อารยธรรมเมโสโปเตเมีย จัดท าโดย นางสาว ณัฐพร ยังค า สาขาการเลขานุการ ปวช.2 เลขที่ 1 เสนอ อาจารย์ จันทนา ลัยวรรณา รายงานนี้เป็ นส่วนหนึ่งของการเรียนวิชาการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์รหัสวิชา 20204-2109 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2565 วิทยาลัยเทคนิคจันทบ
ก ค าน า รายงานเล่มนี้จัดท าขึ้นเพื่อเป็ นส่วนหนึ่งของวิชาการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ เพื่อให้ได้ศึกษาความรู้ใน เรื่อง อารยธรรมเมโสโปเตเมีย และได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็ นประโยชน์กับการเรียน ผู้จัดท าหวังว่า รายงานเล่มนี้จะเป็ นประโยนช์ต่อผู้อ่าน หรือนักเรียนนักศึกษา ที่ก าลังหา ข้อมูลในเรื่องนี้อยู๋ หากมีข้อแนะน า หรือข้อผิดพลาดประการใด ผ็จัดท าขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ณัฐพร ยังค า สารบัญ เรื่อง หน้า ค าน า ก
ข สภาพทางภูมิศาสตร์ 1 การตั้งถิ่นฐาน 2 ชาวสุเมเรียน 3 การเมืองการปกครอง 5 ชาวอมอไรต์ พวกฮิบบรู 6 พวกเปอร์เซียน เศรษฐกิจ 7 สังคม 8 ศาสนา ภาษาเเละวรรณกรรม 9 วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เเละวรรณกรรม 1 0 กฏหมายอูร์ -นัมมู 11 ราชาเเห่งจักรวาล 12 อัชชูร์ 1 3 ชาวฮิตไทต์ 14 ชาวเเอสซีเรีย 16 ชาวเเคลเดียน ชาวฟี นีเชียน 17 บรรณาณุกรรม ข
1 เมโสโปเตเมีย Mesopotamai สภาพทางภูมิศาสตร์ของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ดินแดนเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) คือบริเวณดินแดนที่ตั้งอยู่ระหว่างแม่น ้าไทกริส (Tigris) และยูเฟรติส (Euphrates) หรือบริเวณประเทศอิรักในปัจจุบัน เป็ นดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรืองจน กลายเป็ นอู่อารยธรรมที่ส าคัญของโลก ดินแดนแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์เนื่องจากแม่น ้าทั้งสองสาย ท่วมท้นตลิ่ง ในฤดูใบไม้ผลิ เมื่อน ้าลดพื้นดินจึงเต็มไปด้วยโคลนตมที่กลายเป็ นปุ๋ ยอันอุดมสมบูรณ์ ท าให้บริเวณนี้ เหมาะแก่การเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ดินแดนจากเมโสโปเตเมียไปจนถึงชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจึง มีชื่อว่า ดินแดนพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (The Fertile Crescent) หรือ วงโค้งแห่งความอุดม สมบูรณ์ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมโสโปเตเมีย เมโสโปเตเมียเป็ นแหล่งอารยธรรมที่มีความเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง เมโสโปเตเมีย แปลว่า ดินแดนระหว่างแม่น ้าสองสายคือ แม่น ้าไทกรีสและยูเฟรทีส (ปัจจุบันคือดินแดนส่วนใหญ่ของประเทศ อิรัก) ระหว่างสองฝั่งแม่น ้าทั้งสองสายเป็ นพื้นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ท าให้ กลุ่มชนชาติต่างๆเข้ามาท ามาหากินและสร้างอารยธรรมขึ้น รวมทั้งถ่ายทอดอารยธรรมจากกลุ่ม หนึ่งสู่กลุ่มหนึ่ง ท าให้เกิดอารยธรรมแบบผสม การตั้งถิ่นฐานของชาติพันธ ุ์ต่างๆ
2 ผู้ตั้งหลักแหล่งพวกแรกของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย คือ พวกส ุเมเรียน ภายหลังจากนั้นจึง มีพวก เซมิติกและสาขา เช่น พวกฟิ นีเชียนอมอไรต์และฮิบรู พวกอินโด-ยูโรเปี ยน และสาขา ได้แก่ พวกฮิตไตท์ และเปอร์เซียน อพยพจากดินแดนตอนเหนือเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนเมโสโปเตเมียในเวลาต่อมา ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมโสโปเตเมีย ชนชาติสุเมเรียน (Sumerian) เป็ นชนชาติแรกที่สร้างความเจริญขึ้นในบริเวณเมโสโปเตเมีย มี ความเชื่อกันว่า ชาวสุเมเรียนได้อพยพ มาจากที่ราบสูงอิหร่านและได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณตอน ล่างสุดของลุ่มแม่น ้าไทกริสและยูเฟรติสตรงส่วนที่ติดกับอ่าวเปอร์เซีย โดย เรียกบริเวณนี้ว่า ซูเมอร์ นักประวัติศาสตร์ถือว่า ซูเมอร์ คือ แหล่งก าเนิดของนครรัฐแห่งแรกของโลก ชาวส ุเมเรียน ชาวส ุเมเรียน
3 ชีวิตความเป็ นอยู่ของชาวสุเมเรียนเริ่มแรกชีวิตแบบหมูบ้านเล็กๆ ต่อมาจึงเปลี่ยนมาเป็ นชีวิต ในเมืองที่มีการปกครองในรูปแบบ นครรัฐ ระยะแรกชาวสุเมเรียนมีพระเป็ นผู้ดูแลและควบคุมกิจการ ต่างๆในนครรัฐ ซึ่งพระจะมีอ านาจในการปกครองแผ่นดินและเป็ นประมุข สูงสุด เรียกว่า ปะเตชีท าการปกครองใน นามของพระเป็ นเจ้าท าหน้าที่ควบคุมตั้งแต่การเก็บภาษีควบคุมการดูแลเกี่ยวกับการชลประทาน และ การท าไร่ ระบบชลประทานของชาวส ุเมเรียน 3,500 ปี ก่อนคริสตกาล ชาวสุเมเรียนได้สร้างอารยธรรมของตนเมืองที่ก่อตัวขึ้นในเขตซู เมอร์ระยะนี้ได้แก่เมืองออร์ เมืองริเรค เมือง อิริดู เมืองลากาซ และเมืองนิปเปอร์ เมืองเหล่านี้เป็ น ศูนย์กลางของระบบชลประทานก่อตัวขึ้นได้ส าเร็จเพราะประสิทธิภาพของระบบการ จัดการน ้า เช่น การเก็บกักและการระบายน ้า เมืองมีฐานะเป็ นอิสระและเป็ นศูนย์กลางของการปกครองที่ไม่ขึ้นตรงกัน เรียกว่า นครรัฐ ชาวสุเมเรียนมีความเชื่อในการนับถือเทพเจ้าหลายองค์แต่ละนครรัฐจะมีเทพเจ้าประทับอยู่ ในวัดใหญ่เรียกว่าซิกกูแรต ชาวสุเมเรียน เป็ นผู้สร้างขึ้นเพื่อจัดให้เป็ นศูนย์กลางของนครรัฐระยะแรก พระจะเป็ นผู้ดูแลกิจการต่างๆในนครรัฐไม่ว่าจะเป็ นการเก็บภาษี อาหาร ตลอด จนควบคุมดูแล เกี่ยวกับการชลประทานและการท าไร่นาต่อมาเมื่อเกิดการรบกันระหว่างนครรัฐอ านาจการปกครอง จึงเปลี่ยนมาอยู่ที่นักรบ รือกษัตริย์ ซึ่งเป็ นผู้เข้มแข็งสามารถปกป้ องนครรัฐได้โดยจะท าหน้าที่ ควบคุมดูแลกิจการต่าง ๆ ซิกกูแรต
4 แทนพระสุดท้ายแล้วชาวสุเมเรียนในสมัย ของลูการ์ ซักกิซซี ก็ถูกซาร์กอนมหาราชผู้น า ชาวอัคคาเดียนรุกรานจนต้องล่มสลายไป พัฒนาการวัฒนธรรมสุเมเรียน 2 ระยะ คือ 1. ระยะวัฒนธรรมอูเบด (Ubaid) ประมาณ 4250-3750 B.C. เป็ นสมัยเริ่มอารยธรรมคน เมือง (Urban life) 2. ระยะวัฒนธรรมอูรุค (Uruk) ประมาณ 3750-3000 B.C. เป็นสมัยของ 2.1 การประดิษฐ์อักษรคูนิฟอร์ม หรืออักษรลิ่มบนแผ่นดินเหนียวส่วนใหญ่ใช้ของมีคน กรีดลงบนหินแต่เนื่องจากหินหายากและไม่มี กระดาษพะไพรัสจึงต้อง เขียนลงบนดินเหนียวแล้วน าไป ผึ่งแดดหรือเผาไฟให้แห้งแข็ง เครื่องมือที่ใช้คือ ไม้ หรือกก หรือเหล็กแหลม กด เป็ นรูปลิ่มอักษร จึง ถูกเรียกชื่อว่า "คูนิฟอร์ม" หรือตัวอักษรรูปลิ่ม 2.3 การสร้างผลงานสถาปัตยกรรมเรียกว่า "ซิกกูแรท" (1.5) ซึ่งเป็ นสิ่งก่อสร้าง ลักษณะคล้าย พิรามิดสร้างบนฐานที่ยกระดับจากพื้นดินข้าง บนท าเป็ นวิหารเทพเจ้ามีบันไดทอดยอดขึ้นไป 2.4 การก่อสร้างด้วยอิฐและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ชาวสุเมเรียนได้สร้าง ผลงานก่อสร้างอื่นๆและท า “ปฏิทินจันทรคติ” ก าหนด เดือนหนึ่งมี 366 ½ วัน ปี หนึ่งมี 12 เดือน ปี ของสุเมเรียนจึงมีเพียง 354 วัน ขณะที่ปี ทางสุริยคติมี 366 ½ วัน เดือนของชาวสุเมเรียนแบ่งออก เป็ น 4 สัปดาห์ๆ 7-8 วัน วันหนึ่ง แบ่งเป็ นกลางวัน 6 ชั่วโมง (เท่ากับ 2 ชั่วโมงในปัจจุบัน) กลางคืน 6 ชั่วโมง การนับคือ หน่วย 60 ซึ่งตกทอด มาจนถึงปัจจุบัน เช่นการนับ 1 ชั่วโมงมี 60 นาที 1 นาที มี 60 วินาที วงกลมมี 360 องศา (60 หกครั้ง) ความเจริญของอารยธรรมสุเมเรียน คูนิฟอร์ม ปฏิทินจันทรคติ ของชาวส ุเมเรียน ด้านการเมืองการปกครอง
5 ชาวสุเมเรียนรวมตัวกันเป็ นแว่นแคว้นแบบนครรัฐ มีเจ้าผู้ครองนครท าหน้าที่เป็ นผู้ปกครอง และผู้น าทางศาสนา มีฐานะเสมือนเทพเจ้าประจ านคร ปกครองแบบนครรัฐอิสระไม่ขึ้นต่อกัน ต่อมา เริ่มมีการแย่งชิงดินแดนและแหล่งน ้าระหว่างรัฐ จนในที่สุดถูกโจมตีจากพวกคาลเดียน ที่มีอ านาจจน สามารถตั้งอาณาจักรที่มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงบาบิโลน ภายหลังจากนั้นก็มีพวกอื่นเข้ามาโจมตี อาณาจักรนี้ จนกระทั่งผู้น าเผ่าอมอไรต์(เป็ นสาขาหนึ่งของพวกเซมิติก) เข้ายึดอาณาจักรบาบิโลน พร้อมทั้งสถาปนาผู้น าขึ้นเป็ นกษัตริย์ ชาวอมอไรต์ มีกษัตริย์ชื่อ “พระเจ้าฮัมมูราบี” เป็ นผู้มีชื่อเสียง เนื่องจากทรงขยายอ านาจและท าการ ปกครองอย่างมีระบบ เห็นได้จากการที่ทรงโปรดให้ประมวลกฎหมายของนครรัฐต่างๆ เป็ นกฎหมาย ชื่อ “ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี” ซึ่งถือเป็ นประมวลกฎหมายที่จารึกไว้เป็ นลายลักษณ์อักษรเป็ นครั้ง แรก บันทึกไว้ด้วยอักษรรูปลิ่ม ลักษณะกฎหมายมีความเข้มงวดกว่ากฎหมายเดิมของชาวสุเมเรียน ซึ่งลงโทษโดยเสียเงินค่าปรับ แต่ประมวลกฎหมายฮัมมูราบีเป็ นการลงโทษโดยใช้หลัก “ตาต่อตา ฟัน ต่อฟัน” พวกอัสซีเรียน (Assyrian) (เป็ นสาขาหนึ่งของพวกสุเมเรียน) เข้าปกครองอาณาจักรบาบิโลน จึงได้สืบทอดความเจริญและปรับปรุงการปกครองโดยแบ่งอาณาจักรออกเป็ นมณฑลต่างๆ มี ข้าหลวงปกครองโดยขึ้นตรงต่อกษัตริย์ พระเจ้าฮัมมูราบี พวกฮิบรู (Hebrew) (เป็ นสาขาหนึ่งของพวกเซเมติก) เดิมเป็ นเผ่าเลี้ยงสัตว์ร่อนเร่ ต่อมาพวกนี้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในนครรัฐสุเมเรียน แต่ยังไม่ สามารถตั้งอาณาจักรเป็ นของตนเองจนกระทั่งพระเจ้าเดวิด (ครองราชย์ประมาณ 470 – 430 ปี ก่อนพุทธศักราช) ได้ตั้งอาณาจักรอัคคัท (Akkad) ของฮิบรูได้ส าเร็จ อาณาจักรฮิบรูมีความ
6 เจริญรุ่งเรืองในสมัยพระเจ้าโซโลมอน (Solomon) (ครองราชย์ประมาณ 430 – 390 ปี ก่อน พุทธศักราช) แล้วจึงสลายไปในเวลาต่อมา พวกเปอร์เซียน (Persian) (เป็ นสาขาหนึ่งของพวกอินโด-ยูโรเปี ยน) ที่อพยพเคลื่อนย้ายจากดินแดนเอเชียกลางเพื่อแสวงหาที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ จนในที่สุดจึงตั้งถิ่นฐาน บริเวณดินแดนดั้งแต่ทะเลสาบแคสเปี ยนจนถึงอ่าวเปอร์เซีย กษัตริย์ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ พระเจ้าไซรัส มหาราช (Cyrus the Great) กษัตริย์เปอร์เซียองค์ต่อมาคือ “พระเจ้าดาริอ ุสมหาราช (Darius the Great)” ทรงขยาย อ านาจออกไปปกครองดินแดนรูปพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ ภายหลังรัชกาลของพระองค์เมื่อ พ.ศ. 143 พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งกรีก เข้าโจมตีเมืองเปอร์ซีโปลิส ท าให้อิทธิพลกรีกแผ่ เข้ามาในอาณาจักรเปอร์เซีย พระเจ้าดาริอ ุสมหาราช ด้านเศรษฐกิจ
7 บรรดาชนเผ่าที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนเมโสโปเตเมีย ชาวสุเมเรียนนับว่ามีความเชี่ยวชาญ ด้านเกษตรกรรม ได้แก่ การปลูกข้าวสาลี และเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้แรงงานและท าผลิตภัณฑ์จากสัตว์เพื่อ บริโภค ได้แก่ เนื้อ นม เนย และใช้ขนสัตว์ที่ย้อมสีแล้วทอเป็ นผ้าส าหรับนุ่งห่มและท าเป็ นพรมใช้ใน ชีวิตประจ าวัน การปลูกข้าวสาลีของชาวส ุเมเรียน การที่ชาวสุเมเรียนมีความรู้ในการค านวณและความรู้ทางดาราศาสตร์สามารถท าปฏิทินแบบ จันทรคติอาศัยคาบเวลาระหว่างดวงจันทร์วันเพ็ญ โดยก าหนดให้เดือนหนึ่งเฉลี่ยนาน 29กับ ½ วัน และแบ่งปี ออกเป็ น 12 เดือน ท าให้รู้เวลาที่เหมาะสมในการเพาะปลูกและยังท าให้สามารถก าหนดวันที่ ควรจะออกเดินทางไปติดต่อค้าขาย เช่น การใช้ความรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของดวงดาวเป็ นเครื่องน า ทางให้เดินไปถึงจุดหมาย นอกจากนี้ความรู้ด้านการบวก ลบ คูณ และระบบการชั่ง ตวง วัด ท าให้ ชาวสุเมเรียนมีความสามารถในด้านการค้า เมื่อประมาณ 1,750 ปี ก่อนพุทธศักราช อาณาจักรบาบิโลนมีความมั่นคงทางการเมืองการ ปกครองและการค้า พ่อค้าเมโสโปเตเมียเดินทางค้าขายกับเมืองต่างๆในดินแดนเอเชียตะวันออกกลาง ไปจนถึงดินแดนที่ไกลออกไป ได้แก่ อินเดียและจีน โดยใช้โลหะ เงิน และทองค า ซื้อ-ขายสินค้าจ าพวก ธัญพืช ผ้าและสินค้ามีค่าอื่นๆ ท าให้อาณาจักรบาบิโลนกลายเป็ นศูนย์กลางการค้าที่ส าคัญของโลกใน ยุคนั้น การค้าขายของชาวส ุเมเรียน ด้านสังคม
8 หลักฐานการจัดระเบียบสังคมในดินแดนเมโสโปเตเมีย ได้แก่ ประมวลกฎหมายฮัมมูราบีที่ สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างสังคมในดินแดนนี้ประกอบด้วยชนชั้นผู้ปกครอง ได้แก่ กษัตริย์ พระ ราชวงศ์และขุนนาง กลุ่มขุนนางมีหน้าที่รับผิดชอบทั้งด้านการปกครองและศาสนา ส่วนคนที่ถูก ปกครอง ได้แก่ ช่างฝี มือ พ่อค้า ซึ่งเป็ นชนชั้นกลาง ส่วนกรรมกรและทาสถือว่าเป็ นชนชั้นต ่าในสังคม กฎหมายฮัมมูราบีนับว่าทันสมัยในยุคนั้น คือ การรับรองสิทธิในทรัพย์สินของคนในสังคม และคนใน สังคมมีความรับผิดชอบต่างกัน ด้านศาสนา ในด้านความเชื่อ คนในดินแดนเมโสโปเตเมียมีความเชื่อถือโชคลาง เทพเจ้าที่สถิตในธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่หลายองค์ ยกเว้นพวกฮิบรูซึ่งเป็ นชนเผ่าที่นับถือพระ เจ้าองค์เดียว มีพระนามว่า “พระยะโฮ วาห์” ความเชื่อในศาสนาท าให้เกิดการสร้างศาสนสถาน เช่น ชาวสุเมเรียนน าดินเหนียวมาสร้างศา สนสถานขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “ซิกกูแรต” เพื่อบูชาเทพเจ้าที่มีหลายองค์ เช่น เทพเจ้าแห่งท้องฟ้ า ดวง อาทิตย์ และดวงจันทร์ ส่วนเทพเจ้าสูงสุด ได้แก่ เทพที่ควบคุมฤดูกาล สิ่งของที่น ามาบูชาเทพเจ้า ได้แก่ โลหะ เงิน ทอง และสิ่งมีค่าอื่นๆ รวมทั้งการบูชายัญ พระยะโฮวาห์ ด้านภาษาและวรรณกรรม การประดิษฐ์ตัวอักษรของชาวสุเมเรียนเมื่อประมาณ 2,500 ปี ก่อนพุทธศักราชนั้น นัก โบราณคดีเชื่อว่าชาวสุเมเรียนเป็ นชนชาติแรกที่คิดประดิษฐ์อักษรได้ก่อนชนชาติอื่น ตัวอักษรดังกล่าว
9 เรียกว่า ตัวอักษรคูนิฟอร์ม (Cuneiform) (1.6) หรืออักษรรูปลิ่ม มีลักษณะเป็ นอักษรภาพ เช่นเดียวกับอักษรภาพของชาวอิยิปต์ ซึ่งประกอบด้วยเครื่องหมายรูปลิ่มจ านวนหลายร้อยตัว เขียน โดยการกดก้านอ้อแหลมๆลงบนแผ่นดินเหนียวที่ยังไม่แห้ง แล้วน าไปตากหรือเผาจนแข็ง อักษรรูปลิ่ม นี้กลายเป็ นต้นแบบตัวอักษรของโลกตะวันตก คือ กรีกและโรมันในเวลาต่อมา จุดมุ่งหมายของการ ประดิษฐ์อักษรรูปลิ่มนี้เพื่ออ านวยความสะดวกในการค้า และใช้ในการเขียนค าประพันธ์บทกวีต่างๆ ส่งผลให้คนในยุคนั้นรวบรวมเหตุการณ์และความรู้ต่างๆจดเป็ นบันทึกไว้ให้คนรุ่นต่อมาได้มีหลักฐาน ในการศึกษาประวัติศาสตร์ยุคนี้ วรรณกรรมของชาวสุเมเรียนส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และชีวิตในทางเศรษฐกิจ ชาวเมโสโปเตเมียยังสร้างมหากาพย์เทพต านานและประวัติศาสตร์ เช่น คือ มหากาพย์กิลกาเมช บรรจุเรื่องราวเทพต านานที่เป็ นหลักของตน โครงเรื่องที่เป็ นหลักของกาพย์นี้ คือ ชัยชนะของกิลกา เมชแสดงสัญลักษณ์ของมนุษย์เหนือธรรมชาติ วรรณกรรมศาสนา บทสวด และธรรมจริยา ก่อให้เกิดวรรณกรรมของบาบิโลเนียนในบรรดาสิ่งที่ปราชญ์กล่าวไว้ เช่น “อย่าเร่งรีบในการพูดในที่ สาธารณะ” “หลีกเลี่ยงความชั่วร้าย และการเกลียดชัง” มหากาพย์กิลกาเมชต านานน ้าท่วมโลก ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปกรรม ในดินแดนเมโสโปเตเมียได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆหลายอย่าง เช่น ชาวสุเมเรียนได้ ประดิษฐ์คิดค้นล้อเกวียน ซุ้มโค้ง (Arch) ซี่งช่วยท าให้อาคารแข็งแรงขึ้น แป้ นหมุนที่ใช้ในการท า เครื่องปั้นดินเผา ความรู้ทางการค านวณ การแบ่งชั่วโมงออกเป็ น 60 นาที รู้จักท าส าริดโดยน า ทองแดงมาหลอมกับดีบุก ท าเครื่องมือโลหะที่ใช้ในการท าไร่ท านา
10 ชาวอัสสีเรียนเป็ นชาติที่ช านาญในด้านการรบได้ผลิตอาวุธที่ท าด้วยโลหะ เช่น ดาบ หอก ธนู โล่ และเกราะ รวมทั้งยุทธวิธีในการรบ เช่น การใช้ต้นซุงเข้ากระทุ้งก าแพงเมืองและรวบรวมต าราพิชัย สงคราม โดยเขียนไว้ในแผ่นดินเหนียวเป็ นจ านวนมาก ผู้น าอัสซีเรียนได้ขยายการปกครองจนมีอาณา เขตที่กว้างใหญ่ ในสมัยของพระเจ้าอัสซูร์บานิปาล (Ashubanipal) ได้สร้างห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดขณะนั้น ขึ้นที่เมืองนิเนเวห์ (Nineveh) ซึ่งเป็ นเมืองหลวงเป็ นที่ส าหรับเก็บแผ่นจารึกดินเหนียวไว้ถึง 22,000 แผ่น ศิลปกรรมที่ส าคัญของชาวอัสซีเรียน คือ ภาพสลักนูนต ่า ซึ่งแสดงชีวิตประจ าวันและการท า สงครามของชาวอัสซีเรียน ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปกรรม ชาวสุเมเรียนยังสร้างพาหนะที่มีล้อใช้สัตว์ลาก การประดิษฐ์ล้อลากเพื่อทุ่นแรง ซึ่งนับว่าเป็ น พื้นฐานในการพัฒนาพาหนะประเภทเกวียนและรถยนต์ในโลกจนถึงปัจจุบันชาวสุเมเรียนที่ตั้งถิ่นฐาน ในบริเวณนี้ ต้องเผชิญกับน ้าท่วมจากการไหลบ่าของแม่น ้าไทกริส– ยูเฟรติส ดังนั้นจึงต้องหาวิธี แก้ปัญหาโดยการขุดคลองระบายน ้าหรือท าท านบกั้นน ้า นับเป็ นความพยายามในการแก้ปัญหาโดย ควบคุมธรรมชาติ ความรู้เกี่ยวกับเกษตรกรรมของพวกสุเมเรียนเป็ นพื้นฐานแก่ชนเผ่าอื่นๆ เช่น พวกบาบิโลเนียนที่ได้สร้างสวนลอยมีต้นไม้เขียวขจีตลอดปี เรียกกันว่า สวนลอยแห่งบาบิโลน (Hanging Garden of Babylon)
11 สวนลอยแห่งกร ุงบาบิโลนได้รับการยกย่องว่า เป็ นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ นอกจากนี้ชาวเมโสโปเตเมียยังรู้จักการสร้างอุโมงค์น ้าใต้ดินเพื่อส่งน ้ามาใช้ในเมืองหลวงได้อีกด้วย ความเจริญของคนในดินแดนเมโสโปเตเมีย ยังได้แพร่หลายไปสู่ดินแดนใกล้เคียงและมีอิทธิพลต่อ อารยธรรมอียิปต์ กรีกและโรมันในเวลาต่อมา สวนลอยบาบิโลน ประมวลกฎหมายอ ูร์-นัมมู (Ur-Nammu) เป็ นประมวลกฎหมายที่เก่าแก่ที่สุดในโลกประมวลหนึ่ง เขียนเป็ นภาษาซูเมอร์บนแผ่นดิน เหนียว คาดว่าสร้างเมื่อประมาณ 2100–2050 ปี ก่อนคริสต์ศักราช มีการค้นพบประมวลกฎหมาย อูร์-นัมมูที่เมืองนิปปูร์ (Nippur) แปลเนื้อหาโดยซามูเอล เครเมอร์ใน ค.ศ. 1952 ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ ที่พิพิธภัณฑ์โบราณคดีอิสตันบูล เนื่องจากพบเพียงแค่บางส่วน เครเมอร์จึงแปลได้ในส่วนบทน าถึง ส่วนที่ห้า ต่อมาใน ค.ศ. 1965 มีการพบเพิ่มเติมที่เมืองอูร์และแปลอีกครั้ง ท าให้มีการแปลกฎหมาย แล้วประมาณ 40 ข้อจาก 57 ข้อ นอกจากนี้ยังพบประมวลกฎหมายนี้ที่เมืองซิปปาร์ (Sippar) แต่มี เนื้อหาบางส่วนต่างไป มีการเขียนในบทน าว่าผู้สร้างประมวลกฎหมายนี้คือพระเจ้าอูร์-นัมมู (Ur-Nammu) ปฐม กษัตริย์แห่งราชวงศ์ที่ 3 แห่งอูร์ แต่ผู้จารึกข้อความลง แผ่นดินเหนียวยังเป็ นที่ถกเถียง แม้มีหลักฐานว่ามีประมวล กฎหมาย เก่าแก่กว่านี้ (ประมวลกฎหมายอูรุกากินา) แต่ประมวล กฎหมายอูร์-นัมมูเป็ นประมวลกฎหมายลายลักษณ์ฉบับ แรกและตกทอดมาถึงปัจจุบัน มีอายุมากกว่าประมวล กฎหมายฮัมมูราบีถึง 3 ศตวรรษ กฎหมายอ ูร์-นัมมู
12 ราชาแห่งจักรวาล (ซูเมอร์ แอกแคด) หรือ ราชาแห่งสรรพสิ่ง ราชาทั้งปวง ราชาของโลก เป็ นพระอิสริยยศอันทรงเกียรติที่ ผปู้กครองในเมโสโปเตเมยีโบราณใชอ้า้งสิทธิ์ในการปกครองโลก บางครงั้พระอิสริยยศนหี้มายถึงพระ เป็ นเจ้าตามธรรมเนียมยิว–คริสต์และศาสนาอับราฮัม ที่มาของพระอิสริยยศนี้มาจาก "ราชาแห่งคิช" (ซูเมอร์: kiš,แอกแคด: kiššatu ซึ่งเป็ นต าแหน่ง ทรงเกียรติอยู่แล้ว คิชถือเป็ นเมืองที่มีความส าคัญเหนือกว่าเมืองในเมโสโปเตเมียอื่น ๆ เนื่องจาก ต านานซูเมอร์กล่าวว่าคิชเป็ นเมืองที่ผู้เป็ นราชาเสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์หลังเกิดน ้าท่วม แนวคิด "ราชาแห่งคิช" เทียบเท่า "ราชาแห่งจักรวาล" ถูกพัฒนาขึ้นในสมัยแอกแคด ผู้ปกครองคนแรกที่ใช้พระอิสริยยศราชาแห่งจักรวาลคือ พระเจ้าซาร์กอนแห่งแอกแคด (ครองราชย์ประมาณ 2334–2284 ปี ก่อนคริสตกาล) และสืบต่อมาโดยผู้ปกครองยุคหลังเพื่อแสดง ว่าจักรวรรดิตนสืบทอดมาจากจักรวรรดิของพระเจ้าซาร์กอน แอนติโอคัสที่ 1 แห่งจักรวรรดิซิลูซิด (ครองราชย์ 281–261 ปี ก่อนคริสตกาล) เป็ นผู้ปกครองคนสุดท้ายที่ใช้พระอิสริยยศนี้ รูปนูนพระเจ้าซาร์กอนที่ 2 แห่งจักรวรรดิอัสซีเรียใหม่ (ขวา) พระอิสริยยศของพระองค์คืฮกษัตริย์ แห่งอัสซีเรีย กษัตริย์แห่งบาบิโลน กษัตริย์แห่งซูเมอร์และแอกแคด อัชชูร์ (ปรากฏทับศัพท์เป็ น Ashur, Ashshur) เป็ นเทพเจ้าเซมิทิกตะวันออกและเทพเจ้าหลักในคติเทววิทยาอัสซีเรียของศาสนาเมโสโปเตเมีย ปรากฏหลักฐานการบูชามากในเมโสโปเตเมียตอนบน, ซีเรียตะวันออกเฉียงเหนือ และเอเชียไมเนอร์
13 ตะวันออกเฉียงใต้ มักปรากฏเกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์แทนดวงอาทิตย์ อัชชูร์เขียนออกมาแทนในรูป ของดวงอาทิตย์ติดปี กซึ่งปรากฏทั่วไปในอักษรภาพของอัสซีเรีย อัชชูร์เป็ นเทพเจ้าของนครอัสซูร์ซึ่งมีอายุมากกว่า 3000 ปี ก่อนคริสต์กาล อดีตราชธานีของ อาณาจักรอัสซีเรียเดิม ต่อมาเป็ นที่ยอมรับกันว่าเทพอัชชูร์คือเทพเทียบเท่ากับเอนลิล เทพเจ้าใหญ่สุด ของนิพพูร์ ในภาพนูนต ่า "ชีวพฤกษ์" ของอัสซีเรียสามารถพบเทพอัชชูร์ส่วนใหญ่ปรากฏอยู่บนยอดของ ต้นพฤกษ์ ดังเช่นที่พบในท้องพระโรงของอัชชูรนาซีร์ปาลที่สอง ในกาลาห์ ภาพสลักนูนต ้าแสดงเทพอัชชูร์ ศิลปะอัสซีเรียนใหม่ ชาวฮิตไทต์ (อังกฤษ: History of the Hittites)
14 ฮิตไทต์เป็ นชนโบราณที่พูดภาษาตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปี ยนและก่อตั้งอาณาจักรที่มี ศูนย์กลางอยู่ที่ฮัตทูซา (Hattusa) ทางตอนเหนือของตุรกีตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ก่อนคริสต์ศักราช ใน ศตวรรษที่ 14 ก่อนคริสต์ศักราช “ราชอาณาจักรฮิตไทต์” ก็รุ่งเรืองถึงจุดสูงสุดโดยอาณาบริเวณที่ ครอบคลุมตอนกลางของอานาโตเลีย ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรียไปจนจรดอูการิต (Ugarit) และ ตอนเหนือของเมโสโปเตเมีย หลังจากปี 1180 ก่อนคริสต์ศักราชท่ามกลางความวุ่นวายต่าง ๆ ในเล แวนต์ที่เกิดจากการรุกรานของชนทะเล (Sea Peoples) จักรวรรดิฮิตไทต์ก็สลายตัวลงเป็ นนครรัฐไซโร ฮิตไทต์ (Syro-Hittite states) หลายนครที่เป็ นอิสระต่อกัน บางนครก็รุ่งเรืองต่อมาจนถึงศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสต์ศักราช ประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมชนฮิตไทต์ทราบได้จากบันทึกอักษรรูปลิ่มที่พบใน บริเวณที่เคยเป็ นอาณาจักร และจากการติดต่อทางการค้าขายและการทูตที่พบในสถานที่เก็บหลักฐาน โบราณของอียิปต์และตะวันออกกลาง ราชรถของฮิตไทต์จากภาพนูนของอียิปต์ โดยทั่วไปแล้วก็สรุปกันว่าชาวฮิตไทต์เข้ามาในอานาโตเลียราว 2,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ขณะที่ภูมิภาคเดิมของฮิตไทต์ยังคงเป็ นเรื่องที่โต้แย้งกันอยู่ แต่ก็มีหลักฐานที่แน่นหนาราวร้อยปี มาแล้วว่าเป็ นดินแดนอินโด-ยูโรเปี ยนในศตวรรษที่ 4 และ 3 ก่อนคริสต์ศักราชที่ในปัจจุบันคือ บัลแกเรียและยูเครน ฮิตไทต์และชนอื่น ๆ ในกลุ่มอานาโตเลียมาจากทางตอนเหนือที่อาจจะเป็ นบริเวณ ทะเลแคสเปี ยน การโยกย้ายเข้าไปในบริเวณอานาโตเลียอาจจะเป็ นการเริ่มการโยกย้ายถิ่นฐานครั้ง ใหญ่ในตะวันออกกลางเมื่อ 1900 ปี ก่อนคริสต์ศักราช (1900 BCE Near East mass migration) ผู้ ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่เดิมกลุ่มหลักในอานาโตเลียขณะนั้นคือฮัตเทียน นอกจากนั้นก็ยังมีอาณานิคมอัสซีเรีย อยู่ด้วย ซึ่งเป็ นกลุ่มที่ฮิตไทต์รับอักษรรูปลิ่มมาใช้ ฮิตไทต์ใช้เวลานานกว่าที่จะก่อตั้งตนเองเป็ นหลัก เป็ นฐานในอานาโตเลีย ชั่วระยะเวลาหนึ่งฮิตไทต์ก็ตั้งตัวเป็ นกลุ่ม ๆ ตามเมืองต่าง ๆ อิสระจากชนกลุ่ม อื่น ๆ แต่เมื่อมีประมุขผู้เข้มแข็งที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ Boğazköy ก็สามารถรวมตัวกันได้ และพิชิต ดินแดนส่วนใหญ่ในอานาโตเลียที่ก่อตั้งขึ้นเป็ นราชอาณาจักรฮิตไทต์
15 ราว 2,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ฮิตไทต์มีศูนย์กลางอยู่ที่ฮัตทูซา (Hattusa) ที่ต่อมากลายมา เป็ นศูนย์กลางของราชอาณาจักรฮิตไทต์ บริเวณนี้เดิมเป็ นที่ตั้งถิ่นฐานของผู้ที่มีวัฒนธรรมที่เป็ น เอกลักษณ์และพูดภาษาที่ไม่ใช่กลุ่มภาษาอินโด-ยูโรเปี ยน นักการศึกษาเกี่ยวกับอานาโตเลียเรียกภาษา นี้ว่า "ภาษาฮัตติก" (Hattic) เพื่อให้แตกต่างจากภาษาฮิตไทต์ที่เป็ นภาษาในกลุ่มภาษาอินโด-ยูโรเปี ยน ที่ใช้ในช่วงเวลาเดียวกันราว 2000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช และกลายมาเป็ นภาษาราชการของ ราชอาณาจักรฮิตไทต์เป็ นเวลาราวหกถึงเจ็ดร้อยปี ต่อมา "ฮิตไทต์" เป็ นชื่อสมัยใหม่ที่ใช้เรียกภาษานี้ แต่ภาษาท้องถิ่นเรียกว่า "เนซิลี" (Nesili) หรือ "ในภาษาของเนซา" (Neša) ผลของการโยกย้างถิ่นฐานของฮิตไทต์ราว 1900 ปี ก่อนคริสต์ศักราช กลุ่มฮิตไทต์แรกที่ไม่ทราบที่มารับวัฒนธรรมของฮัตเทียนมาใช้เป็ นอันมาก และวัฒนธรรม ของพ่อค้าอัสซีเรีย—โดยเฉพาะการใช้อักษรรูปลิ่มและการใช้ตราประทับกลม การที่ภาษาฮัตติกยังคงเป็ นภาษาที่ใช้ในทางศาสนาในราชอาณาจักรฮิตไทต์อยู่เป็ นเวลานาน และดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองวัฒนธรรมจะด าเนินต่อเนื่องกันอยู่เป็ นเวลานาน ท าให้ไม่ ทราบว่าผู้พูดภาษาฮัตติก— ฮัตเทียน— ถูกก าจัดโดยผู้พูดภาษาฮิตไทต์ หรือถูกกลืนชาติ หรือ เพียงแต่ยอมใช้ภาษาเท่านั้น
16 ชาวแอสซีเรีย (Assyria) พวกแอสซีเรียนมีถิ่นฐานอยู่ทางตอนเหนือของเมโสโปเตเมีย เป็ นชนชาตินักรบที่มีความสารถ และโหดร้าย จึงเป็ นที่คร้ามเกรงของชนชาติอื่น พวกแอสซีเรียนได้ขยายอ านาจครอบครองดินแดน ของพวกบาบิโลเนียน ซีเรีย และดินแดนบางส่วนของจักรววรดิอียิปต์ การที่แอสซีเรียนเป็ นชนชาติ นักรบจึงได้มอบอารยธรรมส าคัญให้แก่ชาวโลก คือ การสร้างระบอบปกครองจักรวรรดิที่เข้มแข็ง มี การควบคุมดินแดนที่อยู่ใต้การปกครองอย่างใกล้ชิด โดยสร้างถนนเชื่อมติดต่อกับดินแดนเหล่านั้นจ านวนมากเพื่อความสะดวกในก ารเดินทัพและติดต่อสื่อสา รนอกจากนี้ยังมีความก้าวหน้าใน เทคโนโลยีทางการทหารและการรบ โดยเฉพาะการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์และการใช้ทหารรับจ้างที่ มีประสิทธิภาพสูง แอสซีเรียน ส่วนใหญ่เป็ นการสืบทอดความเจริญที่มีอยู่เดิมในดินแดนที่ตนเข้าไป ครอบครอง เช่น ความเชื่อทางศาสนาศิลปกรรม และวรรณกรรม การท าสงครามของชาวแอสซีเรีย ชาวแคลเดียน (Chaldean) พวกแคลเดียน ได้ครอบครองดินแดนของจักรวรรดิแอสซีเรีย เมื่อปี 612 ก่อนคริสต์ศักราช หลังจากนั้นก็ได้ ผู้น าที่ยิ่งใหญ่ของแคลเดียน คือ กษัตริย์เนบูคัดเนซซาร์ ซึ่งสถาปนาจักรวรรดิบาบิ โลนขึ้นใหม่และรื้อฟื้ นความเจริญต่างๆ ในอดีต เช่น การก่อสร้างอาคารที่สวยงามโดยเฉพาะการ สร้าง “สวนลอยแห่งบาบิโลน” ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็ น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ การรื้อฟื้ นประมวลกฎหมายและวรรณกรรมของชาวบาบิโลเนียนรวมทั้งระบบเศรษฐกิจและการค้า จึงเรียกจักรวรรดิของพวกแคลเดียนว่า “จักรวรรดิบาบิโลนใหม่” อย่างไรก็ตามพวกแคลเดียนก็ได้ สร้างมรดกที่ส าคัญคือการศึกษาทางด้านดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ ชาวฟี นิเชียน (Phoenicians)
17 ระหว่างปี 1000-700 ปี ก่อนคริสต์ศักราช พวกฟี นิเชียนอาศัยอยู่ในดินแดนฟิ นิเชียซึ่งเป็ น ที่ตั้งของประเทศเลบานอนปัจจุบัน และมีการปกครองแบบนครรัฐลักษณะที่ตั้งมีเทือกเขาสลับซับซ้อน กั้นระหว่างที่ราบแคบๆ ซึ่งขนานกับชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับดินแดนอื่นๆ ท าให้พวกฟี นิเชียน ไม่สามารถขยายดินแดนของตนออกไปได้จึงด ารงชีวิตด้วยการเดินเรือและค้าขายทางทะเลนอกจากมี ชื่อเสียงในด้านการค้าแล้วชาวฟีนิเชียนยังมีชื่อเสียงในด้านอุตสาหกรรมต่อเรือซึ่งท าจากไม้ซีดาร์ที่มี อยู่มากอนึ่ง ชาวฟี นิเชียนได้พัฒนาตัว อักษรขึ้นจากโบราณของอียิปต์จจ านวนรวม 22 ตัว คือ อักษรฟี นิเชียน เป็ นมรดกทางอารยธรรมที่ส าคัญของโลกตะวันตก เนื่องจากชาวกรีกและโรมันได้ น าไปใช้และสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน ชาวฟิ นิเซียน เป็ นชนชาติที่ช านาญการเดินเรือมาก บรรณานุกรรม https://sites.google.com/site/prawatisastrsakl6/xarythrrm-lok-tawan-tk/xary-thr-rm-me-so-po-temeiy?fbclid=IwAR18Sqb4bQzQxBPq9M5OlMGmJjfuPAV_Q8DETPlG6qCANdBrFMKdGEHQeMQ
18 https://www.blockdit.com/posts/5fdb294c580dfe247ac70b40?fbclid=IwAR0yoLtQxxjBa6jMbMZj pDWxjILmteb9_q8krRQJ7qGkjgGnWm6-d0zyWmU https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%AA%E 0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%A1%E 0%B8%B5%E0%B8%A2?fbclid=IwAR3keqILJmT7B3A9r8r4AWUDF1sjKfgac68vgHSgdwpw7 LzEyYsZFjIjuDU https://civilizationwe.blogspot.com/2012/07/blogpost.html?fbclid=IwAR1BGU5il44VBSlhTuh522N5h4vXLzJZBnE8ezdHFwKoh3vnCUgegVSayf4 https://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6- 3/no25/sec01p03.html?fbclid=IwAR3gg_cA5nKFPgMdymysXnSpQiyy5SZzhNGaJHc_UfmyNGOlN 6UaEArnHjs https://study.com/?fbclid=IwAR0eSR6YLf-A9HOtLHvUFkyI5RBx2KEFUuuil0KnImqXOLLWLTb4hajhBk https://l.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Fwww.atour.com%2Feducation%2Fpdf%2FSimo ParpolaTheAssyrianTreeOfLife.pdf%3Ffbclid%3DIwAR2i1f1pdZRo6wD0ac0LIMmNwaAApiPjTsyDgMC4Kp k4wnfSoH4Xc5FP0Qo&h=AT2pLPOeWST9PjmabJwbCnSfa7qvzLi3CHKu3ftl31ZQVD3lpqQ2WXyK930b4AEjLkFtNwP2SEzhat7vSwFXA0- 6HRIDXHQOqOm3keymUqdn91DBUgDyqxbwhv7v1oLq2ybUg https://liberalarts.utexas.edu/lrc/eieol/hitol-0-X.html?fbclid=IwAR3tr-2y1lDFgcv6Ma2- OnHVNtgrlvp5TIa7T1GGO01zz7vCBR3MBSqhyeQ http://https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8% A1%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A 1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B9%8 C- %E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B9www.ptw.ac.th/pt wschool/images/December_ 60/Tinnakorn2/Data.pdf
19 https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E 0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B1%E 0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A5 https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88 %E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A5 https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4 %E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8% 95%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%95%E0%B9%8C
20 อารยธรรมเมโสโป เตเมีย