The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sby_36507, 2021-09-27 01:53:39

สมุดเล่มเล็ก

สมุดเล่มเล็ก

STARดาวฤกษ์

ดาวฤกษ์

คือวัตถุท้องฟ้าที่เป็นก้อนพลาสมาสว่างขนาด
ใหญ่ที่คงอยู่ได้ด้วยแรงโน้มถ่วง ดาวฤกษ์ที่อยู่
ใกล้โลกมากที่สุด คือ ดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นแหล่ง

พลังงานหลักของโลก เราสามารถมองเห็น
ดาวฤกษ์อื่น ๆ ได้บนท้องฟ้ายามราตรี หากไม่มี

แสงจากดวงอาทิตย์บดบัง ในประวัติศาสตร์
ดาวฤกษ์ที่โดดเด่นที่สุดบนทรงกลมท้องฟ้าจะถูก
จัดเข้าด้วยกันเป็นกลุ่มดาว และดาวฤกษ์ที่สว่าง
ที่สุดจะได้รับการตั้งชื่อโดยเฉพาะ นักดาราศาสตร์

ได้จัดทำบัญชีรายชื่อดาวฤกษ์เพิ่มเติมขึ้น
มากมาย เพื่อใช้เป็นมาตรฐานการตั้งชื่อดาวฤกษ์

ตลอดอายุขัยส่วนใหญ่ของดาวฤกษ์ มันจะเปล่งแสงได้เนื่องจาก
ปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ฟิวชั่นที่แกนของดาว ซึ่งจะปลดปล่อย
พลังงานจากภายในของดาว จากนั้นจึงแผ่รังสีออกไปสู่อวกาศ
ธาตุเคมีเกือบทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติและหนักกว่าฮีเลียม

มีกำเนิดมาจากดาวฤกษ์ทั้งสิ้น โดยอาจเกิดจากการสังเคราะห์
นิวเคลียสของดาวฤกษ์ระหว่างที่ดาวยังมีชีวิตอยู่ หรือเกิดจากกา
รสังเคราะห์นิวเคลียสของซูเปอร์โนวาหลังจากที่ดาวฤกษ์เกิดการ
ระเบิดหลังสิ้นอายุขัย นักดาราศาสตร์สามารถระบุขนาดของมวล
อายุ ส่วนประกอบทางเคมี และคุณสมบัติของดาวฤกษ์อีกหลาย
ประการได้จากการสังเกตสเปกตรัม ความสว่าง และการเคลื่อนที่

ในอวกาศ มวลรวมของดาวฤกษ์เป็นตัวกำหนดหลักในลำดับ
วิวัฒนาการและชะตากรรมในบั้นปลายของดาว ส่วนคุณสมบัติอื่น
ของดาวฤกษ์ เช่น เส้นผ่านศูนย์กลาง การหมุน การเคลื่อนที่ และ

อุณหภูมิ ถูกกำหนดจากประวัติวิวัฒนาการของมัน แผนภาพคู่
ลำดับระหว่างอุณหภูมิกับความสว่างของดาวฤกษ์จำนวนมาก ที่

รู้จักกันในชื่อ ไดอะแกรมของแฮร์ทสชปรุง-รัสเซลล์ (H-R
ไดอะแกรม) ช่วยทำให้สามารถระบุอายุและรูปแบบวิวัฒนาการ

ของดาวฤกษ์ได้

ประวัติการสังเกตุ

ดาวฤกษ์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออารยธรรมต่าง ๆ
ทั่วโลกมานับแต่อดีตกาล โดยเป็นส่วนหนึ่งของ

พิธีกรรมทางศาสนา เป็นองค์ประกอบสำคัญในศาสตร์
ของการเดินเรือ รวมไปถึงการกำหนดทิศทาง นัก

ดาราศาสตร์ยุคโบราณส่วนใหญ่เชื่อว่าดาวฤกษ์อยู่นิ่ง
กับที่บนทรงกลมสวรรค์ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ
จากความเชื่อนี้ทำให้นักดาราศาสตร์จัดกลุ่มดาวฤกษ์
เข้าด้วยกันเป็นกลุ่มดาวต่าง ๆ และใช้กลุ่มดาวเหล่านี้ใน
การตรวจติดตามการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ รวมถึง
เส้นทางการเคลื่ อนที่ของดวงอาทิตย์[5]ตำแหน่งการ
เคลื่ อนที่ของดวงอาทิตย์เมื่ อเทียบกับกลุ่มดาวฤกษ์ที่
อยู่เบื้องหลัง (และเส้นขอบฟ้า) นำมาใช้ในการกำหนด

ปฏิทินสุริยคติ ซึ่งสามารถใช้เพื่อกำหนดกิจวัตรใน
ทางการเกษตรได้ ปฏิทินเกรกอเรียน ซึ่งใช้กันอยู่แพร่
หลายในโลกปัจจุบัน จัดเป็นปฏิทินสุริยคติที่ตั้งอยู่บน

พื้นฐานของมุมของแกนหมุนของโลกโดยเทียบกับ
ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ที่สุด คือ ดวงอาทิตย์

แผนที่ดาวอันแม่นยำที่เก่าแก่ที่สุด ปรากฏขึ้นในสมัย
อียิปต์โบราณ เมื่อราว 1,534 ปีก่อนคริสตกาล นัก
ดาราศาสตร์บาบิโลน แห่งเมโสโปเตเมียได้รวบรวม
บัญชีรายชื่อดาวฤกษ์ที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยรู้จักขึ้นใน

ช่วงปลายคริสต์สหัสวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล
ระหว่างสมัยคัสไซท์ (ประมาณ 1531-1155 ปีก่อน
คริสตกาล) แผนที่ดาวฉบับแรกในดาราศาสตร์กรีก

สร้างขึ้นโดยอริสทิลลัส เมื่อราว 300 ปีก่อน
คริสตกาล ด้วยความช่วยเหลือของทิโมชาริส แผนที่

ดาวของฮิปปาร์คัส (2 ศตวรรษก่อนคริสตกาล)
ปรากฏดาวฤกษ์ 1,020 ดวง และใช้เพื่อรวบรวม
แผนที่ดาวของปโตเลมี ฮิปปาร์คัสเป็นที่รู้จักกันว่า
เป็นผู้ค้นพบโนวา(ดาวใหม่) คนแรกเท่าที่เคยมีการ
บันทึก ชื่อของกลุ่มดาวและดาวฤกษ์ที่ใช้กันอยู่ใน
ปัจจุบันนี้โดยมากแล้วสืบมาจากดาราศาสตร์กรีก

วิลเลียม เฮอร์เชล

เป็นนักดาราศาสตร์คนแรกที่พยายามตรวจหา
การกระจายตัวของดาวฤกษ์บนท้องฟ้า ระหว่างคริสต์

ทศวรรษ 1780 เขาได้ทำการตรวจวัดดวงดาวใน
ทิศทางต่าง ๆ มากกว่า 600 แบบ และนับจำนวน
ดาวฤกษ์ที่มองเห็นในแต่ละทิศทางนั้น ด้วยวิธีนี้เขา
พบว่า จำนวนของดาวฤกษ์เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอไป
ทางด้านหนึ่งของท้องฟ้า คือในทิศทางที่มุ่งเข้าสู่
ใจกลางของทางช้างเผือก จอห์น เฮอร์เชลบุตรชาย
ของเขาได้ทำการศึกษาซ้ำเช่นนี้อีกครั้งในเขตซีกโลก
ใต้ และพบผลลัพธ์ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน นอก
เหนือจากผลสำเร็จด้านอื่น ๆ แล้ว วิลเลียม เฮอร์เชล
ได้รับยกย่องจากผลสังเกตของเขาครั้งนี้ว่า มี
ดาวฤกษ์บางดวงไม่ได้อยู่บนแนวเส้นสังเกตอัน
เดียวกัน แต่มีดาวอื่นใกล้เคียงซึ่งเป็นระบบดาวคู่

ศาสตร์การศึกษาสเปกโทรสโกปีของดาวฤกษ์เริ่มบุกเบิก
โดย โจเซฟ ฟอน ฟรอนโฮเฟอร์ และแองเจโล เซคคี โดย
การเปรียบเทียบสเปกตรัมของดาวฤกษ์เช่น เปรียบดาวซิ
ริอุสกับดวงอาทิตย์ พวกเขาพบว่ากำลังและจำนวนของ
เส้นดูดกลืนสเปกตรัมของดาวมีความแตกต่างกัน คือ
ส่วนของแถบมืดในสเปกตรัมดาวฤกษ์ที่เกิดจากการดูด
กลืนคลื่นความถี่เฉพาะอันเป็นผลจากบรรยากาศ ปี ค.ศ.
1865 เซคคีเริ่มต้นจัดประเภทของดาวฤกษ์ตามลักษณะ

สเปกตรัมของมันอย่างไรก็ดี รูปแบบการจัดประเภท
ดาวฤกษ์ดังที่ใช้กันอยู่ในยุคปัจจุบันได้พัฒนาขึ้นโดย แอน

นี เจ. แคนนอน ในระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1900

การตั้งชื่อ

หลักการเกี่ยวกับกลุ่มดาวเป็นที่รู้จักกันมานานแล้ว
ตั้งแต่ยุคสมัยบาบิโลน ผู้ที่เฝ้าสังเกตท้องฟ้ายามราตรี
ในยุคโบราณจินตนาการรูปร่างการรวมตัวของดวงดาว
ออกมาเป็นรูปแบบต่าง ๆ กัน และนำมาเกี่ยวโยงกับ
ตำนานปรัมปราตามความเชื่อของตน มีกลุ่มดาว 12
รูปแบบเรียงตัวกันอยู่ตามแนวสุริยวิถี ในเวลาต่อมาก

ลุ่มดาวทั้ง 12 กลุ่มนี้กลายเป็นพื้นฐานของวิชา
โหราศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีดาวฤกษ์ที่แยกจากกลุ่มอีก
จำนวนหนึ่งที่โดดเด่น ก็ได้รับการตั้งชื่อให้ด้วย โดยมาก

เป็นชื่อในภาษาอารบิกหรือภาษาละติน

นอกเหนือไปจากกลุ่มดาวและดวงอาทิตย์แล้ว
บรรดาดวงดาวทั้งหมดก็มีตำนานเป็นของตัว
เองด้วย ตามความเชื่อของชาวกรีกโบราณ

ดวงดาวบางดวง หรือที่แท้คือ ดาวเคราะห์
(ภาษากรีกโบราณว่า πλανήτης (planētēs)
หมายถึง "ผู้พเนจร") เป็นตัวแทนของเทพเจ้า
องค์สำคัญหลายองค์ ซึ่งชื่อของเทพเจ้าเหล่า

นั้นก็เป็นที่มาของชื่อดาวด้วย เช่น ดาวพุธ
(เมอร์คิวรี) ดาวศุกร์ (วีนัส) ดาวอังคาร (มาร์ส)

ดาวพฤหัสบดี (จูปิเตอร์) และดาวเสาร์ (แซท
เทิร์น) สำหรับดาวยูเรนัสและเนปจูนก็เป็นชื่อ

ของตำนานเทพเจ้ากรีกและตำนานเทพเจ้า
โรมันเช่นเดียวกัน แม้ในอดีตดาวทั้งสองนี้ยัง
ไม่เป็นที่รู้จัก เพราะมันมีความสว่างต่ำมาก แต่
นักดาราศาสตร์ในยุคหลังก็ตั้งชื่อดาวทังสอง

ตามชื่อของเทพเจ้าด้วยเช่นกัน

CREA
T BY

นาย ภาศกร ลุมไธสง

ม.6/7 เลขที่ 29

วิชา วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ

เสนอ

ครู รพี อาภัย

ภาคเรียนที่ 1
โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน


Click to View FlipBook Version