ชื่อเรื่อง : การพัฒนาทักษะการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะการอ่าน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ส่วนที่1 ปัญหา ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551ระบุว่า ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรม อันก่อให้เกิดเป็นเอกภาพและเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และเป็นเครื่องมือ ในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ กระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) โปรแกรมการประเมินสรรถนะของนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA: Program for International Student Assessment ) ในปี 2022 สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกล่าวว่า ผลการประเมิน ของประเทศไทยมีคะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์ 394 คะแนน ด้านวิทยาศาสตร์ 409 คะแนน และด้านการอ่าน 379 คะแนน เมื่อเทียบกับ PISA 2018 พบว่าคะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์ลดลง 25 คะแนน คะแนนเฉลี่ย ด้านวิทยาศาสตร์และด้านการอ่านลดลง 17 คะแนน และ 14 คะแนน ตามลำดับ ทั้งนี้ ผลการการประเมินของ ประเทศไทยตั้งแต่ปี 2000 จนถึงปี 2022 พบว่าคะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์และการอ่านมีแนวโน้มลดลง อย่างต่อเนื่อง (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2566) จากการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาภาษาไทย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 4 ห้อง 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) พบว่า นักเรียนมีคะแนน ทางด้านการอ่านต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ซึ่งนักเรียนไม่สามารถเข้าใจในเนื้อเรื่องที่อ่าน ไม่สามารถตีความ วิเคราะห์ บูรณาการเนื้อหา และไม่สามารถประเมินคุณค่า รวมทั้งการสะท้อนความคิดเห็นของตนเอง ต่อเรื่องที่อ่าน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทักษะการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) ได้ จากปัญหาดังกล่าว คณะผู้วิจัยเห็นถึงความสำคัญในการแก้ไขปัญหาทักษะการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ คณะผู้วิจัยจึงได้เสนอชุดแบบฝึกทักษะการอ่านมาใช้ในการพัฒนา ทักษะการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) ให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ซึ่งชุดแบบฝึกทักษะการอ่านจะช่วยให้ผู้เรียนได้ ทำกิจกรรมที่เป็นการทบทวนบทเรียน เพิ่มเติมความรู้ให้แก่ผู้เรียนและฝึกทักษะการเรียนรู้หลาย ๆ รูปแบบ
เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้มีคุณลักษณะตามที่ต้องการ (สุคนธ์ สินธพานนท์, 2551) ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถตีความ วิเคราะห์ บูรณาการเนื้อหา และสามารถประเมินคุณค่า รวมทั้งการสะท้อนความ คิดเห็นของตนเองต่อเรื่องที่อ่าน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทักษะการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) ได้ตาม วัตถุประสงค์อันจะเกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนต่อไป การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) 1. การรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) ตามแนว Pisa 1.1 ความหมายของ PISA 1.2 การรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) ตามแนวทางการประเมิน PISA 2. ทักษะการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) 2.1 ความหมายของทักษะการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) 2.2 ความสำคัญของทักษะการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) 2.3 องค์ประกอบของทักษะการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) 3. เอกสารและงานวิจัยในประเทศและต่างประเทศที่เกี่ยวกับทักษะการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) มีรายละเอียด ดังนี้ 1. การรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) ตามแนว PISA 1.1 ความหมายของ PISA PISATHAILAND (2018) PISA เป็นคำย่อมาจากคำว่า Programme for International Student Assessment หรือ โครงการประเมินผลการศึกษานักเรียนร่วมกับนานาชาติเป็นโครงการประเมินผลการศึกษา ของประเทศสมาชิกองค์การ OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ PISA หรือ โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมิน คุณภาพของระบบการศึกษาของประเทศต่าง ๆ ในการเตรียมความพร้อมให้เยาวชนมีศักยภาพหรือความสามารถ พื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง โดย PISA เน้นการประเมินสมรรถนะของนักเรียน เกี่ยวกับการใช้ความรู้และทักษะในชีวิตจริงมากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน (สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. ออนไลน์) การประเมินสมรรถนะผู้เรียนตามมาตรฐานสากล หรือ PISA (Programme for International Student Assessment) โดย องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เป็นการทดสอบสมรรถนะ
ผู้เรียน อายุ 15 ปี ซึ่งดำเนินการจัดขึ้นทุก 3 ปี ทั่วโลก จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2000 ปัจจุบันมีประเทศหรือกลุ่ม เศรษฐกิจเข้าร่วมการประเมินจำนวนกว่า 79 ประเทศ มีนักเรียนกว่า 200,000 คนเป็นกลุ่มตัวอย่าง (ภูมิ เพ็ญ ตระกูล. ออนไลน์) สรุปได้ว่า PISA คือ โปรแกรมประเมินสมรรถนะของนักเรียนของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือ และพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) ซึ่ง ดำเนินการมาตั้งแต่ ปี ค.ศ.1999 (PISA 2000) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาให้แก่ประเทศ สมาชิกและประเทศร่วมโครงการ 1.2 การรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) ตามแนวทางการประเมิน PISA ฉายวงศ์(2563) ให้นิยามการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) หมายถึง ความรู้และทักษะที่จะเข้าใจเรื่องราวและสาระของสิ่งที่ได้อ่าน ตีความหรือแปลความหมายของข้อความที่ได้อ่าน และประเมิน คิดวิเคราะห์ ย้อนกลับไปถึงจุดมุ่งหมายของการเขียนได้ว่าต้องการส่งสารอะไรให้ผู้อ่าน ทั้งนี้เพื่อ จะประเมินว่านักเรียนได้พัฒนาศักยภาพในการอ่านของตนและสามารถใช้การอ่านให้เป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ ในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมและความเป็นไปของสังคมอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่เพียงใด เพราะการประเมินของ PISA นั้นเน้น “การอ่านเพื่อการเรียนรู้” มากกว่าทักษะในการอ่านที่เกิดจาก “การเรียนรู้เพื่อการอ่าน” และ PISA ประเมินผลเพื่อศึกษาว่านักเรียนจะสามารถรู้เรื่องที่อ่านได้ สามารถขยายผลและคิดย้อนวิเคราะห์ความหมายของ ข้อความที่ได้อ่าน เพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ของตน ในสานการณ์ต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ทั้งในโรงเรียนใช้ชีวิตจริง นอกโรงเรียนนิยามเรื่องการอ่านของ PISA จึงมีความหมายกว้างกว่าการอ่านออกและอ่านรู้เรื่องในสิ่งที่อ่าน ตามตัวอักษรเท่านั้น แต่การอ่านยังรวมไปถึงความเข้าใจเรื่องรวสาระของเนื้อความ สมารถคิดพิจารณาถึง จุดมุ่งหมายของการเขียน สามารถนำสาระจากข้อเขียนไปใช้ในจุดมุ่งหมายของตน และทำให้สามารถมีส่วนร่วม ในสังคมสมัยใหม่ที่มีความยุ่งยากซับซ้อนขึ้น ด้วยการสื่อสารจากข้อเขียน สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(2566) ได้ให้ความหมายถึงนิยาม การรู้เรื่องการอ่าน หมายถึง ความรู้และทักษะที่สามารถเข้าใจสาระของสิ่งที่ได้อ่าน สามารถตีความหรือแปลความหมายของข้อความ ที่ได้อ่าน และประเมินคิดวิเคราะห์ย้อนกลับไปถึงจุดมุ่งหมายของการเขียนได้ว่าต้องการจะส่งสารอะไรให้แก่ผู้อ่าน ทั้งนี้เพื่อประเมินว่านักเรียนได้พัฒนาศักยภาพในการอ่านของตน และสามารถใช้การอ่านให้เป็นประโยชน์ใน การเรียนรู้ในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมและความเป็นไปของสังคมอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่เพียงใด เพราะ การประเมินการรู้เรื่องการอ่านนั้น เน้น “การอ่านเพื่อการเรียนรู้” และประเมินเพื่อศึกษาว่านักเรียนจะสามารถ รู้เรื่องที่ได้อ่านสามารถขยายผลและคิดย้อนวิเคราะห์ความหมายของข้อความที่ได้อ่าน เพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ ของตนในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างกว้างขวางทั้งในโรงเรียนและในชีวิตจริงโรงเรียน
จากความหมายการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) ตามแนวทางการประเมินของ PISA สรุปได้ว่า การรู้เรื่องการอ่าน หมายถึง ความรู้และทักษะที่สามารถเข้าใจสาระหรือจับใจความสำคัญของสิ่งที่อ่าน สามารถ ตีความ แปลความจากข้อความที่อ่าน และสามารถประเมินวิเคราะห์สะท้อนจุดมุ่งหมายของการเขียนได้ว่าผู้เขียน ต้องการสื่อสารหรือส่งสาระใดให้แก่ผู้อ่าน ทั้งนี้เพื่อประเมินว่านักเรียนได้พัฒนาศักยภาพในการอ่านของตน และ สามารถใช้การอ่านให้เป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมและความเป็นไปของสังคมอย่างมี ประสิทธิภาพหรือไม่เพียงใด เพราะการประเมินการรู้เรื่องการอ่านนั้น เน้น “การอ่านเพื่อนการเรียนรู้” และ ประเมินเพื่อศึกษาว่านักเรียนจะสามารถรู้เรื่องที่ได้อ่านสามารถขยายผลและคิดย้อนวิเคราะห์ความหมายของ ข้อความที่ได้อ่าน เพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ของตนในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างกว้างขวางทั้งในโรงเรียนและในชีวิต จริงนอกโรงเรียน 2. ทักษะการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) 2.1 ความหมายของทักษะการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) OECD (2019) ให้นิยามความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading literacy) ไว้ว่า เป็นความสามารถที่จะทำ ความเข้าใจกับสิ่งที่ได้อ่าน และสามารถสะท้อนออกมาเป็นความคิดเห็นของตนเอง มีความรักและผูกพันกับ การอ่าน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาความรู้และศักยภาพทางการอ่าน ให้ความหมายทักษะการรู้เรื่องการอ่าน (Reading literacy) ไว้ว่า เป็นการทำความเข้าใจ การวิเคราะห์ ประเมิน ไตร่ตรอง และการมีส่วนร่วมกับสื่อการอ่านหรือตำราซึ่งรวมถึงมิติของพฤติกรรมทางปัญญา ความรู้ความ เข้าใจ อารมณ์และแรงจูงใจ โดยเน้นที่กระบวนการเชิงความคิดและการตอบสนองหลังการอ่านระหว่างผู้อ่านและ ผู้เขียนต้นฉบับ สรุปความหมายของทักษะการเรียนรู้เรื่องการอ่าน หมายถึง เป็นการทำความเข้าใจในสิ่งที่อ่าน โดยสามารถสะท้อนออกมาเป็นความคิดเห็นของตนเอง รวมไปถึงพฤติกรรมทางปัญญา ความรู้ความเข้าใจ อารมณ์ และแรงจูงใจ เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้เรื่องการอ่าน 2.2 ความสำคัญของทักษะการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) สถาบันภาษาไทย (2561) ทักษะการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) เป็นทักษะหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการเรียนรู้ และการพัฒนา ชีวิตสู่ความสำเร็จ การอ่านอย่างคล่องแคล่ว และเข้าใจความหมายจะนำมาซึ่ง ความรู้และส่งเสริมให้เกิดการคิดวิเคราะห์ มีวิจารณญาณ แยกแยะ และประยุกต์ใช้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิต พร้อมทั้งสามารถถ่ายทอดสื่อความรู้ ความคิดให้ผู้อื่นทราบและเข้าใจได้ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21
หากผู้เรียนบกพร่องหรือขาดความสามารถในการอาจจะส่งให้การเรียนรู้ไม่อาจก้าวหน้าได้ และจะประสบความ ยากลำบากในการดำรงชีวิต ดร.ทัศนีย์ กล่าวว่า หากเด็กสามารถที่จะอ่านแล้วตีความได้ ก็จะไม่ตกเป็นทาสของข่าวสาร โดยเฉพาะ ข่าวลวงที่สามารถพบได้ง่ายในโซเชียลมีเดีย หมายถึงว่าเด็กจะมีความคิดเป็นของตัวเองที่เกิดจากองค์ความรู้ และ การวิเคราะห์ข้อมูล มีทักษะในการแยกแยะได้ว่าสิ่งที่กำลังอ่านอยู่นั้น มีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ทำให้เด็กสามารถ จับประเด็นของข่าวสารที่อ่าน และเข้าใจถึงเจตนาของผู้เขียน ก่อนที่จะตัดสินในนำข้อมูลข่าวสารนั้นไปใช้ การจัดรูปแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับปัญหานับเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้สอนไม่ควรจะ (สำนักงาน คณะกรรมการการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, 2567) สรุปความสำคัญของทักษะการรู้เรื่องการอ่าน เป็นทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนรู้และการดำเนินชีวิต ทักษะการรู้เรื่องการอ่านจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้เรื่องที่ซับซ้อนเมื่อเติบใหญ่ และนำไปสู่การเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต 2.3 องค์ประกอบของทักษะการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) คล้ายนิลและคณะ (2549) กล่าวถึงเกณฑ์อำนาจจำแนก ระดับความรู้และทักษะการรู้เรื่องการอ่าน ตามโครงการ PISA ของประเทศไทย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งได้กำหนดไว้ เป็นระดับต่าง ๆ 5 ระดับ ดังนี้ การอ่านระดับ 5 นักเรียนที่มีความสามารถในการอ่านถึงระดับ 5 สามารถจัดการกับข้อเขียนที่ยากและ ซับซ้อน เช่น สามารถอ่านข้อเขียนยาก ๆ ที่ไม่ค่อยพบในข้อเขียนทั่วไป แสดงให้เห็นว่าเข้าใจ แปลความ ตีความ ข้อเขียนนั้นได้สามารถอ้างอิงหรือเชื่อมโยงสาระที่อ่านกับวัตถุประสงค์หรือภารกิจของตน และสามารถวิเคราะห์ ประเมินการเขียนวิพากษ์วิจารณ์สามารถคาดการณ์หรือสมมติฐานจากสิ่งที่ได้อ่าน และดึงเอาความรู้มาสร้าง เป็นแนวคิดของตนได้แม้สิ่งนั้นจะไม่คุ้นเคยหรือไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่คาดหวังไว้ การอ่านระดับ 4 นักเรียนที่มีความสามารถในการอ่านถึงระดับ 4 สามารถอ่านเข้าใจเนื้อเรื่องที่ยาก บอกตำแหน่งของสาระต่าง ๆ ในเรื่องที่อ่านได้ สามารถตีความและแปลความจากข้อเขียนที่ค่อนข้างซับซ้อน สามารถประเมินและวิเคราะห์ทั้งเนื้อหาและรูปแบบการเขียน แล้วสะท้อนออกมาเป็นกิริยาตอบสนอง หรือเป็น แนวความคิดของตัวเอง โดยมีข้อเขียนที่อ่านเป็นหลัก การอ่านระดับ 3 สามารถเข้าใจเนื้อหาค่อนข้างยาก กล่าวคือสามารถบอกสาระสำคัญและตีความ จากข้อความที่มีความซับซ้อนพอสมควร และมีจุดเน้นที่เด่นชัดหลายจุด และสามารถเชื่อมโยงความรู้เข้ากับเรื่องที่ คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน สามารถประเมินวิเคราะห์รูปแบบ และสาระของสิ่งที่อ่านได้ในระดับปานกลาง
การอ่านระดับ 2 นักเรียนที่มีความชำนาญในการอ่านอยู่ที่ระดับ 2 มีความชำนาญในการอ่าน ระดับพื้นฐาน กล่าวคือสามารถอ่านและบอกสาระได้ก็ต่อเมื่อข้อความที่อ่านค่อนข้างเด่นชัด ตรงไปตรงมา สามารถ อ้างอิงหรือเปรียบเทียบเชื่อมโยงกับสิ่งที่เคยรู้ในระดับต่ำ ประเมินวิเคราะห์ได้ในระดับพื้นฐาน การอ่านระดับ 1 ระดับนี้ถือว่าเป็นการอ่านระดับต่ำที่สุด นักเรียนจะจัดการกับการอ่านได้ในภารกิจง่าย ๆ เช่น อ่านแล้วทราบว่าสิ่งที่อ่านนั้นเกี่ยวกับอะไร สามารถบอกหรือค้นสาระสำคัญได้เพียงอย่างเดียว สามารถ เชื่อมโยงข้อเขียนที่ได้อ่าน กับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนได้น้อย ไม่สามารถอ้างอิงหรือเปรียบเทียบได้ถ้าต้องมี การคิดวิเคราะห์เพิ่มเติม สรุปได้ว่า เกณฑ์การจำแนกระดับความรู้และทักษะเรื่องที่อ่านมีทั้งหมด 5 ระดับ คือ ระดับสูงสุดคือระดับ 5 คือผู้ที่สามารถจัดการกับข้อเขียนที่ยากและซับซ้อน ระดับ 4 สามารถอ่านและเข้าใจเนื้อเรื่องที่ยาก ตีความ แปลความได้ ระดับ 3 เข้าใจเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างยาก ตีความจากข้อมูลที่มีความซับซ้อนพอสมควรได้ ระดับ 2 มีความชำนาญในการอ่านอยู่ในระดับพื้นฐาน ระดับ 1 เป็นการอ่านระดับต่ำสุด นักเรียนจัดการกับภารกิจง่าย ๆ ได้ การจำแนกระดับความรู้และทักษะเรื่องที่อ่านทั้ง 5 ระดับนี้ เป็นไปตามการแบ่งระดับของโครงการ PISA เพื่อประเมินความรู้หลังจากที่ได้ทดสอบ 3. เอกสารและงานวิจัยในประเทศและต่างประเทศที่เกี่ยวกับทักษะการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) สุราฤทธิ์(2564) ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาแบบวัดความฉลาดรู้ด้านการอ่านสำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อสร้างแบบวัดความฉลาด Antra (2022) ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการอ่านรู้หนังสือ ในระดับโรงเรียนประถมศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อค้นหาสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังระดับการอ่านออกเขียนได้ที่ต่ำของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ซึ่งนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นช่วงที่นักเรียนเปลี่ยนจากการเรียนรู้เป็นการอ่านเป็นการอ่านเพื่อการ เรียนรู้ ผู้สอนจึงตั้งเป้าหมายที่จะค้นหาสาเหตุของการอ่านออกเขียนได้ต่ำในหมู่นักเรียนชั้นประถมศึกษาในลัตเวีย ได้ข้อสรุปว่า ตำแหน่งทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัวมีอิทธิพลอย่างมากต่อความสำเร็จในการอ่านออก เขียนได้ของนักเรียน นักเรียนที่อ่านความรู้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการทำงานร่วมกันของผู้ปกครองและเด็ก ในช่วงวัยก่อนเข้าโรงเรียน การทำงานร่วมกันเมื่ออายุ 10 ขวบไม่สำคัญอีกต่อไป ยกเว้นการไปห้องสมุดหรือร้าน หนังสือร่วมกันเป็นประจำ การอ่านการ์ตูนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ไม่สามารถจัดว่าเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการอ่าน ออกเขียนได้ นักเรียนมีความสำเร็จในการอ่านที่ดีขึ้น คือ การอ่านเรื่องราว บทกวี หนังสือนิยาย หรือบทละครที่ โรงเรียนอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง นั่นคือ การพยายามให้นักเรียนพัฒนาการรักการอ่านให้เพิ่มขึ้น wildova (2014) ได้ดำเนินงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาการอ่านออกเขียนได้ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประถมศึกษาเช็ก ในปี พ.ศ. 2545-2546 โดยการพัฒนาการอ่านออกเขียนได้เบื้องต้นได้รับการตรวจสอบ
ในหัวข้อ ดังนี้ 1) ระดับทักษะการอ่านก่อนอ่านของนักเรียนเมื่อเข้าสู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2) ความแม่นยำในการ อ่าน (ประเภทของข้อผิดพลาด ความถี่ ฯลฯ) 3) ความเข้าใจ (ระดับของความเข้าใจ) 4) ความคล่องแคล่ว (การ สะกดคำ การอ่านคำต่อคำ จากประโยคสู่ประโยค ฯลฯ) และ 5) ทัศนคติต่อการอ่าน ผลการวิจัยให้ข้อเท็จจริงที่น่า ทึ่งมากมาย นอกจากการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของการพัฒนาการอ่านออกเขียนได้เบื้องต้น แล้ว การเปรียบเทียบกับผลการสำรวจที่คล้ายกันเมื่อ 10 ปีที่แล้วก็น่าสนใจเช่นกัน สรุปได้ว่าพื้นที่ที่มีโอกาส ปรับปรุงมากที่สุดคือการเตรียมการสอนการอ่านในโรงเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการรับรู้การได้ยินและการ พัฒนาคำพูด การเพิ่มขึ้นของนักเรียนที่มีความบกพร่องในการพูด สถานการณ์นี้น่ากังวลและจำเป็นต้องกระตุ้น สถาบันก่อนวัยเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง จากมุมมองของคุณลักษณะด้านความสามารถใน การอ่าน ความพึงพอใจต่อแนวทางการอ่านออกเขียนได้ในการพัฒนาการอ่านออกเขียนได้ในช่วงแรกจะช้ามาก แต่ ก็ปรากฏชัดเจนในทางปฏิบัติ ผลลัพธ์เหล่านี้แสดงให้เห็นแล้วว่าแนวโน้มที่ต้องการในการพัฒนาการอ่านออกเขียน ได้ในระยะเริ่มแรกกำลังค่อยๆ ถูกนำมาใช้ในการปฏิบัติงานของโรงเรียนประถมศึกษา ส่วนที่2 นวัตกรรม นวัตกรรมที่จะใช้ในการแก้ปัญหา คือ ชุดแบบฝึกทักษะการอ่าน การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดแบบฝึกทักษะการอ่าน 1. ชุดแบบฝึกทักษะ 1.1 ความหมายของชุดแบบฝึกทักษะ 1.2 ความสำคัญของชุดแบบฝึกทักษะ 1.3 ลักษณะของชุดแบบฝึกทักษะที่ดี 1.4 ประโยชน์ของชุดแบบฝึกทักษะ 1.5 องค์ประกอบของชุดแบบฝึกทักษะ 1.6 ขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะ 2. เอกสารและงานวิจัยในประเทศและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับชุดแบบฝึกทักษะ มีรายละเอียด ดังนี้
1. ชุดแบบฝึกทักษะ 1.1 ความหมายของชุดแบบฝึกทักษะ สุคนธ์ สินธพานนท์(2551) ได้ให้ความหมายของชุดแบบฝึกทักษะว่า เป็นสื่อที่สร้างขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้ ทำกิจกรรมที่เป็นการทบทวนหรือเสริมเพิ่มเติมความรู้ให้แก่นักเรียน หรือให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการเรียนรู้หลาย ๆ รูปแบบเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้มีคุณลักษณะตามที่ต้องการ ศันสนีย์ สื่อสกุล (2554 อ้างถึงใน ทัศนีย์ เบิกบาน 2561) ได้ให้ความหมายว่าเป็น งานหรือกิจกรรมที่ ครูผู้สอนมอบหมายให้นักเรียนทำเพื่อฝึกทักษะและทบทวนความรู้ที่ได้เรียนไปแล้วให้เกิดความชำนาญ ถูกต้อง คล่องแคล่ว จนสามารถนำความรู้ไปแก้ปัญหาได้โดยอัตโนมัติ จากความหมายของชุดแบบฝึกทักษะสรุปได้ว่า เป็นสื่อการสอนของครูที่สร้างขึ้นเพื่อฝึกทักษะต่าง ๆ และ ทบทวนหรือเสริมเพิ่มเติมความรู้ให้แก่นักเรียน จนสามารถนำความรู้ไปแก้ไขปัญหาได้ 1.2 ความสำคัญของชุดแบบฝึกทักษะ ชุดฝึกทักษะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการเรียนการสอนดังที่สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษา แห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ (2545, 146) กล่าวถึงความสำคัญของชุดฝึก ดังนี้ 1. เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมหนังสือเรียน 2. ช่วยเสริมทักษะให้ดียิ่งขึ้นแต่ทั้งนี้จะต้องอาศัยการส่งเสริมและความเอาใจใส่จากครูผู้สอนด้วย 3. ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลเพราะการที่ให้ผู้เรียนทำชุดฝึกที่เหมาะสมกับความสามารถ ของผู้เรียนจะช่วยให้นักเรียนประสบความสำเร็จ 4. ชุดฝึกทักษะทำให้นักเรียนเกิดทักษะมากยิ่งขึ้น 5. การให้นักเรียนทำชุดฝึกทักษะ จะช่วยให้ครูมองเห็นจุดอ่อน หรือจุดบกพร่องของนักเรียนได้ชัดเจน ช่วยให้ครูได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ทันท่วงที 6. ชุดฝึกที่จัดพิมพ์ไว้เรียบร้อย จะช่วยให้ครูประหยัดแรงงานและเวลาที่จะเตรียมการสร้างแบบฝึกหัด เสริม ทำให้มีเวลาและโอกาสมากขึ้น อนงค์ศิริ วิชาลัย (2536 อ้างถึงใน พรธณา เจือจารย์ 2560) ได้กล่าวถึงความสำคัญของชุดฝึกว่า ชุดฝึก เป็นสื่อการสอนที่ทำให้นักเรียนสนุกสนานอีกวิธีหนึ่งคือการให้นักเรียนได้ทำชุดฝึกมาก ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ พัฒนาการของนักเรียนดีขึ้นด้วย เพราะนักเรียนได้นำความรู้ที่เรียนมาแล้วมาฝึกให้เกิดความเข้าใจกว้างขวางขึ้น จากความสำคัญของชุดแบบฝึกทักษะสรุปได้ว่า เป็นสื่อที่ช่วยให้นักเรียนได้ฝึกทักษะต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น สามารถเป็นสื่อที่ใช้เสริมเพิ่มเติมจากหนังสือเรียน นอกจากนี้ยังช่วยให้ครูมองเห็นจุดบกพร่องของนักเรียนได้อย่าง ชัดเจน
1.3 ลักษณะของชุดแบบฝึกทักษะที่ดี ทยาตนภา ยัพราษฎร์ (2552) กล่าวถึงใน กล่าวว่า ลักษณะชุดแบบฝึกทักษะที่ดีควรมีความหลากหลาย รูปแบบ เพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่ายและต้องมีลักษณะที่เร้า ยั่วยุ จูงใจ ได้ให้คิดพิจารณา ได้ศึกษาค้นคว้าจนเกิด ความรู้ความเข้าใจทักษะ แบบฝึกควรมีภาพดึงดูดความสนใจ เหมาะกับวัยของผู้เรียน ตรงกับจุดประสงค์การ เรียนรู้ มีคำสั่งและคำชี้แจงชัดเจน เข้าใจง่ายมีตัวอย่างประกอบเนื้อหาพอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป วันชัย เพชรเรือง (2531 อ้างถึงใน พรธณา เจือจารย์ 2560) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับ ลักษณะของชุดฝึก ทักษะว่า 1. ชุดฝึกทักษะแต่ละชุดควรใช้จิตวิทยาเข้ามาช่วย เช่น มีการสร้างแรงจูงใจให้กับเด็กเกิดความอยากรู้ อยากเห็นและกระตือรือร้นที่อยากจะทำกิจกรรมนั้น ๆ เมื่อจบการฝึกแต่ละครั้งควรเสริมแรงให้เด้ กทุกครั้ง เพื่อที่เด็กจะได้ทำกิจกรรมต่อไปเมื่อตนเองประสบความสำเร็จ 2. การสร้างชุดแบบฝึกทักษะแต่ละครั้ง ควรให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมด้วยเพื่อเด็กจะได้เกิดความรู้สึกที่เป็น เจ้าของกจกรรมและเต็มที่กระทำกิจกรรมนั้น ๆ ได้บรรลุเป้าหมาย 3. สำนวนภาษาไม่ควรใช้ยากเกินไป เพราะเด็กจะเกิดความท้อถอยและไม่ง่ายจนเกิดความเบื่อหน่าย สรุปได้ว่า ลักษณะของชุดแบบฝึกทักษะที่ดีคือ ชุดแบบฝึกที่ช่วยให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา ได้ดีขึ้น ให้นักเรียนได้รู้จักคิดวิเคราะห์ รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล มีระเบียบและชัดเจน ทำให้นักเรียนเกิดความเชื่อมั่น ในตนเองและเกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้สามารถนำความรู้ ความคิด และทักษะที่ได้ไปใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ หรือใช้ในชีวิตประจำวันได้ 1.4 ประโยชน์ของชุดแบบฝึกทักษะ สุคนธ์ สินธพานนท์(2551) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของชุดแบบฝึกทักษะ ดังนี้ 1. ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามอัตภาพ เด็กแต่ละคนมีความสามารถแตกต่างกัน การให้ ผู้เรียนได้ทำชุดแบบฝึกทักษะที่เหมาะสมกับความสามารถของแต่ละคน ใช้เวลาที่แตกต่างกัน ออกไปตามลักษณะการเรียนรู้ของแต่ละคนจะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมี ประสิทธิภาพ ทำให้ผู้เรียนเกิดกำลังใจในการเรียนรู้ นอกจากนั้นยังเป็นการซ่อมเสริมผู้เรียนที่เรียน ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน 2. ชุดฝึกทักษะช่วยเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะที่คงทน ชุดฝึกทักษะสามารถให้ผู้เรียนได้ฝึกทันทีหลังจาก จบบทเรียนนั้น ๆ หรือให้มีการฝึกซ้ำหลาย ๆ ครั้งเพื่อความแม่นยำในเรื่องที่ต้องการฝึก หรือเน้น ย้ำให้นักเรียนทำชุดแบบฝึกทักษะเพิ่มเติมในเรื่องที่ผิด
3. ชุดแบบฝึกทักษะสามารถเป็นเครื่องมือในการวัดผลหลังจากที่ผู้เรียนเรียนจบบทเรียนในแต่ละครั้ง ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความรู้ความสามารถของตนเองได้และเมื่อไม่เข้าใจ และทำผิดในเรื่องใด ๆ ผู้เรียนก็สามารถซ่อมเสริมตนเองได้ จัดได้ว่าเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าทั้งครูผู้สอน และผู้เรียน 4. เป็นสื่อที่ช่วยเสริมบทเรียนหรือหนังสือเรียนหรือคำสอนของครูผู้สอน ชุดแบบฝึกทักษะที่ครูทำขึ้น เพื่อฝึกทักษะการเรียนนอกเหนือจากความรู้ในหนังสือเรียนหรือบทเรียน 5. ลดภาระการสอนของครูผู้สอน ไม่ต้องฝึกทบทวนความรู้ให้แก่นักเรียนตลอดเวลาไม่ต้องตรวจงาน ด้วยตนเองทุกครั้ง นอกจากกรณีที่ชุดแบบฝึกทักษะนั้นเป็นการฝึกทักษพการคิดที่ไม่มีเฉลยตายตัว หรือมีแนวเฉลยที่หลากหลาย 6. เป็นการฝึกความรับผิดชอบของผู้เรียนการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยการทำชุดฝึกทักษะตามลำพังโดย มีภาระให้ทำตามที่มอบหมาย จัดได้ว่าเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์การทำงานให้ผู้เรียนได้นำไป ประยุกต์ปฏิบัติในการดำเนินชีวิต 7. ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ การที่ผู้เรียนได้ทำชุดฝึกทักษะการเรียนรู้ที่มีรูปแบบหลากหลายจะ ทำให้ผู้เรียนสนุกและเพลิดเพลิน เป็นการท้าทายให้ลงมือทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามชุดฝึกทักษะนั้น ๆ ภัสสร์ศศิร์ เจริญผล (2565) กล่าวว่า แบบฝึกมีประโยชน์ และจำเป็นต่อการเรียนทักษะทางภาษามาก เพื่อจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจ บทเรียนได้ดีขึ้น สามารถจดจำเนื้อหาในบทเรียนและคําศัพท์ต่าง ๆ ได้คงทน ทำให้เกิด ความสนุกสนานในขณะ เรียนทราบความก้าวหน้าของตนเอง และครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของเด็กได้ ชัดเจนสามารถนําแบบฝึกทักษะมาทบทวนเนื้อหาเดิมด้วยตนเอง ตลอดจนสามารถทราบข้อบกพร่องของนักเรียน แนะนําไปปรับปรุงได้ ทันท่วงที ซึ่งจะมีผลทำให้ครูประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย สรุปได้ว่า ชุดแบบฝึกทักษะเป็นสิ่งที่ช่วยให้นักเรียนมีการฝึกซ้ำหลาย ๆ ครั้ง ทำให้นักเรียนสามารถ ทบทวนบทเรียนได้ด้วยตนเองผ่านการทำแบบฝึกทักษะ 1.5 ส่วนประกอบของชุดแบบฝึกทักษะ อรุณรัตน์(2536) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของชุดการเรียนการสอนซึ่งผู้ศึกษาเห็นว่าสามารถนำมา ประยุกต์ปรับใช้ในการสร้างชุดฝึกทักษะของการค้นคว้าอิสระ เรื่องนี้ได้ซึ่งการสร้างชุดการเรียนการสอนไดก้ล่าวถึง องค์ระกอบของชุดการเรียนการสอนไว้ว่า ควรประกอบด้วย 1. หลักการและเหตุผล (Rationale) หลกัการและเหตุผลจะอธิบายถึงจุดมุ่งหมายและความสำคัญ ของกระบวนวิชาที่นักเรียนต้องเรียน ซึ่งจะเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมของนักเรียนกับประสบการณ์ ใหม่ หลกัการและเหตุผลดังกล่าวจะอธิบายด้วยว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องเรียนและทำไมต้องเรียน
2. รายละเอียดของเนื้อหา (Content Deseription) รายละเอียดของเนื้อหาจะชี้ให้เห็นระดับและ ความซับซ้อนของเนื้อหา และบอกให้ทราบถึง ความคิดรวบยอด ทักษะ หรือทัศนคติที่นักเรียน จะต้องแสดงให้เห็นหลังจากจบชุดการสอน เนื้อหา สาระสำคัญจะถูกจำแนกเป็นเนื้อหายย่อย 3. วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Objectives) วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม จะเขียน ความคิดรวบยอด ทักษะและทัศนคติออกมาเป็นรูปแบบที่นักเรียนสามารถอธิบายและแสดงให้เห็น ได้ ภายหลังจบชุดการสอนแล้ว ซึ่งวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมดังกล่าวจะพูดถึงสิ่งที่นกัเรียนตอ้ง กระทำ เงื่อนไขการกระทำและเกณฑขั้นต่ำของ พฤติกรรมที่พึงประสงค์ ดังนั้น นักเรียนจะรู้ว่าเขา ต้องเรียนรู้อะไร และจะถูกทดสอบอะไรในตอนท้ายของชุดการสอน นอกจากนี้ยังใช้วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรมในการวางแผนการเรียนและเลือกแหล่งการเรียนที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ หลังจากที่นักเรียนทราบวัตถุประสงค์แล้วสามารถตัดสินใจได้ว่าวัตถุประสงค์ใดที่บรรลุแล้วและจะ ไปเน้นในวัตถุประสงค์ที่ยังไม่ผ่าน เพื่อไม่ให้เสียเวลา 4. กิจกรรมที่เป็นทางเลือก (Alternative Learning Activities) กิจกรรมการเรียนที่จัดให้กับนักเรียน ควรสอดคลอ้งกบัลกัษณะของนักเรียนแต่ละคนและเป็นการลำดับขั้นของการเรียนรู้กิจกรรมการ เรียนการสอนนั้นจะมีทั้งการอ่าน การดูการฟัง และ การอภิปราย การมีส่วนร่วมหรือแบบฝึกหดั ต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์กิจกรรมนั้นจะมีหลายอย่าง ทั้งนี้เพื่อช่วยให้นักเรียนเปลี่ยน พฤติกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5. กิจกรรมทางเลือกที่ถูกขอหรือกิจกรรมทางด้านทัศนคติ(Optional Quest หรือ Attitudinal Activities) กิจกรรมนี้จะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ค้นหา หรือศึกษากิจกรรมการเรียนที่อยู่ในระดับ ลึกและละเอียด กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยขยายความคิดรวบยอด ทักษะ และทัศนคติของสิ่งที่ศึกษา ในชุดการสอน โดยอาจมีข้อแนะนำเพิ่มเติมจะทำให้นักเรียนได้พัฒนาทัศนคติ ความเชื่อหรือ ความรู้สึกที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาและสามารถนา สิ่งเหล่านี้ไปใช้ในชีวิตจริง 6. เครื่องมือประเมินผลก่อนเรียน เครื่องมือประเมินผลตนเอง และเครื่องมือประเมินผลหลังเรียน (Pre-Evaluation, Self Evaluation, Post- Evaluation Instruments) 6.1 การประเมินผลก่อนเรียน (Pre-Test) เพื่อดูว่าผู้เรียนทราบเนื้อหาอะไรมาก่อน และมี เนื้อหาใดที่ผู้เรียนยังไม่ทราบ 6.2 การประเมินผลด้วยตนเอง (Self – Test) เพื่อให้นักเรียนประเมินความก้าวหน้าของ ตนเองในระหว่างทำกิจกรรมการเรียนการสอน 6.3 การประเมินหลังเรียน (Post – Test) เพื่อวัดว่าผู้เรียนบรรลุผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำหรือไม่ ถ้า ไม่ผ่านจะได้รับคำแนะนำให้ย้อนกลับไปเรียนอีก
7. คู่มือครู (Teachers Guide) คู่มือครูสร้างขั้นเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม โดยเป็นข้อมูลที่สัมพันธ์กับ เนื้อหาและข้อมูล เกี่ยวกับการใช้ชุดการสอนภายในคู่มือครูโดยมากมักจะประกอบด้วยส่วนสำคัญ ต่างๆ ดังนั้น 7.1 คำนำ 7.2 วัตถุประสงค์ 7.3 พื้นฐานความรู้เดิม 7.4 เนื้อหา 7.5 ส่วนประกอบของชุดฝึก 7.6 คำชี้แจ้งสำหรับครูในการใช้ชุดการสอน 7.7 สิ่งที่ครูหรือนกับเรียนต้องเตรียม 7.8 บทบาทครูและนักเรียน 7.9 เนื้อหาสาระ 7.10 แบบฝึกทักษะ (พร้อมเฉลย) 7.11 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (พร้อมคำเฉลย) สุจิต เหมวัล (2555 อ้างถึงใน มุทิตา และอังคุระษี 2559) ได้ให้ข้อเสนอแนะว่าองค์ประกอบของแบบฝึก ทักษะในแต่ละเล่มควรมี ดังนี้ 1. ปกนอก 2. ปกใน 3. คำนำ 4. สารบัญ 5. สาระการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ สมรรถนะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ต้องการฝึก 6. แบบทดสอบก่อนเรียน 7. ใบความรู้ 8. ใบกิจกรรม/แบบฝึก/กิจกรรมฝึก สรุปได้ว่าแบบฝึกทักษะประกอบด้วย คำแนะนำในการฝึกทักษะซึ่งมีทั้งคำแนะนำสำหรับครูและ คำแนะนำสำหรับผู้เรียน จุดประสงค์ในการฝึกทักษะ เนื้อหาสาระ กิจกรรมในการฝึกทักษะ แบบทดสอบหรือแบบ ประเมินผลการใช้แบบฝึกทักษะ และชื่อชุดฝึกในแต่ละชุดย่อย จุดประสงค์ คำสั่ง ตัวอย่าง ชุดฝึก ภาพประกอบ ข้อทดสอบก่อนและหลังเรียน แบบประเมิน บันทึกผลการใช้ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้จะทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ ได้ ฝึกปฏิบัติตามขั้นตอนเพื่อให้เกิดทักษะที่ตั้งไว้
1.6 ขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะ จิรเดช เหมือนสมาน (2551) ได้ให้แนวทางในการดำเนินการสร้างชุดแบบฝึกทักษะไว้ ดังนี้กำหนด จุดมุ่งหมายและวางแผนในการดำเนินการสร้างชุดแบบฝึกทักษะวิเคราะห์ทักษะและเนื้อหาวิชาที่ต้องการสร้างชุด แบบฝึกทักษะเป็นทักษะย่อย ๆ และเขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมตามทักษะและเนื้อหาย่อย ๆ นั้นเขียนชุดแบบ ฝึกทักษะตามเนื้อหาและจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่กำหนดไว้ให้สอดคล้องกับหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ และ จิตวิทยาพัฒนาการตามวัยของผู้เรียนกำหนดรูปแบบของชุดฝึกทักษะ สุคนธ์ สินธพานนท์(2551) กล่าวว่า ชุดแบบฝึกทักษะมีหลักสำคัญเป็นแนวในการจัดทำชุดแบบฝึกทักษะ ดังนี้ 1. จัดเนื้อหาสาระในการฝึกตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ 2. เนื้อหาสาระ และกิจกรรมการฝึกเหมาะสมกับวัย และความสามารถของผู้เรียน 3. การวางรูปแบบของชุดฝึกทักษะมีความสัมพันธ์กับโครงเรื่อง และเนื้อหาสาระ 4. ชุดฝึกทักษะต้องมีคำชี้แจงง่าย ๆ สั้น ๆ เพื่อให้ผู้เรียนอ่านเข้าใจ เรียงจากง่ายไปยากมีแบบฝึก ทักษะที่น่าสนใจ และท้าทายให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถ 5. มีความถูกต้องครูผู้สอนจะต้องพิจารณาตรวจสอบให้ดีอย่าให้มีข้อผิดพลาด 6. กำหนดเวลาที่ใช้ชุดแบบฝึกทักษะแต่ละตอนให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังอธิบายถึงขั้นตอนการสร้าง ชุดแบบฝึกทักษะ ดังนี้ 6.1 ศึกษาหลักสูตร หลักการ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 6.2 วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้ เพื่อ วิเคราะห์เนื้อหา จุดประสงค์ในแต่ละชุดการฝึก 6.3 จัดทำโครงสร้างและชุดฝึกในแต่ละชุด 6.4 ออกแบบชุดแบบฝึกทักษะในแต่ละชุดให้มีรูปแบบที่หลากหลาย และน่าสนใจ 6.5 ลงมือสร้างแบบฝึกในแต่ละชุดรวมทั้งออกข้อสอบก่อน และหลังเรียนให้สอดคล้องกับ เนื้อหา และจุดประสงค์การเรียนรู้ 6.6 นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ 6.7 นำชุดฝึกทักษะไปทดลองใช้บันทึกผลแล้วปรับปรุงแก้ไขส่วนที่บกพร่อง 6.8 ปรับปรุงชุดแบบฝึกทักษะให้มีประสิทธิภาพ 6.9 นำไปใช้จริง
สรุปได้ว่า ขั้นตอนในการสร้างแบบฝึกทักษะ ขั้นแรกกำหนดจุดมุ่งหมาย จัดเนื้อหาสาระให้ตรงกับ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ และวางแผนดำเนินการสร้างชุดแบบฝึกทักษะ โดยออกแบบแบบฝึกทักษะแต่ละชุดให้มี รูปแบบที่หลากหลาย และน่าสนใจ จากนั้นนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ แล้วกลับมาปรับปรุงแก้ไขส่วนที่บกพร่อง เพื่อให้ชุดแบบฝึกษะมีประสิทธิภาพก่อนนำไปใช้จริง 2. เอกสารและงานวิจัยในประเทศและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับชุดแบบฝึกทักษะ กอแก้ว (2565) การพัฒนาชุดฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) ตามแนวทาง การประเมินของ Pisa กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การวิจัยนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดฝึกเสริมทักษะการรู้เรื่องการอ่าน ((Reading Literacy) ตามแนวทางการประเมิน Pisa กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และ เพื่อเปรียบเทียบทักษะทักษะการรู้เรื่องการอ่านของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดแบบฝึกเสริม ทักษะการเรียนรู้เรื่องการอ่านที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือในงานวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะ การเรียนรู้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วย ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการรู้เรื่องการอ่าน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบค่า t-test Dependent Samples ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการรู้เรื่องการอ่านของนกัเรียนที่เรียนด้วย ชุดฝึกเสริมทักษะการรู้การอ่าน ที่พัฒนาขึ้น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ถวิลถึง (2559) การใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความวิชาภาษาไทย เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับ ใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะ การอ่านจับใจความให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยได้แก่นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แผนการจัด การเรียนรู้การอ่านจับใจความเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความ จำนวน 5 บท แบบฝึกทักษะการอ่านจับจความ เพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความ จำนวน 5 บท และแบบวัดความสามารถทางการเรียนเรื่องการอ่านจับใจความ แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่า ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่า t- test (dependent sample) ผลการวิจัยพบว่าแบบฝึกทักษะการอ่าน จับใจความมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/ 80 ที่ตั้งไว้โดยเฉลี่ยเท่ากับ 82.93/83.89 และความสามารถ ใน การอ่านจับใจความหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีระดับคะแนนสูงกว่าก่อนการได้รับ การเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
McPeake (2001) ได้ทำการวิจัยในเรื่องผลการเรียนจากแบบฝึกอย่างเป็นระบบ เพศของนักเรียนส่งผล ต่อความสามารถในการอ่านและสะกดคำ ผลการวิจัยพบว่าการใช้แบบฝึกมีส่วนช่วยส่งเสริมความสามารถด้านการ อ่านการสะกดคำของนักเรียนทุกกลุ่ม นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ในการสะกดคำสูงขึ้น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนหญิงสูงกว่านักเรียนชาย นอกจากนี้ยังพบว่า การอ่านยังมีความสัมพันธ์ต่อความสามารถในการสะกดคำ ของนักเรียน ส่วนที่3 การพัฒนานวัตกรรม 1. ขั้นตอนการสร้างและหาคุณภาพของชุดแบบฝึกทักษะการอ่าน 1.1 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับชุดแบบฝึกทักษะ 1.2 ศึกษาองค์ประกอบของการประเมินความฉลาดรู้ด้านการอ่านของ PISA 1.3 วิเคราะห์เนื้อหาหรือบทความที่นำมาใช้ในชุดแบบฝึกทักษะการอ่าน 1.4 ดำเนินการสร้างชุดแบบฝึกทักษะการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั้งหมด 3 ชุด ดังนี้ - ชุดที่ 1 การรู้ตำแหน่งของข้อมูลในบทอ่าน - ชุดที่ 2 ความเข้าใจในบทอ่าน - ชุดที่ 3 การประเมินและสะท้อนความคิดเห็นต่อบทอ่าน 1.5 นำชุดแบบฝึกทักษะการอ่าน ประเมินคุณภาพโดยใช้หลักเกณฑ์ของ Likert ชนิดมาตรส่วนประมาณ ค่า (Rating scale) ซึ่งมี 5 ระดับ ได้แก่ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด นำเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ได้แก่ 1) อาจารย์ณัฏฐณิชา เพชรกำเนิด อาจารย์ประจำรายวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีน-ครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) 2) อาจารย์สุรีพรรณ นามพลแสน อาจารย์ประจำรายวิชาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) 3) อาจารย์นงนภัส พึ่งประดิษฐ อาจารย์ประจำรายวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีน- ครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม)
1.6 นำผลการประเมินคุณภาพของชุดแบบฝึกทักษะการอ่าน มาหาค่าเฉลี่ยเพื่อตรวจสอบความ เหมาะสม 1.7 ผู้วิจัยนำชุดแบบฝึกทักษะการอ่านไปปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำไปใช้กับ กลุ่มเป้าหมาย 2. ผลการพัฒนาชุดแบบฝึกทักษะการอ่าน 2.1 รายละเอียดเกี่ยวกับชุดแบบฝึกทักษะการอ่าน ชุดแบบฝึกทักษะการอ่าน ซึ่งมุ่งเน้นให้เกิดทักษะการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) แก่ผู้เรียนตาม กรอบการประเมินทักษะการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) ของโปรแกรมการประเมินสรรถนะของนักเรียน มาตรฐานสากล (PISA: Program for International Student Assessment) โดยบูรณาการเข้ากับรายวิชา ภาษาไทย คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ชุด ดังนี้ - ชุดที่ 1 การรู้ตำแหน่งของข้อมูลในบทอ่าน - ชุดที่ 2 ความเข้าใจในบทอ่าน - ชุดที่ 3 การประเมินและสะท้อนความคิดเห็นต่อบทอ่าน 2.2 แนวทางการจัดกิจกรรม/การใช้ชุดแบบฝึกทักษะการอ่าน เนื่องจากชุดแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อพัฒนาการรู้เรื่องการอ่าน (Reading literacy) ไม่ได้เจาะจงใน รายวิชาใดรายวิชาหนึ่ง ซึ่งคณะผู้วิจัยคาดหวังว่าครูทุกรายวิชาจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาทักษะการรู้เรื่องการ อ่าน (Reading literacy) ให้เกิดขึ้นกับตัวผู้เรียน ดังนั้นชุดแบบฝึกทักษะการอ่านสามารถนำไปบูรณาการใน รายวิชาต่าง ๆ หรือใช้ในการจัดกิจกรรม Homeroom ของครูประจำชั้นได้ รวมทั้งครูสามารถมอบหมายให้ ผู้เรียนกลับไปฝึกอ่านด้วยตนเองนอกเหนือจากเวลาเรียนได้
3. ผลการหาคุณภาพของชุดแบบฝึกทักษะการอ่าน ตารางที่ 1 ผลการประเมินคุณภาพของแบบประเมินคุณภาพชุดแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อพัฒนาทักษะการรู้ เรื่องการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (สำหรับผู้เชี่ยวชาญ) ที่ รายการประเมิน ผลพิจารณาของ ผู้เชี่ยวชาญ ค่าเฉลี่ย ระดับ ความ เหมาะสม คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 1 เนื้อหาแบบฝึกทักษะมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ 5 5 5 5 มากที่สุด 2 แบบฝึกทักษะมีการฝึกกระบวนการการอ่านเพื่อเสริมทักษะ การอ่าน 5 5 4 4.667 มาก 3 เนื้อหาแบบฝึกเป็นไปตามลำดับขั้นตอนการเรียนรู้จากง่ายไป หายาก 4 5 5 4.667 มาก 4 จำนวนข้อของชุดแบบฝึกทักษะการอ่านมีความเหมาะสมกับ นักเรียน 4 5 5 4.667 มาก 5 ภาษาที่ใช้ในการทำแบบฝึกทักษะมีการใช้ภาษาที่ถูกต้อง ชัดเจนและเข้าใจง่าย 5 4 5 4.667 มาก 6 การพิมพ์แบบฝึกทักษะถูกต้องตามเกณฑ์ มีภาพประกอบ รูปเล่มสวยงามเหมาะกับการนำไปใช้งาน 4 5 4 4.667 มาก 7 แบบฝึกทักษะสามารถนำไปใช้ได้อย่างสะดวก ประหยัด และ คุ้มค่า 5 5 5 5 มากที่สุด รวม 4.762 มาก จากผลการประเมินคุณภาพของแบบประเมินคุณภาพชุดแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อพัฒนาทักษะการรู้ เรื่องการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน พบว่า ชุดแบบฝึกทักษะการอ่านมีระดับความเหมาะสมเฉลี่ยจากผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 3 ท่านอยู่ที่ 4.762 คะแนน ซึ่งมีความเหมาะสมระดับมาก โดยแบ่งออกเป็นด้านเนื้อหาแบบฝึกทักษะมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ และแบบฝึกทักษะสามารถนำไปใช้ได้อย่างสะดวก ประหยัด และคุ้มค่า มีคะแนนเฉลี่ย 5 คะแนน ด้านแบบฝึกทักษะมีการฝึกกระบวนการการอ่านเพื่อเสริมทักษะการอ่าน, เนื้อหาแบบฝึกเป็นไปตามลำดับ
ขั้นตอนการเรียนรู้จากง่ายไปหายาก, จำนวนข้อของชุดแบบฝึกทักษะการอ่านมีความเหมาะสมกับนักเรียน, ภาษา ที่ใช้ในการทำแบบฝึกทักษะมีการใช้ภาษาที่ถูกต้อง ชัดเจนและเข้าใจง่าย และการพิมพ์แบบฝึกทักษะถูกต้องตาม เกณฑ์ มีภาพประกอบ รูปเล่มสวยงามเหมาะกับการนำไปใช้งาน มีคะแนนเฉลี่ยที่ 4.667 คะแนน ส่วนที่4 การพัฒนาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่าน 1. ขั้นตอนการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือวัดแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่าน 1.1. ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตลอดจน วิธีการสร้างแบบทดสอบชนิดเลือกตอบจากเอกสารและวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการสร้าง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่าน 1.2. ออกแบบโครงสร้างแบบทดสอบ (Test Blueprint) โดยใช้การออกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ อ่านครอบคลุมทักษะการเรียนรู้การอ่านตามหลักข้อ Pisa ได้แก่ การรู้ตำแหน่งของสนเทศในบทอ่าน การมีความเข้าใจในบทอ่าน และ การประเมินและสะท้อนความคิดเห็นต่อบทอ่าน ตารางที่2 ตารางวิเคราะห์การเรียนรู้เรื่องการอ่าน (READING LITERACY) ตามนิยามของ PISA เนื้อหา จำนวนข้อ ลักษณะข้อสอบ ปรนัย อัตนัย 1. การอ่าน 1.1 การรู้ตำแหน่งข้อสนเทศในบทอ่าน 1 1 0 1.2 การมีความเข้าใจในบทอ่าน 3 3 0 1.3 การประเมินและสะท้อนความคิดเห็นต่อบทอ่าน 6 6 0 รวมจำนวนข้อ 10 10 0 1.3. สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่าน แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ ตามโครงสร้างแบบทดสอบ (Test Blueprint) เกณฑ์การให้คะแนนของแบบทดสอบ คือ ตอบถูกให้ 1 คะแนน ตอบผิดหรือไม่ตอบให้ 0 คะแนน
2. เครื่องมือวัดแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่าน 2.1. หาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดทางการอ่านเพื่อหาค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา (IOC) เพื่อพิจารณาความสอดคล้องระหว่างข้อสอบผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ลักษณะการใช้คำถาม ตัวเลือกตัวลวง และความถูกต้องด้านภาษาให้ครอบคลุมโดยนำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน 1) อาจารย์ณัฏฐณิชา เพชรกำเนิด อาจารย์ประจำรายวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัย ศรีน-ครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) 2) อาจารย์สุรีพรรณ นามพลแสน อาจารย์ประจำรายวิชาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนคริ นทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) 3) อาจารย์นงนภัส พึ่งประดิษฐ อาจารย์ประจำรายวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) 2.2. นำคำพิจารณามาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item – Objective Congruence : IOC) แล้ว พิจารณาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยหาคุณภาพแบบสดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่าน โดยใช้สูตร IOC = ∑R N เมื่อ IOC แทนค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามและนิยามศัพท์เฉพาะ ∑R แทนผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ เกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินความเที่ยงตรงตามเนื้อหา IOC คือ ค่าดัชนี IOC ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ ค่า 0.50 ซึ่งหมายความว่าข้อคำถามนั้นมีความตรงตามเนื้อหา หากดัชนีน้อยกว่า 0.50 แสดงว่าข้อ คำถามไม่ตรงตามเนื้อหาหรือควรตัดทิ้งหรือปรับปรุงให้ดีขึ้น
3. ผลการประเมินความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ตารางที่3 ผลการประเมินความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านกับผลการเรียนรู้ที่ คาดหวัง ข้อ ผลการพิจารณา รวม IOC การแปรผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 1 +1 +1 +1 3 1 ข้อคำถามสามารถนำไปใช้ได้ 2 +1 +1 0 2 0.67 ข้อคำถามสามารถนำไปใช้ได้ 3 +1 +1 +1 3 1 ข้อคำถามสามารถนำไปใช้ได้ 4 +1 +1 +1 3 1 ข้อคำถามสามารถนำไปใช้ได้ 5 +1 +1 +1 3 1 ข้อคำถามสามารถนำไปใช้ได้ 6 +1 +1 +1 3 1 ข้อคำถามสามารถนำไปใช้ได้ 7 +1 +1 +1 3 1 ข้อคำถามสามารถนำไปใช้ได้ 8 +1 +1 +1 3 1 ข้อคำถามสามารถนำไปใช้ได้ 9 +1 +1 +1 3 1 ข้อคำถามสามารถนำไปใช้ได้ 10 +1 +1 +1 3 1 ข้อคำถามสามารถนำไปใช้ได้ จากผลการตรวจสอบดัชนีความสอดคล้องเพื่อประเมินคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่าน โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านพบว่าข้อคำถาม 9 ข้อ มีค่า IOC เท่ากับ 1 และข้อคำถาม 1 ข้อ มีค่า IOC เท่า 0.67 ดังนั้น ข้อสอบทุกข้อสามารถนำไปใช้ได้ บรรณานุกรม Andrejs and Antra. (2022). Fortors Influencing Reading Literacy at The Primary School Level. หน้า 71-77. McPeake. (2001). The effects of original systematic study worksheets, reading level and sex on the spelling achievement of sixth grade student [CD-ROM]. Mullis, I. V. S., and Martin, M. O. (2021). PIRLS 2021 Assessment Frameworks. Boston: TIMSS&PIRLS International Study Center, IEA. OECD. (2019). PISA 2018 Asessment and Analytical Framework. PISA 2018.
PISATHAILAND. (2018). เข้าถึงได้จาก PISATHAILAND: https://pisathailand.ipst.ac.th/aboutpisa/reading_literacy_framework/ Radka wildova. (2014). Initial Reading Literacy Development in Current Primary School Practice. Prague: Czech Republic. กรองกาญจน์ อรุณรัตน์. (2536). ชุดการเรียนการสอน. วารสารภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา, 195. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). เข้าถึงได้จาก https://academic.obec.go.th/images/document/1559878925_d_1.pdf จิรเดช เหมือนสมาน. (2551). เข้าถึงได้จาก http://www.ska2.go.th/reis/data/research/25640702_204311_6241.pdf ณัฐวิภา สุราฤทธิ์ . (2564). เข้าถึงได้จาก http://irithesis.swu.ac.th/dspace/bitstream/123456789/1903/1/gs611130057.pdf ทยาตนภา ยัพราษฎร์. (2552). เข้าถึงได้จาก https://etheses.rbru.ac.th/pdf-uploads/allfile-289-file01-2020-01-31-15- 01-46.pdf นัยนา ฉายวงศ์. (2563). เข้าถึงได้จาก http://www.naiyanankp.com นิรันติยากร กอแก้ว. (2565). เข้าถึงได้จาก https://gsmis.snru.ac.th/ethesis/file_att1/2021031060421249141_fulltext.pdf พระมหาโชคชัย ถวิลถึง. (2559). เข้าถึงได้จาก http://www.edu-journal.ru.ac.th/AbstractPdf/2559-4- 1_1502351523_thai_edu_020.pdf ภัสสร์ศศิร์ เจริญผล. (2565). เข้าถึงได้จาก http://www.filesthaischool0.com/files/uppic/19101170/news/19101170_1_20220408-160521.pdf วันชัย เพชรเรือง. (2531). ใน พรธณา เจอจารย์. เข้าถึงได้จาก https://www.atc.ac.th/FileATC/ศูนย์วิจัยและพัฒนา/วิจัย เผยแพร่60/3.สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ/อาจารย์พรธณา.pdf สถาบันภาษาไทย. (2561). เข้าถึงได้จาก http://122.154.253.83/chiangrai1/supervisor/57000001/files/20180816170724RQUxbQT..pdf สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2566). เข้าถึงได้จาก https://pisathailand.ipst.ac.th/news-21/ ส านักงานคณะกรรมการการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. (15 กุมภาพันธ์ 2567). เข้าถึงได้จาก https://researchcafe.tsri.or.th/why-thai-students-have-to-learn-pisa-reading/
สุคนธ์ สินธพานนท์. (2551). นวัตกรรมการสอนเพื่อคุณภาพของเยาวชน.กรุงเทพฯ. สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ. (2562). หลากหลายวิธีการสอน...เพื่อพัฒนาคุณภาพเยาวชนไทย. ใน หลากหลายวิธีการสอน... เพื่อพัฒนาคุณภาพเยาวชนไทย, หลากหลายวิธีการสอน...เพื่อพัฒนาคุณภาพเยาวชนไทย (หน้า 10-14). กรุงเทพฯ: กรุงเทพพริ้นติ้ง. สุนีย์ คล้ายนิลและคณะ. (2549). เข้าถึงได้จาก https://gsmis.snru.ac.th/ethesis/file_att1/2021031060421249141_fulltext.pdf สมาชิกในกลุ่ม 1. นางสาวกัญญาวีร์ รักดี รหัสนิสิต 63105010118 2. นางสาวจุฑามาศ แก้วกมล รหัสนิสิต 63105010120 3. นางสาวปทิตตา สุโพธิ์ทิพย์ รหัสนิสิต 63105010238 4. นางสาวภัทรพรดี ป้อมสนาม รหัสนิสิต 63105010242 5. นายเอกราช เตียงช่างรัมย์ รหัสนิสิต 63105010246
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ
รายชื่อเชี่ยวชาญตรวจคุณภาพเครื่องมือวิจัย 1) อาจารย์ณัฏฐณิชา เพชรกำเนิด อาจารย์ประจำรายวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) 2) อาจารย์สุรีพรรณ นามพลแสน อาจารย์ประจำรายวิชาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) 3) อาจารย์นงนภัส พึ่งประดิษฐ อาจารย์ประจำรายวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม)
ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1. ชุดแบบฝึกทักษะการอ่าน
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่าน
ภาคผนวก ค คุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1. ประเมินคุณภาพของชุดแบบฝึกทักษะการอ่าน
2. แบบประเมินความสอดคล้องระกว่างข้อสอบกับการรู้เรื่องการอ่าน ตามนิยามของ PISA สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5