The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระพุทธศาสนา ebook (4)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Jue CH, 2023-09-04 19:14:44

พระพุทธศาสนา ebook (4)

พระพุทธศาสนา ebook (4)

พระพุทธศาสนา ศาสนาคริสริ ต์ ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู ศาสนาอิสลาม ศาสนาซิกข์ ศาสนาพุทธ


คำ นำ หนังสือ E book เล่มนี้ เป็นสื่ออิเลคทรอนิกส์ จัดทำ ขึ้นเพื่อ การศึกษาความรู้เกี่ยวกับศาสนาต่างๆ ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนา คริส ริ ต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ ซึ่ง แต่และศาสนาจะมีหลักคำ สอน ประวัติ วั ติ ความเป็นมาและบุคคลสำ คัญ ให้ผู้อ่านได้ศึกษา อีกทั้งสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อการเรีย รี นการสอนในวิช วิ าพระพุทธ ศาสนาฝึกทักษะ ความคิด การทำ งานร่วมกัน หากผิดพลาดประการ ใดขอขออภัย ณ โอกาสนี้ คณะผู้จัดทำ หวัง วั ว่า ว่ หนังสือ E book เล่มนี้จะเป็นประโยชน์ ต่อผู้อ่านเป็นอย่างยิ่ง คณะผู้จัดทำ พิชญุตม์ ฉัตรบูรณยนต์ เลขที่ 6 กันต์ อภิธรรมนิธิ เลขที่ 10 ณชกร เลิศพิทักษ์กิจ เลขที่ 22


สารบัญ ประวัติความเป็นมาของศาสนาพุทธ 4 พุทธประวัติ 5-7 บุคคลสำ คัญทางพุทธศาสนา หลักคำ สอนสำ คัญของพระพุทธศาสนา 10-16 ประวัติความเป็นมาศาสนาคริสริ ต์ 17-18 ประวัติพระเยซู 19-20 บุคคลสำ คัญในศาสนาคริสริ ต์ หลักธรรมคำ สอนศาสนาคริสริ ต์ 21-22 ประวัติความเป็นมาศาสนาอิสลาม 23-24 ประวัติ ท่านศาสดามุฮัมมัด 24-25 บุคคลสำ คัญในศาสนาอิสลาม หลักธรรศาสนาอิสลาม และหลักปฏิบัติ 27-29 ประวัติความเป็นมาศาสนาพราหมณ์-ฮินดู 30-33 บุคคลสำ คัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู - ประวัติฤาษีวยาสะ หรือ รื กฤษณ ไทวปานะ 34 หลักธรรมสำ คัญของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู 35-37 -ประวัติพระอัญญาโกณฑัญญเถระ 8-9 - ประวัติพระแม่มารี 20-21 - ประวัติเคาะดีญะฮ์ บินต์ คุวัยลิด วีร วีสตรีแ รี ห่งอิสลาม 26-27 หน้า


ประวัติ วัติ ความเป็นมาศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เกิดในประเทศอินเดีย ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี (พระพุทธศาสนาเริ่ม ริ่ ตั้งแต่ปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิ รินิ พพาน) ลักษณะเด่นของพระพุทธศาสนาคือเป็นศาสนาแห่งความรู้และ ความเป็นจริง ริ เพราะเป็นศาสนาแห่งการตรัสรู้จากพระปัญญาอันยิ่งของพระพุทธองค์เอง พระธรรมที่ ทรงตรัสรู้ คืออริย ริ สัจ ๔ ก็เป็นความจริง ริ อันเที่ยงแท้ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ กล่าวคือ ในกระบวนการคิดของโลกศาสนาพระพุทธศาสนาได้รับยกย่องจากทั่วโลกว่าว่เป็นศาสนาแห่งสันติภาพ อย่างแท้จริง ริ เพราะไม่ปรากฏว่าว่มีสงครามในนามศาสนาหรือ รื การเผยแผ่ศาสนา เพราะให้เสรีภ รี าพในการ พิจารณาด้วยปัญญา และพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความอิสระเสรีภ รี าพ กล่าวคือไม่ผูกติดกับผู้ดล บันดาลหรือ รื พระผู้เป็นเจ้าเชื่อในความสามารถของมนุษย์ว่าว่มีศักยภาพ ในการปลดเปลื้องทุกข์โดยไม่ต้อง รอการดลบันดาล พระพุทธศาสนานับว่าว่เป็นศาสนาที่สำ คัญที่สุดในโลกศาสนาหนึ่ง ซึ่งมีผู้นับถือจำ นวน มากหลายร้อยล้านคน โดยเฉพาะในประเทศทางเอเชียใต้ เอเชียตะวัน วั ออก และเอเชียอาคเนย์ ตลอดจน ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ปัจจุบันศาสนาพุทธได้เผยแผ่ไปทั่วโลก โดยมี จำ นวนผู้นับถือส่วนใหญ่อยู่ในทวีปวี เอเชีย ทั้งในเอเชีย กลาง เอเชียตะวัน วั ออก และเอเชียตะวัน วั ออกเฉียงใต้ ปัจจุบันศาสนาพุทธ ได้มีผู้นับถือกระจายไปทั่วโลก ประมาณ 700 ล้านคน ด้วยมีผู้นับถือในหลายประเทศ ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาสากล พระศาสดาของพระพุทธศาสนาคือพระพุทธเจ้า พระนามว่าว่สิทธัตถะ แปลว่าว่ “ผู้มีความสำ เร็จสมประสงค์ ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนตั้งใจจะทำ ” พระองค์เป็นพระ ราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริม ริ หามายา แห่งนครกบิลพัสดุ์ แคว้น ว้ สักกะ ทรงมีพระปัญญาอันเลิส สามารถศึกษาเล่าเรีย รี นได้ว่อว่งไว ทรงมีความรู้ ความ สามารถในศิลปวิท วิ ยาการหลายสาขา เมื่อเจ้าชายสิทธัต ถะมีพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา ได้ทรงอภิเษกสมรสกับ พระนางยโสธราหรือ รื พิมพา มีพระโอรสองค์หนึ่งพระนาม ว่าว่พระราหุล แม้ชีวิต วิในฆราวาสวิสั วิสั ยจะทรงสมบูรณ์ด้วยสุขสมบัติเพียงใด พระองค์ก็ทรงมีพระราชหฤทัยน้อมไปใน ทางที่จะทรงผนวชเพื่อแสวงหาสัจธรรม เพราะทรงเห็นความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของโลก ทั้งมีพระกรุณา ประสงค์ที่จะช่วยชาวโลกให้พ้นทุกข์ จึงทรงสละความสุขนานาประการเสด็จออกผนวชขณะที่มีพระชนมายุ ๒๙ พรรษา หลังจากทรงผนวชพระองค์ได้ทรงศึกษาความรู้จากสำ นักอาจารย์ต่าง ๆ จนเชี่ยวชาญ ทั้งได้ ทรงบำ เพ็ญทุกรกิริย ริ าด้วยวิธี วิธี การต่าง ๆ ก็ยังมิได้บรรลุถึงซึ่งทางพ้นทุกข์ พระองค์จึงทรงหันมามุ่งมั่น บำ เพ็ญเพียรด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง จึงได้ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ตรัสรู้เป็นพระ อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลกขณะที่มีพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา เมื่อตรัสรู้แล้ว พระองค์ได้ เสด็จสั่งสอนแนะนำ ประชาชนในแคว้น ว้ ต่างๆในประเทศอินเดีย เป็นเวลาถึง ๔๕ ปี ประชาชนในสมัยนั้นหัน มานับถือพระพุทธศาสนา และเข้ามาบรรพชา อุปสมบทเป็นจำ นวนมาก


พุทธประวัติ กุลกำ เนิดและปฐมวัย ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี พระนางสิริม ริ ายา ราชธิดาของกษัตริย์ ริย์โกลิยวงค์ผู้ ครองกรุงเทวทหะ พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ ริย์ ผู้ครองกรุงกบิล พัสดุ์ ทรงประสูตรพระโอรส เมื่อวัน วั ศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ณ สวนลุมพินีวัน วั ซึ่งตั้งอยู่ระหว่าว่งกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ (ปัจจุบัน คือ ตำ บลรุมมินเด ประเทศเนปาล) หลังจากประสูติ อสีตดาบส เป็นมหาฤษีอยู่ ณ เชิงเขาหิมพานต์เป็นที่ เคารพของราชสกุลได้รับ ทราบข่าวการประสูตรของพระ กุมารจึงเดินทางมาเยี่ยม และได้ทำ นายว่าว่ถ้าพระกุมาร อยู่ครองฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้ เป็นศาสดาเอกของโลก ๕ วัน วั หลังประสูติพระเจ้าสุทโธทนะพร้อมทั้งพระนางสิริม ริ หามายา พระประยูรญาติ ได้จัดพิธีขนาน พระนามพระราชกุมารว่าว่สิทธัตถะ โดยเชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คนมาเลี้ยง แล้วได้คัดเลือก เอาพราหมณ์ชั้นยอด ๘ คนให้เป็นผู้ทำ นายลักษณะพระกุมาร เมื่อประสูติได้ ๗ วัน วั พระมารดาก็เสด็จ ทิวงคต พระเจ้าสุทโธทนะ จึงมอบให้พระนางประชาบดี ซึ่งเป็นพระขนิษฐา ของพระนางสิริม ริ หามายา เป็น ผู้เลี้ยงดู เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะพระชนมายุ 8 พรรษา ได้ทรงศึกษาในสำ นักครูวิศ วิ วะมิตร พระองค์ทรงศึกษา ได้อย่างรวดเร็ว มีความจำ ดีเลิศ และทรงพระปรีช รี าสามารถในการกีฬา ขี่ม้า ฟันดาบ และยิงธนู อภิเศกสมรส วัย วั หนุ่ม พระราชบิดาไม่ต้องการให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงออกบวช พระองค์ทรงพอพระทัยที่จะให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นองค์จักรพรรดิ จึงใช้ ควาพยายามทุกวิถี วิถี ทางเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา พระราชบิดาได้โปรดให้สร้างปราสาท ๓ หลัง ให้ประทับใน ๓ ฤดู และ ทรงสู่ขอพระนางโสธราพิมพา พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะ แห่ง กรุงเทวทหะ อยู่ในตระกูลโกลิยวงค์ให้อภิเษกด้วย เจ้าชายสิทธัตถะได้ เสวยสุขสมบัติจนพระชนมายุ ๒๙ พรรษา พระนางยโสาธาราก็ประสูติ พระโอรส ทรงพระนามว่าว่ราหุล ออกบรรพชา เสด็จออกบรรพชา เจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อหน่ายในโลกียวิสั วิสั ย ถึง แม้ว่าว่พระองค์จะทรงสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติอย่างเหลือล้น พระองค์ก็ ยังคงตริต ริ รองถึงชีวิต วิ คน ฝักใฝ่พระทัยคิดค้นหาวิธี วิธี ทางดับทุกข์ ที่ มนุษย์เรามีมากมาย พระองค์คิดว่าว่ถ้ายังอยู่ในเพศฆราวาส พระองค์ คงหาทางแก้ทุกข์ อันเกิดจากความแก่ ความเจ็บ ความตายไม่ได้แน่ พระองค์จึงตัดสินใจเสด็จออกบวช โดยพระองค์ทรงม้ากัณฐกะ สู่แม่น้ำ อโนมา ณ ที่นี้พระองค์ทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิต และมอบหมาย เครื่อ รื่ งประดับและม้ากัณฐกะให้นายฉันนะนำ กลับไปยังกรุงกบิลพัสดุ์


เข้าศึกษาในสำ นักดาบส การแสวงหาธรรม ระยะแรกหลังจากทรงออกบวช แล้ว เจ้าชายสิทธัตถะได้ทรงศึกษา ในสำ นักอาฬารดาบส ที่กรุงราชคฤห์ อาณาจักรมคธ เมื่อสำ เร็จการศึกษาจาก สำ นักนี้แล้ว พระองค์ทรงเห็นว่าว่ ไม่ใช่หนทางในการหลุด พ้นจากทุกข์ ตามที่พระองค์ได้ทรงมุ่งหวัง วัไว้ พระองค์จึง ลาอาฬารดาบสและอุททกดาบส เดินทางไปแถบแม่น้ำ คยาในตำ บลอุรุเวลาเสนานิคมแห่งกรุงราชคฤห์อาณา จักรมคธ บำ เพ็ญทุกรกิริย ริ า การบำ เพ็ญทุกรกิริย ริ า เมื่อพระองค์ทรงเปลี่ยน พระทัย ที่จะคิดค้นคว้า ว้ แสวงหาความรู้ด้วยพระองค์เอง แทนที่จะทรงเล่าเรีย รี นในสำ นักอาจารย์แล้ว พระองค์เริ่ม ริ่ ด้วยการทรมานพระวรกาย ตามวิธี วิธี การของโยคี เรีย รี กว่าว่ การบำ เพ็ญทุกรกิริย ริ า บริเ ริ วณแม่น้ำ เนรัญชรานั้น พระ มหาบุรุษได้ทรงบำ เพ็ญทุกรกิริย ริ าเป็นเวลา ๖ ปี พระองค์ ก็ยังคงมิได้ค้นหาทางหลุดพ้นจากทุกข์ได้พระองค์ทรงเลิก การบำ เพ็ญทุกรกิริย ริ าแล้วกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อ บำ รุงพระวรกายให้แข็งแรง จะได้มีกำ ลังในการคิดค้นพบ วิธี วิธีใหม่ ในขณะที่พระมหาบุรุษได้ทรงบำ เพ็ญทุกรกิริย ริ านั้น ได้มีปัญจวัค วั คีย์มาคอยปรนนิบัติรับใช้ ด้วย ความหวัง วั ว่าว่พระมหาบุรุษได้ตรัสรู้แล้วพวกตนจะได้รับการถ่ายทอดบ้าง และเมื่อพระมหาบุรุษ ล้มเลิกการ บำ เพ็ญทุกรกิริย ริ า ปัญจวัค วั คีย์ก็ได้ชวนกันละทิ้งมหาบุรุษไปทั้งหมด เป็นผลทำ ให้พระมหาบุรุษได้อยู่ตาม ลำ พัง ในที่สงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวง ปัญจวัค วั คีไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน วั กรุงพาราณสี พระองค์ได้ทรงตั้งพระสติ และเดินทางกายกลางกลับมาเสวยพระกระยาหาร จนร่างกายแข็งแรงสดชื่น แล้วทรงบำ เพ็ญเพียรทางจิตแทน ตรัสรู้ ตรัสรู้ ตอนเช้าวัน วั เพ็ญเดือน ๖ ปีระกา ก่อน พุทธศักราช ๔๕ นางสุชาดา ได้นำ ข้าวมธุปายาสเพื่อไป บวงสรวงเทวดา ครั้นเห็นพระมหาบุรุษประทับที่โคน ต้นไทร ด้วยอาการสงบ นางคิดว่าว่เป็นเทวดา จึงถวาย ทอดข้าวมธุปายาสแล้ว เสด็จไปริม ริฝั่งแม่น้ำ เนรัญชรา ตอนเย็นวัน วั นั้นเอง พระองค์ได้กลับมายังต้นโพธิ์ที่ประ ทับพบคนหาบหญ้าชื่อโสตถิยะ คนหาบหญ้าได้ถวาย หญ้าให้พระองค์ปูล ปู าด ณ ใต้ต้นโพธิ์ แล้วขึ้นประทับหัน พระพักตร์ ไปทางทิศตะวัน วั ออก และได้ตั้งจิตอธิษฐานว่าว่แม้เลือดในกายของเราจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูก ก็ตาม ถ้ายังไม่พบธรรมวิเ วิ ศษแล้ว จะไม่ยอมหยุดความเพียรเป็นอันขาด เมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานแล้ว พระองค์ก็ทรงสำ รวมจิตให้สงบแน่วแน่ พระองค์เริ่ม ริ่ บำ เพ็ญเพียรทางจิต และในที่สุด ทรงชนะความลังเล พระทัย ทรงบรรลุความสำ เร็จ เมื่อพระองค์ทรงรู้เห็นอย่างนี้ จิตก็พ้นจากกิเลสทั้งปวง พระองค์ก็ตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษา ในวัน วั เพ็ญ เดือน ๖ ปีระกาธรรมสูงส่งที่พระพุทธเจ้า ตรัสรู้นั้น คือ อริย ริ สัจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค


ประกาศพระศาสนาครั้งแรก การแสดงปฐมเทศนา วัน วั ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนอาสาฬหะ (เดือน ๘) ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน วั พระพุทธเจ้าเสด็จไป หาปัญจวัค วั คีย์ พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมในวัน วั ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เรีย รี กว่าว่ธรรมจักกัปวัต วั นสูตร ในขณะที่ทรงแสดง ธรรมนั้น ท่านโกณฑัญญะได้ธรรมจักษุ คือ พระโสดาบัน ได้ทูลขออุปสมบท ในพระธรรมวินั วินั ยของสัมมสัมพุทธเจ้า เรีย รี กการบวชครั้งนี้ว่าว่ "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" พระอัญญา โกณฑัญญะ จึงเป็นพระภิกษุรูปแรกในพุทธศาสนา การประกาศพระพุทธศาสนา เมื่อพระองค์ มีสาวกเป็นพระอรหันต์ ๖๐ องค์ และ ก็ได้ออกพรรษาแล้ว ทรงพิจารณาเห็นสมควรว่าว่จะออกไป ประกาศศาสนา ให้เป็นที่แพร่หลายได้แล้ว พระองค์จึงเรีย รี ก ประชุมสาวกทั้งหมด พระองค์ทรงส่งสาวกออกประกาศ ศาสนาพร้อมกันทีเดียว ๖๐ องค์ ไป ๖๐ สาย คือ ไปกันทุก สารทิศ สาวกทั้ง ๖๐ องค์เมื่อได้รับพุทธบัญชาเช่นนั้น ก็ แยกย้ายกันไปประกาศศาสนาตามจังหวัด วั อำ เภอ และ ตำ บลต่างๆ ทำ ให้กุลบุตรในดินแดนถิ่นฐานต่าง ๆ เหล่านั้น หันมาสนใจมากเลื่อมใสมากขึ้น บางคนขอ บวช แต่สาวกเหล่านั้นยังให้บวชเองไม่ได้ จึงต้องพา กุลบุตรเหล่านั้นมาเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อให้พระองค์บวช ให้ ทำ ให้ได้รับความลำ บากในการเดินทางมาก ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาต ให้สาวกเหล่านั้นอุปสมบท กุลบุตรได้ โดยโกนผมและหนวดเคราเสียก่อน แล้วจึง ให้นุ่งห่มผ้าย้อมด้วยน้ำ ฝาด ทรงปรินิ รินิ พาน การเสด็จปรินิ รินิ พพาน หลังจากพระพุทธเจ้า แสดงปัจฉิมโอวาทซึ่งวัน วั นั้นตรงกับวัน วั เพ็ญเดือน วิส วิ าขะ (เดือน ๖) ในยามสุดท้ายของวัน วั นั้น ณ ป่าไม้ สาละ(สาลวัน วั อุทยาน) ของกษัตริย์ ริย์ มัลละ กรุงกุสินารา พระองค์ได้ประทับใต้ต้นสาละคู่ หลังจากตรัสโอวาทให้ แก่พระอริย ริ สงฆ์แล้วพระองค์มิได้ตรัสอะไรอีกแล้วเสด็จ ปรินิ รินิ พพาน ด้วยพระอาการสงบ ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์ นักที่วัน วั ประสูติวัน วั ตรัสรู้และวัน วั ปรินิ รินิ พพานของพระ พุทธเจ้าตรงกัน คือ วัน วั เพ็ญเดือน ๖


บุคคลสำ คัญทางพุทธศาสนา ประวัติพระอัญญาโกณฑัญญเถระ สถานะเดิม พระอัญญาโกณฑัญญะ ชื่อเดิมว่าว่ โกณฑัญญะ บิดา และมารดาเป็นบุตรตระกูลพราหมณ์ มหาศาล ในหมู่บ้านโฑณวัต วั ถุ ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ จบการศึกษาด้านไตรเพทในคัมภีร์พราหมณ์ และมี ความเชี่ยวชาญในการทำ นายลักษณะเป็นพิเศษ มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติได้ ๕ วัน วั พระเจ้าสุทโธทนะได้เชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คน มารับ ประทานอาหาร เพื่อเป็นมงคลและทํานายลักษณะพระราชโอรสตามราชประเพณี แล้วได้ คัดเลือก พราหมณ์ ๘ คน จากจํานวน ๑๐๘ คนนั้น ให้เป็นผู้ทํานายลักษณะพระราชกุมาร โกณฑัญญะซึ่งเป็น พราหมณ์หนุ่มที่สุดได้รับคัดเลือกอยู่ในจํานวน ๘ คนนั้นด้วย พราหมณ์ ๗ คน ได้ทํานายพระราช กุมารว่าว่มีคติ ๒ อย่าง คือ ๑. ถ้าอยู่ครองเรือ รื น จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ๒. ถ้าเสด็จออกผนวช จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกในโลก ฝ่ายโกณฑัญญะพราหมณ์ มีความมันใจในตําราทํานายลักษณะของตน ได้ทํานายไว้อ ว้ ย่าง เดียวว่าว่พระราชกุมารจะเสด็จออกผนวชและจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกชอง โลกแน่นอน ต่อมาเมื่อพระราชกุมารเสด็จออกผนวชและบําเพ็ญทุกกรกิริย ริ าอยู่ โกณฑัญญพราหมณ์ ทราบข่าว จึงได้ชักชวนพราหมณ์อีก ๔ คน คือ ๑. วัปวั ปะ ๒. ภัททิยะ ๓. มหานามะ ๔. อัสสชิ ซึ่งล้วน แต่เป็นบุตรของพราหมณ์ในจํานวน ๑๐๘ คน ที่ได้รับเชิญไปรับประทานอาหารในพระราชพิธีทํานาย พระลักษณะของพระราชกุมารทั้งสิ้น รวมเป็ น ๕ คนด้วยกัน เรีย รี กว่าว่ ปัญจวัค วั คีย์ แปลว่าว่กลุ่มคน ๕ คน ได้ติดตามรับใช้ใกล้ชิดด้วยคิดว่าว่ถ้าพระองค์ได้บรรลุธรรมวิเ วิ ศษแล้ว จะได้เทศนาสั่งสอนตนให้ได้ บรรลุธรรมนั้นบ้างได้รับฟังปฐมเทศนาและบรรลุโสดาบัน เมื่อพระพุทธองค์ทรงบําเพ็ญทุกข์กิริย ริ าถึง ๖ ปี แต่ไม่ได้ตรัสรู้ ทรงแน่พระทัยว่าว่นั้นไม่ใช่ ทางพ้นทุกข์ จึงทรงเลิกการทําทุกกรกิริย ริ า มาทําความเพียรทางจิต ปัญจวัค วั คีย์ซึ่งมีโกณฑัญญะเป็น หัวหน้า หมดความเลื่อมใสเพราะเข้าใจว่าว่จึงพากันหนีไป อยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน วั แขวงเมืองพา ราณสี ครั้นพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จึงทรงคิดถึงปัญจวัค วั คีย์ทั้ง 5 แล้ว ได้เสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน วั ทรงแสดงพระธรรมจักรกัปวัต วั นสูตร


เนื้อความในพระธรรมเทศนานี้ พระพุทธองค์ทรงตําหนิหนทางปฏิบัติอันไร้ประโยชน์ 2 ทาง 1. กามสุขัลลิกานุโยค การปฏิบัติที่ย่อหย่อนเกินไป หมกมุ่นแต่รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส ซึ่ง มิใช่ทางตรัสรู้หาประโยชน์มิได้ 2. อัตตกิลมถานุโยค การปฏิบัติตนให้ได้รับความลําบาก เคร่งครัดเกินไป กระทําตนให้ได้รับ ความทุกข์ทรมาน เป็นการกระทําที่เหนื่อยเปล่า ไม่มีประโยชน์ ไม่ใช่ทางแห่งความหลุดพ้นจากนั้น พระพุทธองค์ตรัสชี้แนะวิธี วิธีปฏิบัติ แบบ “มัชฌิมาปฏิปทา” มัชฌิมาปฏิปทา คือ การปฏิบัติแบบกลาง ๆ ไม่ย่อหย่อนเกินไปแบบประเภทที่หนึ่ง และไม่ ตึงเกินไป แบบประเภทที่สอง ดําเนินตามทางสายกลาง ประกอบด้วยองค์ 8 ประการ ได้แก่ 1. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ (ปัญญาเห็นในอริย ริ สัจ 4) 2. สัมมาสังกัปปะ ดําริช ริ อบ (ดําริอ ริ อกจากกาม ไม่เบียดเบียน ไม่พยาบาท) 3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ (เว้น ว้ จากวจีทุจริต ริ 4) 4. สัมมากัมมันตะ ทําการงานชอบ (เว้น ว้ จากกายทุจริต ริ 3) 5. สัมมาอาชีวะเลี้ยงชีพชอบ (เว้น ว้ จากเลี้ยงชีพในทางที่ผิด) 6. สัมมาวายามะเพียรชอบ (เพียรละความชัวทําความดี) ่ 7. สัมมาสติ ระลึกชอบ (ระลึกในสติปัฏฐาน 4) 8. สัมมาสมาธิตั้งจิตไว้ช ว้ อบ (เจริญ ริ ฌานทั้ง 4) เมื่อจบพระธรรมเทศนา ธรรมจักษุ คือ ดวงตาเห็นธรรม เกิดขึ้นแก่โกณฑัญญะบรรลุธรรม รู้ธรรมหมดความสงสัยในคําสอนของพระศาสดาแล้ว ได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบท งานประกาศศาสนา พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นกําลังสําคัญรูปหนึ่งในการช่วยประกาศพระศาสนา เพราะอยู่ ในจํานวน พระอรหันต์ ๖๐ รูป ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงส่งไปประกาศพระศาสนาครั้งแรกด้วย ผลงานที่สําคัญของท่านคือ ทําให้นายปุณ ปุ ณะบุตรของนางมันตานีผู้เป็นหลานชายได้บวช ในพระพุทธ ศาสนา ซึ่งต่อมาได้เป็นกําลังสําคัญในการช่วยประกาศพระศาสนา มีกุลบุตรบวชในสํา นักของท่านจํานวนมาก พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้รับยกย่องจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าว่เลิศกว่าว่ภิกษุทั้งหลาย เป็นเอตทัคคะด้านรัตตัญญู แปลว่าว่ผู้รู้ราตรี หมายความว่าว่รู้ธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้า ตรัสสอนก่อนใครทั้งหมด ปรินิ รินิ พพาน ท่านได้อยู่จําพรรษา ในป่าหิมพานต์ บริเ ริ วณใกล้สระฉัททันต์ เป็นเวลานาน 12 ปี วัน วั ที่ท่าน จะนิพพาน ท่านพิจารณาอายุสังขารแล้ว ได้มาเฝ้าพระพุทธองค์ เพื่อกราบทูลลานิพพาน ครั้งพระ พุทธองค์ ประทานอนุญาตแล้ว ท่านเดินทางกลับยังป่าหิมพานต์ และนิพพานในบรรณศาลาที่พักริม ริ สระฉัททันต์


ศาสนาพุทธ มีคัมภีร์ที่สำ คัญ พระไตรปิฎก บรรจุคำ สอนของพระศาสดาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถือว่าว่เป็นคัมภีร์สูงสุดใน พระพุทธศาสนา พระไตรปิฎก หมายถึง คัมภีร์ที่รวบรวมคำ สั่งสอนของพระพุทธเจ้า คำ ว่าว่พระไตรปิฎก มาจาก ภาษาบาลี ติปิฏก แปลว่าว่ตะกร้าสามใบ หรือ รื คำ สอน สามหมวด ติ หมายถึง สาม ปิฏก หมายถึง ตำ รา คัมภีร์ หรือ รื กระจาด พระไตรปิฎก แบ่งออกเป็น ๓ หมวดหมู่ ๑. พระวินั วินั ยปิฎก ๒. พระสุตตันตปิฎก ๓. พระอภิธรรมปิฎก หมวดหมู่ของพระไตรปิฎก ๑. พระวินั วินั ยปิฎก ระเบียบวินั วินั ยและธรรมเนียมของพระภิกษุสงฆ์ ๒. พระสุตตันตปิฎก พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า และสาวก รวมถึงภาษิตสาวก และชาดก ๓. พระอภิธรรมปิฎก หลักธรรมที่เป็นหลักวิช วิ า หลักคำ สอนสำ คัญของพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนามุ่งเน้นเรื่อ รื่ งการพ้นทุกข์ และสอนให้รู้จักทุกข์และวิธี วิธี การดับทุกข์ ให้พ้นจาก อวิช วิ ชา (ความไม่รู้ความจริง ริในธรรมชาติ) อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์จากกิเลสทั้งปวง คือ ความโลภ ความ โกรธ ความหลง เน้นการศึกษาทำ ความเข้าใจ การโยนิโสมนสิการด้วยปัญญา และพิสูจน์ทราบข้อเท็จ จริง ริ (ธัมมวิจ วิ ยะ) เห็นเหตุผลว่าว่สิ่งนี้มีสิ่งนี้ จึงมี (อิทัปปัจจยตา) จนเห็นตามความเป็นจริง ริ ว่าว่สรรพสิ่งใน ธรรมชาติเป็นไปตาม กฎพระไตรลักษณ์ และสัตว์โว์ ลกที่เป็นไปตามกฎแห่งกรรม แล้วเลือกใช้หลักธรรมใน พุทธศาสนาที่เหมาะกับผลที่จะได้สิ่งที่ปรารถนาอย่างถูกต้อง ด้วยความไม่ประมาทในชีวิต วิให้มีความสุขใน ทั้งชาตินี้ ชาติต่อๆ ไป (ด้วยการสั่งสมบุญบารมี) ตลอดจนปรารถนาในพระนิพพานของผู้มีปัญญา หลักคำ สอนในพุทธศาสนามีทั้งหลักปฏิบัติที่เป็น จริย ริ ธรรม คุณธรรม และ ศีลธรรม หลักจริย ริ ธรรม ความกตัญญูกตเวที คือ การรู้จักบุญคุณและตอบแทน อันเป็นหลักธรรมพื้นฐานทั่วไปของ มนุษย์ เพื่อการดำ รงอยู่อย่างปกติสุข ดังนั้นทุกคนจึงมีหน้าที่ต่อกันด้วยการปฏิบัติตามหลักจริย ริ ธรรม ของพระพุทธเจ้า คือการปฏิบัติหน้าที่ต่อกัน หลักคุณธรรม พรหมวิห วิ าร 4 เป็นหลักธรรมประจำ ใจเพื่อให้ตนและสังคมดำ รงชีวิต วิ ด้วยการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่ง กันและกัน ไม่มุ่งร้ายต่อกัน ด้วยความรักที่บริสุ ริ สุ ทธิ์ต่อเพื่อนร่วมโลก ประกอบด้วยหลักปฏิบัติ 4 ประการ คือ เมตตา (ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นมีความสุข) กรุณา (ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์) มุทิตา (ความยินดีที่ผู้อื่นประสบความสุขในทางที่เป็นกุศล หรือ รืประกอบเหตุแห่งสุข)


อุเบกขา (การวางจิตเป็นกลาง การมีเมตตา กรุณา มุทิตา เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าตนไม่สามารถช่วยเหลือผู้ นั้นได้ จิตตนจะเป็นทุกข์ ดังนั้น ตนจึงควรวางอุเบกขาทำ วางใจให้เป็นกลาง และพิจารณาว่าว่สัตว์โว์ ลก ย่อมเป็นไปตามกรรมที่ได้เคยกระทำ ไว้ จะดีหรือ รื ชั่วก็ตามกรรมนั้นย่อมส่งผลอย่างยุติธรรมตามที่เขาผู้ นั้นได้เคยกระทำ ไว้อ ว้ ย่างแน่นอน รวมถึงการให้อภัยผู้อื่น) และการปราศจากอคติ หลักศีลธรรม คือ หลักคำ สอนสำ คัญของศาสนา ได้แก่ โอวาทปาติโมกข์ คือ " การไม่ทำ ความชั่วทั้งปวง การ บำ เพ็ญแต่ความดี การทำ จิตให้สะอาดบริสุ ริ สุ ทธิ์ หลักปรมัตถธรรม พุทธศาสนา สอน "อริย ริ สัจ 4" หรือ รื ความจริง ริ อันประเสริฐ ริ 4 ประการ คือ 1. ทุกข์ที่ทำ ให้เราเข้าใจปัญหาและลักษณะของปัญหา 2. สมุทัยสาเหตุที่ทำ ให้เกิดทุกข์ 3. นิโรธความดับแห่งทุกข์ 4. มรรควิถี วิถี ทางอันประเสริฐ ริ ที่จะนำ ให้ถึงความดับทุกข์ ความจริง ริ เหล่านี้เป็นสัจธรรมอันจริง ริ แท้ของชีวิต วิ และกฎธรรมชาติที่ตั้งอยู่โดยอาศัยเหตุปัจจัยปรุง แต่ง ดังนั้นเมื่ออธิบายคำ สอนสำ คัญ โดยลำ ดับตามแนวอริย ริ สัจ ได้แก่ 1. อนิจจัง (ความไม่แน่นอน) ทำ ให้สิ่งทั้งปวงย่อมต้องเปลี่ยนแปลงสถานะเดิม อย่างธาตุดิน (ของแข็ง) เปลี่ยนเป็นธาตุน้ำ (ของเหลว) เปลี่ยนเป็นธาตุลม (แก๊ส) และเปลี่ยนเป็นธาตุไฟ (แสง ความร้อน พลังงาน) และเปลี่ยนไปไม่สิ้นสุด แม้จะเปลี่ยนแปลงแต่การเปลี่ยนแปลงก็มีขีดจำ กัด ทำ ให้ เกิด กฎแห่งวัฏ วั จักร (วัฏ วั ฏตา) สิ่งมีชีวิต วิ เริ่ม ริ่ ต้นถึงที่สุดก็กลับมาตั้งต้นใหม่ เพราะกฎแห่งเหตุผลทำ ให้ ลูกมาจากปัจจัยพ่อแม่ของตนเหมือนพ่อแม่ตน ความไม่แน่นอนทำ ให้สัตว์ พืช อาจไม่เหมือนพ่อแม่ของ ตนได้นิดหน่อย กฎวัฏ วั ฏตาทำ ให้เกิดสันตติ การสืบต่อที่ปิดบังอนิจจัง 2. ทุกขัง (ความไม่เที่ยงแท้ ทนอยู่ในสภาพเดิมมิได้ตลอดกาล) คือ สิ่งทั้งปวงหยุดนิ่งมิได้ เหมือนจะต้องระเบิดอยู่ตลอดเวลา อย่าง ลมต้องพัด เปลือกโลกต้องเคลื่อน ทำ ให้มีกฎแห่งการปรับ สมดุล (สมตา ) เช่น เรานอนเฉยๆ ต้องขยับ หรือ รื วิ่งวิ่มากๆ ต้องหยุด ความทุกข์ทำ ให้เกิดการ วิวั วิ ฒ วั นาการของสัตว์ พืช เช่น พืชที่ปลูกถี่ๆ ย่อมแย่งกันสูงเพื่อแย่งแสงอาทิตย์ในการอยู่รอด หรือ รื การ ปรับสมดุลจึงเกิดชีวิต วิ กฎสมตา ทำ ให้เกิดอิริย ริ าบถที่ปิดบังทุกขัง 3. อนัตตา (สิ่งทั้งปวงไม่มีตัวตนอย่างแท้จริง ริ ดูเหมือนมีตัวตนเพราะอาศัยปัจจัยต่างๆประกอบ กันขึ้น สิ่งทั้งปวงย่อมเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน ทำ ให้เกิดการผสมผสาน ทำ ให้เกิดความหลากหลายยิ่ง ขึ้น อย่างร่างกายของเราย่อมเกิดจากความเกี่ยวข้องกันเล็กๆ น้อย และเพิ่มขึ้นซับซ้อนขึ้น เมื่อสิ่ง ต่างๆ มีผลกระทบต่อกันในด้านต่างๆ ทำ ให้เกิดกฎแห่งหน้าที่ (ชีวิต วิ า) เช่น ตับย่อมทำ หน้าที่ของตับ ไม่อาจทำ หน้าที่เป็นกล้ามเนื้อหัวใจ และถ้าธาตุทั้งสี่ไม่มีกฎแห่งหน้าที่ อันเป็นเหตุให้ธาตุประกอบกัน เป็นร่างกาย ร่างกายของเราย่อมแตกสลายไปราวกับอากาศธาตุ กฎชีวิต วิ าทำ ให้เกิดฆนะ รูปร่าง หรือ รื การเป็นก้อนๆ ที่ปิดบังอนัตตา พระรัตนตรัย หมายถึง แก้วอันประเสริฐริ ๓ ประการ พระพุทธ, พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งเรีย รี กเต็มว่าว่พุทธรัตนะ, ธรรมรัตนะ, สังฆรัตนะ พระพุทธ หมายถึง พระพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้ธรรมด้วยพระองค์เอง แล้วสอนประชุมชนให้ ประพฤติชอบด้วยกาย, วาจา, ใจ ตามพระธรรมวินั วินั ย


พระธรรม หมายถึง ธรรมะซึ่งพระพุทธเจ้า ทรงค้นพบและนำ ออกเผยแผ่ หรือ รื คำ สอนของ พระพุทธเจ้า เกี่ยวกับความจริง ริ ตามธรรมชาติของทุกข์และวิธี วิธี การดับทุกข์ ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น แต่เริ่ม ริ่ สืบทอดกันด้วยวิธี วิธี ท่องจำ แบบปากต่อปาก เรีย รี กว่าว่ "มุขปาฐะ" สมัยต่อมาจึงได้มีการบันทึกไว้ เป็นลายลักษณ์อักษร คัมภีร์ ที่บันทึกพระธรรมของพระพุทธเจ้านั้น เรีย รี กว่าว่พระไตรปิฎก และยังมี คัมภีร์อื่น ๆ ที่แต่งภายหลังเพื่อขยายความอีก ได้แก่ อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา ตามลำ ดับ พระสงฆ์ หมายถึง หมู่สาวกของ พระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งฟังคำ สั่งสอนของ พระพุทธเจ้า แล้ว เลื่อมใส สละเรือ รื นออกบวช ถือวัต วั ร ปฏิบัติ ตามพระธรรมวินั วินั ย ที่พระบรมศาสดาสั่งสอนและ กำ หนดไว้ หลักธรรมคำ สอนของศาสนาพุทธ ศาสนาทุกศาสนามีหลักธรรมคำ สอนเป็นเครื่อ รื่ งยึดเหนี่ยวจิตใจของศาสนิกชน โดยทุก ศาสนา มี เป้าหมายเดียวกันคือ “มุ่งให้ทุกคนมีธรรมะ มีคุณธรรม และสอนให้คนเป็นคนดี” ดังนั้น ศาสนา แต่ละศาสนาจึงมีหลักธรรมคำ สอนของตนเอง เป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติ หลักธรรมคำ สอนของพุทธศาสนา ศาสนาพุทธมีหลักธรรมคำ สอนที่พุทธศาสนิกชนยึดถือ และใช้เป็นแนวทางในการดำ เนินชีวิต วิ หลาย ประการ ได้แก่ อริย ริ สัจ 4 ทิศ 6 ธรรมคุณ 6 สัปปุริ ปุ ส ริ ธรรม 7 อิทธิบาท 4 อบายมุข 6 เป็นต้น อริย ริสัจ 4 คือ ความจริง ริ สุดยอดซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้และ ได้ แสดงต่อจาก โอวาทปาติโมกข์ ความจริง ริ สุดยอดอันประเสริฐ ริ มี 4 ประการ ได้แก่ 1. ทุกข์ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ ทำ ให้เกิดปัญหาแก่ การดำ เนินชีวิต วิ แบ่งเป็น 2 ประเภท ใหญ่ ๆ คือ สภาวทุกข์ หมายถึง ทุกข์ประจำ ที่เป็นไปตามธรรมชาติคือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ปกิณณก ทุกข์ หมายถึง ทุกข์จร ที่อาจเกิดขึ้นเพราะเหตุต่าง ๆ เช่น ความเศร้าโศก น้อยใจ ตรอมใจ เจ็บป่วยไม่ สบายกาย การประสพกับ สิ่งที่ไม่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก และความไม่สมปรารถนา 2. สมุทัย สาเหตุที่ทำ ให้เกิดความทุกข์ ได้แก่ ตัณหา (ความอยาก) มี 3 ลักษณะคือ (1) กามตัณหา คือ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นในสิ่งที่ไม่เคยได้ ไม่เคยมี และ ไม่เคยเป็น (2) ภวตัณหา หมายถึง ความอยากให้คงอยู่ เช่น เกียรติยศ ชื่อเสียง อำ นาจ คำ สรรเสริญ ริ อยากให้สิ่ง เหล่านั้น ดำ รงอยู่กับตนเองตลอดไป (3) วิภ วิ วตัณหา หมายถึง ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น เช่น ความไม่พอใจในสถานะ ที่ตนมีอยู่ เป็นอยู่ ในปัจจุบัน 3. นิโรธ หมายถึง ความดับทุกข์คือ การละตัณหา 3 ประการดังกล่าว เมื่อละต้นเหตุของทุกข์ เสียได้ ความทุกข์ย่อมไม่มี 4. มรรค หมายถึง วิธี วิธี ดับทุกข์ เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อที่จะละตัณหาซึ่งเป็นต้นเหตุของทุกข์ มี 8 ประการดังนี้ มรรค 8 (แนวทางดับทุกข์ มี 8 ประการดังนี้) (1) สัมมาทิฐิ (ความเห็นชอบ) ได้แก่ การมีความเห็นที่ถูกต้อง เช่น ยอมรับเรื่อ รื่ งบาป บุญ กรรมดี กรรมชั่ว ชาตินี้และชาติหน้า ในระดับที่ละเอียดอ่อนขึ้นไปอีกคือ ความเข้าใจในอริย ริ สัจ 4 (2) สัมมาสังกัปปะ (ความดำ ริช ริ อบ) ได้แก่ การคิดเพื่อที่จะให้จิตใจของตนเองเป็นอิสระคือ คิดปลีก ตัวออกจากกาม ไม่ตกเป็นทาศของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จนเกินไป ไม่คิดพยาบาท และ ประการ สุดท้ายคือ ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น


(3) สัมมาวาจา (วาจาชอบ) การเว้น ว้ จากวจีทุจริต ริ 4 คือ เว้น ว้ จากการพูดเท็จ (มุสาวาจา) เว้น ว้ จากการ พูดส่อเสียด (ปีสุณาวาจา) เว้น ว้ จากการพูดคำ หยาบ (ผรุสวาจา) เว้น ว้ จากการพูด เพ้อเจ้อ ไร้สาระ (สัมผัปปลาปวาจา) (4) สัมมากัมมันตะ (การกระทำ ชอบ) ได้แก่ การงดเว้น ว้ จากกายทุจริต ริ คือ การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ และไม่ประพฤติ ผิดในกาม (5) สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิต วิ ชอบ) ได้แก่ การประกอบอาชีพที่ไม่ผิดศีลธรรมและ ไม่ เบียดเบียน ผู้ อื่น รวมความไปถึง การไม่อยู่เฉย ๆ โดยไร้ประโยชน์ ต้องเป็นผู้ที่ทำ งานประกอบอาชีพ (6) สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) ได้แก่ การเพียรระวัง วัไม่ให้ความชั่วเกิดขึ้น หรือ รื เพียร ขจัดความ ชั่วที่ได้เกิดขึ้นแล้ว เพียรสร้างความดีให้เกิดขึ้น และเพียรรักษาความดีที่มีอยู่แล้วให้คงอยู่ ตลอดไป (7) สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) คือ การกำ หนดรู้พฤติกรรมของจิต ระลึกได้ตลอดเวลาว่าว่ตนเอง กำ ลังคิดอะไร ทำ อะไร ไม่เป็นคนใจลอย ไม่ประสาท มีความรอบคอบ (8) สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจชอบ) ได้แก่ การตั้งจิตให้มั่นคง สามารถควบคุมอารมณ์ได้ สัปปุริ ปุ สริ ธรรม 7 สัปปุริ ปุ สริ ธรรม 7 คือ หลักธรรมของคนดีหรือ รื หลักธรรมของสัตตบุรุษ 7 ประการ ได้แก่ รู้จัก เหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักปฏิบัติ และรู้จักบุคคล 1. รู้จักเหตุหรือ รื ธัมมัญญุตา หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักเหตุ รู้จักวิเ วิ คราะห์หาสาเหตุ ของสิ่งต่าง ๆ 2. รู้จักผลหรือ รื อัตถัญญุตา หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักผลที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำ 3. รู้จักตนหรือ รื อัตตัญญุตา หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักตน ทั้งในด้านความรู้ คุณธรรม และความ สามารถ 4. รู้จักประมาณหรือ รื มัตตัญญุตา หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักประมาณ รู้จักหลักของความ พอดี การ ดำ เนินชีวิต วิ พอเหมาะพอควร 5. รู้จักกาลเวลาหรือ รื กาลัญญุตา หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลา รู้จักเวลาไหนควรทำ อะไร แล้ว ปฏิบัติให้เหมาะสม กับเวลานั้น ๆ 6. รู้จักปฏิบัติหรือ รืปริสัริสั ญญุตา หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักปฏิบัติ การปรับตน และแก้ไขตน ให้เหมาะ สมกับสภาพของ กลุ่มและชุมชน 7. รู้จักบุคคลหรือ รื บุคคลัญญุตา หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับบุคคล ซึ่งมีความ แตกต่างกันการที่ บุคคลใดนำ เอาหลักสัปปุริ ปุ ส ริ ธรรม 7 มาใช้ในการดำ เนินชีวิต วิ จะช่วยให้ ชีวิต วิ พบกับ ความสุข ในชีวิต วิได้ อิทธิบาท 4 อิทธิบาท 4 คือ หลักธรรมที่นำ ไปสู่ความสำ เร็จแห่งกิจการ มี 4 ประการคือ ฉันทะ วิริ วิ ย ริ ะ จิตตะ วิมั วิมั งสา 1. ฉันทะ คือ ความพอใจ ใฝ่รัก ใฝ่หาความรู้ และใฝ่สร้างสรรค์ 2. วิริ วิ ย ริ ะ คือ ความเพียรพยายาม มีความอดทนไม่ท้อถอย 3. จิตตะ คือ ความเอาใจใส่และตั้งใจแน่วแน่ในการทำ งาน 4. วิมั วิมั งสา คือ ความหมั่นใช้ปัญญาและสติในการตรวจตราและคิดไตร่ตรอง


กุศลกรรมบท 10 กุศลกรรมบท 10 เป็นหนทางแห่งการทำ ความดีงาม ทางแห่งกุศลซึ่งเป็นหนทางนำ ไปสู่ ความสุข ความเจริญ ริ แบ่งออกเป็น 3 ทางคือ กายกรรม 3 วจีกรรม 4 และมโนกรรม 3 1. กายกรรม 3 หมายถึง ความประพฤติดีที่แสดงออกทางกาย 3 ประการ ได้แก่ (1) เว้น ว้ จากการฆ่าสัตว์ คือ การละเว้น ว้ จากการฆ่าสัตว์ การเบียดเบียนกัน เป็นผู้มีเมตตา กรุณา (2) เว้น ว้ จากการลักทรัพย์ คือ ละเว้น ว้ จากการลักขโมย เคารพในสิทธิของผู้อื่น ไม่หยิบฉวย เอาของคน อื่นมาเป็นของตน (3) เว้น ว้ จากการประพฤติผิดในกาม คือ การไม่ล่วงละเมิดสามีหรือ รื ภรรยาผู้อื่น ไม่ล่วง ละเมิด ประเวณีทางเพศ 2. วจีกรรม 3 หมายถึง การเป็นผู้มีความประพฤติดีซึ่งแสดงออกทางวาจา 4 ประการ ได้แก่ (1) เว้น ว้ จากการพูดเท็จ คือ พูดแต่ความจริง ริ ไม่พูดโกหก หลอกลวง (2) เว้น ว้ จากการพูดส่อเสียด คือ พูดแต่ในสิ่งที่ทำ ให้เกิดความสามัคคี กลมเกลียว ไม่พูดจา ในสิ่งที่ก่อ ให้เกิดความ แตกแยก แตกร้าว (3) เว้น ว้ จากการพูดคำ หยาบ คือ พูดแต่คำ สุภาพ อ่อนหวาน อ่อนโยน กับบุคคลอื่นทั้ง ต่อหน้า และ ลับหลัง (4) เว้น ว้ จากการพูดเพ้อเจ้อ คือพูดแต่ความจริง ริ มีเหตุมีผลเน้นเนื้อหาสาระที่เป็น ประโยชน์ พูดแต่สิ่ง ที่จำ เป็นและพูดถูกกาลเทศะ 3. มโนกรรม 3 หมายถึง ความประพฤติที่เกิดขึ้นในใจ 3 ประการ ได้แก่ (1) ไม่อยากได้ของของเขา คือ ไม่คิดจะโลภอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตน (2) ไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น คือ มีจิตใจดี มีความปรารถนาดี อยากให้ผู้อื่นมีความสุข ความเจริญ ริ (3) มีความเห็นที่ถูกต้อง คือ มีความเชื่อในเรื่อ รื่ งการทำ ความดีได้ดี ทำ ชั่วได้ชั่ว และมี ความ เชื่อว่าว่ ความพยายามเป็นหนทางแห่งความสำ เร็จ สังคหวัต วั ถุ 4 สังคหวัต วั ถุ 4 เป็นหลักธรรมคำ สอนทางพุทธศาสนาที่เป็นวิธี วิธีปฏิบัติเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจคน อื่นที่ยัง ไม่เคยรักใคร่นับถือ ให้เกิดความรัก ความนับถือ สังคหวัต วั ถุเป็นหลักธรรมที่ช่วยผูกไมตรีซึ่ รีซึ่ ง กันและกันให้ แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ประกอบด้วย ทาน ปิยวาจา อัตถจริย ริ า สมานัตตตา 1. ทาน คือ การให้ปันสิ่งของของตนให้แก่ผู้อื่นด้วยความเต็มใจ เพื่อให้ประโยชน์แก่ผู้รับ การให้ เป็นการยึดเหนี่ยวน้ำ ใจกัน อย่างดียิ่ง เป็นการสงเคราะห์สมานน้ำ ใจกัน ผูกมิตรไมตรีกั รีกั นให้ยั่งยืน 2. ปิยวาจา คือ การเจรจาด้วยถ้อยคำ ไพเราะอ่อนหวาน พูดชวนให้คนอื่นเกิดความรักและ นับถือ คำ พูดที่ดีนั้นย่อมผูกใจคน ให้แน่นแฟ้นตลอดไป หรือ รื แสดงความเห็นอกเห็นใจ ให้กำ ลังใจ รู้จักพูดให้เกิด ความเข้าใจดี สมานสามัคคี ย่อมทำ ให้เกิดไมตรี ทำ ให้ รักใคร่นับถือและช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน 3. อัตถจริย ริ า คือ การประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กัน คือช่วยเหลือด้วยแรงกายและ ขวนขวาย ช่วยเหลือกิจการต่าง ๆ ให้ลุล่วงไป เป็นคนไม่ดูดาย ช่วยให้เกิดสติสำ นึกในความผิดชอบชั่วดี หรือ รื ช่วย แนะนำ ให้เกิดความรู้ ความสามารถในการ ประกอบอาชีพ 4. สมานัตตตา คือ การวางตนเป็นปกติเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ถือตัวการวางตนให้ เหมาะสม กับ ฐานะของตนตามสภาพ ได้แก่ เป็นผู้ใหญ่ ผู้น้อย หรือ รื ผู้เสมอกัน เอาใจใส่ปฏิบัติตามฐานะ ผู้น้อย คารวะนอบน้อมยำ เกรงผู้ใหญ่


อบายมุข 6 คำ ว่าว่อบายมุข คือ หนทางแห่งความเสื่อม หรือ รื หนทางแห่งความหายนะ ความฉิบหาย มี 6 อย่าง ได้แก่ 1. การเป็นนักเลงผู้ใหญ่ หมายถึง การเป็นคนมีจิตใจใฝ่ในเรื่อ รื่ งเพศ เป็นคนเจ้าชู้ ทำ ให้เสีย ทรัพย์สิน เงินทอง สูญเสีย เวลาและเสียสุขภาพ 2. การเป็นนักเลงสุรา หมายถึง ผู้ที่ดื่มสุราจนติดเป็นนิสัย การดื่มสุรานอกจากจะทำ ให้เสียเงิน ทอง แล้ว ยังเสียสุขภาพ และบั่นทอนสติปัญญาอีกด้วย 3. การเป็นนักเลงการพนัน หมายถึง ผู้ที่ชอบเล่นการพนันทุกชนิด การเล่นการพนันทำ ให้ เสีย ทรัพย์สิน เสียสุขภาพ การพนันไม่เคยทำ ให้ใครร่ำ รวย มั่งมีเงินทองได้เลย 4. การคบคนชั่วเป็นมิตร หมายถึง การคบคนไม่ดีหรือ รื คนชั่ว คนชั่วมักชักชวนให้ทำ ในสิ่งที่ไม่ ถูกต้อง และอาจนำ ความเดือดร้อนมาสู่ตนเองและครอบครัว 5. การเที่ยวดูการละเล่น หมายถึง ผู้ที่ชอบเที่ยวการละเล่นกลางคืน ทำ ให้เสียทรัพย์และ อาจทำ ให้ เกิดการ ทะเลาะเบาะแว้ง ว้ ในครอบครัว 6. เกียจคร้านทำ การงาน หมายถึง ผู้ไม่ชอบทำ งาน ขี้เกียจ ไม่ขยันขันแข็ง เบญจศีลเบญจธรรม เบญจศีลเบญจธรรม คือ หลักธรรมที่ควรปฏิบัติควบคู่กัน มุ่งให้บุคคลทำ ความดี ละเว้น ว้ ความชั่ว เบญจศีล (สิ่งที่ควรละเว้น ว้ ) 1. เว้น ว้ จากการฆ่าสัตว์ 2. เว้น ว้ จากการลักทรัพย์ 3. เว้น ว้ จากการประพฤติผิดในกาม 4. เว้น ว้ จากการพูดเท็จ 5. เว้น ว้ จากการเสพของมึนเมา เบญจธรรม (สิ่งที่ควรปฏิบัติ) 1. มีความเมตตากรุณา 2. ประกอบอาชีพสุจริต ริ 3. มีความสำ รวจในกาม 4. พูดความจริง ริ ไม่พูดโกหก 5. มีสติสัมปชัญญะ โลกบาลธรรมหรือ รื ธรรมคุ้มครองโลก โลกบาลหรือ รื ธรรมคุ้มครองโลก เป็นหลักธรรมที่ช่วยให้มนุษย์ทุกคนในโลก อยู่กันอย่างมี ความสุข มีน้ำ ใจ เอื้อเฟื้อ มีคุณธรรมและทำ แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ประกอบด้วยหลักธรรม 2 ประการ ได้แก่ หิริโริ อตตัปปะ 1. หิริ คือ ความละอายในลักษณะ 3 ประการ แล้วไม่ทำ ความชั่ว (บาป) คือ (1) ละอายแก่ใจ หรือ รื ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจตนเองแล้วไม่ทำ ความชั่ว (2) ละอายผู้อื่น หรือ รื สภาพแวดล้อมต่าง ๆ แล้วไม่ทำ ความชั่ว (3) ละอายต่อความชั่วที่ตนจะทำ นั้นแล้วไม่ทำ ความชั่ว


2. โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัว หมายถึง (1) เกรงกลัวตนเอง ติเตียนตนเองได้ (2) เกรงกลัวผู้อื่นแล้วไม่กล้าทำ ความชั่ว (3) เกรงกลัวต่อผลของความชั่วที่ทำ จะเกิดขึ้นแก่ตน (4) เกรงกลัวต่ออาญาของแผ่นดินแล้วไม่กล้าทำ ความชั่ว กตัญญูกตเวที เป็นเครื่อ รื่ งหมายของคนดี คำ ว่า ว่ “กตัญญู” แปลว่า ว่ “การรู้คุณคน” ส่วนคำ ว่า ว่ “กตเวที” แปลว่า ว่ การ ตอบแทนผู้มีบุญคุณ กับเรา ดังนั้นคำ ว่า ว่ กตัญญูกตเวที จึงหมายถึง “การรู้คุณคนและ ตอบแทนผู้มีบุญคุณกับเรา”บุคคลผู้มีอุปการะคุณแก่คนเรานั้น มีมากมาย แบ่งกว้า ว้ ง ๆ ได้ 5 กลุ่ม ประกอบด้วย 1. ทางสกุล ได้แก่ บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา เป็นต้น 2. ทางการศึกษา ได้แก่ ครูบาอาจารย์ หรือ รื บุคคลที่อบรมสั่งสอนเรา 3. ทางการปกครอง ได้แก่ พระมหา กษัตริย์ ริย์ และเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ 4. ทางศาสนา ได้แก่ องค์พระศาสดาของทุกศาสนา 5. ทางอื่น ได้แก่ ผู้มีอุปการะคุณทางอ้อม เช่น เพื่อนฝูง ฝู เพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่บ้าน เมืองที่ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ริ เป็นต้น


ศาสนาคริส ริ ต์เป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดศาสนาหนึ่ง เป็นศาสนาประเภทเอกเทวนิยม ซึ่ง นับถือพระยาห์เวห์เป็นพระเจ้าพระองค์เดียว คำ ว่าว่ "พระคริส ริ ต์" มาจากภาษากรีก รี ว่าว่ "คริส ริ ตอส" แปล ว่าว่ผู้ได้รับเจิม (ให้เป็นตัวแทนของพระเจ้า) ศาสนาคริส ริ ต์เป็นศาสนาที่เน้นการมอบความรักที่บริสุ ริ สุ ทธิ์ ให้พระเจ้าและให้มนุษย์ด้วยกัน เพราะหลักการของศาสนาคริส ริ ต์ถือว่าว่มนุษย์ทุกคนเป็นบุตรของ พระเจ้า ศาสนาคริส ริ ต์เป็นศาสนาที่พัฒนาหรือ รืปฏิรูปมาจากศาสนายูดาห์ ซึ่งมีประวัติ วั ติ ศาสตร์มาตั้งแต่ ประมาณ 2,000 ปี ก่อนคริส ริ ตกาล ชนเผ่าหนึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวยิว ตั้งถิ่นฐานอยู่ ณ ดินแดน เมโสโปเตเมีย มีหัวหน้าเผ่าชื่อ "อับราฮัม" (อับราฮัม เป็นศาสดาของศาสนายูดาห์) ได้อ้างตนว่าว่ ได้ รับโองการจากพระเจ้าให้อพยพชนเผ่าไปอยู่ในดินแดนที่เรีย รี กว่าว่แผ่นดินคานาอัน (บริเ ริ วณประเทศ อิสราเอลในปัจจุบัน) โดยอับราฮัมกล่าวว่าว่พระเจ้ากำ หนดและสัญญาให้ชนเผ่านี้เป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่ ต่อไป การที่พระเจ้าสัญญาจึงก่อให้เกิดพันธสัญญาระหว่าว่งพระเจ้ากับชนชาวยิว ดังนั้นในเวลาต่อมา จึงเรีย รี กคัมภีร์ของศาสนายูดาห์และศาสนาคริส ริ ต์ว่าว่ "พันธสัญญา" ประวัติ วัติ ความเป็นมาศาสนาคริสริ ต์ ศาสนาคริสริ ต์ ศาสนาคริส ริ ต์กำ เนิดขึ้นมา โดยพระเยซูทรงเป็นศาสดา ตั้งแต่ปีคริส ริ ต์ศักราชที่ ๑ แต่ชาว คริส ริ ต์เชื่อว่าว่ศาสนาคริส ริ ต์มีมาตั้งแต่พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างโลกและมนุษย์ เหตุการณ์ก่อนกำ เนิดของ พระเยซู จึงเป็นการเตรีย รี มการเสด็จมาของพระองค์ ซึ่งชาวคริส ริ ต์เรีย รี กว่าว่พระผู้ไถ่ (Redeemer) คือ ทรงมาไถ่กู้มนุษย์ให้พ้นจากบาป อันเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ ศาสนาคริส ริ ต์ถือกำ เนิดขึ้นในประเทศอิสราเอล แล้วเผยแผ่ไปในยุโรป กลายเป็นศาสนา ประจำ อาณาจักรโรมัน ตั้งแต่คริส ริ ต์ศตวรรษที่ ๔ จากนั้นได้แพร่หลายออกไปทั่วโลกในยุคอาณานิคม นับแต่คริส ริ ต์ศตวรรษที่ ๑๕ เป็นต้นมา ชาวยิวได้ตั้งอาณาจักรคานาอัน ต่อมาอาณาจักรนี้ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรบาบิโลน และเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิโรมันตามลำ ดับ ชาวยิวยังคงได้รับการกดขี่ข่มเหงจากจักรวรรดิโรมัน เราจะเห็นว่าว่ ประวัติ วั ติ ศาสตร์ของชาวยิว เป็นประวัติ วั ติ ศาสตร์แห่งความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส ชาวยิว จึงมีความเชื่อในคำ ทำ นายของศาสดาพยากรณ์ว่าว่วัน วั หนึ่งพระเจ้าจะส่งคนลงมาช่วยเพื่อปลดเปลื้อง ความทุกข์ยากทั้งหมดของชาวยิว หรือ รื ช่วยไถ่บาปให้กับชาวยิว เรีย รี กบุคคลนี้ว่าว่ "พระเมสสิยาห์" (Messiah) คำ ว่าว่เมสสิยาห์ เป็นภาษาฮีบรู ตรงกับคำ ว่าว่คริส ริ ต์ (Christ) หรือ รื ไครสต์ ในภาษา กรีก รี ซึ่งแปลว่าว่ผู้ได้รับเลือก ให้เป็นตัวแทนของพระเจ้า ความเชื่อดังกล่าวทำ ให้ชาวยิวมีความหวัง วัใน ชีวิต วิ เมื่อ พระเยซูประสูติ ชาวยิวจำ นวนหนึ่งจึงมีความเชื่อว่าว่พระเยซู คือ พระเมสสิยาห์ (Jesus Christ = จีซัส หรือ รื เยซู ผู้ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของพระเจ้า)


ความเชื่อดังกล่าวทำ ให้ชาวยิวมีความหวัง วัในชีวิต วิ เมื่อพระเยซูถือกำ เนิดขึ้นมาและได้เที่ยวสั่ง สอนศาสนาใหม่แก่ชาวยิว ทำ ให้ชาวยิวจำ นวนหนึ่งจึงมีความเชื่อว่าว่พระเยซูคือพระเมสไซอาห์ ศาสนา ใหม่ที่เรีย รี กขานในนามศาสนาคริส ริ ต์ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ได้สร้างความหวาดเกรงต่อศาสนายิวเป็น อย่างยิ่ง เหล่าผู้นำ ทางศาสนายูดาห์ที่ดูแลวิห วิ ารเสียผลประโยชน์และกลัวว่าว่พระเยซูจะแย่งบรรดา สาวกของตนไป เพราะคำ สอนของศาสนาคริส ริ ต์เน้นเรื่อ รื่ งจริย ริ ธรรมศีลธรรมมากกว่าว่พิธีกรรม ซึ่ง พิธีกรรมของศาสนายิว ได้แก่ การบูชาพระเจ้าด้วยการเผาเครื่อ รื่ งบูชา เป็นเนื้อวัว วั แพะ แกะ นกเขา เป็นต้น ในที่สุดผู้ปกครองชาวโรมันก็ทำ การตรึง รึ พระเยซูที่กางเขนจนสิ้นชีวิต วิ เพราะเกรงว่าว่ชาวยิวที่ คัดค้านพระเยซูจะไม่พอใจ ชาวคริส ริ ต์ถือว่าว่เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการแสดงความรักจากพระเยซู เพราะ พระเจ้าทรงรักโลก จึงประทานพระบุตรมาไถ่บาปของมนุษย์ด้วยการสละชีวิต วิ พระบุตรของพระองค์ เอง พระเยซูเสียชีวิต วิ เมื่อมีอายุเพียง 33 ปี ใช้เวลาในการประกาศศาสนาทั้งสิ้น 3 ปี หลังจากการเสียชีวิต วิ ของพระเยซูแล้ว ศาสนาคริส ริ ต์ได้กลายเป็นศาสนาประจำ ชาติของจักรวรรดิ โรมันใน พ.ศ.880 และจากนั้นได้แพร่กระจายเป็นศาสนาประจำ ชาติของหลายประเทศในทวีปวี ยุโรป จนกระทั่งชาวโปรตุเกสและสเปนก็นำ ศาสนาคริส ริ ต์ไปเผยแผ่ที่ทวีปวี อเมริก ริ า แอฟริก ริ า และเอเชีย ศาสนาคริสริ ต์แบ่งออกเป็น 3 นิกายใหญ่ๆ คือ 1) นิกายออร์ทอดอกซ์ แปลว่าว่ถูกต้องและดั้งเดิม ปฏิบัติตามหลักการของศาสนาคริส ริ ต์ในยุคแรกเริ่ม ริ่ โดยถือว่าว่คริส ริ ตจักรออร์ทอดอกซ์เป็นคริส ริ ตจักรแท้จริง ริ เพียงหนึ่งเดียวที่ก่อตั้งโดยพระเยซู โดยสืบ เนื่องมาจากลูกศิษย์ชุดแรกของพระเยซูคริส ริ ต์มีศาสนิกชนส่วนใหญ่ อาศัยอยู่ในบรรดาประเทศในภูมิ ภาคยุโรปตะวัน วั ออก เช่น กรีซ รี รัสเซีย โรมาเนีย ยูเครน บัลแกเรีย รี เช็ก สโลวัก วั มาซิโดเนีย ฯลฯ มีผู้ นับถือนิกายนี้ประมาณ 300 ล้านคน คริส ริ ตจักรออร์ทอดอกซ์แบ่งการปกครองเป็นคริส ริ ตจักรส่วนๆ แต่ละคริส ริ ตจักรมีสังฆราชคนหนึ่งเป็นประมุข 2) นิกายโรมันคาทอลิก แปลว่าว่สากลเดิม ก็เป็นส่วนหนึ่งของนิกายออร์ทอดอกซ์ที่ยึดมั่นในหลักคำ สอนของพระเยซูคริส ริ ต์ เคารพพระนางมารีย์ รีย์ และนักบุญต่างๆ ภายในโบสถ์ของนิกายนี้จะมีรูปเคารพ พระเยซูคริส ริ ต์ พระแม่มารีย์ รีย์ และนักบุญต่างๆ มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่นครรัฐวาติกัน มีพระ สันตะปาปาเป็นประมุข โดยอ้างว่าว่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยลูกศิษย์คนโตของพระเยซู คือนักบุญปีเตอร์ เป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรก ซึ่งได้สืบทอดมาถึงพระสันตะปาปาฟรานซิส องค์ปัจจุบันเป็นคนที่ 266 นิกายโรมันคาทอลิกมีนักบวชเรีย รี กว่าว่บาทหลวง และสมาชิกคณะนักบวชคาทอลิก นิกายนี้ถือว่าว่ บาทหลวงเป็นสื่อกลางระหว่าว่งพระเจ้าและมนุษย์ มีศาสนิกผู้นับถือนิกายนี้ประมาณ 1,200 ล้านคน 3) นิกายโปรเตสแตนต์ แปลว่าว่คัดค้าน แยกตัวมาจากนิกายโรมันคาทอลิกใน พ.ศ.2072 เป็นนิกายที่ ถือว่าว่ศรัทธาของแต่ละคนที่มีต่อพระเจ้าสำ คัญกว่าว่พิธีกรรม ซึ่งยังแตกย่อยออกเป็นหลายร้อยคณะ เนื่องจากมีความเห็นแตกต่างในประเด็นปลีกย่อยที่กล่าวถึงในคัมภีร์ไบเบิลและการปฏิบัติในพิธีกรรม นิกายนี้ไม่มีนักบวชเพราะเชื่อว่าว่ทุกคนสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้โดยมิต้องอาศัยบาทหลวง มีเพียงคน ธรรมดาที่เป็นนักเทศน์คอยให้คำ ปรึก รึ ษากับผู้เชื่อ


ประวัติ วัติ พระเยซู พระเยซูเกิดในเมือง เบธเลเฮม บนแผ่นดินยูเดีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมัน ปกครองภายใต้กษัตริย์ ริย์ เฮรอด พระเยซูเกิดในครอบครัวของชาวยิว โดยมีบิดาและมารดาก็คือ โยเซฟ และ มารีย์ รีย์ ตามในพระวารสาร ได้กล่าวว่าว่การประสูติของพระเยซูนั้นได้เกิดขึ้นที่ฟาร์ม แห่งหนึ่ง โดยได้นำ ผ้าอ้อมมาพันตัวและนำ ไปวางไว้ใว้ นรางหญ้า หลังจากการประสูติของพระเยซู กษัตริย์ ริย์ เฮดโรดจึงได้ทราบเรื่อ รื่ งที่มีกุมารจะเกิดมาเป็นกษัตริย์ ริย์ ของชนชาติยิว ตามดวงดาวได้ถือ กำ เนิดขึ้น จึงให้ออกไปตามหาเพื่อที่จะสังหารเสีย แต่ทูตสวรรค์ก็ได้มาเตือนโยเซฟ ว่าว่ ให้พาพระ เยซูและมารีย์ รีย์ นั้นหนีไปอยู่ที่อิยิปต์ก่อนจนกว่าว่จะปลอดภัย เมื่อกษัตริย์ ริย์ เฮดโรดได้สิ้นพระชนม์ ทูต สวรรค์จึงมาแจ้งกับโยเซฟในความฝัน ให้นำ พระเยซูกับมารีย์ รีย์ นั้นกลับมายังแผ่นดินบ้านเกิดที่นา ซาเร็ธได้ พระเยซูทรงยึดมั่นที่จะตามรอยบิดา (โยเซฟ) ด้วยการเป็นช่างไม้ หลาย ๆ คำ กล่าวอ้าง เองก็อ้างว่าว่พระเยซูทรงเดินทางไปยังดินแดนของอินเดียและเปอร์เซียเพื่อที่จะเรีย รี นรู้ในความ เชื่อก่อนที่จะกลับมาสู่นาซาเร็ธเพื่อประกอบกิจของพระองค์ ในพระวรสารได้กล่าวว่าว่พระเยซูทรงรับบัพติศมา (การรับบัพติศมาคือการจุ่มตัวลงไปใน น้ำ แล้วขึ้นจากน้ำ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ ของคนที่ได้ตายจากชีวิต วิในอดีต และเริ่ม ริ่ ต้นชีวิต วิใหม่เพื่อ อุทิศตนให้กับพระเจ้า) จากยอร์น (John the Baptist) ที่แม่น้ำ จอร์แดน เพื่อเป็นจุดเริ่ม ริ่ ต้นใน การประกอบกิจของพระเยซู หลังจากนั้นพระเยซูได้ใช้ชีวิต วิ อยู่ที่ทะเลทรายเป็นเวลา 40 วัน วั ซึ่งจะ ต้องทนกับมารที่เข้ามาก่อกวน และพระเยซูก็ทรงผ่านด่านทดสอบเหล่านั้นมาได้ พระเยซูนั้นมี สาวกของพระองค์ทั้งหมด 12 อัครสาวก และพระองค์ได้มอบหมายงาน และการเผยแพร่ใน ความจริง ริ และคำ สั่งสอนของพระเจ้าต่อไป พระองค์ยังทรงช่วยเหลือประชาชนผู้ตกทุกข์ได้ยาก ในลักษณะต่างๆ เช่น การรักษาให้หายจากโรคร้าย การเสกอาหารให้รับประทาน ด้วยพระหฤทัย ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความเมตตา และการให้อภัย การประกาศพระวจนะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพระบุตรของพระเจ้า แต่ในสายตาของ ผู้ปกครองชาวโรมัน มองว่าว่สิ่งนี้เป็นการปลุกระดมให้ประชาชนมีความเป็นปรปักษ์ต่อระบบการ ปกครอง และต่อความเชื่อทางศาสนาของชาวโรมัน ที่มีความศรัทธาต่อเทพเจ้า ซึ่งได้รับอิทธิพล มาจากอารยธรรมกรีก รี อีกทีหนึ่ง ความไม่พอใจดังกล่าว นำ ไปสู่การจับกุมพระเยซูภายหลังจากทรงร่วม “พระกระยาหารมื้อ สุดท้าย” (The Last Supper) และพระองค์ถูกพิพากษาลงโทษด้วยการประหารชีวิต วิ


ในท้ายที่สุด พระองค์ทรงถูกตรึง รึ บนไม้กางเขน และสิ้นพระชนม์ บนไม้กางเขนนั้น ชาวคริส ริ ต์จึงถือว่าว่รูปไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์ที่ สำ คัญของศาสนา ซึ่งใช้เพื่อเป็นการระลึกถึงองค์พระเยซูคริส ริ ต์เจ้า ตามความเชื่อของชาวคริส ริ ต์ การสิ้นพระชนม์ของพระเยซู เป็นการไถ่บาปแทนมนุษย์ ขณะที่ในมุมมองทางประวัติ วั ติ ศาสตร์อาจจะ พิจารณาได้ว่าว่การสิ้นพระชนม์ของพระองค์นั้นเกิดจากความขัดแย้ง กับกลุ่มนักบวชยิว ที่แสวงหาผลประโยชน์จากการบิดเบือนคำ สอนที่มี มาแต่โบราณ และการขัดคำ สั่งของอาณาจักรโรมัน การถูกลงโทษ ของพระองค์จึงเป็นเรื่อ รื่ งทางการเมืองที่ผู้ปกครองชาวโรมันจงใจ แสดงออก เพื่อกำ ราบหรือ รืป้องปรามผู้ใต้ปกครอง บุคคลสำ คัญในศาสนาคริสริ ต์ พระแม่มารีอ รี า พระมารดาของชาวเรา เป็นบุตรสาว ของนักบุญอันนา (มารดา) และ นักบุญยออากิม (บิดา) ใน วัย วั เยาว์ พระนางได้รับการปลูกฝังให้เป็น สตรีใรี จศรัทธาใน องค์พระเป็นเจ้า พระนางเป็นบุคคลหนึ่ง ในหลาย ๆ คนที่รอ คอยข่าวการเสด็จมาบังเกิดขององค์พระผู้ไถ่และพระนางเอง มิเคยคาดคิดเลยว่าว่พระนางจะได้รับเกียรติอันสูงส่งในการ เป็นพระมารดาขององค์ พระเยซูคริส ริ ต์ ประวัติ วัติ พระแม่มารี มารีย์ รีย์ คริส ริ ต์ศาสนิกชนบางนิกายเรีย รี กว่าว่พระแม่มารีย์ รีย์ พระนางมารีย์ รีย์ พรหมจารี (อังกฤษ: Blessed Virgin Mary) หรือ รื พระนางมารีย์ รีย์ พระ มารีย์ รีย์ เป็นหญิงพรหมจรรย์ เชื่อกันมาแต่อดีตว่าว่นางได้ตั้งครรภ์บุตรด้วยอำ นาจพระวิญ วิ ญาณ บริสุ ริ สุ ทธิ์ขณะที่ยังเป็นหญิงพรหมจรรย์ ส่วนชาวมุสลิมก็เชื่อว่าว่นางตั้งครรภ์ด้วยโองการของพระเจ้า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อนางได้หมั้นหมายกับนักบุญโยเซฟแล้วและอยู่ระหว่าว่งรอพิธีแต่งงานเมื่อนาง ได้แต่งงานกับโยเซฟแล้วก็ย้ายไปอยู่ที่เมืองเบธเลเฮมซึ่งได้เป็นที่ประสูติพระเยซู ตามธรรมเนียมยิว การหมั้นน่าจะเกิดขึ้นเมื่อนางอายุราว 12 ปีแล้วให้กำ เนิดพระเยซูในหนึ่งปีหลังจากนั้น เทวทูตถือสารแจ้งแก่พระแม่มารีอ รี า ว่าพระนางได้รับ เกียรติให้เป็นพระมารดาขององค์พระผู้ไถ่ วัน วั หนึ่ง เทวดาคาเบรีย รี ลได้นำ ข่าวสารจากพระเป็นเจ้า แจ้งให้พระนางมารีอ รี าทราบว่าว่พระนางจะตั้งครรภ์ด้วยฤทธานุ ภาพ ขององค์พระเจ้า พระนางจะให้กำ เนิดบุตรชาย และบุตร นั้นจะมีชื่อว่าว่เยซู บุตรนั้นจะนำ ความรอดอันใหญ่หลวงมาสู่มวล มนุษยชาติ พระนางถามทูตสวรรค์ว่าว่ "จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อ ข้าพเจ้าเป็นสาวพรหมจารี"รี ทูตสวรรค์ตอบว่าว่ "บุตรนั้น ด้วยว่าว่ เป็นบุตรแห่งพระเจ้าและพระนางจะตั้งครรภ์ด้วยอานุภาพของ พระเจ้า ด้วยว่าว่ ไม่มีสิ่งใดที่พระเจ้าทำ ไม่ได้"


คริส ริ ตชนนิกายโรมันคาทอลิก มีความศรัทธาภักดีต่อพระนาง มารี หรือ รื คริส ริ ตชนเรีย รี กว่าว่ "แม่พระ" คำ ว่าว่ "แม่พระ" เป็นคำ ที่ ยกย่องพระนางมารีอ รี ามาตั้งแต่สมัยศตวรรษแรกๆ บรรดาคริส ริ ตชนถึงกับถวายพระนามว่าว่ "มารดาพระเจ้า" (Mater Dei) นักเทววิท วิ ยาได้อธิบาย และอ้างข้อความในพระ คัมภีร์ สนับสนุนข้อความเชื่อนี้ และข้อความเชื่ออื่นๆอีกหลาย ประการเกี่ยวกับพระนางมารีอ รี า เช่น "แม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ทั้งกายและวิญ วิ ญาณ" เป็น ความเชื่อว่าว่เมื่อพระนางมารีอ รี าสิ้นใจ ได้รับเกียรติ จากพระเป็นเจ้าให้ออกจากโลกนี้พร้อมทั้งร่างกายและวิญ วิ ญาณไป สู่สวรรค์ คริส ริ ตชนยุคแรกๆ เชื่อกันมาดังนี้เป็นเวลายาวนาน.. ก่อนที่พระสันตะปาปาจะประกาศเป็น ข้อความเชื่อที่คริส ริ ตชนต้องเชื่อเสียอีก แต่ที่คริส ริ ตชนมีความศรัทธาภักดีต่อแม่พระก็เนื่องจากชีวิต วิ และฤทธิ์กุศลความดีงามต่างๆในชีวิต วิ ของพระนางเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เราในการดำ เนินชีวิต วิ คริส ริ ตชน หลักธรรมคำ สอนศาสนาคริสริ ต์ ศาสนาคริส ริ ต์เป็นอีกศาสนาหนึ่งในโลกที่มีประวัติ วั ติ ศาสตร์ยาวนานกว่าว่พันปี ยังคงเป็นศาสนาที่ คนทั่วไปให้ความเคารพศรัทธาในหลักคำ สอนเสมอมา ทุกวัน วั นี้เรีย รี กได้ว่าว่เป็นศาสนาที่มีผู้คนนับถือ เยอะที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก หลักคำ สอนของศาสนาคริส ริ ต์ มุ่งเน้นให้ผู้คนประพฤติตัวอยู่ใน ความดี ละเว้น ว้ ความชั่วทั้งปวงทำ ให้โลกเกิดสันติสุขและความสงบสุข ซึ่งหลักคำ สอนของศาสนา คริส ริ ต์มีด้วยกันหลายประการดังนี้ หลักบัญญัติ 10 ประการ 1.จงนับถือต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเพียงผู้เดียวเท่านั้น 2.อย่าทำ การออกพระนามของพระเจ้าอย่างไม่สมควร 3.วัน วั พระเจ้าให้ถือว่า ว่ เป็นวัน วั ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ 4.จงให้ความเคารพนับถือบิดารมารดาของตนเอง 5.อย่าฆ่าคนโดยเด็ดขาด 6.อย่าล่วงเกินประเวณีผู้อื่นเป็นอันขาดไม่ว่า ว่ จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม 7.อย่าลักทรัพย์ในสิ่งที่ไม่ใช่ของตนเอง 8.อย่าขโมยในสิ่งที่ไม่ใช่ของตนอง 9.อย่าทำ ตัวเป็นพยานเท็จต่อหน้าเพื่อนบ้านของเจ้า 10.อย่าโลภมากเพื่อหวัง วัได้บ้านเรือ รื นของเพื่อนบ้าน อย่าโลภมากเพื่ออยากได้เมียของเพื่อนบ้าน หรือ รื ทาสของเขา ลา โค ของเขาหรือ รื แม้แต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นของเขา ที่ไม่ใช่ของเรา หลักตรีเ รี อกานุภาพ เป็นหลักคำ สอนที่ให้เกิดการศรัทธาในพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวแต่จะมีทั้งหมด 3 สภาวะประกอบไปด้วย พระบิดา เป็นองค์พระเจ้าผู้สร้างโลกมนุษย์ พระบุตร เป็นผู้ที่เกิดมาเพื่อทำ การไถ่บาปให้กับมนุษย์ พระจิตร เป็นพระวิญวิญาณอันบริสุริสุ ทธิ์เพื่อเป็นการมอบความรักและมีการบันดาลให้มนุษย์มีคุณภาพชีวิตวิที่ดี มากขึ้น


ศาสนาอิสลาม เริ่ม ริ่ ขึ้นปี ค.ศ. 632 (พ.ศ. 1175) จากชุมชนมุสลิมที่นบีมุฮัมมัดตั้งขึ้นใน คาบสมุทรอาหรับ ในศตวรรษต่อมามีการเผยแพร่ศาสนาอิสลามไปอย่างกว้า ว้ งขวาง โดยเฉพาะใน จักรวรรดิกาหลิบรอชิดีนและช่วงราชวงศ์อุมัยยะห์ที่ศาสนาอิสลามแพร่ไปถึงทวีปวี ยุโรปตอนใต้ หลาย ร้อยปีต่อมามีราชวงศ์มุสลิมปกครองหลายประเทศทั่วโลกด้วยกัน ได้แก่ ราชวงศ์อับบาซียะห์ ราชวงศ์ฟาติมียะห์ ราชวงศ์เซลจุค ราชวงศ์ซาฟาวิย วิ ะห์ และมีจักรวรรดิมุสลิมที่แผ่อาณาเขตออกไป กว้า ว้ งใหญ่ไพศาล เช่น จักรวรรดิโมกุลในประเทศอินเดีย และจักรวรรดิออตโตมันในประเทศตุรกีและ คาบสมุทรบอลข่าน ปัจจุบันศาสนาอิสลามแพร่ไปทั่วโลกจากเมืองมักกะฮ์ ไปถึง ประเทศจีน และ ประเทศ อินโดนีเซีย (ซึ่งมีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก) ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2552 มีประชากรมุสลิม ด้วยกัน 1.571 พันล้านคนทั่วโลก ทำ ให้เป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก รอง จากศาสนาคริส ริ ต์ หลักความรัก เป็นหลักคำ สอนเกี่ยวกับเรื่อ รื่ งราวความรักในศาสนา คริส ริ ต์ หมายถึงต้องการปรารถนาเพื่อให้ผู้อื่นมีความ สุข ให้มีความเมตตากรุณาต่อกัน มีความให้อภัยซึ่ง กันและกัน มีความยินดีเมื่อเป็นผู้อื่นได้ดีกว่าว่มีทั้ง ความรักระหว่าว่งมนุษย์กับพระเจ้าและมนุษย์กับ มนุษย์ ประวัติ วัติ ความเป็นมาศาสนาอิสลาม


จุดหมายสูงสุด คือ การได้กลับไปอยู่กับพระเจ้าชั่วนิรันดร เหมือนศาสนาคริส ริ ต์ ความเชื่อและหลักปฏิบัติ ศาสนาอิสลามนี้สืบทอดคำ สอนมาจากสาสนายูดาห์และศาสนาคริส ริ ต์ จึงมีหลักความเชื่อพื้น ฐานคล้ายๆกับศาสนาคริส ริ ต์ ส่วนหลักปฏิบัตินั้นจะเคร่งครัดกว่าว่เช่นจะประชุมสวดมนต์ใหญ่ทุกวัน วั ศุกร์ ,ไม่ดื่มสุรา, ไม่กินเนื้อสุกร, ชายจะต้องขริบ ริปลายหนังหุ้มปลายอวัย วั วะเพศเป็นต้น ส่วนหลัก ปฏิบัติโดยทั่วไปมีอยู่ ๕ ประการคือ ๑. ประกาศปฏิญาณตนว่าว่มีศศรัทธาเชื่อมั่นในพระอัลเลาะห์และพระสาสดามะหะมัด ๒. การสวดมนต์ หรือ รื ละหมาด ซึ่งจะต้องทำ วัน วั ละ หรือ รื 5 ครั้ง ๓. การบริจ ริ าคทาน เพื่อสังคมสงเคราะห์ ๔. การถือศีลอดเป็นเวลา 1 เดือนในรอบ 1 ปี คือจะอดอาหารและน้ำ ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึง ตกดิน ๕. การทำ พิธีฮัจญ์ คือการไปแสวงบุญที่นครเมกกะ เพื่อจุมพิตศิลาดำ ที่ถือว่าว่ศักดิ์สิทธิ์ “อิสลาม” เป็นคำ ภาษาอาหรับ แปลว่า การยอมจำ นน การปฏิบัติตาม และการนอบน้อม เมื่อนำ คำ ว่า “อิสลาม” มาเป็น ชื่อของศาสนาจึงมีความหมายว่าเป็น ศาสนาแห่งการยอมนอบน้อมจำ นนต่อพระเจ้าคือัลลอฮ์ ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม เรีย รี กว่า ชาวมุสลิม สิ่งเคารพสูงสุด คือเทพเจ้านามว่าว่ "อัลเลาะห์" หรือ รื "อัลหล่าห์" เป็นเทพเจ้าสูงสุดที่ชาวมุสลิมเคารพนับถือ. คัมภีร์คือ คัมภีร์กุรุอาน พิธีฮัจญ์นครเมกกะ นิกาย นิกายที่สำ คัญมี ๔ นิกาย ได้แก่ ๑. นิกายซุนนี่ นิกายนี้มีอยู่ในทุประเทศ ที่นับถือศาสนาอิสลาม ๒. นิกายชีอะห์ นิกายนี้เรีย รี กประมุข ของ รัฐว่า "อิหม่าม" ๓. นิกายคาวาริจ ริ นิกายนี้เป็นนิกาย แรกในศาสนาอิสลาม ๔. นิกายซูฟี นิกายนี้ยึดมั่นในพระอัล เลาะห์เป็นสำ คัญ ผู้สืบทอด ศาสนาอิสลามไม่มีนักบวช มีแต่อิหม่ามที่ทำ หน้าที่เป็นผู้นำ และสั่งสอน ประเทศที่นับถือ มีผู้นับถือมากในประเทศทางตะวันออกกลาง และประเทศปากีสถาน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, และมีประปรายในประเทศอื่นทั่วโลก.


สถานที่สำ คัญ คืออาคารรูปสี่เหลี่ยมสร้างด้วยหิน ตั้งอยู่เนินเขา บริเ ริ วณหุบเขาเมกะ บริเ ริ วณเมืองกาบา ประเทศ ซาอุดิอาระเบีย ประวัติ วัติศาสดาศาสนาอิสลาม ท่านศาสดามุฮัมมัด เกิดที่นครมักกะฮ์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ตั้งอยู่แถบตะวัน วั ออกกลาง ท่านเกิด เมื่อเวลาเช้าตรู่ของวัน วั ที่ ๑๒ เดือนรอบีอุลเอาวัล วั เป็นผู้นำ ทางศาสนา สังคม และการเมือง เป็นผู้นำ ทางศาสนา สังคม และการเมืองชาวอาหรับ และเป็นผู้ก่อตั้งศาสนาอิสลาม ตาม หลักความเชื่ออิสลาม ถือว่าว่ท่านเป็นผู้เผยพระวจนะที่ถูกส่งมา เพื่อสั่งสอนและยืนยันความเป็นเอกภาพที่ถูกสอนมา ตั้งแต่ อาดัม, อิบรอฮีม, มูซา, อีซา และนบีท่านอื่น มุฮัมมัดเป็นนบี คนสุดท้ายของอัลลอฮ์ในอิสลาม และทำ ให้ประชาชนใน คาบสมุทรอาหรับ รวมตัวกันเป็นหนึ่ง ท่านมีชื่อเรีย รี กอีกหลาย นาม ได้แก่ ศาสนทูตของอัลลอฮ์ , ศาสดามุฮัมมัด , ศาสดา คนสุดท้ายของศาสนาอิสลามเป็นต้น และมีการสะกดชื่อท่านใน แบบต่าง ๆ เช่น โมฮาเหม็ด , มะฮะหมัด , มูฮาหมัด เป็นต้น เชื้อสาย บิดาของท่านชื่อ อับดุลลอฮ์ มารดาของท่านชื่อ อามีนะฮ์ บิดาและมารดาของท่านศาสดามุฮัม มัด เป็นต้นตระกูลเดียวกัน หรือ รื เผ่าเดียวกัน คือเผ่ากุร็อยช์ บิดาของท่าน เสียชีวิต วิในขณะท่านอยู่ในครรภ์มารดา และต่อมามารดาของท่านก็เสียชีวิต วิ อีก ในขณะที่ท่านมีอายุ ได้๖ ปีท่านศาสดาจึงได้ไปอยู่กับปู่ชื่อ อับดุลมุฏฏอลิบ และเมื่อปู่เสียชีวิต วิ ท่านได้ไปอยู่กับลุงชื่อ อะบูฏอลิบ ในวัย วั เด็กท่านเคยทำ งานโดยมีอาชีพ รับจ้างเลี้ยงแพะเลี้ยงแกะให้แก่ชาวมักกะฮ์ และได้เคยติดตามลุงไปค้าขายยังประเทศ ชาม(ซีเรีย รี)สองครั้ง ครั้งแรก ไปเมื่ออายุ ๑๒ ปี และครั้งที่สองไปเมื่ออายุ ๒๕ ปีท่านไป ทำ การค้าให้แก่ท่านหญิง คอดีญะฮ์ซึ่งเป็น เจ้าของกิจการค้าในนครมักกะฮ์ด้วย ความ ซื่อสัตย์สุจริต ริ มีไมตรี และมิตรภาพที่ดีท่านหญิงคอดีญะฮ์ เป็นหญิงหม้าย แต่งงานกับท่านมุฮัมมัด และมีบุตรด้วยกัน เป็นผู้หญิง 4 คน ผู้ชาย 2 คน


ท่านศาสดาอพยพจากมักกะฮ์สู่มะดีนะฮ์ ท่านศาสดาอพยพจากมักกะฮ์โดยมีอบูบักร์ร่วมเดินทางไปด้วย เมื่อไปถึงตำ บลกุบาอ์ท่านได้ สร้างมัสยิดกุบาอ์ซึ่งเป็นมัสยิดหลังแรกที่ถูกสร้างขึ้น ท่านศาสดาเข้าเมืองมะดีนะฮ์ในวันศุกร์ ใน ระหว่างทางท่านได้ ทำ การละหมาด วันศุกร์ร่วมกับพี่น้องมุสลิมที่นั่น และถือว่าเป็นการละหมาดวัน ศุกร์ครั้งแรกของอิสลาม เมื่อถึงเมืองมะดีนะฮ์ ท่านศาสดาได้สร้างความรัก ความเป็นพี่น้องร่วมศรัทธา ระหว่างชาว มุฮาญิรีน รี (ผู้อพยพ) กับชาวอันศอร(ผู้ช่วยเหลือ) การอพยพของท่านศาสดามีความสำ คัญมาก ในประวัติศาสตร์อิสลาม มุสลิมจึงถือเอาการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัด เป็นจุดเริ่ม ริ่ ของศักราชอิสลาม ซึ่งเรีย รี ก ว่า ฮิจญเราะฮ์ศักราช (ฮ.ศ.) ปีแห่งการอพยพ ของท่านศาสดามุฮัมมัด การเป็นศาสดา (นบี) ท่านศาสดามุฮัมมัด ได้รับ การติดต่อสื่อสารโดยฉับพลันจากอัลลอฮ์ โดยผ่านสื่อคือ เทวทูต ญิบรีล รี แต่งตั้งให้ท่านมีตำ แหน่งเป็นศาสดา (นบี) ซึ่งเกิดขึ้น ในเดือนรอมฎอน ณ ถ้ำ ฮิรออ์ ขณะนั้น ท่านมีอายุได้๔๐ ปี พร้อมมีบัญชาให้นำ เอาหลักการศาสนาออก เผยแพร่ต่อมวลมนุษย์นั้น เกิดขึ้นหลัง จากวันที่ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นนบี ๖ เดือน การประกาศอิสลาม พระผู้เป็นเจ้าทรงมีบัญชาให้ท่านศาสดามุฮัมมัด ประกาศอิสลามอย่างลับๆ ก่อน คือ ประกาศ แก่ญาติผู้ใกล้ชิด และผู้หญิงคนแรกที่นับถือศาสนาอิสลาม คือ ท่านหญิงคอดีญะฮ์ ภรรยาของท่าน ส่วนชายหนุ่มคนแรกที่รับอิสลาม คือ ท่านอบูบักร์ และเยาวชนคนแรกที่รับอิสลาม คือ ท่านอาลี ทาส คนแรก คือ ท่านเซด บุตรฮาริซ ริ ะฮ์ และต่อมาได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ การประกาศอิสลาม อย่างลับๆ ได้กระทำ มาเป็นเวลา ๓ ปีสาเหตุที่ประกาศอย่างลับๆ นี้เพราะบรรดามุสลิมยังอ่อนแอและ มีจำ นวนน้อย และต่อมาได้รับบัญชาจาก พระผู้เป็นเจ้าให้ประกาศอิสลามอย่างเปิดเผย ทั้งๆ ที่ใน ขณะนั้นมีผู้นับถือ อิสลามยังไม่มากนัก เสียชีวิต วิ และที่ฝังศพ มุฮัมมัด ไม่กี่เดือนหลังจากฮัจญ์อำ ลา มุฮัมมัดได้ป่วยลงและตัวร้อน ปวดหัว และอ่อนแอเป็นเวลา หลายวัน ท่านเสียชีวิต วิในวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 632 ในมะดีนะฮ์ ตอนอายุ 62 หรือ รื 63 ปี ใน บ้านของอาอิชะฮ์ ภรรยาของท่านอีกคนหนึ่งหลังจากท่านหญิงคอดีญะฮ์เสียชีวิต วิ ท่านนบีถูกฝังอยู่ใน บ้านของอาอิชะฮ์ มัสยิดของท่านศาสดา ในมะดีนะฮ์, ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีโดมเขียวถูก สร้างบนสุสานของมุฮัมมัดอยู่ตรงกลางภาพ


บุคคลสำ คัญในศาสนาอิสลาม เคาะดีญะฮ์ บินต์ คุวัย วั ลิด วีร วีสตรีแ รี ห่งอิสลาม เคาะดีญะฮ์ บินต์ คุวัยลิดเป็นทั้งภรรยาและสาวก คนแรกของนบีมุฮัมมัด และมุฮัมมัดแต่งงานกับ เธอแล้วอยู่ด้วยกันเป็นเวลา 25 ปี ก่อนแต่งงานกับมุฮัมหมัด เธอแต่งงานสามครั้งและมีลูกกันสามครั้ง โดยเธอมีลูกกับสามีคนที่สอง และเธอตั้งชื่อลูกชาย ทั้งสองว่า ฮาละฮ์ และฮินด์ ถึงแม้ว่าชื่อนี้จะเป็นชื่อ สำ หรับผู้หญิงก็ตาม และเขาเสียชีวิต วิ ก่อนที่จะค้า ขายเสร็จ ส่วนสามีคนแรกของเธอมีลูกสาวชื่อ ฮิน ดะฮ์และการแต่งงานครั้งนี้ทำ ให้เธอกลายเป็นหญิง หม้าย การแต่งงานกับท่านหญิงคอดีญะฮ์ ในสังคมอาหรับนั้นมีสตรีจำ รีจำนวนมากที่มีความรู้ ความสามารถ มีสติปัญญาเฉียบแหลม บาง คนมีความสามารถด้านการค้าขาย มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย และคอดีญะฮ์ลูกสาวของคุวัยลิด ก็เป็นสตรีค รี นหนึ่งที่มีคุณสมบัติครบถ้วน นางได้ว่าจ้างผู้ชายทำ การค้าให้กับนางตามตลาดต่างๆ ของคาบสมุทรอาหรับ ครั้นเมื่อนางได้ทราบข่าวเกี่ยวกับความดีงาม ความซื่อสัตย์ของมุฮัมมัด นางจึงเสนอให้ทำ การค้าให้นางในประเทศชาม โดยให้ค่าตอบแทนที่มากกว่าที่เคยให้กับพ่อค้าคน อื่นๆ ท่านจึงรับข้อเสนอและเดินทางไปค้าขายที่ประเทศชามพร้อมกับมัยซาเราะฮ์ คนรับใช้ของ นางคอดีญะฮ์ การทำ การค้าในครั้งนี้ได้รับความสำ เร็จมีกำ ไรอย่างมากมาย มัยซาเราะฮ์ได้นำ เรื่อ รื่ ง ราวที่ได้พบเห็น ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบในการทำ การค้า มาบอกเล่าให้คอดีญะฮ์ฟัง จึง สร้างความพึงพอใจเป็นอย่างมาก และมีความปรารถนาที่จะได้ใกล้ชิดกับท่าน เพราะประทับใจใน อุปนิสัยใจคอ ความดีงาม คอดีญะฮ์จึงอยากให้มุฮัมมัดมาเป็นผู้ที่คอยดูแลช่วยเหลือ เพื่อที่จะทำ ให้ ชีวิต วิ คู่เป็นไปด้วยดีและมีความสุข นางจึงได้ขอแต่งงานกับท่านนะบี และท่านได้ตอบตกลง แต่ มิใช่เพราะว่าต้องการทรัพย์สิน ท่านนะบี ก็พึงพอใจในมารยาทอันดีงาม สติปัญญาที่เฉียบแหลม เพื่อที่จะเป็นกำ ลังสำ คัญในการช่วยเหลือ และแบ่งเบาภาระในการเผยแพร่ศาสนาของท่าน นะบี ต่อไป ซึ่งขณะนั้นท่านนะบีมีอายุเพียง 25 ปี ส่วนนางคอดีญะฮ์ มีอายุ 40 ปี และเป็น ภรรยาคนเดียวที่ใช้ชีวิต วิ อยู่กับท่านจนกระทั่งเสียชีวิต วิ นางมีลูกกับท่านนะบีเป็นผู้หญิง 4 คน ผู้ชาย 2 คน คอดีญะฮ์ มีบทบาทสำ คัญในการเผยแพร่อิสลาม และมีฐานะที่ยิ่งใหญ่ ณ ที่อัลลอฮ์ จาก การที่ได้ยืนเคียงข้างท่านนะบี มาโดยตลอดตั้งแต่เริ่ม ริ่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนะบี คอยปลอบโยน เป็นกำ ลังใจให้กับท่านเมื่อเกิดความหวาดกลัวและตกใจ คอยช่วยเหลือค้ำ จุนท่านเมื่อผู้อื่นทอดทิ้ง ช่วยผ่อนคลายความลำ บากจากการเผยแพร่ ด้วยเหตุนี้ คอดีญะฮ์จึงได้รับเกียรติ ได้รับการยกย่อง จากพระองค์อัลลอฮ์ และเป็นสาวกคนแรกของมุฮัมหมัด


เสียชีวิต วิ เคาะดีญะฮ์เสียชีวิต วิในเดือนรอมฎอน "10 ปี หลังจากเป็นศาสดา" (ประมาณเดือน เมษายนหรือ รื พฤษภาคม ค.ศ.620) มุฮัมหมัดได้เรีย รี กปีนี้ว่า "ปีแห่งความเศร้าโศก" เนื่องจาก อบูฏอลิบ ก็เสียชีวิต วิในเดือนนี้เช่นกัน มีรายงานว่าเคาะดีญะฮ์เสียชีวิต วิ ตอนอายุ 65 ปี และศพ ของเธอถูกฝังที่สุสานญันนะฮ์ อัล-มุอัลลาในเมืองมักกะฮ์ หลักการของอิสลาม แบ่งออกเป็นส่วนใหญ่ๆ ได้ 2 ส่วน คือ 1.หลักการอันเป็นข้อบังคับสำ หรับบุคคล ได้แก่ หลักการพื้นฐานอันจำ เป็นสำ หรับมุสลิม ทุกคนจะต้องรู้ ต้องประพฤติ เริ่ม ริ่ ตั้งแต่อายุ 3 ขวบเป็นต้นไป แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ 1.หลักศรัทธา หรือ รื ความเชื่อในศาสนา เรีย รี กว่า อีมาน 2.หลักปฏิบัติ หรือ รื หน้าที่ในศาสนา เรีย รี กว่า อิบาดะห์ 3.หลักคุณธรรม หรือ รื หลักความดี เรีย รี กว่า อิห์ซาน 2 หลักการอันเป็นข้อบังคับสำ หรับสังคม ได้แก่ หน้าที่ต่างๆ ทางสังคม ซึ่งนับตั้งแต่ สังคมหน่วยเล็กสุด คือ ครอบครัวจนถึงสังคมที่ใหญที่สุดคือประเทศชาติ หลักศรัทธา หรือ รื ความเชื่อในศาสนา (อีมาน) หลักศรัทธามี 6 ประการ คือ 1) ศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า หมายถึง ต้องเชื่อมั่นและศรัทธาในพระเจ้า ซึ่งเรีย รี กว่า "อัลลอฮ์ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าและมีอยู่จริง ริ มุสลิมทุกคนต้องศรัทธาในอัลลอฮ์ ว่าเป็นพระเจ้าองค์เดียว" 2) ศรัทธาในมลาอิกะฮ์ มลาอิกะห์นั้นเป็นเทพบริว ริ ารหรือ รื เทวทูตของพระเจ้ามีจำ นวน มากมายสุดจะประมาณได้ ทำ หน้าที่สนองพระบัญชาอัลลอฮ์แตกต่างกัน 3) ศรัทธาในบรรดาศาสนทูต มุสลิม ศาสนทูตนั้นมีจำ นวนมากมาย ลักษณะคำ ประกาศ ของแต่ละศาสดาย่อมผิดแปลกไปตามยุคสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกศาสดาประกาศออกมาเหมือนกัน คือ ความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวกันและห้ามกราบไหว้บูชาวัตถุโดยสิ้นเชิง


คัมภีร์โตราห์ หรือ รื เตารอต (Torah) ประทานแก่นบีมูซาหรือ รืโมเสส (Moses) เป็นภาษาฮีบรู คัมภีร์ซะบูร์ (Zaboor) ประทานแก่นบีดาวูดหรือ รื ดาวิด วิ (David) เป็นภาษาอียิปต์โบราณ คัมภีร์อินญีล (Injeel or Gospel) ประทานแก่นบีอีซาหรือ รื เยซู (Jesus) เป็นภาษาซีเรีย รี โบราณ คัมภีร์อัล-กุรอาน (Al-Quran) ประทานแก่นบีมุฮัมมัด (Muhammad) เป็นภาษาอาหรับ อัลกุรอาน เป็นคัมภีร์ฉบับสุดท้ายที่สมบูรณ์ที่สุดและมุสลิมเชื่อว่าท่านนบีมุฮัมมัดเป็นนบีคนสุดท้าย 4) ศรัทธาในพระคัมภีร์ คัมภีร์ที่ว่านี้หมายถึงคัมภีร์จำ นวน 104 เล่มที่อัลเลาะฮ์ได้ประทานแก่ เหล่าศาสนทูต ของพระองค์ เพื่อนำ มาประกาศเผยแผ่แก่ปวงประชาชาติ ซึ่งคัมภีร์ที่สำ คัญมีอยู่ 4 คัมภีร์ คือ คัมภีร์ต่างๆ ทั้งหมดนี้สรุปคำ สอนได้เป็น 2 ประการ คือ 1. สอนถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า 2. สอนถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน 5) ศรัทธาในวันพิพากษา ทุกชีวิต วิ ที่ตายไปแล้วจะกลับฟื้นคืนชีพอีกครั้งหนึ่ง เพื่อชำ ระผลกรรมที่ทำ ไว้สมัยที่มีชีวิต วิ อยู่ มุสลิมผู้ศรัทธาในวันพิพากษาและสร้างสมความดีไว้มากจะได้ไปสู่ปรโลกพบกับชีวิต วิ นิรันดร 6)ศรัทธาในการลิขิตของพระผู้เป็นเจ้า มุสลิมทุกคนจะต้องศรัทธาว่ากำ หนดการต่างๆ ในโลก และชีวิต วิ ของบุคคลแต่ละคนเป็นไป โดยอำ นาจของพระเจ้าทั้งสิ้น หลักปฏิบัติหรือ รื หน้าที่ในศาสนา (อิบาดะห์) ศาสนาอิสลามเป็นศาสนา ประเภท "เอกเทวนิยม" (Monotheism) คือ นับถือพระเจ้าองค์เดียวว่าสูงสุด คือ พระอัลลอฮ์ มุสลิมทุกคนจะต้องถือเป็นหน้าที่และเป็นกิจวัตรอันจะขาดมิได้ ซึ่งการปฏิบัตินั้นแบ่งได้เป็น 5 ประการ ดังนี้ 1) การปฏิญาณตน การปฏิญาณตนเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามนั้นให้ปฏิญาณในความเชื่อ มีต่อพระอัลลอฮ์เจ้าและต่อองค์ศาสดา 2) การละหมาด หรือ รื สวด การนมัสการพระเจ้าคือการแสดงความเคารพต่อพระเจ้า เป็นการ ปฏิบัติเพื่อแสดงความภักดีต่อพระเจ้า ผู้เป็นมุสลิมจะต้องทำ ละหมาดวันละ 5 เวลา คือ เวลาย่ำ รุ่ง เวลากลางวัน เวลาเย็น เวลาพลบค่ำ เวลากลางคืน 3) การถือศีลอด คือ งดเว้นจากการกระทำ ต่างๆ ในเดือนรอมะฎอน (เดือนที่ 9 ของ ฮิจเร าะห์ศักราช) เป็นเวลา 1 เดือน เช่น งดการกิน และการดื่มสุรา


4) การบริจ ริ าคศาสนทานซะกาต เรีย รี กว่า "ซะกาต" (Sakat)หมายถึง การบริจ ริ าคซึ่ง ศาสนาบังคับให้ผู้มีทรัพย์สินมากเกินจำ นวนที่กำ หนดไว้ (ในศาสนา) จ่ายแก่ผู้ควรได้รับ (ตาม อัตราที่ศาสนากำ หนด) 5) หลักการประกอบพิธีฮัจญ์ คือ การเดินทางไปประกอบศาสนกิจ ณ เมืองเมกกะฮ์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย อย่างน้อย 1 ครั้ง สำ หรับทุกคนที่มีความสามารถพอจะเดินทาง ไปได้ และไม่ทำ ให้ครอบครัวเดือดร้อน เพื่อแสดงความศรัทธา ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางสังคม ซึ่งจะทำ ให้ทุกคนรักกันยิ่งๆ ขึ้น ที่ไม่เคยรู้จักกันก็จะได้รู้จักกัน หลักคุณธรรมหรือ รื หลักความดี(อิห์ซาน) หลักคุณธรรมหรือ รื หลักความดี คือการกำ หนดว่าสิ่งใดที่ควรปฏิบัติ และสิ่งใดต้องละเว้น ข้อกำ หนดเหล่านี้ปรากฏอยู่แล้วในคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งแยกออกเป็นสองตอน คือการกระทำ ที่ อนุญาต เรีย รี กว่าฮะลาล (HALAL) และการกระทำ ที่ต้องห้าม เรีย รี กว่าฮะรอม (HARAM) 1) การกระทำ ที่อนุญาต หมายถึง การอนุญาตให้กระทำ ความดี ที่จัดเป็นการกระทำ ที่ดีใน ศาสนาอิสลาม เช่น การไม่กินดอกเบี้ย ไม่ติดสินบน ไม่เข้าใกล้เครื่อ รื่ งดื่มและของมึนเมา 2) การกระทำ ที่ต้องห้าม หมายถึง การห้ามกระทำ ความชั่ว เช่น การเล่นการพนันทุกชนิด การประกอบอาชีพที่ไม่ชอบด้วยศีลธรรม การกระทำ ใดๆ ที่เป็นการสร้างความเดือดร้อนแก่ ตนเอง เพื่อนบ้าน สังคม และประเทศชาติ


ประวัติ วัติ ความเป็นมาศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ความเป็นมา ศาสนาฮินดู หรือ รืในเอกสารภาษา ไทยนิยมใช้คำ ว่า ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นศาสนาหนึ่งในกลุ่มศาสนาอินเดีย และ เป็นธรรมะ หรือ รื แนวทางการใช้ชีวิต วิ ของผู้คน ที่เป็นที่นับถืออย่างแพร่หลาย ในอินเดีย และบางส่วนใน เอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะบน เกาะบาหลี เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเป็นศาสนาที่เก่า แก่ที่สุดในโลก ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเป็นศาสนาที่แตกต่างจากศาสนาอื้นในโลกเพราะเป็นศาสนาที่ไม่มี ศาสดาผู้ก่อตั้ง เพราะมีจุดเริ่ม ริ่ ต้นมาจากความเชื่อว่าว่มีเทพเจ้าผู้มีอำ นาจเหนือธรรมชาติ เป็นผู้ สร้างสรรพสิ่ง ต่อมาชาวอารยันผู้ทำ หน้าที่ติดต่อกับเทพเจ้า ได้สอนหลักการเรื่อ รื่ งกำ เนิดของ สรรพสิ่งว่าว่เทพเจ้าหรือ รื พระพรหม เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งในลักษณะต่างๆ ต่อมาสรรพสิ่งที่พระ พรหมสร้างก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเทพเจ้าองค์อื่นๆ ด้วย ทำ ให้มีเทพเจ้ามากมายและทำ หน้าที่ต่างๆกัน เนื่องจาก ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีวิวั วิ ฒ วั นาการมาเป็นเวลาอันยาวนาน ทำ ให้แนวความ คิดทางศาสนาแตกต่างกันออกไปมาก ดังนั้น การศึกษาประวัติ วั ติ ความเป็นมาและพัฒนาการของ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดยแบ่งออกเป็นยุคต่างๆ สรุปได้ว่าว่ ศาสนาพราหมณ์เริ่ม ริ่ ต้นจากลัทธิประจำ เผ่าพัฒนามาเป็นศาสนาประจำ เผ่า อารยัน ซึ่งอพยพมารบชนะชาวเผ่าพื้นเมืองที่เรีย รี กว่าว่ทราวิฑ วิ หรือ รื ทัสยุได้ขับไล่พวกชนเผ่า เจ้าของดินแดนเดิมออกไปแล้วตั้งถิ่นฐานที่อยู่ครอบครองลุ่มน้ำ สินธุและคงคา ได้ผสมผสาน ความเชื่อของท้องถิ่นให้เข้ากับความเชื่อของตน ทำ ให้เกิดแนวความคิดเรื่อ รื่ งวรรณะ ต่อมาในยุคพระเวทเป็นยุคที่มีพัฒนาการการนับถือพระเจ้าให้มีระเบียบแบบแผนมากยิ่ง ขึ้น จนกระทั่งเกิดการรวบรวมบทสวดอ้อนวอนพระเจ้าต่างๆ เรีย รี กว่าคัมภีร์พระเวท ในยุค พราหมณะเป็นยุคที่วรรณะพราหมณ์มีอำ นาจสูงสุด มีการแต่งคัมภีร์พระเวทขึ้นอีกหนึ่งคัมภีร์คือ อาถรรพเวท และคัมภีร์อุปนิษัท ซึ่งเป็นรากฐานของแนวคิดทางปรัชญามีความสุขุมลุ่มลึกยิ่งขึ้น มากกว่าเดิม เป็นยุคที่มีการแข่งขันกันระหว่างศาสนา คือเกิดศาสนาใหม่ คือ ศาสนาเซนและ พุทธศาสนา จนทำ ให้ศาสนาพราหมณ์ต้องปรับกระบวนการในการสอนศาสนาใหม่จนต้องเรีย รี ก ตนเองใหม่ว่า ศาสนาฮินดู ศาสนาพราหมณ์มีวัฒ วั นาการทางประวัติ วั ติ ศาสตร์อันยาวนาน นับตั้งแต้การเริ่ม ริ่ ตั้งถิ่นฐานของ ชาวอารยันเริ่ม ริ่ ตั้งถิ่นฐานในชมพูทวีปวี ต่อมาในสมัยหลังพุทธกาล ศาสนาพราหมณ์ได้วิวั วิ ฒ วั นาการ มาเป็นศาสนาฮินดู หรือ รื พราหมณ์ใหม่ซึ่งมีหลักคำ สอนที่ผิดแผกแตกต่างจากต้นกำ เนิดเดิมของ ศาสนานี้ จึงนับว่าว่ศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาที่มีอายุยาวนานที่สุดของโลกศาสนาหนึ่ง นักวิช วิ าการมักมองศาสนาฮินดูว่าเป็นการผสมผสานของ วัฒนธรรม จารีต รี และประเพณี อันหลากหลายในอนุทวีปวี อินเดีย ที่มีรากฐานหลากหลาย ไม่มี ศาสดา หรือ รื ผู้ริเ ริ ริ่ม ริ่ ตั้งศาสนา แต่ผู้เผยแผ่คำ ภีร์พระเวท ยุคแรกเริ่ม ริ่ คือ ฤาษีวยาส ท่านเปรีย รี บเสมือนเป็นศาสดาคนหนึ่ง การสังเคราะห์ศาสนาฮินดู (Hindu synthesis) นี้เริ่ม ริ่ มีขึ้นระหว่างราว 500 ปีก่อนคริส ริ ตกาล ถึงคริส ริ ต์ศักราช 300 ภายหลังการสิ้นสุดลงของ ยุคพระเวท และเจริญ ริ รุ่งเรือ รื งใน อินเดียสมัย กลาง


นิกายในศาสนาฮินดู นิกายในศาสนาฮินดู คือประเพณีในศาสนาฮินดู ที่มีการนับถือเทพเจ้าหนึ่งพระองค์หรือ รื มากกว่าเป็นหลัก เช่น พระศิวะ, พระวิษ วิ ณุ และ พระพรหม 1. นิกายไวษณวะ หรือ รืไวษณพ ผู้ก่อตั้งนิกาย คือ ท่านนาถมุนี ด าเนินการเผยแผ่ลัทธิอยู่ ทางภาคใต้ของ อินเดีย เป็นนิกายที่บูชาพระวิษ วิ ณุหรือ รื พระนารายณ์ เชื่อการอวตารหรือ รื การลง มาเกิดเพื่อ ช่วยเหลือมวลมนุษย์ 2. นิกายไศวะ นิกายนี้ถือว่า พระศิวะเป็นผู้สร้างโลก การนับถือของ นิกายนี้ประพฤติตน ตามแบบลัทธิอัตตกิลมถานุโยค ใช้ขี้เถ้าทาตามร่างกาย และทำ เครื่อ รื่ งหมายที่หน้าผากด้วยขีด 3 ขีด เรีย รี กสีหาสันทร์ 3. นิกายศักติ คำ ว่า ศักติ แปลว่า ความสามารถ อำ นาจ พลัง ความสูงส่ง บุคคลผู้มีพลัง ดังกล่าวคือเทวีห วี รือ รื เทพเจ้าผู้หญิง นิกายนี้จึงนับถือมเหสีของมหาเทพทั้ง 3 องค์ ได้แก่ พระอุมา=พระชายาพระศิวะ พระลักษมี=พระชายาพระวิษ วิ ณุ พระสุรัสวดี=พระชายาพระพรหม 4) นิกายตันตระ คำ ว่า ตันตระ แปลว่า พิธีการ แบบแผน หรือ รื กฎเกณฑ์ หมายถึง แบบแผนของ พิธีกรรมต่างๆ ของฮินดูยุคหลังพุทธกาล .พิธีกรรมสำ คัญของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ประกอบด้วย กฎสำ หรับวรรณะ เช่น กฎเกี่ยวกับการแต่งงาน, อาหารการกิน, การประกอบอาชีพ,ที่อยู่อาศัย พิธีประจำ บ้าน เช่น พิธีนี้เป็นพิธีที่กำ หนดไว้ในคัมภีร์มานวธรรมศาสตร์หรือ รื มนูศาสตร์เรีย รี กว่า พิธี สังสการ เป็นพิธีกรรมที่คนในวรรณะกษัตริย์ ริย์ วรรณะพราหมณ์และวรรณะไวศยะจะต้องทำ โดย มีพราหมณ์หรือ รื นักบวชเป็นผู้ทำ พิธี พิธีศราทธ์ เช่น พิธีศราทธ์เป็นพิธีทำ บุญอุทิศให้มารดาบิดา หรือ รื บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว ใน เดือน 10 ตั้งแต่วันแรม 1ค่ำ ถึงวันแรม 15 ค่ำ การทำ บุญอุทิศนี้เรีย รี กอีกอย่างหนึ่งว่า บิณฑะ พีธีบูชาเทวดา เช่น ชาวฮินดูมีเทพเจ้าที่เคารพมากมายหลายองค์ผู้ที่เกิดในวรรณะสูงสมัยก่อน ได้บูชา พระศิวะและพระวิษ วิ ณุ แต่บุคคลในวรรณะต่ำ มักถูกกีดกันมิให้ร่วมบูชาเทพเจ้าของ บุคคลในวรรณะสูง ดังนั้น บุคคลในวรรณะต่ำ จึงต้องสร้างเทพเจ้าของตนเองขึ้น เช่น เจ้าแม่ กาลี เทพลิง เทพงู เทพเต่า รุกขเทพ เทพช้าง เป็นต้น


สัญลักษณ์ของศาสนา สัญลักษณ์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่สำ คัญ และเป็นกลางที่ทุกนิกายยอมรับก็คือ เครื่อ รื่ งหมาย อันเป็นอักษรเทวนาครี ที่อ่านว่า โอม คำ ว่า โอม เป็นคำ ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู อันหมายถึงพระเจ้าทั้ง 3 คือ อ อักษร ได้แก่ พระวิษ วิ ณุหรือ รื พระนารายณ์ อุ อักษร ได้แก่ พระศิวะหรือ รื พระอิศวร ม อักษร ได้แก่ พระพรหม สัญลักษณ์ดังกล่าวนี้บางครั้งเรีย รี กว่า สวัสติ หรือ รื สวัสติกะ เครื่อ รื่ งหมายโอม สัญลักษณ์แห่ง พลังทั้ง 3 จึงหมายถึง พระพรหม พระวิษ วิ ณุ และพระศิวะ พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ วั เป็นพิธีกรรมมาจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู คัมภีร์สำ คัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู คัมภีร์พระเวท เดิมมี 3 คัมภีร์ เรีย รี กว่า "ไตรเวท" โดยประกอบไปด้วย 1. ฤคเวท เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมบทสวดสดุดีพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย 2. ยชุรเวท เป็นคัมภีร์เกี่ยวกับระเบียบพิธีบูชายัญและ บวงสรวงต่างๆ 3. สามเวท เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมบทประพันธ์อันเป็นบทสวดขับร้อง ต่อมาได้เพิ่ม อรรถเวท เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมบทประพันธ์ที่ว่าด้วยมนต์หรือ รื คาถาต่าง ๆ ว่าด้วย มนต์หรือ รื คาถาต่างๆ


ศาสนาพราหมณ์เกิดก่อนศาสนาฮินดู โดยที่ศาสนาฮินดู พัฒนาการมากจากศาสนาพราหมณ์ ปัจจุบันจึงเรีย รี กควบคู่กันว่า พราหมณ์-ฮินดูเป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดของโลก แต่ไม่มีศาสดาผู้ก่อ ตั้งเหมือนศาสนาอื่น นับถือเทพเจ้า 3 องค์ ได้แก่ พระพรหม คือผู้สร้างโลก เทพเจ้าแห่งการสร้างสรรค์ ความเมตตา 1. 2. พระวิษ วิ ณุ หรือ รื พระนารายณ์ คือ ผู้คุ้มครองโลก ผู้ดูแลทุกสรรพสิ่ง 3. พระอิศวร หรือ รื พระศิวะ คือ ผูู้ทำ ลาย และขับไล่สิ่งชั่วร้าย


ฤาษีวยาสะ หรือ รื กฤษณ ไทวปานะ พระฤาษีวยาสะ ชื่อเดิม กฤษณะ ไทวปาณะ เป็นบุตรของ พระฤาษีปรศร และ นางสัตยวดี ฤาษีวยาสะเกิดบนเกาะกลางของแม่น้ำ ยมุนา ใน มหาภารตะ ชาวฮินดูเชื่อว่า ว่ เป็นผู้ประพันธ์มหาภาร ตะ และเป็น อวตาร ของ พระวิษ วิ ณุ นอกจากนี้ยัง เชื่อว่า ว่ ท่านเป็นผู้ประพันธ์มนตร์ในพระเวท, ปุร ปุ าณะ ทั้ง 18 เล่ม และ พรหมสูตร บางตำ นานเล่าว่า ว่ ฤาษีผู้นี้ มิใช่ฤาษีธรรมดา แต่เป็นเทพฤาษี บุคคลสำ คัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ฤาษีวาลมีกิ มีชีวิต วิ อยู่ในช่วงประมาณ 400 ปีก่อนคริส ริ ตกาล เป็นนักบวชฮินดู นักประพันธ์วรรณกรรม ภาษา สันสกฤต ซึ่งโด่งดังที่สุดคือ รามายณะ เดิมทีฤๅษีวาลมีกิอยู่ในวรรณะพราหมณ์ แต่ ชอบคบหาสมาคมกับโจรป่า จากนั้นก็แต่งงานกับ โจรป่า จึงทำ ให้กลายเป็นโจรป่าไปด้วย และได้ปล้น สดม ฆ่าคนมามากมาย จนครั้งหนึ่งได้ไปพบกับ สัปตะฤาษี (ฤๅษี ทั้ง 7) สัปตะฤๅษีก็ได้บอกกล่าว ถึงบาปบุญคุณโทษให้ฤๅษีวาลมีกิฟัง แล้วเกิดการ สำ นึกผิดขึ้นมา อยากออกบวช สัปตะฤๅษีจึงบอก วิธี วิธี แก้ไขให้ คือ ต้องภาวนามันตรา เมือฤาษีวาลมีกิ ท่องมันตราศักดิ์สิทธิ์จนครบ 1,000 ปี จนเกิดจอม ปลวกห่อคลุมร่าง แล้วสัปตะฤๅษีก็มาปรากฏให้เห็นอีกครั้ง แล้วบอกฤๅษีวาลมีกิว่า ว่ "เจ้าภาวนาสำ เร็จ แล้ว" ถ้าเจ้าอยากลบล้างบาป ที่เจ้าเคยเป็นโจรป่าแล้วฆ่าคน เจ้าต้องบันทึกเรื่อ รื่ งราวของ พระราม โดยการตั้งชื่อ รามายณะ ส่วนเรื่อ รื่ งราว ฤาษีนารทมุนี จะเป็นคนเล่าเรื่อ รื่ งให้เจ้า ฟัง แล้วให้เจ้าเป็นผู้บันทึกเอง" จากนั้นฤๅษีวาลมีกิก็ เริ่ม ริ่ บันทึกเรื่อ รื่ งราวของพระราม โดยมา จากวาทะของฤๅษีนารทมุนี จนเป็นคัมภีร์รามายณะ จนถึงทุกวัน วั นี้


หลักคำ สอนที่สำ คัญของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีอยู่ 4 ข้อ ดังต่อไปนี้ หลักธรรมสำ คัญของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู 1. หลักอาศรม 4 2. หลักการปฏิบัติระหว่า ว่ งบุคคล 3. หลักปรมาตมัน 4. หลักโมกษะ 1. หลักอาศรม 4 หลักอาศรม 4 หมายถึง ขั้นตอนการดำ เนินชีวิต วิ ของชาวฮินดู เฉพาะที่เป็นพราหมณ์วัยต่างๆ โดยกำ หนดเกณฑ์อายุคนไว้ 100 ปี แบ่งช่วงของการใช้ชีวิต วิไว้ 4 ช่วง ช่วงละ 25 ปี ช่วงชีวิต วิ แต่ละช่วงเรีย รี กว่า อาศรม (วัย) อาศรมทั้ง 4 ช่วงมีดังนี้ อาศรมที่ 1 (ปฐมวัย) เรีย รี กว่า พรหมจรรย์อาศรม เริ่ม ริ่ ตั้งแต่อายุ 8-25 ปี ผู้เข้าสู่อาศรมนี้ เรีย รี กว่า พรหมจารี มีหน้าที่ดังนี้ 1) ตั้งใจเรีย รี นวิช วิ าการในวรรณะของตน 2) เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำ สั่งสอนของครูอาจารย์ 3) ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่อ รื่ งเพศ 4) ไม่คบกับเพศตรงกันข้าม 5) เมื่อสำ เร็จการศึกษาแล้วต้องทำ พิธีเกศนตสันสกา (ตัดผม) และพิธีคุรุทักษิณา มอบสิ่ง ตอบแทนครูอาจารย์ อาศรมที่ 2 (มัชณิมวัย) เรีย รี กว่า คฤหัสถาศรม อยู่ในช่วงอายุ 25-50 ปี มีหน้าที่ดังนี้ 1) ช่วยพ่อแม่ทำ งาน 2) แต่งงานมีครอบครัว 3) ประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัว


อาศรมที่ 3 (ปัจฉิมวัย) เรีย รี กว่า วานปรัสถาศรม อยู่ในช่วงอายุ 50-75 ปี มีหน้าที่จะต้อง ปฏิบัติดังนี้ 1) มอบสมบัติให้บุตรธิดา 2) บำ เพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม 3) ออกบวชปฏิบัติธรรมที่เรีย รี กว่า วานปรัสถ์ 4) ทำ ประโยชน์แก่สังคมด้วยการเป็นครูอาจารย์ อาศรมที่ 4 คือ สันยัสตาศรม อยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไป สำ หรับผู้ปรารถนา ความ หลุดพ้น (โมกษะ) จะออกบวชเป็นสันยาสี เมื่อบวชแล้วจะสึกไม่ได้ บำ เพ็ญสมาธิแสวงหาความ หลุดพ้นตามหลักกรรมโยคะต่อไป 2. หลักการปฏิบัติระหว่างบุคคล ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีหลักคำ สอนที่คล้ายคลึงกับคำ สอนเรื่อ รื่ งทิศ 6 ในศาสนาพุทธเป็น อย่างมาก ซึ่งเป็นหลักคำ สอนที่ว่าด้วยการปฏิบัติระหว่างบุคคลดังมีรายละเอียดดังนี้ 1. ปิตฤธรรม คือ การปฏิบัติตามหน้าที่ของบิดาต่อบุตร โดยบิดาต้องมีหน้าที่ รับเลี้ยงดู บุตรจนบุตรมีอายุบรรลุนิติภาวะ ในการเลี้ยงดูบุตร 2. มาตฤธรรม คือ การปฏิบัติหน้าที่ของมารดาต่อบุตร มารดาจะต้องรับหน้าที่เหมือนบิดา แต่ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ เพื่อสร้างอนาคตให้กับบุตรและต้องเป็นครูคนแรกของบุตร ดังนั้น มารดาจึงต้องระมัดระวังในการสร้างอุปนิสัยให้แก่บุตรในทางที่ดีเสมอ 3. อาจารยธรรม คือ การปฏิบัติหน้าที่ของครูอาจารย์ต่อศิษย์ ครูอาจารย์จะต้อง รับหน้าที่ ถ่ายทอดวิช วิ าความรู้ให้แก่ศิษย์อย่างถูกต้องและเป็นธรรม เลี้ยงดูศิษย์เหมือนบิดามารดาเลี้ยงดู บุตร พยายามสร้างและแก้ไขความประพฤติอุปนิสัยของศิษย์ร่วมกับบิดามารดาของศิษย์ 4. บุตรธรรมและศิษยธรรม คือ การปฏิบัติของบุตรต่อบิดามารดาและการปฏิบัติหน้าที่ของ ศิษย์ต่อครูอาจารย์ 5. ภราตฤธรรม คือ การปฏิบัติของพี่ที่มีต่อน้องและน้องต่อพี่ น้องต้องปฏิบัตินับถือพี่ เหมือนพ่อเหมือนแม่ 6. ปติธรรม คือ การปฏิบัติหน้าที่ของสามีต่อภรรยา ผู้ชายต้องเลือกเจ้าสาวที่ เหมาะสมแก่ ตระกูลของตน เหมาะสมกับสังคมที่ตนอาศัยอยู่ ฉะนั้นเมื่อจะเลือกเจ้าสาวต้อง ได้รับการเห็น ชอบจากผู้ใหญ่ก่อน เมื่อเป็นภรรยาแล้วก็ต้องเลี้ยงดูกันไปตลอดชีวิต วิ เอาใจใส่ต่อภรรยาอย่าง จริง ริ จัง อย่าริเ ริป็นคนเจ้าชู้กับผู้หญิงอื่น 7. ปัตนีธรรม คือ การปฏิบัติหน้าที่ของภรรยาต่อสามี ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อสามีอย่างบริสุ ริ สุ ทธิ์ ใจต้องเอาใจใส่สามีอย่างจริง ริ จัง 8. สวามี-เสวกธรรม คือ การปฏิบัติหน้าที่ของนายจ้างต่อลูกจ้าง และการปฏิบัติหน้าที่ของ ลูกจ้างต่อนายจ้าง


ผู้เป็นนายจ้างมีหน้าที่เลี้ยงดูลูกจ้างและครอบครัวของเขา จ่ายเงินเดือน หรือ รืให้ค่า ตอบแทน ผู้เป็นลูกจ้างก็มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติงานอย่างซื่อสัตย์ต่อนายจ้างเสมอ และทำ ทุก อย่างที่จะให้นายจ้างได้รับผลประโยชน์ให้มากที่สุด 9. ราชธรรม คือ ในคัมภีร์ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูสอนไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์ ริย์ มีหน้าที่ยึด ธรรมสูงสุด คือ ดูแลประชาชน อารักขาประชาชน ให้ความอบอุ่นแก่ประชาชน ในด้านประชาชนมีหน้าที่คือ ต้องถวายความเคารพนับถือพระราชาอย่างสูงสุด เพราะ พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ริย์ พระราชาธิราชเจ้านั้นทรงเป็นเสมือนเทพเจ้า 8 องค์ คือ 1) พระอินทร์ 2) พระยมราช 3) พระวายุ 4) พระสุริย ริ ะ 5) พระอัคนี 6) พระวรุณ 7) พระจันทร์ 8) พระกุเวร 3. หลักปรมาตมัน คำ ว่า ปรมาตมัน หมายถึง สิ่งยิ่งใหญ่อันเป็นที่รวมของทุกสิ่งทุกอย่างในสากลโลก ซึ่ง เรีย รี กชื่อสิ่งนี้ว่า “ พรหม” ปรมาตมันกับพรหมจึงเป็นสิ่งเดียวกัน วิญ วิ ญาณของสัตวโลกทั้งหลาย (อาตมัน) คือส่วนที่แยกออกมาจากวิญ วิ ญาณรวมของ พรหม (ปรมาตมัน) วิญ วิ ญาณย่อยแต่ละดวงเหล่านี้เมื่อแยกออกมาแล้วย่อมเข้าสิงสถิตในสิ่งมี ชีวิต วิ รูปแบบต่างๆ กัน เช่น ในร่างกายมนุษย์ เทวดา สัตว์และพืช มีสภาพดีบ้าง เลวบ้าง สุดแต่ ผลกรรมที่ทำ ไว้ ซึ่งถือว่าเป็นทุกข์ทั้งสิ้น ตราบใดที่วิญ วิ ญาณเหล่านี้ยังไม่สิ้นกรรม ย่อมต้องเวีย วี น ว่ายตายเกิดผจญทุกข์อยู่ตลอดไป 4. หลักโมกษะ หลักโมกษะ เป็นหลักความดีสูงสุด ดังคำ สอนของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สอนว่า ”ผู้ใด รู้แจ้งในอาตมันของตนว่าเป็นหลักอาตมันของโลกพรหมแล้ว ผู้นั้นย่อมพ้นจากสังสารการเวีย วี น ว่ายตายเกิด และจะไม่ปฏิสนธิอีก” หลักโมกษะประกอบด้วยสาระสำ คัญ 2 ประการ คือ 1. การนำ อาตมันเข้าสู่ปรมาตมัน ด้วยการปฏิบัติธรรมใดๆ เพื่อให้วิญ วิ ญาณของตนเข้า รวมกับปฐมวิญ วิ ญาณ เรีย รี กว่า ”เข้าถึงโมกษะ” คือความหลุดพ้นจากวัฏสงสารแห่งชีวิต วิ 2. วิธี วิธีปฏิบัติเพื่อเข้าถึงโมกษะ ได้เสนอแนะหลักปฏิบัติที่สำ คัญไว้ 3 ประการ คือ กรรม มรรค (กรรมโยคะ) ชยานมรรค (ชยานโยคะ) และภักติมรรค (ภักติโยคะ)


พิชญุตม์ ฉัตรบูรณยนต์ เลขที่ 6 หนังสือ e-book เล่มนี้ เสร็จสมบูรณ์ได้ด้วย ความร่วมมือ คณะผู้จัดทำ มีหน้าที่ดังนี้ 1. มีหน้าที่ หาข้อมูล สรุปศาสนาคริสริ ต์, สรุปศาสนาอิสลาม, ตามหัวข้อ ประวัติ วั ติ ความเป็นมา, พุทธประวัติ วั ติ ของศาสดา, ยกตัวอย่างบุคคลสำ คัญ, หลักคำ สอน, หารูปภาพประกอบ 2. กันต์ อภิธรรมนิธิ เลขที่ 10 มีหน้าที่ หาข้อมูล ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู, ตามหัวข้อ ประวัติ วั ติ ความเป็นมา, พุทธประวัติ วั ติ ของ ศาสดา, ยกตัวอย่างบุคคลสำ คัญ, หลักคำ สอน, หารูปภาพประกอบ, เขียนสารบัญ 3. ณชกร เลิศพิทักษ์กิจ เลขที่ 22 มีหน้าที่ หาข้อมูลศาสนาพุทธ, ตามหัวข้อ ประวัติ วั ติ ความเป็นมา, พุทธประวัติ วั ติ ของศาสดา, ยก ตัวอย่างบุคคลสำ คัญ, หลักคำ สอน, หารูปภาพประกอบ, เขียนคำ นำ , นำ ข้อมูลของทุกคนมาเรีย รี บเรีย รี บและสรุป ทำ e-book. ในโปรแกรม Canva และทั้งหมดนี้คือข้อมูล สาระความรู้ เกี่ยวกับศาสนาพุทธ, คริส ริ ต์,อิสลาม, พราหมณ์-ฮินดู หากพิดพลาดประการใด คณะผู้จัดทำ ขออภัยมา ณ ที่นี้


Click to View FlipBook Version