The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-Book จังหวัดอยุธยา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Poy, 2021-12-07 08:19:34

E-Book จังหวัดอยุธยา

E-Book จังหวัดอยุธยา

จั งหวัด Ayutthaya
พระนครศรีอยุธยา

จัดทำโดย เสนอ

นางสาวเนตรนภา โรจน์นาวี 007 อาจารย์ จามจุรี โพธิ์กลัด
ปวช.2/1 แผนกการท่องเที่ยว

สารบัญ

1 คำขวัญประจำจังหวัด
ที่ตั้งและอาณาเขต

2 ภูมิอากาศ

3-27 สถานที่ท่องเที่ยวประจำจังหวัด

28-29 ประเพณี และวัฒนธรรม
ประจำจังหวัด

30-33 ของฝาก ของที่ระลึก
ประจำจังหวัด

จังหวัด 1.
พระนครศรีอยุธยา

1.1.

คำขวัญประจำจังหวัด

ราชธานีเก่า อู่ข้าวอู่น้ำ เลิศล้ำกานท์กวี
คนดีศรีอยุธยา เลอคุณค่ามรดกโลก

ที่ตั้งและอาณาเขต

พระนครศรีอยุธยาเปนจังหวัดในภาคกลาง อยูหางจากกรุงเทพมหานครไป
ทางทิศเหนือ 75 กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 2,547.62 ตารางกิโลเมตร
มีอาณาเขตติดตอกับจังหวัดตาง ๆ ดังนี้
ทิศเหนือ ติดตอกับ จังหวัดอางทอง ลพบุรี และสระบุรี
ทิศใต ติดตอกับ จังหวัดนครปฐม นนทบุรี และปทุมธานี
ทิศตะวันออก ติดตอกับ จังหวัดสระบุรี
ทิศตะวันตก ติดตอกับ จังหวัดสุพรรณบุรี

2.

ภูมิอากาศ

เนื่องจากทำเลที่ตั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอยู่ในเขตเงาฝน หรือเขตกำบัง
ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้อากาศค่อนข้างร้อนและแห้งแล้งอุณหภูมิ
เฉลี่ย 24-31 องศาเซลเซียส ฤดูร้อนประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือน
เมษายน อากาศร้อนอบอ้าว ฤดูฝน เริ่มประมาณเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม
ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งจังหวัดประมาณ 1,342.7 มิลลิเมตรต่อปี น้ำที่หลาก
มาตามแม่น้ำลำคลองจะท่วมท้นตามที่ลุ่มต่างๆ ให้กลายเป็นทะเลสาบย่อยๆ
ดังนั้น บ้านเรือนของชุมชนริมน้ำในอยุธยาจึงมักจะสร้างเป็นเรือนไม้ใต้ถุน
สูงมาแต่โบราณ นอกจากนี้ยังมีข้าวพันธุ์พิเศษที่ปลูกกันในที่ลุ่ม จะสามารถ
เติบโตโลดหนีขึ้นเหนือน้ำในหน้าน้ำหลากได้อย่างน่าอัศจรรย์ เช่น ที่อำเภอ
มหาราช เป็นต้น ฤดูหนาวเริ่มประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม
อากาศไม่หนาวมากนัก

3.

สถานที่ท่องเที่ยว
ประจำจังหวัด

1.วัดพระศรีสรรเพชญ์

วัดพระศรีสรรเพชญ์ หรือ วัดพระศรี
สรรเพชญ เป็นอดีตวัดหลวงประจำ
พระราชวังโบราณ อยุธยา ตั้งอยู่ที่ตำบล
ประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา ทางทิศเหนือของ วิหาร
พระมงคลบพิตร ในเขต อุทยาน
ประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา สร้างขึ้น
ราวปี พ.ศ. 2035 โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่
2
วัดพระศรีสรรเพชญ์ มีจุดที่น่าสนใจที่สำคัญคือเจดีย์ทรงลังกา จำนวนสาม
องค์ที่วางตัวเรียงยาวตลอดทิศตะวันออกและทิศตะวันตก สร้างขึ้นเป็นองค์แรก
ทางฝั่งตะวันออก เมื่อปี พ.ศ. 2035 โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เพื่อบรรจุ
พระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พระราชบิดา) ต่อมาในปี พ.ศ.
2042 ก็ทรงให้สร้างเจดีย์องค์ต่อมา (องค์กลาง) ของสมเด็จพระบรม
ราชาธิราชที่ 3 (พระเชษฐาต่างพระมารดาของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2)และในรัช
สมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 ก็ทรงสร้างเจดีย์อีกองค์ในฝั่งทิศตะวันตกให้
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 พระปิตุลา(หรือพระเจ้าอาของสมเด็จพระบรม
ราชาธิราชที่ 4 (พระหน่อพุทธางกูร) รวมเป็นสามองค์ตามปัจจุบัน
วัดพระศรีสรรเพชญ์ เป็นวัดประจำวังที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา จึงกลายเป็นต้น
แบบของ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ที่ไม่มีพระสงฆ์จำ
พรรษา ในเวลาต่อมา

4.

2.วัดมหาธาตุ

ประวัติ

วัดมหาธาตุเป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่
ใกล้วัดราชบูรณะ ในบริเวณอุทยาน
ประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา สร้างใน
สมัย สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ขุน
หลวงพะงั่ว เมื่อปี พ.ศ. 1917 แต่ไม่แล้ว
เสร็จ ทรงเสด็จสวรรคตเสียก่อน และได้
สร้างเพิ่มเติมจนเสร็จ ในสมัย สมเด็จพระ
ราเมศวร โดยได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระ
ปรางค์ประธาน และอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์
ประธานของวัดมหาธาตุ เมื่อปี พ.ศ. 1927 ซึ่งปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับ
พระราชหัตถเลขา
ความสำคัญของวัดมหาธาตุนั้น นอกจากจะเป็นที่ประดิษฐานองค์พระบรม
สารีริกธาตุแล้ว ยังถือเป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางเมืองและเป็นสถานที่จัดพระราชพิธี
ต่าง ๆ ของกรุงศรีอยุธยา โดยมีสมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสีประทับอยู่
ภายในวัด ส่วนพระสังฆราช ฝ่ายอรัญวาสีนั้น ประทับอยู่ที่วัดป่าแก้ว (วัดใหญ่
ชัยมงคล) นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ ๆ พระศรีศิลป์และจหมื่นศรีสรรักษ์ พร้อม
คณะได้ซุ่มพลที่ปรางค์วัดมหาธาตุ ก่อนยกพลเข้าพระราชวังทางประตูมงคล
สุนทร เพื่อจับกุมสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์
ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ปรางค์ของวัดองค์เดิมที่สร้างด้วยศิลาแลง
ยอดพระปรางค์ได้ทลายลงมาเกือบครึ่งองค์ถึงชั้นครุฑ แต่จะด้วยเหตุผลประการ
ใดไม่ทราบ จึงยังมิได้ซ่อมแซมให้คืนดีดั้งเดิมในรัชกาลนั้น ต่อมาสมเด็จพระเจ้า
ปราสาททอง ทรงบูรณะใหม่รวมเป็นความสูง 25 วา เมื่อปี พ.ศ. 2176 และใน
สมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เมื่อปี พ.ศ. 2275 - 2301 จนถึงช่วงเสียกรุง
ศรีอยุธยาครั้งที่2 วัดมหาธาตุโดนทำลายจนเหลือเพียงซากปรักหักพังและถูกทิ้ง
ร้าง ต่อมายอดพระปรางค์ได้พังทลายลงมาอีกครั้งในรัชสมัยรัชกาลที่ 5

5.

3.วัดไชยวัฒนาราม

วัดไชยวัฒนาราม อีกหนึ่งวัดเก่าแก่สมัย
อยุธยาตอนปลาย ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้าน
ป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา สร้างขึ้นในปี
พ.ศ. 2173 โดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายพระราชมารดา
สถาปัตยกรรมการก่อสร้างไม่เหมือนวัดอื่น
ในอยุธยา บางส่วนรับอิทธิพลมาจากศิลปะ
ขอม โดยจำลองมาจากปราสาทนครวัด
คือ มีปรางค์ประธานและปรางค์มุมอยู่บนฐานเดียวกัน บริเวณตรงกลางของ
พื้นที่ และรายล้อมด้วยปรางค์บริวารอีกสี่องค์

ประวัติ

วัดไชยวัฒนาราม ได้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2173 โดยสมเด็จพระเจ้าปราสาท
ทอง พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นบนที่ที่เป็นบ้านเดิมของพระองค์เพื่ออุทิศ
พระราชกุศลถวายพระราชมารดา แต่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยา
ดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ
เหนือนครละแวกโดยจำลองแบบมาจากปราสาทนครวัด

วัดไชยวัฒนารามเป็นวัดหลวงที่บำเพ็ญพระราชกุศลของพระมหากษัตริย์สืบ
ต่อมาหลังจากนั้นทุกพระองค์ จึงได้รับการปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกรัชสมัย
เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงศพพระบรมวงศานุวงศ์เกือบทุกพระองค์ สมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสิ้นพระชนม์ก็ได้ถวายพระเพลิงที่วัดนี้

ก่อนกรุงแตก พ.ศ. 2310 วัดไชยวัฒนารามถูกแปลงเป็นค่ายตั้งรับศึก หลัง
การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง วัดไชยวัฒนารามได้ถูกปล่อยทิ้งให้ร้างเรื่อย
มา บางครั้งมีผู้ร้ายเข้าไปลักลอบขุดหาสมบัติ เศียรพระพุทธรูปถูกตัดขโมย มี
การรื้ออิฐที่พระอุโบสถ และกำแพงวัดไปขาย แต่ในปี พ.ศ. 2530 กรมศิลปากร
จึงได้เข้ามาอนุรักษ์จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2535

6.
4.วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ

วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ จุดหมายปลายทาง
ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ศิลปะไทยและตะวัน
ตกมาบรรจบพบกันได้อย่างลงตัว ผ่าน
อาคารและสถาปัตยกรรมที่งดงามและโดด
เด่น ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านเลน อำเภอ
บางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่
หัวโปรดฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อทรงใช้เป็น
สถานที่สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อครั้งเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับที่
พระราชวังบางปะอิน โดยใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมโกธิคและเลียนแบบโบสถ์
คริสต์ในการก่อสร้าง
ภายในตัววัดมีกลุ่มอาคารต่างๆซึ่งทาสีเหลืองอ่อนตัดสลับกับสีขาว เพราะ
ในอดีต วัดถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญพระราชกุศลของสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๕ ซึ่งพระองค์โปรดให้สร้างแบบฝรั่ง โดย
ปรากฏในจารึกพระราชทานที่วัดแห่งนี้ มีความตอนหนึ่งกล่าวว่า “เพื่อให้อาณา
ประชาราษฎร์ทั้งปวงชมเล่นเป็นของแปลก ยังไม่เคยมีในพระอารามอื่น แลเป็น
ของมั่นคงถาวรสมเป็นพระอารามหลวงในหัวเมือง”

สถานที่ภายในวัด

-พระอุโบสถ เป็นพระอุโบสถแบบกอทิกภายในประดิษฐานพระพุทธนฤมลธรรโม
ภาส
-หอพระคันธารราษฎร์ เป็นหอพระภายในประดิษฐานพระคันธารราษฎร์ ปางขอฝน
-หอพระพุทธศิลา เป็นหอพระภายในประดิษฐานพระพุทธศิลา ปางนาคปรกสมัย
ลพบุรี
-พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระพุทธรูปทรงม้า
-สุสานสวนหินดิศกุลอนุสรณ์
-ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นต้นที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง
ปลูกไว้หน้าพระอุโบสถ

7.

5.วัดพระราม

วัดพระราม เป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกเขต
พระราชวัง ทางด้านทิศตะวันออก ตำบล
ประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา ตรงข้ามกับวิหารพระมงคล
บพิตร เป็นวัดที่ใหญ่โตกว้างขวาง มีพระปรางค์
ขนาดใหญ่เห็นเด่นชัดแต่ไกล องค์ปรางค์ก่อ
ด้วยอิฐสอปูน เป็นสถาปัตยกรรมสมัย
อยุธยาตอนต้นที่นิยมทำเป็นพระปรางค์
เพราะได้รับอิทธิพลแบบเขมรโบราณจากเมือง
ละโว้ (ลพบุรี)

ประวัติ

วัดพระราม คาดว่าสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1912ในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร ซึ่ง
เป็นบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง)
พระราชบิดา แต่พระองค์ทรงครองราชย์ได้เพียงแค่ปีเดียว จึงเข้าใจกันว่าสมเด็จ
พระบรมราชาธิราชที่ 1 ทรงได้ช่วยสร้างจนสำเร็จหรืออาจสร้างเสร็จเมื่อสมเด็จ
พระราเมศวรเสวยราชย์ครั้งที่ 2 ก็เป็นไปได้ บริเวณหน้าวัดพระรามคือ บึงพระราม
ปัจจุบันซากปรักหักพังภายในวัดเหลือเพียงแต่ เสาในพระอุโบสถ วิหาร 7 หลัง
กำแพงด้านหนึ่ง และที่สำคัญคือพระปรางค์ ซึ่งเป็นพระปรางค์ทรงขอมโบราณ
ขนาดใหญ่ ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังทั้งสองด้าน เป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่ง
ปางมารวิชัยบนบัลลังก์ สีที่ใช้เป็นสีแดง คราม เหลืองและดำ เป็นภาพ
จิตรกรรมยุคอยุธยาตอนต้น ปัจจุบันลบเลือนไปมาก

8.

6.วัดราชบูรณะ

วัดราชบูรณะ ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือ
ของวัดมหาธาตุ มีฐานะเป็นพระอารามหลวง
ในสมัยอยุธยาภายในวัดประกอบด้วยองค์
ปรางค์ประธาน ซึ่งล้อมรอบด้วย ระเบียงคต
มีพระวิหารตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ส่วนพระ
อุโบสถตั้งอยู่ทางด้านหลังของวัดทางทิศ
ตะวันตกในแนวประธานเดียวกันวัดราชบูรณะ
โด่งดังมากในเรื่องการขุดพบเครื่องทอง
มากมายในกรุพระปรางค์ใหญ่และประชาชนยังสามารถลงไปชมภาพจิตรกรรมฝา
ฝนังสมัยอยุธยาตอนต้น ภายในกรุได้ด้วยวัดราชบูรณะจึงเป็นวัดที่นักท่องเที่ยว
นิยมเข้าเยี่ยมชมอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ

ประวัติ

วัดราชบูรณะปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารว่า สร้างขึ้นในแผ่นดินสมเด็จ
พระบรมราชาธิราชที่ ๒หรือ เจ้าสามพระยา ในปี พ.ศ. ๑๙๖๗ คือภายหลังจาก
สมเด็จพระนครินทราธิราชาสวรรคตพระราชโอรสองค์ใหญ่สองพระองค์ คือเจ้า
อ้ายพระยา ทรงครองเมืองสุพรรณบุรีและเจ้ายี่พระยาทรงครองเมืองสรรค์บุรี
สองพระองค์เสด็จลงมาชิงพระราชสมบัติกันเองต่างทรงช้างเคลื่อนผลมาปะทะ
กัน ทรงพระแสงของ้าวต้องพระศอขาดพร้อมกันเจ้าสามพระยาทรงเป็นโอรส
องค์ที่สาม เสด็จลงมาจากชัยนาทมาถึงภายหลัง จึงได้เสวยราชสมบัติ ทรง
พระนามว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ เมื่อเจ้าสามพระยาทรงขึ้นครองราชย์
แล้ว จึงจัดการถวายเพลิงพระศพ พระเชษฐาธิราชทั้งสองพระองค์พร้อมกัน สถาน
ที่ที่ถวายพระเพลิงนั้น ก็ทรงอุทิศสร้างพระปรางค์และพระวิหารมีนามว่า เจดีย์เจ้า
อ้ายพระยาเจ้ายี่พระยา

9.

7.วัดพระงาม

วัดพระงาม คลองสระบัว ตั้งอยู่ตำบล
คลองสระบัว อำเภอพระนครศรีอยุธยา เป็น
วัดร้างที่มีจุดเด่น คือ ซุ้มประตูโบราณที่ถูก
โอบล้อมด้วยต้นโพธิ์ จนได้รับขนานนานว่า
ประตูแห่งกาลเวลา เนื่องจากในยามเย็นจะมี
แสงสีทองของพระอาทิตย์สาดส่องลง
มายังซุ้มประตูเมื่อเดินผ่านทำให้รู้สึกว่า
เหมือนเรากำลังก้าวเดินผ่านช่วงเวลาใน
ปัจจุบันไปยังอดีต คล้ายกับเดินผ่านกระจกในละครเรื่อง ทวิภพ ไปสู่อีกภพหนึ่ง
ในยุคไทยโบราณ
การเดินทางมายังวัดพระงาม หากให้ตั้งโดยใช้ google mapให้ตั้งว่า “วัดพระ
งามคลองสระบัว” อย่าใช้ชื่อ วัดพระงาม เพียงอย่างเดียว เพราะอยุธยามีวัดชื่อ
นี้หลายวัด อาจหลงไปอีกเส้นทางได้
ความโดดเด่นของวัดพระงาม คือ ซุ้มประตูวัดที่มีรากต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ปกคลุม
มานานกว่าร้อยปี ดูขลังมาก หากมองผ่านช่องประตูจะเห็นเจดีย์เก่าอยูในกรอบ
ของประตูพอดี ช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ภาพที่สวยงาม คือ ช่วงเวลาเย็น
ตั้งแต่เวลา 17.00-18.30 น. ซึงเป็นช่วงที่แสงอาทิตย์เริ่มส่องมายังประตูต้นโพธิ์
ทางคนดูแลพื้นที่บอกว่าถ้ามาช่วงเดือนพฤศจิกายน จะเป็นช่วงที่แสงตกลงมาตร
งกลางประตูพอดีจะสวยที่สุด
เมื่อเดินเข้ามาภายในบริเวณวัดจะเป็นลานกว้าง มีทางเดินไปยังเจดีย์แปด
เหลี่ยมเป็นประธานของวัด ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลาง มีกำแพงแก้ว และคูน้ำล้อมรอบ
วัด ตามแบบของการสร้างวัดโบราณ สามารถเข้าไปกราบไหว้และทำบุญ ทำนุ
บำรุงพื้นที่วัดตามกำลังศรัทธา เป็นอีกหนึ่งวัดสุด Unseen ในอยุธยาที่ควรหา
โอกาสมาเดินก้าวข้ามผ่านกาลเวลาไปด้วยกัน แต่งชุดไทยเก๋มาด้วยยิ่งเข้ากับ
บรรยากาศมาก

10.

8.วัดภูเขาทอง

วัดภูเขาทอง วัดเก่าแก่ที่สำคัญในอยุธยา
งดงามด้วยโบราณสถาน คือ เจดีย์ภูเขาทอง
สีขาว โดดเด่นมองเห็นได้ในระยะไกล มี
บันไดสีขาวทอดยาวไปถึงยอดพระเจดีย์ มี
ระเบียงที่สามารถชมวิวท้องทุ่งนาได้ นับเป็น
เจดีย์ที่แปลกตา เพราะปกติหากนึกถึงวัดใน
อยุธยา จะคุ้นเคยแต่ภาพวัดที่เป็นโบราณ
สถานที่ก่อด้วยอิฐสีน้ำตาล นอกจากนี้
ภายในวัดยังมีโบราณสถานเก่าแก่ที่ก่อด้วยอิฐที่งดงามไม่แพ้กัน ซึ่งปัจจุบันกำลัง
บูรณะซ่อมแซม
วัดภูเขาทอง ตั้งอยู่นอกเกาะเมืองอยุธยา ประมาณ 2 กิโลเมตร มีเจดีย์
ภูเขาทอง ซึ่งเป็น มหาเจดีย์สำคัญ ความสูงประมาณ 90 เมตร เป็นเจดีย์ที่สูง
ใหญ่ตั้งอยู่กลางทุ่งนา สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล ด้านหน้าวัดมีพระบรม
ราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรทรงม้ายิ่งใหญ่งดงามอลังการ มีไก่เฝ้าทางตัว
ใหญ่ด้านหน้า สามารถจอดลงเพื่อสักการะบูชาได้

ประวัติของวัดภูเขาทอง

พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเป็นผู้สร้างเมื่อพ.ศ. 2112 คราวยกทัพมาตีกรุง
ศรีอยุธยาในเวลาที่ประทับอยู่พระนครศรีอยุธยาได้สร้างพระเจดีย์ภูเขาทองใหญ่
แบบมอญขึ้นไว้เป็นที่ระลึกเมื่อคราวรบชนะไทย โดยรูปแบบของฐานเจดีย์มีลักษณะ
คล้ายกับแบบมอญพม่า สันนิษฐานว่าสร้างเจดีย์องค์นี้ขึ้นเพื่อชัยชนะแต่ทำได้
เพียงรากฐานแล้วยกทัพกลับ ครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกอบกู้เอกราช
กลับคืนมา เมื่อพ.ศ. 2127 จึงโปรดเกล้าฯให้สร้างเจดีย์แบบไทยไว้เหนือฐาน
แบบมอญ และพม่าที่สร้างเพียงรากฐานไว้ ณ สมรภูมิทุ่งมะขามหย่อง ฝีมือช่าง
มอญเดิมจึงปรากฏเหลือเพียงฐานทักษิณส่วนล่างเท่านั้น เจดีย์ภูเขาทองจึงมี
ลักษณะสถาปัตยกรรมสองแบบผสมกัน

11.

8.วัดใหญ่ชัยมงคล

วัดใหญ่ชัยมงคล เดิมชื่อ "วัดป่าแก้ว"
หรือ "วัดเจ้าไท" ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก
เฉียงใต้ของเกาะพระนคร ปัจจุบันเป็นพื้นที่
ตำบลคลองสวนพลู อำเภอ
พระนครศรีอยุธยา จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา จุดเด่นของวัดได้แก่เจดีย์
องค์ใหญ่ที่เชื่อกันว่า ได้รับการปฏิสังขรณ์ขึ้น
ใหม่ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่
ภายในได้มีการค้นพบ ชัยมงคลคาถา บรรจุอยู่ ภายในพระอุโบสถ เป็นที่
ประดิษฐานพระพุทธชัยมงคล พระประธานที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของวัด นอกจากนี้
แล้ว ภายในวัดยังเป็นที่ประดิษฐานศาล สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ก่อสร้าง
แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2544

ประวัติ
สมัยกรุงศรีอยุธยา

สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้นรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรืออีก
พระนามหนึ่งคือ สมเด็จพระเจ้าอู่ทองพระมหากษัตริย์ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา
ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อครั้ง พ.ศ. 1900 สมเด็จพระเจ้าอู่ทองได้ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯให้ขุดศพเจ้าแก้วและเจ้าไท ซึ่งทิวงคตด้วยอหิวาตกโรคขึ้นมาเผา ที่
ปลงศพนั้นโปรดให้สถาปนาเป็นพระอาราม นามว่า วัดป่าแก้ว ต่อมาคณะสงฆ์
สำนักวัดป่าแก้วที่ได้บวชเรียนมา จากสำนักรัตนมหาเถระในประเทศศรีลังกาคณะ
สงฆ์นี้ได้เป็นที่เคารพเลื่อมใสแก่ชาวกรุงศรีอยุธยาเป็นอันมาก ทำให้ผู้คนต่างมา
บวชเรียนในสำนักสงฆ์คณะป่าแก้วมากขึ้น สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง จึงทรงตั้งอธิบดี
สงฆ์นิกายนี้เป็นสมเด็จพระวันรัตน์ มีตำแหน่งเป็นพระสังฆราชฝ่ายขวาคู่กับ
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นสังฆราชฝ่ายคันถธุระ กาลต่อมาเป็น
ที่พำนักของพระภิกษุคณะป่าแก้ว ซึ่งมี สมเด็จพระวันรัตน์เป็นประธานสงฆ์ จึงได้
ชื่อว่า วัดเจ้าพระยาไทยคณะป่าแก้ว

12.

เรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์ของวัดป่าแก้วมีอยู่ว่า อุโบสถของวัดเคยเป็นที่
ซึ่งคณะคิดกำจัดขุนวรวงศาธิราชกับท้าวศรีสุดาจันทร์มาประชุมเสี่ยงเทียน
อธิษฐาน ครั้งนั้นได้รับผลสำเร็จจึงอัญเชิญพระเฑียรราชาลาผนวช ขึ้นครองราช
สมบัติทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพ.ศ. 2104 ในรัชกาลของ
สมเด็จพระมหาจักรพรรดินั้นเอง ได้มีพระบรมราชโองการให้เอาสังฆราชวัดป่า
แก้วไปสำเร็จโทษ ฐานฝักใฝ่ให้ฤกษ์ยามแก่ฝ่ายกบฏพระศรีศิลป์ พ.ศ. 2135

ในแผ่นดินของพระนเรศวรมหาราช มีเหตุการณ์สำคัญที่ชวนให้เข้าใจว่ามีการ
สร้างปฏิสังขรณ์เจดีย์ประธานวัด เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์ที่ได้ชัยชนะ
พระมหาอุปราชแห่งพม่า จึงทำให้เชื่อว่าเป็นที่มาของชื่อวัดใหญ่ชัยมงคล

เจดีย์ชัยมงคลอนุสรณ์แห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรง
รบชนะ มังกะยอชวาพระมหาอุปราชาของหงษาวดี ที่ต.หนองสาหร่าย
จ.สุพรรณบุรีในครั้งนั้นพม่าได้ยกทัพเข้ามาในขอบขันฑสีมา สมเด็จพระนเรศวรฯ
และสมเด็จพระเอกาทศรถผู้เป็นพระอนุชาจึงได้นำทัพไปรับศึก และได้ขับช้างเข้าไป
อยู่ในวงล้อมของข้าศึกทีคอยระดมยิงปืนเข้าใส่พระและพระคชาธาร โดยที่เหล่า
แม่ทัพนายกองวิ่งตามพระองค์มาไม่ทัน พระองค์จึงประกาศด้วยพระสุรเสียงอัน
ดังว่า พระเจ้าพี่เราจะยืนอยู่ไยในร่มไม้เล่าเชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็น
เกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไปไม่มีกษัตริย์ที่จะได้กระทำยุทธหัตถีแล้ว พระ
มหาอุปราชาของพม่าจึงไสยช้างออกมากระทำยุทธหัตถีด้วยกันในการทำยุทธหัตถี
ครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรได้ทรงใช้พระแสงพลพ่ายฟาดฟันพระมหาอุปราชาขาด
ตะพายแล่ง

เมื่อกลับมาสู่พระนครแล้ว พระองค์ก็จะลงโทษเหล่าทหารที่ตามไปไม่ทันตอน
กระทำศึกยุทธหัตถี ซึ่งตามกฏระเบียบแล้วต้องโทษถึงขั้นประหารชีวิต ช่วงเวลาที่
รออาญาสมเด็จพระพันรัตน พระสังฆราชพร้อมด้วยพระสงฆ์ 25 รูปได้ขอให้พระ
นเรศวรพระราชทานอภัยยกเว้นโทษให้กับทหารเหล่านั้น โดยให้เหตุผลว่าพระองค์
เปรียบดังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แวดล้อมด้วยหมู่มารก่อนที่จะตรัสรู้ เป็นการ
ประกาศเกียรติและบารมีความกล้าหาญและเก่งกาจของพระองค์ให้ขจรกระจายไปทั่ว
แคว้นทั่วแผ่นดิน สมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้สร้างเจดีย์องค์ใหญ่ขึ้น เพื่อเป็น
สัญลักษณ์แห่งชัยชนะและความมีน้ำพระทัยของพระองค์ ที่มีต่อเหล่าทหารเหล่า
นั้น และพระะราชทานนามว่า เจดีย์ชัยมงคล ในปี พ.ศ. 2135 มีความสูง 1 เส้น

13.

1 วา เป็นเจดีย์ ที่สูงที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามาจนทุกวันนี้
วัดป่าแก้ว หรือวัดเจ้าไท ต้องร้างลงเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2
ประมาณ พ.ศ. 2309 อาณาจักรคองบองได้ยกพลมาประชิดพระนครศรีอยุธยา
สมเด็จพระที่นั่งสุริยาตรมรินทร์โปรดเกล้า ให้ยกทัพเรือออกจากพระนครไปตั้ง
อยู่ที่วัดป่าแก้ว แต่ทัพเรือสยามเสียทีข้าศึก พระยาเพชรบุรีถูกสังหาร กองทัพ
อาณาจักรคองบองบางส่วนได้ยึดเอาวัดป่าแก้วเป็นฐานปฏิบัติการ เมื่อกรุง
ศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. 2310 วัดแห่งนี้จึงได้ร้างลง

ยุคฟื้นฟู

หลังจากที่วัดใหญ่ หรือ วัดป่าแก้ว หรือ วัดเจ้าไท ได้ร้างลงกว่า 400 ปี ได้มี
พระภิกษุ สามเณร แม่ชี กลุ่มหนึ่ง โดยการนำของพระฉลวย สุธมฺโม ได้เข้ามา
หักร้างถางพงที่รกเรื้อปกปิดอารามอันเก่าแก่แห่งนี้เพื่อเป็นที่ปฏิบัติธรรมได้
ประมาณ 4 ปี ท่านต้องการออกจาริกอีกครั้งจึงได้ไปนิมนต์พระครูภาวนาพิริย
คุณ เจ้าอาวาส วัดยม อำเภอบางบาล ให้มาดูแลวัดใหญ่ชัยมงคลต่อ

พระครูภาวนาพิริยคุณ (เปลื้อง วิสฏฺโฐ) ได้นำคณะพระภิกษุสงฆ์ สามเณร
และแม่ชี หักร้างถางพง ฟื้นฟูวัดแห่งนี้จนได้รับการยกฐานะจากวัดร้างเป็นวัด
ราษฎร์ที่มีพระภิกษุจำพรรษา ในปี พ.ศ. 2500 โดยได้ชื่อว่าวัดใหญ่ชัยมงคล
ส่วนพระครูภาวนาพิริยคุณ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูภาวนารังสี

ยุคปัจจุบัน

หลังจากที่พระครูภาวนารังสีได้มรณภาพในปี พ.ศ. 2536 พระปลัดแก่น ปุญฺญ
สมฺปนฺโน หรือปัจจุบันเป็นพระครูพิสุทธิ์บุญสาร ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้า
อาวาส และได้ร่วมกับคณะพระภิกษุสงฆ์ สามเณร และแม่ชี พัฒนาวัดใหญ่
ชัยมงคล จนได้รับการยกย่องให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง วัดพัฒนาตัวอย่างที่มี
ผลงานดีเด่น และสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แห่งที่ ๓

วัดใหญ่ชัยมงคลถือว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายยุคสมัย
และเป็นวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมมามาก ด้ววยสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ชมเจดีย์ที่
สูงที่สุดในพระนครศรีอยุธยา ด้านหลังวัดมีตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ให้ผู้นับถือศรัทธาเข้ามากราบไหว้ นอกจากนี้ บริเวณ รอบๆ ยังมีมีสวนหย่อมที่
สวยงามให้พักผ่อนอีกด้วย

14.

9.วัดพุทธไธสวรรย์

วัดพุทไธศวรรย์ เป็น พระอารามหลวง
ตั้งอยู่ริม แม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตะวันตก ใน
ตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา
ในสมัย กรุงศรีอยุธยา วัดพุทไธศวรรย์เป็น
พระอารามหลวงที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงวัด
หนึ่ง ปรากฏตามตำนานว่า สมเด็จพระ
รามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสร้างขึ้น
ในบริเวณที่ซึ่งเป็นที่ตั้งพลับพลาที่ประทับเมื่อ
ทรงอพยพมาตั้งอยู่ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ที่ตรงนี้มีชื่อปรากฏ
ในพระราชพงศาวดารว่า " ตำบลเวียงเล็ก หรือ เวียงเหล็ก " ครั้นเมื่อ
สถาปนากรุงศรีอยุธยาแล้ว ถึง พ.ศ. 1896 จึงโปรดให้สร้างวัดนี้ขึ้นเป็นพระราช
อนุสรณ์ ณ ตำบลซึ่งพระองค์เสด็จมาตั้งมั่นอยู่แต่เดิม และพระมหากษัตริย์
องค์ต่อ ๆ มาก็คงจะได้โปรดให้สร้างถาวรวัตถุ เพิ่มเติมขึ้นอีกหลายอย่าง เมื่อ
เสียกรุงฯ ในปี พ.ศ. 2310 วัดพุทไธศวรรย์เป็นอีกวัดหนึ่งที่มิได้ถูกข้าศึกทำลาย
เหมือนวัดอื่น ๆ ทุกวันนี้จึงยังมีโบราณสถานไว้ชมอีกมากมาย

สิ่งที่น่าสนใจ

ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจ คือ ปรางค์ประธาน องค์ใหญ่ศิลปะแบบขอม ตั้งอยู่
กึ่งกลางอาณาเขตพุทธาวาสบนฐานไพที ซึ่งมีลักษณะย่อเหลี่ยมมีบันไดขึ้น 2
ทาง คือ ทางทิศตะวันออก และทางทิศตะวันตก ส่วนทิศเหนือทิศใต้มีมณฑป
สองหลังภายในพระมณฑปมีพระประธาน พระตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ประจำอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ตำหนักนี้อยู่ในสภาพค่อนข้างทรุดโทรมแต่ภายในผนังของตำหนัก มีภาพสีเกี่ยว
กับเรื่องหมู่เทวดา นักพรต นมัสการพระพุทธบาท และเรือสำเภาตอนพระพุทธโฆ
สะไปลังกา ภาพเหล่านี้อยู่ในสภาพไม่ชัดเจนนัก นอกจากนี้ยังมีพระอุโบสถอยู่
ทางด้านทิศตะวันตกของปรางค์ หมู่พระเจดีย์สิบสององค์, วิหารพระนอน และ
ตำหนักท้าวจตุคามรามเทพ

15.

10.วัดบรมพุทธาราม

วัดบรมพุทธาราม วัดโบราณในเขตเกาะ
เมืองอยุธยาที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ตอนปลายเมื่อราว พ.ศ. 2232 สร้างขึ้น
บริเวณนิวาสสถานเดิมของ สมเด็จพระเพท
ราชา ปฐมกษัตริย์ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้ากรมพระคช
บาล (เจ้ากรมช้าง) โดยบริเวณหลังคาพระ
อุโบสถเป็นหลังคากระเบื้องเคลือบทำให้
ผู้คนในสมัยนั้นเรียกวัดแห่งนี้ว่า วัดกระเบื้องเคลือบ ส่วนภายในพระอุโบสถ
เคยมีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังที่วิจิตรงดงามแต่ได้เลือนหายไปตามกาลเวลาอีก
ทั้งถูกพม่าเผาในคราวเสียกรุง

ต่อมาในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ได้ทำการปฏิสังขรณ์พระอาราม
ครั้งใหญ่โดยโปรดให้ทำบานประตูประดับมุขฝีมือวิจิตร 3 คู่ซึ่งปัจจุบันคู่หนึ่งอยู่ที่
หอพระมณเฑียรธรรม ใน พระบรมมหาราชวัง อีกคู่หนึ่งอยู่ที่ วัดมหาธาตุยุวรา
ชรังสฤษดิ์ และอีกคู่ได้ผู้มีนำไปทำตู้หนังสือปัจจุบันอยู่ใน พิพิธภัณฑสถานแห่ง
ชาติ พระนคร

ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขต มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา โดยได้รับการขึ้น
ทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติเมื่อ พ.ศ. 2484

16.

11.วัดโลกยสุธาราม

วัดโลกยสุธาราม ตั้งอยู่ที่ตำบลประตู
ชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา ทางด้านหลัง พระราชวัง
หลวง และโรงเรียนประตูชัย ใกล้กับ วัดวร
โพธิ์ และวัดวรเชษฐาราม จุดเด่นของวัดแห่ง
นี้คือ มีพระพุทธไสยาสน์ ปางไสยาสน์ ที่
ใหญ่ที่สุดในเกาะเมืองอยุธยา

ประวัติ

วัดโลกยสุธาราม สันนิษฐานว่าได้สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง
ในรัชสมัยสมเด็จพระนครินทราธิราช พระราชบิดาเจ้าสามพระยา ราว พ.ศ. 1995
วัดนี้มีพระพุทธไสยาสน์ ปางไสยาสน์ ที่ใหญ่ที่สุดในเกาะเมืองอยุธยา
ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ก่ออิฐถือปูน มีความยาว 42 เมตร และสูง 8 เมตร
พระเศียรหันไปทางทิศเหนือ พระพักตร์หันไปทางทิศตะวันตก พระบาทหันไปทาง
ทิศใต้ ด้านหลังเป็นทิศตะวันออก ที่พระเศียรมีดอกบัวรองรับ พระบาทซ้อนกัน
เป็นมุมฉาก นิ้วพระบาทยาวเท่ากัน มีดอกบัวเกยซ้อนรองรับพระเศียรแทนพระเขนย
สันนิษฐานว่าแต่เดิมเป็นพระพุทธรูปไม่ทรงเครื่อง แต่การบูรณะใน พ.ศ. 2499
คงมีการแก้พระเศียรเป็นอย่างพระพุทธรูปทรงเครื่อง รอบองค์พระมีเสาอิฐ 8
เหลี่ยม รวม 24 ต้น ซึ่งแต่เดิมคงจะมีการสร้างวิหารครอบพระพุทธไสยาสน์
แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้พังทลายลงเมื่อใด

พระพุทธไสยาสน์องค์นี้ได้รับการขุดแต่งโดยโรงงานสุรา ร่วมกับกรมศิลปากร
เมื่อปี พ.ศ. 2497 และต่อมาในปี พ.ศ. 2532 คุณหญิงระเบียบ ธำรงนาวา
สวัสดิ์ และครอบครัว ได้บูรณะพระพุทธไสยาสน์เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ นาย
ธำรง และ พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี

17.

12.วัดพนัญเชิงวรวิหาร

วัดพนัญเชิงวรวิหาร ตั้งอยู่ที่หมู่ 2
ตำบลคลองสวนพลู อำเภอ
พระนครศรีอยุธยา จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา เป็น พระอารามหลวง
ชั้นโท ชนิดวรวิหาร แบบมหานิกาย มีจุดเด่น
สำคัญ คือ พระพุทธไตรรัตนนายก หรือหล
วงพ่อซำปอกง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่มีขนาด
ใหญ่ที่สุดใน พระนครศรีอยุธยา

ประวัติ

วัดพนัญเชิง เป็นวัดที่มีประวัติอันยาวนาน ก่อสร้างก่อนการสถาปนากรุง
ศรีอยุธยา และไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง ตามหนังสือ
พงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้สร้าง และพระราชทานนามว่า
วัดเจ้าพระนางเชิง และพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์
กล่าวไว้ว่า ได้สถาปนาพระพุทธรูปพุทธเจ้าพแนงเชิง เมื่อปี พ.ศ. 1867 ซึ่งก่อน
พระเจ้าอู่ทองจะสถาปนากรุงศรีอยุธยาถึง 26 ปี

พระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อซำปอกง เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ และ
ใหญ่ที่สุดในพระนครศรีอยุธยา หน้าตักกว้าง 20 เมตรเศษ สูง 19 เมตร เป็น
พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย เคยได้รับความเสียหายในสมัยเสียกรุง แต่ก็ได้รับ
การบูรณะซ่อมแซมมาโดยตลอด จนกระทั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ. 2394 ได้โปรดเกล้าให้บูรณะใหม่หมด
ทั้งองค์ และพระราชทานนามใหม่ว่า พระพุทธไตรรัตนนายก หรือที่รู้จักกันในหมู่
พุทธศาสนิกชนชาวไทยเชื้อสายจีนว่า หลวงพ่อซำปอกง[ต้องการอ้างอิง] คำว่า
พแนงเชิง มีความหมายว่า นั่งขัดสมาธิ ฉะนั้น คำว่า วัดพนัญเชิง (วัดพระแนงเชิง
หรือ วัดพระเจ้าพแนงเชิง) จึงหมายถึงวัดแห่งพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยคือ หลวง
พ่อโต หรือ พระพุทธไตรรัตนนายก นั้นเอง หรืออาจสืบเนื่องมาจากตำนาน
เรื่องพระนางสร้อยดอกหมาก คือ เมื่อพระนางสร้อยดอกหมากกลั้นใจตายนั้น
พระนางคงนั่งขัดสมาธิ เพราะชาวจีนนิยมนั่งขัดสมาธิมากว่านั่งพับเพียบจึงนำมา

18.

ใช้เรียกชื่อวัด บางคนก็เรียกว่า วัดพระนางเอาเชิง ตามสาเหตุที่ทำให้พระนาง
ถึงแก่ชีวิต ฉะนั้น ถ้าเรียกนามวัดตามความหมายของคำว่า วัดพนัญเชิง ก็ย่อม
หมายความถึงวัดที่มีพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ คือหลวงพ่อโต (อ้างอิงจากประวัติ
วัดพนัญเชิงข้อมูลของทางวัดในปัจจุบัน)

19.

13.วัดมเหยงคณ์

วัดมเหยงคณ์ เป็นวัดราษฎร์สังกัด
คณะสงฆ์มหานิกาย ที่ตั้งอยู่ในตำบลหันตรา
อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา
วัดมเหยงคณ์ หรือ วัดมหิยงคณ์ มีความ
หมายถึง ภูเขา หรือ เนินดิน คำว่า มเหยงคน์
เป็นชื่อของพระธาตุที่มีความสำคัญของศรี
ลังกา เรียกว่า มหิยังคณ์เจดีย์ เดิมเป็นพระ
อารามหลวงฝ่ายวิปัสสนาธุระ

ประวัติ

ประวัติการสร้างวัดกล่าวถึง พระนางกัลยาณี พระมเหสีของเจ้าสามพระยา เป็น
ผู้สร้าง หลังจากที่ เจ้าสามพระยา หรือ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ทรง
สร้าง วัดกุฎีดาว ก่อนจะสถาปนา กรุงศรีอยุธยา ราว 40 ปี แต่กระนั้นตาม พระ
ราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ กล่าวว่า ปีศักราชที่ 800 มะเมียศก
หรือ ปี พ.ศ. 1981 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ทรงสร้างวัดมเหยงคณ์ วัดมี
ความเจริญรุ่งเรืองสืบมานานหลายร้อยปี กระทั่งมารกร้างและต้องทำการ
ปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ ในสมัย พระเจ้าท้ายสระ และรุ่งเรืองสืบมาจนถึงวันที่ 7
เมษายน พ.ศ. 2310 ได้ถูกทำลายและทิ้งร้างอีกครั้ง จนเมื่อ พ.ศ. 2527 พระครู
เกษมธรรมทัต (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี) เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ ได้จัดตั้ง
สำนักกรรมฐานขึ้นที่วัดมเหยงคณ์ เพื่ออบรมวิปัสสนาให้กับบุคคลทั่วไป
ปัจจุบัน กรมศิลปากร ได้ขึ้นทะเบียนวัดมเหยงคณ์เป็นโบราณสถานของชาติ
ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2484 กระทรวงศึกษาธิการประกาศตั้งเป็นวัดเมื่อวันที่
3 ธันวาคม พ.ศ. 2544

20.

14.วัดไชยวัฒนาราม

วัดไชยวัฒนาราม หรือ วัดชัยวัฒนาราม
เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลายใน
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ที่ ตำบล
บ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา บริเวณริมฝั่งแม่น้ำ
เจ้าพระยา ทางฝั่งตะวันตกนอกเกาะเมือง

ประวัติ

วัดไชยวัฒนาราม ได้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2173 โดยสมเด็จพระเจ้าปราสาท
ทอง พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นบนที่ที่เป็นบ้านเดิมของพระองค์เพื่ออุทิศ
พระราชกุศลถวายพระราชมารดา แต่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยา
ดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ
เหนือนครละแวกโดยจำลองแบบมาจากปราสาทนครวัด

วัดไชยวัฒนารามเป็นวัดหลวงที่บำเพ็ญพระราชกุศลของพระมหากษัตริย์สืบต่อ
มาหลังจากนั้นทุกพระองค์ จึงได้รับการปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกรัชสมัย เป็น
สถานที่ถวายพระเพลิงศพพระบรมวงศานุวงศ์เกือบทุกพระองค์ สมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสิ้นพระชนม์ก็ได้ถวายพระเพลิงที่วัดนี้

ก่อนกรุงแตก พ.ศ. 2310 วัดไชยวัฒนารามถูกแปลงเป็นค่ายตั้งรับศึก หลังการ
เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง วัดไชยวัฒนารามได้ถูกปล่อยทิ้งให้ร้างเรื่อยมา
บางครั้งมีผู้ร้ายเข้าไปลักลอบขุดหาสมบัติ เศียรพระพุทธรูปถูกตัดขโมย มีการรื้อ
อิฐที่พระอุโบสถ และกำแพงวัดไปขาย แต่ในปี พ.ศ. 2530 กรมศิลปากรจึงได้เข้า
มาอนุรักษ์จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2535

21.

15.พระราชวังบางปะอิน

พระราชวังบางปะอิน ตั้งอยู่ใน ตำบล
บ้านเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา อยู่ห่างจากเกาะเมืองลง
มาทางทิศใต้ประมาณ 18 กิโลเมตร เป็น
พระราชวังโบราณตั้งแต่สมัย กรุงศรีอยุธยา
สร้างขึ้นโดย สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
เนื่องจากเป็นที่ประสูติของพระองค์ ใช้เป็น
สถานที่ที่ทรงใช้ประทับแรม ของ พระมหา
กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ด้วยเป็นพระราชวังใกล้พระนครนั่นเอง
หลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง พระราชวังบางปะอินถูกปล่อยให้
รกร้างมาระยะหนึ่ง แต่กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งโดยสุนทรภู่ซึ่งได้ตามเสด็จ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี
ได้ประพันธ์ถึงพระราชวังบางปะอินไว้ในนิราศพระบาท จนกระทั่ง ในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เริ่มการบูรณะพระราชวังขึ้น และใน
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้บูรณะครั้งใหญ่ โดยสร้าง
พระที่นั่ง พระตำหนัก และตำหนักต่าง ๆ ขึ้นมากมายเพื่อใช้เป็นที่ประทับรับรอง
พระราชอาคันตุกะ และพระราชทานเลี้ยงในโอกาสต่าง ๆ
ปัจจุบัน พระราชวังบางปะอินอยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวัง และยังใช้
เป็นสถานที่แปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุ
วงศ์ รวมถึงประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้าย แต่ได้เปิดให้ประชาชนและนักท่อง
เที่ยวเข้าชมได้ โดยต้องแต่งกายให้สุภาพ

22.

16.วัดนักบุญยอเซฟ

วัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา ( อังกฤษ :
Saint Joseph Catholic Church,
Ayutthaya ) เป็น โบสถ์คริสต์ นิกาย
โรมันคาทอลิก แห่งแรกในประเทศไทย ตั้งอยู่
ริม แม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลสำเภาล่ม
อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุง
ศรีอยุธยา โดยอาคารหลังแรก ตามบันทึก
ของคณะบาทหลวงและพระคุณเจ้า ฟร็องซัว ปาลูว์ บันทึกไว้ว่า ได้สร้างในปี
พ.ศ. 2205 หลังจากท่านมาเมืองไทยได้สามปี และมีภาพประกอบแสดงไว้ด้วย
โดยมีภาพประกอบแสดงไว้ในหนังสือของท่าน ที่เขียนในปี พ.ศ. 2210-2211 ก็
ปรากฏรูปโบสถ์แล้ว
ข้อมูลอีกแหล่งหนึ่ง ในพงศาวดาร ฉบับที่ 32 ที่จัดทำขึ้นภายหลังสมัยหมอบ
รัดเลย์ มีข้อมูลว่า สร้างขึ้นครั้งแรกหลังขอพระราชทานที่ดิน ซึ่งเป็นที่นาชั้นดี
ริมคลองด้านท้ายเกาะ ในราวปี พ.ศ. 2209 ครั้งแรกทำเป็นเรือนไม้ขึ้นก่อนสอง
หลัง ก่ออิฐด้านล่าง ยกพื้นสูงเพราะน้ำท่วมเสมอ และอาคารหนึ่งมีสองชั้น
หลังคากระเบื้อง อีกอาคารหลังคาดินเผา ที่เหตุใช้หลังคากระเบื้องเพื่อกันไฟ
เพราะมีเอกสารการสอน และตำราต่างๆ อาคารทั้งสอง ทำหน้าที่โบสถ์ ในชั้น
บน และมีการเรียนการสอน และเป็นที่อยู่อาศัยบาทหลวงส่วนหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ในการบันทึกของบาทหลวงฟร็องซัว-ตีมอเลอง เดอ ชัวซี ที่เข้า
มาพร้อมกับคณะทูต กล่าวชมโดยสรุปว่า วัดนี้มีนักเรียนจากนานาประเทศเข้า
ศึกษา การจัดการดีมาก นักเรียนชาวญวนและเขมรอ่านภาษาละตินได้ดี มีไทยและ
มอญด้วยเช่นกัน กิจการเจริญดี น่าจะได้ก่อสร้างแบบก่ออิฐถือปูนในอนาคต
และในเวลานั้น บันทึกไว้ในวันอาทิตย์ที่ 21 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2228 ก็ยังไม่
ได้ก่อสร้างเป็นอิฐ

23.

แต่ในข้อมูลแหล่งอื่นในประเทศไทยแสดงว่าก่อสร้างครั้งแรกหลังจากนั้น
มาก เกือบ 20 ปี (โดยข้อมูลแสดงว่าเป็นอาคารไม้ สร้างเมื่อวันที่ 25
มีนาคม พ.ศ. 2228) และได้ปรับปรุง บูรณะเรื่อยมาจนกระทั่งเป็นหลังปัจจุบัน
คือ หลังที่ 4 ในปี พ.ศ. 2426 โดยมีคุณพ่อแปร์โร อธิการโบสถ์ในขณะนั้น
และโจอาคิม แกรซี สถาปนิกชาวอิตาลีร่วมกันออกแบบ ตัวโบสถ์เป็น
สถาปัตยกรรมฟื้นฟูโรมาเนสก์ มีหอระฆัง 1 หอ ซึ่งคล้ายคลึงกับรูปแบบโบสถ์
คาทอลิกไทยทั่ว ๆ ไป เช่น วัดซางตาครู้ส วัดคอนเซ็ปชัญ ฯลฯ

วัดนักบุญยอแซฟ ถือเป็นศูนย์กลางของคริสตชนชาวสยามในสมัยกรุง
ศรีอยุธยา มีประวัติมาตั้งแต่ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อปีแยร์
ล็องแบร์ เดอ ลา ม็อต กับฟร็องซัว ปาลูว์ ได้เข้ามาทูลขอสร้างโบสถ์คริสต์
และโรงเรียน สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงพระราชทานที่ดินแปลงหนึ่งให้ ซึ่งภาย
หลังเป็นที่รู้จักกันในสมัยนั้นว่า “ค่ายนักบุญยอแซฟ” จนถึงการเสียกรุง
ศรีอยุธยาครั้งที่สอง โบสถ์ได้ถูกเผาทำลายและถูกปล้นสะดมทรัพย์สินไปหมด
บาทหลวงฌ็อง-บาติสต์ ปาลกัว จึงได้กลับมาบูรณะโบสถ์อีกครั้ง ในปี พ.ศ.
2374 และโบสถ์หลังปัจจุบันคือในสมัยคุณพ่อแปร์โร ที่ได้ทำพิธีเสกในวันที่
21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2426 โบสถ์ได้ทำการบูรณะครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2547
ปัจจุบันตัวโบสถ์หลังปัจจุบันนี้มีอายุแล้วกว่า 138 ปี
วัดนักบุญยอแซฟ ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ในปี พ.ศ.
2548 จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

24.

17.หมู่บ้านญี่ปุ่น

หมู่บ้านญี่ปุ่น ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออก
ของแม่นํ้าเจ้าพระยา เป็นถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมของ
ชุมชนชาวญี่ปุ่นในสมัยอยุธยา ปัจุบันมีการ
ปรับปรุงอาคารจัดแสดงนิทรรศการโดยนำ
เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่
ของชุมชนญี่ปุ่นในอยุธยา รวมทั้งปรับปรุงภูมิ
ทัศน์จำลองบรรยากาศให้คล้ายกับประเทศ
ญี่ปุ่น ทั้งจัดสวนพร้อมศาลาญี่ปุ่นเพื่อเป็น
อนุสรณ์ แถมมีชุดกิโมโน และยูคาตะ ให้นักท่องเที่ยวได้ใส่ถ่ายภาพเพื่อให้เข้ากับ
สถานที่ด้วย

ประวัติ

แม้ว่าชุมชนนี้อาจก่อตั้งขึ้นประมาณคริสต์ทศวรรษ 1300 ในช่วงความปั่นป่วน
ทางการเมืองยุคเซ็งโงกุ โรนิง (ซามูไรที่ไม่มีเจ้า) เริ่มอพยพ หมู่ ออกจากญี่ปุ่น
ไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังจีนสมัยราชวงศ์หมิงห้ามการค้าและเดินทาง
ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น โดยอยู่ในช่วงสูงสุดหลังสงครามเซกิงาฮาระ อาณาจักร
อยุธยาหลังประสบความพ่ายแพ้ทางทหารกับจักรวรรดิตองอู หวังที่จะจ้างซามูไร
ที่มีประสบการณ์ทางทหารเป็นทหารรับจ้าง ซึ่งนำไปสู่การอพยพเข้าของชาว
ญี่ปุ่น พร้อมกับการจ้างกองกำลังทหารปืนชาวโปรตุเกส แต่ทหารรับจ้างชาว
โปรตุเกสมักถูกคัดค้านเพราะฝ่ายตองอูก็จ้างกองกำลังทหารโปรตุเกสด้วย เพื่อ
แก้ปัญหานี้ พวกเขาจึงต้องจ้างชาวญี่ปุ่นมาแทน

ทหารรับจ้างญี่ปุ่นเริ่มเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 200–800 คน และเริ่มมีอิทธิพล
ทางการเมืองด้วย อำนาจของชาวญี่ปุ่นเหล่านี้สามารถพบได้ในกฎหมายตรา
สามดวง ทหารรับจ้างชาวญี่ปุ่นมักอยูในระดับพระยา โดยยามาดะ นางามาซะ
เป็นหนึ่งในพระยาที่ได้ตำแหน่งนี้จากทักษะศิลปะการต่อสู้และได้รับความชื่นชม
จากสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม

25.

18.หมู่บ้านฮอลลันดา

บ้านฮอลันดา หรือ หมู่บ้านของชาว
วิลันดา (ชาวฮอลันดา) ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นใน
สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2177 หรือ ปี
ค.ศ. 1634 โดยตั้งอยู่บริเวณริม แม่น้ำ
เจ้าพระยา ติดกับอู่ต่อเรือขนาดใหญ่ ตำบล
สวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในปัจจุบันได้มี
การสร้างพิพิธภัณฑ์บ้านฮอลันดาขึ้นใน
บริเวณที่เป็นบ้านฮอลันดาเดิม เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลประวัติศาสตร์เพื่อการศึกษา
และเรียนรู้เกี่ยวกับสัมพันธไมตรีระหว่าง ประเทศไทย และ ประเทศเนเธอร์แลนด์

ที่มา

ในสมัยอยุธยา ชาวสยามใช้คำว่า "วิลันดา" หมายถึง เนเธอร์แลนด์หรือชาว
ดัตช์ มาจากคำภาษามลายูว่า "โอรังเบอลันดา" หมายถึง ชาวดัตช์ในชวาและที่
อื่น ๆ ในหมู่เกาะอินเดียตะวันออก (อินโดนีเซียในปัจจุบัน) คำว่า "เบอลันดา"
เองอาจมาจากคำภาษาโปรตุเกสว่า "ออลันดา" (ฮอลแลนด์)

ชาววิลันดาหรือชาวฮอลันดานั้นเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี
กับสยามอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี พ.ศ. 2147 (ค.ศ. 1604) ตรงกับปลาย
ช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ต่อมาใน พ.ศ. 2151 (ค.ศ. 1608)
จึงได้รับพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระเอกาทศรถให้ตั้งสถานีการค้าแห่งแรก
ซึ่งเชื่อว่าตั้งอยู่ทางด้านใต้ภายในเกาะเมือง แต่มีพื้นที่จำกัด ใน พศ. 2177 (ค.ศ.
1634) สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงตอบแทนการที่วีโอซีให้ความช่วยเหลือ
ทางการทหารด้วยการส่งเรือไปช่วยกองทัพสยามในกรณีพิพาทกับปัตตานี โดย
พระราชทานที่ดินผืนใหญ่สำหรับก่อตั้งสถานีการค้า ซึงติดแม่น้ำเจ้าพระยาและอยู่
นอกเกาะเมือง สะดวกต่อการขนถ่ายสินค้าขึ้นลงเรือเป็นอย่างมาก

26.

บ้านฮอลันดาในปัจจุบันได้ถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลประวัติศาสตร์
ระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ บอกเล่าความเป็นมา
เมื่อครั้งอดีตของการเข้ามาตั้งถิ่นฐานการทำการค้า และวิถีความเป็นอยู่ของชาว
ฮอลันดาในประเทศไทย รวมถึงความสัมพันธ์กับชาวไทย บ้านฮอลันดาตั้งอยู่
บนพื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของสถานีการค้าบริษัทอินเดียตะวันออกของ
ฮอลันดา (หรือเรียกว่า เฟโอเซ) และชุมชนที่ประกอบด้วยชาวฮอลันดาและ
ผู้คนเชื่อชาติอื่น

ในวาระเฉลิมฉลอง 400 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เนเธอร์แลนด์ เมื่อปี พ.ศ.
2547 (ค.ศ. 2004) สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์แห่งเนเธอร์แลนด์และเจ้าชาย
วิลเลม-อเล็กซานเดอร์ เจ้าชายแห่งออเรนจ์ เสด็จพระราชดำเนินพร้อม
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงเยือนที่ตั้งของบ้าน
ฮอลันดาซึ่งกรมศิลปากรได้ทำการขุดค้นและขุดแต่งส่วนที่เหลืออยู่ของสถานี
การค้าวีโอซี สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วน
พระองค์เพื่อการก่อตั้งศูนย์ข้อมูลและจัดแสดงนิทรรศการ เป็นอนุสรณ์แสดง
สัมพันธภาพอันยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

27.

19.บ้านของพ่อ

ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้าน
ของพ่อ สถานที่ท่องเทียวพักผ่อนหย่อนใจ
ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดอยุธยา เป็น
ศูนย์การเรียนรู้การเกษตรพอเพียงแบบครบ
วงจร ตามปรัชญาเศรษญกิจพอเพียงของ
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ผสมผสานกับร้าน
อาหารและร้านกาแฟได้อย่างลงตัว ภายใน
สถานที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้นานาชนิด มี
กิจกรรมเรียนรู้ที่น่าสนใจให้ความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตร เป็นสถานที่เหมาะ
สำหรับครอบครัว พาลูกหลานมาทำกิจกรรมต่างๆ
ศูนย์แห่งนี้เกิดขึ้นจากแรงบัลดาลใจในวัยเด็กของเจ้าของ ที่บ้านอยู่กับ
ธรรมชาติสามารถหาของกินได้จากสิ่งที่อยู่รอบตัว จึงอยากเติมเต็มชีวิตในวัย
เด็ก และอยากเผยแพร่สิ่งดีๆ จึงได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้บนพื้นที่กว่า 3.5 ไร่
เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตแบบพอเพียง การเกษตรและภูมิปัญญาชาวบ้านให้แก่
ผู้ที่สนใจ โดยไม่เก็บค่าเข้าชม
ภายในสถานที่ไม่กว้างมาก บรรยากาศร่มรื่น มีการจัดการพื้นที่แบบทฤษฎีใหม่
ตามหลักทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง คือ มีทั้งแหล่งกักเก็บน้ำ เพาะปลูกพืชและเลี้ยง
สัตว์ และพื้นที่สำหรับเป็นที่พักอาศัย มีกิจกรรมเป็นฐานเรียนรู้ต่างๆ จำนวน 6
ฐาน คือ ฐานกิจกรรมปักดำนาฐานกิจกรรมเลี้ยงแพะและแกะ ฐานกิจกรรมปลา
ตะเพียนสาน ฐานกิจกรรมไก่ไข่ ฐานกิจกรรมอาหารบ้านของพ่อ ฐานกิจกรรมบัา
นของพ่อบ้านของฉัน โดยเสียค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรมในแต่ละฐานในราคา
ไม่แพง เป็นสถานที่เหมาะกับครอบครัว พาลูกหลานมาทำกิจกรรมต่างๆ

28.

ประเพณี และวัฒนธรรม
ประจำจังหวัด

งานประเพณีสงกรานต์กรุงเก่า

ประเพณีสงกรานต์กรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จัดขึ้นในวันที่ 13 เมษายนของทุกปี ณ อุทยานประวัติศาสตร์
พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีขบวนแห่ตามประเพณีของชาว
อยุธยาและขบวนแห่เถิดเทิง มีการสรงน้ำพระมงคลบพิตรจำลอง การประกวด
นางสงกรานต์

งานประเพณีแห่เทียนพรรษากรุงเก่า

ด้วยชาวชะโดมีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำ มีคลองชะโดเป็นสายน้ำไหลผ่าน และ
ในสมัยโบราณ ชาวบ้านทุกหลังคาเรือนจะใช้แม่น้ำ คู คลอง เป็นเส้นทาง
หลักในการคมนาคม จึงเป็นที่มาของ ประเพณีแห่เทียนพรรษาทางน้ำ ของชาว
ลาดชะโด ที่เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในประเทศไทย

29.

งานยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลกและงานกาชาด

เนื่องจากนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้รับการประกาศโดยองค์
การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๔
ทางจังหวัดจึงได้จัดให้มีการเฉลิมฉลองทุกปี ในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นระยะ
เวลา ๗ วัน ในงานจะมีการแสดงชีวิตความเป็นอยู่ ศิลปหัตถกรรม วัฒนธรรม
และประเพณีของไทย รวมทั้งการแสดงแสงเสียงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของกรุง
ศรีอยุธยา

งานประจำปีศูนย์ศิลปาชีพบางไทร

จัดเป็นประจำทุกปี ช่วงปลายเดือนมกราคม ภายในบริเวณศูนย์ศิลปาชีพ
บางไทร อำเภอบางไทร มีการแสดงและประกวดผลงานด้านศิลปาชีพ มีการ
จำหน่ายสินค้าพื้นเมืองทั่วไป การแสดงศิลปวัฒนธรรมอันงดงาม

30.

ของฝาก ของที่ระลึก
ประจำจังหวัด

หัวโขนจำลอง

หัวโขนนับเป็นงานศิลปะขั้นสูงที่รวมเอาผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญในเชิงช่าง
หลายสาขาเข้าไว้ด้วยกัน อาทิ ช่างหุ่น ช่างปั้น ช่างแกะสลักช่างกลึง ช่างรัก
และช่างเขียน แต่ในทางปฏิบัติกว่าจะได้มาซึ่งหัวโขนที่ถูกต้องและสวยงามนั้น
ต้องอาศัยเทคนิคและองค์ประกอบอื่น ๆ อีกมากมาย ปัจจุบันหัวโขนมิได้เป็น
เพียงส่วนประกอบสำคัญในการแสดงโขนเท่านั้น หากแต่หัวโขนได้กลายเป็น
สัญลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของไทยไปแล้ว ดังจะเห็นได้จาก
หัวโขนได้ถูกย่อส่วนลงเพื่อจัดแสดง ประดับประดาในสถานที่ต่าง ๆ เป็นการ
เสริมสร้าง บรรยากาศให้มีเสน่ห์อย่างล้ำลึก และมีเอกลักษณ์อันโดดเด่น
นอกจากนี้หัวโขนยังได้กลายเป็นของสะสมสำหรับผู้มีรสนิยมทางศิลปะอัน
ละเมียดละไมอีกด้วย

31.

มีดอรัญญิก

ความรู้เรื่องเหล็กและเทคโนโลยีในการถลุงเหล็กแยกเหล็กจากแร่ธรรมชาติ
จนสามารถนำมาหล่อหรือตีขึ้นรูปเป็นเครื่องใช้ไม้สอย บรรพบุรุษของมนุษย์
เราได้ใช้การฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อความอยู่รอดของชีวิต ทำอาวุธล่าสัตว์
หาอาหาร ปลูกพืช ตัดไม้ ทำที่อยู่อาศัย ปกป้องตนเองและเผ่าพันธุ์ให้รอดพ้น
จากศัตรูนานาชนิด ตลอดจนใช้ในการรักษาเอกราชอธิปไตยของบ้านเมือง
ตลอดมา ดังเช่น ประเทศไทยในปัจจุบันจากประวัติศาสตร์ชาติไทย ชาวไทย
ตั้งแต่สมัยบรรพกาล กรุงสุโขทัยกรุงศรีอยุธยา ล้วนได้ใช้อาวุธที่เกิดจาก
เทคโนโลยีที่มีอยู่นี้ รักษาบ้านเมืองให้รอดมาเพื่อให้พวกเราได้อยู่เย็นเป็นสุข
จนทุกวันนี้

32.

พุทรากวน

เป็นอาหารชนิดหนึ่งที่ทำมาจากพุทราซึ่งเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งพุทรามีหลายชนิด
แค่พุทราที่นำมาใช้กวนนี้เป็น พุทราไทยพันธุ์โบราณ ซึ่งต้นพุทรามีปลูกมาก
ในวังโบราณใกล้กับวัดพระวิหารพระมงคลบพิตร ชาวอยุธยาจึงนิยมนำพุทรามาก
วน เพื่อไว้รับประทาน และนำมาจำหน่ายจนกลายเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว
ที่มาเที่ยวในจังหวัด
พระนครศรีอยุธยา

33.

ขนมบ้าบิ่น

นั้นเป็นขนมที่มีชื่อเสียงชนิดหนึ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขนมบ้าบิ่นที่
ขึ้นชื่อนั้นเป็นขนมบะบิ่นของ อำเภอท่าเรือ ซึ่งเป็นขนมที่มีรสชาติหวานมันหอม
ในปัจจุบันนี้ผู้ผลิตได้พัฒนาให้มีถึง ๓ ชนิดคือ ชนิดสีขาวทำจากมะพร้าวอ่อน
ชนิดสีเขียวทำมาจากใบเตย ชนิดสีดำหรือสีม่วงทำมาจากข้าวเหนียวดำ

โรตีสายไหม

เป็นของฝากขึ้นชื่อของอยุธยา มีขายอยู่ทั่วไป ตามร้านขายของ ฝาก แต่
ถ้าอยากซื้อโรตีสายไหม ที่ทำเสร็จร้อน ๆ จากเตากลับบ้าน ควรไปบริเวณ
ใกล้กับ โรงพยาบาล พระนครศรีอยุธยา ตามแนวถนนอู่ทอง ทั้งทางด้าน
ซ้ายและด้านขวาของถนน


Click to View FlipBook Version