The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Yosaphat Zeo, 2024-02-13 12:15:05

ประวัติศาสตร์

นครวัด

¹¤ÃÇÑ´ ผู้จั ด ทํา นาย ยศพัทธ์ นาดี 33


คำ นำ หนัังสือเล่มน้ีี้จัดข้ึึ้นเพื่อศึกษาเกี่ยวกับนครวััด ความสำ คัญอย่่าง ไรผูู้้ศึกษาได้้ค้นคว้้าหาข้อมูลมาแล้วซึ่งรายงาน ฉบับนี้เป็นส่วนหน่ึึ่งของรายวิิชาการผลิต สื่อดิิจิตอลที่จะมาสร้าง ความรู้ให้แก่ผูู้้ศึกษา ผู้จัดทำ นายยศพัทธ์์ นาดี 33


สารบัญ 1. ประวััติิของนครวััด 2. นครที่ถููกซ่่อนในผืนป่า 3. นครวััด – การเปลี่ยนผ่านอำ นาจในอาณาจักัรขอม 4. เทวดาและอสูร – อสูร (ปีศาจ) 5. นครวััดจากฟากฟ้า 6. การค้้นพบ นครวััด ที่สูญหาย 7. เสน่ห์ดึึงดููดของนครวััด


1. ประวััติของนครวััด นครวัด (Angkor Wat) ศาสนสถานอันังดงามแปลกตากลางผืืนป่าทึบช้ืื้นในเมืืองเสีียมราฐ ประเทศ กัมพูชาเป็นหมูู่่ปราสาทหินขนาดยักษ์ที่มีีพระปรางค์ 5 ยอดตั้งตระหง่่านอยู่บริเวณส่่วนกลางของตัวปราสาท บริเวณปรางค์ แต่ละองค์ประกอบไปด้วยระเบียงคดหรือทางเดินรอบปรางค์ และลานโล่่งซึ่งประดับประดาไปด้วยภาพสลััก และงาน ประติมากรรมแบบนูนต่ำ อื่น่ ๆ ที่บอกเล่่าเรื่องราวความเช่ืื่อต่าง ๆ ของอาณาจักรขอมหรือเขมรโบราณไว้ ศาสนสถานอายุ เกือืบ 900 ปีที่ตั้งอยู่ริมชายฝ่ัั่งโตนเลสาบ (Tonle Sap) หรือทะเลสาบเขมรซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชาแห่งนี้ ได้รับความเสีียหายมาตั้งแต่สมััยอาณาจักรขอม ในบรรดาศาสนสถานโบราณหลายร้อยแห่งที่ยังหลงเหลืืออยู่ในประเทศ นครวัดถือเป็นสถานที่ศักัดิ์สิิทธิ์ที่มีีช่ืื่อเสีียงที่สุุดในกัมพูชา เป็นศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุุดในโลก และเป็นส่ิิ่งมหัศจรรย์ทาง วัฒนธรรมของมวลมนุษยชาติ การก่อ่สร้าง นครวัด เริ่มขึ้นในช่่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดยพระเจ้าสุุริยวรมัันที่ 2 (ครอง ราชย์ระหว่างปี ค.ศ. 1113 ถึึงประมาณปี 1150) โดยมีีการคาดเดาว่าศาสนสถานขนาดใหญ่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้้เป็นที่ บรรจุพระอัฐิิหรือสุุสานส่่วนพระองค์ และเพื่ออุทิศให้แก่เทพเจ้าฮินดูสามองค์ คือ พระศิวะ พระพรหม พระวิษิณุุ ก่อนที่ ศาสนสถานแห่งนี้จะมีีช่ืื่อว่านครวัดซึ่งมีีหมายความว่าเมืืองแห่งวัดในภาษาเขมร ในอดีต สถานที่แห่งนี้ถูกเรียกตามพระ บาทบรมวิษณุุโลก หรือพระนามของพระเจ้าสุุริยวรมัันที่ 2 หลัังสวรรคตว่า พระวิษณุุโลกา ซึ่งมีีความหมายว่าที่ประทับอัน ศักดิ์สิิทธิ์ของพระวิษิณุุตามอิทธิพลของศาสนาฮินดูในขณะนั้น้


2. นครที่ถูกซ่อนในผืืนป่า – แม้้ในปัจจุบัน พื้น้ที่โดยรอบของนครวัดจะล้้อมรอบไปด้วยป่าอันอุดมสมบูรณ์์ แต่ตั ว ปราสาทของนครวัด กลัับ แยกออกจากผืืน ป่า อย่า่ งชััด เจนจนมีีลัั ก ษณะคล้้า ยเกาะที่บ ริเ วณครึ่ง หนึ่ง ถูก ไปปก คลุุม ไปด้ว ยป่า ไม้้ ในช่่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 และ 13 หรือยุครุ่งเรืองของอาณาจักรขอม เมืืองพระนครซึ่งเป็นเมืืองหลวง ของอาณาจักรนี้มีีอาณาบริเวณที่กว้างขวาง นักวิชาการบางท่านคาดว่าจำ นวนสููงสุุดของประชากรที่อาศัยอยู่ใ่นเมืืองนี้มีี มากกว่าแสนคน เมืืองพระนครยังเป็นแหล่่งที่ตั้งของปราสาทไม้้แกะสลัักและวัดที่ตกแต่งอย่างวิจิตรงดงามหลายแห่ง นอกจาก นั้นบริเวณนอกกำ แพงเมืืองยังมีีบ้านเรือนยกสููง นาข้าว บ่อนำ้ รวมไปถึงคลองนำ้ ซึ่งเป็นหลัักฐานยืนยันัถึงความสามารถในการ จัดการนำ้ ของชาวขอมตั้งกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ลัักษณะทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นที่สุุดของนครวัดคือพระ ปรางค์ 5 ยอดใจกลางปราสาทซึ่งถูกสร้างเพื่อจำ ลองเขาพระสุุเมรุข้ึึ้น พระปรางค์องค์ที่สููงที่สุุดซึ่งอยู่ตรงกลางหมายถึึงเขาพระสุุเมรุอัน เป็นที่ประทับของเหล่่าเทพยดาและแกนกลางของจักรวาล ส่่วนพระปรางค์อีกส่ีี่องค์ซึ่งตั้งอยู่ตามทิศต่าง ๆ หมายถึึงมหาทวีป ทั้งส่ีี่ ดังนั้นจึงกล่่าวได้ว่าแท้้จริงแล้้วนครวัดัเป็นสถานที่ที่ถููกสร้างเพื่อจำ ลองโครงสร้างของจักรวาลตามความเช่ืื่อของศาสนา ฮินดูขึ้น จากก้อนหินิ โดยมีีปราสาทปรางค์ประธานที่สููงกว่า 60 เมตรเป็นจุดศูนย์กลาง กำ แพงรอบปราสาทเป็นขอบจักัรวาล และคูนำ้ ยาวกว่า 4 กิโลเมตรที่ล้้อมรอบบริเวณทั้งหมดเป็นมหาสมุุทรท่ีี่ล้้อมจักรวาลไว้ การเข้าไปยังปราสาทนครวัดนั้น สามารถทำ ได้โดยการเดินข้ามสะพานที่มี่ีความยาวประมาณ 200 เมตรและผ่่านระเบียงคดทั้งสามช้ัั้นเพื่อเข้าไปยังใจกลางของ นครวัด เม่ืื่อเข้าไปในตัวปราสาทแล้้วจะพบว่ามีีภาพของเหล่่าเทพเจ้าฮินดู เหตุการณ์์ทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ของอาณาจักรขอมโบราณ และเรื่องราวของสองมหากาพย์จากวรรณคดีสัันสกฤตอย่างมหาภารตะและรามเกียรติ์สลัักไว้ตามบริเวณกำ แพงและผนังต่าง ๆ


3. นครวััด – การเปล่ีี่ยนผ่่านอำ นาจในอาณาจักรขอม ช่่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 ถึึง 15 ถืือเป็นยุคเฟื่องฟูของอาณาจักรขอมโบราณ เนื่องจากในช่่วงนั้น้หน้าที่หลัักของบรรดาผูู้้ปกครองอาณาจักัรในแต่ละรัชสมััยคือการบริหารและจัดการให้อาณาจักรอันัรุ่ง เรือง แห่งนี้สามารถแผ่่ขยายอาณาเขตออกไปตามพื้นที่หลััก ๆ ของทวีปเอเชีียตะวันออก เช่่น บริเวณประเทศเมีียนมาไปจนถึงเวียดนามได้ นอกจากนั้น ฝนที่ตกอย่างไม่่ขาดสายและอุณหภูมิิที่เพิ่มสููงขึ้นซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากปรากฏการณ์์โลกร้อนในยุคกลางยังทำ ให้ช่่วงระยะเว ลานี้เป็นยุคเฟื่องฟูของการเกษตรภายในอาณาจักัรอีกด้วยปราสาทนครวัดถูกสร้างขึ้นพร้อมกับเมืืองพระนคร (Angkor) เมืืองหลวงของอาณาจักรขอม โดยกษัตริย์ในขณะนั้นวางแผนจะสร้างนครวัดซึ่งถูกออกแบบข้ึึ้นอย่างซับัซ้อนมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของอาณาจักร เช่่นเดียวกับการวางแผนขึ้นในช่่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 ว่าจะสร้างปราสาทพนมบาเค็ง (Phnom Bakheng) บนยอดเขาใกล้้กับพื้นที่ที่จะใช้้สร้างปราสาทนครวัด ทว่า ในขณะที่พระเจ้าสุุริยวรมัันที่ 2 เริ่มสร้างนครวัดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ความเช่ืื่อทางศาสนาในอาณาจักรกลัับเริ่มเกิดการเปล่ีี่ยนแปลงขึ้น โดยความเช่ืื่อทางศาสนาพุทธเข้ามาแทนที่ศาสนาฮินิดูซึ่งเป็นความเช่ืื่อเดิมของพระเจ้าสุุริยวรมัันที่ 2


4. เทวดาและอสููร – อสููร (ปีศาจ) กำ ลัังทำ หน้ายักษ์เรียงรายอยู่ด้า้นหนึ่งของทางเข้าถึงประตูทิศใต้ของนครธม ตรงข้ามกันเป็นแถวรูปปั้นของเทวดา เทพเจ้าฮินดู ทั้งเทวดาและอสููรทั้งมวลต่างเกาะอยู่บนหลัังนาค TIM LAMAN/NATIONAL GEOGRAPHIC ราว 30 ปีหลัังพระเจ้าสุุริยวรมัันที่ 2 สวรรคต พระเจ้าชััยวรมัันที่ 7 กษัตริย์องค์แรกที่นับถือพระพุทธศาสนาก็ได้ขึ้น้ครองราชย์ในปี 1181 พระองค์เป็นผูู้้ที่ฟื้นฟูอาณาจักรให้กลัับมาเฟื่องฟูดังเดิมหลัังถูกรุกรานจากชาวจาม และเป็นผูู้้ที่สร้างความม่ัั่นคงให้พุทธศาสนาโดยการกำ หนดให้ศาสนาพุทุธเป็นศาสนาประจำ อาณาจักร เช่ืื่อกันว่าพระพักตร์ของพระเจ้าชััยวรมัันที่ 7 ถููกใช้้เป็นแบบของรูปสลัักต่าง ๆ ท่ีี่ประดับอยู่ตามปราสาทบายน (Bayon temple) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้้กับนครธม (Angkor Thom) หรือเมืืองหลวงแห่งใหม่่อันแข็็งแกร่งซึ่งถูกสร้างขึ้นในพื้นที่ใ่กล้้กับนครวัด การก่อตั้งนครธมขึ้นแสดงให้เห็นถึงช่่วงที่อาณาจักรขอมเรืองอำ นาจถึงจุดุสููงสุุด นอกจากนี้ จำ นวนประชากรที่อ่าศัยในเมืืองหลวงในช่่วงนั้นยังเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์์ถึง 750,000 คน นครวัดถูกใช้้เป็นศาสนสถานของศาสนาฮินดูถึงช่่วงปี 1300 หลัังจากนั้น้ได้เปล่ีี่ยนให้ก้ลายเป็นพุทธสถาน แม้้คติความเช่ืื่อจะเปล่ีี่ยนไปแต่ผูู้้ดูแลสถานที่นี้ยอมรับในความแตกต่างทางศาสนา งานประติมากรรมฮินดูตู่าง ๆ ภายในนครวัดจึงไม่่ถูกทำ ลายทิ้งหรือถูกแทนที่ด้วยส่ิิ่งอื่น มีีเพียงพระพุทธรูปที่ถููกนำ ไปประดิษฐานเพิ่มเติม ทว่าผ่่านไปไม่่นาน นครวัดกลัับถูกลดความสำ คัญลงเนื่องจากปัจัจัยภายในหลาย ๆ อย่างของอาณาจักรขอม จนกระทั่งในช่่วงปี 1430 ผูู้้ปกครองอาณาจักรได้ตัดสิินใจที่จะละทิ้งปราสาทต่าง ๆ ในเมืืองพระนครและย้ายไปตั้งเมืืองหลวงแห่งใหม่่ขึ้นที่เมืืองพนมเปญซึ่งอยู่ตอนใต้ของอาณาจักัร


5. นครวััดจากฟากฟ้า นอกจากภาพถ่่ายนครวัดจากมุุมสููงจะแสดงให้เห็นหมูู่่ปราสาทอายุ 900 ปีในมุุมมองที่ต่างออกไปแล้้ว ภาพนี้ยังสามารถเก็บรายละเอียดของรูปทรงอันซับซ้อ้นและความยิ่งใหญ่ของสถานที่แห่งนี้ไว้ได้อย่างครบถ้้วน ไม่่ว่าจะเป็นกำ แพงสููงกว่า 4.5 เมตรซึ่งล้้อมรอบบริเวณปราสาทไว้หรือจุดเข้าออกทั้งส่ีี่ทิศ (ภาพถ่่ายโดย MICHELE FALZONE, AWL IMAGES) ส่ิิ่งแวดล้้อมและสภาพอากาศอาจเป็นเหตุผลหลัักในการย้ายเมืืองหลวงในครั้งนั้น เมืืองนครธมมีีบาราย (ทางทิศตะวันตกเป็น็แหล่่งเก็บนำ้ ขนาดใหญ่ที่สุุด โดยมีีขนาดความยาวกว่า 8 กิโลเมตรและความกว้างกว่า 2 กิโลเมตร กล่่าวได้ว่า่ความสามารถทางวิศวกรรมชลศาสตร์ในยุคนั้น้ถือเป็นความสำ เร็จอันน่าทึ่งของชาวขอม นอกจากนั้นปริมาณนำ้้ ที่ถููกกักเก็บตามระบบจัดการนำ้้ ยังมีีมากพอที่จะให้ประชาชนกว่า่ 750,000 คนในเมืืองก่อนยุคอุตสาหกรรมที่มีีขนาดใหญ่ที่สุุดในโลกแห่งนี้ใ้ช้้สอยและนำ ไปจัดสรรเพื่อการทำ นาได้ บรรดานัก ประวัตัิ ศ าสตร์ต่ า งเช่ืื่อ กัน ว่า่ มรสุุม หนัก หลายระลอกและภัย แล้้ง ที่ต ามมาเป็น ปัจ จัย หลััก ที่อ าจทำ ให้ร ะบบชลประทาน เสีียหายอย่างหนักและเป็นส่ิิ่งที่เร่งให้เมืืองพระนครล่่มสลายเร็วขึ้น


6. การค้นพบ นครวััด ที่สููญหาย หลัังจากนครธมและเมืืองพระนครถููกปล่่อยทิ้งร้าง พื้นที่ที่เคยเป็นเมืืองมาก่อนก็ถูกปกคลุุมด้วยต้นไม้้และพืชพรรณอย่างหนาแน่น่ จนในที่สุุด อดีตเมืืองหลวงแห่งนี้ก็กลายเป็นป่ารกทึบ บริเวณซากปราสาทแห่งต่าง ๆ เริ่มมีีต้นนุ่นขนาดยักษ์ขึ้น้ รากของต้นไม้้เหล่่านี้แผ่่ขยายข้ึึ้นไปตามเสาและผนังจนโอบล้้อมปกคลุุมตัวปราสาทเอาไว้ อย่างไรก็ดีปราสาทนครวัดนั้น้ไม่่เคยถููกปล่่อยทิ้งร้างโดยสมบูรณ์์ ในช่่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 นครวัดได้รับการบูรณะโดยผูู้้แสวงบุญชาวพุทธและพระสงฆ์จากนั้น้จึงถูกใช้้เป็นแหล่่งจาริกแสวงบุญ ในช่่วงกลางของคริสต์ศตวรรษที่ 16 เริ่มมีีชาวยุโรปเดินทางมายังเมืืองพระนคร พ่อค้าชาวโปรตุเกสเดินทางมาเป็นกลุุ่่มแรกเม่ืื่อราวปี 1555 ตามมาด้วยกลุุ่่มมิิชชัันนารีที่มุุ่่งหมายจะเข้ามาเผยแผ่่ศาสนาคริสต์นิกายโรมัันคาทอลิิกในอาณาจักัรนี้ ดิโอกู ดู โกตู (Diogo do Couto) พ่อค้าและนักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกสได้บรรยายถึึงนครร้างที่ถููกซ่อนอยู่ภายในป่า่ไว้ว่า่ “กำ แพงของเมืืองแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยหินสกัดทั้งหมด มัันถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์์แบบและถูกจัดวางอย่างประณีีตจนเหมืือนกับว่ากำ แพงเหล่่านี้สร้างขึ้นจากหินิเพียงก้อนเดียว ซึ่งเป็นหินที่คล้้ายกับหินิอ่อนมาก”ชาวยุโรปกลุุ่่มต่อมาที่เดินทางมายังอดีตเมืืองหลวงของอาณาจักรขอมคือพ่อค้าและมิิชชัันนา รีชาวสเปน เฟรย์ กาเบรียล กีโรกา เด ซาน อันัโตนีโอ (Fray Gabriel Quiroga de San Antonio) หนึ่งในผูู้้ร่วมเดินทางได้ตีพิมพ์หนังสืือเกี่ยวกับความสััมพันธ์ของเหตุการณ์์ต่าง ๆ ท่ีี่เกิดขึ้นภายในราชอาณาจักรกัมพูชา (A Brief and Truthful Relation of Events in the Kingdom of Cambodia) ขึ้นในปี 1604 โดยกีโรกาบรรยายถึึงเมืืองพระนครด้วยความช่ืื่นชมและนับถือไว้ว่า“เมืืองนี้ตั้งอยู่ริมฝ่ัั่งแม่่นำ้ โขง ห่างจากชายฝ่ัั่งทะเลประมาณ 945 กิโลเมตร


7. เสน่่ห์ดึงดูดูของนครวััด ในช่่วงไม่่กี่ศตวรรษต่อ่มา นครวัดกลายเป็นสถานที่ที่สามารถดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้อย่างล้้นหลาม เหตุเ พราะในสมััย นั้น มีีพ่ อ ค้า จากเอเชีีย ตะวัน ออกเฉีย งใต้โ ดยเฉพาะพ่อ ค้า ชาวมลายูมุุ ส ลิิม และพุท ธศาสนิก ชน ชาวญี่ปุ่ น เดิน ทาง มาทำ การค้าขายในกัมพูชาเป็นจำ นวนมาก นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพร้อมกับพ่อค้าบางคนได้ทิ้งรอยขีีดเขียนไว้ตามผนังของตัวปราสาท โดยพบรอยที่ถููกขีดเขียนในระหว่า่งปี 1612 ถึึงปี 1632 ท้ัั้งหมด 14 ตัวอย่าง นอกจากนั้นยังพบว่าแผนที่ฉบับแรกที่ใช้้สีีในการอธิบายส่่วนต่า่ง ๆ ของนครวัดถูกสร้างขึ้นโดยหนึ่งในนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น่ที่มาเยี่ยมชมเมืืองนี้หลัังอิทธิพลของสเปนและโปรตุเกสอ่อนลง ชาวดัตช์์ก็เข้ามาตั้งบริษัทอินเดียตะวันัออกของดัตช์์ (The Dutch East India Company) ในกัมพูชา แม้้จ ะไม่่มีี ห ลััก ฐานที่ช้ีี้ ว่ า ตัว แทนของชาวดัต ช์์ไ ด้เ ดินิ ทางไปเยี่ย มชมนครวัด แต่ก ารค้น พบภาพเขีย นเรือ ดัต ช์์บ นกำ แพงทางเข้า ห ลัักของปราสาทถืือเป็นหลัักฐานที่ยืนยันัได้ว้่าการเข้ามาของชาวดัตช์์นั้นส่่งผลกระทบต่อการใช้้ชีีวิตของชาวกัมพูชาในขณะนั้นค ริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นช่่วงที่ชาวยุโรปให้ความสนใจกับนครวัดมากที่สุุด สาเหตุเป็นเพราะในช่่วงปลายปี 1859 อ็องรี มููโอ (Henri Mouhot) นัก สำ รวจและนัก ธรรมชาติวิ ท ยาชาวฝรั่ง เศสได้เ ดิน ทางไปเยือ นนครวัด ภายใต้ก ารสนับ สนุนุ จากราชสมาคมภูมิิ ศ าสตร์แ ห่ง ลอน ดอน (Royal Geographical Society of London) มููโอเริ่มออกเดินทางไปยังกรุงเทพฯ ในเดือนเมษายน ปี 1858 พร้อมพาไทน์ไทน์ สุุนัขผูู้้ช่่วยของเขาขึ้นเรือไปเพื่อที่จะเก็บรวบรวมตัวอย่างพืชพรรณและสััตว์ชนิดต่าง ๆ จากแถบเอเชีียกลัับมาให้บรรดานักสะสมชาวยุโรป ในภาพถ่ายเก่าแก่ที่สุุดแห่่งหน่ึึ่งของสถานที่แห่่งน้ีี้ ถ่ายเม่ืื่อปี พ.ศ. 2409 เผยให้้เห็็นพระสงฆ์ยืนอยู่ใต้ใบหน้้าหน่ึึ่งจากใบหน้้านัับพัันที่ประดับประดาพระวิิหารบายนแห่่งนครธม MNAAG/RMN-GRAND PALAIS


มูโอใช้้เวลาสามเดือนในการสำ รวจซากปรักหัักพังของปราสาท ร่างแบบของนครวััด และบัันทึกความประทับ ใจที่เขามีต่อเมืองพระนครและชาวกัมพูชาลงในสมุดบัันทึก “เมื่อได้เห็็นซากปรักหัักพังของความยิ่งใหญ่่ใน อดีต ในเมืองที่ยังใช้้ช่ืื่อเรียกว่่านครเป็็นครั้งแรก ข้าพเจ้้ารู้สึึกช่ืื่นชมอย่างยิ่งจนต้องการจะทราบว่่าส่ิิ่งใดกันที่ทำ ให้้ชนชาติผูู้้อยู่เบ้ืื้องหลัังปราสาทขนาดมหึึมาเหล่่ านี้เป่ีี่ยมไปด้วยความทรงพลััง ความรู้แจ้้ง และความเจริญ รุ่งเรือง” มุม มองอัน น่า ประทับ ใจที่มู โ อมีต่ อ นครวััด พร้อ้ มทั้ง้ ความทรงจำ ของเขาที่ถู ก ถ่า ยทอดผ่่า นภาพวาด ถููก ตีพิ ม พ์ใ น ปีี 1864 และภาพเหล่่าทำ ให้้ชาวยุโรปหัันมาสนใจเมืองหลวงโบราณของประเทศกัมพูชามากก ว่่าเดิม ต่อมาคณะสำ รวจชาวฝรั่งเศสได้เดินทางไปถึงนครวััดในปีี 1867 โดยมีจุุดประสงค์หลัักคือการสำ รวจเส้้นทางของแม่นำ้ โขง ภาพเหมือนที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างไร้ท้ี่ติโดยหลุุยส์์ เดอลาปอร์ต (Louis Delaporte) หนึ่งในผูู้้ร่วมเดินทางและส่ิิ่งพิมพ์อีกสองฉบัับซึ่งจััดทำ ขึ้นโดยคณะสำ รวจเป็็นส่ิิ่งที่เพิ่มกระแสความนิยมของศา สนสถานแห่่งนี้ในฝ่ัั่งตะวัันตก ในช่่วงปีี 1867 ถึงปีี 1922 แบบจำ ลองของศิลปะขอมหรือศิลปะเขมรโบราณถูกนำ ไปจััดแสดงในงานนิทรรศที่ม่ีช่ืื่อเสีียงโด่งดังอย่างงานนิ ทรรศการโลก (World Exhibitions) และในปีี 1931 ฝรั่งเศสได้สร้างแบบจำ ลองของนครวััดขนาดเท่าของจริงขึ้นเพื่อจััดแสดงในงานนิทรรศการอาณานิคม ณ กรุงปารีส (Paris Colonial Exhibition)


ประวััติความเป็นมาของ นครวััด นครวัด หรือ อังกอร์วัด (Angkor Wat) ปราสาทในศาสนาพราหมณ์์-ฮินดู และศาสนาพุทธ และถือเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำ คัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลืือรอดมาจนถึงปัจจุบันนับตั้งแต่ก่อสร้างแล้้วเสร็จ ตั้งอยู่ที่เมืืองเสีียมราฐ (เสีียมเรียบ) ถููกสร้างขึ้นในสมััยของพระเจ้าสุุริยวรมัันที่ 2 (ค.ศ.1113 – 1150) โดยมีีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นเทวสถานของศาสนาพราหมณ์์ ไวษณพนิกาย และเป็นที่เก็บพระบรมศพของพระองค์ มีีความแตกต่างจากปราสาทเขมรหลัังอื่น นั่นก็คือทิศประธานที่หันัไปทางทิศตะวันตก ไม่่ใช่่ทิศตะวันัออก ต่อมาภายหลัังจากสมััยของพระเจ้าสุุริยวรมัันที่ 2 นครวัดได้เปล่ีี่ยนเป็นบทบาทจากเทวสถานในศาสนาพราหมณ์์-ฮินดู เป็นวัดในศาสนาพุทธจนถึงปัจจุบัน นครวัดมีีพื้นที่รวมกว่า 1.6 ตารางกิโิลเมตร ตัวปราสาทสููง 60 เมตร ล้้อมรอบด้วยปราสาท 5 หลััง อีกทั้งยังมีีคูนำ้ ล้้อมรอบตามแบบอย่างของมหาสมุุทรท่ีี่ล้้อมรอบเขาพระสุุเมรุ ความสำ คัญของนครวััด นครวัด ได้ช่ืื่อว่าเป็น 1 ใน 7 ส่ิิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่องค์การยูเนสโก ยกให้เป็นมรดกโลกด้า้นวัฒันธรรมภายใต้ช่ืื่อ "เมืืองพระนคร (อังกอร์)" ในปี พ.ศ. 2535 เป็นสถานที่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ชาวต่างชาติได้มาเยือนให้ได้สัักครั้งในชีีวิต หาก จะถามว่า่ที่นี่สำ คัญกับชาวกัมพูชาอย่างไร ท่ีี่นี่ถือเป็น็ศูนย์รวมจิตใจของชาวกัมพูชา เป็นศาสนสถานแห่งเดียวที่ยังคงเหลืือรอด อยู่จนถึงปัจจุบันั ไม่่เพียงเท่านั้น นครวัด ยังเป็นสััญลัักษณ์์ประจำ ชาติที่ปรากฏในธงชาติของประเทศกัมพูชาอีกด้ว้ย


Click to View FlipBook Version