รายงานสืบเนื่อง (Proceedings)
การสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบ 64 ปี
วนั ท่ี 25-26 มกราคม 2561
ณ อาคารคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
นวัตกรรมสังคมในงานสังคมสงเคราะห์และสวสั ดกิ ารสังคมเพอื่ การเปลี่ยนแปลง
จดั ทาโดย
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 64
“นวตั กรรมสังคมในงานสงั คมสงเคราะห์และสวัสดกิ ารสังคมเพอ่ื การเปลี่ยนแปลง”
กองบรรณาธิการ ท่ปี รึกษา
ศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ พวงงาม บรรณาธกิ าร
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.วิไลภรณ์ โคตรบงึ แก กองบรรณาธกิ าร
รองศาสตราจารย์ ดร.นฤมล นิราทร กองบรรณาธกิ าร
รองศาสตราจารย์เล็ก สมบัติ กองบรรณาธกิ าร
นางสาวสุวรี ปิ่นเจรญิ กองบรรณาธิการ
นายณฐั พล จนั ทรเ์ หล็ก กองบรรณาธิการ
นางสาวอรอนงค์ บุษราคัม
คณะกรรมการพจิ ารณาบทความวิชาการภายในสถาบัน มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
ศาสตราจารย์ระพีพรรณ คาหอม มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
ศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ พวงงาม มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
ศาสตราจารย์ ดร.กิตพิ ัฒน์ นนทปัทมะดลุ ย์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
รองศาสตราจารย์ ดร.พงษเ์ ทพ สันตกิ ลุ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รองศาสตราจารย์พเยาว์ ศรแี สงทอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ศริ นิ ทร์รตั น์ กาญจนกญุ ชร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วไิ ลภรณ์ โคตรบึงแก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.มาดี ลม่ิ สกุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อาจารย์ ดร.มาลี จริ วัฒนานนท์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อาจารย์ ดร.นราเขต ยิม้ สุข มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
อาจารย์ ดร.จริ พรรณ นฤภัทร มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
อาจารย์ ดร.นิฤมน รัตนะรัต ขา้ ราชการบานาญ
สถาบนั บัณฑติ พัฒนบริหารศาสตร์
คณะกรรมการพจิ ารณาบทความวิชาการภายนอกสถาบัน มหาวิทยาลัยหวั เฉียวเฉลมิ พระเกยี รติ
ศาสตราจารยศ์ ศิพัฒน์ ยอดเพชร ขา้ ราชการบานาญ
รองศาสตราจารย์ ดร.สมศักดิ์ สามัคคธี รรม ข้าราชการบานาญ
รองศาสตราจารย์ ดร.ขัตตยิ า กรรณสตู ขา้ ราชการบานาญ
รองศาสตราจารย์อภญิ ญา เวชยชยั มหาวิทยาลยั เกรกิ
รองศาสตราจารยส์ ุรางรัตน์ วศนิ ารมณ์ มหาวิทยาลยั มหดิ ล
รองศาสตราจารย์กิตติยา นรามาศ มหาวิทยาลยั มหดิ ล
รองศาสตราจารย์ ดร.เพญ็ ประภา ภทั รานกุ รม มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เสรี วรพงษ์ มหาวทิ ยาลัยหวั เฉยี วเฉลมิ พระเกียรติ
ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สมศกั ดิ์ อมรสิรพิ งศ์ มหาวทิ ยาลยั หวั เฉยี วเฉลิมพระเกยี รติ
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.โกนฏิ ฐ์ ศรีทอง มหาวทิ ยาลยั หวั เฉียวเฉลิมพระเกียรติ
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.จตุรงค์ บณุ ยรัตนสนุ ทร สถาบันราชานกุ ลู
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ภชุ งค์ เสนานุช
อาจารย์ ดร.ทิพาภรณ์ โพธ์ิถวิล
ดร.สดใส คมุ้ ทรพั ย์อนนั ต์
พมิ พ์ครั้งท่ี 1 (กนั ยายน 2561)
พมิ พ์ท่ี บรษิ ทั จรัลสนทิ วงศก์ ารพิมพ์ จากดั 219 ซอย 102/2 ถนนเพชรเกษม แขวงบางแคเหนือ
เขตบางแค กรุงเทพฯ 10160 โทรศัพท์ 0-2809-2282-3 โทรสาร 0-2809-2279
1
รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 64
สารบัญ
หน้า
คานา 4
คากลา่ วรายงาน โดย คณบดีคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ 5
คากลา่ วตอ้ นรับ โดย อธิการบดมี หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 7
คากล่าวเปดิ งาน โดย รองปลดั กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนษุ ย์ 8
กาหนดการ 9
บทความวิชาการ
หอ้ งยอ่ ยท่ี 1 : กระบวนทัศน์การจดั สวสั ดกิ ารสังคม 11 - 70
1. กระบวนการประชาธปิ ไตย หวั ใจนวัตกรรมสังคม 12
กติ พิ ฒั น์ นนทปัทมะดุลย์
2. การวเิ คราะห์อภมิ านปจั จัยท่มี ีผลต่อความรู้ความเข้าใจในสิทธิสวสั ดิการของประชาชน 29
สขุ ุมา อรุณจติ
3. สวสั ดิการ Workfare : การเปล่ยี นแปลงฐานคดิ เรือ่ งสวัสดกิ ารสงั คม 44
นวลปราง อรุณจิต
4. ไร่เชิญตะวัน : ชุมชนแหง่ การเรียนร้ตู ามแนวทางพระพทุ ธศาสนา 57
พระมหาพร้อมพงศ์ คะอินโน
หอ้ งย่อยท่ี 2 : นวัตกรรมการทางานกบั เดก็ และเยาวชน 71 - 132
1. การมีสว่ นรว่ มของเด็กและเยาวชนสู่การสร้างสรรคน์ วตั กรรมทางสงั คม 72
ชานนท์ โกมลมาลย์ และนดา แวยโู ซะ๊ 86
2. การจดั กจิ กรรมการเรียนร้เู พศวถิ ี : นวัตกรรมการป้องกันการตัง้ ครรภ์ในวยั รุ่น 100
เชงิ วพิ ากษ์
พัชชา เจงิ กลิ่นจนั ทร์
3. การติดตามประเมนิ ผลโครงการเงินอุดหนนุ เพ่ือการเลีย้ งดเู ดก็ แรกเกิด
ประจาปีงบประมาณ 2560
ระพพี รรณ คาหอม และธันยา รจุ เิ สถยี รทรัพย์
2
รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 64
หน้า
4. ประเด็นปญั หาทางจติ สังคมของผู้ปว่ ยสูติกรรมและทารกแรกเกิดกับบริการ 116
ทางสังคมสงเคราะห์และสหวิชาชีพทางการแพทย์แผนกสตู ิกรรมและทารกแรกเกิด
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
ทพิ ย์พรตั น์ แก้วภริ มย์
หอ้ งยอ่ ยที่ 3 : นวัตกรรมการทางานกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ 133 - 188
1. งานท่มี ีคุณคา่ และพฤฒพลัง: ความเช่ือมโยงของแนวคิด 134
นฤมล นิราทร
2. การพัฒนาระบบสวสั ดกิ ารสงั คมสาหรบั ผสู้ ูงอายุเพ่อื ลดความเหลอ่ื มลา้ ทางสงั คม 144
เลก็ สมบตั ิ และระพพี รรณ คาหอม
3. แนวทางการขับเคลื่อนงานตามพระราชบัญญัติควบคมุ การขอทาน พ.ศ.2559 157
รณรงค์ จันใด
4. การพฒั นาระบบการดูแลใหบ้ ริการด้านสุขภาพจิตแกผ่ ู้ป่วยไรบ้ ้าน 175
ในพ้ืนที่กรงุ เทพมหานคร
นฤิ มน รตั นะรัต
ดัชนีรายชือ่ ผูน้ าเสนอ (เรียงลาดบั ตามตวั อกั ษร) 191
ภาคผนวก
การประเมินผลการสมั มนา xxx
ประมวลภาพกจิ กรรม xxx
คาส่ังแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานวนั สถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ ครบรอบ 64 ปี xxx
คาสั่งแตง่ ตง้ั คณะกรรมการประเมินผลงานวิชาการ การจัดงานสถาปนา xxx
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ครบรอบ 64 ปี
3
รายงานสืบเน่ืองการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 64
คานา
ด้วย คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาส
การสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบปีท่ี 64 ระหว่างวันท่ี 25-26
มกราคม 2561 ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และบริเวณอาคารคณะสังคม-
สงเคราะห์ศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สาหรับการสัมมนาวิชาการในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพ่ือเปิดโอกาสให้
คณาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ได้นาเสนอผลงานวิจัยของตนสู่สาธารณะ ตลอดจนเป็น
การแลกเปลี่ยนความรู้ ทักษะเพ่ือนาไปปรับใชใ้ นการปฏิบัติงาน ภายใต้หัวข้อหลักคือ “นวตั กรรมสังคมในงาน
สังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคมเพ่ือการเปลี่ยนแปลง” ท้ังนี้ เพ่ือเป็นเน้นย้าความสาคัญของพัฒนา
นวัตกรรมทางสังคมเพ่ือการพัฒนามนุษย์และสังคมอย่างครอบคลุมและนาไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และให้
สอดคล้องกับวิสัยทัศน์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ที่ว่า “สร้างผู้นาทางวิชาการและวิชาชีพชั้นนาในอาเซียน
ดว้ ยนวัตกรรมทางสังคม”
สัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ครบรอบปีท่ี 64 ในครั้งนี้นั้น ได้รับการตอบรับในการส่งบทความเพื่อนาเสนอเป็นอย่างดีจากคณาจารย์
นักวิชาการ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และนักวิชาชีพจากหลากหลายสถาบัน ท่ีนอกเหนือจาก
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีบทความวิชาการและบทความวิจัยทั้งส้ิน 12 บทความ ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุม
กระบวนทัศน์การจัดสวัสดิการสังคม นวัตกรรมการทางานเด็กและเยาวชน นวัตกรรมการทางานกับ
กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ โดยรายงานสืบเน่ืองการสัมมนาวิชาการ (Proceedings) ฉบับนี้ ได้รับความร่วมมือทาง
วิชาการเป็นอย่างดีจากกองบรรณาธิการ คณะกรรมการพิจารณาบทความวิชาการภายในสถาบัน และ
คณะกรรมการพิจารณาบทความวิชาการภายนอกสถาบัน รวมท้ังส้ิน 28 ท่าน ในการพิจารณากล่ันกรองและ
ให้ข้อคิดเห็นทางวิชาการเพื่อให้บทความดังกล่าวมีความสมบูรณ์มากย่ิงข้ึน และเกิดประโยชน์ในวงวิชาการ
อย่างแพร่หลาย
ในนามของ คณบดีคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอขอบพระคุณทุกทา่ นท่ีมี
ส่วนเกี่ยวข้องกับการผลักดันงานวิชาการออกสู่สงั คมมากย่ิงขนึ้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานสืบเน่ืองฉบับนี้
จะเป็นประโยชนต์ อ่ การพัฒนานวตั กรรมทางสงั คม การพฒั นางานสังคมสงเคราะหแ์ ละสวสั ดกิ ารสงั คม ต่อไป
(ศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ พวงงาม)
คณบดีคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์
4
รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 64
คากล่าวรายงาน
การสัมมนาทางวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบปที ่ี 64
ของการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
เรื่อง “นวตั กรรมสงั คมในงานสงั คมสงเคราะหแ์ ละสวสั ดกิ ารสังคมเพือ่ การเปล่ียนแปลง”
โดย ศาสตราจารย์ ดร.โกวทิ ย์ พวงงาม
คณบดคี ณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ณ หอประชมุ ใหญ่ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วนั พธุ ที่ 26 มกราคม 2561
*************************************
เรยี น รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมน่ั คงของมนุษย์ (คุณไพรวรรณ พลวัน)
อธกิ ารบดีมหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ รองศาสตราจารย์ เกศนิ ี วิฑรู ชาติ
ผบู้ รหิ าร คณาจารย์ ศษิ ยเ์ กา่ นักศึกษา และ แขกผมู้ ีเกียรตทิ กุ ท่าน
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันเปิดการเรียนการสอนหลักสูตรระดับ
ปริญญาตรี 2 หลักสูตร ได้แก่ (1) หลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิต (ท้ังศูนย์รังสิตและศูนย์ลาปาง) และ (2)
หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิตสาขานโยบายสังคมและการพัฒนา (หลักสูตรนานาชาติ) , ระดับปริญญาโทจานวน 3
หลักสูตร ได้แก่ (1) หลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต (2) หลักสูตรพัฒนาชุมชนมหาบัณฑิต และ (3)
หลกั สูตรศิลปศาสตรมหาบณั ฑิตสาขานโยบายสังคม, และระดับปรญิ ญาเอกจานวน 1 หลักสูตร ได้แก่ (1) หลกั สตู ร
ปรชั ญาดษุ ฏบี ัณฑิตสาขานโยบายสังคม ซึ่งในแตล่ ะปี เปิดรบั นกั ศกึ ษารวมทุกหลักสูตรจานวนกวา่ 600 คน
ในวาระครบรอบการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 64 ปี ถอื เป็นโอกาสอนั
ดีที่ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และหน่วยงานภาคีเครือข่ายท่ีเกี่ยวข้องได้ร่วมเฉลิมฉลองโอกาสสาคัญประจาปีของคณะฯ
ซ่ึงในปีนี้ มีความพเิ ศษกวา่ ทุกปี เน่ืองจากได้กาหนดจัดงานเป็นสองวนั เพ่ือให้ครอบคลุมกิจกรรมท่ีสาคัญ โดยในวนั ท่ี
25 มกราคม 2561, เมื่อวาน, ได้มีพิธีสงฆ์และการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิเพื่อความเป็นสิริมงคลของคณะฯ คณาจารย์
บุคลากร ตลอดจนนักศึกษา, การมอบรางวลั และทุนการศึกษา กิจกรรมทางวิชาการ, และพิธเี ปิดซุ้มนิทรรศการจาก
หน่วยงานภาคีเครือข่ายทางวิชาชีพ องค์กรด้านสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม องค์กรท้องถ่ิน และองค์กร
พฒั นาเอกชน ที่ได้รว่ มจดั นทิ รรศการเพอ่ื เผยแพร่ผลงาน นวตั กรรม หรอื สนิ ค้าของหน่วยงานภายในงานท้ังสองวนั อีก
ทง้ั ในภาคบ่ายเม่อื วาน ยงั มเี สวนาทบทวนองคค์ วามรสู้ ังคมสงเคราะห์และสวสั ดิการสังคม เรือ่ ง “ก้าวตอ่ ไปคณะสังคม
สงเคราะห์ศาสตร์ ในศตวรรษท่ี 21” และ เสวนาเครอื ข่ายทอ้ งถิน่ เรอ่ื ง “นวตั กรรมทอ้ งถิน่ ในงานสังคมสงเคราะห์และ
สวัสดิการสังคม : การเสริมสร้างความร่วมมือกับท้องถิ่นสู่การเป็น Social Lab” คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ซ่ึง
นบั วา่ เปน็ เวทีเสวนาที่เป็นประโยชน์ตอ่ การพัฒนาทศิ ทางดา้ นวชิ าการของคณะฯ เป็นอย่างย่ิง
สาหรับวันนี้ กิจกรรมจะประกอบไปด้วยพิธีมอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น, รางวัลนักวิจัยดีเด่น, รางวัลบุคลากร
ดีเด่น, รางวัลส่งเสริมผู้ผลิตและเผยพร่ตาราให้แก่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์, รางวัลผู้สร้างนวัตกรรมท้องถ่ินด้าน
สังคมสงเคราะห์, โล่เกียรติคุณผู้สนับสนุนทุนเพื่อกิจกรรมของคณะและนักศึกษา, รางวัลนักศึกษาดีเด่น และ
ทนุ การศึกษา ต่อจากน้ัน จะมีเวทีอภิปรายเพ่ือสร้างแรงบันดาลใจ หรือ SWTalksในหัวข้อ “นวัตกรรมสังคมในงาน
5
รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 64
สังคมสงเคราะหแ์ ละสวัสดกิ ารสงั คมเพอื่ การเปีล่ยนแปลง” ซง่ึ คณะฯ ได้รับเกียรติจากผ้ทู รงคุณวุฒแิ ละศิษย์เก่าซึง่ มี
ความรู้และประสบการณ์ท่ีจะมาแลกเปลี่ยนเก่ียวกับนวัตกรรมสังคมในงานสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคมที่
หลากหลาย ตั้งแต่นวัตกรรมด้านกระบวนทัศน์การทางาน การพัฒนาระบบบริการ และนวัตกรรมทางความคิด เพื่อ
การพัฒนาและการเปลีย่ นแปลงเพอ่ื คณุ ภาพชีวิตทดี่ ขี องคนและสังคม เป็นต้น โดยคณะฯ ได้รบั เกยี รตจิ าก
(1) คุณโจน จันได: ผู้บกุ เบิกและก่อตัง้ ศูนย์พันพรรณ ชมุ ชนแหง่ การพง่ึ ตนเอง
ในหวั ขอ้ “นวตั กรรมทางความคดิ สวู่ ิถพี อเพียง”
(2) คณุ ทิชา ณ นคร: ผอู้ านวยการศูนยฝ์ ึกและอบรมเดก็ และเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก
ในหวั ขอ้ “นวัตกรรมเพ่ือสร้างพลังชวี ติ เยาวชน”
(3) คุณพงศธร จันทรแ์ กว้ : นกั สงั คมสงเคราะหอ์ ิสระ ผู้ก่อตง้ั Way’s Up
ในหัวข้อ “สนามแห่งการเรยี นรสู้ ู่การเปล่ียนแปลง” และ
(4) ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ นพ. ฉตั รนรินทร์ เมธกี ุล: ผู้อานวยการศนู ย์ความเป็นเลศิ นานาชาติเพื่อการพฒั นา
ทุนมนุษย,์ วทิ ยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจฬุ าภรณ์
ในหัวขอ้ “สขุ ภาพองคร์ วมส่สู ุขภาวะสงั คม”
และสาหรับภาคบ่ายในวันน้ี มีการนาเสนอผลงานวิชาการ (ห้องย่อย) จากนักวิชาการ คณาจารย์ และ
นักศึกษา ซึง่ มผี ลงานวิชาการจากนกั วชิ าการ นักศกึ ษา และบุคคลภายนอกที่ได้รับการคัดเลือกให้นาเสนอจานวน 13
เร่ือง
ทา่ นผมู้ ีเกยี รตทิ ุกท่าน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มีวสิ ัยทศั น์ที่จะ “สร้างผู้นาทางวิชาการและวิชาชีพที่
ได้มาตรฐานสากลด้วยนวัตกรรมทางสังคม” ซึ่งการบรรลุเป้าหมายนี้ต้องอาศัยการสั่งสมองค์ความรู้ ประสบการณ์
และการแลกเปล่ียนเรียนรู้จากภาคีเครือข่าย เพื่อให้เห็นตัวแบบและทิศทางของการสร้างนวัตกรรมทางสังคมใน
หลากหลายมิติ เพ่ือการสร้างและพัฒนางานวิจัยและองค์ความรู้สู่นวัตกรรมทางสังคมท่ีตอบสนองความต้องการของ
ชมุ ชน ทอ้ งถนิ่ และสังคม ตอ่ ไป
สุดท้ายนี้ กระผมขอขอบพระคุณภาคีเครือข่าย คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่มีส่วนช่วยให้งานคร้ังน้ี
เกิดขึ้น และที่สาคัญคือขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงานในคร้ังนี้ และให้เกียรติร่วมเป็น
คณะกรรมการประเมินคุณภาพผลงานวิชาการในครั้งน้ีอีกด้วย บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว กระผมขอเรียนเชิญรอง
ศาสตราจารย์ เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้เกียรติกล่าวต้อนรับแขกท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน
และเรียนเชิญผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ คุณไพวรรณ พลวัน
รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมั่นคงของมนษุ ย์ ใหเ้ กียรตกิ ล่าวเปิดงานสัมมนาในวนั น้ดี ้วย ขอบพระคุณ
ครบั
***********
6
รายงานสบื เน่อื งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 64
คากลา่ วตอ้ นรับ
การสมั มนาทางวิชาการเนอ่ื งในโอกาสครบรอบปที ี่ 64
ของการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
เรอื่ ง “นวัตกรรมสังคมในงานสังคมสงเคราะห์และสวัสดกิ ารสังคมเพือ่ การเปลีย่ นแปลง”
โดย รองศาสตราจารย์เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
ณ หอประชุมใหญ่ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วนั พธุ ที่ 26 มกราคม 2561
*************************************
เรยี น รองปลัดกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมั่นคงของมนษุ ย์ (คณุ ไพรวรรณ พลวัน)
คณบดี ศาสตราจารย์ ดร.โกวทิ ย์ พวงงาม ผู้บริหาร คณาจารย์ ศิษย์เก่า นกั ศกึ ษา
และ แขกผ้มู ีเกยี รตทิ กุ ทา่ น
ดิฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบปีที่ 64 ของการสถาปนาคณะสังคม
สงเคราะห์ศาสตร์ และได้รับเกียรติในการกล่าวต้อนรับ คุณไพวรรณ พลวัน รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและ
ความม่ันคงของมนุษย์ และแขกท่านผู้มเี กยี รติทกุ ท่าน คณาจารย์ ศิษย์เก่า นักศึกษา ตลอดจนภาคเี ครือข่ายดา้ นทาง
วิชาชีพ องค์กรด้านสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม องค์กรท้องถ่ิน และองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ได้ร่วมจัด
นทิ รรศการเพ่อื เผยแพรผ่ ลงานหรือนวตั กรรมของหนว่ ยท่านงานภายในงานด้วย
ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสถาบันที่มีการจัดการ
เรียนการสอนด้านสังคมสงเคราะห์เป็นแห่งแรกของประเทศไทย เป็นคณะหนึ่งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่ีมี
ประวัติศาสตร์อันยาวนานและยึดถือปรัชญาในการผลิตบัณฑิตเพื่อสังคม เพื่อประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ประชาชนซง่ึ เป็นกลุ่มเปราะบาง ท่ยี งั เข้าไม่ถงึ สิทธิ สวัสดกิ าร และการมีคณุ ภาพชีวิตท่ดี ี ดิฉนั ทราบวา่ ในปนี ี้ ไดม้ กี าร
จัดงานสองวันตั้งแต่เม่ือวาน วันท่ี 25 มกราคม 2561 และในวันนี้เป็นการสัมมนาวิชาการภายใต้หัวข้อหลัก
“นวัตกรรมสังคมในงานสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคมเพ่ือการเปีล่ยนแปลง” ซ่ึงนับเป็นหัวข้อที่สอดคล้อง
กับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นอย่างย่ิง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กาหนดเป้าหมายสาคัญในการ
“สร้างการวิจัยและนวัตกรรมท่ีสามารถสร้างคุณค่าให้แก่สังคม สร้างมูลค่าเพ่ิมให้กับการพัฒนาประเทศท้ังด้าน
การเกษตร อุตสาหกรรม และการบริการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ช้ีนาการเปล่ียนแปลงที่เป็น
ประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และประเทศชาติอย่างแท้จริง” และจากหัวข้อการสัมมนาในปีนี้ ดิฉันเชื่อมั่นว่าคณะ
สังคมสงเคราะห์ศาสตร์มีศักยภาพที่จะสร้างการเปล่ียนแปลงให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ท้ังด้านการพัฒนา
นักศึกษา งานวิจัย และนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างย่ิง การเป็นสถาบันท่ีส่งเสรมิ ให้เกิดโครงการต่างๆที่เป็นประโยชน์
ตอ่ สงั คมและชมุ ชน ท้งั ระดับชาตแิ ละระดบั นานาชาติ ตามนโยบายของมหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
ทา่ นผมู้ ีเกยี รติทกุ ท่าน ในนามของมหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ดิฉันขอตอ้ นรับทกุ ทา่ นอีกคร้ังที่ไดม้ าเยือนหรือ
กลับมาเยือนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะสังคมสงเคราะห์
ศาสตร์ จะได้ประสานความรว่ มมือกบั ทุกทา่ นในฐานะภาคีเครอื ขา่ ยในการพฒั นาที่เข็มแข็ง ตอ่ ไป
*******
7
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 64
คากลา่ วเปิดงาน
การสัมมนาทางวชิ าการเนือ่ งในโอกาสครบรอบปีที่ 64
ของการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
เร่ือง “นวตั กรรมสังคมในงานสังคมสงเคราะหแ์ ละสวัสดิการสงั คมเพอ่ื การเปลย่ี นแปลง”
โดย รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมั่นคงของมนษุ ย์ (นางไพรวรรณ พลวนั )
ณ หอประชุมใหญ่ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วนั พธุ ท่ี 26 มกราคม 2561
*************************************
เรียน อธกิ ารบดีมหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ รองศาสตราจารย์เกศนิ ี วฑิ รู ชาติ
คณบดี ศาสตราจารย์ ดร.โกวทิ ย์ พวงงาม ผบู้ ริหาร คณาจารย์ ศษิ ย์เกา่ นักศกึ ษา
และ แขกผมู้ ีเกียรติทุกท่าน
ท่านรฐั มนตรีว่าการกระทรวงการพฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ย์ ได้มอบหมายให้ดิฉนั นางไพรวรรณ
พลวัน มาเป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาวิชาการ เนื่องในโอกาสวันสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบ 64 ปี เรื่อง “นวัตกรรมสังคมในงานสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคมเพื่อการ
เปล่ยี นแปลง” ในปีนี้ ดิฉนั ขอแสดงความชืน่ ชมยนิ ดีกับทา่ นผบู้ รหิ ารและบคุ ลากรของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ใน
โอกาสวันสถาปนาคณะฯ ที่ยื่นยาวมาครบ 64 ปี และขอแสดงความยินดีกับผู้ท่ีไดร้ ับรางวลั ดีเด่นในด้านต่างๆ มา ณ
โอกาสน้ี
ตลอดระยะเวลาท่ีผ่านมา คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ ได้มบี ทบาทสาคญั ในการนาองค์ความรูท้ างวิชาการ
และวิชาชีพในด้านสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม มาส่งเสริม ป้องกัน แก้ไข และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับ
ประชาชนและสังคมไทยมาโดยตลอด อันจะเห็นได้จากความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
กับกระทรวงพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ ท่ีได้แลกเปล่ียนองค์ความรู้และประสบการณ์มาประยุกต์ใช้ใน
การแกไ้ ขปัญหาทางสงั คมทัง้ เชิงนโยบายและเชงิ ปฏบิ ัติ ทา่ มกลางสถานการณท์ างสงั คมท่เี ปล่ียนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ดว้ ยดีเสมอมา เช่น การจัดทาแผนยุทธศาสตร์ในประเด็นกลุม่ เป้าหมายทางสังคม การจัดฝกึ อบรมและโครงการต่างๆ
ทีส่ ง่ เสรมิ ศักยภาพ พฒั นาบุคลากรและเครอื ขา่ ยต่างๆ ท่ีเก่ยี วขอ้ ง เพื่อนาไปปรบั ใช้ในการแกไ้ ขปญั หาทางสังคม ด้วย
แนวคิดและนวัตกรรมทางสังคมใหม่ๆ การศึกษาวิจัยร่วมกัน และการส่งนักศึกษาเข้าไปฝึกภาคปฏิบัติในหน่วยงาน
ต่างๆ ของกระทรวงฯ ที่จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ในสถานการณ์จริง สิ่งต่างๆ เหล่าน้ี ล้วนมีส่วนสาคัญในการแก้ไข
ปัญหาและพัฒนากลุ่มเป้าหมายในทุกมิติ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง นาไปสู่สังคมที่มีคุณภาพ
อย่างแท้จริง ซ่ึงนับว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือและเสริมสร้างเครือข่ายในด้าน
การศกึ ษาและวิจัยร่วมกนั ท้งั ในปัจจุบันและอนาคต ดิฉนั เช่อื มน่ั เป็นอย่างย่ิงว่า คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ จะยังคง
มุ่งม่ันท่ีจะนาองค์ความรู้ ประสบการณ์ และงานวิจัยต่างๆ ไปต่อยอด ก่อให้เกิดพลังขับเคล่ือนและนวัตกรรมทาง
สังคม ที่สามารถแก้ไขปญั หา รวมถึงพัฒนาคุณภาพชวี ิตให้กับประชาชนและสังคมส่วนรวมต่อไป
บดั นี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ดฉิ นั ขอเปดิ งานสมั มนาวิชาการ เนอ่ื งในโอกาสวนั สถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์
ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบ 64 ปี เร่ือง “นวตั กรรมสังคมในงานสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคมเพื่อ
การเปลยี่ นแปลง” ได้ ณ บดั น้ี
8
รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 64
กาหนดการ
งานวันสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบ 64 ปี
วนั พฤหสั บดีท่ี 25 มกราคม 2561
ณ คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจนั ทร์
------------------------------------------------------
ภาคเช้า พิธกี ารทางศาสนา
เวลา 07.30 – 09.00 น. บวงสรวงพระภูมิ และสักการะพระบวรราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสรุ สิงหนาท
เวลา 09.00 – 10.00 น. ถวายสงั ฆทานพระสงฆ์ 9 รปู ณ หอ้ ง สค.102 ชน้ั 1 อาคารคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
เวลา 10.00 น. เปิดนิทรรศการ ผลงานวชิ าการคณาจารย์ นกั ศึกษา และหน่วยงานภาคคี วามรว่ มมอื
ณ บรเิ วณหน้าอาคารคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ และขา้ งหอประชมุ ใหญ่ (ด้านทิศตะวนั ตก)
ภาคบา่ ย การเสวนาทางวิชาการ แบ่งออกเป็น 2 ห้อง : -
ห้องท่ี 1 ณ หอ้ งประชมุ สค.302 ช้ัน 3
เวลา 13.30 – 16.30 น. เสวนาทบทวนองคค์ วามรู้สังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม เร่ือง “ก้าวตอ่ ไปคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์
ในศตวรรษที่ 21”
วทิ ยากรโดย
- รองศาสตราจารยอ์ ภิญญา เวชยชัย นายกสภาวชิ าชีพสังคมสงเคราะห์
- รองศาสตราจารย์ ดร.เดชา สังขวรรณ นายกสมาคมสภาการศึกษาสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสงั คมไทย
- ศาสตราจารย์วุฒสิ าร ตนั ไชย เลขาธกิ ารสถาบันพระปกเกลา้
- คณุ สมสุข บุญญะบัญชา อดีตผ้อู านวยการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)
ดาเนินรายการโดย
- ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.มาดี ล่มิ สกุล หัวหน้าภาควชิ าสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
- ผชู้ ่วยศาสตราจารย์กมลทิพย์ แจ่มกระจา่ ง รกั ษาการในตาแหน่งหัวหน้าภาควิชาการพฒั นาชุมชน
ห้องท่ี 2 ณ ห้องบรรยาย สค.102 ชน้ั 1
เวลา 13.30 – 16.30 น. เสวนาเครอื ข่ายทอ้ งถิน่ เรอ่ื ง “นวัตกรรมทอ้ งถ่ินในงานสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม :
การเสริมสรา้ งความรว่ มมอื กบั ท้องถิน่ สู่การเป็น Social Lab คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์”
วิทยากรโดย
- นายกเทศมนตรี เทศบาลตาบลเขาพระงาม อาเภอเมืองลพบุรี จงั หวัดลพบรุ ี /หรือผู้แทน
- นายกเทศมนตรี เทศบาลเมอื งหนองปรือ อาเภอบางละมุง จังหวัดชลบรุ ี /หรอื ผูแ้ ทน
- นายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองกาฬสินธ์ุ อาเภอเมือง จงั หวัดกาฬสินธ์ุ /หรอื ผู้แทน
- นายกองค์การบริหารส่วนตาบลดอนแก้ว ตาบลดอนแก้ว อาเภอแม่รมิ จงั หวดั เชียงใหม่ /หรือผู้แทน
- นายกองคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบลทา่ งาม ตาบลทา่ งาม อาเภออินทรบ์ ุรี จังหวัดสงิ ห์บรุ ี /หรือผแู้ ทน
ดาเนินรายการโดย
- ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ชานนท์ โกมลมาลย์ อาจารยป์ ระจาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์
- ศาสตราจารย์ ดร.โกวทิ ย์ พวงงาม คณบดีคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์
9
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 64
กาหนดการการสมั มนาทางวชิ าการ
เน่อื งในโอกาสวันสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบ 64 ปี
เรอ่ื ง “นวตั กรรมสังคมในงานสงั คมสงเคราะหแ์ ละสวัสดิการสังคมเพอื่ การเปลยี่ นแปลง”
วันศกุ รท์ ่ี 26 มกราคม 2561
ณ คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
------------------------------------------------------
ภาคเชา้ ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ท่าพระจนั ทร์
เวลา 08.30 – 09.00 น. ลงทะเบียนสัมมนาวชิ าการ (ภาคเช้า)
เวลา 09.00 – 10.00 น. พธิ ีเปิดการสัมมนา
- ศาสตราจารย์ ดร.โกวทิ ย์ พวงงาม คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ กล่าวรายงาน
- รองศาสตราจารยเ์ กศินี วิฑูรชาติ รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลา่ วตอ้ นรับผเู้ ข้าร่วมงาน
- คุณไพวรรณ พลวัน รองปลดั กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ กลา่ วเปดิ งาน
- พิธมี อบรางวัลผลงานวชิ าการดีเด่น รางวัลนกั วจิ ัยดเี ด่น รางวลั ศิษยเ์ กา่ ดีเด่น
รางวัลศษิ ย์ปัจจุบันดีเด่น และรางวลั บุคลากรดีเด่น ประจาปี 2560
เวลา 10.00 – 12.00 น. SWTalks “นวตั กรรมสังคมในงานสังคมสงเคราะหแ์ ละสวสั ดกิ ารสงั คมเพอ่ื การเปลีย่ นแปลง”
โดย
- SWTalks 1 “นวัตกรรมทางความคิดสวู่ ิถีพอเพียง” โดย คุณโจน จันใด
ผูบ้ กุ เบกิ และก่อต้ังศูนย์พันพรรณ ชุมชนแหง่ การพ่งึ ตนเอง
- SWTalks 2 “นวตั กรรมเพ่อื สร้างพลงั ชวี ิตเยาวชน” โดย คุณทิชา ณ นคร
ผู้อานวยการศูนย์ฝึกและอบรมเดก็ และเยาวชน (ชาย) บา้ นกาญจนาภิเษก
- SWTalks 3 “สนามแหง่ การเรยี นร้สู ่กู ารเปลยี่ นแปลง” โดย คณุ พงศธร จันทร์แกว้
นักสงั คมสงเคราะหอ์ ิสระ ผกู้ ่อตง้ั Way’s Up
- SWTalks 4 “สุขภาพองค์รวมสู่สุขภาวะสังคม” โดย ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ นพ.ฉตั รนรินทร์ เมธกี ลุ
คณะแพทยศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เวลา 12.00 – 13.00 น. พกั รับประทานอาหารกลางวนั
ภาคบา่ ย ณ อาคารคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ ท่าพระจนั ทร์
เวลา 13.00-13.30 น. ลงทะเบียนสมั มนาวิชาการ (ภาคบ่าย)
เวลา 13.30-16.00 น. การนาเสนอผลงานวิชาการ (ห้องย่อย) ภายใต้หัวขอ้ หลกั
“นวตั กรรมสังคมในงานสงั คมสงเคราะหแ์ ละสวัสดกิ ารสังคมเพื่อการเปลย่ี นแปลง”
เวลา 16.00-16.30 น. ห้องย่อยที่ 1: กระบวนทศั นก์ ารจัดสวสั ดกิ ารสังคม (หอ้ ง สค.205)
หอ้ งยอ่ ยท่ี 2: นวัตกรรมการทางานกับเด็กและเยาวชน (ห้อง สค.206)
ห้องยอ่ ยท่ี 3: นวัตกรรมการทางานกับกลมุ่ เป้าหมายเฉพาะ (ห้อง สค.207)
พิธมี อบประกาศนียบัตรสาหรับผนู้ าเสนอผลงานวชิ าการ
*** พธิ ีกรภาคเช้า : ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ชานนท์ โกมลมาลย์ และ อาจารย์ ดร.อจั ฉรา ชลายนนาวิน***
10
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 64
กระบวนทศั น์การจัดสวสั ดิการสังคม
11
รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 64
กระบวนการประชาธปิ ไตย หัวใจนวัตกรรมสงั คม
Democratic Process in the Heart of Social Innovations
ศาสตราจารย์ ดร.กติ พิ ัฒน์ นนทปทั มะดลุ ย์1
Professor Kitipat Nontapattamadul , Ph.D.2
Abstract
Social innovations has developed and been expected to address social challenges around the
world. In Europe, research efforts under INNOSERV indicated democratic processes which attached to the
present social innovations as well as in the future trends. In the same time, WILCO (Welfare Innovation at
the local level in favour of Cohesion) presented 77 innovation case studies from 20 European cities. The
studies of WILCO also reflected that social cohesion needs democratic processes as its foundations. The
local welfare leads to cohesion and that welfare innovations attached firmly to democratic processes.
Furthermore, some scholars proposed a new definition of social innovation – “New solutions to social
challenges that have the intent and effect of equality, justice and empowerment”. Some social work
scholars also discussed the issue of democratising social work as a key element of innovation. These
scholars raised two controversial people participation concepts; consumerist/managerialist approach vs
democratic approach. The democratic approach reflected the current movements of people organizations
such as disabilities groups with independent living concept, psychiatric system survivors, people with
learning difficulties, aging groups, healthcare users. Social work, social policy and social innovation should
adopt the democratic approach to create people participation in order to produce and reproduce
equality, justice, anti-discrimination, inclusion, and empowerment with the highly recognition that
democratic process is always in the heart of social innovations.
Keywords : Social innovations, Democratic Process, Participations
บทคัดย่อ
นวัตกรรมสังคมมีพัฒนาการอย่างต่อเน่ืองและได้รับการคาดหวังให้จัดการกับความท้าทายทางสังคมท่ีอุบัติข้ึนใน
หลายๆ ส่วนของโลก การวิจัยเกี่ยวกับนวัตกรรมบริการสังคมในยุโรป (INNOSERV) ทาให้เห็นกระบวนการทาให้เป็น
ประชาธิปไตยทั้งในนวัตกรรมสังคมที่เป็นอยู่และในอนาคต ส่วนการรวบรวมนวัตกรรมด้านสวัสดิการในระดับท้องถ่ิน เพ่ือ
ความสมานฉันท์ในสังคม (WILCO-Welfare Innovation at the Local Level in favour of Cohesion) ใน 77 กรณีจาก
20 เมืองในยโุ รป ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความสมานฉันท์ในสังคมต้องมีพื้นฐานประชาธิปไตย สวัสดิการในระดบั ท้องถ่ินนาไปสู่
ความสมานฉนั ท์ และนวัตกรรมด้านสวัสดิการในระดับท้องถ่ินย่อมมีความแนบแน่นกับกระบวนการประชาธิปไตย ยิ่งไปกว่า
นั้น นักวิชาการบางท่านเสนอให้มีการนิยามศัพท์นวัตกรรมทางสังคมใหม่ เป็น “การแก้ไขปัญหาใหม่ๆ ต่อความท้าทายทาง
สงั คม ท่ีมีเจตนาและมีผลกระทบต่อความเสมอภาคเท่าเทียม ความเป็นธรรมและการเสรมิ สร้างพลังอานาจ” ในวงการสังคม
1 อาจารย์ประจา คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2 Lecture, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
E-mail : [email protected]
12
รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 64
สงเคราะห์ มีนักวิชาการช้ีให้เห็นการทาให้สังคมสงเคราะห์เป็นประชาธิปไตย โดยวิเคราะห์แนวคิดแนวทางการมีส่วนร่วมที่
อุบัติขึ้นในบริบทของสังคมสงเคราะห์และนโยบายสังคมในสหราชอาณาจักร ที่สาคัญสองประการ คือแนวคิดแนวทางการมี
ส่วนร่วมท่ีเน้นผู้บริโภค/การจัดการ และแนวคิดแนวที่เน้นประชาธิปไตย ท้ังน้ี แนวคิดแนวทางการมีส่วนร่วมแบบ
ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่เกิดข้ึนจริงในระดับรากหญ้า เห็นได้จาก ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม อาทิ กลุ่มคนพิการที่เน้นการ
ดารงชีวิตอิสระ กลุ่มคนที่ผ่านพ้นจากระบบจิตเวช กลุ่มคนท่ีมีปัญหาด้านการเรียนรู้ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้รับบริการสุขภาพ
เป็นต้น การสังคมสงเคราะห์ นโยบายสังคมและนวัตกรรมสังคมควรยึดถือแนวคิดแนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมที่เน้น
ประชาธปิ ไตย เพื่อนาไปสู่การผลิตสร้างและผลิตซ้าความเสมอภาคเท่าเทยี ม การสร้างความเป็นธรรม การไม่เลอื กปฏบิ ตั ิ การ
ไม่แบ่งแยกกีดกัน ตลอดจนการเสริมสร้างพลังอานาจ โดยพิจารณาให้ชัดเจนว่า กระบวนการประชาธิปไตยคือหัวใจของ
นวตั กรรมสังคม
คาสาคญั : นวตั กรรมสงั คม, กระบวนการประชาธปิ ไตย, การมีสว่ นร่วม
บทนา
นวัตกรรมสงั คมเป็นแนวคดิ กระบวนการ ตลอดจนการเคลอื่ นไหวเพ่อื นาไปส่กู ารเปลยี่ นแปลงทางสงั คม ท่กี าลงั เป็น
ที่นิยมแพร่หลาย นวัตกรรมในยุคศตวรรษที่ 21 มีความแตกต่างไปจากรูปแบบนวัตกรรมท่ีเกิดข้ึนในศตวรรษที่แล้ว ท่ีเป็น
นวัตกรรมอันกอ่ รูปก่อร่างจากฐานคิดด้านผลกาไรและเน้นการเป็นนวัตกรรมระดับชาติเป็นสาคัญ แรงจูงใจของนวตั กรรมยุค
ศตวรรษท่ีแล้วเป็นการเน้นมูลค่าเชิงเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม การมองสังคมไปไกลๆ ในอนาคตข้างหน้า มี
ความสาคัญอย่างยิ่ง ที่จะต้องสร้างสรรค์ระบบใหม่ๆ ท่ีจะช่วยจัดการกับความท้าทายทางสังคม ผ่านความร่วมมือร่วมใจและ
การดาเนนิ การในระดบั โลก มีความจาเป็นท่ีตอ้ งแสวงหาหนทางในการผลักดันสง่ เสริมนวตั กรรมท่ีผลติ คณุ คา่ ในเชิงสังคมและ
คุณค่าสาธารณะอย่างจริงจัง เมื่อทบทวนความหมายและอุบัติการณ์ของนวัตกรรมสังคม ทาให้เห็นคุณค่าของกระบวนการ
ประชาธิปไตยทแ่ี นบแนน่ อยู่ในนวัตกรรมสงั คม จงึ อาจพจิ ารณาไดว้ ่า นวตั กรรมสังคมมกี ระบวนการประชาธิปไตยแนบแนน่ อยู่
ภายใน ในทางกลับกัน กระบวนการประชาธปิ ไตยก็ทาให้นวัตกรรมสังคมเป็นนวตั กรรมสังคมอย่างแท้จริง หรอื มฉิ ะน้ัน ก็อาจ
กลา่ วได้วา่ กระบวนการประชาธปิ ไตยคอื หัวใจสาคญั ของนวตั กรรมสงั คม
นวตั กรรมสังคม: นิยามความหมาย
นวัตกรรมสังคม (Social innovation) มีนัยยะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงแนวความคิด กระบวนการ หรือ
ผลิตภณั ฑ์ ในองค์กร ในเร่ืองการเงินการคลัง และเปน็ การเปลยี่ นแปลงที่ต้องข้องเกยี่ วกบั ผ้มู สี ว่ นไดเ้ สียประโยชน์ใหม่ๆ รวมถงึ
ความสมั พันธ์ระหว่างดินแดนเขตแควน้ หรือรฐั ต่างๆ นวตั กรรมสงั คมแสวงหาคาตอบใหม่ๆ ตอ่ ปัญหาสงั คมโดยการกาหนดให้มี
และจัดให้มีบริการใหม่ๆ ท่ีมุ่งปรับปรุงคุณภาพชีวิตของบุคคลและชุมชน กาหนดให้มีกระบวนการบูรณาการตลาดแรงงาน
ใหม่ๆ สมรรถนะใหม่ๆ งานใหม่ๆ รูปแบบการมีส่วนร่วมใหม่ๆ ในอันท่ีจะปรับปรุงตาแหน่งแห่งท่ีของบุคคลในกาลังแรงงาน
ดงั นน้ั นวัตกรรมสังคมจึงได้รับการพิจารณาเสมอว่า เป็นเรื่องการจดั การเกย่ี วกับสวัสดิการของบุคคลและชุมชน ทัง้ ในฐานะที่
บคุ คลและชุมชนนนั้ เป็นผผู้ ลิตและเป็นผู้บริโภคไปพร้อมๆ กัน องค์ประกอบพ้ืนฐานของสวัสดิการน้ีเช่ือมโยงกับคุณภาพชีวิต
ของบคุ คล นวัตกรรมสงั คมปรากฏขน้ึ ทใี่ ด ย่อมมีกระบวนการใหมๆ่ และการอ้างองิ ใหม่ๆ เกิดข้ึนเสมอ (Noya, 2011, p.20)
นวตั กรรมสงั คมมีความแตกต่างจากนวตั กรรมเศรษฐกิจ เพราะว่า นวตั กรรมสงั คมไมไ่ ด้เปน็ การนาเสนอซงึ่ แบบฉบับ
ของการผลิตใหม่ๆ หรือไม่ได้สร้างผลเสียหายให้กับตลาดใหม่ๆ แต่ประการใด ทว่า นวัตกรรมสังคมเป็นการสร้างความพึง
พอใจให้กับความต้องการจาเป็นใหมๆ่ ท่ีตลาดเสรียงั ไม่ได้สร้างการตอบสนองเช่นนี้มาก่อน (แม้ภายหลัง ตลาดเสรีอาจจะเข้า
มาดาเนินการเชน่ น้นั ) (Noya, 2011, p.21)
13
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 64
จุดโดดเด่นของนวัตกรรมสังคมคือการจัดการในเร่ืองการปรับปรุงสวัสดิการของบุคคลและชุมชน ผ่านการจ้างงาน
การบริโภค และ/หรือ การมีส่วนร่วม นวัตกรรมสังคมมีจุดเด่นท่ีเป็นการสื่อแสดงเป้าหมายว่า มีการจัดการให้มีการแก้ไข
ปั ญ ห าข อ งบุ ค ค ล แ ล ะ ชุ ม ช น (OECD LEED Forum on Social Innovations, www.oecd.org/cfe/leed/forum/
socialinnovations). หรือเป็นการสร้างสรรค์ซึ่งหนทางใหม่ๆ ท่ีมีความน่าพึงพอใจมากกว่าเดิม ในการทาให้ประชาชน
สามารถมีพนื้ ท่ีและตาแหน่งแห่งทใี่ นการผลิต
นักวิชาการหลายท่านมองว่า นวัตกรรมสังคมน้ันมีความเช่ือมโยงกับการพัฒนาท้องถิ่น (local development)
อย่างชัดเจน (Noya, 2011, p.21; โกวิทย์ พวงงาม, ๒๕๕๘) อันที่จริง นวัตกรรมสังคมนั้นมองได้ว่า เป็นหนทางหนึ่งในการ
ปรบั ปรุงสวัสดิการของบุคคลและชุมชน ยิ่งไปกว่านั้น นวัตกรรมสังคมยังมีนัยยะความหมายที่อา้ งอิงความสัมพันธ์ใหม่ในเชิง
ดนิ แดนเขตแควน้ แม้วา่ จะกลา่ วถงึ มิติเชิงท้องถิน่ ทว่า กม็ ีนัยยะของความท้าทายในระดับโลก (global challenges) ตดิ ตรึง
อยู่อย่างไม่อาจแยกออกได้ ด้วยว่า เป้าหมายสุดท้ายของนวัตกรรมสังคมคือการจัดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเพ่ือ
ปรับปรงุ คณุ ภาพชวี ติ ที่ดีของประชาชนน่ันเอง (Noya, 2011, p.21)
เหตุผลทีน่ วัตกรรมสังคมมีความจาเปน็
นวัตกรรมสังคมเป็นการตอบสนองในเชงิ นวตั กรรมต่อปัญหาสังคมที่ยังแกไ้ ขไมไ่ ด้และความต้องการจาเปน็ ทีย่ ังไม่ได้
รับการตอบสนองท่ีดีพอ ทั้งโดยรัฐหรือโดยตลาดเสรี นวัตกรรมสังคมมีความจาเป็น เพราะว่าความท้าทายสังคมหลายๆ
ประการน้ัน แขง็ ขืนดึงดันต่อแนวคิดแนวทางที่เคยพยายามนาใช้แกไ้ ขปัญหามากอ่ น แนวคดิ แนวทางเท่าทีม่ ีอยไู่ มอ่ าจเอาชนะ
ความท้าทายทางสังคมเหล่าน้ีได้ การจัดการกับความท้าทายทางสังคมจึงจาเป็นต้องมีแนวคิดแนวทางใหม่ๆ มีตัวละครนัก
ประดษิ ฐค์ ิดคน้ สิง่ ใหม่ๆ และมีรปู แบบใหม่ๆ ในการประสานงานระหวา่ งตวั ละครเหลา่ น้ี เพอื่ ให้ไดม้ าซึ่งความเชีย่ วชาญชานาญ
การที่แตกต่างไปจากเดมิ ทกั ษะใหม่ๆ และต้นทนุ (assets) ใหมๆ่ ท้ังทีเ่ ปน็ รูปธรรมและนามธรรม
ดังน้ัน กล่าวได้ว่าจุดมุ่งหมายหลักของนวัตกรรมสังคมก็คือการเอาชนะกับความท้าทายทางสังคมอันสลับซับซ้อน
ดว้ ยการแสวงหาแนวคดิ แนวทางใหมๆ่ ในการจัดการแก้ไขปัญหานั่นเอง นวตั กรรมทางสงั คมอาจจะมีความสลับซับซอ้ นและใน
บางกรณี นวัตกรรมสังคมกเ็ ปน็ เรอื่ งที่เรียบง่ายได้เชน่ กนั บางครั้งบางโอกาส ความคดิ ใหม่ๆ เพยี งแต่ตอ้ งรอคอยโอกาสทจ่ี ะให้
มกี ารยอมรบั ในจุดกาเนิดให้ได้บังเกิดขึ้นเท่าน้ัน ตัวอยา่ งเช่น แนวคิดเร่ืองสินเช่ือขนาดเล็ก ซ่ึงเป็นนวัตกรรมสังคมท่ีมชี ่ือเสียง
มากที่สุดและประสบความสาเร็จสูงสุด ก็มีเน้ือหาง่ายๆ คือให้สินเช่ือกับคนยากจนที่สุดได้ใช้เงิน แม้เพียงเพ่ือซื้อหาอาหาร
ประทังชีพ เพียงแต่เจ้าของทุนต้องไม่รังเกียจท่ีจะให้คนจนได้หยิบยืมเงินก้อนเล็กๆ แล้วค่อยๆ สร้างโอกาสในการเติบโต
อย่างเช่น ดร.มูฮัมเหม็ด ยูนูส ท่ีเป็นผู้ริเร่ิมสรา้ งสรรค์นวตั กรรม Grameen Bank หรือ ธนาคารคนจน หรือสินเช่ือขนาดเล็ก
(micro credit) หรือบางทา่ นก็เรยี ก สถาบนั การเงนิ ขนาดเลก็ (micro finance) มูฮัมเหมด็ ยูนูสผลกั ดันนวัตกรรม Grameen
Bank อย่างเขม้ แขง็ จนได้รบั รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ในปี ค.ศ. ๒๐๐๖ และต่อมายังได้รับการสนับสนุนเพ่ิมเตมิ จากแหล่ง
สนับสนนุ ตา่ งๆ อาทิ บรษิ ัทอาหารดาโนเน่ (Danone Foods) และบริษทั นาฬกิ า จากประเทศสวสิ เซอรแ์ ลนด์ เป็นตน้
การเรยี กรอ้ งนวตั กรรมสงั คมในการจัดการกับความท้าทายทางสงั คม
เหตุผลของการจัดการกับความท้าทายทางสังคมที่เรียกร้องต้องการนวัตกรรมสังคม อันคาดหวังว่า นาไปสู่ผลเชิง
สรา้ งการเปล่ยี นแปลงเชิงการเปลยี่ นผ่านอยา่ งสาคญั มีดงั ต่อไปนี้ (Harayama, & Nitta, 2011, pp.14-15)
ประการแรก ความท้าทายทางสังคมมีความสลับซับซ้อนและเชื่อมโยงกับการเปล่ียนแปลงทางประชากร การ
เปล่ียนแปลงของอากาศ (climate change) ความยากจน การจ้างงาน สุขภาวะ การศึกษา และอ่ืนๆ แนวคิดและระบบ
ดั้งเดิมไม่เป็นการเหมาะสมเพียงพอที่จะใช้ทาความเข้าใจกิจกรรมการจัดการกับความท้าทายเหล่าน้ี การจัดการกับความท้า
ทายโดยนวัตกรรมจาเป็นต้องมีความเข้าใจชดั เจนร่วมกัน มีการสร้างสรรคก์ รอบแนวคิดใหม่ๆ ในการทาความเขา้ ใจธรรมชาติ
14
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 64
ของนวตั กรรมท่ีมีการเปลี่ยนแปลงไปรวมถึงความหลากหลายของแรงขับทางเศรษฐกจิ สังคมและเทคโนโลยี นวัตกรรมสังคม
เป็นส่ิงท่ีมีหลากหลายมิติ เนื่องเพราะประเด็นปัญหาท่ีหลากหลายอันเป็นความท้าทายน้ัน ส่งผลเป็นการเรียกร้องต้องการ
อย่างสาคัญซึ่งฐานความร้เู ชิงวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีท่ีหลากหลาย การปฏิรูประบบการวจิ ัย และการปฏิรูประบบธรรมาภิ
บาลของนวตั กรรม
ประการที่สอง ความท้าทายทางสังคมเป็นสิ่งท่ีเก่ียวข้องกับผู้มสี ่วนได้เสียประโยชน์ (stakeholders) ท่ีหลากหลาย
เช่น มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย บริษัทธุรกิจเอกชน รัฐบาล ประชาสังคม พลเมืองท่ัวไป เป็นต้น ความท้าทายประเด็นนี้
เรยี กร้องใหม้ กี ารวจิ ัยบนฐานของสหวิทยาการมากยิ่งขน้ึ และสง่ เสริมให้ผมู้ ีส่วนไดเ้ สียประโยชน์เข้ามารว่ มในกระบวนการวจิ ัย
มากข้ึน โดยเฉพาะอย่างย่ิง ในกระบวนการนาผลการวิจัยท่ีมีการลาดับความสาคัญก่อนหลัง-ไปสู่การปฏิบัติ การดาเนินการ
ดงั กล่าว ทาให้จาเป็นตอ้ งมกี ารพัฒนาระบบธรรมาภิบาลใหม่ๆ ที่เป็นเคร่ืองมือในการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและเอื้อให้เกิด
ภาคีหุ้นสว่ น (partnerships) เพอ่ื นาไปสกู่ ารสร้างเสริมความเข้มแข็งและประสทิ ธผิ ลของนวตั กรรม
ประการที่สาม ตัวละครใหม่ๆ (new actors) ของนวัตกรรมสังคมอุบัติขึ้นและสร้างความท้าทายต่อสถาบันและ
กลไกการสนับสนนุ นวัตกรรมสงั คม ตวั ละครใหม่ๆ เหลา่ น้ี มีตั้งแตผ่ ู้ประกอบการเพ่อื สงั คม (social entrepreneurs) วิสาหกิจ
สังคม (social enterprises) นักวิทยาศาสตร์หน้าใหม่ๆ องค์กรระหว่างประเทศ องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) และองค์กร
ระดับบรรษัทความร่วมมือที่ตัวละครเหล่าน้ีพึงร่วมกันจัดต้ังข้ึนมาใหม่ บทบาทใหม่ๆ ของระบบนวัตกรรมสังคมท่ีตัวละคร
เหล่านี้จักต้องจัดต้ังข้ึนมา เพื่อให้สามารถขับเคล่ือนความก้าวหน้าทางสังคมและเทคโนโลยีเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตวั ละครตัวใหม่ อย่างแนวคดิ ผู้ประกอบการเพอ่ื สังคม (social entrepreneurship) น้นั พสิ จู น์ใหเ้ ห็นวา่ มี
ความสาคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมแนวโน้มการเปล่ียนแปลงของนวัตกรรมสังคม กระน้ันก็ตาม รัฐบาลยังต้องเพิ่มพูนความ
ตระหนักและการสนบั สนุนการประกอบการเพ่ือสงั คมอย่างเข้มแขง็ ย่งิ ข้ึน
ประการที่ส่ี ความท้าทายทางสังคมมีธรรมชาติเป็นสิ่งที่กระทบต่อสาธารณะ กระบวนการของตลาดเสรีที่อ้างอิง
“มือทม่ี องไม่เห็น” (invisible hand) ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอจะประสานกิจกรรมนานาท่ีจะนาไปสูก่ ารจัดการกบั ความท้า
ทายทางสังคมได้ การแสวงหากาไรมากๆ ในพ้ืนที่ทางสงั คมไมเ่ พียงเป็นเปน็ ข้อจากัดอย่างมาก ทวา่ ยงั ขดั ขวางแรงจูงใจในการ
ลงทุนและการนาทรัพยากรไปสกู่ ารจดั การกับความทา้ ทายอีกด้วย ผลที่ตามมาก็คือ จาเป็นทเ่ี ราต้องมีกระบวนการและกลไก
เฉพาะที่จะม่งุ สง่ เสรมิ กจิ กรรมนวัตกรรมทางมุง่ สกู่ ารจดั การกับความทา้ ทายทางสังคมอยา่ งจริงจงั
ความทา้ ทาย: ผสู้ ูงอายุเพม่ิ ข้ึน, ความหลากหลาย,
เทคโนโลยีข่าวสาร, งบประมาณจากดั .ฯลฯ
ผ้กู ระทาการเปล่ยี นแปลง:
นวัตกรรมเป็นจริงไดอ้ ย่างไร?
ความใหม่ ความย่ังยืน
การตอบสนอง
คุณภาพ
(ดดั แปลงจาก Dahl, 2014, p.7)
15
รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 64
การทานวตั กรรมสงั คมใหเ้ ปน็ ประชาธปิ ไตย
เมื่อพิจารณานวัตกรรมสังคมในยุโรป เราจะพบว่ามีการเติบโต ขยายตัวและมีพัฒนาการของนวัตกรรมสังคมที่
กา้ วหน้าไปอย่างมาก มีการรวมตวั เปน็ เครอื ข่ายการวจิ ยั ด้านนวัตกรรมสงั คม รวมทั้งมกี ารวิจัยค้นควา้ -ถอดบทเรยี นนวัตกรรม
สงั คมที่มอี ยอู่ ย่างดาษด่ืน พรอ้ มท้งั นาเสนอข้อเสนอด้านการวจิ ยั นวตั กรรมสังคมที่นา่ สนใจ และทุกๆ ข้อเสนอมนี ัยยะของการ
ทานวัตกรรมสงั คมให้เปน็ ประชาธิปไตยอยูอ่ ย่างแนบแน่น
การวจิ ัยนวตั กรรมเพอ่ื การบริการสังคมในยุโรป (INNOSERV)
ในช่วงเวลาปัจจุบัน การให้ความสาคัญกับกระบวนการประชาธิปไตยในนวัตกรรมสังคมนั้น พบเห็นได้มากข้ึนใน
ผลงานการวิจัยและเอกสารทางวิชาการด้านนวตั กรรมสงั คม ตัวอยา่ ง เชน่ ฮานน์ มาร์ลนี ดาหล์ และคณะ (Hanne Marlene
Dahl, 2014, p.7) ได้รวบรวมข้อมูลด้านการวิจัยนวัตกรรมเพื่อการบริการสังคมในยุโรป ภายใต้หน่วยงาน INNOSERV ได้มี
ข้อเสนอสาหรบั ประเด็นการวจิ ัยในอนาคต (future research themes) ทสี่ าคญั รวม 7 ประเดน็ ได้แก่
(1) การวิจัยท่ีเน้นแนวคิดแนวทางการบริการที่ยึดผู้ใช้บริการเป็นสาคัญ (Users-centered services and
approaches)
(2) การวิจยั ท่ีเนน้ พัฒนานวตั กรรม พฒั นาองคก์ ร และพฒั นาสถาบนั (Innovations and organizational as well
as institutional development)
(3) การวิจัยด้านกรอบแนวคิดการบริการสังคมที่เชื่อมโยงกับนวัตกรรม (Framing social service in relation to
innovation)
(4) การวิจัยประเด็นธรรมาภิบาลของนวัตกรรมการบริการสังคม (The governance of social service
innovation)
(5) การวิจัยประเด็นอิทธิพลของบริบทระดับชาติ ระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น (The influence of national,
regional and contexts)
(6) การวิจยั เก่ียวกับเทคโนโลยี (New technologies) และ
(7) การวิจัยเก่ียวกับการช้ีวัดผลลัพธ์, คุณภาพ และความท้าทาย (Measuring outcomes, quality and
challenges)
เราจะเห็นว่าขอ้ เสนอประเด็นการวิจัยในอนาคตสาหรับวงการวิจยั เพ่อื นวัตกรรมการบริการสังคมน้ัน แฝงนัยยะของ
การทาให้เป็นประชาธิปไตย (democratization) อยู่ในหลายๆ ประเด็น ตัวอย่างเช่น ข้อเสนอประเด็นการวิจัยประเด็นแรก
อันเก่ียวข้องกับ “แนวคิดแนวทางการบริการที่ยึดผู้ใช้บริการเป็นสาคัญ (Users-centered services and approaches)”
น้ัน เป็นการย้าความสาคัญของการเพ่ิมพูนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักวิชาชีพ ผู้ใช้บริการ (users) และอาสาสมัคร ซึ่งเน้น
กระบวนทศั นก์ ารเปล่ียนผา่ น (paradigmatic shift) ทีม่ องผใู้ ช้บรกิ ารเปล่ยี นแปลงไปจากเดมิ อย่างมาก มกี ารมงุ่ ใหผ้ ใู้ ชบ้ รกิ าร
เขา้ มาเก่ียวข้องสมั พันธก์ ับกระบวนการปรับปรงุ ดัดแปลง-และการปรับปรงุ ดัดแปลงซ้า (reshaping) การเปล่ยี นแปลงบทบาท
และหน้าที่ของตัวละคร/ผู้กระทาการ (actors) การคิดทบทวนใหม่ในเชิงการพัฒนาสมรรถนะของตัวละคร/ผู้กระทาการ
ผ้ใู ชบ้ ริการและอาสาสมคั ร (Dahl, 2014, p.8)
กระนั้นก็ตาม คณะนักวิจัยของ INNOSERV มองว่ารูปแบบของการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ใหม่ ท่ีเน้นการ
ปฏิสัมพันธ์ชุดดังกล่าวน้ัน อาจจะนาไปสู่การประตุ้นให้เกิดความขัดแย้งระหว่างนักวิชาชีพท่ีมีความแตกต่างกัน ระหว่าง
ผลประโยชน์ในการดารงอานาจของตนกับบทบาทความเป็นผู้เชย่ี วชาญ ระหว่างความปรารถนากับความต้องการจาเป็นของ
ผใู้ ช้บริการ ในขณะที่ วงการบริการสังคมพอจะมีองค์ความรูเ้ กย่ี วกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักวิชาชพี กับผู้ใช้บริการอยูบ่ ้าง ทว่า
ในด้านนวัตกรรมบริการสังคม เรายังไม่มีงานวิจัยมากนักท่ีจะเน้นศึกษาเก่ียวกับผลประโยชน์และผลกระทบที่เป็นอันตราย
จากการเร่งรัดและการขยายผลของนวตั กรรมบริการสังคม ความสนใจในกระบวนการประชาธปิ ไตยของ INNOSERV ยังทาให้
16
รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 64
เกิดการต้ังคาถามถึง การศึกษาวิจัยสภาวะการณ์และกรอบแนวคิดท่ีนาไปสู่ความสาเร็จของปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร/
ผู้กระทาการต่างๆ ที่เกีย่ วข้อง รวมไปถึงการตัง้ คาถามเก่ียวกับการจัดการด้านธรรมาภิบาล (governance) ของนวัตกรรมการ
บรกิ ารสังคม – ซึง่ เห็นได้ชัดว่า นยั ยะของประเด็นขอ้ เสนอในข้อแรกมีทศิ ทางของการสร้างเสรมิ ความเป็นประชาธิปไตยให้กับ
นวตั กรรมสงั คมน่นั เอง
ตัวอย่างในประเด็นข้อเสนอการวิจัยข้อที่ 4 ประเด็นธรรมาภิบาลของนวัตกรรมบริการสังคม สะท้อนกระบวนการ
ประชาธิปไตย เน่ืองเพราะเป็นข้อเสนอทเี่ ลง็ เห็นความสลบั ซับซอ้ นยิ่งข้ึนขององค์กรที่ให้บริการสังคม และรูปแบบใหม่ๆ ของ
ธรรมาภิบาลในภาครัฐบาล ทั้งน้ี INNOSERV ตีความธรรมาภิบาลว่ามีความครอบคลุมไปถึง การจัดการโดยตลาดเสรี
(marketization) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (privatization) การทาให้เป็นมาตรฐาน (standardization) และการสร้างแกน
สาคัญ (pillarization) จะเห็นได้ว่า ธรรมาภิบาลเป็นส่วนหน่ึงของกระบวนประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม กระบวน
ประชาธิปไตยที่แฝงนัยยะอยู่ในข้อเสนอชุดนี้ ยังได้สะท้อนให้เห็นอิทธิพลที่แตกต่างกันของแนวคิดเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการ ที่
ส่งผลกระทบต่อนวัตกรรมการบริการสังคม กล่าวคือ ถ้าแนวคิดธรรมาภิบาลโอนเอียงไปทางสังคมประชาธิปไตย ( Social
democracy) อย่างมาก การเน้นการจัดการด้วยตลาดเสรี และแปรรูปรัฐวิสาหกิจก็ต้องมีความสาคัญลดลงไปเป็นสัมพัทธ์
กล่าวอีกอย่างหน่ึง กระบวนประชาธิปไตยในท่ีน้ีอาจต้องพิจารณาในรายละเอียดท่ีแตกต่างกันระหว่างระบอบประชาธิปไตย
เสรีนิยมและประชาธปิ ไตยในระบอบสังคมประชาธิปไตย-ท่มี ีความแตกตา่ งกัน ทง้ั นี้ พิเคราะห์ไดเ้ ป็นข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง
วา่ INNOSERV ค่อนขา้ งจะรบั อทิ ธพิ ลของระบอบประชาธิปไตยเสรีนยิ ม มากกวา่ ระบอบสงั คมประชาธิปไตย
การรวบรวมนวตั กรรมสวสั ดกิ ารในระดบั ทอ้ งถนิ่ เพื่อความสมานฉันทใ์ นสงั คม (WILCO)
นอกเหนือจาก INNOSERV ดังกลา่ วข้างต้น ในพื้นท่ขี องกลมุ่ ประเทศในยโุ รป ยงั มีโครงการนวตั กรรมด้านสวัสดิการ
ท่ีสนับสนุนโดยสหภาพยุโรป (EU) ที่เรียกว่า นวัตกรรมสวัสดิการในระดับท้องถิ่นเพ่ือความสมานฉันท์ในสังคม (Welfare
Innovation at the Local Level in favour of Cohesion) เป็นโครงการรวบรวมกรณีนวัตกรรมด้านสวัสดิการในท้องถ่ิน
77 กรณีใน 20 เมืองในประเทศต่างๆ ที่อยู่ในยุโรป มีการดาเนินการระหว่าง ธันวาคม ค.ศ. 2010 – มกราคม ค.ศ. 2014
(Evers, Ewert, & Brandsen, 2014).
นวัตกรรมสวัสดิการท่ีรวมอยู่ในการศึกษามี อาทิ นวัตกรรมด้านการจ้างงานคนด้อยโอกาสและคนชายขอบ ที่เมือง
ซาเกร็บ (Zagreb) เมืองหลวงของโครเอเชีย (Croatia), นวัตกรรม RODA: Parents in Action เมืองซาเกร็บ โครเอเชีย,
นวัตกรรมด้านการสนับสนุนการปรับปรุงท่ีอยู่อาศัยด้วยตนเองของประชาชน ท่ีเมืองลิลล์ (Lille) ฝรั่งเศส, นวัตกรรมด้าน
สวัสดิการเด็กและครอบครัว Toddler Talk (Parler Bambins) ท่ีเมืองลิลล์ ฝร่ังเศส, นวัตกรรมด้านการพัฒนาเด็กและ
เยาวชน – Children’s Café (Potes en Ciel) เมืองลิลล์ ฝร่ังเศส, นวัตกรรมความร่วมมือประเมินความต้องการจาเป็นและ
การเปล่ียนแปลงการจัดบริการดูแลเด็กสาหรับครอบครัวพ่อแม่เล้ียงเดี่ยว – Joint assessment of families’ needs and
changes in child care provision for single-parent families เมืองนองต์ส (Nantes) ฝร่ังเศส, นวัตกรรมสวนเจ้าหญิง
Princesses Gardens เมืองเบอร์ลิน (Berlin) เยอรมนี, นวัตกรรมโปรแกรมสารวจงาน – Job Explorer เมืองเบอร์ลิน
เยอรมนี, นวัตกรรมบริการเบ็ดเสร็จเพื่อผู้อพยพ – MAMBA เมืองมึนสเตอร์ (Münster) เยอรมนี, นวัตกรรมการเยี่ยมบ้าน
ครอบครัวเดก็ แรกเกดิ เพอื่ การป้องกนั – Prevention Visits เมอื งมึนสเตอร์ เยอรมนี (Evers, Ewert, & Brandsen, 2014).
นวัตกรรมบริการจัดหางานแบบสอดแทรก – Employment Insertion Service เมืองเบรสเชีย (Brescia) อิตาลี, นวัตกรรม
จากเด็กถึงเด็ก – Child calls Child (Bimbo Chiama Bimbo) เมืองเบรสเชีย อิตาลี, นวัตกรรมมูลนิธิสวสั ดิการอัมโบรซิอา
โน (Fondazione Welfare Ambrosiano) เมืองมิลาน (Milan) อิตาลี, นวัตกรรมมูลนิธิบ้านสังคม (Fondazione Housing
Sociale) เมืองมิลาน อิตาลี, นวัตกรรมบรษิ ัทการจัดการชุมชนละแวกบ้าน (Neighbourhood Management Companies)
เมืองอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) เนเธอร์แลนด์, นวัตกรรมร้านค้าชุมชนละแวกบ้านเพ่ือพัฒนาการศึกษา วิจัยและ
ความสามารถพิเศษ (Neighbourhood Stores for Education, Research and Talent Development) อัมสเตอร์ดัม
17
รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 64
เนเธอร์แลนด์, นวัตกรรมกลุ่มแม่ในชุมชนละแวกบ้านรวมตัวบริการจัดเลี้ยง (Neighbourhood Mothers Catering)
อมั สเตอรด์ มั เนเธอร์แลนด์, นวัตกรรมบรรษทั การจ้างงานเพ่ือคนไรบ้ า้ น (Work Corporations) เมอื งไนจเ์ มเก้น (Nijmegen)
เนเธอรแ์ ลนด์, นวัตกรรมอนาคตสาหรับทุกคน (A Future for Everybody) เมืองไนจ์เมเก้น เนเธอร์แลนด์ (Evers, Ewert, &
Brandsen, 2014).
นวัตกรรมมูลนิธิคุณแม่ (Mama Foundation) เมืองวอร์ซอว์ (Warsaw) โปแลนด์, นวัตกรรมทีมงานเพ่ือการแก้ไข
ปัญหาสังคมด้านที่อยู่อาศัย (Team for Solving Social Problems in the Field of Housing) เมืองวอร์ซอว์ โปแลนด์,
นวัตกรรมโครงการเป็นเจ้านายของตัวเองในโปแลนด์ (Project “Become Your Own Boss in Poland”) เมืองวอร์ซอว์
โปแลนด์, นวัตกรรมสภาผู้อาวุโสแห่งเมืองพล๊อค (The Plock Council of Seniors) เมืองพล๊อค โปแลนด์, นวัตกรรมสมาคม
ชุมชนคนรัสเซียน (The Russian Community Association) เมืองพล๊อค โปแลนด์, นวัตกรรมสมาคมเคหะสังคม (City
Social Housing Society) เมืองพล๊อค โปแลนด์, นวัตกรรมคนหนุ่มสาวผู้มีอนาคต (Young People with a Future) เมือง
บารเ์ ซโลนา่ สเปน, นวตั กรรมข้อตกลงพลเมืองเพือ่ บาร์เซโลนา่ ทไ่ี ม่แบง่ แยกกีดกนั (Citizens’ Agreement for an Inclusive
Barcelona) เมอื งบารเ์ ซโลน่า สเปน, นวตั กรรมเพอ่ื เด็กของแม่เลี้ยงเด่ยี ว มูลนธิ ิ Fryshuset (Children of Single Mothers,
Frushuset – Barn till ensamma mammor) เมืองสตอล์กโฮม (Stockholm) สวีเดน, นวัตกรรมแผนงานบ้านพันล้าน
(The Billion Programme) เมอื งสตอลก์ โฮม สวีเดน (Evers, Ewert, & Brandsen, 2014).
ตัวอย่างของนวัตกรรมด้านสวัสดิการท้องถิ่น เพ่ือความสมานฉันท์ในสังคมของ WILCO ยังมีอีกมากมาย ทั้งนี้ เมื่อ
พิเคราะห์ในภาพรวมท้ังหมด นวัตกรรมด้านสวสั ดิการระดับท้องถ่ินของเมืองตา่ งๆ ในยุโรปน้ี เป็นการจัดการในรปู แบบใหม่ๆ
กระบวนการใหมๆ่ ด้วยแนวความคิดใหม่ๆ เพ่ือให้ประชาชนได้เขา้ ถงึ การตอบสนองความจาเป็น การแก้ไขปญั หา รวมถึงการ
พฒั นาคุณภาพชวี ติ ของประชาชนในทอ้ งถิ่น บนฐานความคิดท่เี ช่ือวา่ ความสมานฉนั ท์ในสงั คม (Social cohesion) จะเกิดขึ้น
ได้ ต้องมีนวัตกรรมการดาเนินการต่างๆ เหล่านี้ ในแตล่ ะตวั อยา่ งสะท้อนกระบวนการประชาธปิ ไตย ทีเ่ น้นการเปิดโอกาสของ
การเขา้ ถึงการจดั สรรทรพั ยากรใหม่ๆ ทอ่ี านวยให้เกดิ ความเสมอภาคเท่าเทยี ม ความยุตธิ รรม การไม่แบ่งแยกกีดกัน ฯลฯ
การรวบรวมนวัตกรรมเพ่ือความสมานฉันท์ของ WILCO แสดงให้เห็นว่า หน่วยงานทอ้ งถนิ่ ได้รับการกระจายอานาจ
ทั้งด้านงบประมาณ กาลังคน การจัดการ และเทคโนโลยีในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านสวัสดิการในพ้ืนที่และในบริบท
ท้องถ่ินของตนเอง เท่ากับว่า กระบวนการประชาธิปไตยท่ีมีรูปธรรมจากการกระจายอานาจน้ัน สอดรับกับการสร้างสรรค์
นวตั กรรมด้านสวัสดิการ ซ่ึงส่งผลเป็นการสรา้ งความสมานฉันท์ในสังคม หรือกล่าวอีกอย่างหน่ึง ความสมานฉันท์จะอุบัติข้ึน
ไม่ได้ถา้ ไมม่ ีกระบวนการประชาธิปไตย นัน่ เอง
ในบางตัวอย่าง ของบางเมือง นวัตกรรมด้านสวัสดิการสังคมที่เกิดข้ึน อาจจะสะท้อนระบอบประชาธิปไตยเสรี
มากกว่าระบอบสังคมประชาธิปไตย หรือบางตัวอย่าง ในบางเมืองบางประเทศอาจจะสะท้อนระบอบสังคมประชาธิปไตย
มากกวา่ ระบอบประชาธิปไตยเสรี แต่สง่ิ ที่มีเหมือนกัน คอื กระบวนประชาธิปไตยท่ีแฝงฝงั อยู่ในนวัตกรรมสังคม ซงึ่ อย่างน้อย
ที่สุด เราจะสังเกตเห็นว่า แทบไม่มีอิทธิพลหรือภาพลักษณ์ของระบบอุปถัมภ์ หรือความสัมพันธ์ทางสังคมแนวด่ิงท่ีผู้ให้
เหนือกวา่ ผู้รบั อย่ใู นนวัตกรรมดา้ นสวัสดิการสังคมเหลา่ น้ี ดงั น้ัน นวัตกรรมสงั คมท้ังหมดสะท้อนความสมั พันธ์ในแนวราบ เน้น
สทิ ธิพน้ื ฐานที่ประชาชนควรได้รับอย่างถว้ นหน้า ทว่ั ถึง ไมแ่ บ่งแยกกดี กันและเป็นธรรม-เป็นสาคญั
กระบวนประชาธปิ ไตยในนวัตกรรมสงั คม
หลักฐานเชิงประจักษ์ในแวดวงนักวิชาการด้านนวัตกรรมสังคม มีการพิจารณาทบทวนความหมายของนวัตกรรม
สังคม และเชื่อมโยงให้เห็นว่า นวัตกรรมสังคมไม่สามารถแยกออกจากกระบวนประชาธิปไตยได้ ในที่นี้ ขอยกตัวอย่างการ
วเิ คราะห์ทบทวนนิยามศัพท์ของนวตั กรรมสังคมของแอนเดอร์สัน เคอร์ติส และวทิ ทิก (Anderson, Curtis, & Wittig, 2014)
ดงั ต่อไปนี้
18
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 64
นิยามของนวัตกรรมสังคมรวมศนู ยไ์ ปท่ีความเป็นธรรมทางสังคม
นวัตกรรมสังคมนั้นแยกไม่ขาดจากกระบวนประชาธิปไตย แม้นิยามของคาว่า “นวัตกรรมสังคม” ก็มีนัยยะของ
กระบวนประชาธิปไตย ดังเช่น นักวิชาการกลุ่มหน่ึงมองว่า นิยามความหมายของนวัตกรรมสังคมที่โดดเด่นชัดเจน
(distinctive definitions of social innovation) น้ันรวมศูนย์ไปที่นวัตกรรมที่จัดการกับความต้องการจาเป็นทางสังคม
(social needs) และรวมศูนย์ไปที่ผลลัพธ์ด้านความเป็นธรรมทางสังคม (focus on social justice outcomes) นิยาม
ความหมายของนวัตกรรมสังคมที่รวมศูนย์ไปท่ีความเป็นธรรมทางสังคม หรือผลลัพธ์เป็นการปลดปล่อย ( emancipatory
outcomes) น้ี – นับเป็นการปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ – ที่ไม่ใช่นัยยะฝังแฝง (implicit) ทว่าเป็นนัยยะท่ี
ปรากฏอย่างแจ้งชดั (explicit) ที่อุบตั ิในกระบวนการทีแ่ ยกแยะให้นวตั กรรมสังคม แตกตา่ งออกไปอย่างชัดเจนจากนวตั กรรม
รปู แบบอน่ื ๆ (Anderson, Curtis, & Wittig, 2014, pp.8-9)
นวัตกรรมสังคมสอดรบั กับแนวคิดประชาธิปไตยในความหมายกว้าง
เมื่อพิจารณา “ประชาธิปไตย” ในคติของ “ประชาธปิ ไตยที่อิงตัวแทน” (representative democracy) นั้น ว่ากัน
วา่ มสี ิ่งทเี่ ป็นสถาบนั พนื้ ฐานสาคญั อยู่ 6 ประการดว้ ยกัน คือ (1) มีบุคลากรทีม่ าจากการเลอื กต้งั (elected officers) (2) มกี าร
เลือกตง้ั ทมี่ ีอิสระเสรี มีความยุติธรรมและมีการเลอื กตั้งเกดิ ขึ้นบ่อยครั้ง (free, fair and frequent elections) (3) มีเสรภี าพ
ในการแสดงความคิดเห็น (freedom of speech) (4) มีแหล่งทางเลือกของข้อมูลข่าวสาร (alternative sources of
information) (5) มีการปฏิบัติท่ีไม่แบ่งแยกกีดกันพลเมือง (inclusive citizenship) และ (6) มีอิสระเสรีในการรวมกลุ่ม
(freedom of association) (Dahl, 1999, p.48 cited in Anderson, Curtis, & Wittig, 2014, p.20) ทั้งนี้ โรเบิร์ต ดาลห์
(Robert Dahl, 1998) ยืนยันว่า สถาบันพื้นฐานท้ังหกประการจะต้องสร้างหลักประกันว่า การมีส่วนร่วมของพลเมืองน้ัน
เป็นไปอย่างมปี ระสิทธิผล มคี วามเสมอภาคเทา่ เทยี มทางการเมือง มีความเขา้ ใจท่ชี ัดเจน พลเมอื งมอี านาจในการควบคุมวาระ
สาธารณะ และมีความครอบคลุมพลเมืองทุกคนโดยไม่แบ่งแยกกีดกันผู้ใด ย่ิงไปกวา่ นั้น ดาห์ลยังขยายแนวคิดประชาธิปไตย
ของเขาไปไกลกว่าการเลือกตั้ง โดยครอบคลุมพื้นท่ีอื่นๆ ในชีวิตจริงของพลเมือง เขาคาดหวังว่า ประชาธิปไตยต้องส่งผล
กระทบต่อชวี ิตของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในเชิงองค์รวมทั้งหมดของประชาชน ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นคุณค่าที่
เดน่ ชัดตา่ งๆ อาทิ ความเสมอภาคเทา่ เทียม การไมแ่ บง่ แยกกดี กนั ความยตุ ธิ รรมและการมีสว่ นรว่ ม
การขยายความหมายของประชาธิปไตยในความหมายกว้าง-ที่ไกลกว่าการเลือกต้ัง ทาให้เชื่อมโยงไปถึง การขยาย
ความหมายของอสิ ระเสรีภาพ การปฏิบัตอิ ยา่ งเปน็ ธรรม (fairness) ความโปร่งใส (transparency) ความรบั ผิดชอบท่สี ามารถ
ตรวจสอบได้ (accountability) และหลกั นติ ธิ รรม (the rule of law) ไปจนถึงด้านมุมตา่ งๆ ของธรรมาภบิ าล (governance)
และการแสดงผลประโยชน์ให้ชัดแจ้ง (interest articulation) การแข่งขัน และการเป็นตัวแทน (Diamond, 2002, p.35
cited in Anderson, Curtis, & Wittig, 2014, p.20)
ความหมายของประชาธิปไตยในความหมายกว้างน้ัน สอดรับกับนวัตกรรมสังคม ด้วยเหตุผลว่า ประชาธิปไตยที่มี
เสรีภาพหรอื ความเป็นประชาธิปไตยทแ่ี ท้จริงนั้น จาเปน็ ที่ต้องมสี ่ิงตา่ งๆ มากมายเกินไปกว่าการหมายถงึ แค่การเลือกตัง้ สว่ น
นวัตกรรมสังคมท่ีแท้จริงก็เช่นกัน ไม่ได้หมายถึงแต่สิ่งที่เป็นส่ิงใหม่ๆ ท่ีส่งผลกระทบทางสังคม เท่านั้น ท้ังประชาธิปไตยและ
นวัตกรรมสังคมจาเป็นต้องพิจารณาถึงผลลัพธ์ท่ีเกิดข้ึน รวมถึงพิจารณาผลกระทบท่ีมีตอ่ ชีวิตของผู้คนท่ีมีความเก่ียวข้องหรือ
ของคนทเี่ ปน็ เปา้ หมายของนวัตกรรม
ข้อเสนอนยิ ามศพั ทข์ องคาว่า “นวตั กรรมสังคม”
นักวชิ าการสามทา่ น ไดแ้ ก่ แอนเดอรส์ นั เคอร์ตสิ และ วทิ ทิก (Anderson, Curtis, & Wittig, 2014, p.28) เสนอให้
ใช้นิยามศัพท์คาวา่ นวัตกรรมสังคม ว่าเป็น “การแกไ้ ขปัญหาใหม่ๆ ต่อความทา้ ทายทางสังคม ท่มี ีเจตนาและมีผลกระทบต่อ
ความเสมอภาคเท่าเทียม ความเป็นธรรมและการเสริมสร้างพลังอานาจ” (New solutions to social challenges that
19
รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 64
have the intent and effect of equality, justice and empowerment.) ท้ังนี้ สามารถตีความได้ว่า กิจกรรมหรือ
คุณสมบตั ิของส่งิ ท่ีเกิดขึน้ ทจี่ ะนับว่าเปน็ นวตั กรรมสังคมได้ ตอ้ งเป็นสิ่งทส่ี อดรบั ครบถว้ น ด้วยเกณฑ์สป่ี ระการ คือ
(1) สงิ่ น้ันจกั ตอ้ งเป็นส่งิ ใหม่
(2) ส่งิ น้ันจกั ต้องมุ่งจัดการกบั ความทา้ ทายทางสงั คม
(3) เจตนาจกั ตอ้ งเป็นการสรา้ งสรรค์ความเสมอภาคเทา่ เทียม ความเป็นธรรม และการสร้างพลงั อานาจ และ
(4) ผลกระทบหรือจดุ มุ่งหมายสุดทา้ ยจกั ต้องเป็นความเสมอภาคเทา่ เทยี ม ความเปน็ ธรรม และการสรา้ งพลงั อานาจ
นอกเหนือจาก แอนเดอร์สัน เคอร์ติส และวิททิก (Anderson, Curtis, & Wittig, 2014) แล้ว ในวงการสังคม
สงเคราะห์ โดยตรง ได้มีงานเขียนของบีเรสฟอร์ดและครอฟท์ (Beresford, & Croft, 2008) บทความเรื่อง “ทาสังคม
สงเคราะห์ให้เป็นประชาธิปไตย – กุญแจสาคัญของนวัตกรรม: จากผู้ใช้บริการในฐานะวัตถุ ไปสู่ผู้ใช้บริการในฐานะผู้ผลิต
สรา้ ง” (Democratising social work – A key element of innovation: From ‘client’ as object, to service user as
producer) ทง้ั นี้ คาสาคัญในบทความของ บีเรสฟอรด์ และครอฟท์ (Beresford, & Croft, 2008) คือ คาว่า “การมีสว่ นร่วม”
(participation) ซ่ึงสังเกตได้ว่า นักวิชาการท้ังสองท่าน แทนค่า การมีส่วนร่วมประหนึ่งเป็นคาเดียวกันกับกระบวน
ประชาธิปไตย หรืออย่างน้อยท่ีสุด น่าจะมีนัยยะเช่ือมโยงกับกระบวนประชาธิปไตยหรือการทาให้เป็นประชาธิปไตยอย่าง
สาคญั
ปรชั ญาพน้ื ฐานของนโยบายสังคมสหราชอาณาจกั ร คือลัทธมิ ารก์ ซสิ ม์และลทั ธิสงั คมนยิ มเฟเบยี น
การอภิปรายถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในนโยบายสังคมและสังคมสงเคราะห์ของบีเรสฟอร์ดและครอฟท์นั้น
โยงไปถึงปรัชญาพ้ืนฐาน (philosophical traditions) สองชุดที่ครอบงาประวัติและพัฒนาการของนโยบายสังคมและสังคม
สงเคราะห์ในประเทศสหราชอาณาจักรมาต้ังแต่ศตวรรษท่ี 19 ที่นโยบายสังคมและสังคมสงเคราะห์เริ่มกลายเป็นวิทยาการ
(discipline) สาขาหนึ่ง ปรัชญาพ้ืนฐานทั้งสองชุด ได้แก่ ลัทธิมาร์กซ (Marxism) และลัทธิสังคมนิยมเฟเบียน (Fabianism)
ปรัชญาพื้นฐานทั้งสองชุดมีความเหมือนกันคือ เน้นไปท่ีการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูป ซึ่งอันที่จริง ลัทธิมาร์กซ เน้นการ
ปฏิวัติมากกว่า ทั้งสองยังเหมือนกันในเร่ืองการวางแผนเศรษฐกิจจากส่วนกลาง และการใช้นโยบายสังคมเพ่ือสร้างการ
เปล่ียนแปลง บีเรสฟอร์ดและครอฟท์ (Beresford, & Croft, 2008) เห็นว่า ทั้งลัทธิมาร์กซและลัทธิสังคมนิยมเฟเบียนใน
ปจั จุบนั ถือว่าออ่ นแรงไปอย่างมาก กระน้ันก็ตาม ปรชั ญาพื้นฐานทั้งสองชดุ ยังมีความสาคัญในการทาความเขา้ ใจกบั การมสี ว่ น
ร่วมในนโยบายสังคมและบทบาท (หรือการไร้บทบาท) ของการมีส่วนร่วมในประวัติของนโยบายสังคมท่ีผ่านมา และยังคงมี
อิทธิพลมาจนทกุ วันนี้ (p.7)
ลทั ธิสังคมนยิ มเฟเบยี น นโยบายสังคม และสังคมสงเคราะห์
ลัทธิสังคมนิยมเฟเบียนนับว่าเป็นปรัชญาทางการเมืองในยุคศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ที่มีการเติบโตเบ่ง
บานอย่างเต็มที่ในสหราชอาณาจักร และประเทศอื่นๆ ในยุโรปยุคหลังสงครามโลกคร้ังท่ีสอง พร้อมๆ กับการสร้างสรรค์รัฐ
สวัสดกิ ารในประเทศเหลา่ น้ี บเี รสฟอร์ดและครอฟท์ เห็นวา่ ลทั ธิสงั คมนิยมเฟเบียนนนั้ กลายมาเป็นคาเดียวกนั กับ “สวัสดกิ าร
โดยรัฐ” (state welfare) และแสดงความผูกพันแนบแน่นกบั การจดั บริการเพือ่ มวลชนคนสว่ นใหญ่ ทว่า ในบริบทของสหราช
อาณาจักรน้ัน ลัทธิสังคมนิยมเฟเบียน อันที่จริง สอดคล้องและเชื่อมโยงกับรูปแบบสวัสดิการแบบผสมผสาน (a mixed
economy of welfare) มากกว่า ทั้งน้ี เพราะสหราชอาณาจักรให้ความสาคัญอย่างต่อเนื่องกับบทบาทการจัดบริการ
สวสั ดกิ ารขององคก์ ารกศุ ล อาสาสมัคร หรอื แมแ้ ตภ่ าคเอกชนทแี่ สวงหากาไร (Beresford, & Croft, 2008, p.7)
กระนั้นก็ตาม ลัทธิสังคมนิยมเฟเบียนในสหราชอาณาจักร มีหลักการสาคัญหลายประการท่ีสะท้อนให้เห็นการ
ผลักดันรฐั สวสั ดิการและสวัสดกิ ารโดยรฐั -ไปพรอ้ มๆ กนั อาทิ
20
รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 64
(ก) ลัทธสิ ังคมนิยมเฟเบียนเห็นวา่ ต้องมีผ้เู ช่ียวชาญ (experts) ทมี่ ีบทบาทสาคญั ในดา้ นการกาหนดนโยบายและการ
วางแผน รวมไปถึง นโยบายสังคม ท้ังในระดบั รัฐบาลกลางและรฐั บาลท้องถิ่น ผู้เชย่ี วชาญนี้ทาหนา้ ที่เปน็ ที่ปรึกษาของทางการ
(official advisors)
(ข) ตอ้ งมผี บู้ ริหารระดบั ชานาญการ (specialist administrators) ทีจ่ ะนานโยบายสังคม ทผ่ี ู้เชี่ยวชาญมสี ว่ นกาหนด
ไปสกู่ ารปฏิบตั ิการ (Sullivan, 1998, p. 71 cited in Beresford, & Croft, 2008, pp.7-8)
(ค) มีการใช้ผเู้ ชี่ยวชาญและองค์ความรู้ ตลอดจนงานวิจยั ด้านปัญหาสังคม อาทิ วิจยั เกย่ี วกับปญั หาความยากจน มา
พัฒนานโยบาย และสร้างแรงกดดันให้รัฐ ปฏิรูประบบสวัสดิการผ่านการให้การศึกษาแก่สาธารณชนโดยบรรดาผู้เช่ียวชาญ
และ
(ง) มีการพัฒนาการศึกษาสาหรับปฏิบัติงาน ในฐานะผู้ปฏิบัติงานบริการสังคม (social services workers) หรือ
กลา่ วอกี อย่างหน่ึง มกี ารสรา้ งความเปน็ วชิ าชีพของบทบาทดา้ นสวสั ดิการ (professionalization of welfare roles)
ทั้งน้ี ลัทธิสังคมนิยมเฟเบียนเห็นว่า เราสามารถบรรลุความเสมอภาคเท่าเทียมทางสังคมและความยากไร้ได้-เป็นจริง ภายใต้
ระบบเศรษฐกิจทนุ นิยม โดยมาตรการด้านนโยบายสงั คมเป็นสาคัญ (Beresford, & Croft, 2008, p.8)
ลัทธิสังคมนิยมเฟเบียนเช่ือว่า รัฐสวัสดิการจะเกิดข้ึนได้จากการมีระบบการจัดเก็บภาษีท่ีเน้นการกระจายซ้า
(redistributive taxation) และการให้สิทธิประโยชน์แบบถ้วนหน้า (universal benefits) โดยการร่รวมมือเป็นภาคีหุ้นส่วน
(partnership) ระหว่างบริการสังคมระดบั ทอ้ งถน่ิ ทีอ่ านวยการจัดบริการโดยผู้บริหารทอ้ งถิ่นและนกั วิชาชีพทเ่ี ก่ียวข้อง โดยมี
ระบบกฎเกณฑ์และการสนับสนุนทางการเงินงบประมาณ ที่นาไปสู่การสร้างความม่ันใจและยอมรับในแบบฉบับสวัสดิการทั่ว
ทัง้ ประเทศ (Ginsburg, 1998, p.83 cited in Beresford, & Croft, 2008, p.8)
ลัทธิมาร์กซ นโยบายสังคม และสังคมสงเคราะห์
ในขณะที่ นักคิดแนวสังคมประชาธิปไตยเฟเบี้ยน (social democratic Fabians) เห็นว่า รัฐสวัสดิการหรือ
สวสั ดิการโดยรัฐ เปน็ ทางแก้ไขปัญหาของระบบทุนนิยม ทว่า นักคิดสานักมาร์กซ โดยเฉพาะอย่างยงิ่ นักลัทธิมาร์กซร่นุ แรกๆ
กลบั เห็นว่า รัฐสวัสดกิ าร/สวสั ดกิ ารโดยรฐั คือสว่ นหน่งึ ของปัญหา “การตดั สินใจกาหนดนโยบายสงั คม เป็นเพียงการตอบสนอง
ที่ขึ้นอยู่กับความต้องการของระบบทุนนิยม การตัดสินใจใดๆ ในนโยบายสังคม หนีไม่พ้นที่จะถูกจากัดบทบาท ให้เป็นได้แค่
การสนับสนนุ หรือชว่ ยให้กฎเกณฑ์ของระบบทุนนิยมดูมีความชอบธรรมเท่านั้น” (Hill, 1998, p.137 cited in Beresford, &
Croft, 2008, p.8)
การวิเคราะห์ตามแนวทางมารก์ ซิสต์ ถือว่า สวัสดิการล้มเหลวทจ่ี ะเข้ามาทาหน้าท่ีทดแทนความสัมพันธ์เชิงกดข่ีขูด
รดี ของตลาดแรงงานในระบบทุนนิยม รฐั สวัสดกิ ารลม้ เหลวในการแก้ไขปญั หาสงั คมของประชาชนท่ีประสบปญั หาความยากไร้
และปญั หาของชนชนั้ กรรมกรแรงงานโดยทวั่ ไป กล่าวได้ว่า ในความเป็นจริง รฐั สวัสดิการสนบั สนุนระบบทนุ นิยมมากกว่าท่จี ะ
สร้างความท้าทายต่อระบบทุนนิยม (Ginsburg, 1998, p.79) อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายท่าน อาทิ ปีเตอร์ อัลค็อก
(Peter Alcock, 1996, p.147 cited in Beresford, & Croft, 2008, p.8) เช่ือวา่ การพัฒนานโยบายสังคมนนั้ สามารถนาปสู่
การเปลี่ยนผ่านระบบสังคมทุนนิยมได้ และเอียน กัฟ (Ian Gough, 1979) ท่ีมองในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมืองว่า ธรรมชาติ
ของรัฐสวัสดิการในยุคสังคมทุนนิยมก้าวหน้า (advanced capitalist societies) นั้นมีความขัดแย้งในตัวเอง กล่าวคือ รัฐ
สวัสดิการสามารถสนับสนุนให้เกิดการส่ังสมทุน พร้อมๆ กับ จัดบริการด้านประโยชน์สังคม (social benefits) ให้กับ
ประชาชนท่ีมีความต้องการจาเป็นได้ ท้ังนี้สอดคล้องกับ นอร์แมน กินส์เบอรก์ (Norman Ginsburg, 1979) ท่ีได้วเิ คราะห์ว่า
รฐั สวัสดิการทาหน้าทเี่ ป็นการควบคุมและกดข่ผี ู้ใช้บรกิ าร พร้อมๆ กับจัดบริการใหก้ บั ประชาชนไปดว้ ย
21
รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 64
ลัทธสิ ังคมนยิ มเฟเบยี น ลัทธมิ าร์กซ และการมีส่วนร่วม
ในศตวรรษท่ี 20 ทงั้ ลัทธสิ ังคมนิยมเฟเบียนและลัทธมิ าร์กซ เหมือนจะไมส่ นับสนนุ การพิจารณาให้เกดิ กระบวนการมี
ส่วนร่วมอย่างแข้มแข็งในนโยบายสังคมสมัยใหม่เท่าท่ีควร บีเรสฟอร์ดและครอฟท์ (Beresford, & Croft, 2008, p.9)
ช้ีให้เห็นว่า ทั้งสองแนวคิดน้ันต่างมีความเหมือนกันในบางประเด็น และต่างมีความแตกต่างกันในบางประเด็น ผู้ท่ีให้การ
สนบั สนนุ ลัทธิสังคมนยิ มเฟเบยี น (โดยเฉพาะในยคุ แรกๆ ท่ีมอี านาจครอบงาสงู ) น้ัน ไมไ่ ด้ใหค้ วามสาคญั กบั ประเดน็ ปญั หาการ
มสี ่วนร่วมอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน บรรดานักลทั ธิมาร์กซก็มองการมีส่วนรว่ มเป็นแค่ส่ิงที่ไม่มีความสลักสาคัญอะไร (taken
for granted) ไม่จาเป็นท่ีจะต้องสร้างเหตุผลความถูกต้อง (justification) ให้กับการมีส่วนร่วมมากมายนัก ผลที่ตามมาก็คือ
กระบวนการนโยบายสังคมสูญเสียฐานเรื่องการมีส่วนรว่ มของประชาชน ในขั้นตอนต่างๆ แนวทางการกาหนดนโยบายสังคม
ของเฟเบี้ยน ถูกมองว่าเป็นฐานคิดของความเช่ียวชาญแบบชนช้ันนา (elite) ซึ่งมีลักษณะส่งั การจากเบื้องบน (top-down) ไม่
คอ่ ยเปิดพื้นท่ีให้ประชาชนระดับลา่ งเข้าไปรบั รู้ วจิ ารณ์ ให้ความเห็นต่อการจัดบริการสังคมเทา่ ท่ีควร ถ้าจะมองลึกลงไป ลัทธิ
สังคมนิยมเฟเบียนเหมือนเสนอนโยบายสังคมที่ให้คุณค่าแบบอุปถัมภ์ (paternalistic approach) นั่นเอง (Beresford, &
Croft, 2008, p.9)
สาหรับ ลัทธิมาร์กซ อันที่จริง แต่แรกเริ่มเดิมที ในงานเขียนของมาร์กซและเองเกลส์ ตลอดจนเลนิน (Marx, &
Engels, 1848/1998; Lenin, 1979 cited in Beresford, & Croft, 2008, p.9) ได้แสดงว่าเห็นความสาคัญของการไม่
แบ่งแยกกีดกันและการมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่นักทฤษฎีมาร์กซ์ไม่ได้แก้ไขคือ การจัดการ
ประนีประนอมระหวา่ งการควบคุมโดยรัฐและผนู้ า ในด้านหนง่ึ กบั การควบคุมโดยปจั เจกและมวลชนในสังคม ในอกี ดา้ นหนึง่ -
จะกระทาให้เป็นจริงได้อย่างไร ในกรอบแนวคิดเร่ืองการต่อสู้ทางชนชั้น ลัทธิมาร์กซ ถือว่าให้พ้ืนฐานเรื่องการมีส่วนร่วมได้ดี
ทว่า ยังเป็นความล้มเหลว ท่ีไม่ได้มองไปไกลกว่าความจาเป็นที่ต้องมีการต่อสู้ทางชนชั้นอย่างกว้างขวาง ไม่ได้มีการแสวงหา
แนวทางในการสร้างการมีส่วนร่วมทางชนช้ันที่ก้าวหน้า ไม่แบ่งแยกกีดกันอย่างแท้จริง และต่อต้านการเลื อกปฏิบัติอย่าง
แทจ้ รงิ
ลัทธิมาร์กซในยุคแรกๆ เนน้ ประชาชนทเ่ี ป็นกรรมกรแรงงาน ทง้ั ที่อยใู่ นระบบสวัสดิการและนอกระบบสวัสดกิ าร ถือ
ว่า มีนัยยะสาคัญต่อการทาความเข้าใจนโยบายสังคม มาร์กซเรียก คนตกงาน กรรมกรรับจ้างช่ัวคราว คนยากจน คนพิการ
ผู้ป่วยสุขภาพจิต-เหล่านว้ี า่ ชนช้นั กรรมาชพี (lumpenproletariat) การมีสว่ นร่วมของประชาชนท่ีกา้ วหน้าก้าวไกลไปกว่าการ
ตอ่ สูท้ างชนชั้นกับนายทนุ -ไมไ่ ดม้ กี ารให้ความสาคญั เท่าที่ควร
ขวาใหม่ ทางสายทส่ี าม และการมสี ่วนร่วม
ในสหราชอาณาจักร ขวาใหม่ (New Right) ก็คือ พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) ส่วนทางสายท่ีสาม
(Third Way) ก็คือ ทฤษฎีท่ีอธิบายรัฐสวัสดิการของแอนโทนี กิดเด้นส์ (Anthony Giddens) ที่ปรึกษาของนายโทนี แบร์ล
(Tony Blair) นายกรฐั มนตรอี ังกฤษสามสมัย (ค.ศ. 1997 – 2007) พรรคแรงงาน (New Labour Party) ทั้งขวาใหม่และทาง
สายที่สามนั้น บีเรสฟอร์ดและครอฟท์ (Beresford, & Croft, 2008, p.10) เห็นว่า ทั้งสองแนวคิดทฤษฎีต่างให้ลาดับ
ความสาคัญกับการมีส่วนร่วม และแนวคิดที่สัมพันธ์ใกล้เคียงคือ แนวคิดภาคีหุ้นส่วน (partnership) และ แนวคิดการเสริม
พลังอานาจ (empowerment) พิเคราะห์กันลึกลงไป เราจะเห็นว่า ท้ังสองแนวคิด คือ ท้ังขวาใหม่และทางสายท่ีสามนั้น
ผูกพันเช่ือมโยงกับ วาทกรรมที่เน้นตลาดเสรีเป็นตัวนา เน้นแนวคิดการจัดการ (managerialist) และการมีส่วนร่วม ซ่ึงถือว่า
ทั้งสองแนวคดิ มคี วามใกล้เคียงกนั อย่างมากที่สุด
พรรคแรงงานใหม่นั้นขยายความสนใจในประเด็นการมีส่วนรว่ ม ไม่เพียงแต่ในเชิงนโยบายและการปฏบิ ัติ ทวา่ ข้าม
ไปถึงประเด็นทางการเมืองด้วย โดยการหยิบยกวาทกรรมเรื่องประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (participatory democracy)
และแสดงพันธะการรับผิดชอบต่อการกระจายอานาจ การปฏิรูปรัฐบาลท้องถิ่น และอ่ืนๆ ขณะเดียวกัน ขวาใหม่ก็มีรูปแบบ
การมีส่วนร่วมสมัยใหม่ ท่ีเรียกว่า แนวคิดแนวทางท่ีเน้นผู้บริโภค (consumerist approach) ซึ่งถือว่ามีความทับซ้อนกับ
22
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 64
เป้าหมายและเทคนิคแนวคิดการจัดการของพรรคแรงงานใหม่อย่างมาก นักวิชาการ (Beresford, & Croft, 2008) ถึงกับเอา
การมีสว่ นรว่ มของท้งั ขวาใหมแ่ ละทางสายท่สี ามมารวมกัน เรยี กว่า “แนวคดิ แนวทางการมสี ว่ นร่วมแบบเน้นผู้บรโิ ภค/เน้นการ
จัดการ” (a consumerist/managerialist approach to participation)
ทั้งน้ี เราจะเห็นว่า รูปแบบการจัดสวัสดิการโดยรัฐ (state welfare) กาลังลดถอยลงไปอย่างมาก รัฐไม่ได้ผูกขาด
บทบาทในการให้บริการสวัสดิการอีกต่อไป ทว่า ผ่องถ่ายไปให้ ตลาดเสรีและความรบั ผิดชอบของแตล่ ะปัจเจกบคุ คล เข้ามามี
บทบาทมากข้ึน แนวคิดแนวทางการมีส่วนร่วมแบบน้ีถือว่าสอดคล้องเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับแนวคิดท่ีเน้นผู้บริโภค ท่ีเน้น
ตลาดเสรี เน้นความสามารถในการทากาไรสูงสุด เน้นประสิทธิผลมากยิ่งข้ึน ดังเช่นรัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยมที่เน้น 3 ป.
(Three Es.) ได้แก่ ประสิทธิภาพ ประหยัด และประสิทธิผล (efficiency, economy and effectiveness) การย้าเน้นสิทธิ
ของปจั เจกบคุ คลย่งิ ตอบรบั กบั แนวคดิ การมีสว่ นร่วมแบบเน้นผ้บู ริโภค/เน้นการจดั การได้เป็นอย่างดี
ขบวนการเคลือ่ นไหวของผู้ใช้บรกิ ารสวสั ดิการและการมีสว่ นรว่ ม
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการชี้ให้เห็นวา่ อุดมการณ์ทางสังคมการเมืองและนโยบายสังคมสมัยใหม่ ไม่ได้มีแค่ ขวาใหม่
และทางสายท่ีสาม ทว่า มีขบวนการเคล่ือนไหวของผู้ใช้บริการสวัสดิการ (welfare service user movements) ซึ่งมี
พฒั นาการอยา่ งโดดเดน่ เร่อื ยมา ขบวนการเคลอ่ื นไหวเหลา่ น้ี มีอาทิ การเคล่อื นไหวของกล่มุ คนพิการทเี่ นน้ การดารงชีวิตอิสระ
กลุ่มคนที่ผ่านพ้นจากระบบจิตเวช (psychiatric system survivors) กลุ่มคนที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ (people with
learning difficulties) กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้รับบริการสุขภาพ บริการการดูแลทางสังคม บริการประกันรายได้ ฯลฯ เหล่าน้ี
กาลังมีพลังเขม้ แขง็ และมอี ิทธิพลเพมิ่ มากขน้ึ ท้งั ในพื้นที่เขตเลอื กต้ังตามระบอบประชาธิปไตยท้องถ่นิ พ้นื ทอ่ี งคก์ รระดับชาติ
และนานาชาติ ตลอดจนการรวมกลุ่มท่ัวไป ขบวนการเคลื่อนไหวและองคก์ รเหล่านี้ มีการพัฒนาวฒั นธรรมของตนเอง พฒั นา
ศิลปะ หนทางในการจัดระเบียบองค์กรของตนเอง มีความรู้ มีทฤษฎี มีหลักการ มีกลยุทธ์ และมีการเรียกร้องต้องการ ซึ่ง
สมควรท่ีจะตั้งข้อสังเกตอย่างสาคัญว่า การวิเคราะห์แบบมาร์กซิสต์และการวิพากษ์ของฝ่ายซ้ายนั้นมีนัยยะสาคัญต่อ
พัฒนาการทางความคดิ ของขบวนการเหล่าน้ี (Oliver, 1990 cited in Beresford, & Croft, 2008, p.10)
กล่าวอกี อย่างหนึง่ สิ่งที่ขบวนการเคลื่อนไหวของผู้ใช้บริการสวัสดิการกาลังกระทาอยู่กค็ ือ การพัฒนารูปแบบการมี
ส่วนรว่ มท่ีเป็นของตนเอง – หรือเรียกว่า รูปแบบประชาธิปไตย (democratic model) (Beresford, & Croft, 2008, p. 10)
การมีสว่ นร่วมของผู้ใช้บริการสวัสดิการถือเป็นส่วนหนง่ึ ของปรัชญาสงั คมการเมืองโดยกวา้ งๆ ที่ให้ลาดับความสาคญั ตอ่ การไม่
แบ่งแยกกีดกันประชาชน (people’s inclusion) การให้อานาจอิสระ (autonomy) แก่ประชาชน การเป็นผู้กระทาการ
(agency) การมีอิสระเสรี (independence) และ การบรรลุซึ่งสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เราจะเห็นว่า การมีส่วน
ร่วมทางการเมืองตามรูปแบบประชาธิปไตยนั้น มีความห่วงใยหลักๆ ต่อสิทธิและเสียงของประชาชนท่ีจะแสดงออกมาใน
กระบวนการทางเมือง ตอ่ สถาบัน องคก์ รและหนว่ ยงานที่มผี ลกระทบต่อประชาชน และตอ่ การที่ประชาชนจะมีสมรรถนะใน
การควบคุมชีวิตไดด้ ว้ ยตนเอง
การมีส่วนร่วมในรูปแบบประชาธิปไตยนั้นมีรากเหง้าลึกๆ อยู่ในชีวิตของประชาชน และอยู่ในความปรารถนาท่ีจะ
ปรับปรุงสภาวะและธรรมชาติชีวิตของตน การมีส่วนร่วมก็คือการแสดงออกซึ่งพันธะผูกพันต่อ “การพิทักษ์สิทธิของตนเอง”
(self-advocacy) การแสดงออกของประชาชนที่จะพูดและกระทาการตามสิทธิของตน การมีส่วนร่วมตามรูปแบบ
ประชาธิปไตยเกิดข้ึนเป็นรูปธรรมชัดเจนจากตัวอย่างของการร่วมกันเป็นองค์กรประชาชนคนพิการอิสระ และองค์ กร
ผู้ใช้บริการสังคม (social care service users’ organizations) (Newnes, et al, 2001 cited in Beresford, & Croft,
2008, pp.11-12)
อันท่จี ริง การมีส่วนร่วมตามรปู แบบประชาธิปไตยนี้เปน็ การเมืองโดยชัดแจง้ ซง่ึ ไมเ่ หมอื นกับรปู แบบท่ีเนน้ ผู้บริโภค/
เน้นแนวคิดการจัดการ คือรูปแบบประชาธิปไตยเนน้ ประเด็นพลังอานาจและการกระจายซ้าของพลังอานาจ (redistribution
of power) ตัวอย่างเช่น ขบวนการเคลื่อนไหวของคนพิการมีฐานคิดอยู่ที่ (ก) การมีส่วนร่วมในแนวคดิ ทางสังคมเพ่ือคนพิการ
23
รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 64
(the social model of disability) และ (ข) การใชก้ ารปฏบิ ัติการทางสังคมโดยตรง (direct action) และการปฏิบตั กิ ารผา่ น
กลไกรัฐสภา (parliamentary action) เพื่อให้บรรลุผลเป็นการเปล่ียนแปลง ขบวนการเคล่ือนไหวของคนพิการจัดลาดับ
ความสาคัญในการผลักดนั การนาเสนอกฎหมายสทิ ธิพลเมอื ง และการจัดบริการสนับสนุนที่เหมาะสมเพยี งพอให้กับองค์กรของ
คนพิการ การสถาบันขบวนการดารงชีวิตอิสระ (independent living movement) เพ่ือสร้างความมั่นใจว่า คนพิการจะ
สามารถควบคุมการสนับสนุนระดับบุคคลผ่านการจ่ายเงินโดยตรง (direct payments) และควบคุมแผนงานช่วยเหลือส่วน
บุคคลที่คนพกิ ารเป็นผู้ดาเนินการเอง (self-run personal assistance schemes) (Beresford, & Croft, 2008, p.12)
บีเรสฟอร์ดและครอฟท์ (Beresford, & Croft, 2008, p.12) เห็นว่า ขบวนการเคลื่อนไหว การมีส่วนร่วมตาม
รปู แบบประชาธปิ ไตยน้ี มีเปา้ หมายเพ่ือการปลดปล่อย (liberation) มพี นั ธะผกู พนั กบั การเปล่ยี นแปลงทางสังคม และเปน็ การ
เสรมิ พลังอานาจท้ังในระดบั บุคคลและระดับการเมือง
วเิ คราะห์ศักยภาพของการมสี ่วนรว่ มสองรปู แบบ
พฒั นาการของการมสี ่วนร่วมสองรูปแบบทแ่ี ตกต่างกัน สะท้อนให้เหน็ แนวความคิดเร่ืองการมสี ่วนร่วมท่ีแตกตา่ งกัน
รวมถึงบรบิ ทดา้ นสังคม-เศรษฐกจิ และการเมือง ตลอดจนอุดมการณ์ท่แี ตกตา่ งกนั อย่างสาคญั อยา่ งไรกต็ าม บเี รสฟอร์ดและค
รอฟท์ (Beresford, & Croft, 2008, p.12) เหน็ ว่า มีความทับซอ้ นระหว่างการมสี ่วนร่วมตามแนวคดิ แนวทางที่เนน้ ผู้บริโภค/
เนน้ การจัดการ กบั การมสี ่วนร่วมตามแนวคิดแนวทางประชาธิปไตย สว่ นทแี่ ตกตา่ งอย่างสาคญั ก็สามารถสืบค้นย้อนหลงั ไปถึง
ความแตกต่างในจุดกาเนิด การให้คุณคา่ และเป้าหมายของท้ังสองรูปแบบ
การมสี ่วนรว่ มตามรูปแบบเน้นผบู้ รโิ ภค/เน้นการจดั การกบั การมสี ว่ นรว่ มที่เนน้ รูปแบบประชาธิปไตย ตา่ งรวมศูนยไ์ ป
ทกี่ ารสรา้ งการเปลยี่ นแปลง อย่างไรกต็ าม รปู แบบเน้นผบู้ ริโภค/เนน้ การจดั การน้ัน แสวงหาปัจจัยนาเขา้ จากภายนอกระบบ ท่ี
แล้วแต่รัฐ ตลาด ระบบบริการ หรือผู้กาหนดนโยบายจะเป็นผู้ตัดสินใจนาเข้าปัจจัยภายนอกตัวใด-เข้ามา การควบคุมพลัง
อานาจและการกระจายอานาจ-ไม่มกี ารเปล่ียนแปลงใดๆ สว่ นรปู แบบประชาธิปไตยนั้นให้ความมนั่ ใจว่าผูใ้ ชบ้ ริการสวสั ดิการ
และพลเมืองกลุ่มอื่นๆ มีความสามารถโดยตรงและมีโอกาสที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง (Beresford, & Croft,
2008, p.12)
ในขณะท่ี ตรรกะของรูปแบบประชาธิปไตยคือกระบวนการทางการเมืองจากข้างล่างไปสู่เบื้องบน (bottom-up
process) และบริการอยู่ในการควบคุมและการชี้นาโดยผูใ้ ชบ้ ริการ รูปแบบท่ีเน้นผู้บริโภคและเน้นการจัดการนั้น ค่อนข้างยึด
อยู่กับกระบวนการจากเบือ้ งบนลงสู่ข้างลา่ ง (top-down) แนวคดิ การจัดบริการถูกชี้นาการจัดการโดยการเมือง ฝ่ายนโยบาย
และทีมการจัดบริการ ในขณะท่ี รูปแบบประชาธิปไตยมีความชัดเจนวา่ มีคุณลักษณะเปน็ การเมือง รูปแบบเน้นผูบ้ ริโภค/เน้น
การจดั การมคี ณุ ลกั ษณะความเป็นนามธรรม ไมส่ มั พันธก์ ับอดุ มการณ์หรือปรัชญาใดอย่างแน่ชัด (Beresford, & Croft, 2008,
p.13)
ในกรณีของการมีสว่ นร่วมของประชาชนตอ่ กระบวนการนโยบายสังคม มีการตั้งคาถามว่า การมีสว่ นร่วมแบบไหนท่ี
มีศักยภาพในการปลดปล่อยประชาชนให้มีอิสระเสรี การมีส่วนร่วมแบบไหนท่ีนาไปสู่การเปลี่ยนผ่าน (transformation) ใน
นโยบายสังคม อะไรเป็นความแตกต่างทเ่ี กดิ ข้ึนอย่างแทจ้ รงิ และการมสี ่วนร่วมอย่างใดที่เป็นส่งิ ทตี่ ้องการ ผลกระทบอะไรที่จะ
เกิดขึ้นจริงๆ กับนโยบายสังคม รูปแบบการมีส่วนร่วมรูปแบบใดท่ีมีศักยภาพในเชิงการปลดปล่อย นาไปสู่สิทธิและ
ผลประโยชนข์ องประชาชนท่ีก้าวหน้ายิ่งข้ึน รปู แบบการมีสว่ นร่วมรปู แบบใดที่มีศพั ยภาพในการเปล่ียนผ่าน และสนับสนุนให้
นโยบายสงั คมสามารถบรรลผุ ล-นาไปส่กู ารเปลย่ี นผา่ นได้ (Beresford, & Croft, 2008, p.13)
นกั วิชาการบางท่าน อาทิ บีเรสฟอร์ดและครอฟท์ (Beresford, & Croft, 2008, p.13) เห็นวา่ แนวคิดแนวทางการ
มีส่วนร่วมแบบเน้นผู้บริโภคนั้นให้ความสาคัญกับการรวบรวมข้อมูล มากกว่าการมุ่งเสริมพลังอานาจให้ประชาชน ปัจจุบันนี้
การมีส่วนร่วมตามแนวคิดนี้มีบทบาทครอบงาทางความคิดไปอย่างแพร่หลาย ทาให้เกิดภาพลวงตาของการมีส่วนร่วมและ
นาไปสู่การไม่ไว้วางใจได้ แนวคิดแนวทางแบบเน้นผู้บริโภค/เน้นรูปแบบการจัดการน้ัน ใช้การแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ท่ีมี
24
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 64
ลาดับชั้น (hierarchical) และขาดการใส่ใจในการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอานาจ ทาให้การมีส่วนร่วมแบบนี้เป็นไปเพ่ือ
รักษาสถานะอานาจเดิม (status quo) เอาไว้ โดยไมพ่ ยายามท้าทายใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงอานาจ ในบรบิ ทของสังคมองั กฤษ
การมีส่วนร่วมแบบน้ียิ่งไปย้าเน้นความสาคัญของการมีสัมพันธภาพกับตลาดเสรี โดยผ่านกลไกการพัฒนาที่เรียกว่า “ภาคี
หุ้นส่วนความร่วมมือแบบรัฐกับเอกชน” หรือ PPP (ย่อมาจาก private public partnerships) และ “ความคิดริเริ่มทางการ
เงนิ ภาคเอกชน” หรือ PFI (ยอ่ มาจาก private finance initiatives) กลไกเหลา่ นที้ าให้ “เสยี ง” (voice) ของผใู้ ชบ้ รกิ ารเสยี่ ง
ท่จี ะถูกริดรอนสิทธิและถูกทาใหเ้ ป็นได้แคค่ นชายขอบ (marginalized) โดยหุ้นสว่ นภาคฝา่ ยท่ีมอี านาจมากและมีผลประโยชน์
มากกวา่ มไิ ดส้ นใจอยา่ งจรงิ จังกบั โวหารอันสวยหรขู องการมสี ว่ นร่วมและการสร้างพลังอานาจที่พรา่ กลา่ วออกมา
ในทางตรงกันข้าม แนวคิดแนวทางการมีส่วนร่วมแบบเน้นประชาธิปไตย เปิดทางให้กับการปลดปล่อยและการ
เปล่ียนผ่านทีเ่ ป็นจรงิ อันทจี่ ริง นักนวตั กรรมสงั คมที่นยิ มการพิทักษส์ ิทธยิ ืนยนั ไดว้ ่า กฎหมายท่มี ีความเช่ือมโยงกบั นวตั กรรมท่ี
เนน้ ประชาธิปไตย อยา่ งเช่น กฎหมายขจดั การเลือกปฏิบัตกิ ับคนพิการ และกฎหมายท่ีให้จา่ ยตรงเบี้ยยงั ชพี นบั เป็นจุดเริ่มต้น
ของการมีส่วนร่วมแบบประชาธิปไตยน่ันเอง ท้ังน้ี นวัตกรรมสังคมเช่นนั้นย้าเน้นในเร่ืองการกระจายซ้าอานาจ
(redistribution of power) ย้าเน้นในการสร้างพลังอานาจท้ังส่วนตัวและอานาจทางการเมืองให้กับประชาชน ในฐานะ
พลเมือง แรงงาน และผู้ใชบ้ ริการ (service users) ย้าเน้นในการสรา้ งความสัมพนั ธ์ท่เี สมอภาคเท่าเทียมในนโยบายสาธารณะ
และย้าเน้นการสนับสนุนการควบคุมของผู้ใช้บริการ ท้ังหมดทั้งสิ้น มีนัยยะของการเปลี่ยนผ่านในนโยบายสังคมทั้งสิ้น
(Beresford, & Croft, 2008, p.14)
ดงั นน้ั แนวคิดแนวทางการมีสว่ นร่วมแบบประชาธิปไตยจึงมีพันธะผกู พันต่อการปลดปล่อยให้ผู้ใช้บริการมเี สรี ผ่าน
การบรรลุผลสาเร็จของสิทธิพลเมืองและสิทธิมนุษยชน โดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนรากหญ้า ( grassroots)
ขบวนการเคล่ือนไหวของมวลชน (mass movements) ในขณะท่ี การมีส่วนร่วมตามแนวคิดที่เน้นผู้บริโภคและเน้นการ
จัดการนาไปสู่ความตีบตันและติดกับดักของการดารงสถานภาพเดิม (status quo) เราจะเห็นว่า ไม่มีนโยบายสังคมใดที่อ้าง
พันธะผูกพันในเรื่องสิทธิและความต้องการจาเป็นของผู้ใช้บริการ แล้วละเลยเพิกเฉยต่อการมีส่วนร่วมตามรูปแบบ
ประชาธิปไตยไปได้ การมีส่วนร่วมเช่นน้ีอาจจะนาไปสู่การสร้างพื้นฐานของการเปล่ียนผ่านนโยบ ายสังคม ดังนั้น จึงมี
ความสาคัญอย่างยิ่งที่ต้องพิจารณารูปแบบการมีส่วนร่วมน้ีอย่างระมัดระวัง เราจาเป็นต้องแยกแยะได้ชัดเจน ระหว่างการมี
สว่ นร่วมตามรูปแบบท้ังสองและไม่สับสนปนเป มีความจาเปน็ ท่ีตอ้ งเชือ่ มโยงรปู แบบการมีส่วนร่วมนก้ี บั ปรชั ญาอดุ มการณท์ ่ใี ช้
เป็นรากฐานค้ายันนโยบายสังคม ประการท่ีสาคัญ นวตั กรรมสังคมและนโยบายสังคมไม่ควรถูกพิจารณาโดยแยกโดดออกมา
จากขบวนการเคลอ่ื นไหวของผ้ใู ชบ้ รกิ ารสวสั ดกิ ารทีม่ สี ่วนรว่ มอยา่ งเข้มแข็งต่อพฒั นาการในนวัตกรรมสังคมและนโยบายสังคม
น้ันๆ (Beresford, & Croft, 2008, p.14)
กระบวนการประชาธิปไตยทาให้นวตั กรรมสังคม-เปน็ นวัตกรรมสงั คมทแ่ี ทจ้ ริง
จากตัวอย่างนวัตกรรมสังคมในสองแหล่งใหญ่ ได้แก่ วิจัยนวัตกรรมเพ่ือการบริการสังคมในยุโรป (INNOSERV)
และ นิยามความหมายของนวัตกรรมสังคมท่ีเข้มข้นของ การรวบรวมนวัตกรรมสวัสดิการในระดับท้องถิ่นเพื่อความ
สมานฉันท์ในสังคม (WILCO) ทาให้เห็นว่านวัตกรรมสังคมที่เกิดขึ้นในภาคพ้ืนยุโรปทั้งสองแหล่งใหญ่นั้น มีนัยยะของ
กระบวนการประชาธิปไตย ท้ังในด้านประเภทของนวตั กรรม การกระจายอานาจให้ทอ้ งถิ่น การจัดการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่
มุง่ สง่ เสริมสวสั ดกิ ารและการสรา้ งความสมานฉันทใ์ หเ้ กิดขึ้น
ย่ิงไปกว่านั้น หากพิจารณาไปที่การถกเถียงถึงนิยามความหมายของ “นวัตกรรมสังคม” เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งท่ี
แอนเดอร์สนั เคอรต์ ิส และ วิททิก (Anderson, Curtis, & Wittig, 2014, p. 28) เสนอให้ใช้นิยามศพั ทค์ าว่า นวัตกรรมสังคม
วา่ เป็น “การแก้ไขปัญหาใหม่ๆ ต่อความท้าทายทางสังคม ที่มีเจตนาและมีผลกระทบต่อความเสมอภาคเท่าเทียม ความเป็น
ธรรมและการเสริมสร้างพลังอานาจ” (New solutions to social challenges that have the intent and effect of
25
รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 64
equality, justice and empowerment.) นวัตกรรมสังคมจึงไม่ใช่เป็นเพียงของใหม่ๆ หรือของท่ีปรับปรุงจนเป็นของใหม่
เพื่อนามาใช้เป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาท่ีท้าทายสังคม แต่ต้องมีคุณลักษณะที่สะท้อนการให้คุณค่ากับความเสมอภาคเท่า
เทียม ความเป็นธรรมและการสร้างเสริมพลังอานาจอีกด้วย
นยิ ามความหมายดังกล่าว นับได้ว่าเปน็ การสร้างวาทกรรม ท่บี รรจงวางกระบวนการประชาธิไตยลงไปในนวัตกรรม
สังคม เสมือนหนึ่งกระบวนการประชาธิปไตยเป็นธรรมชาติอันขาดเสียมิได้ของนวัตกรรมสังคม กล่าวอีกอย่างหน่ึงก็คือ
กระบวนการประชาธิปไตยทาให้นวัตกรรมสังคม-เป็นนวัตกรรมสังคมที่แท้จริง ท่ีไกลออกไปจากนวัตกรรมด้านอ่ืนๆ ท่ีไม่ใช่
นวตั กรรมสังคม
ส่วนแนวความคิดของบีเรสฟอร์ดและครอฟท์ (Beresford, & Croft, 2008) น้ัน ท้ังสองท่านวิพากษ์การทาสังคม
สงเคราะห์ให้เป็นประชาธิปไตย ในฐานะเป็นองค์ประกอบสาคัญของนวัตกรรม ท้ังน้ี ทัศนะของนักคิดท้ังสองท่านสอดแทรก
กระบวนการประชาธิปไตยที่แนบแน่นกับสังคมสงเคราะห์และนโยบายสังคม โดยหยิบยกแนวคิดการมีส่วนร่วมเข้ามาเป็น
แกนกลางของการวิเคราะห์แยกแยะกระบวนการท่ีทาให้สังคมสงเคราะห์เป็นประชาธิปไตย-หรือ ไม่เป็นประชาธิปไตย
เท่าท่ีควร บีเรสฟอร์ดและครอฟท์ชี้ให้เห็นแนวคิดแนวทางการมีส่วนร่วมในสองแนวคิด คือ แนวคิดแนวทางการมีส่วนร่วมท่ี
เนน้ ผู้บริโภคและเนน้ การจัดการ กับแนวคิดแนวทางการมีสว่ นรว่ มทเ่ี น้นประชาธปิ ไตย โดยแนวคิดแรกเน้นกระบวนการสง่ั การ
แนวด่ิงมากกว่าแนวราบ เป็นการรักษาสถานะอานาจเดิมของระบบ เสี่ยงต่อการริดรอนสิทธิและการสร้างความเป็นคนขาย
ขอบ ไม่เอือ้ ต่อการกระจายซา้ ไม่เออ้ื ต่อการลดความเหลอื่ มลา้ ไมเ่ อือ้ ตอ่ การสร้างความเป็นธรรม และไม่เออื้ ต่อการสรา้ งพลัง
อานาจเท่าทีค่ วร บเี รสฟอร์ดและครอฟทเ์ หน็ วา่ แนวคดิ การมีส่วนรว่ มที่เนน้ รปู แบบประชาธิปไตยสอดคลอ้ งกับการสร้างความ
เป็นธรรมและการสร้างพลังอานาจมากกว่า ได้รับการสนับสนุนจากขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนในร ะดับรากหญ้า
มากกว่า นวัตกรรมสังคมและนโยบายสังคมจาเป็นต้องแนบแน่นไปกับกระบวนการประชาธิปไตย ท่ีการมีส่วนร่วมของ
ขบวนการเคล่ือนไหวของผ้ใู ชบ้ ริการมคี วามสาคญั จาเป็น-อย่างยง่ิ
สรุป
บทความนี้ชวนให้พิจารณาทบทวนนวัตกรรมสังคมในนิยามความหมายและคุณค่าภายในที่ไม่อาจปฏิ เสธ
กระบวนการประชาธิปไตยได้ นวัตกรรมสังคมมีธรรมชาติที่แนบแน่นกับกระบวนการประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
นกั วิชาการจานวนหน่งึ ถึงกับเสนอนิยามความหมายที่เชื่อมโยงนวตั กรรมไปสู่การสร้างความเป็นธรรม การลดความเหล่ือมล้า
การไม่แบ่งแยกกีดกัน การปลดปล่อยและการสร้างพลังอานาจ รวมทั้งเสนอให้พิจารณาการมีส่วนร่วมของผู้ใช้บริการที่เน้น
รูปแบบประชาธิปไตยเป็นสาคัญ รวมท้ังตระหนักระวังต่อการมีส่วนร่วมมราเน้นเพียงผู้บริโภคหรือแนวคิดการจัดการ ซ่ึง
ประการหลัง ส่งผลเป็นการรักษาสถานะอานาจเดิม มากกว่าการปลดปล่อย การสร้างความเป็นธรรม และ การสร้างพลัง
อานาจให้กับประชาชนผู้ใช้บริการอย่างแท้จริง นวัตกรรมสังคมควรเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับขบวนการเคล่ือนไหวทางสังคม
ของประชาชนกลุม่ คนรากหญ้า.
26
รายงานสืบเนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 64
ภาษาไทย เอกสารอา้ งองิ
กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์. (2558). นวัตกรรมการพัฒนาสังคมและสังคมสงเคราะห์. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
โกวิทย์ พวงงาม. (2558). นวัตกรรมทอ้ งถนิ่ ขององค์กรปกครองท้องถิ่น. กรงุ เทพมหานคร: เสมาธรรม.
สิริฤกษ์ ทรงศิวไิ ล. (2560). การปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรม. ยุทธศาสตรก์ ารวจิ ัยและนวตั กรรมของประเทศ. การประชุม
แนวทางการจัด สรรงบ ป ระม าณ บู รณ าการการวิจัย และนวัต กรรม ป ระจาปี งบ ป ระม าณ ๒ ๕ ๖ ๒
(https://www.nrct.go.th/Portals/0/data/07-part1/07part2/07part3/1 % %A1.pdf.)
ภาษาตา่ งประเทศ
Anderson, T., Curtis, A., & Wittig, C., (2014). Definition and theory in social innovation. Master of Arts in
Social Innovation, Danube University, Krems. (file:///C:/Users/USER/Downloads/Documents/Definitions-
and-Theory-in-Social-Innovation-Final-1.pdf).
Beresford, P., & Croft, S. (2008). Democratising social work – a key element of innovation: From ‘client’ as
object, to service user as producer. The Innovation Journal: The Public Sector Innovation Journal,
13 (1): pp.2-22.
Berzin, S.C., Singer, J., & Chan, C. (2015). Practice innovation through technology in the digital age: A grand
challenge for social work. Working Paper No.12 Grand Challenges for Social Work Initiative.
American Academy of Social Work and Social Welfare. (aaswsw.org/.../Practice-Innovation-through-
Technology-in-the-Digital-...).
Brook, F., Wertheimer, M.R., Beck. E.L., & Wolk, J.L. (2004). Community partnerships: An innovative model
of social work education and practice. Social Work Faculty Publications, School of Social Work.
Georgia State University. ScholarWorks@Georgia State University. (scholarworks.gsu.edu/cgi/viewcontent.cgi?
article=1002&context...).
Cavalcante, M.T.L., Riberas, G., & Rosa. G. (2016). Fostering innovation in social work and social education
degrees: Multilingual environment and tools for social change. International Journal Education
Technology in Higher Education, 13 (31): pp.1-11.
Dahl, H.M. et al. (2014). Promoting innovation in social services: An agenda for future research and
development. Summary Findings and Key Recommendations. INNOSERV – Social Services
Innovation. (file:///C:/Users/USER/Downloads/Documents/INNOSERV_FINAL%2520Research%2520
Agenda%2520and%2520translated%2520summary.pdf.).
Davies, A., Simon, J., Patrick, R., & Norman, W. (2012). Mapping citizen engagement in the process of social
innovation. TEPSIE. Growing Social Innovation. (file:///C:/Users/USER/Downloads/Documents/tepsie.
d5.1mappingcitizenengagementintheprocessofsocialinnovation.pdf).
Dienel, H. (2011). Chapter 10: Public participation procedures in German innovation policy: An overview. In
Y. Harayama, & Y. Nitta. (Eds.). Fostering innovation to address social challenges. Workshop
Proceedings. OECD. (https://www.oecd.org/sti/inno/47861327.pdf).
27
รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 64
Evers, A., Ewert, B., & Brandsen, T. (Eds.). (2014). Social innovations for social cohesion: Transnational
patterns and approaches from 20 European cities. WILCO Project. (www.wilcoproject.eu/downloads
/WILCO-project-eReader.pdf).
Harayama, Y., & Nitta, Y. (2011). Introduction: Transforming innovation to address social challenges. In Y.
Harayama, & Y. Nitta. (Eds.). Fostering innovation to address social challenges. (pp.11-17). Workshop
Proceedings. OECD. (https://www.oecd.org/sti/inno/47861327.pdf).
Johansson, I. et al. (2008). Innovations in social welfare empowerment and globalization in a Nordic social
work education context. International Journal of Social Welfare, 17 ( ): pp.260-268.
Kemp. R. (2015). Social innovation as an emerging phenomenon of great societal importance. (http://www.
transitsocialinnovation.eu/blog/social-innovation-as-an-emerging-phenomenon-of-great-societal-
importance).
Müller, M. (2015). Innovation and citizen participation in social work. A review of the literature on the
social work research field. Work in progress paper, Joint Session, ECPR. (https://ecpr.eu/Filestore/.../
cf32bf7c-9839-4142-95e0-bc768ca30008.pd...).
Nandan, M., London, M., & Bent-Goodley, T. (2015). Social workers as social change agents: Social
innovation, social intrapreneurship, and social entrepreneurship. Human Service Organizations:
Management, Leadership & Governance, 39 ( ).: pp.38-56.
Noya, A, (2011). Chapter 1 The essential perspectives of innovation: The OECD Leed Forum on Social
Innovations. In Y. Harayama, & Y. Nitta. (Eds.). Fostering innovation to address social challenges.
(pp.18-24). Workshop Proceedings. OECD. (https://www.oecd.org/sti/inno/47861327.pdf).
UNRISD. (2016). Chapter 2 New trends and innovations in social policy. (www.unrisd.org/flagship2016-
chapter2).
28
รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 64
การวิเคราะห์อภมิ านปจั จัยทีม่ ีผลต่อความรู้ความเขา้ ใจในสิทธสิ วสั ดกิ ารของประชาชน
Meta-Analysis of Factors Affecting People’s Social Welfare Knowledge and Understanding
ดร.สุขุมา อรณุ จติ 1
Sukhuma Aroonjit, Ph.D.2
Abstract
A key component of social welfare success relies on the perception of people on its benefits.
Recent research has found a variety of factors affecting knowledge of people on their social welfare
benefits. However, related factors are not being synthesized regarding particular knowledge. This research
aims to study factors that provide an impact on knowledge and understanding of people on social
welfare rights by means of analytical methods (Meta-analysis) of research during 2002 to 2014. All
selected research is qualified as determined by the researcher in containing knowledge and understanding
of social welfare rights with research criteria of 3.51 and above, according to research objective. A total of
110 samples were analyzed to estimate standard index by using Glass formula, McGaw and Smith (1981)
and Cohen's (1990) interpretation. The results showed a moderate level on the Effect Size. Factors
affecting people’s perception on social welfare are as follows: (1) through television, (2) through
individual, (3) through leaflets, (4) level of education, (5) through newspapers, (6) job and position, (7)
gender, (8) career, (9) training and seminar, and (10) age.
Keyword : Meta-analysis, Knowledge and Understanding, Social Welfare
บทคดั ย่อ
สงิ่ สาคญั ประการหนึง่ ทจ่ี ะทาใหง้ านสวัสดกิ ารสังคมประสบความสาเรจ็ คือ ความรคู้ วามเข้าใจของประชาชนเก่ียวกับ
สิทธิสวสั ดิการท่ีพึงได้รับ ท่ีผ่านมาพบว่ามีงานวิจัยเก่ียวกับปัจจัยท่ีมีผลต่อความรู้ความเข้าใจของประชาชนในสิทธิสวัสดิการ
จานวนมากแต่ยังไม่มีการสงั เคราะห์องค์ความรู้เหล่านั้น ในการศึกษาคร้งั นีผ้ ู้ศกึ ษาจงึ มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อ
ความรู้ ความเข้าใจของประชาชนเก่ียวกับสทิ ธสิ วัสดิการสังคม ด้วยวิธกี ารวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) งานวิจัยที่เป็น
วิทยานิพนธ์ต้ังแต่ปี พ.ศ 2545 – 2557 โดยมีคุณสมบัติตามท่ีผู้ศึกษากาหนดคือ เป็นวิทยานิพนธ์ท่ีมีเน้ือหาสาระเกี่ยวกับ
ความรู้ ความเขา้ ใจในสทิ ธสิ วัสดิการสงั คม ตรงตามวัตถุประสงค์ในการวจิ ัยและมีผลการประเมินงานวิจยั ท่มี คี ณุ ภาพในระดบั ดี
ข้ึนไป ได้กลุ่มตัวอย่างท้ังหมดจานวน 110 เร่ือง นามาประมาณค่าดัชนีมาตรฐาน (Standard Index) สาหรับงานวิจัยแต่ละ
เรือ่ ง จากการใช้สูตรของ Glass, McGaw and Smith (1981) และแปลผลตามวิธีของ Cohen (1988) ผลการศึกษาพบวา่ ค่า
ขนาดอิทธิพล (Effect Size) โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนปัจจัยท่ีมีผลต่อความรู้ความเข้าใจในสิทธิสวัสดิการของ
ประชาชนเรียงตามลาดบั จากมากไปน้อยคอื (1) การรับรผู้ ่านส่ือโทรทศั น์ (2) การรับรผู้ ่านสื่อบุคคล (3) การรบั ร้ผู ่านแผ่นพับ
ใบปลิว (4) ระดับการศึกษา (5) การรับรู้ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ (6) ตาแหน่งงาน (7) เพศ (8) อาชีพ (9) การเข้ารับการอบรม
(10) อายุ
คาสาคัญ : วิเคราะหอ์ ภมิ าน, ความรู้ความเข้าใจ, สิทธิสวัสดกิ าร
1 อาจารย์ประจา คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
2 Lecture, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
E-mail : [email protected]
29
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 64
บทนา
การจดั ระบบสวัสดิการเป็นไปเพ่ือสร้างความมัน่ คงทางสงั คมให้มีประสทิ ธิภาพ สนบั สนนุ การคุ้มครองประชาชนหรือ
กลุ่มผู้รับผลประโยชน์อย่างกว้างขวาง ครอบคลุมคุ้มครองประชาชนหรือกลุ่มคนเหล่านั้นให้มีความอยู่ดีกินดี ท้ังนี้ภาครัฐ
จะต้องมีการกาหนดทิศทางของนโยบายสวัสดิการสังคมที่มีความชัดเจน ปัจจุบันภาคส่วนต่างๆ ได้เข้ามามีบทบาทใน
ระบบงานสวัสดิการสังคมเพิ่มมากข้ึน ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรศาสนา กลุ่มประชาสังคม ภาค
ประชาชน ฯลฯ รว่ มกันรับผิดชอบในการจัดระบบสวัสดิการให้มีประสิทธภิ าพ อย่างไรก็ตามถึงแม้ระบบสวสั ดิการในปัจจุบัน
จะก้าวหน้าไปมากน้อยเพียงใดก็ตาม หากแต่ส่ิงสาคัญประการหนึ่งท่ีจะทาให้งานสวัสดิการสังคมประสบความสาเร็จไปสู่
เป้าหมายแห่งการอยู่ดีกินดีมีสุขมีสทิ ธิ น่ันคือความรู้ความเข้าใจของประชาชนในเรื่องสิทธิสวัสดิการท่ีตนเองพึงได้รับ เพราะ
หากเมื่อประชาชนมคี วามรู้ ความเข้าใจทถ่ี ูกตอ้ งแลว้ จะสามารถนาความรู้เหล่าน้ันไปใช้ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ยิ่งมีความรูม้ าก ยิ่ง
มีพลังอานาจท้ังในการสื่อสาร การต่อรองและสามารถควบคุมส่ิงแวดล้อมรอบตัวและมีศักยภาพก้าวหน้ากว่าผู้ที่ไม่มีความรู้
(Fagerlind and Sasha, 1989: 33-37) ดังนั้นการสนับสนนุ ใหป้ ระชาชนมีความรู้ ความเข้าใจท่ีถูกต้องเหมาะสมจงึ นับเปน็ ส่ิง
ที่จาเปน็ สาหรบั การพฒั นาประเทศ
จากการสารวจของผศู้ ึกษาพบว่างานวจิ ัยท่ไี ด้มีการศึกษาเก่ียวกับปัจจยั ที่ส่งผลต่อความรู้ ความเข้าใจของประชาชน
เกี่ยวกับสทิ ธิสวัสดิการตา่ งๆ ตง้ั แต่อดีตจนถงึ ปัจจุบนั มีจานวนมาก แตพ่ บว่ายงั ไม่มงี านวจิ ัยใดทีม่ ีการสังเคราะหอ์ งค์ความร้ใู น
เรื่องดังกล่าวเลย ทั้งน้ีผู้ศึกษายังพบอีกด้วยว่าการสังเคราะห์งานวิจยั เก่ียวกับงานด้านสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคมใน
ประเทศไทยยังมีจานวนน้อยมาก (สุขุมา อรุณจิต, 2557, น.5) ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นผู้ศึกษาจึงมีความสนใจในการ
สงั เคราะห์งานวจิ ัยดว้ ยวิธีการวิเคราะห์อภิมานเพื่อศึกษาค้นหาปัจจัยท่ีจะส่งผลต่อความรู้ ความเขา้ ใจของประชาชนเกี่ยวกับ
สิทธิสวัสดิการสงั คม เพ่ือใหไ้ ดข้ ้อสรุปที่เป็นภาพรวมองค์ความรู้ที่ครอบคลุมและรอบด้าน อนั เป็นประโยชน์แก่ผทู้ ี่เกยี่ วข้องใน
งานสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม ตลอดจนกลุ่มผู้ที่สนใจอ่ืนๆ สามารถที่จะนาผลการศึกษาน้ีไปเป็นฐานข้อมูลท่ีเป็น
ประโยชน์ต่อการพฒั นาศาสตร์ในสาขานี้ รวมถึงเปน็ ขอ้ มลู ในการพฒั นาแนวทางการส่งเสรมิ ความรู้ ความเขา้ ใจของประชาชน
ในเร่ืองสทิ ธิสวสั ดกิ ารได้อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป
การศกึ ษานมี้ ีวัตถปุ ระสงค์เพ่ือศึกษาปจั จัยที่มีผลต่อความรู้ ความเขา้ ใจในสทิ ธสิ วัสดิการ โดยการสังเคราะห์งานวิจัย
เชิงปริมาณด้วยวิธีการวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) ซึ่งจะสามารถแสดงถึงองค์ความรู้ที่ได้จากการสรุปรวมของ
สถานภาพองค์ความรู้ จากการประมาณค่าดัชนีมาตรฐานสาหรับงานวิจัยแต่ละเร่ือง โดยใช้สูตรของ Glass, McGaw and
Smith (1981) และแปลผลตามวธิ ขี อง Cohen (1988) ผลการวิจัยครง้ั น้ีจะไดฐ้ านข้อมูลทีเ่ ป็นประโยชน์ตอ่ การพัฒนาศาสตร์
ในสาขานี้ มุ่งให้เกดิ ประโยชนแ์ กง่ านสงั คมสงเคราะห์และสวัสดิการสงั คมและมุ่งสปู่ ระโยชน์แกส่ ังคมโดยรวม
ขอบเขตในการศกึ ษาปจั จยั ทม่ี อี ทิ ธพิ ลตอ่ ความรคู้ วามเข้าใจในสทิ ธสิ วสั ดกิ ารในการวจิ ยั นีไ้ ดจ้ ากัดไว้ดงั ต่อไปนี้
1) คัดเลือกวทิ ยานิพนธท์ ่ีทาแล้วเสร็จตามดัชนรี ายช่ือวทิ ยานิพนธต์ งั้ แต่ปกี ารศึกษา 2545-2557
2) ประชากรในการวิจยั คอื งานวจิ ยั ท่ีเป็นวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาทงั้ ในระดบั ปรญิ ญามหาบัณฑิตและระดับปรญิ ญา
ดุษฎีบัณฑิต ตามหลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิตและหลักสูตรดุษฎีบัณฑิต ท่ีเก่ียวข้องกับความรู้ความเข้าใจใน
สิทธิสวัสดิการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยการสืบค้นรายชื่อวิทยานิพนธ์จากฐานข้อมูลทางอิ นเตอร์เน็ตของ
สานักหอสมดุ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตรโ์ ดยใช้คาสาคัญ (Key Word) คอื “สวสั ดิการสังคม” “สิทธิ” “ความรู้” “ความเข้าใจ”
“ปัจจัย” “อยดู่ ีมีสุข” “การพงึ่ ตนเอง”
3) กลุ่มตัวอยา่ งที่ใช้ในการวิจัยคืองานวิจัยท่เี ป็นวิทยานิพนธข์ องนกั ศึกษาท้ังในระดับปรญิ ญามหาบัณฑิตและระดับ
ปริญญาดุษฎีบัณฑิตของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่ีเก่ียวข้องกับความรู้ความเข้าใจในสิทธิสวัสดิการ ตามดัชนีรายช่ือ
วทิ ยานิพนธ์ในช่วงระหวา่ งปีการศึกษา 2545-2557 ได้วิทยานิพนธ์ที่เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณท้ังหมดจานวน 110 เล่ม ท่ีผ่าน
เกณฑ์การพจิ ารณาคัดเลือกตามคุณสมบตั ิดงั นี้
30
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 64
3.1) เปน็ วิทยานพิ นธ์ทม่ี ีเนอ้ื หาสาระเกย่ี วกับความรู้ ความเขา้ ใจในสทิ ธสิ วสั ดกิ ารสังคม
3.2) เปน็ วทิ ยานิพนธท์ ่ีมีผลประเมินงานวิจยั มีคุณภาพในระดบั ดขี ึ้นไป
3.3) เปน็ วทิ ยานพิ นธท์ มี่ ีการศกึ ษาตรงตามวตั ถุประสงคใ์ นการวจิ ยั
3.4) เป็นวิทยานิพนธ์ที่มีการรายงานข้อมูลเชิงสถิติตัวเลขไว้สมบูรณ์เพียงพอที่จะนามาใช้ในการวิเคราะห์
อภมิ าน
4) ตัวแปรท่ีศึกษามีดังนี้ ตัวแปรอิสระ ได้แก่ ภูมิหลังของผู้ใช้บริการสวัสดิการสังคม ตัวแปรตาม ได้แก่ ค่าขนาด
อิทธิพลของงานวจิ ยั เกย่ี วกบั ความรู้ความเข้าใจในสทิ ธิสวสั ดิการสังคม
สาหรับเครือ่ งมือที่ใช้ในการวจิ ัยมี 2 ประเภทคือ แบบประเมินคุณภาพงานวิจัยและแบบบันทึกคุณลักษณะงานวิจัย
สาหรบั งานวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ รวมเครอื่ งมือท่ใี ช้ในการวจิ ัยทงั้ หมด 2 ชุด
เครือ่ งมอื ประเภทที่ 1 แบบประเมินคณุ ภาพงานวิจยั
การสังเคราะห์งานวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจัยได้กาหนดคุณสมบัติของกลุ่มตัวอย่างงานวิจัยจะต้องมีคุณภาพในระดับดีข้ึนไป
เท่าน้ัน แบบประเมินคุณภาพงานวิจัยจึงถูกนามาใช้ต้ังแต่ขั้นตอนการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยผู้วิจัยได้สร้างแบบประเมิน
คุณภาพงานวิจัยเป็นแบบประเมินที่มีมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จานวน 18 ข้อ กาหนดเกณฑ์การให้คะแนนแต่ละระดับ
(Rabic) โดยใชเ้ กณฑ์การจัดระดบั คณุ ภาพของงานวจิ ยั ดังนี้
คะแนนคุณภาพงานวจิ ัย 0.00-0.80 หมายถงึ คณุ ภาพงานวิจัยตา่
คะแนนคุณภาพงานวจิ ยั 0.81-1.60 หมายถึง คุณภาพงานวจิ ยั คอ่ นข้างตา่
คะแนนคณุ ภาพงานวิจัย 1.61-2.40 หมายถึง คุณภาพงานวจิ ยั ระดบั ปานกลาง
คะแนนคุณภาพงานวจิ ัย 2.41-3.20 หมายถึง คณุ ภาพงานวิจัยระดบั ดี
คะแนนคุณภาพงานวจิ ัย 3.21-4.00 หมายถึง คณุ ภาพงานวจิ ยั ระดบั ดมี าก
เคร่อื งมอื ประเภทท่ี 2 แบบบนั ทึกคุณลกั ษณะงานวิจัย
แบบบันทกึ คุณลักษณะงานวิจัยผศู้ กึ ษาสรา้ งขนึ้ มสี าระแบง่ เปน็ 2 สว่ นดงั น้ี
ส่วนท่ี 1 เป็นแบบบันทกึ ข้อมูลเบื้องตน้ เก่ียวกับรายละเอียดด้านการพิมพ์ เน้ือหาสาระของงานวิจัยและระเบียบวิธี
วจิ ัย
สว่ นที่ 2 เปน็ ข้อมลู ท่ีเปน็ การรายงานค่าสถิตริ ายละเอยี ดของการทดสอบสมมติฐานและผลการวจิ ยั
การวิเคราะห์ข้อมูลในการสังเคราะห์งานวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 3 ตอนคือ ตอนที่ 1 เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเบ้ืองต้น
เก่ียวกับคุณภาพของงานวิจัยเชิงปริมาณและคุณลักษณะการวิจัย ตอนที่ 2 เป็นการวิเคราะห์อภิมานตามแนวคิดของ Glass
โดยการประมาณคา่ ขนาดอิทธิพล ตอนที่ 3 เป็นการศึกษาความสมั พนั ธร์ ะหว่างค่าขนาดอิทธิพลกับคุณลักษณะงานวจิ ัย
การประมาณค่าจากสถิติ ในการศึกษาครั้งนี้มีค่าสถิติที่ใช้ในการประมาณค่าขนาดอิทธิพลและค่าสัมประสิทธิ์
สหสมั พนั ธท์ างสถติ ิ ได้แก่ คา่ สถติ ิ t, F, X2 โดยใช้สตู รดังนี้
1. การประมาณค่าจากสถติ ิ t ในการทดสอบความแตกต่างระหวา่ งค่าเฉล่ีย
d t 1 1
nE nC
2. การประมาณค่าจากสถิติ ในการทดสอบนัยสาคญั ของค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ เมอ่ื ทราบค่าสถิติ ในการทดสอบ
นัยสาคัญของค่าสัมประสิทธ์ิสหสมั พันธ์แบบเพียรส์ นั จะประมาณค่าสมั ประสิทธิ์สหสัมพันธ์และประมาณค่าขนาดอิทธิพลจาก
สัมประสทิ ธสิ์ หสัมพันธ์ไดด้ ังสูตร
r 1
t2 n 2
31
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 64
3. การประมาณค่าจากค่าสถิติไคสแควร์ เมื่อทราบค่าสถิติไคสแควร์ในการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรจะ
ประมาณค่าสมั ประสิทธสิ์ หสมั พันธ์ได้ดังนี้
r X2 n
X2
4. การประมาณคา่ จากสถติ ิ F เมือ่ มกี ารทดสอบความแตกตา่ งระหวา่ งค่าเฉลี่ยด้วยการวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนและ
ทราบคา่ สถติ ิ F จะประมาณค่าสมั ประสทิ ธส์ิ หสมั พนั ธล์ ะคา่ ขนาดอิทธิพลไดจ้ ากสูตรต่อไปน้ี
d 2 f 3(k 1)
k 1
เมอื่ f 1 n2
n2
n2 F(k 1)
และ F(k 1) (n k)
สาหรับการวิเคราะห์ข้อมลู ตอนท่ี 2 และ ตอนท่ี 3 เป็นการวิเคราะห์ดว้ ยคอมพวิ เตอร์โดยใช้โปรแกรมคอมพวิ เตอร์
สาเร็จรูปเมอื่ ได้คา่ ขนาดอทิ ธิพลมาแล้ว ผู้ศกึ ษาจะใช้เกณฑก์ ารแปลผลค่าขนาดอทิ ธิพลของ Cohen (1988) มดี งั น้ี
อิทธพิ ลขนาดน้อย มคี ่าขนาดอิทธพิ ลเท่ากบั 0.2 ลงไป
อทิ ธพิ ลขนาดปานกลาง มีคา่ ขนาดอิทธพิ ลเทา่ กับ 0.5
อิทธพิ ลขนาดมาก มคี ่าขนาดอิทธพิ ลเทา่ กบั 0.8 ขนึ้ ไป
ท้งั นีผ้ ศู้ กึ ษาจะคัดเลือกปัจจยั ทม่ี คี า่ ขนาดอทิ ธพิ ลขนาดปานกลางขน้ึ ไปนามาเป็นข้อสรุปผลการศึกษาเรื่อง
ปจั จัยทีม่ ีผลตอ่ ความรคู้ วามเขา้ ใจในสทิ ธสิ วัสดกิ ารของประชาชนในครั้งนี้
สูตรใช้สญั ลักษณด์ ังต่อไปน้ี
yE' yC = คา่ เฉลีย่ กลมุ่ ทดลอง และกลมุ่ ควบคมุ
S = สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน
G = คะแนนการเปลีย่ นแปลง (Change Score)
G = คะแนนการเปล่ียนแปลงเศษเหลือ (Residual Gain Score)
Ay = คะแนนปรับแก้ตัวแปรร่วม (Score Adjusted for Covariate)
Ss = ผลรวมกาลงั สองของคะแนนเบ่ียงเบน (Sum of Square)
Ms = คา่ เฉลี่ยผลรวมกาลังสองของคะแนนเบย่ี งเบน (Mean Square)
df = องศาอิสระ (Degrees of Freedom)
A, B = ตัวแปรต้นหรือตวั แปรจดั กระทา
d = ขนาดอิทธิพล (Effect Size)
r = สัมประสิทธิ์สหสัมพันธเ์ พยี ร์สัน (Pearson’s Correlation Coefficient)
Rpb = สัมประสทิ ธสิ์ หสมั พนั ธ์พอยท์ไบซีเรียล (Point Biserial Correlation Coefficient)
32
รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 64
P = สัดสว่ น (Proportion)
n = ขนาดกลมุ่ ตัวอยา่ ง
แนวคิดที่ใช้ในการศึกษา การศึกษาครั้งนี้ประกอบไปด้วยแนวคิดการวิเคราะห์อภิมาน (Meta-Analysis) แนวคิด
เก่ียวกบั ความรูค้ วามเขา้ ใจและแนวคดิ สทิ ธิสวสั ดกิ าร มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1) แนวคิดการวิเคราะหอ์ ภมิ าน (Meta-Analysis)
การวิเคราะห์อภิมานเป็นการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงปริมาณ เป็นระเบียบวิธีวิจัยท่ีต้องการแสวงหาข้อเท็จจริงจาก
การนางานวิจัยที่เคยทามาแล้วมาวิเคราะห์อย่างมีระบบ ระเบียบข้ันตอน โดยศึกษางานวิจัยในปัญหาเดียวกัน เพ่ือให้ ได้
ข้อสรุปของงานวจิ ัย (บุญธรรม กิจปรีดาบรสิ ุทธ์ิ, 2547, น.218) ส่วน อุทุมพร จามรมาน (2531, น.1) ให้ความหมายของการ
สังเคราะหว์ ่า หมายถึง การนาส่วนยอ่ ยมาประกอบเขา้ ด้วยกนั จนเกิดสงิ่ ใหม่
ดงั น้ันการสงั เคราะหง์ านวิจัยจึงเป็นการแสวงหาขอ้ เท็จจริงจากการนาเอางานวิจัยทที่ ามาแลว้ ซึ่งถอื เป็นสว่ นย่อยมา
วิเคราะหอ์ ย่างมีระบบแบบแผน เพ่อื ใหไ้ ดข้ อ้ สรปุ ทเ่ี ป็นข้อคน้ พบใหม่
1.1) นยิ าม ความหมายของการวิเคราะหอ์ ภมิ าน
มีผู้ให้นิยาม ความหมายการวิเคราะห์อภิมานไว้แตกต่างกันในหลายลักษณะดังที่จะกล่าวถึงต่อไปน้ี Glass (1976,
p.3 ; quoted in Hunter & Schmidt, 1990, pp. 478-479) ได้ให้ความหมายของ การวิเคราะห์อภิมาน (Meta-Analysis)
คอื การวิเคราะห์ผล การวิเคราะห์ (Analysis of Analysis) ด้วยวิธีการทางสถิติโดยการนางานวิจยั มาเป็นแหล่งข้อมูลในการ
วิเคราะห์ เพ่ือสังเคราะห์งานวิจัยจากงานวิจัยแต่ละเรื่องท่ีมีอยู่เป็นจานวนมาก เพ่ือบูรณาการข้อค้นพบน้ันเข้าไว้ด้วยกัน
(Glass, 1976, p.3 ; quoted in Snyder, 1992, p.307) ต่อมาจากการศึกษาของ Glass, Mcgaw and Smith (1981,
p.22) ได้ให้ความหมายการวิเคราะหอ์ ภมิ านว่าเปน็ การวิจัยเชงิ ปริมาณเพื่อสังเคราะหง์ านวิจัยหลายๆ เรอื่ งที่ศกึ ษาปัญหาการ
วจิ ัยเดียวกนั โดยใช้วธิ กี ารทางสถิติข้อมลู สาหรบั การวเิ คราะห์อภมิ านประกอบด้วยขนาดอทิ ธพิ ลและคุณลักษณะงานวจิ ยั โดย
หน่วยตัวอย่างการวิเคราะห์ คืองานวิจัยแต่ละเร่ืองและผลการวิจัยของงานวิจัยแต่ละเรื่องจะถูกนามาแปลงเป็นหน่วย
มาตรฐานเดียวกัน เพ่อื รวมเป็นขอ้ สรปุ ของการวิเคราะห์อภิมาน
อุทุมพร จามรมาน (2531, น.4) ให้ความหมายของวิเคราะห์อภิมานเป็นการวิเคราะห์งานวิจัยเชิงปริมาณ โดยมี
งานวิจยั แตล่ ะเรือ่ งเป็นหน่วยศึกษา (Unit of Analysis) (Polit and Hungler, 1999, p.207) เพ่ือผสมผสานผลการวเิ คราะห์
ของงานวิจัยที่เสร็จแล้วเข้าด้วยกันด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ หรือหมายถึงการวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติตามการให้
ความหมายตามแนวคิดของ นงลักษณ์ วิรัชชัย (2542, น.44) จากการนางานวิจัยซ่ึงศึกษาปัญหาเดียวกันมาสังเคราะห์ เน้น
การสรา้ งดชั นีมาตรฐานจากผลการวิจยั แต่ละเร่ืองแล้วจึงสงั เคราะห์ค่าประมานดัชนีจากงานวจิ ัยทง้ั หมด Glass, Mcgaw and
Smith (1981, p.22; O’flynn, 1982, p.314; กรองได อุณหสตู ิ, 2539, น.13) อย่างเปน็ ระบบ เพ่อื ให้ได้ขอ้ สรปุ คาตอบใหมท่ ี่
ยังไม่เคยค้นพบมาก่อนหรือผลการวิจัยที่มีความกว้างขวางลุ่มลึกกว่าผลงานวิจัยแต่ละเรื่อง (อุทุมพร จามรมาน, 2531, น.4;
นงลักษณ์ วริ ชั ชัย, 2542, น. 44)
ดังนั้นการวิเคราะห์อภิมานจึงหมายถึง การสังเคราะห์งานวิจัยเชิงปริมาณท่ีนางานวิจัยแต่ละเร่ืองมาเป็นหน่วย
ตวั อย่างของการวิเคราะห์ โดยใช้งานวิจยั ทีศ่ ึกษาปัญหาวิจัยเดียวกันและเสร็จสมบูรณ์แล้วหลายๆ เร่อื ง มาคานวณโดยวิธีการ
ทางสถิติเพื่อให้ได้ค่าดัชนีมาตรฐานท่ีมีหน่วยมาตรฐานเท่าเทียมกัน ในรูปแบบของค่าขนาดอิทธิพลหรือค่าสัมประสิทธิ์
สหสัมพันธ์จากผลการวิจัยแต่ละเรอ่ื ง แล้วนาข้อค้นพบท่ีได้ไปวิเคราะห์ดว้ ยวิธีการทางสถิติ เพื่อให้ไดข้ ้อสรุปท่ีกว้างขวางและ
ลึกซ้ึงกวา่ ผลจากงานวจิ ัยที่นามาสงั เคราะห์
33
รายงานสืบเนือ่ งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 64
1.2) หลกั การวิเคราะห์อภิมาน
การวิเคราะห์อภิมานเป็นการวิจัยประเภทหน่ึง เป็นการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงปริมาณ ปัญหาที่เลือกมาศึกษาควร
เป็นปญั หาที่ใช้วธิ ีวจิ ัยเชงิ ประจกั ษใ์ นการศึกษา นงลักษณ์ วริ ชั ชยั (2542, น.62) ได้สรุปหลักการและกระบวนการวจิ ัยดังนี้
1.2.1) จุดมุง่ หมายของการวิเคราะหอ์ ภิมานคือ อธบิ ายความแปรปรวนในดัชนมี าตรฐาน ซ่งึ เป็นตวั แปรตาม
1.2.2) ลักษณะประเภทตัวแปรในการวิเคราะห์อภิมาน ตัวแปรตาม คือ ดัชนีมาตรฐาน ส่วนตัวแปรต้น คือ
คณุ ลักษณะการวิจัย ซ่ึง บางส่วนจะถูกนามาใช้เป็นตวั แปรปรบั ในขน้ั ตอนการวิเคราะห์ และ คุณลักษณะการวิจัยสว่ นท่ีเหลือ
จะเป็นตวั แปรแทรกซอ้ น
1.2.3) การวางแผนการวิจัย ใช้หลักการควบคุมความแปรปรวน (Control of Variance) ตามหลักการวิจัย
เช่นเดียวกับงานวิจยั เชิงบรรยายคือเพ่ิมความแปรปรวนระบบให้มีค่าสูงสุด ลดความแปรปรวนจากความคลาดเคล่ือนให้มีค่า
น้อยท่ีสุด และควบคุมความแปรปรวนจากตัวแปรแทรกซอ้ นให้มคี ่าคงท่ี (Max-Min-Con) โดยการนาตวั แปรแทรกซ้อนเข้ามา
ศกึ ษา (Inclusion) แล้วควบคุมด้วยวธิ ีการทางสถิติ (Statistic Control)
การสังเคราะห์งานวิจัยด้วยการวิเคราะห์อภิมานต้องสร้างดัชนีมาตรฐานจากผลการวิจัยแต่ละเร่ืองก่อน ดัชนี
มาตรฐานทส่ี ร้างข้ึนแบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท ตามลกั ษณะงานวจิ ัยคือ ขนาดเชิงอทิ ธิพล (Effect Sizes) ซงึ่ เปน็ ดัชนีมาตรฐาน
สาหรับการวจิ ยั ประเภททดลองและสัมประสทิ ธสิ์ หสมั พันธ์ (Correlation Coefficients) ซงึ่ เป็นดัชนมี าตรฐานสาหรับการวิจัย
ประเภทสหสัมพันธ์ โดยมีสูตรการประมาณค่าขนาดอิทธิพลและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์จากงานวิจัยแต่ละเร่ือง 2 วิธี คือ
วธิ ีการประมาณคา่ โดยการคานวณโดยตรงจากค่าสถิติที่ได้จากกลมุ่ ตวั อย่างและวธิ ีการประมาณคา่ โดยการคานวณจากคา่ สถิติ
ทีไ่ ด้จากการทดสอบนยั สาคัญ
จากการเปรียบเทียบวิธีการวิเคราะห์อภิมาน วิธีของ Glass ถือเป็นวิธีที่สอดคล้องกันและใช้ได้ดีในปัจจุบัน
(นงลักษณ์ วริ ัชชัย และสุวมิ ล ว่องวานิช, 2542, น.29) ผลการวิจยั ของ Kulik and Kulik (1989, อา้ งถึงใน นงลักษณ์ วริ ัชชัย
และสุวิมล ว่องวานิช, 2542, น.27) พบว่าการใช้ค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของกลุ่มควบคุมตามวิธีของ Glass มีความ
เหมาะสม นอกจากนี้การที่ Glass มีสูตรในการประมาณค่าขนาดอิทธิพลจากงานวิจัยเชิงทดลองหรืองานวิจัยก่ึงทดลองท่ีมี
แบบการวิจัยต่างกัน รวมทั้งมีสูตรการประมาณค่าดัชนีมาตรฐานถึง 2 แบบ ได้แก่ การคานวณจากค่าสถิติโดยตรงและการ
ประมาณค่าจากผลการทดสอบสมมติฐานทางสถิติ ด้วยเหตุผลท่กี ล่าวมาข้างตน้ ผวู้ ิจัยจึงเลือกการวเิ คราะห์อภมิ านตามวิธขี อง
Glass เป็นวธิ ีวิเคราะหใ์ นงานวจิ ยั ฉบบั น้ี
2) แนวคดิ ความรู้ ความเข้าใจ
Burgoon, (1978, p.64) กล่าวถึงความรู้ว่า เป็นลักษณะอีกประการหน่ึงท่ีมีอทิ ธิพลต่อผู้รับสาร ดังนน้ั คนที่ มีความ
แตกต่างกันระหว่างบุคคล ในด้านการศึกษา ระบบการศกึ ษา สาขาวิชาท่ตี ่างกันและในยุคสมัยที่มคี วามแตกต่างกัน ยอ่ มทาให้
มคี วามตอ้ งการ ความรสู้ กึ นกึ คิด อุดมการณ์ ทัศนคติท่ีแตกตา่ งกันออกไป
Bloom et al. (1994, P.28) กลา่ วว่า ความรู้เปน็ ส่งิ ที่เกีย่ วข้องกบั การระลกึ ได้ถงึ บางสง่ิ บางเรือ่ ง เป็นกระบวนหรือ
สถานการณท์ ี่เกี่ยวขอ้ งกับความจา การเกดิ ความรู้จะมคี วามสมั พันธก์ ับความรสู้ กึ นึกคดิ ประสบการณ์ เช่ือมโยงกบั สภาพจติ ใจ
ภายในของบุคคลท่มี ีความแตกต่างกนั ออกไปตามบริบทของสภาพแวดล้อม ทาให้เกิดความแตกต่างกนั ระหว่างความรู้สึก นึก
คิดของแต่ละบุคคล ท้ังนี้ Bloom ได้แยกระดับของความรู้ออกเป็น 6 ระดับดังน้ี (1) ความรู้ (knowledge) เป็นความรู้และ
ความจาท่ีระลกึ กลับมาได้ (recall) รวมกับประสบการณ์ต่างๆ ไดแ้ ก่ ความรเู้ ก่ียวกบั เนอื้ หาวิชา หรือเฉพาะเรื่อง เฉพาะอย่าง
ความรู้เกี่ยวกับกลวิธีและการดาเนินงานเกี่ยวกับส่ิงหน่ึงส่ิงใด ความรู้เก่ียวกับการรวบรวมแนวคิดและโครงสร้าง (2) ความ
เข้าใจ (comprehension) เป็นทักษะความสามารถเบื้องต้นในการจับใจความเร่ืองราวต่างทั้งในเร่ืองของการแปลความ การ
ตคี วาม (3) การนาไปใช้ (application) เป็นความสามารถในการนาสาระสาคัญของสาระสาคัญต่างๆ ไปใชอ้ ย่างเป็นรปู ธรรม
หรอื การนาไปปฏบิ ัติ (4) การวิเคราะห์ (analysis) เปน็ ความสามารถในการแยกย่อยองค์ประกอบตา่ งๆ ออกเปน็ สว่ นๆ เพ่ือให้
34
รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 64
ได้มาซึ่งลาดับความคิดอย่างสัมพันธ์กัน (5) การสังเคราะห์ (synthesis) เป็นความสามารถนาองค์ประกอบย่อยๆ มาตีความ
รวมกันอย่างมีความสัมพันธ์กันได้ (6) การประเมิน (evaluation) เป็นความสามารถใช้ความรู้ เพ่ือรวบรวมข้อมูล วัดข้อมูล
ตามมาตรฐาน เพ่อื ให้ข้อตัดสนิ ถงึ ระดับของประสิทธิผลของกิจกรรมแต่ละอยา่ ง
ส่วนสุรพงษ์ โสธนะเสถียร (2533, น.120) กล่าวถึงความรู้ว่าเป็นการรับรู้เบ้ืองต้น ซ่ึงบุคคลส่วนมากจะได้รับผ่าน
ประสบการณ์เรียนรู้จากการตอบสนองส่ิงเร้า แล้วผสมผสานจัดเป็นระบบความจากับสภาพจิตวิทยา ความรู้จึงจาเป็นต้อง
เลอื กสรรใหส้ อดคลอ้ งกับสภาพจิตใจของตนเอง ความรจู้ งึ เป็นกระบวนการภายในท่ีส่งผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์
รูปแบบของการเรียนรู้เกิดข้ึนได้อย่างหลากหลาย ทั้งนี้ขจรศักด์ิ หาญณรงค์ (2542, น.1) ได้ระบุถึงการพัฒนา
บุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพวา่ มีรูปแบบคือ การฝึกอบรม การศึกษาและการพัฒนา โดยมีลกั ษณะคือ (1) การฝึกอบรม เป็น
การยกระดับความสามารถ ความรู้ ทักษะ ให้สูงข้ึน เมื่อบุคคลผ่านการอบรมจะสามารถนาความรู้ไปใช้ได้ (2) การศึกษา เป็น
การเตรียมความพรอ้ มบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถหรือทักษะ เพ่อื เข้าส่กู ารปฏิบตั ิงานในภายหน้า (3) การพัฒนา เป็น
ผลของการเปลย่ี นแปลงให้เปน็ ไปแนวทางท่ีดีขนึ้ อันเกดิ จากการศกึ ษาและการอบรมเป็นพืน้ ฐาน
คณุ ประโยชนข์ องความรู้ มนี ักวิชาการได้กลา่ วไวอ้ ยา่ งมากมาย ทง้ั ในแง่ของการสรา้ งสรรค์ภูมธิ รรมและสมรรถนะใน
การดารงชีวิตของคนในประชาสังคมในระดับครอบครวั ข้ึนมาถึงประชาคมท้องถิ่น จนกระทั่งการดารงชีวติ ในสังคมระดับชาติ
(เสน่ห์ จามริก, 2531, น.14) ทั้งการเรียนรู้ของคนทง้ั ประเทศที่จะแก้ไขและพัฒนาตนเองและสงั คม (วิทยากร เชยี งกูล, 2541,
น.121) รวมท้ังการเรียนรู้เพ่ือการปรับตัว กล่าวคือไม่ว่าสถานการณ์จริงจะเปล่ียนแปลงอย่างไรก็สามารถรู้ได้และสามารถ
จัดการชวี ิตและวถิ ีชวี ติ ร่วมกันเพอื่ สร้างดุลยภาพท้ังภายในและภายนอก ดุลยภาพคือความเป็นปกติและความยั่งยนื (ประเวศ
วะสี, 2550, น.12-13)
3) แนวคดิ เกยี่ วกับสิทธิสวสั ดกิ าร
แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิสวัสดิการในทีน้ีจะนาเสนอแนวคิดแบ่งเป็น 2 ส่วนคือส่วนของความหมายของสวัสดิการและ
สทิ ธิสวัสดิการ
3.1) นิยามความหมายเกี่ยวกับสวสั ดกิ ารสังคม (Social Welfare) กฎหมายของไทยท่ีเก่ียวข้องกับงานสวัสดิการคือ
พ.ร.บ.ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ.2546 ตามมาตรา 3 ได้ระบุไว้ว่า “สวัสดิการ หมายความว่า ระบบการจัดบริการ
ทางสังคมซึ่งเกีย่ วกับการปอ้ งกัน แก้ไขปัญหา การพัฒนาและการสง่ เสรมิ ความม่ันคงทางสังคม เพ่อื ตอบสนองความจาเป็นข้ัน
พื้นฐานของประชาชน ให้มีคุณภาพชีวิตทดี่ แี ละพึ่งตนเองไดอ้ ย่างท่วั ถงึ เหมาะสมและเปน็ ธรรมและใหเ้ ปน็ ไปตามมาตรฐานท้ัง
ดา้ นการศกึ ษา สขุ ภาพอนามัย ทอ่ี ยูอ่ าศัย การทางานและการมรี ายได้ นนั ทนาการ กระบวนการยุตธิ รรมและการบริการสังคม
ทั่วไป โดยคานึงถึงศักด์ศิ รีความเปน็ มนษุ ย์ สิทธิท่ีประชาชนต้องไดร้ ับ และการมสี ว่ นร่วมในการจดั สวัสดกิ ารสงั คมทกุ ระดบั
ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ (2546, น.2) ได้ให้ความหมายสวัสดิการสังคมว่า เป็นบริการหรือโครงการท่ีทั้งภาคราชการ
และภาคเอกชนจัดข้ึนเพื่อส่งเสริมสภาพความเป็นอยู่หรอื คุณภาพชีวิตของประชาชนโดยไม่จาแนกฐานะและชนชั้น สามารถ
แบง่ ลักษณะของบริการสวัสดิการสังคมออกเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ 1) สวัสดิการที่มุ่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนหรือบาบัดรกั ษา
ทดแทนฟืน้ ฟู 2) สวสั ดกิ ารท่มี งุ่ ปอ้ งกันปญั หาและ 3) สวัสดิการท่ีมุง่ พัฒนาศักยภาพ ความคดิ จติ ใจ ทักษะประชาชน
ส่วนแนวความคิดสวัสดิการสังคมของ Gordon and Spucker (1999, p.143) ได้เสนอข้อสรุป รวบยอดสาระ
ความหมายของสวัสดิการท่ีใช้กันอย่างหลากหลายตามนัย สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ความหมาย ความหมายแรก หมายถึง
สภาวะของการอยู่ดี กินดี มีสุข ตามนัยแรกน้ีสอดคล้องกับ แนวคิดของ Midgley (1997, pp.4-5) ที่ได้ให้ความหมาย
สวัสดิการสังคมไว้ว่าเป็นสภาวะหรือเงื่อนไข ท่ีทาให้สภาวะความอยู่ดีกินดีของประชาชนเกิดขึ้น (Human Well-being) เมื่อ
ปัญหาสังคมไดร้ ับการแก้ไข ความต้องการของประชาชนได้รับการตอบสนอง และการเปิดโอกาสทางสังคมให้แกป่ ระชาชนได้
ทั่วถึง ในการที่จะได้รับการพัฒนาศักยภาพสูงสุด ส่วนความหมายที่สอง หมายถึง การได้รับค วามพอใจจาก การได้
35
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 64
อรรถประโยชน์จากสนิ ค้าหรอื บรกิ าร (แนวความคดิ ทางเศรษฐศาสตร์) และความหมายท่สี าม หมายถึง การได้รบั ผลประโยชน์
จากการรับบรกิ าร รบั สิง่ ของ เพือ่ ทาให้เกิดความกนิ ดีอยดู่ ี
ดังน้ัน สวสั ดกิ ารสังคมคือ ระบบการจดั บริการทางสงั คมทัง้ ระดบั นโยบาย ระดบั บริหารและระดบั ปฏบิ ตั ิ ทกี่ ่อให้เกดิ
สภาวะหรือเงอื่ นไขทางสังคมทเี่ ออื้ ต่อความอยู่ดี กินดีมคี วามสขุ ให้เกิดแก่ประชาชน สภาวะดังกล่าวจะตอ้ งสามารถตอบสนอง
ความต้องการพน้ื ฐานของคนในสังคมให้ไดร้ ับการพฒั นาคุณภาพชีวติ อยา่ งทัว่ ถงึ และเปน็ ธรรม มลี ักษณะของการแก้ไข ปอ้ งกัน
ปัญหา ส่งเสริมและพัฒนาชีวิตของประชาชนครอบคลุมด้านการศึกษา สุขภาพ ที่อยู่อาศัย การทางานและการมีรายได้
กระบวนการยุติธรรม นันทนาการและการบริการสังคม
3.2) สทิ ธิสวัสดกิ าร
สทิ ธิสวัสดิการเก่ียวข้องกับสิทธิประโยชน์ด้านสวสั ดิการของบุคคลที่ได้รับการกาหนดไว้ว่ามีคุณสมบัติสมควรได้รับ
ท้ังน้ีสิทธิประโยชน์ ประกอบด้วยคาว่า สิทธิ กับ ประโยชน์ สิทธิ หมายถึง อานาจท่ีจะทาการใดๆ ได้ตามท่ีกฎหมายระบุไว้
เชน่ สิทธิเดก็ สทิ ธิผปู้ ่วย ฯลฯ ประโยชน์ หมายถงึ สิ่งท่เี ป็นผลดหี รอื เปน็ คุณ หรอื สง่ิ ทม่ี ีผลใช้ได้ดีกบั ทค่ี ดิ มงุ่ หมายไว้ เมือ่ นามา
รวมกันแล้วสิทธิประโยชน์ จึงหมายถึง ประโยชน์ที่ได้ตามสิทธิ คือสิ่งที่เป็นผลดีที่บุคคลใดๆ พึงจะได้รับตามที่ระบุไว้ใน
กฎหมายตา่ งๆ ทีเ่ ก่ยี วข้องกบั บุคคลนัน้ เช่น การระบุไวใ้ นสญั ญาสนธิสัญญากฎระเบียบตา่ งๆ โดยบคุ คลเหลา่ นนั้ จะไดร้ ับสทิ ธิ
ประโยชน์ตามที่มีการกาหนดไว้ (ราชบัณฑิตยสถาน, http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=2967, 1
มนี าคม 2558)
การศกึ ษาครั้งนไ้ี ด้ให้ความหมายของคาว่า สิทธิสวสั ดิการ คอื สวัสดิการและสทิ ธิประโยชน์ต่างๆ ซึ่งประชาชนพงึ จะ
ได้รับตามท่ีมีการกาหนดกฎเกณฑ์ไว้ทั้งในรูปแบบของพระราชบัญญัติ กฎหมาย ระเบียบ ข้อกาหนดหรืออยู่ในรูปแบบของ
สัญญา ซึ่งจะครอบคลุมสวัสดิการทั้งด้านการศึกษา การมีงานทาและการมีรายได้ ท่ีอยู่อาศัย สุขภาพอนามัย กระบ วนการ
ยตุ ธิ รรม นันทนาการ การบริการสงั คม เพ่อื เปน็ ประโยชน์แกก่ ารดารงชีพใหม้ คี ณุ ภาพชีวติ ทด่ี ี มีความอยู่ดี กนิ ดีของประชาชน
หรอื กลุ่มบุคคลท่ีเกี่ยวข้องกบั สวสั ดกิ าร
จากการทบทวนองค์ความรู้และแนวคิดท่ีเก่ียวข้องได้กรอบแนวคิดการสังเคราะห์งานวิจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์อภิ
มานปัจจัยท่มี ีผลต่อความร้คู วามเขา้ ใจในสิทธสิ วสั ดิการของประชาชนไดด้ งั แผนภาพท่ี 1
แผนภาพท่ี 1 กรอบแนวคิดในการวเิ คราะหอ์ ภมิ านปจั จัยทมี่ ผี ลต่อความรคู้ วามเข้าใจในสทิ ธิสวสั ดิการของประชาชน
ขนาดอิทธิพล (d) ของงานวิจยั ความรู้ความเข้าใจในสิทธิสวสั ดกิ าร
ตัวแปรตน้ (X) ตัวแปรตาม (Y)
ลกั ษณะภูมหิ ลัง ความรู้ ความเขา้ ใจในสิทธิสวสั ดกิ าร
36
รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 64
ผลการศกึ ษา
1) ขอ้ มูลทว่ั ไปของคุณลกั ษณะงานวจิ ยั
ข้อมูลทั่วไปของคุณลักษณะงานวิจัยจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนได้แก่ ส่วนคุณภาพของงานวิจัย คุณลักษณะท่ัวไปของ
กลุ่มตวั อย่าง และขอ้ เสนอแนะเกย่ี วกบั แนวทางในการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจในสิทธิสวสั ดกิ าร มีรายละเอยี ดดังนี้
ส่วนที่ 1 คุณภาพของงานวิจัย พบว่างานวิจัยที่นามาเป็นกลุ่มตัวอย่างมีคุณภาพงานวิจัยที่นามาเป็นกลุ่มตัวอย่าง
ทง้ั หมด 110 เร่ือง มีคา่ เฉล่ยี เทา่ กบั 2.76 ซ่งึ อยใู่ นเกณฑ์ ระดบั ดี
ส่วนท่ี 2 คุณลักษณะท่ัวไปของกลุ่มตัวอย่างท้ังหมด 110 พบว่าส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยท่ีแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2546
และ พ.ศ.2549 (รอ้ ยละ 13.6) รองลงมาเป็นปี พ.ศ.2550 (ร้อยละ 12.7) และ พ.ศ.2547 (ร้อยละ 10.9) ตามลาดับ ทั้งหมด
เป็นวทิ ยานพิ นธ์ระดับปรญิ ญาโท (ร้อยละ 100) โดยส่วนใหญเ่ ป็นการศึกษาความรู้ ความเข้าใจในสทิ ธสิ วัสดิการโดยรวมหลาย
ด้าน (รอ้ ยละ 25.5) ด้านสุขภาพ (รอ้ ยละ 20.0) และดา้ นรายไดแ้ ละการทางาน (รอ้ ยละ 18.2)
สาหรับคุณลักษณะของตัวแปรพบว่ามีท้ังหมด 534 ตัวแปร จากงานวิจัย 110 เร่ือง เน่ืองจากงานวจิ ัย 1 เรื่องมีตัว
แปรอิสระมากกว่า 1 ตัวแปร การทดสอบสมมตฐิ านพบวา่ จากตัวแปรท้ังหมด 534 ตัวแปรนัน้ มีจานวน 364 ตัวแปรทผี่ ลการ
ทดสอบสมมตฐิ านไม่มคี วามแตกต่างของตัวแปรอยา่ งมีนัยยะสาคญั ที่ 0.05 คิดเป็นร้อยละ 68.2 และตัวแปรจานวน 170 ตัว
แปรทผี่ ลการทดสอบสมมติฐานมคี วามแตกต่างของตัวแปรอย่างมนี ยั ยะสาคัญที่ 0.05 คิดเป็นร้อยละ 31.8 ในส่วนคณุ ลกั ษณะ
ของตัวแปรอิสระพบว่าส่วนใหญ่คือตัวแปรความรู้ของผู้ใช้บริการ (ร้อยละ 62.5) รองลงมาเป็นตัวแปรการใช้ประโยชน์ของ
ผ้ใู ช้บริการ (ร้อยละ 27.7) ส่วนตัวแปรต้นพบว่าส่วนใหญ่ตัวแปรท่ีถูกนามาใช้คือตัวแปรด้านอายุ (ร้อยละ 16.3) ตวั แปรด้าน
เพศ (ร้อยละ 15.7) และการศกึ ษา (รอ้ ยละ 15.2)
ส่วนท่ี 3 ขอ้ เสนอแนะเก่ยี วกับแนวทางในการสง่ เสรมิ ความรู้ ความเขา้ ใจในสทิ ธิสวัสดิการ
สาหรับข้อเสนอแนะเก่ียวกับแนวทางในการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจในสิทธิสวัสดิการจากการวิเคราะห์งานวิจัย
ทั้งหมดมีจานวน 293 ข้อ (งานวิจัย 1 เรื่องมีข้อเสนอแนะมากกว่า 1 ข้อ) ซึ่งสามารถประมวลสรุปสาระสาคัญได้จานวน 14
ข้อดงั นี้
ข้อเสนอแนะเกีย่ วกบั แนวทางในการสง่ เสริมความรู้ ความเขา้ ใจในสทิ ธสิ วสั ดกิ ารของประชาชน
1. ควรมกี ารจัดทาสอ่ื เผยแพรป่ ระชาสมั พนั ธ์ที่มีความน่าสนใจ เข้าใจงา่ ย
2. ควรจดั ให้มกี ิจกรรมรณรงค์เผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ
3. ควรมกี ารจัดอบรมสัมมนาให้ความรู้
4. ควรให้มีการเผยแพรผ่ า่ นส่ืออยา่ งสม่าเสมอ โดยเฉพาะผา่ นสอ่ื โทรทัศน์
5. ควรมีการส่งเสริมเผยแพรค่ วามร้ผู า่ นทางอนิ เตอร์เน็ต
6. ควรมกี ารสรา้ งเครอื ข่ายการทางานในรูปแบบอาสาสมคั ร
7. ภาครฐั ภาคเอกชน ภาคประชาชน เข้ามารว่ มกนั ส่งเสริมความรใู้ ห้แกป่ ระชาชนแบบบูรณาการ
8. ควรส่งเสรมิ ใหม้ ีการนาความร้มู าปรบั ใช้ในชวี ติ จรงิ
9. การให้ความรอู้ ย่างต่อเน่ืองและมรี ะบบการติดตามประเมนิ ผล
10. สง่ เสรมิ ใหม้ กี ารทาวิจัยเพอื่ หาแนวทางในการสง่ เสรมิ ความรู้ความเขา้ ใจ
11. ส่งเสริมการใช้สื่อบุคคลโดยการให้ความรู้แก่บุคคลให้มากที่สุด เพราะจะเป็นส่ือสาคัญในการเผยแพร่
ความรู้ด้านตา่ งๆ
12. ควรมีการเผยแพร่ความรู้ข่าวสารอย่างสม่าเสมอผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ได้แก่ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ แผ่นพับ
ใบปลวิ
13. สง่ เสรมิ ใหค้ รอบครัวมบี ทบาทในการใหค้ วามร้ภู ายในครอบครัวมากยง่ิ ขนึ้
37
รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 64
14. รฐั ควรมีนโยบายสอดแทรกความรู้เรอ่ื งสทิ ธิในหลักสตู รการเรียน
จากการศึกษาพบว่างานวิจัยส่วนใหญ่มีข้อเสนอแนะให้มีการจัดทาส่ือเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ที่มีความน่าสนใจ
เข้าใจง่าย (ร้อยละ 16) รองลงมาเป็นการจัดให้มีกิจกรรมรณรงค์เผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ (ร้อยละ 15.0) และให้มีการจัด
อบรมสัมมนาใหค้ วามรู้ (ร้อยละ 14.7) ตามลาดบั (ดังปรากฏในตารางที่ 1)
ตารางท่ี 1 แสดงจานวนรอ้ ยละของขอ้ เสนอแนะเก่ียวกับแนวทางในการส่งเสริมความรู้ ความเขา้ ใจในสิทธสิ วสั ดกิ าร
ข้อเสนอแนะจากงานวจิ ัย จานวน รอ้ ยละ
1. ควรมีการจดั ทาสือ่ เผยแพรป่ ระชาสมั พนั ธท์ ่มี คี วามนา่ สนใจ เข้าใจง่าย 47 16.0
2. ควรจัดให้มีกจิ กรรมรณรงค์เผยแพรค่ วามรู้ ความเขา้ ใจ 44 15.0
3. ควรมกี ารจดั อบรมสัมมนาให้ความรู้ 43 14.7
4. ควรใหม้ ีการเผยแพร่ผ่านสื่ออย่างสมา่ เสมอ โดยเฉพาะผา่ นสอื่ โทรทศั น์ 31 10.6
5. ควรมกี ารสง่ เสรมิ เผยแพรค่ วามรู้ผา่ นทางอินเตอรเ์ น็ต 20 6.8
6. ควรมีการสรา้ งเครอื ขา่ ยการทางานในรูปแบบอาสาสมคั ร 17 5.8
7. ภาครฐั ภาคเอกชน ภาคประชาชน เข้ามาร่วมกันสง่ เสรมิ ความรใู้ หแ้ กป่ ระชาชน 16 5.5
แบบบรู ณาการ
8. ควรส่งเสริมใหม้ ีการนาความรมู้ าปรับใช้ในชวี ิตจรงิ 15 5.1
9. การให้ความรู้อยา่ งต่อเนือ่ งและมีระบบการตดิ ตามประเมนิ ผล 15 5.1
10. ส่งเสริมให้มีการทาวิจยั เพ่อื หาแนวทางในการสง่ เสรมิ ความรูค้ วามเขา้ ใจ 12 4.1
11. สง่ เสริมการใชส้ อื่ บคุ คลโดยการใหค้ วามรู้แก่บคุ คลใหม้ ากทส่ี ดุ เพราะจะเป็น 10 3.4
ส่ือสาคญั ในการเผยแพรค่ วามรดู้ า้ นต่างๆ
12. ควรมกี ารเผยแพรค่ วามรู้ข่าวสารอย่างสมา่ เสมอผ่านส่ือสิ่งพมิ พ์ ไดแ้ ก่ นติ ยสาร 10 3.4
หนังสือพมิ พ์ แผ่นพบั ใบปลิว
13. สง่ เสริมใหค้ รอบครัวมบี ทบาทในการใหค้ วามรภู้ ายในครอบครัวมากยิง่ ขึน้ 8 2.7
14. รฐั ควรมนี โยบายสอดแทรกความรเู้ รอ่ื งสทิ ธิในหลกั สูตรการเรยี น 5 1.7
รวม 293 100
2) ปัจจยั ทมี่ ผี ลตอ่ ความรูค้ วามเขา้ ใจในสิทธิสวสั ดิการ
จากการวเิ คราะหอ์ ภิมานปัจจัยทม่ี ผี ลตอ่ ความรู้ความเข้าใจสทิ ธิสวัสดกิ ารของประชาชนดว้ ยการหาค่าดัชนีมาตรฐาน
เพ่อื หาค่าขนาดอิทธิพลของตวั แปรแต่ละตวั ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยท่ีมีผลตอ่ ความรู้ ความเข้าใจของประชาชนมากทสี่ ดุ เป็น
3 ลาดับแรกคือ ปัจจัยการรับรู้สิทธิสวัสดิการผ่านส่ือโทรทัศน์ (d = 0.47) การรับรู้สิทธิสวัสดิการผ่านเพื่อนร่วมงาน คนร้จู ัก
หรือส่ือบุคคล (d = 0.43) และการรับรสู้ ิทธสิ วสั ดิการผา่ นสอื่ ทเ่ี ปน็ แผน่ พับใบปลวิ ตามลาดับ ทงั้ น้คี า่ ขนาดอิทธพิ ลโดยรวมของ
ทุกตวั แปรเทา่ กับ 0.21 ซงึ่ มีค่าขนาดอิทธพิ ลอยใู่ นระดบั ปานกลาง ดงั แสดงรายละเอียดในตารางท่ี 2
38
รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 64
ตารางที่ 2 แสดงค่าขนาดอิทธิพล (d) ของปจั จยั ทีม่ ผี ลต่อความรู้ ความเข้าใจในสทิ ธสิ วสั ดกิ าร
ลาดบั ตวั แปร ค่าขนาดอทิ ธิพล(d) การแปลผล
1 การรับรผู้ ่านสอ่ื โทรทศั น์ 0.47 ปานกลาง
2 การรับรผู้ า่ นสอ่ื บุคคล (เพอ่ื น/ญาติ) 0.43 ปานกลาง
3 การรบั รผู้ า่ นสื่อใบปลิว 0.38 ปานกลาง
4 ระดับการศึกษา 0.38 ปานกลาง
5 การรบั รผู้ า่ นสอื่ หนังสอื พมิ พ์ 0.35 ปานกลาง
6 ตาแหน่งงาน 0.33 ปานกลาง
7 เพศ 0.32 ปานกลาง
8 อาชพี 0.29 ปานกลาง
9 การเข้ารับการอบรม 0.24 ปานกลาง
10 อายุ 0.23 ปานกลาง
11 ระยะเวลาปฏบิ ัตงิ าน 0.20 น้อย
12 รายได้ 0.20 นอ้ ย
13 สถานภาพสมรส 0.20 น้อย
14 สายงาน/แผนก 0.13 นอ้ ย
15 ระยะเวลาในการเข้าร่วม 0.10 น้อย
16 จานวนความถีข่ องการใช้บริการ 0.10 นอ้ ย
17 เขตพ้ืนทป่ี ฏิบัตงิ าน 0.10 นอ้ ย
18 ประเภทองคก์ ร 0.10 นอ้ ย
19 ประสบการณ์การทางาน 0.05 น้อย
20 การอยู่ร่วมครอบครวั กับผ้ใู ช้บรกิ าร 0.05 น้อย
21 ประเภทการดอ้ ยโอกาส 0.04 นอ้ ย
22 การรับรผู้ ่านส่อื ป้ายกลางแจง้ 0.03 นอ้ ย
รวม 0.21 ปานกลาง
39
รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 64
ตารางท่ี 3 แสดงผลการวเิ คราะหอ์ ภมิ านปัจจัยทมี่ ีผลตอ่ ความรู้ความเขา้ ใจในสทิ ธสิ วสั ดกิ ารของประชาชน
ปจั จยั ท่มี ผี ลต่อความร้คู วามเข้าใจในสทิ ธิสวัสดกิ ารของประชาชน
ตัวแปรตน้ (X) ตัวแปรตาม (Y)
- การรบั รผู้ ่านส่อื โทรทศั น์ (d = 0.47)
- การรบั รผู้ ่านสื่อบคุ คล (d = 0.43)
- การรับรผู้ ่านสอ่ื ใบปลวิ (d = 0.38)
- ระดบั การศกึ ษา (d = 0.38) ความรู้ ความเขา้ ใจในสิทธิสวสั ดิการ
- การรับรผู้ ่านสอ่ื หนังสือพมิ พ์ (d = 0.35)
- ตาแหนง่ งาน (d = 0.32)
- เพศ (d = 0.32)
- อาชพี (d = 0.29)
- การเขา้ รับการอบรม (d = 0.24)
- อายุ (d = 0.23)
ตารางท่ี 3 แสดงผลการวิเคราะห์อภิมานปัจจัยที่มีผลต่อความรู้ความเข้าใจในสิทธิสวัสดิการของประชาชน พบว่า
ปจั จัยท่มี ีผลต่อความร้คู วามเขา้ ใจในสิทธสิ วัสดิการของประชาชน (ค่าขนาดอทิ ธพิ ลขนาดปานกลางขึ้นไป) ประกอบไปด้วย 10
ตัวแปรสาคัญไดแ้ ก่ 1) การรับร้ผู ่านสอื่ โทรทศั น์ 2) การรับรู้ผ่านส่อื บคุ คล เช่น เพ่ือนหรอื ญาติพีน่ ้อง 3) การรบั รู้ผ่านสือ่ ใบปลิว
4) ระดบั การศกึ ษา 5) การรับร้ผู ่านส่ือหนังสอื พิมพ์ 6) ตาแหน่งงาน 7) เพศ 8) อาชพี 9) การเข้ารับการอบรม 10) อายุ
สรุปได้ว่าผลการศึกษาปัจจัยท่ีมีผลต่อความรู้ความเข้าใจในสิทธิสวัสดิการของประชาชน ประกอบไปด้วยปัจจัย
ดังต่อไปน้ีคือ ปัจจัยการรับรู้ผ่านสื่อโทรทัศน์ ปัจจัยการรับรู้ผ่านสื่อบุคคล ปัจจัยการรับรู้ผ่านส่ือใบปลิว ปัจจัยด้านระดับ
การศึกษา ปัจจัยด้านการรับรูผ้ า่ นสอ่ื หนังสอื พมิ พ์ ปัจจยั ดา้ นตาแหน่งงาน ปัจจยั ด้านเพศ ปจั จัยด้านอาชีพ ปัจจยั ดา้ นการเข้า
รับการอบรม ปจั จัยดา้ นอายุ เรียงตามลาดบั
ผลของการวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับความรู้ ความเข้าใจจะมุ่งทดสอบตัวแปรที่เป็นคุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่างทแ่ี ตกต่าง
หลากหลายกันออกไป แต่ข้อสรุปองค์ความรู้รวมของปัจจัยท่ีมีผลต่อความรู้ ความเข้าใจในสิทธิสวัสดิการสังคมคือการรับรู้
ข่าวสารจากช่องทางต่างๆ ทั้งนี้พบว่า สื่อโทรทัศน์ มีอิทธิพลสูงสุด ซึ่งสอดคล้องกับผล การวิจัยหลายเรื่องด้วยกัน (ยุพา
เที่ยงสืบสาย, 2556, น.69 – 70; ดารณี ทั้งไพศาล, 2547, น.53 และตวงพร โรจนพันธ์ุ, 2542, น.145) ปัจจัยท่ีมีอิทธิพล
รองลงมาได้แก่ การรับรู้ผ่านส่ือใบปลิว การรับรู้ผ่านส่ือบุคคลเช่น เพ่ือน ญาติพ่ีน้อง รวมถึงการรับรู้ผ่านส่ือหนังสือพิมพ์ยังมี
เป็นปัจจัยสาคญั รองลงมาตามลาดับ อาจกล่าวได้วา่ ส่ือประชาสัมพันธห์ รอื สื่อมวลชนมีอทิ ธพิ ลเปน็ อยา่ งยิ่งต่อการสร้างความรู้
ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชน ท้ังน้ีอาจเกิดจากสื่อประเภทต่างๆ สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างครอบคลุมและ
กว้างขวาง ทาให้สามารถสร้างประสบการณ์เรียนรู้จากการตอบสนองสิ่งเร้า (สุรพงษ์ โสธนะเสถียร, 2533, น.120) ให้แก่
ประชาชนได้เป็นอย่างดี ด้วยอทิ ธพิ ลของสอ่ื ท่มี ผี ลตอ่ การรับรขู้ องประชาชนเป็นอยา่ งมากเนื่องจากสามารถเขา้ ถึงประชาชนได้
ทุกพ้ืนท่ีที่สามารถรับส่ือได้ องค์กรสวัสดิการหรือหน่วยงานต่างๆ ที่เก่ียวข้องจึงควรมีการผลิตส่ือท่ีมีความน่าสนใจ เนื้อหา
ครอบคลมุ เข้าใจง่ายเพอ่ื ใหป้ ระชาชนไดเ้ กิดความรคู้ วามเข้าใจในสิทธสิ วสั ดกิ ารได้ท่วั ถึงมากยง่ิ ขึ้น แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามข้อสังเกต
40
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 64
จากการศึกษาคร้ังน้ี ผู้ศึกษาได้ทาการศึกษาวิเคราะห์อภิมานงานวิจัยที่เป็นวิทยานิพนธ์ต้ังแต่ปี พ.ศ.2545 – 2557 ซึ่งเป็น
การศกึ ษาปจั จัยทม่ี ผี ลตอ่ ความร้คู วามเขา้ ใจในช่วงระยะเวลาหนง่ึ ในอดีตขอ้ ค้นพบสาคญั พบวา่ ปัจจยั ด้านส่ือเป็นปจั จัยที่สาคัญ
ท่ีสุดต่อกระบวนการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชน แต่หากมีการศึกษางานวิจัยในช่วงระยะเวลาปัจจุบันนี้ผู้ศึกษา
คาดว่าผลการศึกษาปัจจัยด้านสื่อจะเปลี่ยนจากการเข้าถึงข้อมูลจากสื่ออินเตอร์เน็ตมากย่ิงขึ้น เพราะปัจจุบันประชาชนส่วน
ใหญ่สามารถเข้าถึงสื่อประเภทได้ง่ายดายผ่านระบบโทรศัพท์เคล่ือนที่หรือโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ สื่ออินเตอร์เน็ต
สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานทุกระดับได้ง่ายท่ีสุด (เมธาวี แก้วสนิท, http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?
NewsID=13688&Key=hotnews, 2 มกราคม 2561) อีกท้ังจากการทบทวนงานวิจัยในช่วงหลังปี พ.ศ.2552 เป็นต้นมา ผู้
ศกึ ษายงั พบวา่ ผลการวิจยั ในงานวจิ ัยตา่ งๆ เร่ิมมปี ระเดน็ เกย่ี วกับสือ่ อนิ เตอร์เนต็ มากขึ้น ผูศ้ กึ ษาจึงคาดการณ์ดงั กลา่ วขา้ งตน้
นอกจากการรับรูผ้ ่านสื่อต่างๆ แล้วปัจจัยเกี่ยวกับการเข้ารับอบรมยังส่งผลให้เกิดความร้จู ากประสบการณ์สามารถ
นาความรู้เหล่าน้ันไปใช้ในภายหลังได้อีกด้วย (ขจรศักด์ิ หาญณรงค์, 2542, น.1 และวิริยสุดา วรรณรังสี, 2550, น.68 - 69)
นอกจากน้ีปัจจัยที่เป็นความแตกต่างกันระหว่างบุคคลได้แก่ ระดับการศึกษา ซ่ึงเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความความรู้ ความ
เข้าใจของประชาชนน้ัน สอดคล้องกับแนวคิดของ Burgoon (1978, p.64) ท่ีเห็นว่าความแตกต่างกันระหว่างบุคคล ในด้าน
การศึกษา ระบบการศึกษา สาขาวชิ าท่ีต่างกนั มีความแตกต่างกัน ย่อมทาให้ความรู้ของบุคคลมีความแตกต่างกนั ออกไป และ
ยังสอดคลอ้ งกบั แนวคดิ ของ ขจรศักดิ์ หาญณรงค์ (2542, น.1) ทส่ี นับสนนุ ว่าการศกึ ษาถอื เปน็ การเตรียมความพร้อมบุคลากร
ให้มคี วามรู้ ความสามารถหรอื ทกั ษะในดา้ นต่างๆ ได้ดี ในสว่ นของปัจจยั คุณลักษณะส่วนบุคคลท่ีแตกต่างกันระหว่างบคุ คล ท้ัง
ตาแหนง่ งาน เพศ อาชพี อายุ ส่งผลให้ความรู้ ความเขา้ ใจแตกตา่ งกัน (Burgoon, 1978, p.64; สรุ พงษ์ โสธนะเสถียร, 2533,
น.120) ซงึ่ เกิดจากการทีบ่ ุคคลได้รบั ประสบการณ์ความรูท้ แี่ ตกต่างกันออกไปนน่ั เอง สอดคล้องกับแนวคดิ ของ Bloom et al.
(1994, P.28) ไดก้ ลา่ วว่า ความรเู้ ป็นส่ิงที่เกยี่ วขอ้ งกับการระลกึ ได้ถึงบางส่งิ บางเร่อื ง เปน็ กระบวนหรอื สถานการณ์ทีเ่ กี่ยวขอ้ ง
กบั ความจา การเกิดความรู้จะมีความสัมพันธ์กับความรู้สกึ นึกคิด ประสบการณ์ เชื่อมโยงกับสภาพจิตใจภายในของบุคคลท่ีมี
ความแตกต่างกันออกไปตามบริบทของสภาพแวดลอ้ มนัน้ เอง สังคมจาเปน็ จะต้องมีการจดั การท่ที าใหป้ ระชาชนสามารถเขา้ ถึง
ความรู้หรือได้รับประสบการณ์ความรู้เหล่าน้ันให้มากท่ีสุด โดยเฉพาะเรื่องสิทธิสวัสดิการเพราะเร่ืองใกล้ตัวที่จะมีผลต่อการ
พฒั นาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้กินดีอยู่ดี (Gordon and Spucker, 1999, p.143; ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ, 2546, น.2) ผู้
ศึกษาได้ประมวลความสาคัญของความรูจ้ ากแนวคดิ จากงานเขียนของ วิทยากร เชียงกูล เสน่ห์ จามรกิ และประเวศ วะสี ทใ่ี ห้
ความสาคัญกับความรู้ได้ว่า ความรู้ถือเป็นแหล่งเกิดการเรียนรู้ที่จะทาให้ประชาชนมีการปรับตัวให้เกิดดุลยภาพแห่งชีวิต
นาไปสู่การปรับตัวระดบั บุคคล ระดับท้องถนิ่ และระดับประเทศ สามารถทจ่ี ะแก้ไขและพัฒนาตนเองและสงั คม (วิทยากร เชยี งกูล,
2541, น.121; เสน่ห์ จามริก, 2531, น.14; ประเวศ วะสี, 2550, น.12-13) ดังนั้นแล้วแนวทาง วิธีการและกระบวนการการ
สง่ เสริมความรคู้ วามเขา้ ใจจงึ เป็นสิ่งทจ่ี าเปน็ อยา่ งยิง่ ในการพฒั นาคนในสงั คม
กล่าวโดยสรุปภาพรวมสาหรับปัจจัยสาคัญท่ีมีผลต่อความรู้ความเข้าใจในสิทธิสวัสดิการของประชาชนนั้นสามารถ
แบ่งประเภทปัจจัยออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ อันประกอบไปด้วย กลุ่มแรกคือ ปัจจัยเก่ียวกับการรับรู้สิทธิสวัสดิการผ่าน
ช่องทางสื่อต่างๆ ได้แก่ ส่ือโทรทัศน์ ส่ือบุคคล ส่ือใบปลิว ส่ือหนังสือพิมพ์ กลุ่มท่ีสองคือปัจจัยเกี่ยวการเข้ารับการอบรม
สมั มนา และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มท่ีเป็นปจั จัยคุณลักษณะส่วนบุคคล ได้แก่ ระดับการศึกษา ตาแหน่งงาน เพศ อาชีพ อายุ จะ
เห็นไดว้ ่าปัจจยั คุณลกั ษณะส่วนบุคคลเป็นปัจจัยท่ีสามารถควบคุมจดั การได้ค่อนข้างยาก ในขณะที่ปจั จัยกลุ่มแรกคือการรับรู้
ผ่านส่ือชอ่ งทางต่างๆ และปัจจัยกลุม่ ท่สี องการเข้าร่วมการอบรมสัมมนาสามารถควบคุมจัดการได้ง่ายกว่า ซ่งึ สามารถกระทา
ได้โดยความร่วมมือทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชน เพื่อส่งเสริมให้คนในสังคมที่มีความหลากหลายคุณลักษณะได้มีความรู้
ความเข้าใจและประสบการณ์ทสี่ ามารถนาไปประยกุ ต์ใช้ได้ อันเป็นทม่ี าของข้อเสนอแนะจากการศึกษาครงั้ นีเ้ ปน็ ลาดบั ถดั ไป
สาหรับข้อเสนอแนะจากการศึกษาคร้ังน้ีเป็นการนาเสนอแนวทางการส่งเสริมความรู้ความเข้ าใจในสิทธิสวัสดิการ
จากกลุ่มปจั จัยทีท่ งั้ ภาครฐั เอกชน ประชาชน สามารถกาหนด ควบคุมและรว่ มกนั บริหารจดั การไดด้ ังนี้
41
รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 64
1. ควรส่งเสริมการเผยแพร่สิทธิสวัสดิการผ่านสื่อต่างๆ ท่ีมีเนื้อหาสาระน่าสนใจ เข้าใจง่ายสาหรับประชาชน แก่
ประชาชนใหม้ ากยงิ่ ขนึ้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชาสมั พนั ธผ์ ่านสอื่ โทรทัศน์ แผ่นพับใบปลวิ และหนังสอื พมิ พ์
2. ควรมีการจดั อบรมสัมมนาให้ความรเู้ กี่ยวกับสิทธสิ วัสดิการอย่างรอบด้าน เพื่อเปน็ การสร้างประสบการณ์ความรู้
ให้แกป่ ระชาชน
บทสรุป
การสงั เคราะหง์ านวจิ ยั เกีย่ วกบั งานด้านสังคมสงเคราะห์และสวสั ดกิ ารสงั คมในประเทศไทยยังมจี านวนน้อย ผ้ศู กึ ษา
มีความสนใจในการสังเคราะห์งานวิจัยเพื่อเป็นฐานข้อมูลสร้างองค์ความรู้รวมในประเด็นต่างๆ ทั้งน้ีในการศึกษาคร้ังน้ีมี
วัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาปัจจัยท่ีมีผลต่อความรู้ความเข้าใจในสิทธิสวัสดิการสังคมของประชาชนด้วยวิธีการวิเคราะห์อภิ มาน
งานวิจัยทัง้ หมด 110 เรอื่ ง ผลการศึกษาชีใ้ หเ้ ห็นวา่ ปัจจยั ท่ีสง่ ผลต่อความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิสวัสดิการนัน้ ประกอบไป
ดว้ ย 10 ปจั จัย อนั ไดแ้ ก่ การรับรู้ผ่านสอื่ โทรทศั น์ การรบั รูผ้ า่ นส่ือบคุ คล การรบั รู้ผา่ นสื่อใบปลวิ ระดับการศึกษา การรบั รผู้ ่าน
สื่อหนังสือพิมพ์ ตาแหน่งงาน เพศ อาชีพ การเข้ารับการอบรม อายุ เรียงตามลาดับจากปัจจัยที่ส่งผลมากไปหาน้อย
นอกจากน้ีถึงแม้แต่ละประเทศจะมงี านสวัสดิการสงั คมก้าวหน้าเพียงใดกต็ าม หากแต่ประชาชนในประเทศนัน้ ๆ ยังไม่มีความรู้
ความเข้าใจและยงั ไมท่ ราบถึงสิทธสิ วสั ดิการของตนเองท่ีพงึ มีพึงได้รับ ก็ยากทีง่ านสวัสดิการสังคมของประเทศนั้นๆ จะประสบ
ความสาเร็จตรงตามเป้าหมายเพ่ือสร้างความกินดี อยดู่ ีของประชาชน การสร้างฐานข้อมูลองคค์ วามรู้ในคร้ังน้ีจึงหวังว่าจะเป็น
ประโยชน์สาหรับบุคคลหรือหน่วยงานที่เก่ียวข้องในการนาองค์ความรู้ท่ีได้รับไปใช้ใน การพัฒนางานสังคมสงเคราะห์และ
สวสั ดกิ ารสงั คมต่อไป
เอกสารอา้ งอิง
ภาษาไทย
กรองได อณุ หสูต.ิ (2539). บทบรรณาธิการ: ข้อเทจ็ จริงเก่ียวกบั การวเิ คราะหเ์ มตา้ . วารสารพยาบาลศาสตร์, 14, 2.
ขจรศกั ด์ หาญณรงค.์ (2542). การพัฒนาองค์การ. กรงุ เทพฯ : สถาบันพฒั นบรหิ ารศาสตร์.
ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ. (2546). บทสังเคราะห์ภาพรวม การพัฒนาระบบสวัสดิการสาหรบั คนจนและด้อยโอกาสในสังคมไทย.
กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั , คณะเศรษฐศาสตร์.
ดารณี ท้ังไพศาล. (2547). การเปิดรับข่าวสารและการรับรู้ประโยชน์ของเทคโนโลยีนิวเคลยี ร์ในชีวิตประจาวันของประชาชน
ในกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, สาขาส่ือสารมวลชน คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.์
ตวงพร โรจนพันธ์ุ. (2542). การเปิดรับข่าวสาร ความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติเก่ียวกับการประกันสังคมของผู้ประกันตน
ระดับบรหิ ารและระดบั ปฏบิ ตั ิ. วารสารศาสตรมหาบัณฑติ . คณะวารสารศาสตรแ์ ละสอื่ สารมวลชน มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
นงลกั ษณ์ วิรัชชยั . (2542). การวิเคราะหอ์ ภิมาน. กรุงเทพฯ : นชิ นิ แอดเวอร์ไท ซิ่ง กรฟุ๊ .
นงลักษณ์ วิรชั ชัย และสุวมิ ล ว่องวานชิ . (2541). รายงานการวิจัยเรื่องการสังเคราะห์งานวิจัยทางการศึกษาด้วยการวเิ คราะห์
อภิมานและการวเิ คราะห์เน้อื หา. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พแ์ ละทาปกเจริญผล.
บญุ ธรรม กิจปรดี าบริสุทธ์.ิ (2547). ระเบียบวิธีวิจยั ทางสงั คมศาสตร์. กรงุ เทพฯ: จามจุรี โปรดกั ท์.
ประเวศ วะส.ี (2550). การเรียนรู้ใหม่ไปให้พ้นวิกฤตแิ ห่งยคุ สมัย. กรุงเทพฯ: สานกั พิมพ์ร่วมด้วยช่วยกัน.
เมธาวี แก้วสนิท. สื่ออินเตอร์เน็ต ภัยเงียบต่อการศึกษาไทย. http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?
NewsID=13688&Key=hotnews, เขา้ ถงึ เมือ่ 2 มกราคม 2561.
42
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 64
ยุพา เที่ยงสืบสาย. (2556). ความรู้ ความเข้าใจของเจ้าหน้าท่ีต่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) : กรณีศึกษา สานักงาน
ประกันสังคม กรุงเทพมหานครพ้ืนท่ี 4. สารนิพนธพ์ ัฒนาแรงงานและสวัสดิการมหาบัณฑิต คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
วทิ ยากร เชียงกลู . (2541). รายงานสภาวะการศึกษาไทยปี 2540. กรงุ เทพฯ: อมรนิ ทรพ์ รน้ิ ต้ิงแอนพบั ลชิ ช่งิ .
วิริยสุดา วรรณรังสี. (2550). ความพร้อมของพนักงานระดับปฏิบัติการต่อการพัฒนาองค์กร: ศึกษากรณีบริษัท นครไชยศรี
อุตสาหกรรม จากดั . สารนิพนธป์ ริญญามหาบณั ฑิต, มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
สขุ ุมา อรุณจิต. (2557). การสังเคราะห์งานวิจัยความเป็นธรรมทางสงั คมในการสวัสดิการสงั คมด้วยการวิเคราะห์อภิมานและ
การวิเคราะห์ตีความหมาย. สังคมสงเคราะห์ศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาการบริหารสังคม ภาควิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์,
คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์, มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.์
สุรพงษ์ โสธนะเสถยี ร. (2533). การสอ่ื สารกบั สังคม. กรงุ เทพฯ : จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
เสน่ห์ จามรกิ . (2531). ระบบการศกึ ษาแบบแพค้ ัดออก. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพจ์ ุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
อุทุมพร จามรมาน. (2531). การสังเคราะห์งานวิจัย : เชิงปริมาณ (Research Synthesis : A Quatitative Approach) เน้น
วธิ ีวิเคราะห์เมตตา (A Meta Analysis). กรุงเทพฯ : หา้ งหนุ้ ส่วนจากดั ฟันนี่ พบั ลซิ ซิง่ .
ภาษาต่างประเทศ
Bloom, S., Engelhart, D., Furst J., Hill, H., and Kathwohl, R. (1994). Taxonomy of Educational objectives.
New York: David Mckay.
Burgoon M. Frank G. Hunsaker, Edwin J. Dawson. (1978). Human communication. Thousand Oaks, Calif. :
Sage Publications.
Cohen, J. (1988). Statistical power analysis for the behavioral sciences. Retrieved October 30, 2015, from
www.lrdc.pitt.edu.
Fagerlind, Ingemar and Saha, Lawrencw J. Education and National Development A Comparative
Perspective. 2nd ed. New York: Pergamon Press, 1989.
Glass, G. V., McGaw, B., and Smith, M.L. (1981). Meta-analysis in social research (4th ed). California: Sage
Publications.
Gordon, David, & Spucker, Paul. (1999). The International Glossay on Poverty. London: Zed Book.
Hunter, J. E., and Schmidt, F. L. (1990). Method of Meta-Analysis. California : Sage Publication.
Midgley, James. (1997). Social Welfare in Global Context. U.S.A : SAGE Publication.O’Flynn, A. I. (1982).
Meta-analysis. Nursing Research, 31, 5, 314-316.
Polit, D. F., and Hunter, B. P. (1 9 9 9 ). Nursing Research: Principles and Methods. (6 th ed), Philadelphia:
Lippincott.
Snyder, M. (1992). Independent Nursing Interventions. (2nd ed), New York: Delmar.
43
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 64
Workfare : การเปลย่ี นฐานคดิ สวัสดกิ ารสังคม
Workfare : the Change of Mindset in Social Welfare
นวลปราง อรณุ จติ 1
Nualprang Aroonjit2
Abstract
This paper aims to show the workfare concept as a reflection of the changes in social welfare
conceptually and practically by presenting the conceptual foundations of workfare and the role of public
section, private section and civil society in social welfare. Furthermore, this is to show that workfare is a
social assistance system that helps to put people into work, creates a service system and provides human
development programs until individuals become self-sufficient.
Workfare emerged at a significant moment in history, especially during the transition of socio-
economic concepts. Changes in social welfare were determined by the development of social welfare
concepts. Workfare was a result of a social change influenced by Neoliberalism. This factor impacted on
the sources and consequences of change in the lives of people and the adaptation of social welfare that
resulted in a distinct concept, workfare. Workfare was implemented as an operation to change, improve
and reform welfare systems with specific goals in each country. In Thailand, the challenges of developing
social welfare systems are changing the conceptual aspects according to the current situation of the
country. However, workfare could be a change in the welfare both conceptually and practically in the
future of Thailand.
Keywords: Workfare, Welfare to Work, Conceptual Change
บทคดั ย่อ
บทความวิชาการช้ินนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อนาเสนอแนวคิด Workfare ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของสวัสดิการ
สังคมในในฐานะท่ีเป็นของผลสะท้อนการเปล่ียนแปลงของแนวคิดในสวัสดิการสังคม โดยเผยให้เห็นรากฐานแนวคิดของ
Workfare เรื่องบทบาทการมีส่วนร่วมของรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมในการจัดสวัสดิการสังคม รวมท้ังเป็นระบบการ
ช่วยเหลือทางสังคมโดยจัดสวัสดิการโดยให้บุคคลนั้นทางาน มีระบบการให้บริการและการพัฒนามนุษย์กระทั่งบุคคลน้ัน
สามารถพงึ่ พิงตนเองได้ในที่สุด
การปรากฏขึ้นของ Workfare น้ันอยใู่ นช่วงเวลาของประวัติศาสตร์อยา่ งมีนัยยะสาคัญ โดยเฉพาะในช่วงการเปล่ียน
ผา่ นทางอดุ มการณแ์ นวคิดทางเศรษฐกจิ และสังคม Workfare การเปลย่ี นแปลงของสวัสดกิ ารสังคมพจิ ารณาได้จากพัฒนาการ
แนวคิดด้านสวัสดิการสังคม Workfare เป็นผลมาจากการเปล่ียนแปลงทางสังคมจากอิทธิพลของแนวคิดเสรีนิยมใหม่
(Neoliberalism) ซ่ึงเป็นปจั จยั ท่ีส่งผลตอ่ การเปลี่ยนแปลง (Source of change) และส่งผลกระทบใหเ้ กดิ ความเปล่ียนแปลง
(Consequences of change) ต่อชีวิตการดารงอยู่ของผู้คน และส่งผลต่อการปรับตัวของสวัสดิการสังคม กระท่ังมีการ
1 นักศึกษาปรญิ ญาเอก สาขาวชิ านโยบายสังคม คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
2 Ph.D. Student, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
E-mail : [email protected]
44
รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 64
เปลี่ยนแปลงของสวัสดิการสังคมโดยมีผลสะท้อนเชิงประจักษ์คือ Workfare มีการนาแนวคิดไปสู่การปฏิบัติการเพ่ือ
เปล่ยี นแปลง ปรับปรุงและปฏริ ูประบบสวัสดิการอย่างจาเพาะเจาะจงในแตล่ ะประเทศ ท้ังนี้ในประเทศไทย ความท้าทายและ
โจทย์สาคัญในการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมคือการเปลี่ยนแปลงเชิงฐานคิดด้านสวัสดิการสังคมเพ่ือความเห มาะสมกับ
สภาวการณ์การเปลย่ี นแปลงของประเทศไทยในปัจจบุ ัน Workfare จึงอาจเปน็ แนวทางหนึ่งในการเปล่ยี นแปลงของสวสั ดิการ
ทั้งในเชิงฐานคิดและปฏบิ ตั กิ ารในประเทศไทยต่อไปในอนาคต
คาสาคัญ: สวสั ดิงาน, สวสั ดิการสังคม, การเปลีย่ นฐานคิด
บทนา
แนวทางการศึกษาการเปล่ียนฐานคิดเรื่องสวัสดิการสังคมในคร้ังน้ี ใช้กรอบ “แนวทางการศึกษาการเปล่ียนแปลง”
ของนฤมล นิราทร (2559)3 โดยเร่ิมตั้งต้นจากคาถามสาคัญที่ว่า “อะไรท่ีเปล่ียน” (นฤมล นิราทร, 2559) โดยจะสามารถ
พจิ ารณา “สงิ่ ท่เี ปลี่ยนแปลง” จาก “ผลปรากฏของการเปลยี่ นแปลง” ซึ่งการศกึ ษาคร้ังน้ีมจี ุดมุ่งหมายในการพิจารณา “ฐาน
คดิ เร่อื งสวสั ดิการสงั คม” ที่เปล่ียนแปลงไป ดงั นนั้ และอะไรคือ “ผลจากการเปล่ียนแปลง” ซงึ่ การศกึ ษาคร้งั นี้เป็นการเสนอว่า
Workfare คอื ผลสะทอ้ นการเปล่ียนแปลงฐานคดิ สวสั ดิการสงั คม
การศึกษาการเปลี่ยนฐานคิดสวัสดิการสังคม ใช้กรอบการวิเคราะห์แนวคิดสวัสดิการสังคมท่ีเปล่ียนแปลงไปเพ่ือ
สะท้อนองค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์กัน (Vego, 2004 อ้างถึงใน นฤมล นิราทร 2559) โดยผู้ศึกษาสนใจองค์ประกอบเร่ือง
ต้นตอการเปลี่ยนแปลง (Source of change) และผลกระทบการเปลี่ยนแปลง (Consequences of change) เพื่อการทา
ความเข้าใจใน Workfare ท่ีส่งผลต่อการเปลี่ยนฐานคิดสวัสดิการสังคม โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง (Source of
change) คืออทิ ธิพลลทั ธิเสรีนิยมใหมซ่ งึ่ สง่ ผลกระทบใหเ้ กิดความเปลี่ยนแปลง (Consequences of change) ท้ังต่อชวี ิตและ
การดารงอย่ใู นสังคมกระทั่งรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงความเชือ่ เร่ืองการจัดสวัสดิการ การศกึ ษาคร้ังนี้จึงไม่เพียงนาเสนอการ
เปล่ียนฐานคดิ สวัสดกิ ารสังคมและ Workfare แตจ่ ะสะทอ้ นปจั จยั ทสี่ ่งผลตอ่ การเปล่ยี นแปลงรวมถึงผลกระทบทเ่ี กดิ ข้นึ
การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง เพ่ือหาคาตอบว่า แนวคิด Workfare ว่ามีความ
แตกต่างจากสวัสดิการและเปน็ การเปลยี่ นฐานคดิ เรอื่ งสวัสดกิ ารสังคมอย่างไร (การศกึ ษาในหัวข้อที่ 1) การเปลยี่ นฐานคดิ เรือ่ ง
สวัสดิการสังคมมีท่ีมาและพัฒนาการทางแนวคิดอย่างไร กระท่ังได้มีการปรากฏขึ้นของ Workfare (การศึกษาในหัวข้อท่ี 2)
และภายใต้การเปลี่ยนแปลงด้านสวัสดิการสังคมที่กล่าวมานี้ มีปัจจัยท่ีส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงและเกิดผลกระทบอย่างไร
(การศกึ ษาในหัวขอ้ ท่ี 3)
1. Workfare : แนวคดิ ความแตกต่าง และการเปลย่ี นแปลง
1.1 แนวคดิ ของ Workfare
จุดเร่ิมต้นในการทาความเข้าใจต่อ Workfare นัน้ สามารถอธิบายได้ด้วยนิยามความหมาย คาวา่ Workfare มาจาก
การผสมผสานกนั ของ “Work” และ “Welfare”4 เขา้ ด้วยกัน Workfare จงึ เป็นสวสั ดกิ ารรูปแบบหนง่ึ ซึง่ จัดใหม้ ี “การทางาน
แลกสวัสดิการ” (Hinton, 2010) โดยประสงค์ให้ผู้รับสวัสดิการ ทางานบางอย่างเพ่ือได้รับผลตอบแทน5 (Deeming, 2015)
และให้บคุ คลได้รบั ความชว่ ยเหลือทางสังคม6 (Lødemel, 2001)
3 “แนวทางการศกึ ษาการเปลี่ยนแปลง” จากเอกสารตาราเร่อื ง “การเปลีย่ นแปลงทางสงั คมและปัญหาทางสังคม” โดย นฤมล นิราทร. (2559) โครงการหนังสือวิชาการทนุ
สนับสนนุ การเขยี นตารามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี พ.ศ.2558 สานกั พิมพม์ หาวิทยาลยั ธรรมศาสตร.์ กรุงเทพฯ.
4 “Blend of work and welfare” (More Info) http://www.memidex.com/workfare#etymology
5 “A programmed requires welfare recipients to do some kind of work in return for their benefits”
6 “Workfare that require people to work in return for social assistance benefits.” Lødemel.I. (2001)
45
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 64
กล่าวได้ว่า Workfare เป็นสวัสดิการการแบบมีเง่ือนไข (Conditions) การช่วยเหลือ (Peck, 2003) ซึง่ ต่างจากการ
จดั สวัสดิการแบบไม่มีเง่ือนไขในรปู แบบการช่วยเหลือเป็นเงินสงเคราะห์ (Unconditional cash transfer) ซึ่งสะท้อนใหเ้ ห็น
วา่ Workfare ปฏิเสธการหยบิ ยื่นเงนิ แบบใหเ้ ปลา่ โดยสร้างเงอ่ื นไขใหท้ างานเพอ่ื แลกรับกบั สวสั ดกิ ารการช่วยเหลือ พร้อมกัน
นั้น มีการจัดระบบการช่วยเหลือข้ันพ้ืนฐานในการดาเนินชีวิต7 (Chan, 2008) และมีการจัดสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ให้บุคคล
สามารถเข้าถึงบรกิ ารสงั คม ไดร้ บั การพฒั นากระทั่งบุคคลสามารถพงึ่ พาตนเองได้ (Smith, 1987; Peck & Theodore, 2001)
ด้วยแนวดังกล่าวน้ี ลักษณะของ Workfare จึงมักปรากฏอยู่ในรูปแบบของโครงการรัฐบาลท่ีกาหนดให้ผู้รับ
สวัสดิการรับการทางาน รวมทั้งการฝึกอบรมหรือฝึกงาน การฝึกอาชีพและพัฒนาฝีมือเพ่ือผลตอบแทนด้านสวัสดิการ จึง
สะท้อนให้เห็นพนั ธะบางประการระหวา่ งรัฐผู้จัดสวัสดิการและประชาชนท่ีมีบทบาทร่วมกันในการจดั สวัสดิการซ่ึงเปน็ การนา
แนวคิดเรื่อง “สิทธิ” กับ “หน้าทค่ี วามรับผิดชอบของบุคคล” ผนวกเข้าดว้ ยกนั ดงั น้ัน Workfare จึงไม่ได้เปน็ สวัสดิการแบบ
ให้เปล่าเพ่ือการสงเคราะห์ ไม่มีผู้ขอรอรับ แต่เป็นการจดั สวัสดิการสังคมโดยผู้รับสวสั ดิการนั้นสมควรได้เนื่องจากได้ทาหน้าที่
ทางสงั คมและบคุ คลสมควรได้รบั สวสั ดกิ ารนนั้ (Lødemel, 2001, Smith, 1987; Peck & Theodore, 2001)
กลุ่มผู้รับสวัสดิการ คือกลุ่มคนที่มีสภาพร่างกายสมบูรณ์ (Capable adults) โดย Workfare เป็นโครงการของ
รฐั บาลที่กาหนดสวัสดิการสาหรับกลุ่มบุคคลที่มีความสามารถท่ีจะปฏิบัติงานได้ กลุ่มเป้าหมายการช่วยเหลือในรูปแบบนี้ จึง
ไม่ใช่กลุ่มเปราะปางทางสังคม เช่น ผู้ป่วยทุพลภาพ ผู้สูงอายุ คนพิการ ดังนั้นกลุ่มเป้าหมายจึงหมายถึงกลุ่มคนท่ีสามารถ
ทางานได้ ซึ่งส่วนใหญ่กลุ่มเป้าหมายในลักษณะนี้ได้แก่ แรงงานวัยฉกรรจ์ซ่ึงกลุ่มคนท่ีว่างงาน (Smith, 1987, Lødemel,
2001, Peck & Theodore, 2001)
รปู แบบการจัดสวัสดิการ Workfare ขน้ึ อยู่กบั การนาไปใช้ในแต่ละประเทศ ตัวอยา่ งเช่น ในภมู ภิ าคตะวันตก บรรดา
รัฐสวัสดิการมีการใช้ Workfare ทั้งในการจัดบริการแบบถ้วนหน้า (Universal) และการจัดสวัสดิการท่ีเฉพาะเจาะจง
(Targeted) มีทง้ั การเข้ารบั สวสั ดกิ ารแบบสมัครใจ และรปู แบบการบังคับใชก้ บั กล่มุ เปา้ หมายผทู้ ีอ่ ย่เู กณฑท์ ้งั หมด
ตัวอยา่ งเช่น ในสหรัฐอเมรกิ า Workfare เป็นมาตรการและโครงการภายใต้พระราชบัญญัตสิ นับสนนุ ครอบครัวและ
กฎหมาย Personal Responsibility Work Opportunity โดยจัดโครงการการช่วยเหลือระยะส้ัน โดยเจาะจงการให้การ
ช่วยเหลือครอบครวั รายได้น้อยทม่ี ีบุตรเฉพาะกลุ่มที่มีความจาเปน็ เทา่ นน้ั
ขณะเดียวกัน Workfare ในภูมิภาคยุโรปใช้ Workfare ควบคู่กับระบบสวัสดิการถ้วนหน้า เช่นในประเทศเยอรมนี
และประเทศฝร่ังเศส Workfare ถูกนาไปใช้เป็นทางเลือกสวัสดิการสังคม โดยใช้เกณฑ์การคัดเลือกและการเข้ารับสวัสดิการ
การทางานตามความสมัครใจ โดยในประเทศเยอรมนีมกี ารจัดโปรแกรมท่ีเรียกวา่ Help toward work (HTW) และตัวอย่าง
ประเทศฝรั่งเศส Workfare ใช้มาตรการแทรกแซงรายได้ขั้นต่า (RMI) และการจ้างงานโดยมีเกณฑ์ผู้ต้องการได้รับความ
ช่วยเหลือเช่น เกณฑ์ด้านอายุ ท่ีอยู่อาศัย เกณฑ์ด้านรายได้ เพ่ือนามาสู่กลุ่มเป้าหมายโดยกลุ่มนี้สามารถเข้าร่วมตามความ
สมคั รใจ (Lødemel, 2001)
อย่างไรก็ตาม การใช้ Workfare ในระบบสวัสดิการถ้วนหน้า เช่นในสหราชอาณาจักรมีการกาหนดเกณฑ์ผู้รับ
สวัสดิการเข้าสู่ Workfare และบังคับใช้กบั กลุม่ เป้าหมายอย่างครอบคลมุ กลับส่งให้เกิดการวพิ ากษ์ การเรียกร้องและคัดค้าน
การใช้ Workfare ซ่ึงสาเหตุหนึ่งมาจากการใช้เกณฑ์กาหนดกลุ่มเป้าหมายและการบังคับใช้กับทุกคนท่ีเข้าเกณฑ์ให้ทางาน
ประกอบกบั มีการกาหนดระยะเวลาและกติกาไวค้ ่อนขา้ งเขม้ งวดและมีบทลงโทษตอ่ ผู้รับสวัสดิการหากไมท่ างานทเ่ี ปน็ ไปตาม
กตกิ าเงอื่ นไขท่ีรัฐกาหนด
ดังจะเห็นได้วา่ มีการนา Workfare มาใช้ในบรรดารัฐสวัสดิการ รวมไปถึงประเทศกลุ่มนอร์ดิกซ่ึงพอเป็นที่ทราบกัน
ว่ามีระบบสวัสดิการสงั คมมาจากการผสมผสานสวัสดกิ ารของสแกนดิเนเวยี นและแองโกลแซกซอน ซึง่ เปน็ รฐั สวสั ดกิ ารตน้ แบบ
7 “A social assistance system with minimum living standard”
46
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 64
เรือ่ งความเข้มแขง็ ทางสถาบนั และจดุ เดน่ เรื่องการจัดบริการขัน้ พน้ื ฐานทีม่ ีคุณภาพ (Lødemel, 2001) Workfare ในกลุ่มนจี้ ึง
มกี ารจัดสวัสดิการและบรกิ ารสงั คมเขา้ มาเกีย่ วข้องซ่งึ และมีบทบาทสาคัญใน Workfare เรอื่ งการช่วยเหลอื เพอ่ื พฒั นาคณุ ภาพ
ชีวิต เช่น ในประเทศนอร์เวย์ ท่ีใช้ Workfare ในมาตรการช่วยเหลือด้านรายได้ผ่านนโยบายตลาดแรงงาน Active Labor
Market Policies’ (ALMPs) และประเทศเดนมาร์ก Workfare ใช้โปรแกรมโครงการ Youth Allowance Scheme เพ่ือจัด
ให้เยาวชนอายุต่ากว่า 25 ปี เข้าสู่ตลาดแรงงานรวมท้ังการฝึกอาชีพโดยการจัดทาแผนพัฒนารายบุคคล ( Human
development plan) กล่าวได้ว่า Workfare ในกลุ่มนี้มีจัดบริการท่ีมีคุณภาพมาตรฐาน เป็นกระบวนการช่วยเหลือและ
กระบวนการพฒั นามนษุ ย์ร่วมกัน
ตัวอย่างของ Workfare ไม่ได้มีเพียงในภูมิภาคตะวันตก ทว่าประเทศต่างๆ ในเอเชียก็ได้มีการนา Workfare มาใช้
โดยปรับเปลี่ยนให้มีรูปแบบท่ีเหมาะสมกับบริบทและความต้องการด้านสวัสดิการท่ีหลากหลายมากยิ่งขึ้น ไม่เฉพาะกลุ่ม
แรงงาน หรือบุคคลวัยฉกรรจ์ท่ีสมบูรณ์ ทว่าเกิดการเปลี่ยนรูป จากการนามาปรับใช้ในการจัดสวัสดิการแก่กลุ่มเป้าหมายที่
ประสบปัญหาควายากจน ได้แก่ กลุ่มเยาวชน ผู้ด้อยโอกาสกลมุ่ ต่างๆ เช่นการนา Workfare มาใช้ในภมู ิภาคเอเชีย ซ่ึงมาจาก
การพฒั นารูปแบบสวัสดิการตามกลุ่มแนวคิดทฤษฎีกระแสหลักดา้ นสวัสดิการสังคมและการนากลยทุ ธ์ด้านสวัสดิการสังคมมา
ใช้ ในรูปแบบการผสมผสาน (Chan & Kinglun, 2011)
การปรับใช้ Workfare ในการจัดสวัสดิการสังคมของภูมิภาคเอเชีย จึงเป็นการจัดสวัสดิการเพื่อแก้ปัญหาและ
ตอบสนองความต้องทห่ี ลากหลายของกลุ่ม บุคคล ในบริบทท่ีแตกต่างกัน รวมท้ังมักสะท้อนให้เห็นบริบทด้านวัฒนธรรมและ
ความต้องการทางสังคม (Irene, 2011) เช่น ประเทศอินเดีย Workfare มีขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนโดยจัดโครงการ
สร้างสาธารณูปโภคในชนบทภายใต้กฎหมาย National Rural Employment Guarantee Act โดยรัฐบาลกลางร่วมกับ
รฐั บาลท้องถิ่น กลุ่มคนจน และผู้ด้อยโอกาสเพ่ือช่วยเหลือทางสังคม และตัวอย่าง Workfare ในประเทศสิงคโปร์ มีการสร้าง
ระบบ Workfare Income Supplement (WIS) Scheme เป็นการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีรายได้น้อยท่ีเป็นแรงงานก่อนวัย
เกษียณเพ่ือให้ยังคงอยู่ในตลาดแรงงานและให้ได้รับเงินออมเป็นสวัสดิการ เป็นต้น (อมรเทพ จาวะลา, 2555, เกษรา ชัย
เหลืองอไุ ร, 2557)
จะเห็นได้ว่า Workfare มักเป็นกิจกรรมหรือโครงการบริการสาธารณะซ่ึงกาหนดให้กลุ่มเป้าหมายได้ทางาน เช่น
การจ้างงานชัว่ คราวหรอื เป็นโครงการการจ้างงานระยะส้ัน การทางานสาธารณะ การสรา้ งสาธารณูปโภค กระทั่งการจา้ งงาน
รูปแบบต่างๆ เช่น การจ้างงานโดยรัฐบาลส่วนท้องถ่ินและการจ้างงานอิสระ ด้วยนัยยน้ี Workfare จึงมักเป็นท่ีเข้าใจว่าเป็น
การช่วยเหลือทางสังคมแก่ผู้ว่างงาน กลุ่มผู้ด้อยโอกาสและคนจน (Peck, 2001, Vis, 2006, Henning, 2009) สวัสดิการ
Workfare จึงเป็นกลไกบางประการเพื่อจัดสวัสดิการและสร้างช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้ได้รับสวัสดิการท่ีมี
ลักษณะท่ีแตกตา่ งอย่างชดั เจนกับรูปแบบการสงเคราะหแ์ บบใหเ้ ปล่าในสวัสดิการสงั คม
1.2 ความแตกต่างระหว่างสวสั ดกิ าร Welfare และสวัสดิการ Workfare
แนวคิด Workfare สะท้อนให้เห็นพื้นที่ที่ทับซ้อนกันของระหว่างสองแนวคิด และพื้นท่ีที่ไม่อาจทาบกันสนิท
เนื่องจาก Workfare จัดเป็นแนวคิดด้านสวัสดิการสังคมเรื่องการช่วยเหลือทางสังคม แต่ทว่าแนวคิดเร่ืองการให้ความ
ช่วยเหลือทางสังคมของ Workfare ไม่ได้มีความหมายแคก่ ารช่วยเหลือเยียวยานามาซ่ึงการสงเคราะห์ แต่แนวคิด Workfare
ว่าด้วยการช่วยเหลือเพ่ือให้บุคคลช่วยเหลือและพ่ึงพาตนเองได้ โดยให้คุณค่ากับงานและให้บุคคลมีบทบาทร่วมในการจัด
สวัสดิการสังคม (Peck, 2003) ด้วยเหตุน้ีเองทาให้ Welfare และ Workfare มีขอบเขตขอบ ความหมาย การอธิบาย และ
แนวคิดที่ตา่ งกนั
47