Needs) เป็นปัจจัยสำคัญมากเมื่อเทียบกับปัจจัยอื่น ๆ ในความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะเป็น ความรู้สึกภายในและได้รับอิทธิพลมาจากหลาย ๆ ปัจจัยด้วยกันคือความต้องการเป็นผลรวมของปัจจัยต่าง ๆ จาก จิตที่สั่งออกมา การสั่งออกมาในรูปของความต้องการนี้ จะมีผลทำให้ร่างกายเกิดพฤติกรรมทั้งที่เป็นที่พึงประสงค์
และไม่พึงประสงค์ของสังคม เช่น ความต้องการทางกาย ความต้องการความปลอดภัย ความต้องการทางสังคม ความต้องการเกียรติยศชื่อเสียง ความต้องการสัมฤทธิ์ผลในสิ่งที่ตนปรารถนา เป็นต้น 3.3 พื้นฐานของพฤติกรรมของแต่ละบุคคล Stephen P. Robbin (1996 อ้างถึงใน รังสรรค์ ประเสริฐศรี และอุทิศ ศิริวรรณ, 2548) กล่าวว่า พื้นฐาน พฤติกรรมของบุคคล จะมาจาก ค่านิยม วัฒนธรรม ทัศนคติ การรับรู้ และการเรียนรู้ ซึ่งบุคคลจะตัดสินใจหรือมี พฤติกรรมที่แตกต่างกันนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งภายในและปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายในได้แก่จิตใจ ปัจจัยภายนอก ได้แก่สิ่งที่บุคคลถูกบังคับให้ปฏิบัติให้แสดงพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไป เช่น การมาปฏิบัติงานสาย ปัจจัยภายใน ทำให้ตื่นสาย ปัจจัยภายนอก ได้แก่ การจราจร อุบัติเหตุ หรืออื่น ๆ ที่ทำให้มาทำงานไม่ทันเวลา เป็นต้น โรคอ้วนลงพุง (ศูนย์โรคหัวใจ, 2556) ไม่ใช่แค่ความอ้วนธรรมดาแต่เป็นภาวะอ้วนที่มีไขมันสะสมบริเวณ ช่วงเอวหรือช่วงท้องในปริมาณมาก ๆ ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายในหลายระบบทางการแพทย์เรียกโรคนี้ว่า Metabolic Syndrome ถือว่าเป็นกลุ่มของความผิดปกติ เป็นปัจจัยต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ เบาหวานประเภทที่ 2 โรคอ้วนจึงเป็นอันตรายต่อสุขภาพเนื่องจากไขมันที่มีปริมาณมากนี้จะสลายตัวเป็นกรดไขมัน อิสระเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกรดไขมันอิสระเหล่านี้จะไปยับยั้งกระบวนการเผาผลาญของสกลูโคสที่กล้ามเนื้อ ทำให้ระดับ น้าตาลในเลือดสูงมากขึ้น เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง ส่งผลให้หลอดเลือดแดงตีบ และอุดตันได้ ในคนอ้วนจะมีระดับฮอร์โมน Adiponectin ในกระแสเลือดลดลงซึ่งมีความสัมพันธ์กับภาวะดื้อ อินซูลิน และเป็นตัวทำนายว่าจะเกิดโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดอีกด้วย นอกจากนี้ในคนอ้วนจะมีการสะสม ไขมันในตับมากและเกิดภาวะไขมันในตับมากเช่นกัน ถ้าอนุกูลอิสระมากเกินไปตับจะทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์ เป็น เหตุให้เกิดภาวะตับอักเสบ โรคอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome) มีสาเหตุจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ได้แก่ อายุที่เพิ่มมากขึ้น บุคคลใน ครอบครัวมีการเจ็บป่วยด้วยโรคเบาหวานจะมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มมากขึ้น เพศชายที่มีเส้นรอบเอง มากกว่า 36 นิ้ว เพศหญิงที่มีเส้นรอบเอวมากกว่า 32 นิ้ว มีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดมากกว่า 150 ม.ก./ดล. มี ระดับ HDL คอเรสเตอรอล น้อยกว่า 40 ม.ก./ดล. ในเพศชายและน้อยกว่า 50 ม.ก./ดล. ในเพศหญิง) มีระดับ ความดันโลหิตมากกว่า 130/85 มม.ปรอท/ม เพื่อรับประทานลดความดันโลหิตอยู่และมีระดับน้ำตาลในโลหิตขณะ อดอาหารมากกว่า 100 มก.ดล. ปัจจัยดังกล่าว ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ความดันและโรคหัวใจ ได้สาเหตุของโรคอ้วน อภิวันท์ มนิมานากร (2556) กล่าวว่า สาเหตุของโรคอ้วนเกิดจากความผิดปกติของยีนส์ที่ เรียกว่า Obesity Gene หรือ Ob gene ที่ไปขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนที่ควบคุมการอย่างอาหารการสะสม ไขมันและการดูดซึมสารอาหาร โดยยีนส์จะไปกระตุ้นเซลล์ไขมันให้ปลดปล่อยฮอร์โมนเลปติน (Leptin) เข้าสู่ กระแสเลือดไปมีผลต่อการควบคุมการอยากอาหารเข้าต่อมไฮโปธัยลามิส (Hypothalamus) โดยฮอร์นเลปตินจะ ไปลดการอยากอาหารเมื่อรับประทานอาหารเพียงพอแต่เมื่อมีความผิดปกติของยีนส์ทำให้สร้างเลปตินไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายมีการรับรู้ว่าปริมาณไขมันในร่างกายยังไม่เพียงพอ ต้องรับประทานอาหารเพิ่มเติมอีก ทำให้อ้วนใน ที่สุด จึงเป็นคำอธิบายว่าทำไมการลดอาหารจึงได้ผลในการลดน้ำหนักในระยะแรก ๆ เท่านั้น การทานอาหารใน ระยะเวลานาน ๆ จึงไม่มีผลต่อการลดความอ้วน และการอดอาหารเป็นเวลานาน ๆ จะมีผลทำให้เป็นโรคหัวใจ เพิ่มขึ้นอีกด้วย การลดน้ำหนักเพื่อการควบคุมน้ำหนักที่ดีที่สุดคือการออกกาลังกายที่เหมาะสม
กรมอนามัย (2556) ระบุว่าการศึกษาทางระบาดวิทยาได้ใช้ค่าดัชนีมวลกายเป็นเกณฑ์ โดยกำหนดว่า อ้วนมีค่าดัชนีมวลกายเท่ากับหรือมากกว่า 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตรน้ำหนักเกินมีค่าดัชนีมวลกายระหว่าง 25 - 29.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตรและน้ำหนักน้อยมีค่าดัชนีมวลกายน้อยกว่า 18.5 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ดังนั้นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยควบคุม น้ำหนักและรักษาสุขภาพคู่กันไปด้วย หากคิดจะลดน้ำหนัก ควรมีการจัดการ ดังนี้ 1. ขอให้ตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะทำจริง 2. ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ และสามารถที่จะทาได้ เพื่อสุขภาพควรตั้งเป้าหมายที่จะลด คือ 5- 10% ของ น้ำหนักเริ่มต้น เช่น น้ำหนักตัวเริ่มต้น 80 กิโลกรัม ลดน้ำหนักได้ 5% คือลด ประมาณ 4 กิโลกรัม ถ้าลด 10% คือ ลดประมาณ 8 กิโลกรัม ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดลดลง ความดันโลหิตลดลงและไขมันในเลือดลดลงด้วย 3. การลดน้ำหนักที่ถูกต้อง คือ การลดอย่างช้า ๆ แต่สม่ำเสมอ คือควรลดน้ำหนักประมาณสัปดาห์ละ 0.5 - 1 กิโลกรัม และเมื่อลดได้แล้วก็ต้องควบคุมน้ำหนักตัวเองให้คงที่ได้ตลอดไป 4. การลดน้ำหนักตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปสัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม ควรลดปริมาณอาหารจากที่กินปกติลง วันละ 200-300 กิโลแคลอรี (ใช้เวลาออกกาลังกายวันละ 45-60 นาที) จะลดน้ำหนักได้ดีกว่าลดปริมาณอาหาร อย่างเดียววันละ 500 กิโลแคลอรี 5. แบบแผนการลดน้ำหนักควรยืดหยุ่น และจะต้องช่วยลดความหิวและอ่อนเพลียได้ สำหรับผู้หญิงควร ได้รับพลังงานต่ำสุด 1,000 - 1,200 กิโลแคลอรีต่อวัน และสำหรับผู้ชายควรได้รับพลังงานต่ำสุดประมาณ 1,400 - 1,600 กิโลแคลอรีต่อวัน เพื่อป้องกันการขาดวิตามินและเกลือแร่ 6. การลดน้ำหนักได้ดี จะต้องมีความตั้งใจจริง เรียนรู้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและ เปลี่ยนแปลงนิสัยการบริโภคทีละน้อยเพื่อสร้างความเคยชิน 7. วิธีลดน้ำหนักและควบคุมน้ำหนักให้ได้ผลระยะยาว คือควบคุมพลังงานที่ได้รับจากอาหารที่บริโภคใน แต่ละวันให้ได้น้อยกว่าพลังงานที่ใช้ออกไป และต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตลอดชีวิต 8. การจำกัดอาหาร ในระยะแรกน้ำหนักที่ลดได้มากส่วนใหญ่มักจะเป็นน้ำระยะต่อ ๆ มาจึงจะเป็นระยะที่ ร่างกายลดไขมัน ดังนั้น ต้องมีความตั้งใจควบคุมอาหาร ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารให้ถูกต้องให้ได้ จริง ๆ ถ้าหันกลับไปรับประทานอาหารเหมือนเดิม จะทำให้น้ำหนักส่วนที่ลดเพิ่มคืนมาอย่างรวดเร็ว และควรออก กำลังกายเพื่อป้องกันน้ำหนักตัวเพิ่ม 9. สำหรับผู้ที่เพิ่งลดน้ำหนัก ร่างกายจะยับยั้งการใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงาน ดังนั้นจึงควรรับประทาน อาหารที่มีไขมันให้น้อยลง และออกกำลังกายควบคู่กับการควบคุมอาหารเพื่อป้องกันน้ำหนักตัวเพิ่ม 10. น้ำหนักตัวที่ลดลงได้ ถ้าควบคุมไม่จริงจัง ปล่อยให้น้ำหนักเพิ่มคืนมา น้ำหนักที่เพิ่มคืนมาจะเป็น เนื้อเยื่อไขมันที่เพิ่มขึ้น และอาจจะอ้วนมากและเร็วกว่าเดิม 11. น้ำหนักตัวที่ลดลงมาก ระยะต่อมาทำให้ลดน้ำหนักยากขึ้น เพราะระบบการเผาผลาญของร่างกาย ลดต่ำลง และปัญหาการปฏิบัติตัวอย่างไม่ต่อเนื่อง
12. จดบันทึกการกินและการออกกำลัง จะช่วยให้เข้าใจถึงพฤติกรรมการบริโภคและการออกกำลังรวมทั้ง ปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการเพิ่มน้ำหนักตัว มองเห็นวิถีชีวิตที่ต้องแก้ไข ทำให้ระวังตัวในเรื่องการเลือกชนิด อาหารให้มีคุณภาพมากขึ้นและหาโอกาสออกกำลังกายเพิ่ม 13. ควรป้องกันไม่ให้น้ำหนักที่ลดเพิ่มขึ้นได้ภายใน 6 เดือน คุณอาจลดน้ำหนักเพิ่มได้อีก ดังนั้นอย่าชะล่า ใจ หยุดควบคุมและกลับไปกินตามใจปาก รวมถึงหยุดออกกาลังกาย 14. อดอาหารมากเกินไป การจำกัดแคลอรี่มากเกินไป โดยเฉพาะจากโปรตีน จะทำให้ร่างกายสะสมแคลอ รี่มากกว่าที่จะเผาผลาญออกไป และยังทำให้ร่างกายสลายกล้ามเนื้อมาเป็นแหล่งพลังงาน เมื่อกล้ามเนื้อลดลง การ เผาผลาญก็ลดลง เพราะกล้ามเนื้อเป็นตัวที่เผาผลาญพลังงาน 15. กินเร็วเกินไป โดยปกติร่างกายต้องใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที สัญญาณความอิ่มจะเดินทางไปถึง สมอง (เพื่อบอกให้หยุดกิน) การกินเร็วเกินไป จึงทำให้ร่างกายได้รับอาหารมากเกินความต้องการ เพราะ "สุขภาพ ดีไม่มีขาย อยากได้ต้องสร้างเอง" พฤติกรรมของมนุษย์มีความแตกต่างกันตามปัจจัยดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น งานวิจัยนี้จึงได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการลดความอ้วน โดยนำปัจจัยความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Difference) ที่สามารถทำให้มนุษย์มีพฤติกรรมแตกต่างกันได้ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สุวรรณา เดชอุดม และพัลลภ โพธิฤทธิ์ (2546) ทำเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสอง กลุ่มวัดซ้ำ เพื่อ ศึกษาผลของโปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันกลุ่มอาการ อ้วนลงพุงของอาสาสมัคร สาธารณสุข กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานอยู่ใน จังหวัดกำแพงเพชรแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน โดยกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลด้านสุขภาพตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรม การสร้างเสริมสุขภาพที่สร้างขึ้นโดยผู้วิจัย ตามแนวคิดการสร้างเสริมสุขภาพของเพนเดอร์ประกอบด้วย 5 กิจกรรม ได้แก่ 1) การให้ความรู้เกี่ยวกับกลุ่มอาการอ้วนลงพุง 2) การบันทึกรายการอาหารวิธีการออกกำลังกาย น้ำหนักตัวและรอบเอว 3) การส่งเสริมสมรรถนะด้านการออกกำลังกาย 4) ครอบครัวและเพื่อนซี้ชวนลดพุง 5) วิทยุชุมชนสื่อสร้างสุขภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันกลุ่ม อาการอ้วนลงพุงที่ผ่าน ความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (repeated measure ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1. ค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการ ป้องกันกลุ่มอาการอ้วนลงพุงของกลุ่มทดลองก่อน การทดลองหลังการทดลอง 4 สัปดาห์ 8 สัปดาห์ และ 12 สัปดาห์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< .001) สิทธิกร ลินลาวรรณ (2553) ได้ศึกษาอุบัติการความเสี่ยงของภาวะอ้วนลงพุงของบุคลากรโรงพยาบาล พระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี ศึกษาโดยการสำรวจแบบตัดขวาง ( Cross Sectional Study) ในบุคลากรของ โรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี ประจำปี 2553 ผลการศึกษาพบว่า บุคลากรจำนวน 1,024 ราย เป็น ชาย 171 ราย เป็นหญิง 853 ราย คิดเป็นสัดส่วน 498 : 1 อายุเฉลี่ย 39.1± 9.57 ปี บุคลากร 556 ราย (54.3%)
ไม่ได้ออกกำลังกาย ประวัติครอบครัวที่พบมากที่สุดคือ เบาหวาน (41.7%) อุบัติการของภาวะอ้วนลงพุง 169 ราย (16.5%) ภาวะอ้วนลงพุงมีแนวโน้มของอุบัติการเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มอายุ การลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการออกกำลังกาย รวมถึงการสร้างทัศนคติ ที่ถูกต้องจะสามารถรอลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดและ ภาวะแทรกซ้อนในอนาคตได้ ปวีณา ยุกตานนท์ (2549) ศึกษาปัจจัยคิดสรรที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาลดความอ้วนของวัยรุ่น หญิงตอนปลาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาลดความอ้วนของวัยรุ่นหญิง ตอนปลายที่มีอายุระหว่าง 18 – 21 ปี ในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างจำนวน 416 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีพฤติกรรมการใช้ยาลดความอ้วน จำนวน 210 คน และกลุ่มที่ไม่มีพฤติกรรมใช้ยาลดความอ้วน จำนวน 206 คน โดยให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบลดความพึงพอใจในรูปลักษณ์ แบบวัดอิทธิพลของ สื่อ แบบวัดอิทธิพลของกลุ่มเพื่อน แบบวัดอิทธิของครอบครัว และแบบวัดความเชื่อเกี่ยวกับยาลดความอ้วน ข้อมูล วิเคราะห์โดยสถิติการวิเคราะห์การจำแนกกลุ่ม (Discriminant Analysis) ด้วยวิธีการคัดเลือกตัว แปรเข้าชมการ จำแนกกลุ่ม (Stepwise) โดยใช้สถิติทดสอบ Wilks’ Lamda เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือก ตัวแปรเข้าวิเคราะห์ ผลการวิจัยแสดงว่ามี 5 ปัจจัยที่มีค่าอำนาจจำแนกความแตกต่างระหว่างกลุ่ม ตัวอย่างวัยรุ่นหญิงตอนปลายที่มี และไม่มีพฤติกรรมการใช้ยาลดความอ้วนปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ ความเชื่อในประสิทธิภาพของยาลดความอ้วน ความ ไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์ อิทธิพลของสื่อ ความเชื่อในผลกระทบของยาลดความอ้วนและรายได้เฉลี่ยแต่ละเดือน โดยทั้ง 5 ปัจจัย สามารถจำแนกความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และมีความถูกต้องในการพยากรณ์อำนาจจำแนกสูงร้อยละ 97.40 ปิ่นแก้ว โชติอำนวย, อัจฉโรมล แสงประเสริญ และพรวิไล คล้ายจันทร์ (2551) ได้ศึกษาความพึงพอใจ ในภาพลักษณ์ และการใช้ผลิตภัณฑ์อาหารและยาเพื่อควบคุมน้ำหนักให้ นักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรม ราชชนนี สวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ที่กำลัง ศึกษาปีการศึกษา 2554 เป็นการศึกษาในประชากรทั้งหมด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึง พอใจในภาพลักษณ์ของนักศึกษาพยาบาลและศึกษาการใช้ผลิตภัณฑ์อาหาร และ/หรือเพื่อควบคุมน้ำหนักในนักศึกษาพยาบาล หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 1, 2, 3 และ 4 ที่กำลัง ศึกษาปีการศึกษา 2550 จำนวน 555 คน ในการศึกษาครั้งนี้ใช้ประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความเชื่อมั่นในรูปร่างสำหรับวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ ของเมนเดลสัน ไวท์ และเมนเดลสัน ที่อนุสรณ์ กันธา (2545) นำมาแปลและใช้วัดความพึงพอใจใน ภาพลักษณ์ และแบบสอบถาม เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์อาหารและ/หรือยาเพื่อควบุทน้ำหนักที่ อนุสรณ์ กันธรา (2545) สร้างขึ้น และผ่านการ ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา แบบวัดความเชื่อมั่น ในรูปร่างสำหรับวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่หาความเชื่อมั่น สัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคได้ .89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน
5. กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพ2.1 กรอบแนวคิดการวิจัย จากภาพ2.1 ตัวแปรต้นคือ ข้อมูลทั่วไป ได้แก่ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง อายุ ประสบการณ์การลดน้ำหนัก พฤติกรรมด้านสุขภาพ ได้แก่ การออกกำลังกาย การบริโภคอาหาร การใช้ยาลดน้ำหนัก ส่งผลต่อตัวแปรตามคือ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ข้อมูลทั่วไป 1. เพศ 2. น้ำหนัก 3. ส่วนสูง 4. อายุ 5. ประสบการณ์การลดน้ำหนัก พฤติกรรมด้านสุขภาพในการลด น้ำหนัก - การออกกำลังกาย - การบริโภคอาหาร - การใช้ยาลดน้ำหนัก ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก - ความรู้เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก - ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก
บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัย เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักของนักศึกษาสาขาวิชา สังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด เพื่อนำผลการวิจัยไปพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของ นักศึกษาให้ถูกต้องยิ่งขึ้น ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามหัวข้อดังต่อไปนี้ ประชากร กลุ่มตัวอย่าง การสุ่มกลุ่มตัวอย่าง พื้นที่ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การวัดตัวแปรที่ใช้ในงานวิจัย คุณภาพเครื่องมือการวิจัย วิธีการดำเนินการเก็บข้อมูล การประมวลผลและการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏ ร้อยเอ็ด ปีการศึกษา 2565 จำนวน 230 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา ชั้นปีที่ 4 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จำนวน 56 คน การสุ่มกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง นักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา ชั้นปีที่ 4 คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จำนวน 56 คน พื้นที่ในการการวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาสังคมศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามสำรวจความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักของ นักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา ชั้นปีที่ 4 คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งมี วิธีดำเนินการดังนี้ 1. แบบสอบถามที่สร้างขึ้น ตามแนวคิดและทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับพฤติกรรม สุขภาพและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง ลักษณะคำถามให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย แบบสอบถามในการวิจัย ครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้
1.1 ส่วนที่ 1 ใช้สอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และประสบการณ์การลดน้ำหนัก โดยใช้แบบสอบถามปลายปิด แบบคำถามมีรายการให้เลือกตอบ 1.2 ส่วนที่ 2 ใช้แบบสอบถามความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก มีทั้งหมด 4 ด้าน ประกอบด้วย 1. ด้านการออกกำลังกาย 5 ข้อ 2. ด้านการบริโภค 5 ข้อ 3. ด้านอารมณ์ 20 ข้อ 4. ด้านพฤติกรรม 5 ข้อ รวมทั้งหมด 35 ข้อ 1.3 ระดับการวัดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก โดยใช้แบบสอบถามแบบมาตรา ส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) ลักษณะการให้คะแนนจากแบบสอบถามเป็น 5 ระดับ คือ ระดับที่ 5 หมายถึง มีความรู้ความเข้าใจมากที่สุด ระดับที่ 4 หมายถึง มีความรู้ความเข้าใจมาก ระดับที่ 3 หมายถึง มีความรู้ความเข้าใจปานกลาง ระดับที่ 2 หมายถึง มีความรู้ความเข้าใจน้อย ระดับที่ 1 หมายถึง มีความรู้ความเข้าใจน้อยที่สุด \ 1.4 นำแบบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญ ผศ.ดร.ปริญ รสจันทร์ เพื่อทำการตรวจสอบแก้ไขเนื้อหา ภาษาที่ใช้เหมาะสม ถูกต้องตรงตาม วัตถุประสงค์ของการวิจัย การวัดตัวแปรที่ใช้ในงานวิจัย การวัดตัวแปรมี ดังนี้ 1.ตัวแปรต้น 1. เพศ (Nominal Scale) 2. น้ำหนัก (Ratio Scale) 3. ส่วนสูง (Ratio Scale) 4. อายุ (Interval Scale) 5. ประสบการณ์ในการลดน้ำหนัก (Ordinal Scales) 2.ตัวแปรตาม ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก (Ordinal Scales)
คุณภาพเครื่องมือการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ การสร้างเครื่องมือวิจัย 1. ศึกษาค้นคว้าเอกสารตำราและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลด น้ำหนัก เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบบสอบถาม 2. สร้างแบบสอบถามเกี่ยวความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ในมหาวิทยาลัยราช ภัฏร้อยเอ็ด คณะครุศาสตร์ สาขาสังคมศึกษา จำนวน 2 ส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 ใช้สอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ น้ำหนัก ส่วนสูงและ ประสบการณ์การลดน้ำหนัก โดยใช้แบบสอบถามปลายปิด แบบคำถามมีรายการให้เลือกตอบ ส่วนที่ 2 ใช้สอบถามความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก มีทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านการออกกำลังกาย ประกอบด้วยคำถาม 5 ข้อ คือ 1.1)การออกกำลังกายเป็นประจำ สามารถลดน้ำหนักได้ 1.2)การออกกำลังกายอย่างหนักทำให้ลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว 1.3)การออกกำลังกาย เป็นเวลานานทำให้ลดไขมันลงได้ 1.4)ควรออกกำลังกายมากกว่า 3 วันใน 1 สัปดาห์ 1.5)ก่อนและหลังการ ออกกำลังกายทุกครั้งอบอุ่นร่างกายและผ่อนคลายร่างกายอย่างน้อย 5 – 10 นาที 2. ด้านการบริโภค ประกอบด้วย 20 ข้อ คือ 2.1)การเคี้ยวอาหารนานส่งผลต่อการลดน้ำหนัก 2.2)การงดรับประทานอาหารเป็นการลดน้ำหนักที่ถูกต้อง 2.3)การดื่มชา กาแฟ ทำให้อ้วน 2.4)การ รับประทานไข่ช่วยให้ท่านไม่อ้วน 2.5)การรับประทานเนื้อหมูสามชั้นทำให้อ้วน 2.6)การบริโภคผักและผลไม้ทำ ให้สามารถลดน้ำหนักได้ดี 2.7)การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ทำให้อ้วน 2.8)การรับประทานยาลดน้ำหนัก ปลอดภัยและเป็นการลดน้ำหนักที่ถูกต้อง 2.9)การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นสิ่งสำคัญ 2.10)ควร เลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของแป้งและน้ำตาล 2.11)ควรงดบริโภคอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต 2.12) ควรเลี่ยง อาหารที่มีรสหวาน 2.13)ควรเลี่ยงอาหารทอดหรืออาหารที่ใช้น้ำมันในการปรุง 2.14)การรับประทานอาหาร เสริมทำให้อ้วนขึ้น 2.15)สาเหตุที่อ้วนเกิดจาการรับประทานมากเกินไป 2.16)สามารถคำนวนพลังงานที่ตัวเอง ควรได้รับในแต่ละวัน 2.17)สามารถคำนวนพลังงานที่ได้รับในการรับประทานอาหารแต่ละมื้อ 2.18)มีความรู้ ทางโภชนาการเกี่ยวกับอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อ 2.19)ต้องใช้พลังงานมากกว่าที่รับประทาน 2.20)การ รับประทานสมุนไพรบางชนิดช่วยให้ลดน้ำหนักได้ 3. ด้านอารมณ์ประกอบด้วย 5 ข้อ คือ 3.1)ความรู้สึกส่งผลต่อการลดน้ำหนัก 3.2) ความเครียดส่งผลเสียต่อสุขภาพ 3.3)อารมณ์ทำให้ท่านลดน้ำหนักได้ดีขึ้น 3.4)ความสุขทำให้รับประทาน อาหารได้มากขึ้น 3.5)การลดน้ำหนักควรมีแรงจูงใจ 4. ด้านพฤติกรรม ประกอบด้วย 5 ข้อ คือ 4.1)วิธีการซาวน่าทำให้ลดน้ำหนักได้ 4.2) สิ่งแวดล้อมไม่ส่งผลต่อการลดน้ำหนัก 4.3)สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยวิธีฝังเข็ม 4.4)สามารถลดน้ำหนักได้ด้วย วิธีดูดไขมัน 4.5)มีความรู้เกี่ยวกับหลัก 3 อ วิธีการดำเนินการเก็บข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีขั้นตอนในการดำเนินการดังนี้
1. วางแผนการจัดเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่กำหนดไว้ 2. ดำเนินการส่งแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลในรูปแบบ google from กับกลุ่มตัวอย่างผู้ตอบ แบบสอบถามตอบกลับมาจำนวน 56 คน คิดเป็นร้อยละ 100 จากนั้นตรวจความสมบูรณ์ถูกต้องของ แบบสอบถามใน google from 3. นำไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ Excel ต่อไป การประมวลผลและการวิเคราะห์ข้อมูล นำแบบสอบถามความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักของนักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด เข้ากระบวนการวิเคราะห์ทางสถิติ โดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป Excel เพื่อวิเคราะห์ผลทางสถิติโดยผู้วิจัยได้แบ่งการวิเคราะห์เป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย เพศ อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง ประสบการณ์การลด น้ำหนัก นี้ โดยใช้สถิติและค่าความถี่ (f) ผลเป็นค่าร้อยละ ส่วนอายุ ซึ่งเป็นคำถามปลายเปิดใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย (x̅)และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ตอนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักซึ่งประกอบด้วยความวัตถุประสงค์ ในการดูแลสุขภาพ ความรู้และประสบการณ์ในการดูแลสุขภาพ โดยใช้สถิติค่าความถี่ (f) แสดงผลเป็นร้อยละ ตอนที่ 3 ข้อมูลความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ซึ่งประกอบด้วย วัตถุประสงค์ของการลด น้ำหนัก ปัญหาในการลดน้ำหนักและประสบการณ์การลดน้ำหนัก โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย (x̅) และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) คะแนนเฉลี่ย 4.50 – 5.00 กำหนดให้อยู่ในเกณฑ์ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักมาก ที่สุด คะแนนเฉลี่ย 3.50 – 4.49 กำหนดให้อยู่ในเกณฑ์ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักมาก คะแนนเฉลี่ย 2.50 – 3.49 กำหนดให้อยู่ในเกณฑ์ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการน้ำหนักอยู่ใน ระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 0.01 – 2.49 กำหนดให้อยู่ในเกณฑ์ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักน้อย คะแนนเฉลี่ย 0 กำหนดให้อยู่ในเกณฑ์ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักน้อยที่สุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ในการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้วิธีการทางสถิติดังนี้ สถิติพื้นฐาน 1. ค่าความถี่ (frequency) 2. ค่าร้อยละ (Percentage) 3. ค่าคะแนนเฉลี่ย (Mean) 4. ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล n แทน จำนวนคนในกลุ่มตัวอย่าง ̅แทน ค่าคะแนนเฉลี่ย S.D. แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
บทที่4 ผลการวิจัยและอธิบาย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักของนักศึกษา สาขา สังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด คณะผู้วิจัยได้มีการเรียงลำดับการนำเสนอผลการ วิเคราะห์และอภิปรายผลการวิจัย ดังนี้ การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลและนำเสนอผลเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่1 การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามจำแนกตามตัวแปรที่ศึกษาโดยแจกแจง ความถี่ (Frequency) และหาค่าร้อยละ (Percentage) ตอนที่2 การวิเคราะห์ข้อมูลความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก 4 ด้าน การออกกำลังกาย การ บริโภค อารมณ์พฤติกรรม โดยการหาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าความเบี่ยงเบนมาตนฐาน (Standard Deviation) ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่1 การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามจำแนกตามตัวแปรที่ศึกษาโดยแจกแจง ความถี่ (Frequency )และหาค่าร้อยละ (Percentage) ตารางที่4.1 จำนวนและค่าร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามตัวแปรที่ศึกษา ข้อมูลทั่วไป จำนวน(คน) ร้อยละ 1.เพศ 1.ชาย 2.หญิง รวม 13 43 56 76.80 23.20 100.00 2.อายุ 1. 21ปี 2. 22ปี 3. 23ปี 4. 24ปี 5. 25ปี รวม 2 37 13 3 1 56 3.60 66.10 23.21 5.36 1.79 100.00
ข้อมูลทั่วไป จำนวน(คน) ร้อยละ 3.น้ำหนัก 1. 40-45 กก. 2. 46-50 กก. 3. 51-55 กก. 4. 56-60 กก. 5. 61-65 6. 66-70 กก. 7. 71-75 กก. 8. 76-80 กก. 9. 80-85 กก. 10. 86-90 กก. 11. 91-100 กก. 12. 101-105 กก. 13. 106-110 กก. 14. 111-115 กก. 15. มากกว่า120 กก. รวม 6 7 18 9 5 6 3 0 1 0 0 0 0 1 0 56 10.71 12.50 32.14 16.07 8.93 10.71 5.36 0.00 1.79 0.00 0.00 0.00 0.00 1.79 0.00 100.00 4.ส่วนสูง 1. 150-160 ซม. 2. 161-170 ซม. 3. 171-180 ซม. 4. 181-190ซม. รวม 28 20 6 2 56 50.00 35.71 10.71 3.57 100.00 5.รูปร่าง 1.ผอม 2.สมส่วน 3.อ้วน รวม 11 28 17 56 19.64 50.00 30.36 100.00 6.ประสบการณ์การลดน้ำหนัก 1.เคย 2.ไม่เคย รวม 12 44 56 21.43 78.57 100.00
จากตารางที่ 4.1 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้จำนวน 56 คน จำแนกตาม ตัวแปรพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงจำนวน 43 คน คิดเป็นร้อยละ 23.20 เพศชายจำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 76.80 ตามลำดับ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุ 22 ปี จำนวน 37 คน คิดเป็นร้อยละ 66.10 รองลงมาคืออายุ 23 ปี จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 23.21 และ อายุ 25 ปี จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.79 ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่น้ำหนัก 51-55 กก. จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 32.14 รองลงมาคือ น้ำหนัก 56-60 กก. จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 16.07 ในขณะที่น้ำหนัก 80-85 กก. และน้ำหนัก 111-115 กก.มีเพียง 1 คนคิดเป็นร้อยละ 1.79 ตามลำดับ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีส่วนสูง 150-160 ซม.มีจำนวน 28 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00 รองลงมา คือส่วนสูง 161-170 ซม. มีจำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 35.71 ในขณะที่ส่วนสูง 181-190 ซม. มีจำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 3.57 ตามลำดับ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่คิดว่าน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์สมส่วน มีจำนวน 28 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00 รองลงมาคือ อ้วน มีจำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 30.36 และผอม มีจำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 19.64 ตามลำดับ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ไม่เคยลดน้ำหนัก มีจำนวน 44 คน คิดเป็นร้อยละ 78.57 และเคยลด น้ำหนัก มีจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 21.43 ตามลำดับ ตอนที่2 การวิเคราะห์ข้อมูลความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก จำแนกตามรายด้าน การออก กำลังกาย การบริโภค อารมณ์และพฤติกรรม โดยการหาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าความเบี่ยงเบนมาตนฐาน (Standard Deviation) ตารางที่4.2 ค่าคะแนนเฉลี่ย (Mean) และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักโดยรวมในรายด้าน ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก นักศึกษา(n=56) x̅ S.D. ระดับ 1.ด้านการออกกำลังกาย 4.02 0.32 มาก 2.ด้านการบริโภค 3.49 0.64 ปานกลาง 3.ด้านอารมณ์ 4.14 0.18 มาก 4.ด้านพฤติกรรม 3.31 0.28 ปานกลาง รวม 3.74 0.35 มาก จากตารางที่ 4.2 พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅=3.74) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ ด้านอารมณ์(x̅=4.14) อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือด้านการออกกำลังกาย (x̅=4.02) อยู่ในระดับมาก ในขณะที่ด้านพฤติกรรม (x̅=3.31) อยู่ในระดับ ปานกลางตามลำดับ
ตารางที่4.3 ค่าคะแนนเฉลี่ย (Mean) และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักโดยรวมรายข้อ ลำดับ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก นักศึกษา( n=56) ̅ S.D. ระดับ 1.ด้านการออกกำลังกาย 1. การออกกำลังกายเป็นประจำสามารถลดน้ำหนักได้ 4.32 1.01 มาก 2. การออกกำลังกายอย่างหนักทำให้ลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว 3.46 1.29 ปานกลาง 3. การออกกำลังกายเป็นเวลานานทำให้ลดไขมันลงได้ 4.07 1.06 มาก 4. ควรออกกำลังกายมากกว่า 3 วันใน 1 สัปดาห์ 4.09 1.03 มาก 5. ก่อนและหลังการออกกำลังกายทุกครั้ง ท่านอบอุ่นร่างกายและผ่อน คลายร่างกายอย่างน้อย 5 – 10 นาที 4.14 0.90 มาก รวม 4.02 0.89 มาก 2.ด้านการบริโภค 1. การเคี้ยวอาหารนานส่งผลต่อการลดน้ำหนัก 3.52 0.99 มาก 2. การงดรับประทานอาหารเป็นการลดน้ำหนักที่ถูกต้อง 2.13 1.18 น้อย 3. ท่านคิดว่าการดื่มชา กาแฟ ทำให้อ้วน 4.09 0.92 มาก 4. การรับประทานไข่ช่วยให้ท่านไม่อ้วน 3.46 0.89 ปานกลาง 5. การรับประทานเนื้อหมูสามชั้นทำให้อ้วน 4.07 1.16 มาก 6. การบริโภคผักและผลไม้ทำให้ท่านสามารถลดน้ำหนักได้ดี 4.09 1.12 มาก 7. การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ทำให้อ้วน 2.30 1.32 น้อย 8. การรับประทานยาลดน้ำหนักปลอดภัยและเป็นการลดน้ำหนักที่ถูกต้อง 2.44 1.46 น้อย 9. การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นสิ่งสำคัญ 4.35 0.89 มาก 10 ควรเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของแป้งและน้ำตาล 3.98 0.97 มาก 11. ควรงดบริโภคอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต 2.89 1.32 ปานกลาง 12. ควรเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน 4.11 0.93 มาก 13. ควรเลี่ยงอาหารทอดหรืออาหารที่ใช้น้ำมันในการปรุง 4.04 1.10 มาก 14. การรับประทานอาหารเสริมทำให้อ้วนขึ้น 3.32 1.10 ปานกลาง 15. สาเหตุที่อ้วนเกิดจากการรับประทานมากเกินไป 3.93 0.95 มาก 16. สามารถคำนวนพลังงานที่ตัวเองควรได้รับในแต่ละวัน 3.50 1.08 มาก 17. สามารถคำนวนพลังงานที่ได้รับในการรับประทานอาหารแต่ละมื้อ 3.34 1.07 ปานกลาง 18. มีความรู้ทางโภชนาการเกี่ยวกับอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อ 3.43 0.95 ปานกลาง 19. ต้องใช้พลังงานมากกว่าที่รับประทาน 3.52 1.01 มาก
จากตารางที่4.3 พบว่า นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักในแต่ละด้านดังต่อไปนี้ 1.ด้านการออกกำลังกาย พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการออกกำลังกายโดยรวมอยู่ใน ระดับมาก (x̅=4.02) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การออกกำลังกายเป็นประจำ สามารถลดน้ำหนักได้(x̅=4.32) อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือก่อนและหลังการออกกำลังกายทุกครั้งท่าน อบอุ่นร่างกายและผ่อนคลายร่างกายอย่างน้อย 5 – 10 นาที(x̅=4.14) อยู่ในระดับมาก และการออกกำลัง กายอย่างหนักทำให้ลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว (̅=3.46) อยู่ในระดับปานกลาง ตามลำดับ 2.ด้านการบริโภค พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริโภคโดยรวมอยู่ในระดับปาน กลาง (x̅=3.49) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นสิ่ง สำคัญ (x̅=4.35) อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ ควรเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน (x̅=4.35) อยู่ในระดับมาก และ การงดรับประทานอาหารเป็นการลดน้ำหนักที่ถูกต้อง (x̅=2.13) อยู่ในระดับน้อย ตามลำดับ 3.ด้านอารมณ์ พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอารมณ์โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅=4.14) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ความสุขทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น (x̅=4.27) อยู่ ในระดับมาก รองลงมาคือ ความเครียดส่งผลเสียต่อสุขภาพและการลดน้ำหนักควรมีแรงจูงใจ (x̅=4.23)อยู่ใน ระดับมาก และอารมณ์ทำให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้นได้มากขึ้น (x̅=3.84) อยู่ในระดับมาก ตามลำดับ ลำดับ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก นักศึกษา( n=56) ̅ S.D. ระดับ 20. การรับประทานสมุนไพรบางชนิดช่วยให้ท่านลดน้ำหนักได้ 3.39 0.93 ปานกลาง รวม 3.49 1.06 ปานกลาง 3.ด้านอารมณ์ 1. ความรู้สึกส่งผลต่อการลดน้ำหนัก 4.13 1.05 มาก 2. ความเครียดส่งผลเสียต่อสุขภาพ 4.23 0.97 มาก 3. อารมณ์ทำให้ท่านลดน้ำหนักได้ดีขึ้น 3.84 1.17 มาก 4. ความสุขทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น 4.27 0.92 มาก 5. การลดน้ำหนักควรมีแรงจูงใจ 4.23 1.04 มาก รวม 4.14 1.03 มาก 4.ด้านพฤติกรรม 1. วิธีการซาวน่าทำให้ท่านลดน้ำหนักได้ 3.27 1.04 ปานกลาง 2. สิ่งแวดล้อมไม่ส่งผลต่อการลดน้ำหนักของท่าน 3.02 1.20 ปานกลาง 3. สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยวิธีฝังเข็ม 3.09 1.08 ปานกลาง 4. สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยวิธีดูดไขมัน 3.45 1.11 ปานกลาง 5. มีความรู้เกี่ยวกับหลัก 3 อ 3.71 0.95 มาก รวม 3.31 1.07 ปานกลาง
4.ด้านพฤติกรรม พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมอยู่โดยรวมในระดับปานกลาง (x̅=3.31) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ มีความรู้เกี่ยวกับหลัก 3 อ (x̅=3.71) อยู่ในระดับ มาก รองลงมาคือ สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยวิธีดูดไขมัน (x̅=3.45) อยู่ในระดับปานกลางและสิ่งแวดล้อมไม่ ส่งผลต่อการลดน้ำหนัก (x̅=3.02) อยู่ในระดับปานกลาง ตามลำดับ สรุปผลการวิจัย การการวิเคราะห์ข้อมูลเรื่อง ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก สามารถสรุปสาระสำคัญของ การศึกษาได้ ดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ผู้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจเดี่ยวกับการลดน้ำหนัก ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาเพศ หญิงและเป็นคนที่มีน้ำหนัก 51-55 กก. มีส่วนสูง 150-160 ซม. มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์สมส่วนและมีจำนวนผู้ที่ ไม่เคยลดน้ำหนักมากกว่าผู้ที่เคยลดน้ำหนัก เมื่อพิจารณาในการตอบแบบสอบถามพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงจำนวน 43 คน คิดเป็น (ร้อยละ 23.20) น้ำหนัก 51-55 กก.จำนวน 18 คน คิดเป็น (ร้อยละ 32.14) ส่วนสูง 150-160 ซม. จำนวน 28 คน คิดเป็น (ร้อยละ50.00) น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์สมส่วน จำนวน 28 คน คิดเป็น (ร้อยละ 50.00) และผู้ที่ไม่เคยลดน้ำหนัก มีจำนวน 44 คน คิดเป็น (ร้อยละ78.57) ตอนที่ 2 ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ผู้ตอบแบบสอบถามโดยรวมมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅=3.74) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ย สูงสุดได้แก่ ด้านอารมณ์(x̅=4.14) 1.ด้านการออกกำลังกาย พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการออกกำลังกายโดยรวมอยู่ใน ระดับมาก (x̅=4.02) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การออกกำลังกายเป็นประจำ สามารถลดน้ำหนักได้(x̅=4.32) อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือก่อนและหลังการออกกำลังกายทุกครั้งท่าน อบอุ่นร่างกายและผ่อนคลายร่างกายอย่างน้อย 5 – 10 นาที(x̅=4.14) อยู่ในระดับมาก และการออกกำลัง กายอย่างหนักทำให้ลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว (̅=3.46) อยู่ในระดับปานกลางตามลำดับ 2.ด้านการบริโภค พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริโภคโดยรวมอยู่ในระดับปาน กลาง (x̅=3.49) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การรับประทานอาหารให้ครบ 5หมู่เป็นสิ่ง สำคัญ (x̅=4.35) อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ ควรเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน (x̅=4.35) อยู่ในระดับมาก และ การงดรับประทานอาหารเป็นการลดน้ำหนักที่ถูกต้อง (x̅=2.13) อยู่ในระดับน้อยตามลำดับ 3.ด้านอารมณ์พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอารมณ์โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅=4.14) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ความสุขทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น (x̅=4.27) อยู่ ในระดับมาก รองลงมาคือ ความเครียดส่งผลเสียต่อสุขภาพและการลดน้ำหนักควรมีแรงจูงใจ (x̅=4.23) อยู่ใน ระดับมาก และอารมณ์ทำให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้นได้มากขึ้น (x̅=3.84) อยู่ในระดับมากตามลำดับ
4.ด้านพฤติกรรม พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมอยู่โดยรวมในระดับปานกลาง (x̅=3.31) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ มีความรู้เกี่ยวกับหลัก 3 อ (x̅=3.71) อยู่ในระดับ มาก รองลงมาคือ สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยวิธีดูดไขมัน (x̅=3.45) อยู่ในระดับปานกลางและสิ่งแวดล้อมไม่ ส่งผลต่อการลดน้ำหนัก (x̅=3.02) อยู่ในระดับปานกลาง ตามลำดับ อภิปรายผล จากการศึกษาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักของนักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษาชั้นปีที่4 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด โดยรวมในแต่ละด้านอภิปรายผลดังนี้ 1.ด้านการออกกำลังกาย พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการออกกำลังกายโดยรวมอยู่ใน ระดับมาก (x̅=4.02) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การออกกำลังกายเป็นประจำ สามารถลดน้ำหนักได้(x̅=4.32) อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือก่อนและหลังการออกกำลังกายทุกครั้งท่าน อบอุ่นร่างกายและผ่อนคลายร่างกายอย่างน้อย 5 – 10 นาที(x̅=4.14) อยู่ในระดับมาก และการออกกำลัง กายอย่างหนักทำให้ลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว (̅=3.46) อยู่ในระดับปานกลางตามลำดับ ทั้งนี้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักโดยการออกกำลังกายเป็นอย่างมาก ซึ่งการออกกำลังกายมีความสำคัญเป็น อย่างยิ่งในการลดน้ำหนัก การออกกำลังกายเป็นประจำส่งผลดีต่อสุขภาพและช่วยในการลดน้ำหนัก โดยจะ ช่วยควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม รักษามวลกล้ามเนื้อและระดับพลังงานในร่างกายให้คงที่ อีก ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคและปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน และโรคอ้วน เป็นต้น นอกจากนี้การออกกำลังกายอาจช่วยทำให้สภาพอารมณ์และสุขภาพจิตดี นอนหลับได้ดีขึ้น จากผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับ (วิยะดา ทัศนสุวรรณ, 2551) กล่าวว่าการออกกำลังกายเพื่อ ลดความน้ำหนักคือการออกกำลังกายเพื่อให้อัตราการเผาผลาญเพิ่มขึ้น และพลังงานที่ถูกเก็บไว้ในรูปแบบของ ไขมันจะถูกร่างกายดึงออกมาใช้หากอาหารที่รับประทานนั้นเป็นอาหารจำ พวกผักผลไม้่ที่ไม่มีไขมันจะทำให้ การลดน้ำหนักได้ผลดีมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายลดน้ำหนักนั้นควรต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ให้สม่ำเสมอถ้าเป็นการออกกำลังกาย ประเภทการวิ่งการขี่จักรยาน ว่ายน้ำหรือเต้นแอโรบิคควรใช้เวลาในการ ออกกำลังกายไม่ต่ำ กว่า 30 นาทีต่อครั้ง เพราะในระยะเวลา 15 - 20 นาทีแรกนั้น เป็นเหมือนกับการอุ่น เครื่องแต่การเผาผลาญ พลังงานนั้นจะเริ่มหลังจากนั้น 2.ด้านการบริโภค พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริโภคโดยรวมอยู่ในระดับปาน กลาง (x̅=3.49) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นสิ่ง สำคัญ (x̅=4.35) อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ ควรเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน (x̅=4.35) อยู่ในระดับมาก และ การงดรับประทานอาหารเป็นการลดน้ำหนักที่ถูกต้อง (x̅=2.13) อยู่ในระดับน้อยตามลำดับ ทั้งนี้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักโดยการบริโภคอาหารในระดับปานกลาง ซึ่งการรับประทานอาหารก็มีส่วน สำคัญ อย่างเช่นการกินอาหารเพราะความอยาก ไม่ใช่กินเพราะความหิวอยากกินตลอดเวลากินเท่าไหร่ก็ไม่พอ
และกินเพราะความเสียดาย แม้จะรู้สึกว่าตัวเองอิ่มแล้วก็ตาม แต่เพราะความเสียดาย เลยต้องกินที่เหลือให้ หมด เมื่อทำบ่อยๆ เป็นประจำก็เท่ากับการรับและสะสมส่วนเกินเข้ามาในร่างกาย ผลก็คืออ้วนขึ้นจนเห็นได้ชัด การติดขนมหวาน บางคนกินข้าวเสร็จหลังมื้ออาหารมักจะกินขนมหวานตามด้วยความเคยชินก็อาจทำให้อ้วน แบบไม่รู้ตัวและการกินอาหารประเภทของทอดของมัน ชา กาแฟ ก็มีส่วนที่ทำให้เราน้ำหนักขึ้นเช่นกัน 3.ด้านอารมณ์พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอารมณ์โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅=4.14) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ความสุขทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น (x̅=4.27) อยู่ ในระดับมาก รองลงมาคือ ความเครียดส่งผลเสียต่อสุขภาพและการลดน้ำหนักควรมีแรงจูงใจ (x̅=4.23) อยู่ใน ระดับมาก และอารมณ์ทำให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้นได้มากขึ้น (x̅=3.84) อยู่ในระดับมาก ตามลำดับ ทั้งนี้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักในด้านอารมณ์อยู่ในระดับมาก คืออารมณ์เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการลด น้ำหนัก เช่น ถ้าเราเครียด กดดันตัวเองอาจจะทำให้น้ำหนักเราลดลงได้ช้า และอาจจะทำให้เราบริโภคอาหาร เพิ่มขึ้นอีกด้วย จากผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับ (สง่า ดามาพงษ์,2562) กล่าวว่า นอกจากการรับประทาน อาหารที่ถูกต้อง และการออกกำลังกายที่เพียงพอแล้ว “อารมณ์” ก็เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีในการขับเคลื่อนให้เรามี กำลังใจในการออกกำลังกาย ลดความอยากอาหารที่นอกเหนือจากมื้อหลัก และเป็นส่วนสำคัญในการสร้าง สุขภาพดี แค่ลองเปลี่ยนมุมมองความคิด เช่น “วันนี้ฝนตกไม่มีอารมณ์ไปออกกำลังกาย กับวันนี้ฝนตกออก กำลังกายที่บ้านก็ได้ไม่เป็นไร” หรือ “กินข้าวอิ่มแล้ว ก็คือรู้ว่าอิ่ม ไม่ใช่อยากกินไปหมด เห็นอะไรก็อยากไป หมด” การตัดสินใจนั้นส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับอารมณ์เป็นตัวตั้ง หากทุกคนมีความตั้งใจที่จะลดน้ำหนัก ปรับเปลี่ยน พฤติกรรมตนเองต้องรู้จักวิธีการปรับอารมณ์ตนเองด้วย ต้องมีความตั้งใจและมุ่งมั่น จริงจัง อดทน พยายามที่ จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ได้ ที่สำคัญเวลาที่รู้สึกเครียดต้องหาทางผ่อนคลาย อย่าหาทางออกด้วยการกิน เพราะ ยิ่งทำเช่นนี้ก็ยิ่งเพิ่มรอบพุงให้กับเราได้ง่ายมากขึ้น 4.ด้านพฤติกรรม พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมอยู่โดยรวมในระดับปานกลาง (x̅=3.31) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ มีความรู้เกี่ยวกับหลัก 3 อ (x̅=3.71) อยู่ในระดับ มาก รองลงมาคือ สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยวิธีดูดไขมัน (x̅=3.45) อยู่ในระดับปานกลางและสิ่งแวดล้อมไม่ ส่งผลต่อการลดน้ำหนัก (x̅=3.02) อยู่ในระดับปานกลาง ตามลำดับ ทั้งนี้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักทางด้านพฤติกรรมในระดับปานกลางซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้อาจจะได้รับ อิทธิพลมาจากกลุ่มเพื่อนรวมทั้งสื่อต่างๆ จากผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับ (ปวีณา ยุกตานนท์, 2549) ศึกษา ปัจจัยคิดสรรที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาลดความอ้วนของวัยรุ่นหญิงตอนปลาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาลดความอ้วนของวัยรุ่นหญิงตอนปลายที่มีอายุระหว่าง 18 – 21 ปี ในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างจำนวน 416 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีพฤติกรรมการใช้ยาลด ความอ้วน จำนวน 210 คน และกลุ่มที่ไม่มีพฤติกรรมใช้ยาลดความอ้วน จำนวน 206 คน โดยให้กลุ่มตัวอย่าง ตอบแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบลดความพึงพอใจในรูปลักษณ์ แบบวัดอิทธิพลของสื่อ แบบวัดอิทธิพลของ
กลุ่มเพื่อน แบบวัดอิทธิของครอบครัว และแบบวัดความเชื่อเกี่ยวกับยาลดความอ้วน ข้อมูลวิเคราะห์โดยสถิติ การวิเคราะห์การจำแนกกลุ่ม (Discriminant Analysis) ด้วยวิธีการคัดเลือกตัว แปรเข้าชมการจำแนกกลุ่ม (Stepwise)โดยใช้สถิติทดสอบ Wilks’ Lamda เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือก ตัวแปรเข้าวิเคราะห์ ผลการวิจัย แสดงว่ามี 5 ปัจจัยที่มีค่าอำนาจจำแนกความแตกต่างระหว่างกลุ่ม ตัวอย่างวัยรุ่นหญิงตอนปลายที่มีและไม่มี พฤติกรรมการใช้ยาลดความอ้วนปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ ความเชื่อในประสิทธิภาพของยาลดความอ้วน ความไม่พึง พอใจในรูปลักษณ์ อิทธิพลของสื่อ ความเชื่อในผลกระทบของยาลดความอ้วนและรายได้เฉลี่ย แต่ละเดือน โดย ทั้ง 5 ปัจจัย สามารถจำแนกความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และมีความถูกต้องใน การพยากรณ์อำนาจจำแนกสูงร้อยละ 97.40
บทที่ 5 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ งานวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักของนักศึกษา สาขาวิชาสังคม ศึกษา คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด โดยมีลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้ วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักของนักศึกษาสาขาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบไปด้วย นักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ปีการศึกษา 2565 จำนวน 230 คน กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จำนวน 56 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามสำรวจความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่ง มีวิธีดำเนินการ แบบสอบถามที่สร้างขึ้น ตามแนวคิดและทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับพฤติกรรม สุขภาพและงานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง ลักษณะคำถามให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย แบบสอบถามในการวิจัย ครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้ส่วนที่ 1 ใช้สอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และประสบการณ์การลดน้ำหนัก โดยใช้แบบสอบถามปลายปิด แบบคำถามมีรายการให้เลือกตอบ ส่วนที่ 2 ใช้ แบบสอบถามความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก มีทั้งหมด 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านการออกกำลัง กาย 5 ข้อ 2.ด้านการบริโภค 5 ข้อ 3.ด้านอารมณ์ 20 ข้อ 4.ด้านพฤติกรรม 5 ข้อรวมทั้งหมด 35 ข้อ ระดับ การวัดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก โดยใช้แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) ลักษณะการให้คะแนนจากแบบสอบถามเป็น 5 ระดับ คือระดับที่ 5 หมายถึง มีความรู้ความ เข้าใจมากที่สุดระดับที่ 4 หมายถึงมีความรู้ความเข้าใจมากระดับที่ 3 หมายถึงมีความรู้ความเข้าใจปานกลาง ระดับที่ 2 หมายถึงมีความรู้ความเข้าใจน้อยระดับที่ 1 หมายถึงมีความรู้ความเข้าใจน้อยที่สุด นำแบบความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการตรวจสอบแก้ไขเนื้อหา ภาษาที่ใช้เหมาะสม ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีขั้นตอนในการดำเนินการ ดังนี้ วางแผนการจัดเก็บ ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่กำหนดไว้ และดำเนินการส่งแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลในรูปแบบ google from กับกลุ่มตัวอย่าง ผู้ตอบแบบสอบถามตอบกลับมาจำนวน 56 คน คิดเป็นร้อยละ 100 จากนั้นตรวจความ
สมบูรณ์ถูกต้องของแบบสอบถามใน google from และนำไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยโปรแกรม คอมพิวเตอร์ Excel ต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูล นำแบบสอบถามความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักของนักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด เข้ากระบวนการวิเคราะห์ทางสถิติ โดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป Excel เพื่อวิเคราะห์ผลทางสถิติโดยผู้วิจัยได้แบ่งการวิเคราะห์เป็น 3 ขั้นตอนดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย เพศ อายุ ชั้นปี ประสบการณ์การลดน้ำหนัก นี้ โดยใช้สถิติและค่าความถี่ (f) ผลเป็นค่าร้อยละ ส่วนอายุ ซึ่งเป็นคำถามปลายเปิดใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย (x̅) และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ตอนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักซึ่งประกอบด้วยความวัตถุประสงค์ ในการดูแลสุขภาพ ความรู้และประสบการณ์ในการดูแลสุขภาพ โดยใช้สถิติค่าความถี่ (f) แสดงผลเป็นร้อยละ ตอนที่ 3 ข้อมูลความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ซึ่งประกอบด้วย วัตถุประสงค์ของการลด น้ำหนัก ปัญหาในการลดน้ำหนักและประสบการณ์การลดน้ำหนัก โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย (x̅) และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) คะแนนเฉลี่ย 4.50 – 5.00 กำหนดให้อยู่ในเกณฑ์ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก มากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 3.50 – 4.49 กำหนดให้อยู่ในเกณฑ์ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักมาก คะแนนเฉลี่ย 2.50 – 3.49 กำหนดให้อยู่ในเกณฑ์ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการน้ำหนักอยู่ในระดับปาน กลาง คะแนนเฉลี่ย 0.01 – 2.49 กำหนดให้อยู่ในเกณฑ์ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักน้อย คะแนนเฉลี่ย 0 กำหนดให้อยู่ในเกณฑ์มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักน้อยที่สุด สรุปผลการวิจัย การการวิเคราะห์ข้อมูลเรื่อง ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก สามารถสรุปสาระสำคัญของ การศึกษาได้ดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ผู้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาเพศหญิง และเป็นคนที่มีน้ำหนัก 51-55 กก. มีส่วนสูง 150-160 ซม. มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์สมส่วนและมีผู้ที่ไม่เคยลด น้ำหนักมากกว่าผู้ที่เคยลดน้ำหนัก เมื่อพิจารณาในการตอบแบบสอบถามพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็น เพศหญิงจำนวน 43 คน คิดเป็น (ร้อยละ 23.20) น้ำหนัก 51-55 กก.จำนวน 18 คน คิดเป็น (ร้อยละ 32.14) ส่วนสูง 150-160 ซม. จำนวน 28 คน คิดเป็น(ร้อยละ50.00) น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์สมส่วน จำนวน 28 คน คิดเป็น(ร้อยละ 50.00) และ ผู้ที่ไม่เคยลดน้ำหนัก มีจำนวน 44 คน คิดเป็น (ร้อยละ78.57) ตามลำดับ ตอนที่ 2 ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ผู้ตอบแบบสอบถามโดยรวมมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅=3.74) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ย สูงสุดได้แก่ด้านอารมณ์(x̅=4.14)
1.ด้านการออกกำลังกาย พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการออกกำลังกายโดยรวมอยู่ใน ระดับมาก (x̅= 4.02) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การออกกำลังกายเป็นประจำ สามารถลดน้ำหนักได้(x̅=4.32) อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือก่อนและหลังการออกกำลังกายทุกครั้งท่าน อบอุ่นร่างกายและผ่อนคลายร่างกายอย่างน้อย 5 – 10 นาที(x̅=4.14) อยู่ในระดับมาก และการออกกำลัง กายอย่างหนักทำให้ลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว (x̅=3.46) อยู่ในระดับปานกลางตามลำดับ 2.ด้านการบริโภค พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริโภคโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̅=3.49) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การรับประทานอาหารให้ครบ 5หมู่เป็นสิ่งสำคัญ (x̅=4.35) อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ ควรเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน (x̅=4.35) อยู่ในระดับมาก และการงด รับประทานอาหารเป็นการลดน้ำหนักที่ถูกต้อง (x̅=2.13) อยู่ในระดับน้อยตามลำดับ 3.ด้านอารมณ์พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอารมณ์โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅=4.14) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ความสุขทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น (x̅=4.27) อยู่ ในระดับมาก รองลงมาคือ ความเครียดส่งผลเสียต่อสุขภาพและการลดน้ำหนักควรมีแรงจูงใจ (x̅=4.23) อยู่ใน ระดับมาก และอารมณ์ทำให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้นได้มากขึ้น (x̅=3.84) อยู่ในระดับมากตามลำดับ 4.ด้านพฤติกรรม พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมอยู่โดยรวมในระดับปานกลาง (x̅=3.31) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ มีความรู้เกี่ยวกับหลัก 3 อ (x̅=3.71) อยู่ในระดับ มาก รองลงมาคือ สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยวิธีดูดไขมัน (x̅=3.45) อยู่ใน ระดับปานกลางและสิ่งแวดล้อมไม่ ส่งผลต่อการลดน้ำหนัก (x̅= 3.02) อยู่ในระดับปานกลาง ตามลำดับ อภิปรายผล จากการศึกษาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักของนักศึกษาชั้นปีที่4 สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด โดยรวมในแต่ละด้านอภิปรายผลดังนี้ 1.ด้านการออกกำลังกาย พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการออกกำลังกายโดยรวมอยู่ใน ระดับมาก (x̅=4.02) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การออกกำลังกายเป็นประจำ สามารถลดน้ำหนักได้(x̅=4.32) อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือก่อนและหลังการออกกำลังกายทุกครั้งท่าน อบอุ่นร่างกายและผ่อนคลายร่างกายอย่างน้อย 5 – 10 นาที(x̅=4.14) อยู่ในระดับมาก และการออกกำลัง กายอย่างหนักทำให้ลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว (x̅=3.46) อยู่ในระดับปานกลางตามลำดับ ทั้งนี้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักโดยการออกกำลังกายเป็นอย่างมาก ซึ่งการออกกำลังกายมีความสำคัญเป็น อย่างยิ่งในการลดน้ำหนัก การออกกำลังกายเป็นประจำส่งผลดีต่อสุขภาพและช่วยในการลดน้ำหนัก โดยจะ ช่วยควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม รักษามวลกล้ามเนื้อและระดับพลังงานในร่างกายให้คงที่ อีก ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคและปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน และโรคอ้วน เป็นต้น นอกจากนี้การออกกำลังกายอาจช่วยทำให้สภาพอารมณ์และสุขภาพจิตดี
นอนหลับได้ดีขึ้น จากผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับ (วิยะดา ทัศนสุวรรณ, 2551) กล่าวว่าการออกกำลังกายเพื่อ ลดความน้ำหนักคือการออกกำลังกายเพื่อให้อัตราการเผาผลาญเพิ่มขึ้น และพลังงานที่ถูกเก็บไว้ในรูปแบบของ ไขมันจะถูกร่างกายดึงออกมาใช้หากอาหารที่รับประทานนั้นเป็นอาหารจำ พวกผักผลไม้่ที่ไม่มีไขมันจะทำให้ การลดน้ำหนักได้ผลดีมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายลดน้ำหนักนั้นควรต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ให้สม่ำเสมอถ้าเป็นการออกกำลังกาย ประเภทการวิ่งการขี่จักรยาน ว่ายน้ำหรือเต้นแอโรบิคควรใช้เวลาในการ ออกกำลังกายไม่ต่ำ กว่า 30 นาทีต่อครั้ง เพราะในระยะเวลา 15 - 20 นาทีแรกนั้น เป็นเหมือนกับการอุ่น เครื่องแต่การเผาผลาญ พลังงานนั้นจะเริ่มหลังจากนั้น 2.ด้านการบริโภค พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริโภคโดยรวมอยู่ในระดับปาน กลาง (x̅= 3.49) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็น สิ่งสำคัญ (x̅=4.35) อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ ควรเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน (x̅=4.35) อยู่ในระดับมาก และการงดรับประทานอาหารเป็นการลดน้ำหนักที่ถูกต้อง (x̅=2.13) อยู่ในระดับน้อยตามลำดับ ทั้งนี้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักโดยการบริโภคอาหารในระดับปานกลาง ซึ่งการรับประทานอาหารก็มีส่วน สำคัญ อย่างเช่นการกินอาหารเพราะความอยาก ไม่ใช่กินเพราะความหิวอยากกินตลอดเวลากินเท่าไหร่ก็ไม่พอ และกินเพราะความเสียดาย แม้จะรู้สึกว่าตัวเองอิ่มแล้วก็ตาม แต่เพราะความเสียดาย เลยต้องกินที่เหลือให้ หมด เมื่อทำบ่อยๆ เป็นประจำก็เท่ากับการรับและสะสมส่วนเกินเข้ามาในร่างกาย ผลก็คืออ้วนขึ้นจนเห็นได้ชัด การติดขนมหวาน บางคนกินข้าวเสร็จหลังมื้ออาหารมักจะกินขนมหวานตามด้วยความเคยชินก็อาจทำให้อ้วน แบบไม่รู้ตัวและการกินอาหารประเภทของทอดของมัน ชา กาแฟ ก็มีส่วนที่ทำให้เราน้ำหนักขึ้นเช่นกัน 3.ด้านอารมณ์พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอารมณ์โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅=4.14) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ความสุขทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น (x̅=4.27) อยู่ ในระดับมาก รองลงมาคือ ความเครียดส่งผลเสียต่อสุขภาพและการลดน้ำหนักควรมีแรงจูงใจ (x̅=4.23) อยู่ใน ระดับมาก และอารมณ์ทำให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้นได้มากขึ้น (x̅=3.84) อยู่ในระดับมาก ตามลำดับ ทั้งนี้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักในด้านอารมณ์อยู่ในระดับมาก คืออารมณ์เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการลด น้ำหนัก เช่นถ้าเราเครียด กดดันตัวเองอาจจะทำให้น้ำหนักเราลดลงได้ช้า และอาจจะทำให้เราบริโภคอาหาร เพิ่มขึ้นอีกด้วย จากผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับ ( สง่า ดามาพงษ์,2562) กล่าวว่า นอกจากการรับประทาน อาหารที่ถูกต้อง และการออกกำลังกายที่เพียงพอแล้ว “อารมณ์” ก็เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีในการขับเคลื่อนให้เรามี กำลังใจในการออกกำลังกาย ลดความอยากอาหารที่นอกเหนือจากมื้อหลัก และเป็นส่วนสำคัญในการสร้าง สุขภาพดีแค่ลองเปลี่ยนมุมมองความคิด เช่น “วันนี้ฝนตกไม่มีอารมณ์ไปออกกำลังกาย กับวันนี้ฝนตกออก กำลังกายที่บ้านก็ได้ไม่เป็นไร” หรือ “กินข้าวอิ่มแล้ว ก็คือรู้ว่าอิ่ม ไม่ใช่อยากกินไปหมด เห็นอะไรก็อยากไป หมด” การตัดสินใจนั้นส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับอารมณ์เป็นตัวตั้ง หากทุกคนมีความตั้งใจที่จะลดน้ำหนัก ปรับเปลี่ยน พฤติกรรมตนเองต้องรู้จักวิธีการปรับอารมณ์ตนเองด้วย ต้องมีความตั้งใจและมุ่งมั่น จริงจัง อดทน พยายามที่
จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ได้ที่สำคัญเวลาที่รู้สึกเครียดต้องหาทางผ่อนคลาย อย่าหาทางออกด้วยการกิน เพราะ ยิ่งทำเช่นนี้ก็ยิ่งเพิ่มรอบพุงให้กับเราได้ง่ายมากขึ้น 4.ด้านพฤติกรรม พบว่านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมอยู่โดยรวมในระดับปานกลาง (x̅=3.31) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ มีความรู้เกี่ยวกับหลัก 3 อ (x̅=3.71) อยู่ในระดับ มาก รองลงมาคือ สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยวิธีดูดไขมัน (x̅=3.45) อยู่ในระดับปานกลางและสิ่งแวดล้อมไม่ ส่งผลต่อการลดน้ำหนัก (x̅=3.02) อยู่ในระดับปานกลาง ตามลำดับ ทั้งนี้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักทางด้านพฤติกรรมในระดับปานกลางซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้อาจจะได้รับ อิทธิพลมาจากกลุ่มเพื่อนรวมทั้งสื่อต่างๆ จากผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับ (ปวีณา ยุกตานนท์, 2549) ศึกษา ปัจจัยคิดสรรที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาลดความอ้วนของวัยรุ่นหญิงตอนปลาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาลดความอ้วนของวัยรุ่นหญิงตอนปลายที่มีอายุระหว่าง 18 – 21 ปี ในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างจำนวน 416 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีพฤติกรรมการใช้ยาลด ความอ้วน จำนวน 210 คน และกลุ่มที่ไม่มีพฤติกรรมใช้ยาลดความอ้วน จำนวน 206 คน โดยให้กลุ่มตัวอย่าง ตอบแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบลดความพึงพอใจในรูปลักษณ์แบบวัดอิทธิพลของสื่อ แบบวัดอิทธิพลของ กลุ่มเพื่อน แบบวัดอิทธิของครอบครัว และแบบวัดความเชื่อเกี่ยวกับยาลดความอ้วน ข้อมูลวิเคราะห์โดยสถิติ การวิเคราะห์การจำแนกกลุ่ม (Discriminant Analysis) ด้วยวิธีการคัดเลือกตัว แปรเข้าชมการจำแนกกลุ่ม (Stepwise)โดยใช้สถิติทดสอบ Wilks’ Lamda เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือก ตัวแปรเข้าวิเคราะห์ผลการวิจัย แสดงว่ามี5 ปัจจัยที่มีค่าอำนาจจำแนกความแตกต่างระหว่างกลุ่ม ตัวอย่างวัยรุ่นหญิงตอนปลายที่มีและไม่มี พฤติกรรมการใช้ยาลดความอ้วนปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ ความเชื่อในประสิทธิภาพของยาลดความอ้วน ความไม่พึง พอใจในรูปลักษณ์อิทธิพลของสื่อ ความเชื่อในผลกระทบของยาลดความอ้วนและรายได้เฉลี่ย แต่ละเดือน โดย ทั้ง 5 ปัจจัย สามารถจำแนกความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และมีความถูกต้องใน การพยากรณ์อำนาจจำแนกสูงร้อยละ 97.40 ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย นักศึกษายังมีความรู้ ความเข้าใจ ไม่มากพอเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข ควรจะมาให้ความรู้เกี่ยววิธีการลดน้ำหนักที่ถูกต้องแก่นักศึกษา เน้นการปฏิบัติเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพ ให้มีความต่อเนื่องและมากยิ่งขึ้น ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป ควรมีการศึกษาในประชากรกลุ่มอื่น เช่น กลุ่มวัยทำงาน กลุ่มผู้สูงอายุ รวมทั้งการศึกษาพฤติกรรม สุขภาพอื่นๆ ที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมลดน้ำหนัก ในกลุ่มประชากรดังกล่าว นอกจากนั้นแล้วควรจะได้มี การศึกษาเกี่ยวกับปัญหาหรือปัจจัยลบที่สำคัญๆเพื่อที่จะได้นำไปใช้ในการแก้ปัญหาให้เกิดผลดีที่ถูกทางอีกด้วย
บรรณานุกรม ฉัตยาพร เสมอใจ. (2550). พฤติกรรมผู้บริโภค. กรุงเทพฯ ซีเอ็ดยูเคชั่น ประภาเพ็ญ สุวรรณ (2520, อ้างถึงใน ศรีวรรณ จึงสวัสดิ์, 2548, น. 4). พฤติกรรมมนุษย์ด้านที่เกี่ยวกับ ความรู้ ความเข้าใจ. ประภาเพ็ญ สุวรรณ. (2536). พฤติกรรมศาสตร์ พฤติกรรมสุขภาพและสุขศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล. ถ่ายเอกสาร. ปวีณา ยุกตานนท์. (2549). ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาลดความอ้วนของวัยรุ่น ลักขณา สริวัฒน์. (2549).จิตวิทยาในชีวิตประจำวัน. พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ โอเดียนสโตร์ วณิชา กิจวรพัฒน์. (2553). การพัฒนาโปรแกรมควบคุมน้ำหนักสำหรับผู้หญิงวัยทำงานที่มีภาวะ โภชนาการเกิน.วารสารสุขศึกษา. ศยามล สืบเนื่อง. (2557). ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดอุบัติเหตุของพนักงาน กรณีศึกษา บริษัท นันยางการ์ เม้นท์ จำกัด กรุงเทพมหานคร ( วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพ. สถาบันบัณฑิตพัฒน บริหารศาสตร์. ศิพล รื่นใจชน. (2549)./ความรู้ ความเข้าใจ ในสิทธิของประชาชนเกี่ยวกับธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และ รถจักรยานยนต์ ศึกษากรณี ประชาชน หมู่ 1 ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). กาญจนบุรี. มหาวิทยาลัยบูรพา. ศิริวรรณ เสรีรัตน์. (2538). พฤติกรรมผู้บริโภคฉบับพื้นฐาน. กรุงเทพฯ วิสิทธิพัฒนา. ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลเวชธานี. (2556). โรคอ้วน วิธีลดความอ้วน. (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://health.Kapook.com/view231.htmL สง่า ดามาพงษ์ (2562) บริหารอารมณ์ลดพุงลดโรค. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) (ออนไลน์) https://www.thaiquote.org/content/223775?fbclid สวรรยา เดชอุดม และพัลลภ โพธิพฤกษ์. (2546).การออกกำลัง หัวใจและระบบไหลเวียน. กรุงเทพฯ. รักษ์ การพิมพ์. สิทธกร ลินลาวรรณ. (2553). ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะอ้วนลงพุง. www.google.co.thv/#science=psyat80% สืบค้นเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2566 แสงจันทร์ โสภากาล. (2550). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้ความเข้าใจของบุคลากรเกี่ยวกับ องค์การ บริหารส่วนตำบล. รายงานการวิจัย. คณะสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏเลย. หญิงตอนปลาย. http:/www.seseachgate.net/publicafion/27808536_ สืบค้นเมื่อ 11กุมภาพันธ์ 2566 หนังสือพิมพ์ไทยโพส. (2554). ผลการทำวิจัยเชิงสำรวจของบริษัทเนสท์เล่ (ไทย) จำกัด (จัดทำโดยอิป