๓๓ คณะกรรมการจัดทําหลักสูตรสมเด็จย่า คณะที.ปรึกษา กองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดน ๑. พล.ต.ท. สาโรจน์ ปัญญา ผบช.ตชด. ๒. พล.ต.ต. สมศักดิV แขวงโสภา รอง ผบช.ตชด. ๓. พล.ต.ต. ฉัตรพล คัคโนภาส รอง ผบช.ตชด. ๔. พล.ต.ต. บวร สงคศิริ รอง ผบช.ตชด. ๕. พล.ต.ต. ถาวร จันทร์ยิ/ม รอง ผบช.ตชด. ๖. พล.ต.ต. วรพจน์ อินทเส รอง ผบช.ตชด. ๗. พล.ต.ต. ธีระเดช รอดโพธิVทอง รอง ผบช.ตชด. ๘. พล.ต.ต. นิพนธ์ ศิริวงศ์ รอง ผบช.ตชด. ๙. พล.ต.ต. เธียรชัย เอีflยมรักษา รอง ผบช.ตชด. ๑๐. พล.ต.ต. ดิเรก พงษ์ภมร รอง ผบช.ตชด. ๑๑. พล.ต.ต. นพรัตน์ มีปรีชา ผบก.อก.ตชด. ๑๒. พล.ต.ต. สุทิน เขียวรัตน์ ผบก.ตชด.ภาค ๒ ๑๓. พล.ต.อ. เฉลิมชัย พิมลศรี รอง ผบก.อก.ตชด. ๑๔. พ.ต.อ. ธํารง สาริกัลยะ รอง ผบก.ตชด.ภาค ๒ ๑๕. พ.ต.อ. ชัยธัช ยอดอานนท์ รอง ผบก.ตชด.ภาค ๒ ๑๖. พ.ต.อ. ยุทธนา ตุงคะเสน รอง ผบก.ตชด.ภาค ๒ ๑๗. พ.ต.อ. โกสินทร์ เทียมทัศน์ รอง ผบก.ตชด.ภาค ๒ ๑๘. พ.ต.อ. เอนก ณ นคร ผกก.๕ บก.อก.ตชด. ๑๙. พ.ต.อ. โชติ ไทยยิflง ผกก.ตชด.๒๑ ๒๐. พ.ต.อ. ปรีชา บุญสุข ผกก.ตชด.๒๓ ๒๑. พ.ต.ท. ประจวบ จรูญธรรม รอง ผกก.ตชด.๒๓ ๒๒. พ.ต.ท. คูณ โคตาสูตร รอง ผกก.๕ บก.อก.ตชด. ๒๓. พ.ต.ท. บวร มุทขอนแก่น ผบ.ร้อย(สบ.๒)ร้อย ตชด.๒๓๒ ๒๔. พ.ต.ท. ปราโมทย์ ตระกูลโชคเสถียร สว.ผ.๕ กก.ตชด.๒๓ ๒๕. พ.ต.ต. นรินทร์ เกษกาญจนานุช อดีต สว.ผ.๕ กก.ตชด.๒๓ ๒๖. พ.ต.ท. หญิง อัมพร โอฬารสกุล สว.ผ.๒ กก.๕ บก.อก.ตชด.
๓๔ ๒๗. ร.ต.อ. หญิง เสาวนีย์ เรืองสุภาชาติ รอง สว.ผ.๒ กก.๕ บก.อก.ตชด. ๒๘. อาจารย์ กิตติ ขันธมิตร สํานักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (สสท.) ๒๙. อาจารย์ อภิสิทธิV พึflงพร สํานักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (สสท.) คณะที.ปรึกษา สถาบันราชภัฏสกลนคร ๑. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัฒนา สุวรรณไตรย์ อธิการบดี ๒. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นิพนธ์ อินสิน อดีตอธิการบดี ๓. นายพิศิษฐ์ แสงวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ ๔. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุเทพ การุณย์ลัญจกร คณบดีคณะครุศาสตร์ คณะกรรมการดําเนินงาน ๑. นายคมสัน อุดมสารเสวี หัวหน้าคณะกรรมการดําเนินงาน ๒. นางลัดดา พนัสนอก กรรมการ ๓. นางสาวสายใจ มาลัยกรอง กรรมการ ๔. นายยงยศ วงศ์แพงสอน กรรมการ ๕. ดร.ปัญญา นาแพงหมืflน กรรมการ ๖. ร.ต.อ. มานะ ดรเถืflอน กรรมการ ๗. ร.ต.อ. เชิดชูพงศ์ วงศรียา กรรมการ ๘. ด.ต. ธนากร คัฒมาตร กรรมการ ๙. นางลัดดาศรี อุดมสารเสวี กรรมการและเลขานุการ ๑๐. ส.ต.ต.หญิง ปาริชาติ บัวรอด กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ๑๑. นางสาวอัจฉรา ประมาพันธ์ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
๓๕ ผู้ทรงคุณวุฒิ / ผู้เชี.ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน สถาบันราชภัฏสกลนคร ๑. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัฒนา สุวรรณไตรย์ อธิการบดี ๒. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พนมพร จินดาสมุทร์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ๓. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วันเพ็ญ จันทร์เจริญ รองคณบดีคณะครุศาสตร์ ๔. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รังสรรค์ บุษยะมา ข้าราชการบํานาญ ๕. ดร.ประยูร บุญใช้ รองคณบดีคณะครุศาสตร์
๓๖ รายชื.อผู้เข้าประชุมพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรสมเด็จย่า ครั;งที. ๑ วันที. ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ณ กองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดน กรุงเทพฯ --------------- ๑. พล.ต.ต. สมศักดิV แขวงโสภา รอง ผบช.ตชด. ๒. พล.ต.ต. เธียรชัย เอีflยมรักษา รอง ผบช.ตชด. ๓. พล.ต.ต. ดิเรก พงษ์ภมร รอง ผบช.ตชด. ๔. พล.ต.ต. นพรัตน์ มีปรีชา ผบก.อก.ตชด. ๕. พ.ต.อ. เฉลิมชัย พิมลศรี รอง ผบก.อก.ตชด. ๖. พ.ต.อ. ชัยธัช ยอดอานนท์ รอง ผบก.ตชด.ภาค ๒ ๗. พ.ต.อ. เอนก ณ นคร ผกก.๕ บก.อก.ตชด. ๘. พ.ต.ท. คูณ โคตาสูตร รอง ผกก.๕ บก.อก.ตชด. ๙. พ.ต.ท. สมศักดิV ศรีบุญเรือง รอง ผกก.๕ บก. อก.ตชด. ๑๐. พ.ต.ท. ประจวบ จรูญธรรม รอง ผกก.ตชด.๒๓ ๑๑. พ.ต.ต. นรินทร์ เกษกาญจนานุช อดีต สว.ผ.๕ กก.ตชด.๒๓ ๑๒. อาจารย์ กิตติ ขันธมิตร สํานักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี (สสท.) ๑๓. อาจารย์ อภิสิทธิV พึflงพร สํานักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี (สสท.) ๑๔. อาจารย์ คมสัน อุดมสารเสวี สถาบันราชภัฏสกลนคร ๑๕. อาจารย์ ลัดดาศรี อุดมสารเสวี สถาบันราชภัฏสกลนคร ๑๖. อาจารย์ ยงยศ วงศ์แพงสอน สถาบันราชภัฏสกลนคร
๓๗ รายชื.อผู้เข้าประชุมพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรสมเด็จย่า ครั;งที. ๒ วันที. ๔ มีนาคม ๒๕๔๗ ณ กองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดน กรุงเทพฯ --------------- ๑. พล.ต.ต. สมศักดิV แขวงโสภา รอง ผบช.ตชด. ๒. พ.ต.อ. เฉลิมชัย พิมลศรี รอง ผบก.อก.ตชด. ๓. พ.ต.อ. เอนก ณ นคร ผกก.๕ บก.อก.ตชด. ๔. พ.ต.ท. พีระศักดิV กลีบจันทร์ รอง ผกก.๕ บก. อก.ตชด. ๕. พ.ต.ท. ประจวบ จรูญธรรม รอง ผกก.ตชด.๒๓ ๖. ร.ต.อ.หญิง เสาวนีย์ เรืองสุภาชาติ รอง สว.กก.๕ บก.อก.ตชด. ๗. ร.ต.อ. เชิดชูพงศ์ วงศรียา รอง สว.ผ.๕ กก.ตชด.๒๓ ๘. อาจารย์ คมสัน อุดมสารเสวี สถาบันราชภัฏสกลนคร ๙. อาจารย์ ลัดดาศรี อุดมสารเสวี สถาบันราชภัฏสกลนคร ๑๐. อาจารย์ ยงยศ วงศ์แพงสอน สถาบันราชภัฏสกลนคร ๑๑. ผศ.ณรงค์ อุ้ยนอง สถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช ๑๒. น.ส.สุภาพร ศรีหามี สํานักงานคณะกรรมการการอุดม ศึกษา ๑๓. นางกรรณิการ์ ภิรมย์รัตน์ สํานักงานคณะกรรมการการอุดม ศึกษา ๑๔. อาจารย์ อภิสิทธิV พึflงพร สํานักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี (สสท.)
ภาคผนวก
(๒) เนื อหา เรือง “สมเด็จย่า” หลักสูตร ป.๑- ป.๖ โรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดน กก.ตชด.๒๓ ความสําคัญของสมเด็จย่า สมเด็จย่า ทรงเป็นพระราชชนนี ผู้ให้กําเนิดและถวายการอภิบาลเลี&ยงดู พระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐยิ/งต่อคนไทยถึงสองพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ/ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันผู้ทรง เป็นศูนย์รวมยึดเหนี/ยวจิตใจของคนไทยทั&งชาติ ตลอดพระชนม์ชีพของสมเด็จย่า พระองค์ท่านได้ทรงทุ่มเทพระวรกาย และพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื/อ ช่วยเหลือราษฎรไทยผู้ยากไร้ ที/อาศัยอยู่ในถิ/นทุรกันดารห่างไกลความเจริญให้พ้น จากความทุกข์ยาก และทรงปฏิบัติพระราชภารกิจต่างๆ มากมาย นอกจากนั&นสมเด็จย่ายังทรงเล็งเห็นว่า การศึกษาเป็นสิ/งสําคัญที/ทําให้เยาวชน ในชนบทมีความรู้ ความคิด และสติปัญญาที/เฉลียวฉลาด อันจะเป็นปัจจัยสําคัญใน การพัฒนาชนบท เมื/อทรงทราบว่ากองกํากับการตํารวจตระเวนชายแดนมีโครงการที/ จะสร้างโรงเรียนในเขตพื&นที/ตามแนวชายแดน จึงได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื/อนําไปสร้างโรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดน และได้พระราชทานชื/อโรงเรียนตามชื/อ ผู้บริจาคเงินในการจัดสร้างด้วย เมื/อโรงเรียนแต่ละแห่งสร้างเสร็จแล้ว พระองค์ก็จะ เสด็จฯ ไปทรงเปิดโรงเรียนแห่งนั&นด้วยพระองค์เอง พร้อมกับพระราชทานอุปกรณ์ การเรียนการสอนที/จําเป็นให้กับเด็กนักเรียนด้วย ถึงแม้ว่าสมเด็จย่าจะทรงเจริญพระชนมายุมากขึ&น ก็มิได้ทอดทิ&งโรงเรียนตํารวจ ตระเวนชายแดน พระองค์ได้ทรงฝากให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี ทรงช่วยดูแลแทน ดังพระราชกระแสที/ว่า “ย่าแก่แล้ว ไปไหนไม่ค่อยไหว ถ้า สมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ ก็ให้เยียมแทนย่าด้วย” นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที/ทรง มีต่อเยาวชนในท้องถิ/นชนบทห่างไกลเป็นล้นพ้น
(๓) จากพระราชกรณียกิจที/ทรงบําเพ็ญตลอดพระชนม์ชีพ สมเด็จย่าจึงได้รับการ ประกาศเฉลิมพระเกียรติคุณจาก UNESCO ให้ทรงเป็นบุคคลสําคัญของโลกประจําปี พุทธศักราช ๒๕๔๓ - ๒๕๔๔ พระราชประวัติ ชาติกําเนิด “สมเด็จย่า” เป็นพระสมัญญานามของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระนามเดิมว่า “สังวาลย์” เสด็จพระราชสมภพเมื/อวันอาทิตย์ที/ ๒๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๔๓ ที/จังหวัดนนทบุรี ในครอบครัวสามัญชนที/ประกอบอาชีพเป็น ช่างทอง ทรงมีพี/น้องรวม ๔ คน โดยทรงเป็นบุตรคนที/ ๓ ของพระชนกชื/อ “ชู” และ พระชนนีชื/อ “คํา” ทั&งนี&พระภคินีและพระเชษฐาของพระองค์ได้ถึงแก่อนิจกรรมตั&งแต่ วัยเยาว์ ส่วนพระอนุชา “ถมยา” ได้มีชีวิตอยู่ต่อมาจนอายุราว ๒๗-๒๘ ปี จึงถึง แก่กรรมลงด้วยโรคเยื/อหุ้มสมองอักเสบ ครอบครัวของพระชนกชูและพระชนนีคํา ได้พํานักอยู่ที/จังหวัดนนทบุรี เป็น เวลานานเท่าใดไม่ปรากฏ แต่เมื/อสมเด็จย่าทรงจําความได้ก็พบว่าครอบครัวของ พระองค์ได้ย้ายมาตั&งถิ/นฐานอยู่ที/ซอยวัดอนงค์ บริเวณเชิงสะพานสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้ าจุฬาโลก ย่านฝั/งธนบุรีแล้ว โดยบ้านที/ทรงพํานักเป็นเหมือนห้องแถวชั&น เดียว ก่อด้วยอิฐมุงหลังคากระเบื&อง สมเด็จย่าทรงเป็นกําพร้าตั&งแต่ยังเยาว์ เนื/อง ด้วยพระชนกชูได้ถึงแก่กรรมลงในขณะที/สมเด็จย่ายังทรงเล็กอยู่ พระชนนีคํา จึงต้อง รับภาระในการเลี&ยงดูสมเด็จย่าและพระอนุชาโดยลําพังต่อมา
(๔) การศึกษา สมเด็จย่า ทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนวัดอนงคารามเป็นแห่งแรก หลังจากนั&น ได้ย้ายไปเรียนต่อที/โรงเรียนศึกษานารี และเมื/อพระชนมายุราว ๗-๘ พรรษา ได้ถูก นําขึ&นถวายตัวเป็นข้าหลวง ณ สวนสี/ฤดูในพระราชวังดุสิต ต่อมาได้ทรงพํานักอยู่ที/ บ้านพระพี/เลี&ยงของสมเด็จพระบรมราชชนกและถูกส่งไปศึกษาที/โรงเรียนสตรีวิทยา ขณะนั&น สมเด็จย่าทรงมีพระชนมายุราว ๙ พรรษา พระชนนีคําได้ถึงแก่อนิจกรรม ในปีพุทธศักราช ๒๔๕๖ สมเด็จย่าได้ทรงเข้าเป็นนักเรียนพยาบาล ณ โรงเรียน แพทย์ผดุงครรภ์และหญิงแห่งศิริราช ทั&งๆ ที/มีพระชนมายุเพียง ๑๓ พรรษา เท่านั&น จึงทรงเป็นนักเรียนพยาบาลที/มีอายุน้อยที/สุดในเวลานั&น ในช่วงที/สมเด็จย่าทรงฝึกงานการพยาบาลอยู่นั&น เป็นระยะเวลาที/ทางราชการ ได้พยายามปรับปรุงงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขให้แพร่หลายและมีประสิทธิภาพ มากยิ/งขึ&น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร (ซึ/งต่อมาทรงดํารงพระยศ เป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร) ได้ทรงคัดเลือกนักเรียน แพทย์และนักเรียนพยาบาลอย่างละ ๒ คน ให้ไปศึกษาต่อที/ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยทุนของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม บรมราชชนก ที/พระราชทาน ให้แก่นักเรียนแพทย์ และทุนของสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสา อัยยิกาเจ้า ที/พระราชทานให้แก่นักเรียนพยาบาล ซึ/งนักเรียนพยาบาล “สังวาลย์” และนักเรียนพยาบาล “อุบล” ได้รับการคัดเลือกให้ไปศึกษาที/ประเทศสหรัฐอเมริกา ในครั&งนี&
(๕) ชีวิตสมรส ในช่วงที/สมเด็จย่าศึกษาต่อในวิชาพยาบาลที/ประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านได้พบ กับ สมเด็จเจ้าฟ้ ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ พระราชโอรสของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที/ ๕ กับสมเด็จพระศรีสวรินทราบ รมราชเทวี (สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) ที/เสด็จไปศึกษาวิชาแพทย์ และได้ อภิเษกสมรส เมื/อวันที/ ๑๐ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๓ โดยมีพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวรัชกาลที/ ๖ มาพระราชทานนํ&าสังข์ ณ วังสระประทุม ภายหลังสมรส ฐานะของสมเด็จย่า จากนางสาวสังวาลย์ เป็น หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา มี พระราชธิดา และพระราชโอรส รวม ๓ พระองค์ คือ ๑. สมเด็จพระเจ้าพี/นางเธอเจ้าฟ้ ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ ๒. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที/ ๘) ๓. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลท/ ๙) ี ทรงเป็ นพระราชชนนี ในตอนเช้ามืดวันที/ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ คณะราษฎร์ ได้ทําการปฏิวัติ เปลี/ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบ ประชาธิปไตย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยอมรับที/จะเป็นพระมหา กษัตริย์ภายใต้การปกครองระบอบใหม่นี& สมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงตัดสินพระทัยให้หม่อมสังวาลย์ พระธิดา พระโอรส ไป พํานักณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์ต้องรับภาระในการอบรม เลี&ยงดูพระธิดา และพระโอรสทั&ง ๓ พระองค์โดยลําพัง เมื/อวันที/ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรง ประกาศสละราชสมบัติ ด้วยเหตุที/พระองค์ไม่ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดา
(๖) รัฐบาลไทยในสมัยนั&นจึงได้กราบบังคมทูลอัญเชิญพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันท มหิดล พระชนมายุ ๙ พรรษา พระราชโอรสองค์โตในสมเด็จเจ้าฟ้ ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (พระบรมราชชนก) กับหม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา ขึ&นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที/ ๘ ทําให้ฐานะของหม่อมสังวาลย์ เปลี/ยนเป็น พระราชชนนีศรีสังวาลย์ ต่อมาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระราชชนนีศรีสังวาลย์ขึ&นเป็น สมเด็จพระราชชนนีศรี สังวาลย์ ทรงดํารงพระยศเป็นพระบรมวงศ์ฝ่ายในชั&นสูง เมื/อวันที/ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๘๑ ทรงอภิบาลดูแลยุวกษัตริย์ หลังสิ&นพระชนม์ของสมเด็จเจ้าฟ้ ามหิดลอดุลยเดช หรือสมเด็จพระบรมราช ชนก ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ แล้ว สมเด็จย่า หรือ หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา ขณะนั&น พระชนมายุ ๒๙ พรรษา ต้องทรงรับพระราชภาระในการอภิบาลบํารุงพระ ราชธิดา พระราชโอรส ถึง ๓ พระองค์ โดยทําหน้าที/ในฐานะ “พ่อ” และ “แม่” ผู้ ประเสริฐ ยึดหลักในการอภิบาล ๒ ประการ คือ เด็กต้องมีอนามัยสมบูรณ์ และเด็ก ต้องอยู่ในระเบียบวินัยโดยไม่บังคับเข้มงวดมากเกินไป นอกจากนี&สมเด็จย่ายัง ทรงอบรม สังสอน ให้พระราชธิดา พระราชโอรส เป็ นเด็กดี มีมารยาทดี และมีเหตุผล ยิ/ง เมื/อหม่อมสังวาลย์ มหิดล เปลี/ยนฐานะเป็นพระราชชนนี การอภิบาลว่าที/ พระมหากษัตริย์ พระองค์น้อย เป็นพระราชภารกิจที/ยิ/งใหญ่ ทั&งนี&เพราะมีพระราช ประสงค์อันแรงกล้าที/จะให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที/เสด็จขึ&นครองราชย์ภายใต้ การปกครองระบอบประชาธิปไตย ทรงสามารถปฏิบัติหน้าที/ประมุขของชาติให้ได้ ประโยชน์เต็มที/ มิใช่เพียงแต่รับราชสมบัติแล้วมิทรงทะนุบํารุงอาณาประชาราษฎร์ จากพระปณิธานนี&เองทําให้สมเด็จย่าต้องทรงเพิ/มความเอาพระทัยใส่ในการอบรมเลี&ยง ดูพระราชธิดา และพระราชโอรสมากยิ/งขึ&นเป็นเท่าทวีคูณ ซึ/งการถวายอภิบาลองค์ยุ วกษัตริย์ของสมเด็จย่านั&น เป็นที/ยอมรับจากทั&งพระบรมวงศานุวงศ์ และประชาชน โดยทั/วไป
(๗) ทรงสูญเสียพระราชโอรส “อานันทมหิดล” ในวันที/ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๙ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดสวรรคต ณ พระที/นั/งบรมพิมานในพระบรมมหาราชวัง การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวอย่างกระทันหัน ก่อให้เกิดความเศร้าโศกสะเทือนพระราชหฤทัยแก่สมเด็จย่า เป็นที/ยิ/ง จนพระวรกายซูบลงอย่างรวดเร็ว แม้จะทรงเสียพระทัยมากเพียงใดสมเด็จ ย่าก็ทรงพระองค์ด้วยความเข้มแข็ง เป็นที/น่าสรรเสริญยิ/ง ในวันเดียวกับที/สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคต สภา ผู้แทนราษฎรได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้คณะรัฐมนตรีกราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จพระเจ้า น้องยาเธอ เจ้าฟ้ าภูมิพลอดุลยเดชเสด็จขึ&นสืบราชสันตติวงศ์ เป็นพระมหากษัตริย์ แห่งบรม ราชจักรีวงศ์ ซึ/งขณะนั&นทรงมีพระชนมพรรษาเพียง ๑๘ พรรษา สมเด็จย่าจึงยังคง ต้องรับพระราชภาระในการถวายพระอภิบาลพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ต่อไป ทรงเป็ นสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที/ ๙ ได้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศเฉลิมพระนามพระราชบิดา สมเด็จเจ้าฟ้ ามหิดล อดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ เป็น สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดช วิกรม พระบรมราชชนก และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ประกาศเฉลิมพระนาม สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ เป็น สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี เมื/อวันที/ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๑๓
(๘) พระราชนัดดาของสมเด็จย่า สมเด็จย่าทรงมีพระราชนัดดา ที/ประสูติแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติV พระบรมราชินีนาถ รวม ๔ พระองค์ คือ ๑. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ าอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ ๒. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร ๓. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ๔. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระราชนัดดาที/ประสูติแต่สมเด็จพระเจ้าพี/นางเธอ เจ้าฟ้ ากัลยาณิวัฒนากรม หลวงนราธิวาสราชนครินทร์ คือ ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม
(๙) สมเด็จย่าเสด็จสวรรคต ในวันที/ ๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๘ สมเด็จย่าทรงประชวรด้วยโรคพระหทัย กําเริบ ต้องเสด็จฯ เข้ารับการรักษาที/ตึก ๘๔ ปี โรงพยาบาลศิริราช แม้คณะแพทย์จะ ถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่พระอาการกลับทรงและค่อยๆ ทรุดลง เป็นลําดับ จนกระทั/งเวลา ๒๑.๑๗ น. ของคืนวันที/ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๓๘ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงได้เสด็จสวรรคตโดยพระอาการสงบ สิริ พระชนมายุ ๙๔ พรรษา ๗ เดือน ๒๘ วัน เมื/อสมเด็จย่าเสด็จสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราช โองการโปรดเกล้าฯ ให้สํานักพระราชวังจัดการพระบรมศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุด ตามพระราชประเพณี ประดิษฐานพระบรมศพ ณ พระที/นั/งดุสิตมหาปราสาท ใน พระบรมมหาราชวัง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูล ละอองธุลีพระบาทในราชสํานักไว้ทุกข์ถวายมีกําหนด ๑๐๐ วัน ตั&งแต่วันสวรรคตเป็น ต้นไป พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายนํ&าสรงพระบรมศพหน้า พระบรม ฉายาลักษณ์ หลังพระราชพิธีบําเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน ๑๐๐ วัน ถวาย พระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชทานพิธีถวายพระเพลิงพระ บรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ขึ&นในวันที/ ๑๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๙ โดยใช้บริเวณทางด้านทิศใต้ของท้องสนามหลวง โดยสร้างองค์เมรุมาศเป็นแบบทรง ปราสาท ๓ องค์เรียงกัน งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จย่า เป็นไป อย่างสมพระเกียรติยศ ท่ามกลางความโศกสลดและอาลัยรักของพสกนิกรชาวไทยโดย ทั/วกัน
(๑๐) พระราชกรณียกิจ สมเด็จย่าได้ทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื/อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในท้องถิ/นทุรกันดาร เพราะทรงเห็นว่าถ้าพระราชทานโอกาสแก่พสกนิกร ในท้องถิ/นห่างไกลให้มีความรู้ แม้พออ่านออกเขียนได้ รู้จักรักษาสุขภาพอนามัยของ ตนเอง รู้จักประกอบสัมมาอาชีพ ประชาชนเหล่านั&นก็จะเป็นทรัพยากรที/มีคุณค่าของ ชาติ พระราชกรณียกิจของสมเด็จย่าส่วนใหญ่จึงมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ในถิ/นทุรกันดาร เช่น ๑. การส่งเสริมการศึกษาเด็กและเยาวชนในถิ/นทุรกันดาร (โรงเรียนตํารวจ ตระเวนชายแดน) ๒. การเสด็จฯ เยี/ยมเยียน และพระราชทานความช่วยเหลือประชาชน ๓. การจัดตั&งหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ๔. การสนับสนุนกิจการลูกเสือชาวบ้าน ๕. การก่อสร้างโรงพยาบาลเพื/อการพักฟื& นตํารวจตระเวนชายแดน ที/สู้รบกับ ผู้ก่อการร้าย และปกป้ องเอกราชของประเทศชาติ ๖. การฟื& นฟูสภาพป่ าโดยรอบดอยตุง และพัฒนาสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของ ราษฎรที/อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียง
(๑๑) สมเด็จย่ากับการสงเคราะห์โรงเรียน ตชด. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงสนพระทัยและเป็นห่วงในเรื/อง การศึกษาของเยาวชนในเขตชนบทเป็นอย่างมาก ด้วยทรงมีพระราชดําริว่า “การศึกษาเป็ นสิงสําคัญทีจะทําให้เยาวชนในชนบทมีความรู้ ความคิดและ สติปัญญาทีเฉลียวฉลาด อันจะเป็ นปัจจัยสําคัญในการพัฒนาชนบท” สมเด็จ ย่าทรงพบว่าเยาวชน ในถิ/นทุรกันดารขาดโรงเรียน หรือสถานศึกษา เพราะ กระทรวงศึกษาธิการยังขยาย ออกไปไม่ถึง เมื/อทรงทราบว่ากองกํากับการตํารวจตระเวนชายแดน มีโครงการขยาย การจัดตั&งโรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดน จึงทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วน พระองค์ ให้นําไปสร้างโรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนชาวเขา ต่อมา มีผู้มีจิตศรัทธาทูลเกล้าฯ ถวายเงินสมทบเพื/อจัดสร้างโรงเรียนชาวเขาหรือโรงเรียน ตํารวจตระเวนชายแดนเพิ/มมากขึ&นในภูมิภาคต่างๆ ไม่เพียงเท่านั&นสมเด็จย่ายังได้ทรงรับเอาโครงการของโรงเรียนตํารวจตระเวน ชายแดน ไว้ในพระราชูปถัมภ์ และเมื/อสมเด็จย่าทรงเจริญพระชนมายุมากขึ&นก็มิได้ ทรงทอดทิ&ง พระองค์ได้ทรงฝากให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงช่วยดูแลแทนดังพระราชกระแสที/ว่า “ย่าแก่แล้ว ไปไหนไม่ค่อยไหว ถ้าสมเด็จ พระเทพฯ เสด็จฯ ก็ให้เยียมแทนย่าด้วย” สมเด็จย่าจึงมีพระคุณยิ/งสําหรับพวกเรา นักเรียนโรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดน ถ้าไม่มีสมเด็จย่าและสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เด็กและเยาวชนในถิ/นทุรกันดาร คงไม่ได้รับ การศึกษา ไม่มีความรู้ ครอบครัวของพวกเขาคงลําบาก ไม่ได้รับความช่วยเหลือ และพัฒนาคุณภาพชีวิตเช่นปัจจุบันนี&
(๑๒) สมเด็จย่ากับช่วยเหลือประชาชน สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี แม้จะเป็นพระชนนี (มารดา) ของ พระมหากษัตริย์ไทย ๒ พระองค์ คือ รัชกาลที/ ๘ และรัชกาลที/ ๙ ก็มิได้ทรงเสวยสุข อยู่แต่ในพระราชวัง พระองค์ทรงแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ในการดูแลความทุกข์สุข ของราษฎรในชนบทอย่างจริงจัง ทรงเสด็จพระ ราชดําเนินเยี/ยมชาวไทยภูเขาที/อยู่ห่างไกล ชาวชนบทในถิ/นทุรกันดาร แม้จะอยู่ บน เกาะกลางทะเลที/โดดเดี/ยว ทรงพระราชทานความช่วยเหลือที/ตรงตามความต้องการ และความจําเป็น ชาวไทยทั/วไปจึงร่วมใจถวายพระราชสมัญญา “สมเด็จย่า”และชาว ไทยภูเขาก็ถวายพระราชสมัญญา “แม่ฟ้ าหลวง” ด้วยความเคารพรัก และเทิดทูนอย่าง บริสุทธิVใจ สมเด็จย่ากับงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข จากการที/สมเด็จย่าได้เสด็จฯ เยี/ยมเยียนชาวบ้านตามหมู่บ้านในป่ าเขา ทําให้ ได้ทรงพบเห็นราษฎรจํานวนมากได้รับทุกขเวทนาอันเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ แล้ว มิได้รับการรักษาพยาบาลที/ถูกต้อง เนื/องจากพวกเขาเหล่านั&นอยู่ในถิ/นทุรกันดาร ห่างไกล จากสถานพยาบาล สมเด็จย่าจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แพทย์และ พยาบาลผู้ตามเสด็จ ทําการตรวจรักษาชาวบ้านที/เจ็บป่ วยเหล่านั&น นับเป็นจุดเริ/มต้น ของหน่วยแพทย์อาสาเคลื/อนที/ในพระองค์ เมื/อปี พ.ศ.๒๕๑๑ จึงทรงมีพระราชดําริจัดตั&งหน่วยแพทย์อาสาในพระองค์ขึ&น เป็น “หน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์” : (พอ.สว) หน่วยแพทย์ พอ.สว. ประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที/สาธารณสุขที/เป็นอาสาสมัคร ทํางานด้วยความเสียสละโดยมิได้รับเงินหรือค่าตอบแทนอื/นใด จะออกไปให้บริการ ตรวจรักษาชาวบ้านตามท้องถิ/นที/กันดาร ห่างไกลความเจริญ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๗ สมเด็จย่าจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทุน ๑ ล้านบาท จัดตั&งเป็นมูลนิธิ ใช้ชื/อ
(๑๓) ในการจดทะเบียนว่า “มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” ใช้ ชื/อย่อว่า “พอ.สว.” โดยมีวัตถุประสงค์เพื/อให้ความช่วยเหลือ รักษาพยาบาลแก่ ประชาชนและเจ้าหน้าที/ที/ปฏิบัติงานในท้องถิ/นทุรกันดารตามชายแดน โดยไม่จํากัด เชื&อชาติ ศาสนา และไม่คิดมูลค่า สมเด็จย่ากับกิจการลูกเสือชาวบ้าน ระหว่างวันที/ ๒๕-๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๑๔ กองกํากับการตํารวจตระเวน ชายแดน เขต ๔ ได้ฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านรุ่นที/ ๙ ที/บ้านทรายมูล ตําบลอุ่มเหม้า อําเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม มีผู้เข้ารับการฝึกจํานวน ๒๓๘ คน เวลานั&น สมเด็จย่าเสด็จฯ เยี/ยมราษฎร และประทับแรมอยู่ที/โครงการชลประทานเขื/อนนํ&าอูน จังหวัดสกลนคร พระองค์ได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการฝึกและทรงเป็นประธานใน พิธีปิด พระองค์ทรงมีรับสั/งกับคณะวิทยากรว่า “พยายามพัฒนาการฝึกให้เกิดผลดี ต่อชาติ บ้านเมือง ให้ประชาชนรู้จักพึ/งตนเอง ช่วยตนเอง รู้จักนําวิธีที/ฝึกไปพัฒนา ตัวเอง ครอบครัวและชุมชน” สมเด็จย่าได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จํานวน ๒๓๘,๐๐๐ บาท สนับสนุนกิจการลูกเสือชาวบ้าน ทําให้สามารถขยายกิจการลูกเสือชาวบ้านไปได้ทั/ว ประเทศ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับกิจการลูกเสือชาวบ้านไว้ในพระ บรมราชานุเคราะห์ เมื/อวันที/ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๕ สมเด็จย่า ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อกิจการลูกเสือชาวบ้านอย่างยิ/ง พระองค์ ได้เสด็จฯ ไปพระราชทานธงประจํารุ่นลูกเสือชาวบ้านเป็นครั&งแรก ที/อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เมื/อวันที/ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๕ และพระราชทานเหรียญ อนุสรณ์มหาราชแก่คณะวิทยากร และเหรียญลูกเสือแก่ผู้เข้าอบรมทุกคน มูลนิธิ วิทยากรลูกเสือชาวบ้าน (มวส.) ได้ก่อตั&งขึ&นในวันที/ ๔ เมษายน พ.ศ.๒๔๒๘ โดย ได้รับพระราชทานเงินทุนจากสมเด็จย่า เป็นเงินแปดแสนบาท รวมกับมีผู้บริจาคอีก ส่วนหนึ/ง รวมเป็นเงินทั&งสิ&น ๑ ล้านบาท
(๑๔) สมเด็จย่ากับการสงเคราะห์ตํารวจตระเวนชายแดน ในการเสด็จฯ ไปเยี/ยมเยียนตํารวจตระเวนชายแดนที/ฐานปฏิบัติการ สมเด็จ พระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทอดพระเนตรเห็นสภาพความเป็นอยู่ที/ลําบาก แร้นแค้นและอันตรายที/ตํารวจตระเวนชายแดนผู้ออกไปปฏิบัติหน้าที/ปกป้ องชาติ บ้านเมือง บางครั&งถึงกับเสียชีวิตหรือสูญเสียอวัยวะบางส่วนไปในการปฏิบัติหน้าที/ เป็นเหตุให้ครอบครัวที/อยู่เบื&องหลังต้องประสบเคราะห์กรรมลําบาก เนื/องจากต้อง ขาดหัวหน้าครอบครัวหรือหัวหน้าครอบครัวต้องทุพพลภาพไม่อาจทํามาหาเลี&ยง ครอบครัว ได้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี&สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงได้ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้นําไปจัดตังเป็ น “มูลนิธิสงเคราะห์ ตํารวจชายแดนและ ครอบครัวในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์” มีชือย่อว่า “มส.ชด.สว.” เมื/อวันที/ ๑๘ กันยายน ๒๕๑๐ มีวัตถุประสงค์เพื/อช่วยเหลือสวัสดิการตํารวจและ ครอบครัวที/ได้รับบาดเจ็บ หรือถึงแก่กรรมลงในขณะปฏิบัติหน้าที/ ตลอดรวมไปถึง การช่วยเหลือในด้านการศึกษาให้แก่บุตรของเหล่าตํารวจตระเวนชายแดน ทั&งยังรับ เอามูลนิธิแห่งนี&ไว้ในพระอุปถัมภ์ของพระองค์อีกด้วย เป็นผลให้เกิดขวัญและกําลังใจ แก่ข้าราชการตํารวจตระเวนชายแดน และครอบครัวเป็นอย่างมาก ในปี พ.ศ.๒๕๑๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรด เกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ขึ&นเป็น “สมเด็จพระศรีนครินทราบรม ราชชนนี” ดังนั&นกองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดนจึงได้ขอเปลี/ยนนาม “มูลนิธิ สงเคราะห์ตํารวจชายแดนและครอบครัวในอุปถัมภ์สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์” (มส.ชด.สว.) เป็น “มูลนิธิสงเคราะห์ตํารวจตระเวนชายแดนและครอบครัวในพระ ราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” (มส.ตชด.สว.)” ตั&งแต่วันที/ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นต้นมา
(๑๕) เนื/องจากสมเด็จย่าทรงเล็งเห็นว่า ตํารวจตระเวนชายแดน ได้ทําการสู้รบกับ ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ และปกป้ องเอกราช เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บและสูญเสีย ชีวิต ต้องพักรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่างๆ สมเด็จย่าทรงเล็งเห็นความจําเป็นที/ จะต้องให้ความช่วยเหลือในการพักฟื& นอาการเจ็บป่ วยเนื/องจากการสู้รบ ก่อนที/จะ กลับไป ปฏิบัติภารกิจ และเพื/อใช้เป็นสถานที/รับส่งคนไข้ในพระราชานุเคราะห์ ที/จะ เข้ามารักษาในโรงพยาบาลส่วนกลาง เนื/องจากคนไข้ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ หรือเดินทางไปมาไม่ถูก หรือเป็นที/พักคนไข้ก่อนที/จะนําตัวส่งไปรักษาใน โรงพยาบาลและ ระหว่างรอส่งตัวกลับภูมิลําเนา จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุน ในการก่อสร้างโรงพยาบาล กรมตํารวจได้พิจารณาอนุมัติให้กองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดน ใช้ที/ดิน ภายในกองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดนเนื&อที/๓๐๐ตารางวา เพื/อสร้างโรงพยาบาล ขนาด ๓๐ เตียง และอนุมัติเพิ/มอีก ๑๕๓.๔๐ ตารางวา เพื/อขยายโรงพยาบาลเป็น ๕๐ เตียง กองกํากับการตํารวจตระเวนชายแดนได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตอัญเชิญ พระนามาภิไธย เป็นนามอาคารโรงพยาบาลตํารวจตระเวนชายแดนว่า “อาคารศรี นครินทร์” ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามโรงพยาบาลว่า “นวุติ สมเด็จย่า” ซึ/งมีความหมายว่า “สมเด็จย่า ๙๐ ปี ” เมื/อวันที/ ๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๓๓
(๑๖) สมเด็จย่ากับการศาสนา สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นพุทธศาสนิกชนท/ยึดมั/นใน ี พระพุทธศาสนาตลอดมา นอกจากจะทรงทําทาน (ทรงบําเพ็ญทานบารมีด้วยการให้ และช่วยเหลือผู้อื/นโดยเฉพาะผู้ป่ วย)รักษาศีลและเจริญภาวนาเป็นกิจวัตรแล้ว พระองค์ยัง ทรงสนพระทัยในการศึกษาปฏิบัติธรรมด้วย ยังได้ทรงซึมซับให้พระราชธิดาและพระ ราชโอรส ได้ประพฤติปฏิบัติตามโดยมิต้องทรงเคี/ยวเข็ญแต่ประการใด เมื/อครั&งที/สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นผู้สําเร็จราชการแทน พระองค์ได้ทรงมีพระเมตตาธิคุณที/จะให้ข้าราชการสํานักได้มีโอกาสสดับพระธรรม เทศนาบ้างเป็นครั&งคราว จึงโปรดเกล้าฯ ให้อาราธนาพระเถรานุเถระมาบรรยายธรรม พร้อมกับทรงให้รวบรวมจัดพิมพ์ขึ&นเป็นเล่ม เพื/อเผยแพร่ให้แก่บุคคลทั/วไปในโอกาส ต่อมา เช่น เรื/องหน้าที/ ชีวิตกับธรรม ปริยัติและปฏิบัติ และฆราวาสพื&นฐานของ การทําดีและทําชั/ว เป็นต้น ทั&งนี&เนื/องจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรง มีพระราชดําริว่า “จิตใจเป็ นรากฐานของการกระทําและการกระทําเป็ นรากฐานของ การเกิดความสุข หรือความทุกข์ของคน ดังนั!นการฝึ กอบรมจิตจึงเป็ นสิ%งจําเป็ น สําหรับทุกคน เพราะทุกคนมีจิตทีจะต้องรู้ ต้องคิด เหมือนกันจึงจําเป็ นจะต้อง % บริหารจิตหรือพัฒนาจิตให้รู้ ให้คิดไปในทางทีถูกที%ควร เพื% อการกระทําต่างๆ ไป % ในทางทีถูกที%ควร…” % สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ยังทรงห่วงใยถึงนักศึกษาและข้าราชการ ที/พํานักอยู่ในต่างประเทศว่าพวกเขาควรจะมีหนังสือเกี/ยวกับคําสั/งสอนใน พระพุทธศาสนาเป็นคู่มือสําหรับอ่านเพื/อเป็นแนวทางสําหรับปฏิบัติตนกับเพื/อสามารถ ใช้อธิบาย ให้กับชาวต่างชาติผู้ต้องการทราบถึงหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาให้ เข้าใจได้ จึงทรงอาราธนาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหา สังฆปรินายก แห่งวัดบวรนิเทศวิหาร เมื/อครั&งยังทรงสมณศักดิVเป็นพระสาสนโสภณ ให้ทรงเรียบเรียง หนังสือธรรมะ “พระพุทธเจ้าทรงสังสอนอะไร ?” โดยในหนังสือ
(๑๗) ได้กล่าวถึงอริยสัจ ๔ ไตรลักษณ์ พรหมวิหาร ๔ นิพพาน ตลอดจนการปฏิบัติตน ให้ถูกต้องในทางธรรม อันจะนําความสุขความเจริญมาสู่ชีวิตตนเมื/อพระสาสนโสภณ เรียบเรียงขึ&นแล้ว สมเด็จ พระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงตรวจทานในแง่ของ การใช้ถ้อยคําและสํานวนภาษาให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ที/จะอ่าน ซึ/งมิใช่ผู้ที/รอบรู้ทาง พระพุทธศาสนา โดยทรงเอาพระองค์เองเป็นเครื/องวัดความยากง่ายของเรื/อง จากนั&นได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระขันติปาโลและพระนาคเสโน แปลเป็น ภาษาอังกฤษ แล้วจัดพิมพ์ขึ&นเพื/อแจกจ่ายไปยังสถานศึกษา และหน่วยงาน ข้าราชการ ที/ประจําอยู่ในต่างประเทศ พระจริยวัตรที/สําคัญอีกประการหนึ/งในทางพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระศรี นครนิทราบรมราชชนนี ที/น้อยคนนักจะได้รู้เห็นก็คือ การปั&นพระพุทธรูป แม้พระองค์ จะมิได้ทรงศึกษาการปั&นในทางศิลปะมาก่อนแต่ด้วยพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทําให้ทรงสามารถปั&นพระพุทธรูปได้อย่างงดงามด้วยพุทธลักษณะ และพระองค์ยังทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างพระพุทธปฏิมาในลักษณะต่างๆขึ&น เพื/อพระราชทาน ให้แก่บุคคลและหน่วยงานที/รับสนองพระราชกิจในวโรกาสต่างๆ เพื/อให้บุคคลดังกล่าว ได้ใช้เป็นสิ/งยึดเหนี/ยวจิตใจให้ตั&งอยู่ในศีลธรรมอันดี พระเครื/องที/โปรดเกล้าฯ ให้ จัดทําขึ&นนี&มี พระพุทธเมตตา พระพุทธปฏิมาทรงเครื/องขนาดเล็ก เหรียญพระพุทธ ปฏิมารูปใบโพธิV พระกริ/ง สว. เหรียญพระพุทธรูปประทานพรรูป ใบโพธิVประดับ พระนามาภิไธยย่อ สว.เป็นอาทิ อีกสิ/งหนึ/งที/แสดงให้เห็นถึงพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา ของสมเด็จ พระศรีนครินทราบรมราชชนนี คือได้ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ร่วมกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติV พระบรมราชินีนาถ เพือใช้เป็ นทุนในการตรวจชําระ และจัดพิมพ์พระไตรปิ ฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย ปี พุทธศักราช ๒๕๓๕ และในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพในทุกๆ ปี ก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นําพระราชทรัพย์ไปบริจาคให้แก่วัดวาอารามต่างๆ เพื/อทํานุบํารุงให้กิจการทางพระพุทธศาสนาได้สืบต่อไป มิใช่เพียงพระพุทธศาสนาเท่านั&นที/ทรงให้ความเกื&อหนุน สมเด็จพระศรีนคริน ทราบรมราชชนนี ยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สํานักจุฬาราชมนตรีจัดพิมพ์ หนังสือ “ศาสนาอิสลาม สอนอะไร?” ขึ&นสําหรับพระราชทาน ให้แก่ประชาชนใน
(๑๘) จังหวัดภาคใต้และผู้สนใจทั/วไป เพราะทรงตระหนักว่าทุกศาสนาล้วนมีจุดหมายที/จะ สอนให้ผู้ที/นับถือเป็นคนดี และอยู่ร่วมกับผู้อื/นได้อย่างสันติ สมเด็จย่ากับงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ในปีพุทธศักราช ๒๕๓๐ เป็นปีที/สมเด็จย่าทรงเจริญพระชนมายุครบ ๙๐ พรรษา รัฐบาลภายใต้การนําของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ดําเนินการก่อสร้างพระ ตําหนัก ดอยตุง บนเทือกเขานางนอน จังหวัดเชียงราย ขึ&นถวายเพื/อทรงใช้เป็นที/ ประทับแทนการเสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก่อน หน้านี& สมเด็จย่าทรงสังเกตเห็นว่าพื&นที/ส่วนใหญ่โดยรอบดอยตุง มีสภาพเป็นป่ า เสื/อมโทรม เนื/องจากถูกบุกรุกทําลายเพื/อการทําไร่เลื/อนลอยด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ของชาวไทยภูเขา พระองค์จึงทรงมีพระราชดําริที/จะพลิกฟื& นผืนป่ าให้กลับมามีชีวิต ใหม่อีกครั&ง โครงการพัฒนาดอยตุงจึงถือกําเนิดขึ&น โดยมีวัตถุประสงค์ฟื& นฟูสภาพป่ า โดยรอบดอยตุงให้กลับฟื& นคืนสภาพ สําหรับเป็นแหล่งต้นนํ&าลําธาร และเพื/อการ พัฒนาส่งเสริมสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรซึ/งอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง ให้มี คุณภาพชีวิตที/ดีขึ&น ตั&งถิ/นฐานเป็นหลักแหล่งมั/นคง มีอาชีพที/สุจริต หยุดการปลูกพืช เสพติดทุกชนิด และหยุดการบุกรุกทําลายป่ าอย่างสิ&นเชิง รวมทั&งพัฒนาดอยตุงให้ เป็นแหล่งท่องเที/ยวระดับประเทศด้วย
(๑๙) งานอดิเรกของสมเด็จย่า ทรงโปรดอยู่ตามเขาลําเนาป่ า ผู้มีโอกาสเข้าเฝ้ าทูลละอองพระบาทสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีแต่ละ คนจะมีเหตุการณ์ที/ประทับใจเกี/ยวกับพระองค์เสมอ พลตํารวจตรี สุเทพ สุขสงวน (สัมภาษณ์, ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๓ ) เล่าว่า …เมื/อเดือนธันวาคม ปี พ.ศ.๒๕๑๓ ขณะนั&นยศร้อยตํารวจโท เป็นผู้บังคับหมวดชายแดนพร้อมด้วยกําลังตํารวจชายแดน ๑๕ นาย ทํา หน้าที/ถวายความปลอดภัยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที/พระ ตําหนักภูพิงคราชนิเวศน์จังหวัดเชียงใหม่ สมเด็จย่าโปรดทรงพระดําเนินตามภูเขา ทอดพระเนตรดอกไม้ และธรรมชาติมาก หลังจากเสวยพระกระยาหารกลางวันแล้ว ตอนบ่าย ทรงพระดําเนินไปตามป่ าเขา โปรดความสะอาดและความเป็นระเบียบ เรียบร้อย เมื/อทรงพระดําเนินไปตามทาง ทอดพระเนตรเห็นสิ/งของซึ/ง ไม่ควรจะอยู่ในธรรมชาติ เช่น เศษกระดาษ ก้นบุหรี/ ถุงพลาสติก ทรง ก้มเก็บสิ/งเหล่านั&นด้วยพระองค์เอง พวกเราจึงจัดให้ตํารวจชายแดน มีย่ามสะพายหรือถุงคอยเก็บล่วงหน้าก่อน แต่บางครั&งก็ยังหลงหูหลง ตาบ้าง ทรงมีพระราชกระแสรับสั/งให้ตํารวจชายแดนช่วยกันรักษาความ สะอาดและรักษาสิ/งแวดล้อมต้องให้เป็นธรรมชาติ ระหว่างพักการ เดินทางพระองค์จะประทับบนขอนไม้ ตํารวจชายแดนจะนั/งเรียงราย ล้อมพระองค์ โปรดให้ตํารวจตระเวนชายแดนร้องเพลงถวายเป็นเพลง พระราชทาน คือ เพลงตํารวจตระเวนชายแดน (เนื&อร้องโดย ท่านผู้หญิง ม.ล.มณีรัตน์ บุนนาค) และตามด้วยเพลงลูกทุ่ง บางครั&งตํารวจ ชายแดนร้องลิเกถวาย พระองค์สําราญพระราชหฤทัยมาก เป็นพระราช จริยาวัตรที/เปี/ยมไปด้วยพระเมตตาและพระกรุณาธิคุณยิ/งนัก…
(๒๐) ด้านศิลปะ แม้สมเด็จย่า จะมิได้ทรงศึกษาวิชาทางศิลปะโดยตรง แต่พระปรีชาสามารถ ส่วนพระองค์ ในด้านงานศิลป์ กลับมีปรากฎในหลายแขนง อาทิงานปั&น งานปัก งานวาด และงานปะดิษฐ์ต่างๆ ผลงานศิลปะเหล่านี&ส่วนใหญ่จะทรงเป็นงานอดิเรก ยามว่าง และผลงานเหล่านี&พระองค์จะพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ในโอกาส ต่างๆ แก่ข้าราชการและบุคคลใกล้ชิด รวมทั&งมอบแก่ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคทรัพย์ร่วม โดยเสด็จพระราชกุศลสมทบมูลนิธิต่างๆ ที/อยู่ในพระอุปถัมภ์ของพระองค์ ชิ&นงาน ศิลป์ ที/สมเด็จย่าทรงสรรค์สร้างได้แก่ งานปั&นพระพุทธรูป งานปั&นเครื/องเคลือบ ดินเผา งานปักผ้าครอสติซ งานประดิษฐ์บัตรอวยพร ซึ/งทรงนําเอาดอกไม้แห้งที/ เสด็จฯ ไปทรงเก็บและอัดแห้งด้วยพระองค์เอง มาประดับไว้ในบัตรนั&นๆ นอกจากนี&ยังมีงานถักผ้าพันคอสําหรับกันหนาว เพื/อจะพระราชทานให้แก่ ทหาร ตํารวจ และบรรดาอาสาสมัครที/ปฏิบัติราชการตามแนวชายแดน และถิ/น ทุรกันดาร สําหรับเป็นที/ระลึกและเป็นขวัญกําลังใจแก่ผู้ได้รับ ด้านกีฬา สมเด็จย่าทรงเล่นกีฬาหลายประเภทเพื/อการออกพระกําลังมาโดยตลอด สมเด็จย่าทรงเห็นความสําคัญของกีฬา ที/เป็นประโยชน์ต่อชีวิตและสุขภาพเช่น ทรงสกี ขี/ม้า เทนนิส แบดมินตัน เดินขึ&นเขาเพื/อเก็บดอกไม้ แต่เมื/อทรงเจริญพระชนมพรรษา มากขึ&น จําเป็นที/จะต้องทรงเลือกกีฬาที/เหมาะสมกับพระกําลังและพระวรกาย พระองค์ ทรงรู้จักกีฬา “เปตอง” ครั&งแรกในปีพุทธศักราช ๒๕๒๑ ต่อมาก็ทรงโปรดกีฬาชนิดนี& มากและทรงเปตองอย่างจริงจังเรื/อยมาสลับกับกีฬาประเภทอื/นๆ มักจะทรงเปตองใน เวลาว่างหรือช่วงเย็นๆ อยู่เสมอ การทรงกีฬาเปตองนี& บ่อยครั&งจะร่วมทรงกับบรรดา ข้าราชการและตํารวจตระเวนชายแดน ในการเล่นกีฬาเปตองนอกจากจะได้ความ สนุกสนานแล้ว สมเด็จย่ายังทรงปลูกฝังเรื/องความสามัคคีและการรู้แพ้รู้ชนะให้แก่ผู้ ร่วมแข่งขันด้วย หลายครั&งทรงประดิษฐ์ที/คั/นหนังสือใบลานประดับดอกไม้แห้งเล็กๆ
(๒๑) พระราชทานเป็นรางวัลแก่ผู้แข่งขันไม่ว่าจะเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้ แม้บางคนไม่เคยชนะ เลยแต่มีนํ&าใจลงแข่งอยู่เสมอ ก็ได้รับพระราชทานรางวัลปลอบใจเช่นกัน สมเด็จย่างทรงเล่นกีฬาเปตองอย่างจริงจังมานานแล้ว และทรงมีบทบาทสําคัญ ยิ/งในฐานะผู้ทรงสนับสนุนกีฬาชนิดนี& ทรงส่งเสริมให้มีการเล่นเปตองจนแพร่หลาย บางครั&งเสด็จฯ ไปทรงให้กําลังใจนักกีฬาไทยที/ไปแข่งขันเปตองยังต่างแดน พระองค์ จึงทรงเป็นที/รู้จักของชาวต่างชาติในวงการกีฬาเปตอง สิ/งสําคัญที/ได้จากกีฬาเปตอง นอกจากที/ได้กล่าวมาแล้ว คือ ทรงนํากีฬาเปตองให้เป็นกีฬาเชื/อมความสามัคคีระหว่าง ข้าราชการในพื&นที/ ข้าราชบริพารที/ตามเสด็จ และตํารวจตระเวนชายแดนที/ถวายงาน และถวายความปลอดภัย ภาพสมเด็จย่าทีทรงเล่นเปตองกับตํารวจตระเวนชายแดน เป็ นภาพทียัง ฉายอยู่ในหัวใจของคนไทยทังชาติ
โรงเรียนตำ รวจตระเวนชายแดนสันติราษฎร์ประชาบำ รุง หลักสูตรสมเด็จย่า