The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-BOOKพระพุทธศาสนา ม.5

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chodaow, 2022-09-21 10:30:50

E-BOOK

E-BOOKพระพุทธศาสนา ม.5

E-BOOk
วิชาพระพุทธศาสนา

ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2565
ม.5/3

ครูผู้สอน

ครูวิรัด ช่อดาว
โรงเรียนโพธินิมิตวิทยาคม

ปาปณิกธรรม 3 ประการ https://www.jaisangma.com/qualities-
ปาปณิกธรรม คือ องค์คุณของพ่อค้า หรือ of-a-successful-shopkeeper-or-
คุณสมบัติของพ่อค้าที่ดี คือพ่อค้าที่จะประสบ businessman/
ความสำเร็จในการค้าขายหรือประกอบธุรกิจ คำถาม
1.ปาปณิกธรรม 3 คืออะไร
ต้องมีองค์คุณ 3 ประการนี้ คือ

คือองค์คุณของพ่อค้าหรือคุณสมบัติของพ่อค้าที่ดี
2.ปาปณิกธรรม 3 มีอะไรบ้าง
1. จักขุมา 1.จักขุมา
จักขุมา ตาดี คือ ต้องดูของเป็น รู้จักสินค้า 2.วิธูโร
รู้จักคุณภาพของสินค้า สามารถคำนวณราคา 3.นิสสยสัมปั นโน
กะทุนเก็งกำไรได้แม่นยำ วางแผนได้ว่า เมื่อ
ซื้อสินค้านั้น ๆ ไปขายต่อ จะต้องซื้อในราคา นาย รัฐภูมิ เพียรพิจารณ์
เท่าไหร่ แล้วเอาไปขายในราคาเท่าไหร่ จึง 5/3 เลขที่1

จะมีกำไร ไม่ขาดทุน



2. วิธูโร
วิธูโร จัดเจนธุรกิจ คือ มีความสามารถใน

การทำธุรกิจ มองตลาดออก รู้ความ
เคลื่อนไหวของตลาด รู้ความต้องการของ
ลูกค้าในช่วงเวลานั้น ๆ รู้จักกลุ่มเป้ าหมาย
รู้จักแหล่งซื้อขาย มีความสามารถในการจัด
ซื้อจัดจำหน่าย รู้ใจลูกค้า เอาใจลูกค้าเป็น

เป็ นต้น





3. นิสสยสัมปันโน
นิสสยสัมปันโน พร้อมด้วยแหล่งทุนเป็นที่
อาศัย คือ มีแหล่งทุนใหญ่ เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อ
ใจของแหล่งทุนใหญ่ ๆ สามารถหาเงินมา

ลงทุนและดำเนินกิจการได้โดยง่าย



องค์คุณทั้ง 3 ข้อนี้ จะช่วยให้การค้าขายหรือ
การประกอบธุรกิจด้านการค้าขายประสบ
ความสำเร็จ



วิมุตติ5

1. วิกขัมภนวิมุตติ คือ การหลุดพ้นจากกิเลสชั่วคราว โดยอานาจของฌาน
2. ตทังควิมุตติ คือ การดับกิเลสด้วยองค์ธรรมที่ตรงกันข้าม
3. สมุจเฉทวิมุตติ คือ การหลุดพ้นโดยเด็ดขาด
4. ปฏิปัสสัมธิวิมุตติ คือ การหลุดพ้นด้วยความสงบระงับ
5. นิสสรณ์วิมุตติ คือ การดับกิเลส

1.เหตุปัจจัยวิมุตติ5ประการ
มีอะไรบ้าง

2.คำว่า วิมุตติ หมายถึงอะไรมีกี่
ประเภท

พีรณัฐ ยั่งยืน ม.5/3 เลขที่3

https://sites.google.com/site/fon5481136057/hnwy-thi-2/2-4?tmpl=%2Fsystem%2Fapp%2Ftemplates%2Fprint%2F&showPrintDialog=1

พระอนุรุทธเถระ

พระอนุรุทธเถระ หรือ พระอนุรุทธะเถระศากยะ เป็น
พระภิกษุสาวกเอตทัคคะของพระพุทธเจ้า นับเนื่อง
ในพระอสีติมหาสาวก 80 องค์สำคัญในพุทธศาสนา
ในพุทธกาล พระอนุรุทธเถระ เป็นพระประยูรญาติ
ของพระพุทธเจ้า โดยท่านเป็นพระราชโอรสของพระ
เจ้าอมิโตทนะผู้เป็นพระอนุชาของพระเจ้าสุทโธทนะ
ผู้เป็นพระราชบิดาของเจ้าชายสิทธัตทะ พระอนุรุทธ

เถระออกผนวชพร้อมกับเจ้าราชกุมารอีก 5
พระองค์

คำถาม-คำตอบ

พระอนุรุทธะเถระเป็นพระราชโอรสของ

พระองค์ใด

เพิ่มหัว ANSWER.= พระเจ้าอมิโตทนะ

เรื่องhttps://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E นาย จิณณวัทย์ คำสิงห์ ม.5/3 เลขที่
%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%

99%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8 4

%97%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%96%E0%B
8%A3%E0%B8%B0

พระพรหมมังคลาจารย์

พระพรหมมังคลาจารย์หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า หลวงพ่อปัญญานันท
ภิกขุ ท่านเป็นที่รู้จักในฐานะพระสงฆ์ผู้ปฏิรูปแนวทางการเผยแผ่

พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ไทย โดยเฉพาะเด่นด้านปาฐกถาธรรม
เทศนาธรรม ผู้เป็นสหธรรมิกร่วมอุดมการณ์คนสำคัญ

ของพระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินทปัญโญ) และผู้อุทิศชีวิตให้กับ
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจนวาระสุดท้ายของชีวิต

เกิด: ๑๑ พฤษภาคม ๒๔๕๔
เสียชีวิตเมื่อ: ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๐

ชาติกำเนิด




พระพรหมมังคลาจารย์กำเนิดที่ ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมือง
จังหวัดพัทลุง เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 เดิมมีนามว่า ปั่ น
เสน่ห์เจริญ หลังใช้ชีวิตฆราวาสจนมีอายุได้ 18 ปี ได้บรรพชาเป็น
สามเณรที่วัดอุปนันทนาราม จังหวัดระนอง โดยมีพระรณังคมุนีเป็น
พระอุปัชฌาย์ เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์จึงได้อุปสมบทเป็นภิกษุที่วัด

นางลาด อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง โดยมีพระจรูญกรณีย์เป็น
อุปัชฌาย์เมื่อปี พ.ศ. 2474

ศึ กษาหาหลักธรรม

หลังจากอุปสมบทได้ไม่นาน ได้เดินทางไปศึกษาหาหลักธรรมในบวร
พุทธศาสนาหลายจังหวัดที่มีสำนักเรียนธรรมะ เช่น นครศรีธรรมราช
สงขลา และกรุงเทพมหานคร จนหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุสามารถ
สอบได้นักธรรมชั้นตรีเป็นที่ 1 ของสังฆมณฑลภูเก็ต และสามารถสอบ
ได้นักธรรมชั้นโท และเอกในปีถัดมาที่ จ.นครศรีธรรมราช จากนั้นท่าน
ได้เดินทางไปศึกษาต่อด้านภาษาบาลีจนสามารถสอบเปรียญธรรม 4
ประโยค ที่สำนักเรียนวัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร แต่เนื่องจาก
เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้หลวงพ่อต้องหยุดการศึกษาไว้เพียง
เท่านั้น แล้วเดินทางกลับพัทลุงภูมิลำเนาเดิมและได้เริ่มแสดงธรรมใน
พื้นที่ต่าง ๆ ของภาคใต้ รวมทั้งเดินทางไปจำพรรษาที่วัดสีตวนาราม
และวัดปิ่ นบังอร รัฐปีนังประเทศมาเลเซีย ในระหว่างที่จำพรรษาอยู่นี้
ก็ได้ศึกษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพื่อเป็นพื้นฐานในการเผย

แพร่ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป

คำถาม ๓ ข้อ

๑.พระพรหมมังคลาจารย์ เกิดเมือวันที่เท่าไหร่
ตอบ : วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๔๕๔
๒.นามเดิมของพระพรหมมังคลาจารย์ คืออะไร
ตอบ : ปั่ น สเน่ห์เจริญ
๓.พระพรหมมังคลาจารย์ สอบได้นักธรรมชั้นเอกที่จังหวัดใด
ตอบ : จังหวัดนครศรีธรรมราช

อ้างอิง

https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3
%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0
%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%
84%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%
E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C_(%E0%B8%9B%E0
%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99_%E0%B8%9B%E0%B8
%97%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%95

%E0%B8%BA%E0%B8%95%E0%B9%82%E0%B8%A3)

จัดทำโดย

นาย พิทวัส สุระ ม.๕/๓ เลขที่ ๕

พระพรหมมังคลาจารย์

พระพรหมมังคลาจารย์หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า หลวงพ่อปัญญานันท
ภิกขุ ท่านเป็นที่รู้จักในฐานะพระสงฆ์ผู้ปฏิรูปแนวทางการเผยแผ่

พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ไทย โดยเฉพาะเด่นด้านปาฐกถาธรรม
เทศนาธรรม ผู้เป็นสหธรรมิกร่วมอุดมการณ์คนสำคัญ

ของพระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินทปัญโญ) และผู้อุทิศชีวิตให้กับ
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจนวาระสุดท้ายของชีวิต

เกิด: ๑๑ พฤษภาคม ๒๔๕๔
เสียชีวิตเมื่อ: ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๐

ชาติกำเนิด




พระพรหมมังคลาจารย์กำเนิดที่ ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมือง
จังหวัดพัทลุง เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 เดิมมีนามว่า ปั่ น
เสน่ห์เจริญ หลังใช้ชีวิตฆราวาสจนมีอายุได้ 18 ปี ได้บรรพชาเป็น
สามเณรที่วัดอุปนันทนาราม จังหวัดระนอง โดยมีพระรณังคมุนีเป็น
พระอุปัชฌาย์ เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์จึงได้อุปสมบทเป็นภิกษุที่วัด

นางลาด อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง โดยมีพระจรูญกรณีย์เป็น
อุปัชฌาย์เมื่อปี พ.ศ. 2474

ศึ กษาหาหลักธรรม

หลังจากอุปสมบทได้ไม่นาน ได้เดินทางไปศึกษาหาหลักธรรมในบวร
พุทธศาสนาหลายจังหวัดที่มีสำนักเรียนธรรมะ เช่น นครศรีธรรมราช
สงขลา และกรุงเทพมหานคร จนหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุสามารถ
สอบได้นักธรรมชั้นตรีเป็นที่ 1 ของสังฆมณฑลภูเก็ต และสามารถสอบ
ได้นักธรรมชั้นโท และเอกในปีถัดมาที่ จ.นครศรีธรรมราช จากนั้นท่าน
ได้เดินทางไปศึกษาต่อด้านภาษาบาลีจนสามารถสอบเปรียญธรรม 4
ประโยค ที่สำนักเรียนวัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร แต่เนื่องจาก
เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้หลวงพ่อต้องหยุดการศึกษาไว้เพียง
เท่านั้น แล้วเดินทางกลับพัทลุงภูมิลำเนาเดิมและได้เริ่มแสดงธรรมใน
พื้นที่ต่าง ๆ ของภาคใต้ รวมทั้งเดินทางไปจำพรรษาที่วัดสีตวนาราม
และวัดปิ่ นบังอร รัฐปีนังประเทศมาเลเซีย ในระหว่างที่จำพรรษาอยู่นี้
ก็ได้ศึกษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพื่อเป็นพื้นฐานในการเผย

แพร่ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป

คำถาม ๓ ข้อ

๑.พระพรหมมังคลาจารย์ เกิดเมือวันที่เท่าไหร่
ตอบ : วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๔๕๔
๒.นามเดิมของพระพรหมมังคลาจารย์ คืออะไร
ตอบ : ปั่ น สเน่ห์เจริญ
๓.พระพรหมมังคลาจารย์ สอบได้นักธรรมชั้นเอกที่จังหวัดใด
ตอบ : จังหวัดนครศรีธรรมราช

อ้างอิง

https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3
%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0
%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%
84%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%
E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C_(%E0%B8%9B%E0
%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99_%E0%B8%9B%E0%B8
%97%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%95

%E0%B8%BA%E0%B8%95%E0%B9%82%E0%B8%A3)

จัดทำโดย

นาย พิทวัส สุระ ม.๕/๓ เลขที่ ๕

พระธัมมทินนาเถรี เดิมเป็นภรรยาของเศรษฐีในกรุงราชคฤห์มีชื่อว่า
“วิสาขเศรษฐี” ในสมัยพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งมีพระนามว่า “พระปทุมุ
ตตรพุทธเจ้า” นางเกิดในตระกูลที่ประกอบอาชีพรับจ้างในกรุงหังสาว

ถวายขนมแก่พระอัครสาวกที่ออกจากนิโรธสมาบัติ คือ พระสุชาตเถระ

นายจ้างพอใจในการทำทานของนาง จึงจัดพิธีแต่งงานระหว่างนางกับ

บุตรชายขึ้น วันหนึ่งนางกับแม่สามีไปกราบพระปทุมุตตรพุทธเจ้า นางเห็น

พระพุทธเจ้าทรงตั้งพระภิกษุณีรูปหนึ่งเป็นเอตทัคคะด้านธรรมกถึก นาง คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง
ปรารถนาจะเป็นพระภิกษุณีผู้เป็นเอตทัคคะด้านนี้ พระพุทธเจ้าทรง

พยากรณ์ว่านางจะได้เป็นในสมัยของพระสมณโคดมพุทธเจ้า หลังจากนั้น 1.เป็นผู้ที่มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
นางก็เวียนว่ายตายเกิดในสุคติคือโลกมนุษย์และสวรรค์ต่อมาในสมัยของ 2.เป็นผู้ที่คสามความกตัญญูกตเวที
พระปุสสพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสแก่เธอว่า เธอจงให้หนึ่งส่วน แต่นาง 3.เป็นผู้ที่ความความเฉลียวฉลาด

กลับทำบุญเป็นสองเท่า ต่อมาสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า เกิดเป็นพระราช
ธิดา พระองค์ที่ 6 แห่งพระเจ้ากิงกิราช มีพระนามว่า “สุธรรมา” ได้สดับ

ธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วเกิดเลื่อมใสอยากบวชเป็นภิกษุณี แต่พระบิดา

ไม่อนุญาต นางจึงประพฤติพรหมจรตลอดชีวิต พอสิ้นอายุขัยก็เวียนว่าย

ตายเกิดเป็นมนุษย์และเทวดา

พอถึงสมัยพระสมณโคดมพุทธเจ้า นางเกิดในครอบครัวที่มีตระกูล พอ

เจริญวัยเป็นสาวก็แต่งงานกับวิสาขเศรษฐี

สามีของนางธัมมทินนาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ได้ฟังเทศนาธรรมก็บรรลุ

เป็นพระอนาคามี พอกลับถึงบ้าน นางธัมมทินนาออกมาต้อนรับอยู่ที่หัว

บันได แล้วทุกครั้งวิสาขเศรษฐีจะจับมือภรรยาเพื่อขึ้นบันได แต่ครั้งนี้

เศรษฐีกลับไม่สนใจนาง ทำตัวเฉยเมยต่อนางจนผิดปกติ
นางจึงตอบสามีว่า “ทำไมท่านจึงเปลี่ยนไปเช่นนี้ ข้าทำอะไรให้ท่านไม่พอใจ

หรือ” เศรษฐีตอบทันทีว่า “เธอไม่ได้ทำอะไรผิด และข้าขอประการว่านับ

ตั้งแต่วันนี้ไป จะไม่ถูกต้องกายผู้หญิงและไม่สนใจในอาหารเลิศรสอีกต่อ

ไป เพราะตอนนี้ข้าเข้าใจในทุกสรรพสิ่งแล้ว ถ้าเธอพอใจจะอยู่ที่นี้ต่อก็ได้

หรือจะกลับไปอยู่ที่บ้านของเธอก็ได้ นายปัณณธร ปานจิตร 5/3 7
นางธัมมทินนาตอบกลับว่า “ข้าแต่ท่านเศรษฐีขอให้ข้าบวชเถิด” จากนั้น

วิสาขเศรษฐีก็ให้ข้าทาสบริวารจัดวอทองคำให้นางธัมมทินนาเดินทางยัง

สำนักภิกษุณี

นางบวชเป็นภิกษุณีแล้ว ศึกษาและปฏิบัติกรรมฐานได้สองสามวัน ก็
ปรารถนาสถานที่อันวิเวกจึงเข้าไปพบพระอุปัชฌาย์แล้วบอกท่านว่า “ข้า

แต่พระอาจารย์ทั้งหลาย ใจของดิฉันปรารถนาความสงบ ขอดิฉันไปพักยัง
อาวาสใกล้บ้านของดิฉัน”

เมื่อนางย้ายไปยังอาวาสใกล้บ้าน ไม่นานก็บรรลุอรหัตตผล เป็นพระ

อรหันต์ วิสาขเศรษฐีทราบว่านางบรรลุอรหัตตผลจึงเข้ามาถามปัญหา

ธรรม พระธัมมทินนาเถรีตอบปัญหาได้อย่างคมคาย พระพุทธเจ้าทรง

ทราบจึงทรงประกาศให้นางเป็นเอตทัคคะ ธรรมกถึก ผู้เป็นปราชญ์

อธิบายตอบธรรมได้ฉาดฉาน



ที่มาhttps://goodlifeupdate.com/healthy-mind/121529.html

สันโดษ

สันโดษ คือ ความยินดี ความพอใจ คือความรู้จักพอดี ความรู้จักพอเพียง
มีลักษณะ 3 อย่าง คือ

1.ยินดีพอใจในสิ่งที่มีที่ได้มา ด้วยเรี่ยวแรงของตนในทางชอบธรรม ไม่
ดิ้นรนอยากได้จนทำให้เกิดความเดือดร้อนจริงๆ

2.ยินดีพอใจกำลังของตน ใช้กำลังที่มีอยู่ เช่นความรู้ ความสามารถให้เกิด
ผลเต็มที่ ไม่ย่อหย่อนบกพร่อง

3.ยินดีพอใจแต่ไม่เกินเลย คือรู้จักพอเป็น อิ่มเป็น และแบ่งปันส่วนที่เกิน
เลยไปเอื้อเฟื้ อผู้อื่นตามสมควร

ยินดีพอใจแต่ไม่เกินเลย คือรู้จักพอเป็น อิ่มเป็น และแบ่งปันส่วนที่เกินเลย
ไปเอื้อเฟื้ อผู้อื่นตามสมควร สันโดษ เป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้เกิดความพอดีใน
ชีวิตประจำวัน ไม่ฟุ้งเฟ้อเกินไป ไม่เขียมเกินไป ไม่ฟุ้งซ่านจนเกิดเดือดร้อน
เป็นต้น เป็นแนวปฏิบัติกลางๆ เพื่อให้ชีวิตมีความอิ่ม ไม่พร่อง อันเป็นเหตุให้มี
ความสุขดังคำกล่าวที่ว่า "รู้จักพอก่อสุขทุกสถาน"

คำถาม

1.การอยู่แบบสันโดษรู้สึกอย่างไร
ตอบ รู้สึกโดดเดี่ยวแต่ก็ไม่ได้แย่เพราะชอบอยู่แบบนี้
2.อยู่คนเดียวแบบสันโดษคืออะไร
ตอบ คือการที่อยู่คนเดียวแบบไม่เหงามีอะไรทำ
เยอะแยะ

น.ส.บัณฑิตา พุ่มไชย เลขที่8

บันทึกความจำ

https://www.tewfree.com/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%98%E0%B8%A3
%E0%B8%A3%E0%B8%A18/

โลกธรรม 8 หมายถึง ธรรมดาของโลก เรื่องของโลก ธรรมชาติของโลกที่ครอบงำสัตว์
โลกและสัตว์โลกต้องเป็นไปตามธรรมดานี้ 8 ประการ คำว่า โลกธรรม 8 แปลว่า ธรรมดา

ของโลก, เรื่องของโลก, ความเป็นไปตามคติธรรมดาซึ่งหมุนเวียนมาหาสัตว์โลกและ
สัตวโลกก็หมุนเวียนตามมันไป ซึ่งกำหนดเอาไว้ทั้งหมด 8 ประการด้วยกันคือ


อิฏฐารมณ์ คือ พอใจของมนุษย์ เป็นที่รักเป็นที่ปรารถนา
ลาภ ได้ผลประโยชน์ ได้มาซึ่งทรัพย์
ยศ ได้รับฐานันดรสูงขึ้น ได้อำนาจเป็นใหญ่เป็นโต
สรรเสริญ ได้ยิน ได้ฟัง คำสรรเสริญคำชมเชย คำยกย่อง เป็นที่น่าพอใจ
สุข ได้ความสบายกาย สบายใจ ความเบิกบาน บันเทิงใจเริงใจ
อนิฏฐารมณ์ คือ ความไม่พอใจของมนุษย์ ไม่เป็นที่ปรารถนา
เสื่อมลาภ เสียลาภไป ไม่อาจดำรงอยู่ได้
เสื่อมยศ ถูกลดอำนาจความเป็นใหญ่

นินทาว่าร้าย ถูกตำหนิติเตียนว่าไม่ดี ถูกติฉินนินทา หรือถูกกล่าวร้ายให้เสียหาย
ทุกข์ ได้รับความทุกขเวทนา ทรมานกาย ทรมานใจ

คำถาม
โลกธรรม หมายถึงอะไร

มีอะไรบ้าง

น.ส. ศรัณย์พร พลอยเหลื่อมแสง ม.5/3 เลขที่9

อาริยวัฒน์ที่ 5

อริยวัฑฒิ หมายถึง หลักปฏิบัติที่นำไปสู่ความเจริญงอกงาม หรือความเป็นอารยชน หรือความเป็น
คนดีในอุดมคติ ซึ่งจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ 5 ประการ ดังนี้



ศรัทธา (งอกงามด้วยศรัทธา) หมายถึง มีความเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ เชื่อด้วยปัญญาและเหตุผล



ศีล (งอกงามด้วยศีล) หมายถึง รักษากายและวาจาให้เรียบร้อยเป็นปกติ ในทางปฏิบัติคือการรักษา
ศีล 5 หรือ ศีล 8 ของชาวพุทธทั่วไป



สุตะ (งอกงามด้วยสุตะ) หมายถึงความรู้ที่ได้ยินได้ฟัง หรือการศึกษาหาความรู้ด้วยการฟังซึ่งรวมถึง
การอ่านหนังสือและใช้สื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ ในการแสดงหาความรู้



จาคะ (งอกงามด้วยจาคะ) หมายถึง รู้จักเสียสละ แบ่งปันสิ่งของให้แก่ผู้อื่น



ปัญญา (งอกงามด้วยปัญญา) หมายถึง มีความรู้อย่างกว้างขวาง รู้ชัดเจน และรู้จริง เป็นความรู้
ทั้งในวิชาชีพ วิชาสามัญ หรือรู้เท่าทันโลก

คำถาม

ศีลหมายถึงอะไร หมายถึง
ตอบ รักษากายและวาจา

ปณิตา เกตุพิมพ์ 5/3 เลขที่10

มงคลที่ ๓๖ มีจิตไม่โศกเศร้า

http://www.dhammathai.
org/treatment/poem/poe

m36.php

ท่านว่ามีเหตุอยู่ ๒ ประการที่ทำให้จิตเราต้องโศกเศร้าคือ
๑. ความโศกเศร้าที่เกิดเนื่องมาจากความรัก รวมถึงรักสิ่งของ

ทรัพย์สินเงินทองด้วย
๒.ความโศกเศร้าที่เกิดจากความใคร่
การทำให้จิตใจไม่โศกเศร้านั้น มีข้อแนะนำดังนี้
๑.ใช้ปัญญาพิจารณาอยู่เนืองๆ ถึงความไม่เที่ยงในสิ่งของทั้งหลาย

และร่างกายของเรา
๒.ไม่ยึดมั่นในตัวตน หรือความจีรังยั่งยืน ในคนหรือสิ่งของว่าเป็นของ

เรา
๓.ทุกอย่างในโลกล้วนเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ แม้ร่างกายเราก็ใช้เป็นที่

อาศัยชั่วคราวเท่านั้น
๔. คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่เที่ยงด้วยกันทั้งนั้น

คำถาม, คำตอบ

ได้ข้อคิดอะไรจากการอ่าน มงคล ๓๖ จิตไม่โศกเศร้า
ตอบ : การที่จะไม่ให้จิตโศกเศร้านั้น ความคิดตนต้องอยู่กับความเป็นจริง คิด

มีเหตุผล ไม่ทุ่มกายใจกับอะไรมากไป อยู่กับความพอดี

น.ส.รัศตะวัน โตแย้ม ม.5/3 เลขที่11

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินฺทปญฺโญ)

ประวัติ/ความหมาย

พระธรรมโกศาจารย์ นามเดิม เงื่อม พานิช ฉายา

อินทปญฺโญ หรือรู้จักในนาม พุทธทาสภิกขุ (27

พฤษภาคม พ.ศ. 2449 — 8 กรกฎาคม พ.ศ.

2536) เป็นชาวอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2449 เขาได้มาศึกษาพระธรรม
วินัยต่อที่กรุงเทพมหานคร จนสอบได้เปรียญธรรม

3 ประโยค แต่แล้วท่านพุทธทาสภิกขุก็พบว่า
สังคมพระพุทธศาสนาแบบที่เป็ นอยู่ในขณะนั้น

แปดเปื้ อนเบือนบิดไปมาก และไม่อาจทำให้เข้าถึง

หัวใจของศาสนาพุทธได้เลย

จึงตัดสินใจหันหลังกลับมาปฏิบัติธรรมที่

อำเภอไชยา ซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมของท่าน

อีกครั้ง พร้อมปวารณาตนเองเป็น พุทธทาส ที่มา

เนื่ องจากต้องการถวายตัวรับใช้พระพุทธ https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B
8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0
ศาสนานอกจากนี้ยังได้รางวัลบุคคลสำคัญ %B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%81
%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8
ของโลกชาวไทยยูเนสโก %B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C_(%E
0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B7%E0%B9%88
%E0%B8%AD%E0%B8%A1_%E0%B8%AD%E0%B
8%B4%E0%B8%99%E0%B8%BA%E0%B8%97%E0
%B8%9B%E0%B8%8D%E0%B8%BA%E0%B9%82

%E0%B8%8D)

คำถาม/คำตอบ

พระธรรมโกศาจารย์ได้รางวัลอะไร

ตอบ รางวัลบุคคลสำคัญของชาวโลกชาวยูเนสโก

นฤสินา เลขที่12 ม.5/3







พุทธศาสนสุภาษิต

อิณาทานํ ทุกฺขํ โลเก

[คำอ่าน : อิ-นา-ทา-นัง, ทุก-ขัง, โล-เก]
“การกู้หนี้ เป็นทุกข์ในโลก”

นางสาว อรัญญา ไชยสอน
5/3 เลขที่ 15

หมายถึง

การกู้หนี้ คือการกู้ยืมทรัพย์สินของคนอื่นมาใช้ โดยมี
สัญญากันว่าจะชดใช้คืนให้ เช่น ยืมเงินมาใช้ก่อน ยืม
สิ่งของหรือทรัพย์สินใด ๆ มาใช้ก่อน เมื่อถึงเวลาตาม
ตกลงกันจะใช้คืนให้
การยืมเงินคนอื่นมาใช้ อาจทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่าง
สะดวกสบายขึ้นได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่หลังจากนั้นผู้กู้
ยืมก็ต้องหาเงินมาชดใช้เขาเท่าจำนวนที่ยืมมา

สิ่งที่เราควรทำ

เรามีความสุขเวลาใช้เงิน แต่เวลาหาเงินมาชดใช้นั้นจะเป็นทุกข์มาก
ต้องลำบากหนักกว่าเดิม หาเงินมาได้ก็ไม่ได้ใช้เป็นเงินตัวเอง
เพราะต้องเอาไปคืนเจ้าหนี้ ต้องคอยกังวลว่าจะหาเงินมาใช้เขาได้
หรือเปล่า ตัวเองก็ต้องจับจ่ายใช้สอย แถมยังต้องหาเงินให้คนอื่น
อีก นับเป็นความทุกข์อย่างยิ่งทีเดียว

ดังนั้น เราควรหัดเป็นคนประหยัดมัธยัสถ์ตั้งแต่ต้น พยายามอย่า
ไปกู้ยืมเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดของใครเขามาใช้เป็นดีที่สุด เพราะ
การใช้ชีวิตโดยปราศจากหนี้นั้น เป็นการใช้ชีวิตที่มีความสุข มี
ความสบายใจมากกว่า

ที่มา:https://www.jaisangma.com/being-in-
debt-is-a-great-suffering/

คำถาม-คำตอบ

1.อิณาทานํ ทุกฺขํ โลเก มีความหมายว่าอย่างงไร
ตอบ. การกู้หนี้ เป็นทุกข์ในโลก

2.อิณาทานํ ทุกฺขํ โลเก อ่านว่าอย่างไร
ตอบ. [คำอ่าน : อิ-นา-ทา-นัง, ทุก-ขัง, โล-เก]

3.การกู้ยืมมีความหมายว่าอย่างไร
ตอบ.การกู้หนี้ คือการกู้ยืมทรัพย์สินของคนอื่นมาใช้
โดยมีสัญญากันว่าจะชดใช้คืนให้ เช่น ยืมเงินมาใช้ก่อน

ยืมสิ่งของหรือทรัพย์สินใด ๆ มาใช้ก่อน

4.สิ่งที่เราควรทำหลังจากการกู้ยืมคืออะไร
ตอบ.รีบกระตือรือร้นหาใช้คืนเจ้าของ

5.นักเรียนคิดว่าการมีหนี้กับไม่มีหนี้ต่างกันอย่างไร
ตอบ การมีหนี้คือสิ่งที่ทำให้เราสะดวกสบายเรื่องการเงิน

เเต่ไม่สบายใจ
การไม่มีหนี้ คือการที่เราอาจจะลำบากเรื่องการใช้จ่าย

ต่างๆเเต่เราสบายใจที่ไม่มีหนี้

โ ภ ค อ า ทิ ย ะ 5

โภคอาทิยะ (หรือโภคาทิยะ) หมายถึง หลักธรรมที่สอนเกี่ยวกับการใช้จ่ายทรัพย์ที่หามาได้หรือแนวทาง
ในการใช้จ่ายโภคทรัพย์ (ทรัพย์สินสิ่งของต่าง ๆ ที่ใช้ในการอุปโภคบริโภค)มี 5 ประการ ดังนี้

1. ใช้จ่ายเพื่อเลี้ยงดูตนเอง บิดามารดา และครอบครัว ให้อยู่ดีมีสุข
2. ใช้จ่ายเพื่อบำรุงมิตรสหายและผู้ร่วมงานเป็นครั้งคราว
3. ใช้จ่ายเพื่อป้องกันภัยอันตราย หรือเก็บออมไว้ยามเจ็บไข้ได้ป่วย
4. ใช้จ่ายเพื่อทำพลี 5 อย่าง คือ สงเคราะห์ญาติ,ต้อนรับแขก,บำรุงราชการ

(เสียภาษี), บำรุงเทวดา (สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามประเพณีของสังคม) และทำนุ
บำรุงให้บุพการีผู้ล่วงลับไปแล้ว
5. ใช้จ่ายเพื่ออุปถัมภ์บำรุงนักบวช พระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีล และกิจการพระศาสนา

1.โภคอาทิยะ มีกี่ประการ
ตอบ: มี 5 ประการ

2.โภคอาทิยะหมายถึงอะไร
ตอบ: หลักธรรมที่สอนถึงการใช้จ่ายทรัพย์ที่หามา

3.โภคอาทิยะ ใช้จ่ายด้านไหนบ้าง
ตอบ: 1.เลี้ยงดูตนเอง
2.บำรุงมิตรสหาย
3.ป้องกันอันตราย
4.ทำพลี 5 อย่าง เช่น สงเคราะห์ญาติ
5.อุปถัมภ์บำรุงนักบวช
ญาตาวี ทรัพย์อยู่เย็น ม.5/3 เลขที่ 16

ที่มาhttps://sites.google.com/site/khamronsocail/phumisastr-m-5

https://www.jaisangma.com/solitude-
is-a-great-asset/

สนฺตุฏฺฐี ปรมํ ธนํ.



[คำอ่าน : สัน-ตุด-ถี, ปะ-ระ-มัง, ทะ-นัง]



“ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง”



ความสันโดษ หมายถึง ความยินดีพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ไม่
โลภอยากได้ของคนอื่น ไม่โลภอยากได้จนเกินพอดี จนทำให้

ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่อให้ได้สิ่งที่ปรารถนา



เมื่อบุคคลมีความสันโดษ เขาย่อมไม่มีความกระเสือกกระสนที่
จะหามาซึ่งทรัพย์สินจนเกินประมาณ จนทำให้ตนเองและผู้อื่น
ต้องเดือดร้อน หากแต่จะยินดีในทรัพย์สินของตนเท่าที่มีอยู่

หรือที่เรากเรียกว่า รู้จักพอ

คำถาม
ความสันโดษ ถือว่าเป็นทรัพย์ที่ยิ่งกว่าทรัพย์
เพราะทรัพย์สมบัติทั่ว ๆ ไป ไม่สามารถสร้าง

ความสุขให้คนได้อย่างแท้จริงใช่หรือไม่

น.ส.เขมกร ดอว์โบยู ม 5/3 เลขที่17

















จิ ต เ ก ษ ม

๏ จิตเกษม เปรมปรีดิ์ ดีตลอด
เป็นจิตปลอด จากโอฆ ในโลกสาม
เครื่องผูกมัด สลัดหมด แสนงดงาม
เข้าถึงความ สุขสันต์ นิรันดร ๛

เกษม หมายถึงมีความสุข สบาย หรือสภาพที่มีจิตใจที่เป็นสุข
มีจิดเกษมก็คือว่ามีจิตที่เป็นสุขในที่นี้หมายถึงการละแล้วซึ่งกิเลส ที่ท่านว่าไว้ว่าเป็นเครื่องผูกอยู่ ๔ ประการคือ

๑. การละกามโยคะ คือการละความยินดีในวัตถุ สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเรียกว่า
กามคุณซึ่งประกอบด้วย รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส

๒. การละภวโยคะ คือการละความยินดีในภพ โดยให้เห็นว่าสิ่งใดๆในโลก
ล้วนไม่เที่ยงแท้ หรือคงอยู่ตลอดไป

๓. การละทิฏฐิโยคะ คือการละความยินดีในความเห็นผิดเป็นชอบโดยให้
ดำเนินตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่กล่าวมาแล้ว

๔. การละอวิชชาโยคะ คือการละความยินดีในอวิชชาทั้งหลาย ความไม่รู้
ทั้งหลาย โดยให้มุ่งปฏิบัติเพื่อปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริง

คำถาม-คำตอบ

๑.การที่มีจิตเกษมส่งผลดีต่อตัวเองอย่างไร

ตอบ เพราะจะมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อคนอื่นได้ง่าย

๒.การไม่มีจิตเกษมส่งผลเสียต่อตัวเองอย่างไร

ตอบ เพราะจะไม่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

จิตเกษม

จัดทำโดย

จณิสตา ห้วยเรไร ม.5/3 เลขที่ 23

วายเมเถว ปุริโส ยาว อตฺถสฺส นิปฺปทา
"บุรุษพึงพยายามไปจนกว่าจะสำเร็จประโยชน์"

คำว่า บุรุษ ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง ผู้ชาย แต่หมายถึงมนุษย์ทั้งหมดทั้งชายและ
หญิง หรือหมายถึงคนทั่ว ๆ ไป ทุกเพศทุกวัยนั่นเองการที่เราได้เกิดมาเป็น

มนุษย์นี้ เกิดมาได้ด้วยบุญที่ได้สั่งสมมาอย่างมาก และการเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็มี
เป้ าหมายคือ เกิดมาเพื่อสร้างบารมีมนุษย์เรานี้มีความพิเศษกว่าสัตว์ดิรัจฉาน
บารมี แปลว่า คุณงามความดีที่จะทำให้เราถึงฝั่ง ซึ่งคำว่า ฝั่ง หมายถึง พระ
นิพพาน อันเป็นเป้ าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา ดังนั้น เมื่อได้เกิดมาเป็น

มนุษย์แล้ว ก็อย่าให้เสียชาติเกิด จงเร่งสร้างบารมีเพื่อเป้ าหมายสูงสุดของเรา คือ
จงหมั่นปฏิบัติวิปั สสนากรรมฐานเพื่ อให้ถึงฝั่ งคือพระนิพพานเถิด

1.วายเมเถว ปุริโส ยาว อตฺถสฺส นิปฺปทา หมายถึง ?

2.ลูกที่เกิดในขณะที่พ่อแม่เป็ นกำลัง
เป็ นทาสเรียกว่าอะไร

3.วายเมเถว ปุริโส ยาว อุตฺถสฺส นิปฺป
ทา จุดมุ่งหมายคืออะไร

ณัฐธิดา โตไทสงค์ 5/3

https://www.jaisangma.com/men-should-keep-trying-until-they-have-achieved-benefits/

จิตไม่มัวหมอง

1. จิตไม่มัวหมอง คือ สภาพจิตที่ใสสะอาดปราศจากกิเลส ไม่ขุ่นมัว

2. สาเหตุที่ทำให้จิตมัวหมอง คือ ราคะ (กำหนัด อยากได้) ,โทสะ (ความโกรธ) และ
โมหะ (ความหลง)

3. วิธีทำให้จิตไม่มัวหมอง ได้แก่

- ควบคุมตนเอง ทั้งกาย วาจา และใจ ให้มีความอดทน และอดกลั้น

- มีสติไตร่ตรอง ใช้ปัญญาหาสาเหตุ และแก้ไขด้วยปัญญา

- ปรึกษาขอคำแนะนำจากท่านผู้รู้หรือกัลยาณมิตร เพื่อลดภาวะจิตมัวหมองให้น้อยลง

4. ผลจากสภาพจิตไม่มัวหมอง คือ มีอารมณ์สดชื่นเบิกบานแจ่มใส ชีวิตมีความสุข
สงบ ไม่เร่าร้อน และหลุดพ้นจากความทุกข์

1.) จิตไม่มัวหมองคืออะไร
ตอบ สภาพจิตที่ใสสะอาดปราศจากกิเลส ไม่ขุ่นมัว
2.) วิธีทำให้จิตของเราไม่มัวหมอง
ตอบ ควบคุมตนเอง เช่น ความโกรธ อยากได้ วาจา
3.) ผลจากการที่เราจิตไม่มัวหมอง
ตอบ มีความสุข ไม่มีทุกข์ สงบ
4.) การที่จิตไม่มัวหมองส่งผลต่อชีวิตอย่างไร
ตอบ ชีวิตมีความสุขไม่มีทุกข์

นาย วิศวะ ตรีเวช ม.5/3 เลขที่27 แหล่งอ้างอิงข้อมูล

https://sites.google.com/site/khamrons
ocail/phumisastr-m-5/mngkhl-38


Click to View FlipBook Version