คุณธรรม
จริยธ
รรม
และ
ค่านิยม
คำนำ
E-BOOK เล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อ
พัฒนาค่านิยม และคุณธรรมจริยธรรมสำหรับผู้เรียนในระดับประถมศึกษา ชั้นปี 2 เพื่อให้ได้
ศึกษาหาความรู้ในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมและได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็น
ประโยชน์กับการเรียน
ผู้จัดทำหวังว่า E-BOOK เล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือนักเรียน นักศึกษา ที่
กำลังหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ หากมีข้อแนะนำหรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำขอน้อมรับไว้
และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
คณะผู้จัดทำ
สารบัญ หน้า
ชื่อเรื่อง
คำนำ 1
สารบัญ 2
ความหมายของคำว่า คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม 3
ที่มาของจริยธรรม 4
วิวัฒนาการจริยธรรม 5
หลักสูตรที่เน้นจริยธรรมในศาสนาต่างๆ 6
ศาสนาพุทธ 7
ศาสนาคริสต์ 9
ศาสนาอิสลาม 10
จริยธรรมของบุคคลต่างๆ 13
โคลเบิร์ก 14
จอห์น ดิวอี้ 15
อริสโตเติล 16
ต้นไม้จริยธรรม
ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมในศตวรรษที่ 21
1
ความหมายคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม
เนื่องจากมีความสงสัยเป็นการส่วนตัวและเชื่อว่าหลายคนก็คงสังสัยในการใช้คำและความหมายของ
คำว่า คุณธรรม (Virtue) จริยธรรม (Ethics) และค่านิยม (value) ซึ่งคำทั้งสามคำนี้มีความสำคัญ
มาก และมีการใช้กันทั่วไปและแพร่หลายในชีวิตประจำวัน การใช้ให้ถูกต้องและเข้าใจความหมายของคำ
ทั้งสามจริงเป็นสิ่งจำเป็น เฉพาะวงการศึกษาด้วยแล้ว
ก่อนอื่นเรามาพิจารณาคำว่า "คุณธรรม" "Virtue"
คุณธรรม ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2546 หมายถึง สภาพคุณ
งามความดี
Virtue ตามความหมายของ Wikipedia หมายถึง คุณลักษณะในทางที่ดี (Virtue is moral
excellence. A virtue is a positive trait)
สรุปจากความหมายที่นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ไว้ คุณธรรม หมายถึง คุณงามความดีที่สั่งสมใน
จิตใจมนุษย์โดยผ่านการเรียนรู้หรือประสบการณ์ต่างๆ หรือ ความดีงามที่อยู่ในจิตใจ หรือจิตวิญญาณ
ของปัจเจกบุคคล หรือหลักธรรมที่รู้สึกถึงความผิดชอบชั่วดีซึ่งฝังรากอยู่ในจิตใจ
ความหมายของ "จริยธรรม" "Ethics"
จริยธรรม มีรากศัพย์มาจากภาษาบาลี_สันสกฤต คือ จริย =ความประพฤติ การปฏิบัติ หรือกริยาที่
ควรประพฤติ
ธรรม =คุณงามความดี บุญกุศล กฏ ข้อบังคับ หลักคำสอนทางศาสนา เป็นต้น
จริยธรรม ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2546 หมายถึง ธรรมที่เป็น
ข้อประพฤติ ปฏิบัติ หรือศีลธรรม หรือกฏศีลธรรม
Ethics ตามความหมายของ Cambridge การศึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่ดีและไม่ดี (the study of
what is morally right and what is not)
จริยธรรม หมายถึง คุณสมบัติทางความประพฤติที่สังคมมุ่งหวัง เป็นสิ่งที่พึงประสงค์ของสังคม
หรือประพฤติตามค่านิยมที่พึงประสงค์ โดยเน้นที่การประพฤติชอบ ถ้านิยามสั้นๆ คือ "หลักของการ
ประพฤติ" หรือ "แนวทางของการประพฤติ" (ดวงเด่น นุเรนรัมย์) ซึ่งต่างจากศีลธรรมตรงที่ ศีลธรรม
คือ สิ่งที่กำลังประพฤติอยู่ หรือประพฤติแล้ว โดย จริยธรรม หรือ Ethics จะอยู่ในรูปของปรัชญาเป็น
ความหมายที่กว้างกว่าศีลธรรม
ส่วน "ค่านิยม" "Value" เป็นความคิดหรือสิ่งที่ยอมรับว่าดีมีคุณค่าหรือ เป็นการยอมรับนับถือและ
พร้อมที่จะปฏิบัติตามคุณค่าที่คนหรือกลุ่มคนในสังคม ส่วน Phenix (1992) ให้นิยามว่า “ค่านิยมคือ
ความชอบ ความสามารถจำแนกให้ความเห็นความแตกต่างของความชอบกับกับความไม่ชอบได้โดยการ
ประเมินผล”
จึงสรุปได้ว่า ค่านิยม เป็นสิ่งกำหนดคุณค่าการกระทำของมนุยษ์ เช่น ค่านิยมการแต่งตัวของคน
อีสาน ค่านิยมการไว้ทรงผมของเด็กวัยรุ่น เป็นต้น ซึ่งอาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้
ถ้าค่านิยม ที่ดี เช่น การประหยัด การเสียสละ อดทน เป็นต้น ค่านิยมเหล่านี้ฝักรากลึกในจิตใจจะเรียกว่า
คุณธรรม และถ้าประพฤติออกมาด้วย จะเรียกว่า จริยธรรม
ดังนั้นความต่างระหว่าง คุณธรรม กับ จริยธรรม คือคุณธรรม เป็นคุณสมบัติภายในใจใดๆ ส่วน
จริยธรรม เป็น ส่ิงที่ควรประพฤติ
2
ที่มาของจริยธรรม
ที่มาของจริยธรรม มีด้วยกันหลายทาง อันเป็นบ่อเกิดของจริยธรรม ดังนี้
1. ปรัชญา วิชาปรัชญาเป็นผลที่เกิดจากการใช้สติปัญญาของผู้ที่เป็นนักปราชญ์หรือนักปรัชญา จนเกิด
เป็นหลักแห่งความรู้และความจริงที่พิสูจน์ได้สาระโดยทั่วไปของปรัชญามักจะกล่าวถึงลักษณะของชีวิต และ
ธรรมชาติของมนุษย์ในแง่ที่พึงปรารถนา หลักการและเหตุผลของปรัชญามักเป็นเรื่องเกี่ยวกับความดี ความ
ถูกต้อง ความเหมาะสม ซึ่งสามารถยึดถือเป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินชีวิตได้
2. ศาสนา เป็นคำสอนที่เป็นหลักประพฤติปฏิบัติหรือแนวทางในการดำเนินชีวิตของบุคคล ตามแต่
ศาสนาของเจ้าลัทธิหรือศาสนาจะเป็นผู้กำหนดหรือวางแนวทาง คำสอนของแต่ละศาสนาถึงแม้จะแตกต่างกัน
ตามสภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรม แต่ทุกศาสนาก็มีหลักคำสอนและวิถีทางที่คล้ายคลึงกัน คือมุ่ง
เน้นที่จะให้เกิดความสงบสุขในการอยู่ร่วมกันในสังคมและเกิดสันติสุขแก่ชาวโลก ดังนั้นศาสนาจึงเป็นตัว
กำหนดศีลธรรม จรรยา เพื่อให้คนในสังคมได้นำไปประพฤติปฏิบัติให้บังเกิดผล และบรรลุจุดมุ่งหมาย
3. วรรณคดี วรรณคดีของทุกชาติทุกภาษาย่อมมีแนวคิด และคำสอนที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ชาติที่มี
ความเจริญทางวัฒนธรรม ย่อมมีแนวคิดและคำสอนที่เป็นแนวทางสำหรับประพฤติปฏิบัติโดยถูกเก็บรักษา
และเผยแพร่ในรูปของวรรณคดีฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าวรรณคดีนับเป็นแหล่งกำเนิดหรือรวบรวมแนวคิดทาง
จริยธรรมได้อีกทางหนึ่ง แนวคิดหรือคำสอนในวรรณคดีไทยที่นำมาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติได้เป็นอย่างดียก
ตัวอย่าง เช่น สุภาษิต พระร่วง โคลงโลกนิติ สุภาษิตสอนหญิง เป็นต้น
4. สังคม การที่มนุษย์อยู่รวมกันเป็นสังคมได้ก็เนื่องมาจากมีข้อกำหนดที่เป็นที่ยอมรับและยึดถือเป็นแนว
ปฏิบัติร่วมกันเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และถือปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนาน อันได้แก่ จารีต ประเพณี
ขนบธรรมเนียมต่างๆ ข้อกำหนดทางสังคมเหล่านี้จึงเป็นที่มาและเป็นตัวกำหนดมาตรฐานและคุณค่าทาง
จริยธรรมของแต่ละสังคม
5. การเมืองการปกครอง หลักในการปกครองที่นำมาใช้ในแต่ละสังคม โดยทั่วไปมักเกิดจากการผสม
ผสานกันของหลักการต่างๆ ทั้งที่เป็นหลักศาสนา และหลักปรัชญา จารีตประเพณี แล้วพัฒนาขึ้นเป็นกฎข้อ
บังคับของสังคม ตลอดจนตราเป็นกฎหมายต่างๆ ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและผดุง
ไว้ซึ่งความยุติธรรม
สรุป
จริยธรรมเป็นหลักหรือแนวทางของความประพฤติของมนุษย์ในสังคม ช่วยทำให้สังคมอยู่รวมกันอย่าง
สงบสุข เป็นสิ่งจำเป็นทั้งคุณค่าและประโยชน์อย่างมากมายแก่บุคคลทั้งในระดับครอบครัวไปจนถึงระดับ
ประเทศชาติจริยธรรประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 องค์ประกอบที่สำคัญคือ ระเบียบวินัย สังคม และอิสรเสรี
การแบ่งประเภทของจริยธรรมแบ่งได้แบบกว้างๆเป็น 2 ประเภท คือ จริยธรรมภายนอก และ จริยธรรม
ภายใน จริยธรรมมีแหล่งที่มาจากต้นกำเนิดหลายสาขาด้วยกัน คือ ด้านปรัชญา ศาสนา วรรณคดี สังคม
การเมืองการปกครองและจากรากฐานที่กล่าวมาจึงค่อยๆ พัฒนามาเป็นจริยธรรม
3
วิวัฒนาการจริยธรรม
การสอบถามที่สำรวจว่าทฤษฎีวิวัฒนาการอาจมีผลต่อความเข้าใจของเราเกี่ยวกับจริยธรรมหรือศีล
ธรรมอย่างไร
จริยธรรมเชิงวิวัฒนาการ คือ พื้นที่ของการสอบถามที่สำรวจว่าทฤษฎีวิวัฒนาการอาจมีผลต่อความ
เข้าใจของเราเกี่ยวกับ จริยธรรม หรือ ศีลธรรม ได้อย่างไร ประเด็นต่างๆที่ถูกตรวจสอบโดยจริยธรรมเชิง
วิวัฒนาการนั้นค่อนข้างกว้าง ผู้สนับสนุนจริยธรรมเชิงวิวัฒนาการอ้างว่ามันมีผลกระทบที่สำคัญในด้าน
จริยธรรมเชิงพรรณนา , จริยธรรมเชิงบรรทัดฐาน และ อภิจริยศาสตร์ .
จริยธรรมเชิงพรรณนา ประกอบด้วยแนวทางทางชีววิทยาเพื่อศีลธรรม ตามบทบาทที่ถูกกล่าวหา
ของ วิวัฒนาการ ในการสร้าง จิตวิทยา และพฤติกรรมของมนุษย์ แนวทางดังกล่าวอาจอยู่ในสาขา
วิทยาศาสตร์เช่น จิตวิทยาวิวัฒนาการ , สังคมวิทยา หรือ ethology และพยายามอธิบายพฤติกรรมทาง
ศีลธรรมความสามารถและแนวโน้มใน เงื่อนไขวิวัฒนาการ ตัวอย่างเช่นความเชื่อเกือบสากลที่ว่าการร่วม
ประเวณีระหว่างพี่น้องผิดศีลธรรมอาจอธิบายได้ว่าเป็นการปรับตัวตามวิวัฒนาการที่ช่วยเพิ่มความอยู่รอด
ของมนุษย์
จริยธรรมเชิงวิวัฒนาการตามกฎเกณฑ์ (หรือกำหนด) ในทางตรงกันข้ามพยายามที่จะไม่อธิบาย
พฤติกรรมทางศีลธรรม แต่เพื่อให้เหตุผลหรือหักล้างทฤษฎีหรือข้อเรียกร้องทางจริยธรรมเชิงบรรทัดฐาน
บางประการ ตัวอย่างเช่นผู้เสนอจริยธรรมเชิงวิวัฒนาการเชิงบรรทัดฐานบางคนแย้งว่าทฤษฎีวิวัฒนาการ
ทำลายมุมมองที่มีอยู่อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับความเหนือกว่าทางศีลธรรมของมนุษย์เหนือสัตว์อื่น ๆ
อภิธานศัพท์เชิงวิวัฒนาการถามว่าทฤษฎีวิวัฒนาการมีผลต่อทฤษฎีของวาทกรรมทางจริยธรรม
อย่างไรคำถามที่ว่าคุณค่าทางศีลธรรมตามวัตถุประสงค์มีอยู่จริงหรือไม่และความเป็นไปได้ของความรู้ทาง
ศีลธรรมตามวัตถุประสงค์ ตัวอย่างเช่นนักจริยธรรมเชิงวิวัฒนาการบางคนได้เรียกร้องทฤษฎีวิวัฒนาการ
เพื่อปกป้องรูปแบบต่างๆของการต่อต้านสัจนิยมทางศีลธรรม (การอ้างโดยประมาณว่าไม่มีข้อเท็จจริง
ทางศีลธรรมที่เป็นวัตถุประสงค์) และความสงสัยทางศีลธรรม
4
หลักสูตรที่เน้น
จริยธรรมในศาสนา
ต่างๆ
5
ศาสนาพุทธ
จริยธรรมในพระพุทธศาสนาในทางพระพุทธศาสนาแบ่งระดับจริยธรรมออกเป็น 3 ระดับ คือ
ระดับขั้นต้น ขั้นกลางและขั้นสูง แต่ละขั้นมีรายละเอียด ดังนี้
1. ขั้นต้น ได้แก่ เบญจศีล และเบญจธรรม
1.1 เบญจศีล มีหลักปฏิบัติ ดังนี้
- เว้นจากการฆ่าสัตว์ จริยธรรมในพระพุทธศาสนา
- เว้นจากการลักทรัพย์
- เว้นจากการหมกมุ่นในกามารมณ์ มีรูป เสียง เป็นต้น
- เว้นจากการกล่าวค าเท็จ
- เว้นจากการดื่มของมึนเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท จริยธรรมในพระพุทธศาสนา .
1.2 เบญจธรรม มีหลักปฏิบัติ ดังนี้
- เมตตา
- สัมมาอาชีวะ
- กามสังวร (สำรวมระวังในกามารมณ์)
- สัจจะ (พูดความจริง)
- สติ (มีสติรอบคอบ) จริยธรรมในพระพุทธศาสนา
2. ขั้นกลาง ได้แก่กุศลกรรมบถ ๑๐ ประกอบไปด้วย
2.1 กายสุจริต 3 (เว้นจากการฆ่าสัตว์, ลักทรัพย์ และประพฤติผิดในกาม)
2.2 วจี สุจริต 4 (เว้นจากการพูดเท็จ พูดคำหยาบ ส่อเสียด และพูดเพ้อเจ้อ) จริยธรรมใน
พระพุทธศาสนา .
2.3 มโนสุจริต 3 (เว้นจากโลภอยากได้ของคนอื่น ,ไม่พยาบาทคนอื่นและไม่เห็นผิดจากท านอง
คลองธรรม) จริยธรรมในพระพุทธศาสนา
3. ขั้นสูง ได้แก่อริยมรรคมีองค์ 8 ประกอบด้วย
3.1 สัมมาทิฏฐิ
3.2 สัมมาสังกัปปะ
3.3 สัมมาวาจา
3.4 สัมมากัมมันตะ .
3.5 สัมมาอาชีวะ
3.6 สัมมาวายามะ
3.7 สัมมาสติ
3.8 สัมมาสมาธิ
จริยธรรมในพระพุทธศาสนา เมื่อสรุปลงจะเป็น 3 หรือไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา และ
สรุปลงอีก จะเหลือเพียงข้อเดียวคือ มัชฌิมาปฏิปทา
ศาสนาคริสต์ 6
จริยธรรมในศาสนาคริสต์พอประมวลมาได้ ดังนี้
1. การเน้นในเรื่องคุณธรรม ได้แก่ ความรัก ความหวัง ความเชื่อ ความบริสุทธิ์ ความสุข มีสติ ความ
อ่อนน้อมถ่อมตน ความเอื้อเฟื้ อเผื่อแผ่เมตตา ความอดทนต่อความทุกข์ทรมาน และการให้อภัยกัน
2. จริยธรรมในความสัมพันธ์ทางสังคม ได้แก่ ความสัมพันธ์ในครอบครัว ระหว่างสามีภรรยา พ่อแม่
ลูก นายกับคนใช้ เพื่อนบ้าน และเพื่อนมนุษย์ต่าง ศาสนา ความรอบคอบ ไม่ยั่วยุท้าทาย การแสวงหา
ความสงบ ความเมตตากรุณาแม้มิใช่ในหมู่มิตร
3.ความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นประชากรของ สังคม มีความเคารพเชื่อฟังต่อผู้มีหน้าที่รักษา กฎหมาย
ความซื่อสัตย์ต่อศีลธรรมของพระเจ้า ความอดทนต่อการเบียดเบียนด้วยความแข็งแกร่ง อดทน มีความ
ระวังสำนึกในหน้าที่ที่เป็นความรับผิดชอบของตน หากจัดเป็น 3 ระดับจัดได้ดังนี้
1. จริยธรรมระดับต้น ได้แก่ บัญญัติ 10 ประการในศาสนายิว,บัญญัติ 6 ประการในศาสนาคริสต์
1.1 บัญญัติ 10 ประการ
1) อย่ามีพระเจ้าอื่นต่อหน้าเราเลย
2) อย่าทำรูปเคารพสำหรับตน
3) อย่าออกนามพระยะโฮว่าเปล่า
4) จงระลึกถึงวันสะปาโต
5) จงนับถือมารดาบิดาของตน
6) อย่าฆ่าคน
7) อย่าล่วงประเวณี
8) อย่าลักทรัพย์
9) อย่าเป็นพยานเท็จต่อเพื่อนบ้าน
10) อย่าโลภในทรัพย์สินของเพื่อนบ้าน
จริยธรรมศาสนาคริสต์ บัญญัติ 6 ข้อในศาสนาคริสต์
1. อย่าฆ่าคน
2. อย่าล่วงประเวณี
3. อย่าลักทรัพย์
4. อย่าเป็นพยานเท็จ
5. อย่าฉ้อเขา
6. จงเคารพมารดาบิดาของตน
ทั้งหมดข้างต้นนี้จัดเป็นจริยธรรมขั้นต้น
2. จริยธรรมขั้นกลาง ประกอบไปด้วย
1. พิธีศีลจุ่ม (Baptism) หรือพิธีล้างบาป
2. พิธีศีลกำลัง (Comtirmatiom) เป็นพิธีที่แสดงถึงความ มั่นคงแห่งจิตใจที่มีต่อพระจิต
3. พิธีศีลมหาสนิท (Communion) เป็นพิธีที่ทำให้เกิดความ มั่นใจว่าได้เข้าอยู่ใกล้พระเจ้า
4. พิธีแต่งงาน (Matrinony)
5. พิธีศีลสารภาพบาป (Confession)
6. พิธีศีลเจิมครั้งสุดท้าย (Holy Unction or Extreme Unction)
7. พิธีศีลบวช (Order or Ordination) จริยธรรมศาสนาคริสต์
3. จริยธรรมระดับสูงสุด ได้แก่ ความรักสากล พระเยชูสอนให้มนุษย์รักพระเจ้า รักเพื่อนบ้าน เหมือน
กับรักตนเอง รักแม้กระทั่งศัตรูของตน ความรักของพระเยชูเป็นความรักสากล ประกอบด้วยมโนธรรม
สูงสุด
7
ศาสนาอิสลาม
หลักปฏิบัติ 5 ศรัทธา 6 ก็จัดเป็นจริยธรรมของศาสนาอิสลาม ศาสนานี้มีหลักว่า มนุษย์มี
ความนึกเสมอว่า คนเป็นทาส ของพระเจ้าด้วยใจอันบริสุทธิ์จิตใจผูกพันอยู่กับ พระผู้เป็นเจ้า
ตลอดเวลา ดังที่ เอ. เอส .ตริตัน กล่าวว่า "จริยธรรมอิสลาม ผู้หันหน้าไปทางทิศตะวันออกหรือ
ทางทิศตะวันตกเท่านั้น จะได้ชื่อว่าเป็นผู้เคร่งครัดในศาสนาหาได้ไม่ แต่ผู้มีใจใสศรัทธาในพระเป็น
เจ้า ในวันสุดท้าย ในเทวทูต ในพระคัมภีร์ และในองค์พระศาสดา จัดว่าเป็นผู้เคร่งครัดได้อย่าง
แท้จริง ทั้งนี้เพราะความรักภักดีในพระเป็นเจ้าก็เหมือนกับได้เสียสละ ความมั่งคั่งรำรวยของเขา
แก่วงศาคณาญาติ แก่เด็กกำพร้า อนาถา แก่ผู้ที่ขาดแคลนในการเดินทางไกลที่เขาขอร้องมา
ตลอดทั้งผู้ตกเป็นเชลย ผู้ใดละหมาด บริจาคทานและผู้มีความเสียสละต่อลูกจ้าง โดยให้ค่าจ้าง
แก่เขาตามสมควรแก่หน้าที่ การงานที่เขาทำแก่คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยและผู้ตกทุกข์ได้ยากและ เมื่อ
ถึงคราวเดือดร้อน ผู้ประพฤติได้เช่นนี้จัดว่าเป็นคนยุติธรรม และเป็นผู้เกรงกลัวต่อพระเป็นเจ้า"
จริยธรรมในศาสนาอิสลามเมื่อแบ่งแล้วจะได้ 2 ส่วนดังนี้
1. จริยธรรมที่ต้องประพฤติ หมายถึงความดีต่างๆ ที่ต้องประพฤติอยู่เสมอ อันได้แก่หน้าที่
และมารยาทที่ต้องแสดงออก และเป็นคุณสมบัติทางใจ เช่น หน้าที่ของบุคคลต่อพระผู้เป็นเจ้า
หน้าที่ของผู้รู้ หน้าที่ของผู้ไม่รู้ หน้าที่ของลูก หน้าที่ของพ่อแม่ หน้าที่ของเพื่อน หน้าที่ของสามี
ภรรยา หน้าที่ของผู้นำ หน้าที่ของประชาชน
2. คุณลักษณะที่ต้องละเว้น มีคุณลักษณะที่มุสลิมจะต้องละเว้น เช่น
2.1 เกี่ยวกับคุณลักษณะด้านร้ายทางจิตใจ เช่น ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความเกลียดชัง
ความตะหนี่ เป็นต้น
2.2 เกี่ยวกับความประพฤติโดยทั่วไป เช่นความฟุ่มเฟือยในการบริโภค การพูดมาก ความ
เกียจคร้าน การเอารัดเอาเปรียบ เป็นต้น
2.3 เกี่ยวกับคุณลักษณะและความประพฤติที่มีผลต่อ ศรัทธา ซึ่งมีผลทำให้ผู้ประพฤติหรือมี
อยู่ต้องสิ้นสภาพ อิสลามทันที เช่น การนับถือสิ่งอื่นนอกจากพระอัลเลาะฮ์ กราบสิ่งอื่นนอกจาก
พระอัลเลาะฮ์ เป็นต้น จริยธรรมอิสลาม
คุณลักษณะที่ต้องละเว้นนี้หากแบ่งตามไตรทวารได้ดังนี้
ทางกาย
1. ไม่กราบไหว้รูปเคารพ
2. ไม่ดูหมิ่นพระคัมภีร์อัลกุรอ่าน(โกหร่าน) และค าสอนของ บรรดานะบี
3. ไม่เอนเอียงไปทางศาสนาอื่น เช่น การไปร่วมชุมนุมยังสถานที่ ของศาสนาอื่น และแต่งกาย
ตามพิธีของศาสนานั้นๆ
4. ไม่ทำความสกปรกให้เกิดแก่พระคัมภีร์ แก่พระนามของพระเจ้าตลอดจนนามของท่านนะบีทั้ง
หลาย
5. ไม่ทำตัวเป็นอุปสรรคต่อผู้ประสงค์เข้านับถืออิสลามหรือไม่ ร่วมมือในการสอนศาสนาอิสลาม
6. ไม่แสดงกิริยาท่าทางอันเกี่ยวกับพิธีกรรมของศาสนาอื่นไม่ ว่าจะโดยตั้งใจหรือมิได้ตั้งใจก็ตาม
8
ทางวาจา
1. ไม่พูดว่า ตนได้เคยเห็นพระเจ้า
2. ไม่พูดว่า ตนเคยสนทนากับพระอ้าหล่า(อัลเลาะอ์)
3. ไม่พูดว่า พระอัลเลาะฮ์ มีรูปสวยงามมาก หรือรูปพระอัล เลาะฮ์เหมือนกับสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น จ
4.ไม่ยกเอาพระนามของพระอัลเลาะฮ์มาพูดอ้างในการกระทำอันมิ บังควร เช่น พูดว่า "ในนามของพระอัล
เลาะฮ์ ข้าขอดื่มสุราแก้วนี ้" เป็นต้น
5. ไม่กล่าวหา หรือติฉินนินทาบรรดาพี่น้องมุสลิมว่า เป็ นผู้นอกลู่นอก ทาง
6. สิ่งที่ทำไม่ได้(ตามพระคัมภีร์) อย่าพูดว่าเป็ นสิ่งที่ทำได้
7. สิ่งที่ทำได้(ตามพระคัมภีร์) อย่าพูดว่าเป็ นสิ่งที่ทำไม่ได้
8. การกระทำที่เป็นบาปอย่าพูดว่าไม่เป็นบาป
9. ไม่ด่าหรือสาปแช่งบรรดานะบีและเทพบริวารของพระอัลเลาะฮ์
10. ไม่นำเอาคำศักดิ์สิทธิ์ในศาสนามาพูดเล่น เช่น พูดวา"คำถวาย พระพรพระเจ้าไม่เป็นประโยชน์อันใด ไม่
เห็นจะทำให้มีกินหรือมั่งมีขึ้นมา" เป็นต้น
ทางใจ
1. ไม่สงสัยว่า พระอัลเลาะฮ์เจ้าเป็นผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งจริงหรือไม่ และพระองค์คงไม่มีองค์เดียว ฯลฯ
2. ไม่สงสัยความเป็ ศาสนทูตของนะบีมูฮัมหมัด ไม่สงสัยเรื่อง ของนะบีทั้งหลาย
3. ไม่สงสัยว่าพระคัมภีร์อัลกุรอ่าน ไม่ใช่บัญญัติของพระอัลเลาะฮ์
4. ไม่สงสัยว่า ภายหลังพระนะบีมูฮัมหมัดแล้วยังจะมีนะบีอื่นอีกหรือไม่
5. ไม่ครุ่นคิดว่าจะเลิกนับถือศาสนาอิสลาม
6. ไม่สงสัยเรื่องวันสิ้นโลก เรื่องนรกสวรรค์
7. ไม่สงสัยเรื่องพิธีกรรมต่างๆ เช่นเรื่องละหมาด การถือศีลอดว่าจะไม่มีผลดี เป็นต้น
8. ไม่สงสัยในพระอำนาจของพระเป็นเจ้า ไม่คิดวิปริตไปว่าพลังงาน ต่างๆ มิได้เกิดจากพระอำนาจนั้น
หากสรุปลงให้สั้น หลักจริยธรรมของศาสนาอิสลามก็คือ เรื่องของหลักศรัทธา 6 ปฏิบัติ 5 ดังนี้
หลักศรัทธา 6
1. เชื่อในพระอัลเลาะฮ์เพียงพระองค์เดียว
2. เชื่อในบรรดามลาอิกะส์ผู้เป็นทูตรับใช้ของพระเจ้า (ศาสนทูต)
3. เชื่อในคัมภีร์อัลกุรอ่าน (โกหร่าน) จริยธรรมอิสลาม
4. เชื่อในผู้แทนของพระเจ้า(ศาสนทูตว่าคำสอนทั้งหมดถูก ส่งผ่านมาทางนี้)
5. ศรัทธาในวันสิ้นสุดโลก
6. ศรัทธาในกฎแห่งสภาวการณ์(อำนาจของพระอัลเลาะฮ์)
ปฏิบัติ 5 .
1. ปฏิญาณว่ามีพระอัลเลาะฮ์เพียงพระองค์เดียว
2. การละหมาด วันละ 5 เวลา
3. การถือศีลอด
4. การซะกาต (บริจาค)
5. การไปธุดงค์ที่เมกกะ
9
จริยธรรมของ
บุคคลต่างๆ
ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบิร์ก 10
อเรนซ์ โคลเบิร์ก (Lawrence Kohlberg)(25 ตุลาคม 1927 - 19
มกราคม 1987)
เป็นอเมริกันยิว นักจิตวิทยา ที่เกิดใน Bronxville, New York , ที่ทำ
หน้าที่เป็นอาจารย์ที่ มหาวิทยาลัยชิคาโก เป็น Harvard University . มีผู้
เชี่ยวชาญในการวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาคุณธรรมและเหตุผล ที่เขาเป็นที่รู้จักกัน
ดีที่สุดสำหรับเขา ในทฤษฎีของขั้นตอนของการพัฒนาจริยธรรม . ลูกศิษย์ใกล้
ชิดของ Jean Piaget 's ทฤษฎีของการพัฒนาความรู้ความเข้าใจ การ
ทำงานของ Kohlberg สะท้อนและขยายความคิด ของบรรพบุรุษของเขาใน
เวลาเดียวกันการสร้างเขตข้อมูลใหม่ภายในจิตวิทยา "การพัฒนาคุณธรรม"
จริยธรรมเป็นสิ่งที่สังคมกำหนดขึ้นมาว่า อยากจะให้สมาชิกของสังคม มีพฤติกรรมที่สังคมนิยมชมชอบ
อยู่ในตัว และลักษณะใดที่สังคมไม่นิยมก็ไม่อยากให้สมาชิกมีอยู่ในตัว แบ่งได้เป็น 4 ด้านคือ
1. ความรู้เชิงจริยธรรม หมายถึง ความรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่วภายในสังคมของตน แต่ความรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว
นี้ยังเป็นข้อสรุปว่า คนจะต้องทำตามที่ตนเองรู้เสมอไปเช่นรู้ว่าคอรัปชั่นเป็นสิ่งเลว ก็ไม่แน่ว่าจะไม่คอรัปชั่น
2. ทัศนคติเชิงจริยธรรม คือ ความรู้สึก ของบุคคลที่มีต่อสิ่งถูกสิ่งผิดในสังคมว่า ชอบหรือไม่ชอบ
ทัศนคติมีลักษณะจูงใจให้คนทำพฤติกรรมตามทัศนคติค่อนข้างมาก
3. เหตุผลเชิงจริยธรรม หมายถึง การใช้เหตุผลที่บุคคลใช้เลือกที่จะทำ หรือไม่เลือกที่จะทำอย่างใดอย่าง
หนึ่ง ตัวอย่างเช่น ถ้าเด็กคนจนต้องขโมยเงินมาซื้อยาให้แม่ที่เจ็บป่วยอยู่เด็กจะให้เหตุผลว่าเขาทำอย่างนั้นถูก
แล้วเพราะเขาต้องมีความกตัญญู จริยธรรมเรื่องความซื่อสัตย์ต้องเป็นรองเพราะเขาเป็นคนจน
4. พฤติกรรมเชิงจริยธรรม เป็น พฤติกรรม ที่คนแสดงออกมาตามที่สังคมนิยมชื่นชอบ หรืองดเว้นการ
แสดงพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของสังคม เช่นการให้ทาน นอกจากนั้น ยังหมายถึงพฤติกรรมที่แสดงออก
ในสภาพการณ์ที่ยั่วยุ เช่น ถ้ามีคนมาให้สินบนข้าราชการเขาจะรับหรือไม่ (Moral Development) :
Kolber
แนวคิดทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบิร์ก
เด็กยังไม่มีคุณธรรมภายในใจของตนเอง เด็กเข้าใจเหตุผลของการกระทำจากการยอมรับในเรื่องการลงโทษ
และการได้รับรางวัลในพฤติกรรม เช่น การขโมยไม่ดี เพราะจะโดนลงโทษ
คำจำกัดความ คำว่า จริยธรรม ของโคลเบิร์ก
“จริยธรรม” เป็นความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับความถูกผิด และเกิดขึ้นจากขบวนการทางความคิดอย่างมี
เหตุผล ซึ่งต้องอาศัยวุฒิภาวะทางปัญญา การใช้เหตุผลเพื่อการตัดสินใจที่จะเลือกกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
จะแสดงให้เห็นถึงความเจริญของจิตใจของบุคคล การใช้เหตุผลเชิงจริยธรรม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ของ
สังคมใดสังคมหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นการใช้เหตุผลที่ลึกซึ้งยากแก่การเข้าใจยิ่งขึ้นตามลำดับของวุฒิภาวะทาง
ปัญญา
โคลเบิร์ก ได้ศึกษาการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมของเยาวชนอเมริกัน อายุ 10 -16 ปี และได้แบ่งพัฒนาการ
ทางจริยธรรมออกเป็น 3 ระดับ (Levels) แต่ละระดับแบ่งออกเป็น 2 ขั้น (Stages) ดังนั้น พัฒนาการทาง
จริยธรรมของโคลเบิร์กมีทั้งหมด 6 ขั้น คำอธิบายของระดับและขั้นต่างๆ ของพัฒนาการทางจริยธรรมของ
โคลเบิร์ก มีดังต่อไปนี้
ระดับที่ 1 ระดับก่อนมีจริยธรรมหรือระดับก่อนกฎเกณฑ์สังคม (Pre - Conventional Level)
ระดับนี้เด็กจะรับกฎเกณฑ์และข้อกำหนดของพฤติกรรมที่ “ดี” “ไม่ดี” จากผู้มีอำนาจเหนือตน
พฤติกรรม “ดี” คือ พฤติกรรมที่แสดงแล้วได้รางวัล
พฤติกรรม “ไม่ดี” คือ พฤติกรรมที่แสดงแล้วได้รับโทษ
11
ขั้นที่ 1 การถูกลงโทษและการเชื่อฟัง (Punishment and Obedience Orientation) เด็กจะ
ยอมทำตามคำสั่งผู้มีอำนาจเหนือตนโดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อไม่ให้ตนถูกลงโทษ ขั้นนี้แสดงพฤติกรรมเพื่อ
หลบหลีกการถูกลงโทษ เพราะกลัวความเจ็บปวด ยอมทำตามผู้ใหญ่เพราะมีอำนาจทางกายเหนือตน
ถ้าเด็กถูกทำโทษก็จะคิดว่าสิ่งที่ตนทำ “ผิด” และจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ทำสิ่งนั้นอีก
พฤติกรรมที่มีรางวัลหรือคำชม เด็กก็จะคิดว่าสิ่งที่ตนทำ “ถูก” จะทำซ้ำเพื่อหวังรางวัล
ขั้นที่ 2 กฎเกณฑ์เป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ของตน (Instrumental Relativist
Orientation) ใช้หลักการแสวงหารางวัลและการแลกเปลี่ยน โดยให้ความสำคัญของการได้รับรางวัล
ตอบแทน ทั้งที่เป็นวัตถุหรือการตอบแทนทางกาย วาจา และใจ โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องของสังคม
โคลเบิร์ก อธิบายว่า ในขั้นนี้เด็กจะสนใจทำตามกฎข้อบังคับ เพื่อประโยชน์หรือความพอใจของตนเอง
หรือทำดีเพราอยากได้ของตอบแทน ไม่ได้คิดถึงความยุติธรรมและความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น พฤติกรรม
ของเด็กในขั้นนี้ทำเพื่อสนองความต้องการของตนเอง แต่มักจะเป็นการแลกเปลี่ยนกับคนอื่น เช่น
ประโยค “ถ้าเธอทำให้ฉัน ฉันจะให้....”
ระดับที่ 2 ระดับจริยธรรมตามกฎเกณฑ์สังคม (Conventional Level)
ผู้ทำถือว่าการประพฤติตนตามความคาดหวังของผู้ปกครอง บิดามารดา กลุ่มที่ตนเป็นสมาชิกหรือ
ของชาติ เป็นสิ่งที่ควรจะทำหรือทำความผิด เพราะกลัวว่าตนจะไม่เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น ผู้แสดง
พฤติกรรมจะไม่คำนึงถึงผลตามที่จะเกิดขึ้นแก่ตนเอง ถือว่าความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดีเป็นสิ่งสำคัญ
ทุกคนมีหน้าที่จะรักษามาตรฐานทางจริยธรรม
ขั้นที่ 3 ความคาดหวังและการยอมรับในสังคม สำหรับ “เด็กดี” (Interpersonal
Concordance of “Good boy , nice girl” Orientation) บุคคลจะใช้หลักทำตามที่ผู้อื่นเห็น
ชอบ ใช้เหตุผลเลือกทำในสิ่งที่กลุ่มยอมรับโดยเฉพาะเพื่อน เพื่อเป็นที่ชื่นชอบและยอมรับของเพื่อน ไม่
เป็นตัวของตัวเอง คล้อยตามการชักจูงของผู้อื่น เพื่อต้องการรักษาสัมพันธภาพที่ดี พบในวัยรุ่นอายุ 10
-15 ปี
โคลเบิร์ก อธิบายว่า พัฒนาการทางจริยธรรมขั้นนี้เป็นพฤติกรรมของ “คนดี” ตามมาตรฐานหรือความ
คาดหวังของบิดา มารดาหรือเพื่อนวัยเดียวกัน พฤติกรรม “ดี” หมายถึง พฤติกรรมที่จะทำให้ผู้อื่นชอบ
และยอมรับ หรือไม่ประพฤติผิดเพราะเกรงว่าพ่อแม่จะเสียใจ
ขั้นที่ 4 กฎและระเบียบ (“Law-and-order” Orientation) พบในอายุ 13 -16 ปี ขั้นนี้แสดง
พฤติกรรมเพื่อทำตามหน้าที่ของสังคม โดยบุคคลรู้ถึงบทบาทและหน้าที่ของเขาในฐานะเป็นหน่วยหนึ่ง
ของสังคมนั้น จึงมีหน้าที่ทำตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่สังคมกำหนดให้ หรือคาดหมายไว้
โคลเบิร์ก อธิบายว่า เหตุผลทางจริยธรรมในขั้นนี้ ถือว่าสังคมจะอยู่ด้วยความมีระเบียบเรียบร้อยต้อง
มีกฎหมายและข้อบังคับ คนดีหรือคนที่มีพฤติกรรมถูกต้องคือ คนที่ปฏิบัติตามระเบียบบังคับหรือ
กฎหมาย ทุกคนควรเคารพกฎหมาย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความเป็นระเบียบของสังคม
12
ระดับที่ 3 ระดับจริยธรรมตามหลักการด้วยวิจารณญาณหรือระดับเหนือกฎเกณฑ์สังคม
(Post - Conventional Level)
เป็นหลักจริยธรรมของผู้มีอายุ 20 ปี ขึ้นไป ผู้ทำหรือผู้แสดงพฤติกรรมจะตีความหมายของหลัก
การและมาตรฐานทางจริยธรรมด้วยวิจารณญาณ ก่อนที่จะยึดถือเป็นหลักของความประพฤติที่จะ
ปฏิบัติตาม การตัดสินใจ “ถูก” “ผิด” “ไม่ควร” มาจากวิจารณญาณของตนเอง ปราศจากอิทธิพล
ของผู้มีอำนาจหรือกลุ่มที่ตนเป็นสมาชิก กฎเกณฑ์ – กฎหมาย ควรจะตั้งบนหลักความยุติธรรม และ
เป็นที่ยอมรับของสมาชิกของสังคมที่ตนเป็นสมาชิก ทำให้บุคคลตัดสินข้อขัดแย้งของตนเองโดยใช้
ความคิดไตร่ตรองอาศัยค่านิยมที่ตนเชื่อและยึดถือเป็นเครื่องช่วยในการตัดสินใจ จะปฏิบัติตามสิ่งที่
สำคัญมากกว่าโดยมีกฎเกณฑ์ของตนเอง ซึ่งพัฒนามาจากกฎเกณฑ์ของสังคม เป็นจริยธรรมที่เป็นที่
ยอมรับทั่วไป โคลเบิร์กแบ่งพัฒนาการทางจริยธรรม ระดับนี้เป็น 2 ขั้น คือ
ขั้นที่ 5 สัญญาสังคมหรือหลักการทำตามคำมั่นสัญญา (Social Contract Orientation)
ขั้นนี้แสดงพฤติกรรมเพื่อทำตามมาตรฐานของสังคม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วน
ตน โดยบุคคลเห็นความสำคัญของคนหมู่มากจึงไม่ทำตนให้ขัดต่อสิทธิอันพึงมีได้ของผู้อื่น สามารถ
ควบคุมบังคับใจตนเองได้ พฤติกรรมที่ถูกต้องจะต้องเป็นไปตามค่านิยมส่วนตัว ผสมผสานกับ
มาตรฐานซึ่งได้รับการตรวจสอบและยอมรับจากสังคม
โคลเบิร์ก อธิบายว่า ขั้นนี้เน้นถึงความสำคัญของมาตรฐานทางจริยธรรมที่ทุกคนหรือคนส่วนใหญ่
ในสังคมยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ถูกสมควรที่จะปฏิบัติตาม โดยพิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของบุคคล
ก่อนที่จะใช้เป็นมาตรฐานทางจริยธรรม ได้ใช้ความคิดและเหตุผลเปรียบเทียบว่าสิ่งไหนผิดและสิ่งไหน
ถูก ในขั้นนี้การ “ถูก” และ “ผิด” ขึ้นอยู่กับค่านิยมและความคิดเห็นของบุคคลแต่ละบุคคล แม้ว่าจะ
เห็นความสำคัญของสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างบุคคล แต่เปิดให้มีการแก้ไข โดยคำนึงถึงประโยชน์
และสถานการณ์แวดล้อมในขณะนั้น
ขั้นที่ 6 หลักการคุณธรรมสากล (Universal Ethical Principle Orientation) เป็นขั้นที่
เลือกตัดสินใจที่จะกระทำโดยยอมรับความคิดที่เป็นสากลของผู้เจริญแล้ว ขั้นนี้แสดงพฤติกรรมเพื่อทำ
ตามหลักการคุณธรรมสากล โดยคำนึงความถูกต้องยุติธรรมยอมรับในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ มี
อุดมคติและคุณธรรมประจำใจ มีความยืดหยุ่นและยึดหลักจริยธรรมของตนอย่างมีสติ ด้วยความ
ยุติธรรม และคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน เคารพในความเป็นมนุษย์ของแต่ละบุคคล ละอายและเกรงกลัว
ต่อบาป พบในวัยผู้ใหญ่ที่มีความเจริญทางสติปัญญา
โคลเบิร์ก อธิบายว่า ขั้นนี้เป็นหลักการมาตรฐานจริยธรรมสากล เป็นหลักการเพื่อมนุษยธรรม เพื่อ
ความเสมอภาคในสิทธิมนุษยชนและเพื่อความยุติธรรมของมนุษย์ทุกคน ในขั้นนี้สิ่งที่ “ถูก” และ “ผิด”
เป็นสิ่งที่ขึ้นมโนธรรมของแต่ละบุคคลที่เลือกยึดถือ
จอห์น ดิวอี้ 13
"ผมเชื่อว่าการศึกษาจึงเป็นกระบวนการของการมีชีวิตไม่ใช่การเต
รียมพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในอนาคต" -
จอห์นดิวอี้เป็นนักปรัชญาและนักการศึกษาชาวอเมริกันผู้ช่วย
ลัทธิปฏิบัตินิยมซึ่งเป็นโรงเรียนปรัชญาแห่งความคิดที่ได้รับความ
นิยมในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เขายังเป็นประโยชน์ในการ
เคลื่อนไหวที่ก้าวหน้าในด้านการศึกษาโดยเชื่อว่าการศึกษาที่ดีที่สุด
คือการเรียนรู้ผ่านการทำ
ชีวิต
จอห์นดิวอี้เกิดวันที่ 20 ตุลาคม 2402 ในเบอร์ลิงตันรัฐ
เวอร์มอนต์ เขาเสียชีวิต 1 มิถุนายน 2495 ในมหานครนิวยอร์ก
นิวยอร์ก
จอห์นดิวอี้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์และใช้เวลาสามปีในฐานะครูโรงเรียน
มัธยมศึกษาที่เมืองน้ำมันเมืองเพนซิลเวเนีย จากนั้นเขาก็ใช้เวลาเรียนปีหนึ่งภายใต้การแนะนำของ
G. Stanley Hall ที่ John Hopkins University ใน ห้องปฏิบัติการจิตวิทยาแห่งแรก ของ
อเมริกา หลังจากได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต จาก John Hopkins, Dewey ไปสอนที่
มหาวิทยาลัยมิชิแกนมาเกือบทศวรรษ 2437 ดิวอี้ยอมรับตำแหน่งในฐานะประธานภาควิชาปรัชญา
จิตวิทยาและการสอนที่มหาวิทยาลัยแห่งชิคาโก ที่มหาวิทยาลัยชิคาโกดิวอี้เริ่มทำตามความเห็นของ
เขาที่จะมีส่วนอย่างมากต่อโรงเรียนแห่งความคิดที่เรียกว่าลัทธิปฏิบัตินิยม ผู้เช่าส่วนกลางของลัทธิ
ปฏิบัตินิยมคือคุณค่าความจริงหรือความหมายของแนวคิดอยู่ในผลที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
แนวคิดของจอห์น ดิวอี้
แนวคิดเรื่องการปรับตัว จอห์น ดิวอี้ ตระหนักเรื่อง “การปรับตัว” ให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม
เป็นเรื่องสำคัญและจะ ต้องนำไปใช้เป็นแนวคิดของการจัดการศึกษา หรือเป็นแก่นแห่งการศึกษา
มนุษย์ต้องเผชิญกับปัญหา จึงต้องฝึกให้มนุษย์แก้ปัญหา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากการกระทำ
ฝึกปฏิบัติ ฝึกคิด ฝึกลงมือทำ ฝึกทักษะกระบวนการต่างๆ
ประสบการณ์ที่มนุษย์พบหรือเผชิญ มีอยู่ 2 ประเภทคือ
ขั้นปฐมภูมิ เป็นประสบการณ์ที่ไม่เป็นความรู้ หรือยังไม่ได้คิดแบบไตร่ตรอง
ขั้นทุติยภูมิ คือที่เป็นความรู้ ได้ผ่านการคิดไตร่ตรอง ประสบการณ์ขั้นแรกจะเป็นรากฐานของขั้นที่
สอง
ปรัชญาของ จอห์น ดิวอี้ เป็นปรัชญาที่ยกย่องประสบการณ์ ผู้เรียนต้องเรียนรู้จากการกระทำใน
สถานการณ์จริง การศึกษาตามทัศนะของจอห์น ดิวอี้คือ ความเจริญงอกงามทั้งทางด้านร่างกาย
อารมณ์ สังคมและสติปัญญา การจัดกระบวนการเรียน รู้ที่เน้นการปฏิบัติจริง เป็นการจัดกิจกรรม
ในลักษณะกลุ่มปฏิบัติการที่เรียนรู้ด้วยประสบการณ์ตรงจากการเผชิญสถาน การณ์จริงและการแก้
ปัญหา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากการกระทำ ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริง ฝึกคิด ฝึกลงมือทำ ฝึกทักษะ
กระบวน การต่างๆ ฝึกการแก้ปัญหาด้วยตนเอง และฝึกทักษะการเสาะแสวงหาความรู้ร่วมกันเป็นก
ลุ่ม กระบวนการเรียนรู้แบบแก้ ปัญหา เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วย
ตนเอง เพื่อให้ผู้เรียนคิดเป็นและแก้ปัญหาเป็น โดยการนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ บางครั้งก็
เรียนวิธีสอนนี้ว่าการสอนแบบวิทยาศาสตร์
อริสโตเติล 14
อริสโตเติล 384–322 ปีก่อนคริสตกาล เป็น นักปรัชญา
และ ผู้รู้รอบด้าน ชาวกรีกระหว่าง สมัยคลาสสิก ใน กรีซ
โบราณ เป็นศิษย์ของ เพลโต ผู้ก่อตั้ง ไลเซียม , สำนัก
ปรัชญาเพริพาเททิก และขนบอริสโตเติล งานนิพนธ์ของเขา
ครอบคลุมหลายสาขาวิชารวมทั้งฟิสิกส์ ชีววิทยา สัตววิทยา
อภิปรัชญา ตรรกศาสตร์ จริยศาสตร์ สุนทรียศาสตร์ บทกวี
การละคร ดนตรี วาทศาสตร์ จิตวิทยา ภาษาศาสตร์
เศรษฐศาสตร์ การเมืองและการปกครอง แอริสตอเติลเป็นผู้
สังเคราะห์อย่างซับซ้อนซึ่งปรัชญาต่าง ๆ ที่มีอยู่ก่อนหน้าเขา
เหนืออื่นใดโลกตะวันตกได้รับเอาศัพทานุกรมทางปัญญาจาก
คำสอน ตลอดจนปัญหาและวิธีการสอบสวนของเขา ผล
ทำให้ปรัชญาของเขาส่งอิทธิพลเป็นเอกลักษณ์ต่อความรู้
แทบทุกแบบในโลกตะวันตก และยังเป็นหัวข้อการอภิปราย
ทางปรัชญาร่วมสมัย
ทรรศนะของอริสโตเติ้ลเรื่องจริยศาสตร์คุณธรรมมีสาระสำคัญคือ
ประการแรก อริสโตเติ้ลเชื่อว่า ธรรมชาติของมนุษย์ที่แท้จริง คือ เหตุผลและปัญญา (wisdom)
ประการที่สอง ด้วยลักษณะของธรรมชาติดังกล่าวมนุษย์จึงแสวงหาความรู้ (desire to know)
ประการที่สาม ความรู้ที่เกิดจากปัญญาและเหตุผลนำมนุษย์ไปสู่ความเข้าใจในจุดมุ่งหมายที่ แท้จริง
ของการกระทำ รู้จักแยกแยะการกระทำที่ดีและรู้จักคุณค่าทางศีลธรรมคือ ดี ถูก ผิด ฯลฯ คนดีคือคนที่
ทำในสิ่งต่าง ๆ ด้วยปัญญาและเหตุผล ประการที่สี่ สิ่งทีดีเป็นสิ่งที่รู้ได้ด้วยเหตุผล
ด้วยหตุนี้เมื่ออริสโตเติ้ลกล่าวถึงคุณธรรมจึงหมายถึงสภาวะของการรู้จัก ตัดสินใจเลือกระหว่างสิ่งที่
มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ไม่ได้หมายถึงตัวคุณธรรมเช่นความกล้าหาญ ความยุติธรรม ดังเช่นที่นัก
ปรัชญากรีกในสมัยเดียวกันเชื่อและอธิบายไว้ ผู้มีคุณธรรมจึงหมายถึงผู้ที่สามารถใช้ปัญญาและเหตุผล
ตัดสินใจเลือกการกระทำ ที่ตนเผชิญได้อย่างเหมาะสม มากกว่าจะหมายถึงผู้ที่ยึดหลักคุณธรรมตายตัว
คุณธรรมทางศีลธรรมตามทรรศนะของอริสโตเติ้ลจึงเป็น ลักษณะนิสัยของบุคคลที่แสดงออกได้อย่าง
เหมาะสมถูกต้อง โดยมีเหตุผลมีปัญญาเป็นพื้นฐาน และ อาจกล่าวได้ว่าเป็นแนวความคิดทางจริยศาสตร์
ที่สัมพัทธ์กับแต่ละสถานการณ์ที่ ปัญญามีอำนาจตัดสินใจเลือก (power of determining) อย่าง
เหมาะสม
ต้นไม้จริยธรรม 15
ดวงเดือน พันธุมนาวิน ได้ทำการศึกษาวิจัยถึงสาเหตุพฤติกรรมของคนดีและคนเก่ง โดยได้ทำการประมวลผล
การวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา สาเหตุของพฤติกรรมต่าง ๆ ของคนไทยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ ๖-๖๐
ปี ว่าพฤติกรรมเหล่านั้น มีสาเหตุทางจิตใจอะไรบ้าง และ ได้นำมาประยุกต์เป็นทฤษฎีต้นไม้จริยธรรมสำหรับ
คนไทยขึ้น โดยแบ่งต้นไม้จริยธรรม ออกเป็น ๓ ส่วน ดังนี้
ส่วนที่หนึ่ง ได้แก่ ดอกและผลไม้บนต้น ที่แสดงถึงพฤติกรรมการทำดีละเว้นชั่วและพฤติกรรมการทำงานอย่าง
ขยันขันแข็งเพื่อส่วนรวม ซึ่งล้วนแต่เป็นพฤติกรรมของพลเมืองดี พฤติกรรมที่เอื้อเฟื้ อต่อการพัฒนาประเทศ
ส่วนที่หนึ่ง ได้แก่ ดอกและผลไม้บนต้น ที่
แสดงถึงพฤติกรรมการทำดีละเว้นชั่วและ
พฤติกรรมการทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อส่วน
รวม ซึ่งล้วนแต่เป็นพฤติกรรมของพลเมืองดี
พฤติกรรมที่เอื้อเฟื้ อต่อการพัฒนาประเทศ
ส่วนที่สอง ได้แก่ ส่วนลำต้นของต้นไม้
แสดงถึงพฤติกรรมการทำงานอาชีพอย่าง ขยัน
ขันแข็ง ซึ่งประกอบด้วยจิตลักษณะ ๕ ด้าน คือ
๑) เหตุผลเชิงจริยธรรม
๒) มุ่งอนาคตและการควบคุมตนเอง
๓) ความเชื่ออำนาจในตน
๔) แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์
๕) ทัศนคติ คุณธรรมและค่านิยม
ส่วนที่สาม ได้แก่ รากของต้นไม้ ที่แสดงถึง
พฤติกรรมการทำงานอาชีพอย่างขยันขันแข็งซึ่ง
ประกอบด้วยจิตลักษณะ ๓ ด้าน คือ
๑) สติปัญญา
๒) ประสบการณ์ทางสังคม
๓) สุขภาพจิต
จิตลักษณะทั้งสามนี้อาจใช้เป็นสาเหตุของการพัฒนาจิตลักษณะ ๕ ประการ ที่ลำต้นของต้นไม้
ก็ได้ กล่าวคือ บุคคลจะต้องมีลักษณะพื้นฐานทางจิตใจ ๓ ด้าน ในปริมาณที่สูงพอเหมาะกับอายุ จึงจะ
เป็นผู้ที่มีความพร้อมที่จะพัฒนาจิตลักษณะทั้ง ๕ ประการ ที่ลำต้นของต้นไม้ โดยที่จิตทั้ง ๕ ลักษณะนี้
จะพัฒนาไปเองโดยอัตโนมัติ ถ้าบุคคลที่มีความพร้อมทางจิตใจ ๓ ด้านดังกล่าวและอยู่ในสภาพ
แวดล้อมทางครอบครัวและสังคมที่เหมาะสม นอกจากนั้นบุคคลยังมีความพร้อมที่จะรับการพัฒนาจิต
ลักษณะบางประการใน ๕ ด้านนี้ โดยวิธีการอื่น ๆ ด้วย
ฉะนั้นจิตลักษณะพื้นฐาน ๓ ประการ จึงเป็นสาเหตุของพฤติกรรมของคนดีและของคนเก่งนั่นเอง
นอกจากนี้จิตลักษณะพื้นฐาน ๓ ประการที่รากนี้ อาจเป็นสาเหตุร่วมกับจิตลักษณะ ๕ ประการที่ลำต้น
หากบุคคลมีพื้นฐานทางด้านจิตใจเป็นปกติและได้รับประสบการณ์ทางสังคมที่เหมาะสม บุคคลนั้นก็จะ
สามารถพัฒนาโดยธรรมชาติ แต่ในสังคมไทยมีการวิจัยพบว่าพัฒนาการหยุดชะงักอย่างไม่เหมาะสม
กับวัย กล่าวคือ ผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งซึ่งสมควรพัฒนาการใช้เหตุผลไปถึงขั้นสูงแล้วแต่ยังหยุดชะงักที่ขั้น
ต่ำ เช่น ยังยึดหลักแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ส่วนตนและส่วนพวกพ้อง เป็นต้น บุคคลที่มีแรงจูงใจดัง
กล่าวจึงยังไม่สามารถคิดประโยชน์เพื่อสังคมได้
ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมในศตวรรษที่ 21 16
"คุณธรรม/จริยธรรม" เป็นความต้องการที่คนรุ่นหนึ่งจะชี้น าคนอีกรุ่นหนึ่ง โดยผู้สอนมี ความ
เชื่อว่าประสบการณ์ของตนอาจสร้างความเข้าใจเรื่อง คุณธรรม/จริยธรรม (หรือความดีความ ถูก
ต้อง ความเหมาะสม) อย่างถ่องแท้ในระดับหนึ่ง และต้องการให้ เยาวชนเชื่อ ดีและเหมาะสมกับ
เยาวชน การยึดหลักคุณธรรม/จริยธรรม ท าให้มนุษย์มีความสุข ความสวย และความงาม โดยที่
ความสุข นั้นควรเป็นความสุขแบบเรียบง่ายและยั่งยืน
คุณสมบัติอันเป็นความพร้อมที่จะพัฒนา จริยธรรมของบุคคลประกอบด้วย
1. ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิตและหลัก จริยธรรม ทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้มาตั้งแต่วัยต้น
ของ ชีวิตจากการเลี้ยงดู การศึกษาอบรม และจากประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยอาจเป็นในวิถี
ทางที่ ต่างกัน ซึ่งเป็นผลให้บุคคลมีพัฒนาการทางจริยธรรมต่างกัน จากกฎเกณฑ์การตัดสินที่ต่าง
กัน
2. ความใฝ่ธรรม มนุษย์มีธรรมชาติ ของการ แสวงหาความถูกต้องเป็นธรรมหรือความดีงามตั้งแต่
วัยทารก คุณสมบัตินี้ท าให้บุคคลนิยมคนดีชอบสังคมที่มีคุณธรรมจริยธรรม ต้องการที่จะพัฒนา
ตนเองให้ เป็นคนดี อย่างไรก็ตามประสบการณ์ในชีวิตจากการเลี้ยงดูและเจริญเติบโตในสภาพ
แวดล้อมที่ส่งเสริม คุณธรรม เป็นปัจจัยสำคัญให้บุคคลพร้อมที่จะพัฒนาตนเองให้มีจริยธรรมสูงกว่า
3. ความรู้จักตนเองของบุคคลนั้น ความรู้จักตนเองของบุคคล คือ สร้างความสามารถในการ
พิจารณาให้รู้อิทธิพลของความดีและความไม่ดีของตนให้ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้บุคคลสามารถเสริมสร้าง
ความดี ของตนให้มีพลังเข็มแข็ง ในลักษณะที่ตนเองและสังคมยอมรับได้ ความรู้จักตนเองนี้จะทำให้
บุคคลมีความ มั่นใจ มีพลังและพร้อมที่จะขจัดความไม่ดีของตนและพัฒนาตนเองอย่างถูกต้องดีขึ้น
วิถีทางพัฒนาจริยธรรม
1. การศึกษาเรียนรู้กระท ำหลายวิธีดังนี้
1.1 การศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้วยการหาความ รู้จากการอ่านหนังสือเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา
วรรณคดีที่มีคุณค่า หนังสือเกี่ยวกับจริยธรรมทั่วไปและ จริยธรรมวิชาชีพ
1.2 การเข้าร่วมประชุมสัมมนา เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นและประสบการณ์เกี่ยวกับ
คุณธรรมจริยธรรม และการคบหาบัณฑิตผู้ใส่ใจด้านจริยธรรม
1.3 การเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตและจากประสบการณ์ในสถานที่ปฏิบัติงานประสบการณ์ จริง
เป็นโอกาสอันประเสริฐในการเรียนรู้จริยธรรมแห่งชีวิต ที่ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้งทั้งด้าน
เจตคติ และทักษะการแก้ปัญหาเชิง จริยธรรม อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับความพร้อมของบุคคล ผู้มี
ความพร้อมน้อย อาจจะไม่ได้ประโยชน์จากการเรียนรู้อันมีค่านี้เลย
2. การวิเคราะห์ตนเอง บุคคลผู้มีความพร้อมจะพัฒนามีความตั้งใจและเห็นความสำคัญของการ
วิเคราะห์ตนเองเพื่อท าความรู้จักในตัวตนเอง ด้วยการพิจารณาเกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิดและ
พฤติกรรมการแสดงออกของตนเอง จะช่วยให้บุคคลตระหนักรู้คุณลักษณะของตนเอง รู้จุดดีจุดด้อย
ของตน รู้ว่าควรคงลักษณะใดไว้
17
การวิเคราะห์ตนเอง กระทำได้ด้วยหลักการต่อไปนี้
2.1 การรับฟังความคิดเห็นเชิงวิพากษ์จากคำพูดและอากัปกิริยาจากบุคคลรอบ ข้าง เช่น จากผู้บังคับ
บัญชา จากเพื่อนร่วมงาน จากผู้ใกล้ชิดหรือบุคคลในครอบครัว
2.2 วิเคราะห์ตนเองเกี่ยวกับความคิด ความต้องการเจตคติการกระท า และผลการ กระท า ทั้งใน
อดีตและปัจจุบัน
2.3 ค้นหาความรู้จากแหล่งความรู้ต่าง ๆ เช่น จากต ารา บทความ รายงานการวิจัยด้าน พฤติกรรม
ศาสตร์หรือศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อน ามาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์และพัฒนาตนอย่างถ่อง แท้
2.4 เข้ารับการอบรมเพื่อพัฒนาจิตใจ (จิตใจและพฤติกรรมมนุษย์เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและ พัฒนาได้
เช่นเดียวกับสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก) ท าให้จิตใจได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดปัญญารับรู้ตนเองอย่าง ลึก
ซึ้งและแท้จริง
3. การฝึกตน เป็นวิธีการพัฒนาด้าน คุณธรรมจริยธรรมด้วย ตนเองขั้นสูงสุด เพราะเป็นการ พัฒนา
ความสามารถของบุคคล ในการ ควบคุมการประพฤติปฏิบัติของตนให้อยู่ในกรอบของพฤติกรรมที่ พึง
ปรารถนาของสังคม ทั้งในสภาพการณ์ปกติและเมื่อเผชิญปัญหาหรือขัดแย้ง การฝึกตน เป็นวิธีการ
พัฒนาด้าน คุณธรรม จริยธรรมด้วยตนเองขั้นสูงสุด เพราะเป็นการ พัฒนาความสามารถของบุคคล ใน
การควบคุมการประพฤติปฏิบัติของตนให้อยู่ในกรอบของพฤติกรรมที่พึง ปรารถนาของสังคม ทั้งใน
สภาพการณ์ปกติและเมื่อเผชิญปัญหาหรือขัดแย้ง
3.1 การฝึกวินัยขั้นพื้นฐาน เช่น ความขยันหมั่นเพียร การพึ่งตนเอง ความตรงต่อเวลา ความ รับผิด
ชอบ การรู้จักประหยัดและออม ความซื่อสัตย์ ความมี สัมมาคารวะ ความรักชาติฯ
3.2 การรักษาศีลตามความเชื่อในศาสนาของตน ศีลเป็นตัวก าหนดที่จะท าให้งดเว้นในการที่จะ กระท
าชั่วร้ายใด ๆ อยู่ในจิตใจ ส่งผลให้บุคคลมีพลังจิตที่เข้มแข็งรู้เท่าทันความคิดสามารถควบคุมตนได้
3.3 การทำสมาธิ เป็นการฝึกให้เกิดการตั้งมั่นของจิตใจท าให้เกิดภาวะมีอารมณ์หนึ่งเดียวของ กุศล
จิต เป็นจิตใจที่สงบผ่องใสบริสุทธิ์เป็นจิตที่เข้มแข็ง มั่นคง แน่วแน่ ท าให้เกิดปัญญาสามารถ พิจารณา
เห็นทุกอย่างตรงสภาพความเป็นจริง
3.4 ฝึกการเป็นผู้ให้ เช่น การรู้จัก ให้อภัย รู้จักแบ่งปันความรู้ ความดีความชอบ บริจาคเพื่อ
สาธารณะประโยชน์ อุทิศแรงกายแรงใจช่วยงานสาธารณะประโยชน์โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ
สรุปได้ว่า การพัฒนาจริยธรรมด้วยวิธีพัฒนาตนเองตามขั้นตอนดังกล่าว เป็นธรรมภาระที่บุคคล
สามารถปฏิบัติได้ควบคู่กับการด าเนินชีวิตประจ าวัน แต่มิใช่เป็นการกระท าในลักษณะเสร็จสิ้น ต้อง
กระทำอย่างต่อเนื่องจนเป็นนิสัย เพราะจิตใจของมนุษย์เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เฉกเช่น กระแสสังคม
ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
18
จัดทำโดย
นางสาวชญานิน ไม่แพง
รหัสนักศึกษา 63115270116
นางสาวปรียาภา กิขุนทด
รหัสนักศึกษา 63115270134
สาขาการประถมศึกษา
คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร