โดย นางสาวเมษา ลาปะ โรงเรียนบ้านโนนใหญ่ สา นักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาก าแพงเพชร เขต 1 สา นักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นัพ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
ค ำน ำ ธรรมชาติของเด็กประถมศึกษาปีที่ 1 – 3 จะมีความความอยากรู้ อยากเห็น มีความคิดการ กระท าเป็นของตนเอง ทักษะพื้นฐานมีความส าคัญมากส าหรับเด็กๆ เพราะจะส่งผลต่อการพัฒนาการ แก้ไขปัญหาและลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง การจัดประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์จึงเป็นการเปิด โอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการท ากิจกรรม โดยใช้ประสบการณ์ตรงของเด็ก เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง โดยมีครูเป็นผู้คอยกระตุ้นเพื่อให้เด็กเกิดความสนใจการเรียนรู้มากขึ้น การทดลองวิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการแสวงหาความรู้ และค้นคว้าหาค าตอบในสิ่งที่เด็กเกิด ความอยากรู้หรือสงสัย โดยการหาค าตอบด้วยวิธีการต่าง ๆ ครูควรจัดประสบการณ์ให้เด็กได้สังเกต ได้ สัมผัส ได้ทดลอง เพื่อตอบสนองธรรมชาติของการเรียนรู้ของเด็กช่วยให้เด็กเจริญงอกงามทางปัญญา การได้คิด ได้สังเกต ได้ส ารวจ ได้ค้นคว้าทดลองและปฏิบัติจริงด้วยตนเอง จะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ อย่างยั่งยืน ขอขอบคุณท่านผู้อ านวยการโรงเรียนบ้านโนนใหญ่ และคณะครูทุกท่าน ที่ให้ค าปรึกษา ให้ ข้อเสนอแนะในการท ารายงานกิจกรรมบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยประเทศไทย ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 จ านวน 8 กิจกรรม ส าเร็จลุล่วงไปด้วยดีผู้จัดท าหวังว่า รายงานกิจกรรมบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ระดับประถมปีที่ 1 จ านวน 8 กิจกรรมในเล่มนี้ จะเป็นประโยชน์แก่ผู้น าไปใช้ และพัฒนา เด็กในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 3 ต่อไป จึงขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ นางสาวเมษา ลาปะ ก
สำรบัญ เรื่อง หน้ำ ค ำน ำ ก สำรบัญ ข แผนกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ที่ 1 การทดสอบความรู้สึก 1 แผนกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ที่ 2 ไม่เห็น ไม่ได้ยิน 16 แผนกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ที่ 3 การได้รับกลิ่น 27 แผนกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ที่ 4 การปรุงรส 39 แผนกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ที่ 5 ความสูงของฉัน 52 แผนกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ที่ 6 ลายนิ้วมือ 66 แผนกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ที่ 7 โครงกระดูก 77 แผนกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ที่ 8 มือยาง 91 ภำคผนวก 102 ค าสั่งคณะปฏิบัติงานโครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อย ระดับประถมศึกษา เกียรติบัตรการอบรมบ้านวิทยาศาสตร์น้อย ข
แผนกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ที่ 1 สำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษำปีที่ 1 เรื่อง กำรทดสอบควำมรู้สึก เวลำ 1 ชั่วโมง มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด สำระที่1 : วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มำตรฐำน มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การล าเลียงสารเข้าและ ออกจากเซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ท างาน สัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ท างานสัมพันธ์กัน รวมทั้ง น าความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 1.2 ป.1/1 ระบุชื่อ บรรยายลักษณะและบอกหน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ สัตว์ และพืช รวมทั้งบรรยายการท าหน้าที่ร่วมกันของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ในการท ากิจกรรมต่าง ๆ จากข้อมูลที่รวบรวมได้ ว 1.2 ป.1/2 ตระหนักถึงความส าคัญของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตนเอง โดยการดูแลส่วนต่าง ๆ อย่างถูกต้อง ให้ปลอดภัยและรักษาความสะอาดอยู่เสมอ จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1. ระบุการรับความรู้สึกของผิวหนังบริเวณต่างๆ ที่ฝ่ามือและนิ้วมือ (K) 2. สังเกตและเปรียบเทียบการรับความรู้สึกของผิวหนังบริเวณต่างๆ ที่ฝ่ามือและนิ้วมือ (P) 3. มีเจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ (A) สำระกำรเรียนรู้ มนุษย์มีส่วนต่างๆ ที่มีลักษณะและหน้าที่แตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะสมในการต ารงชีวิตเช่น แขน และมือมีหน้าที่ยก หยิบ จับ มีท่อนแขนและนิ้วมือที่ขยับได้สมองมีหน้าที่ควบคุมการท างานชองส่วน ต่างๆ ของร่างกายอยู่ในกะโหลกศีรษะโดยส่วนต่าง ของร่างกาย จะท าหน้าที่ร่วมกันในการท ากิจกรรม ในชีวิตประจ าวัน มนุษย์ใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกายในการท ากิจกรรมต่างๆ เพื่อการด ารงชีวิต มนุษย์จึงควรใช้ส่วน ต่างๆของร่างกายอย่างถูกต้อง ปลอดภัยและรักษาความสะอาดอยู่เสมอ สำระส ำคัญ/ควำมคิดรวบยอด มนุษย์มีส่วนต่างๆ ของร่างกายที่สามารถรับรู้ความรู้สึกได้ เช่น มือ นิ้วมือ แขน ขา ตา ปาก เป็นต้น เมื่อมีอะไรมาสัมผัสจึงท าให้รับรู้ถึงความรู้สึกต่างๆ ได้ สมรรถนะส ำคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการท างาน 4. มีจิตวิทยาศาสตร์ กิจกรรมกำรเรียนรู้ ขั้นน ำเข้ำสู่บทเรียน ครูจับดินสอชูขึ้นให้นักเรียนสังเกต แล้วใช้ค าถามเพื่อเข้าสู่กิจกรรมต่อไปนี้ (นักเรียนตอบค าถาม ตามความคิดของตัวเอง) - จะมีความรู้สึกอย่างไรเมื่อมีดินสอปลายแหลม 1 แท่ง มาจิ้มที่ฝ่ามือหรือนิ้วมือ - จะมีความรู้สึกอย่างไรเมื่อมีดินสอปลายแหลม 2 แท่ง ที่ถือไว้ชิดติดกันมาจิ้มที่ฝ่ามือหรือ นิ้วมือ - จะมีความรู้สึกอย่างไรเมื่อมีดินสอปลายแหลม 2 แท่ง ที่เว้นระยะห่างจากกัน 2 เซนติเมตร มาจิ้มที่ฝ่ามือหรือนิ้วมือ ขั้นด ำเนินกำรสอน 1. ให้นักเรียนจับคู่ แต่ละคู่ผลัดกันท ากิจกรรม และท าความเข้าใจถึงวิธีการต่างๆ ในการจิ้มดินสอ ดังนี้ วิธีการที่ 1 ใช้ดินสอ 1 แท่ง วิธีการที่ 2 ใช้ดินสอ 2 แท่ง ที่อยู่ชิดติดกัน วิธีการที่ 3 ใช้ดินสอ 2 แท่ง ที่มีระยะห่าง 2 เซนติเมตร 2. ร่วมกันก าหนดจุดที่จิ้มดินสอบนบริเวณต่าง ๆ ของฝ่ามือและนิ้วมือให้ตรงกันในแต่ละวิธี สิ่งที่ต้องควบคุมให้เหมือนกันขณะจิ้มดินสอ 1) ปลายแหลมของดินสอ 2) ตั้งแท่งดินสอให้ตรงขณะจิ้ม 3) บริเวณที่จิ้มบนฝ่ามือและนิ้วมือตามที่แต่ละคู่ก าหนด 4) แรงที่ใช้จิ้ม
วิธีกำรที่ 1 ใช้ดินสอ 1 แท่ง วิธีกำรที่ 2 ใช้ดินสอ 2 แท่ง ที่อยู่ชิดติดกัน วิธีกำรที่ 3 ใช้ดินสอ 2 แท่ง ที่มีระยะห่ำง 3 เซนติเมตร 3. คนที่ถูกจิ้มด้วยดินสอต้องหลับตา เพื่อสังเกตและบอกความรู้สึกที่ถูกดินสอจิ้มในแต่ละบริเวณ บนฝ่ามือและนิ้วมือ และบอกว่าถูกดินสอจิ้มจ านวน 1 หรือ 2 แท่ง 4. คนที่จิ้มดินสอ จิ้มดินสอลงบนบริเวณที่ก าหนดของคนที่ถูกจิ้ม โดยใช้วิธีการที่ 1 2 หรือ 3 โดยไม่บอกว่าใช้วิธีการใดในการจิ้มดินสอในแต่ละครั้ง และช่วยบันทึกผลลงในแบบบันทึกกิจกรรม โดย เขียนจุดตามจ านวนดินสอที่ผู้ถูกจิ้มดินสอบอกว่าถูกจิ้มด้วยดินสอ 1 หรือ 2 แท่ง ในบริเวณต่างๆ ดังรูป รูปตัวอย่ำงกำรบันทึกผล วิธีกำรที่ 2 ใช้ดินสอ 1 แท่ง
5. แต่ละคู่เปรียบเทียบผลการสังเกตจากการท ากิจกรรมและร่วมกันตอบค าถามต่อไปนี้ - ความรู้สึกจากการใช้ดินสอจิ้มแต่ละครั้งเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร - บริเวณใดที่รับความรู้สึกได้ดีกว่ากัน รู้ได้อย่างไร - จะท าอย่างไรให้คนอื่น ๆ รับรู้สัมผัสได้ว่าดินสอที่มาจิ้มมี2 แท่ง - ในการจิ้มผิวหนังด้วยดินสอ 2 แท่ง ถ้าระยะห่างระหว่างดินสอมากขึ้น จะรู้สึกอย่างไร ใช้ข้อมูลใดมาสนับสนุนความคิด ขั้นสรุปบทเรียน นักเรียนแต่ละคู่ร่วมกันอภิปราย สะท้อน และสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการท ากิจกรรมนี้ กำรวัดและประเมินผล ด้ำนควำมรู้(K) ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P) จิตวิทยำศำสตร์(A) 1. ซักถามความรู้เรื่อง การรับความรู้สึกของผิวหนัง บริเวณต่างๆ ที่ฝ่ามือและนิ้วมือ 2. ตรวจชิ้นงานหรือภาระงาน ของกิจกรรมฝึกทักษะระหว่าง เรียน 1. ประเมินทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์โดยใช้แบบวัด ทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ 2. ประเมินทักษะการคิดโดยการ สังเกตการท างานกลุ่ม 3. ประเมินทักษะการแก้ปัญหา โดยการสังเกตการท างานกลุ่ม 4. ประเมินพฤติกรรมใน การปฏิบัติกิจกรรมเป็น รายบุคคลหรือรายกลุ่มโดยการ สังเกตการท างานกลุ่ม 1. ประเมินเจตคติทาง วิทยาศาสตร์เป็นรายบุคคลโดย การสังเกตและใช้แบบวัดเจตคติ ทางวิทยาศาสตร์ 2. ประเมินเจตคติต่อ วิทยาศาสตร์เป็นรายบุคคลโดย การสังเกตและใช้แบบวัดเจตคติ ต่อวิทยาศาสตร์
สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้ สื่อกำรเรียนรู้ 1. แบบบันทึกกิจกรรมการทดสอบความรู้สึก 2. ดินสอ 1 แท่ง 3. ไม้บรรทัด 1 อัน/คู่ (ใช้ส าหรับวัดระยะห่างของดินสอ) แหล่งกำรเรียนรู้ 1. ห้องเรียน 2. แบบบันทึกกิจกรรมการทดสอบความรู้สึก
บันทึกผลหลังกำรจัดกำรเรียนรู้ ด้ำนควำมรู้(K) นักเรียนตอบค าถาม เรื่อง การรับความรู้สึกของผิวหนังบริเวณต่างๆ ที่ฝ่ามือและนิ้วมือได้ ร้อยละ 95 ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P) นักเรียนสามารถสังเกตและเปรียบเทียบการรับความรู้สึกของผิวหนังบริเวณต่างๆ ที่ฝ่ามือและ นิ้วมือได้ร้อยละ 90 ด้ำนจิตวิทยำศำสตร์(A) นักเรียนมีเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ได้ ร้อยละ 90 ด้ำนสมรรถนะส ำคัญของผู้เรียน สื่อสารและน าความรู้เรื่องการรับความรู้สึกไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้ร้อยละ 80 ด้ำนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น ร้อยละ 100 2. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ร้อยละ 80 3. ท างานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ร้อยละ 100 ปัญหำ/อุปสรรค และแนวทำงแก้ไข ควรปฏิบัติกิจกรรมเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่มโดยการสังเกตการท างานกลุ่มเพิ่มขึ้น ลงชื่อ............................................... ครูผู้สอน (นางสาวเมษา ลาปะ) ต าแหน่ง ครู โรงเรียนบ้านโนนใหญ่
ควำมเห็นของผู้บริหำรสถำนศึกษำ แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบครบถ้วน นักเรียนมีส่วนร่วมในการท ากิจกรรม ออกแบบ กิจกรรมแบบส่วนร่วม เห็นสมควรใช้สอนได้ ลงชื่อ........................................................ผู้บริหารสถานศึกษา (นางสาวสาวิตรี คล้ายจันทร์) ต าแหน่ง ผู้อ านวยการโรงเรียนบ้านโนนใหญ่
นักเรียนจับคู่ท ากิจกรรมวิธีที่ 1 นักเรียนจับคู่ท ากิจกรรมวิธีที่ 2 ภำพประกอบระหว่ำงกำรท ำกิจกรรม ขณะปฏิบัติกิจกรรม
นักเรียนจับคู่ท ากิจกรรมวิธีที่ 3 นักเรียนวัดระยะห่างของดินสอวิธีที่ 3 ภำพประกอบระหว่ำงกำรท ำกิจกรรม ขณะปฏิบัติกิจกรรม
4.3 ผลงำนนักเรียน นักเรียนน าเสนอผลงาน นักเรียนน าเสนอผลงาน ภำพประกอบระหว่ำงกำรท ำกิจกรรม กำรน ำเสนอผลงำน (ทีละคู่)
ผลงำนนักเรียน
ผลงำนนักเรียน
แบบบันทึกกิจกรรม “กำรทดสอบควำมรู้สึก” ชื่อ…………………………………………………………………ชั้น………………………..เลขที่…………….. ค ำชี้แจง เขียนจ านวนจุดตามความรู้สึกว่าถูกดินสอจิ้ม 1 แท่งหรือ 2 แท่ง ลงบนต าแหน่งต่างๆ ที่ถูกดินสอจิ้ม วิธีที่ 1 ใช้ดินสอ 1 แท่ง วิธีที่ 2 ใช้ดินสอ 2 แท่ง ที่อยู่ชิดติดกัน
วิธีที่3 ใช้ดินสอ 2 แท่ง ที่มีระยะห่ำง 3 เซนติเมตร ค ำถำมท้ำยกิจกรรม 1. ความรู้สึกจากการใช้ดินสอจิ้มแต่ละครั้งเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… วิธีการที่ 1 ใช้ดินสอ 1 แท่ง …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… วิธีการที่ 2ใช้ดินสอ 2 แท่ง ที่อยู่ชิดติดกัน …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… วิธีการที่ 3 ใช้ดินสอ 2 แท่ง ที่มีระยะห่าง 3 เซนติเมตร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. บริเวณใดที่รับความรู้สึกได้ดีกว่ากัน รู้ได้อย่างไร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. จะท าอย่างไรให้คนอื่น ๆ รับรู้สัมผัสได้ว่าดินสอที่มาจิ้มมี2 แท่ง …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. ในการจิ้มผิวหนังด้วยดินสอ 2 แท่ง ถ้าระยะห่างระหว่างดินสอมากขึ้น จะรู้สึก อย่างไร ใช้ข้อมูลใดมาสนับสนุนความคิด …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. สรุปผลการทดลอง …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
เฉลยแบบบันทึกกิจกรรม “กำรทดสอบควำมรู้สึก” ค ำชี้แจง เขียนจ านวนจุดตามความรู้สึกว่าถูกดินสอจิ้ม 1 แท่งหรือ 2 แท่ง ลงบนต าแหน่งต่างๆ ที่ถูกดินสอจิ้ม วิธีที่ 1 ใช้ดินสอ 1 แท่ง วิธีที่ 2 ใช้ดินสอ 2 แท่ง ที่อยู่ชิดติดกัน
วิธีที่3 ใช้ดินสอ 2 แท่ง ที่มีระยะห่ำง 3 เซนติเมตร ค ำถำมท้ำยกิจกรรม 1. ความรู้สึกจากการใช้ดินสอจิ้มแต่ละครั้งเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร (ให้ใช้ค าตอบจริงของนักเรียน) วิธีการที่ 1 ใช้ดินสอ 1 แท่ง เจ็บที่จุดดินสอจิ้ม 1 จุด วิธีการที่ 2ใช้ดินสอ 2 แท่ง ที่อยู่ชิดติดกัน เจ็บที่จุดดินสอจิ้ม 1จุด/ เจ็บที่จุดดินสอจิ้ม 2จุด วิธีการที่ 3 ใช้ดินสอ 2 แท่ง ที่มีระยะห่าง 3 เซนติเมตร เจ็บที่จุดดินสอจิ้ม 2 จุด 2. บริเวณใดที่รับความรู้สึกได้ดีกว่ากัน รู้ได้อย่างไร บริเวณฝ่ามือ 3. จะท าอย่างไรให้คนอื่น ๆ รับรู้สัมผัสได้ว่าดินสอที่มาจิ้มมี2 แท่ง ให้ใช้ดินสอจิ้มในระยะที่ห่างกัน ไม่ใช้ดินสอชิดติดกัน 4. ในการจิ้มผิวหนังด้วยดินสอ 2 แท่ง ถ้าระยะห่างระหว่างดินสอมากขึ้น จะรู้สึกอย่างไร ใช้ข้อมูลใดมาสนับสนุนความคิด รู้สึกเจ็บ 2 จุด ตรงต าแหน่งที่ดินสอจิ้ม ใช้ค าตอบของเพื่อนในห้องเรียนที่มีค าตอบเดียวกัน ตรงกัน 5. สรุปผลการทดลอง ผิวหนังเป็นอวัยวะที่มีหน่วยรับความรู้สึกจ านวนมาก หน่วยรับความรู้สึกนี้จะไวต่อการกระตุ้นที่แตกต่าง กันทั้งเร็วและช้า ถ้าจุดสัมผัส 2 จุด จิ้มลงบริเวณที่มีหน่วยความรู้สึกเดียวกันจะท าให้รับรู้เพียงจุดเดียว
แผนกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ที่ 2 สำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษำปีที่ 1 เรื่อง ไม่เห็น ไม่ได้ยิน เวลำ 1 ชั่วโมง มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด สำระที่ 1 : วิทยำศำสตร์ชีวภำพ มำตรฐำน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การล าเลียงสารผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ท างานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของพืชที่ท างานสัมพันธ์กัน รวมทั้งน าความรู้ ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 1.2 ป.1/1 ระบุชื่อ บรรยายลักษณะและบอกหน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ สัตว์ และพืช รวมทั้งบรรยายการท าหน้าที่ร่วมกันของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ในการท ากิจกรรมต่าง ๆ จากข้อมูลที่รวบรวมได้ ว 1.2 ป.1/2 ตระหนักถึงความส าคัญของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตนเอง โดยการดูแล ส่วนต่าง ๆ อย่างถูกต้อง ให้ปลอดภัยและรักษาความสะอาดอยู่เสมอ จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1. สังเกตและอธิบายความส าคัญของตา และหู(K) 2. ออกแบบวิธีการสื่อสารเมื่อตาและหูไม่สามารถท างานได้ตามปกติ(P) 3. มีเจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ (A) สำระกำรเรียนรู้ ลักษณะและหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย 1. ตากับการมองเห็น 2. หูกับการได้ยิน สำระส ำคัญ/ควำมคิดรวบยอด เรามีตาและหูอย่างละ 2 ข้าง ตาเป็นอวัยวะที่ช่วยในการมองเห็น ส่วนหูเป็นอวัยวะที่ช่วยในการ ได้ยิน สมรรถนะส ำคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการท างาน 4. มีจิตวิทยาศาสตร์ กิจกรรมกำรเรียนรู้ ขั้นน ำเข้ำสู่บทเรียน ครูใช้ค าถามเพื่อกระตุ้นและสะท้อนการสืบเสาะ - เด็กๆ คิดว่าอะไรเป็นอุปสรรคต่อการค้นหาหรือระบุทิศทางและในชีวิตประจ าวันมากกว่ากัน ระหว่างการไม่ได้ยินเสียงหรือมองไม่เห็น (นักเรียนตอบตามความคิดของตัวเอง) - เด็ก ๆ คิดว่าการที่เรามองไม่เห็นและไม่ได้ยิน กับการมองไม่เห็นอย่างเดียว อะไรที่ท าให้การ ใช้ชีวิตล าบากกว่ากัน (นักเรียนตอบตามความคิดของตัวเอง) เด็ก ๆ จะท าอะไรได้บ้าง เพื่อช่วยให้คู่สนทนาสามารถอ่านปากของผู้พูดได้ง่ายขึ้น - เด็ก ๆ จะมีวิธีการใดที่ท าให้ผู้ที่ปิดตาและอุดหูไปถึงหม้อแล้วสามารถตีหม้อได้ส าเร็จ (นักเรียนตอบตามความคิดของตัวเอง) ขั้นด ำเนินกำรสอน 1. ครูให้นักเรียนเล่นเกมปิดตาตีหม้อ โดยก าหนดกติกาดังนี้ ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 6 คน เลือกผู้ที่ถูกปิดตา 1 คน เพื่อเป็นคนตีหม้อ น าหม้อไปวาง ให้ห่างจากผู้ตี 3 เมตร โดยไม่บอกว่าวางที่ต าแหน่งใด สมาชิกในกลุ่มที่เหลือ ช่วยบอกทิศทาง โดยต้อง บอกจนกว่าเพื่อนจะตีถูกหม้อแต่ห้ามจับตัวเพื่อน 2. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันออกแบบวิธีการสื่อสารระหว่างผู้บอกทิศทางกับผู้ตีหม้อที่ถูก ปิดตา จากนั้นน าเสนอวิธีการสื่อสารในการเล่นเกม โดยครูช่วยบันทึกค าตอบของนักเรียน 3. นักเรียนรับอุปกรณ์และเล่นเกมตามวิธีการที่ออกแบบไว้ 4. ครูให้แต่ละกลุ่มอภิปรายและน าเสนอว่าใช้วิธีการใดในการสื่อสารที่ท าให้กลุ่มของตนเองตีหม้อ ได้ส าเร็จ 5. ครูชวนเล่นเกมปิดตาตีหม้ออีกครั้ง โดยก าหนดกติกาเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้ผู้ที่ถูกปิดตาจะต้อง ใส่ที่อุดหูด้วย แต่ละกลุ่มร่วมกันออกแบบวิธีการสื่อสารระหว่างผู้บอกทิศทางกับผู้ตีหม้อที่ถูกปิดตาและ อุดหูด้วย จากนั้นน าเสนอวิธีการสื่อสารในการเล่นเกมที่ออกแบบไว้ โดยครูช่วยบันทึกค าตอบของ นักเรียน 6. นักเรียนเล่นเกมตามวิธีการที่ออกแบบไว้ 7. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มอภิปรายและน าเสนอว่าได้ใช้วิธีการที่ได้ออกแบบไว้หรือไม่ ได้ผลเป็น อย่างไรหรือใช้วิธีการใดในการสื่อสารที่ท าให้กลุ่มของตนเองตีหม้อได้ส าเร็จ และวิธีการใดเป็นวิธีใช้ สื่อสารเพื่อให้ตีหม้อได้เร็วที่สุด ครูและนักเรียนช่วยกันอภิปรายและได้ข้อสรุป 1) ในการเล่นเกมบิดตาตีหม้อ ผู้ดีหม้อที่มองไม่เห็นเพียงอย่างเดียวกับผู้ตีหม้อที่ทั้งมองไม่ เห็นและไม่ได้ยินเสียงด้วย ผู้ใดเล่นเกมล าบากกว่ากัน (ผู้ตีหม้อที่ทั้งมองไม่เห็นและไม่ได้ยินเสียงด้วย)
2) อะไรเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสาร ค้นหา หรือระบุทิศทางของสิ่งของต่าง ๆ ใน ชีวิตประจ าวัน (การมองไม่เห็น การไม่ได้ยินเสียง) 3) จากเกมที่ได้เล่น ตาและหูมีความส าคัญอย่างไร (ตาใช้มองดูสิ่งต่าง ๆ และหูใช้ฟังเสียง) ขั้นสรุปบทเรียน ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ในประเด็นต่อไปนี้ - ตาและหูมีความส าคัญ โดยตาใช้มองดูสิ่งต่าง ๆ และหูใช้ฟังเสียง ถ้าตาและหูไม่ สามารถท าหน้าทีได้ตามปกติ จะส่งผลให้การท ากิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจ าวันยากหรือล าบากขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีการใช้วิธีการอื่นในการสื่อสารแทนการพูดหรือการฟังเสียง กำรวัดและประเมินผล ด้ำนควำมรู้(K) ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P) จิตวิทยำศำสตร์(A) 1. ซักถามความรู้เรื่อง ความส าคัญของตา และหู 2. ตรวจชิ้นงานหรือภาระงาน ของกิจกรรมฝึกทักษะระหว่าง เรียน 1. ประเมินทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์โดยใช้แบบวัด ทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ 2. ประเมินทักษะการคิดโดยการ สังเกตการท างานกลุ่ม 3. ประเมินทักษะการแก้ปัญหา โดยการสังเกตการท างานกลุ่ม 4. ประเมินพฤติกรรมใน การปฏิบัติกิจกรรมเป็น รายบุคคลหรือรายกลุ่มโดยการ สังเกตการท างานกลุ่ม 1. ประเมินเจตคติทาง วิทยาศาสตร์เป็นรายบุคคลโดย การสังเกตและใช้แบบวัดเจตคติ ทางวิทยาศาสตร์ 2. ประเมินเจตคติต่อ วิทยาศาสตร์เป็นรายบุคคลโดย การสังเกตและใช้แบบวัดเจตคติ ต่อวิทยาศาสตร์ สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้ สื่อกำรเรียนรู้ 1. แบบบันทึกกิจกรรมไม่เห็น ไม่ได้ยิน 2. ผ้าปิดตา ปิดหู 3. หม้อและไม้ตีหม้อ แหล่งกำรเรียนรู้ 1. ห้องเรียน 2. แบบบันทึกกิจกรรมไม่เห็น ไม่ได้ยิน
บันทึกผลหลังกำรจัดกำรเรียนรู้ ด้ำนควำมรู้(K) นักเรียนสามารถสังเกตและอธิบายความส าคัญของตา และหูได้ร้อยละ 95 ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P) นักเรียนสามารถออกแบบวิธีการสื่อสารเมื่อตาและหูไม่สามารถทางานได้ตามปกติได้ ร้อยละ 90 ด้ำนจิตวิทยำศำสตร์(A) นักเรียนมีจิตวิทยาศาสตร์ได้ ร้อยละ 95 ด้ำนสมรรถนะส ำคัญของผู้เรียน สื่อสารและน าความรู้เรื่องความส าคัญของตา และหูไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้ร้อยละ 80 ด้ำนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น ร้อยละ 100 2. พึงพอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ร้อยละ 80 3. ท างานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ร้อยละ 100 ปัญหำ/อุปสรรค และแนวทำงแก้ไข ควรประเมินทักษะการคิดโดยการสังเกตการท างานกลุ่มและประเมินทักษะการแก้ปัญหาโดย การสังเกตการท างานกลุ่มเพิ่มขึ้น ลงชื่อ............................................... ครูผู้สอน (นางสาวเมษา ลาปะ) ต าแหน่ง ครู โรงเรียนบ้านโนนใหญ่
ควำมเห็นของผู้บริหำรสถำนศึกษำ แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบครบถ้วน นักเรียนมีส่วนร่วมในการท ากิจกรรม ออกแบบ กิจกรรมแบบส่วนร่วม เห็นสมควรใช้สอนได้ ลงชื่อ........................................................ผู้บริหารสถานศึกษา (นางสาวสาวิตรี คล้ายจันทร์) ต าแหน่ง ผู้อ านวยการโรงเรียนบ้านโนนใหญ่
ภาพปิดตาตีหม้อ ภาพปิดตาตีหม้อ ภำพประกอบระหว่ำงกำรท ำกิจกรรม ขณะปฏิบัติกิจกรรม
ภาพปิดตา ปิดหูตีหม้อ ภาพปิดตา ปิดหูตีหม้อ ภำพประกอบระหว่ำงกำรท ำกิจกรรม ขณะปฏิบัติกิจกรรม
นักเรียนน าเสนอผลงาน นักเรียนน าเสนอผลงาน ภำพประกอบระหว่ำงกำรท ำกิจกรรม กำรน ำเสนอผลงำน
ภำพประกอบระหว่ำงกำรท ำกิจกรรม ผลงำนนักเรียน
แบบบันทึกกิจกรรม “ไม่เห็น ไม่ได้ยิน” ชื่อ…………………………………………………………………ชั้น………………………..เลขที่…………….. ค ำชี้แจง ออกแบบวิธีการทดลอง และทดลองตามที่ออกแบบ บันทึกผล ลักษณะกำรปิดตำ วิธีกำรตีหม้อ ผลกำรทดลอง ผู้ตีหม้อ ที่ถูกปิดตำ ผู้ตีหม้อ ที่ถูกปิดตำและอุดหู สรุปผลกำรทดลอง ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………
เฉลยแบบบันทึกกิจกรรม “ไม่เห็น ไม่ได้ยิน” ชื่อ…………………………………………………………………ชั้น………………………..เลขที่…………….. ค ำชี้แจง ออกแบบวิธีการทดลอง และทดลองตามที่ออกแบบ บันทึกผล ลักษณะกำรปิดตำ วิธีกำรตีหม้อ ผลกำรทดลอง ผู้ตีหม้อ ที่ถูกปิดตำ ผู้ตีหม้อ ที่ถูกปิดตำและอุดหู สรุปผลกำรทดลอง -ตาและหูมีความส าคัญ โดยตาใช้มองดูสิ่งต่าง ๆ และหูใช้ฟังเสียง ถ้าตาและหูไม่ สามารถท าหน้าทีได้ตามปกติ จะส่งผลให้การท ากิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจ าวันยากหรือ ล าบากขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีการใช้วิธีการอื่นในการสื่อสารแทนการพูดหรือการฟังเสียง
แผนกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ที่ 3 สำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษำปีที่ 1 เรื่อง กำรได้รับกลิ่น เวลำ 1 ชั่วโมง มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด สำระที่ 1 : วิทยำศำสตร์ชีวภำพ มำตรฐำน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การล าเลียงสารผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ท างานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของพืชที่ท างานสัมพันธ์กัน รวมทั้งน าความรู้ ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 1.2 ป.1/1 ระบุชื่อ บรรยายลักษณะและบอกหน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ สัตว์ และพืช รวมทั้งบรรยายการท าหน้าที่ร่วมกันของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ในการท ากิจกรรมต่าง ๆ จากข้อมูลที่รวบรวมได้ ว 1.2 ป.1/2 ตระหนักถึงความส าคัญของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตนเอง โดยการดูแลส่วนต่าง ๆ อย่างถูกต้อง ให้ปลอดภัยและรักษาความสะอาดอยู่เสมอ จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1. อธิบายการใช้ประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นลักษณะและบอกหน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ของ ร่างกายมนุษย์ สัตว์ และพืช รวมทั้งบรรยายการท าหน้าที่ร่วมกันของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์(K) 2. สังเกต ทดลองการรับกลิ่นต่างๆได้ (P) 3. มีเจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ (A) สำระกำรเรียนรู้ มนุษย์มีส่วนต่างๆ ที่มีลักษณะและหน้าที่แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะสมในการด ารงชีวิต เช่น ตามีหน้าที่ไว้มองดู โดยมีหนังตา และขนตาเพื่อป้องกันอันตรายให้กับตา หูมีหน้าที่รับฟังเสียง โดยมี ใบหู และรูหู เพื่อเป็นทางผ่านของเสียง ปากมีหน้าที่พูด กินอาหาร มีช่องปากและมีริมฝีปากบนล่าง แขนและมือมีหน้าที่ ยก หยิบ จับ มีท่อนแขน และนิ้วมือที่ขยับได้ สมองมีหน้าที่ควบคุมการท างาน ของส่วนต่างๆ ของร่างกายเป็นก้อน อยู่ในกะโหลกศีรษะโดยส่วนต่างๆ ของร่างกายจะท าหน้าที่ ร่วมกัน ในการท ากิจกรรม ในชีวิตประจ าวัน การรับกลิ่นของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน เนื่องจากการรับสัมผัสที่แตกต่างกัน และคน จะได้กลิ่นก็ต่อเมื่อกลิ่นนั้นมีระดับความรุนแรงในระดับหนึ่ง
สำระส ำคัญ/ควำมคิดรวบยอด การรับกลิ่นของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน เนื่องจากการรับสัมผัสที่แตกต่างกัน และคน จะได้กลิ่นก็ต่อเมื่อกลิ่นนั้นมีระดับความรุนแรงในระดับหนึ่ง สมรรถนะส ำคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการท างาน 4. มีจิตวิทยาศาสตร์ กิจกรรมกำรเรียนรู้ ขั้นน ำเข้ำสู่บทเรียน 1. ครูน าเปลือกผลไม้ที่มีกลิ่น เช่น เปลือกส้มเขียวหวาน เปลือกมะกรูด เปลือกมะนาวมาให้ นักเรียนสังเกตและดมกลิ่น 2. แบ่งกลุ่มย่อยออกเป็นกลุ่มละ 4-5 คน และอ่านแบบบันทึกกิจกรรมการได้รับกลิ่น เพื่อท า ความเข้าใจเกี่ยวกับความสามารถในการดมกลิ่นและการเตรียมการทดลองการได้รับกลิ่น ขั้นด ำเนินกำรสอน 1. แลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่า เราสามารถรับกลิ่นได้ดีเพียงใด 2. อ่านการทดลองเรื่องการได้รับกลิ่นตามใบกิจกรรม จากนั้นอภิปรายกับเพื่อนในกลุ่ม 3. ร่วมกันอภิปรายและออกแบบวิธีการทดลอง เพื่อตอบค าถามว่า แต่ละคนรับกลิ่นได้ดีเท่ากัน หรือไม่ โดยให้เลือกที่มาของกลิ่นที่กลุ่มต้องการทดลอง 4. ทดลองตามวิธีที่ได้ออกแบบไว้ บันทึกผล ขั้นสรุปบทเรียน ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลการทดลองและลงข้อสรุปว่า แต่ละคนมีความสามารถในการ รับกลิ่นแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร
กำรวัดและประเมินผล ด้ำนควำมรู้(K) ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P) จิตวิทยำศำสตร์(A) 1. ซักถามความรู้เรื่อง การใช้ประสาทสัมผัสในการ ดมกลิ่น 2. ตรวจชิ้นงานหรือภาระ งานของกิจกรรมฝึกทักษะ ระหว่างเรียน 1. ประเมินทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์โดยใช้แบบวัดทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 2. ประเมินทักษะการคิดโดยการสังเกต การท างานกลุ่ม 3. ประเมินทักษะการแก้ปัญหาโดยการ สังเกตการท างานกลุ่ม 4. ประเมินพฤติกรรมในการปฏิบัติ กิจกรรมเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่มโดย การสังเกตการท างานกลุ่ม 1. ประเมินเจตคติทาง วิทยาศาสตร์เป็นรายบุคคลโดยการ สังเกตและใช้แบบวัดเจตคติทาง วิทยาศาสตร์ 2. ประเมินเจตคติต่อ วิทยาศาสตร์เป็นรายบุคคลโดยการ สังเกตและใช้แบบวัดเจตคติต่อ วิทยาศาสตร์ สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้ สื่อกำรเรียนรู้ 1. แบบบันทึกกิจกรรมการได้รับกลิ่น 2. น้ าสะอาด 3. แก้วใส 4. น้ าส้มสายชู 5. เปลือกส้มเขียวหวาน 6. เปลือกมะกรูด 7. เปลือกมะนาว แหล่งกำรเรียนรู้ 1. ห้องเรียน 2. แบบบันทึกกิจกรรมการได้รับกลิ่น
บันทึกผลหลังกำรจัดกำรเรียนรู้ ด้ำนควำมรู้(K) นักเรียนสามารถอธิบายการใช้ประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นได้ร้อยละ 95 ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P) นักเรียนสามารถบอกแหล่งที่มาของกลิ่นน้ าส้มสายชูเปลือกส้มเขียวหวาน เปลือกมะกรูดและ เปลือกมะนาวได้ร้อยละ 90 ด้ำนจิตวิทยำศำสตร์(A) นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ ได้ร้อยละ 95 ด้ำนสมรรถนะส ำคัญของผู้เรียน สื่อสารและน าความรู้เรื่องการใช้ประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้ ร้อยละ 80 ด้ำนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น ร้อยละ 100 2. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ร้อยละ 80 3. ท างานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ร้อยละ 100 ปัญหำ/อุปสรรค และแนวทำงแก้ไข ควรประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้แบบวัดทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์และประเมินพฤติกรรมในการปฏิบัติกิจกรรมเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่มโดยการสังเกตการ ท างานกลุ่มเพิ่มเติม ลงชื่อ............................................... ครูผู้สอน (นางสาวเมษา ลาปะ) ต าแหน่ง ครู โรงเรียนบ้านโนนใหญ่
ควำมเห็นของผู้บริหำรสถำนศึกษำ แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบครบถ้วน นักเรียนมีส่วนร่วมในการท ากิจกรรม ออกแบบ กิจกรรมแบบส่วนร่วม เห็นสมควรใช้สอนได้ ลงชื่อ........................................................ผู้บริหารสถานศึกษา (นางสาวสาวิตรี คล้ายจันทร์) ต าแหน่ง ผู้อ านวยการโรงเรียนบ้านโนนใหญ่
ภาพนักเรียนดมกลิ่นเปลือกผลไม้ ภาพนักเรียนดมกลิ่น ภำพประกอบระหว่ำงกำรท ำกิจกรรม ขณะปฏิบัติกิจกรรม
นักเรียนน าเสนอผลงาน นักเรียนน าเสนอผลงาน ภำพประกอบระหว่ำงกำรท ำกิจกรรม กำรน ำเสนอผลงำน
ผลงำนนักเรียน
ผลงำนนักเรียน
แบบบันทึกกิจกรรม “กำรได้รับกลิ่น” ชื่อ…………………………………………………………………ชั้น………………………..เลขที่…………….. ค ำชี้แจง ออกแบบวิธีการทดลองและตอบค าถาม 1. การสืบเสาะเกี่ยวกับการได้กลิ่น “นักเรียนสามารถรับกลิ่นได้ดีเพียงใด ตรียมกำรทดสอบกำรรับกลิ่น 2. ใช้ปากกาเมจิกเขียนตัวเลขก ากับไว้ข้างแก้ว จ านวน 6 แก้ว 3. ให้นักเรียนดมกลิ่นสารที่อยู่ในแก้วทีละใบ โดยเริ่มจากแก้วที่มีปริมาณน้ าส้มสายชู น้อยที่สุด 4. ดมกลิ่นอีกครั้ง โดยเริ่มจากแก้วที่มีปริมาณน้ าส้มสายชูมากสุด
ค ำถำมท้ำยกิจกรรม 1. กลิ่นที่ได้ มีที่มาจากไหน ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. แก้วที่มีปริมาณน้ าส้มสายชูน้อยสุด ได้กลิ่นน้ าส้มหรือไม่ ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ผลการทดลองจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ถ้าเด็ก ๆ เปลี่ยนจากการใช้น้ าส้มสายชูสีเข้ม เป็นแบบไม่มีสีหรือแบบใสแทน ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. สรุปการทดลองนี้อย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………
เฉลยค ำถำมท้ำยกิจกรรม 1. กลิ่นที่ได้ มีที่มาจากไหน แก้วน้ าที่มีน้ าส้มสายชูปริมาณมากสุด 2. แก้วที่มีปริมาณน้ าส้มสายชูน้อยสุด ได้กลิ่นน้ าส้มหรือไม่ ไม่ได้กลิ่น 3. ผลการทดลองจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ถ้าเด็ก ๆ เปลี่ยนจากการใช้น้ าส้มสายชูสีเข้ม เป็นแบบไม่มีสีหรือแบบใสแทน ผลการทดลองไม่เปลี่ยนเพราะใช้น้ าส้มสายชูเหมือนกัน 4. สรุปการทดลองนี้อย่างไร การรับกลิ่นของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน เนื่องจาก การรับสัมผัสที่แตกต่างกันคนจะได้กลิ่นก็ต่อเมื่อกลิ่นนั้นมีระดับความรุนแรงในระดับหนึ่งได้ การพัฒนาทักษะที่เกี่ยวของ
แผนกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ที่ 4 สำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษำปีที่ 1 เรื่อง กำรปรุงรส เวลำ 1 ชั่วโมง มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด สำระที่ 1 : วิทยำศำสตร์ชีวภำพ มำตรฐำน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การล าเลียงสารผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ท างานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของพืชที่ท างานสัมพันธ์กัน รวมทั้งน าความรู้ ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 1.2 ป.1/1 ระบุชื่อ บรรยายลักษณะและบอกหน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ สัตว์ และพืช รวมทั้งบรรยายการท าหน้าที่ร่วมกันของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ในการท ากิจกรรมต่าง ๆ จากข้อมูลที่รวบรวมได้ ว 1.2 ป.1/2 ตระหนักถึงความส าคัญของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตนเอง โดยการดูแลส่วนต่าง ๆ อย่างถูกต้อง ให้ปลอดภัยและรักษาความสะอาดอยู่เสมอ จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1. บรรยายลักษณะและบอกหน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ สัตว์ และพืช รวมทั้ง บรรยายการท าหน้าที่ร่วมกันของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ในการท ากิจกรรมต่าง ๆ (K) 2. ทดลองการล าเลียงสารผ่านเซลล์(P) 3. มีเจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ (A) สำระกำรเรียนรู้ มนุษย์มีส่วนต่างๆ ที่มีลักษณะและหน้าที่แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะสมในการด ารงชีวิต เช่น ตามีหน้าที่ไว้มองดู โดยมีหนังตา และขนตาเพื่อป้องกันอันตรายให้กับตา หูมีหน้าที่รับฟังเสียง โดยมี ใบหู และรูหู เพื่อเป็นทางผ่านของเสียง ปากมีหน้าที่พูด กินอาหาร มีช่องปากและมีริมฝีปากบนล่าง แขนและมือมีหน้าที่ ยก หยิบ จับ มีท่อนแขน และนิ้วมือที่ขยับได้ สมองมีหน้าที่ควบคุมการท างาน ของส่วนต่างๆ ของร่างกายเป็นก้อน อยู่ในกะโหลกศีรษะโดยส่วนต่างๆ ของร่างกายจะท าหน้าที่ ร่วมกัน ในการท ากิจกรรม ในชีวิตประจ าวัน มนุษย์ใช้ลิ้นในการชิมรสชาติของอาหาร ท าให้มนุษย์สามารถด ารงชีวิตได้ เราจึงควรใช้ส่วน ต่างๆ ของร่างกายอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และรักษาความสะอาดอยู่เสมอ
สำระส ำคัญ/ควำมคิดรวบยอด มนุษย์ใช้ลิ้นในการชิมรสชาติของอาหาร ท าให้มนุษย์สามารถด ารงชีวิตได้ เราจึงควรใช้ส่วน ต่างๆ ของร่างกายอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และรักษาความสะอาดอยู่เสมอ สมรรถนะส ำคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการท างาน 4. มีจิตวิทยาศาสตร์ กิจกรรมกำรเรียนรู้ ขั้นน ำเข้ำสู่บทเรียน ครูใช้ค าถามเพื่อกระตุ้นและสะท้อนการสืบเสาะ 1. จากการทดลองของว่าน ในใบกิจกรรมการสืบเสาะแบบบันทึกกิจกรรมการปรุงรสครู น าเข้าสู่กิจกรรมโดยน าอภิปราย (ครูใช้ค าถามกระตุ้น) - น้ าซุปของว่านเค็มเกินไป ถ้านักเรียนเป็นว่านจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร (นักเรียนตอบตามประสบการณิ์เช่น เดิมน้ า เติมน้ าตาล เติมน้ ามะนาว) 2. ครูกล่าวถึงการทดลองของว่าน เพื่อให้เห็นล าดับขั้นของการทดลอง ดังนี้ - ว่านเตรียมการทดลองโดยใช้น้ าเกลือแทนน้ าซุปที่มีรสเค็ม ซึ่งเตรียมได้โดยการตวงน้ าใส่ เหยือก 1 ลิตรแล้วเทเกลือ 1 ช้อนโต๊ะลงไปในเหยือก คนให้เกลือละลายหมด จากนั้นน าน้ าเกลือเท ลงในแก้ว 1 ใบในปริมาณที่เท่ากัน ส่วนน้ าเกลือที่เหลือให้วางทิ้งไว้ในเหยือก - เมื่อว่านได้น้ าเกลือแล้ว ว่านท าการทดลองแก้ปัญหาตามวิธีที่ตนเองคิด นั่นคือ ว่านจะลอง แก้ความเค็มของน้ าเกลือด้วยการเติมน้ าตาลที่มีปริมาณแตกต่างกันลงในแก้วแต่ละใบ ขั้นด ำเนินกำรสอน 1. ครูน าอภิปรายเกี่ยวกับการทดลองของว่าน กระตุ้นให้เด็กตอบค าถามดังนี้ - ว่านท าการทดลองเพื่อตอบค าถามใด (ปริมาณน้ าตาลมีผลต่อรสชาติของน้ าเกลืออย่างไร) - ว่านมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร (เติมน้ าตาลลงในน้ าเกลือแต่ละแก้ว โดยให้มีปริมาณของน้ าตาลที่ แตกต่างกัน) - ถ้าท าการทดลองตามว่าน คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น (ตอบตามความคิดของตัวเอง เช่น ถ้าใส่ น้ าตาลในน้ าเกลือมากขึ้น จะท าให้น้ าเกลือมีรสชาติหวานเพิ่มมากขึ้น หรือถ้าใส่น้ าตาลในน้ าเกลือจะท า ให้น้ าเกลือหวานขึ้น ดังนั้นน้ าเกลือที่ผสมน้ าตาลในปริมาณที่มากขึ้น จะท าให้น้ าเกลือมีรสชาติหวานเพิ่ม มากขึ้น)
2. เพื่อให้ผู้นักเรียนอภิปรายร่วมกัน ครูใช้ค าถามว่า "นักเรียนจะแก้ไขรสเค็มของน้ าเกลือได้ อย่างไร" จากนั้นครูให้นักเรียนเลือกใช้วัสดุดังนี้น้ าส้ม น้ าเปล่า นม น้ าส้มสายชู น้ าหวาน โดยนักเรียน ท าการทดลองตามที่ออกแบบไว้ได้ 3. ครูแจกแบบบันทึกกิจกรรมการปรุงรส จากนั้นให้ผู้นักเรียนร่วมกันอภิปราย ระบุวิธีที่ ต้องการใช้แก้ปัญหาความเค็มของน้ าเกลือใบแบบบันทึก พร้อมทั้งออกแบบวิธีการทดลองและวิธีการ บันทึกผลการทดลองของกลุ่มตนเอง -วิธีการที่กลุ่มใช้ในการแก้ไขรสเค็มของน้ าเกลือ (เช่น เติม น้ าตาลปริมาณที่แตกต่างกันลงใน น้ าเกลือ) - ขั้นตอนการทดลองเป็นอย่างไร ( เช่น เตรียมน้ าซุปที่มีรสเค็มโดยผสมน้ ากับเกลือ จากนั้น แบ่งน้ าเกลือใส่แก้ว 3 ใบให้มีปริมาณเท่า ๆ กัน และใส่น้ าตาล 1 ช้อนชาลงในแก้วใบที่ 1 น้ าตาล 2 ช้อนชาลงในแก้วใบที่ 2 และน้ าตาล 3 ช้อนชาลงในแก้วใบที่ 3 คนให้น้ าตาลละลายหมด ชิมรส บันทึก ผล) ขั้นสรุปบทเรียน ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสรุปผลทดลองตามที่ออกแบบไว้และให้ตัวแทนแต่ละกลุ่มน าเสนอผลการ ทดลอง กำรวัดและประเมินผล ด้ำนควำมรู้(K) ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P) ด้ำนจิตวิทยำศำสตร์(A) 1. ซักถามความรู้เรื่อง การปรุงรส แก้รสชาติ 2. ตรวจชิ้นงานหรือภาระงาน ของกิจกรรมฝึกทักษะระหว่าง เรียน 1. ประเมินทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์โดยใช้แบบวัด ทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ 2. ประเมินทักษะการคิดโดยการ สังเกตการท างานกลุ่ม 3. ประเมินทักษะการแก้ปัญหา โดยการสังเกตการท างานกลุ่ม 4. ประเมินพฤติกรรมใน การปฏิบัติกิจกรรมเป็น รายบุคคลหรือรายกลุ่มโดยการ สังเกตการท างานกลุ่ม 1. ประเมินเจตคติทาง วิทยาศาสตร์เป็นรายบุคคลโดย การสังเกตและใช้แบบวัดเจตคติ ทางวิทยาศาสตร์ 2. ประเมินเจตคติต่อ วิทยาศาสตร์เป็นรายบุคคลโดย การสังเกตและใช้แบบวัดเจตคติ ต่อวิทยาศาสตร์
สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้ สื่อกำรเรียนรู้ 1. แบบบันทึกกิจกรรมการปรุงรส 2. น้ าดื่ม 3. เกลือ 4. น้ าตาล 5. ถ้วยตวง 6. นมสด แหล่งกำรเรียนรู้ 1. ห้องเรียน 2. แบบบันทึกกิจกรรมการปรุงรส
บันทึกผลหลังกำรจัดกำรเรียนรู้ ด้ำนควำมรู้(K) นักเรียนสามารถอธิบายวิธีการแก้รสชาติได้ร้อยละ 90 ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P) นักเรียนทดลองการล าเลียงสารผ่านเซลล์ได้ ร้อยละ 95 ด้ำนจิตวิทยำศำสตร์(A) นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ ร้อยละ 90 ด้ำนสมรรถนะส ำคัญของผู้เรียน สื่อสารและน าความรู้เรื่องการปรุงรสวิธีการแก้รสชาติไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้ร้อยละ 80 ด้ำนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น ร้อยละ 100 2. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ร้อยละ 80 3. ท างานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ร้อยละ 100 ปัญหำ/อุปสรรค และแนวทำงแก้ไข ควรประเมินทักษะการคิดโดยการสังเกตการท างานกลุ่มและประเมินทักษะการแก้ปัญหาโดย การสังเกตการท างานกลุ่มเพิ่มเติม ลงชื่อ............................................... ครูผู้สอน (นางสาวเมษา ลาปะ) ต าแหน่ง ครู โรงเรียนบ้านโนนใหญ่
ควำมเห็นของผู้บริหำรสถำนศึกษำ แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบครบถ้วน นักเรียนมีส่วนร่วมในการท ากิจกรรม ออกแบบ กิจกรรมแบบส่วนร่วม เห็นสมควรใช้สอนได้ ลงชื่อ........................................................ผู้บริหารสถานศึกษา (นางสาวสาวิตรี คล้ายจันทร์) ต าแหน่ง ผู้อ านวยการโรงเรียนบ้านโนนใหญ่
ภาพนักเรียนด าเนินการทดลอง ภาพนักเรียนด าเนินการทดลอง ภำพประกอบระหว่ำงกำรท ำกิจกรรม ภำพขณะปฏิบัติกิจกรรม
นักเรียนน าเสนอผลงาน นักเรียนน าเสนอผลงาน ภำพประกอบระหว่ำงกำรท ำกิจกรรม กำรน ำเสนอผลงำน