ความรู้พื้ รู้ พื้ นฐาน ด้านนาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 ภาคเรีย รี นที่1/2566 รหัสวิชา ศ22102
ความเป็นมาของนาฏศิลป์ไทย ความหมายและความเป็นมา ของนาฏศิลป์ นาฏศิลป์ไทย หมายถึง เป็นศิลปะการ แสดงประกอบดนตรีข รี องไทย เช่น ฟ้อน รำ ระบำ โขน แต่ละท้องถิ่นจะมีชื่อเรีย รี กและมีลีลาท่าการ แสดงที่แตกต่างกันไป สาเหตุหลักมาจาภูมิประเทศ ภูมิอากาศของแต่ละท้องถิ่น ความเชื่อ ศาสนา ภาษา นิสัยใจคอของผู้คน ชีวิตความเป็นอยู่ของ แต่ละภาค นาฏศิลป์ไทยเป็นการเล่นเครื่องดนตรีห รี ลาย ๆ ชนิด การละครฟ้อนรำ และดนตรีอั รีอันมีคุณสมบัติตามคัมภีร์น ร์ าฏ ะหรือ รื นาฏยะกำ หนดว่า ต้องประกอบไปด้วย 3 ประการ คือ การฟ้อนรำ การดนตรี และการขับร้อ ร้ ง รวมเข้าด้วย กัน ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้ เป็นอุปนิสัยของคนมาแต่ดึกดำ บรรพ์ นาฏศิลป์ไทยมีที่มาและเกิดจากสาเหตุแนวคิดต่าง ๆ เช่น เกิดจากความรู้สึรู้ สึกกระทบกระเทือนทางอารมณ์ไม่ว่า จะอารมณ์แห่งสุข หรือ รื ความทุกข์และสะท้อนออกมาเป็น ท่าทางแบบธรรมชาติและประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นท่าทางลีลา การฟ้อนรำ หรือ รื เกิดจากลัทธิความเชื่อในการนับถือสิ่ง ศักดิ์สิ ดิ์ สิทธ์ เทพเจ้า โดยแสดงความเคารพบูชาด้วยการ เต้นรำ ขับร้อ ร้ งฟ้อนรำ ให้เกิดความพึงพอใจ เป็นต้น
นาฏศิลป์ไทยยังได้รับรัอิทธิพลแบบแผนตามแนวคิดจาก ต่างชาติเข้ามาผสมผสานด้วย เช่น วัฒนธรรมอินเดีย เกี่ยวกับวรรณกรรมที่เป็นเรื่องของเทพเจ้าและตำ นาน การฟ้อนรำ โดยผ่านเข้าสู่ประเทศไทยทั้งทางตรงและ ทางอ้อมคือผ่านชนชาติชวาและเขมร ก่อนที่จะนำ มา ปรับรั ปรุงให้เป็นรูปแบบตามเอกลักษณ์ของไทย เช่น ตัวอย่างของเทวรูปศิวะปางนาฏราชที่สร้า ร้ งเป็นท่าการ ร่าร่ยรำ ของพระอิศวร ซึ่งมีทั้งหมด 108 ท่า หรือ รื 108 กรณะ โดยทรงฟ้อนรำ ครั้งแรกในโลก ณ ตำ บลจิทรัมรั พรัมรัเมืองมัทราส อินเดียใต้ ปัจจุบันอยู่ในรัฐรัทมิฬนาดู นับเป็นคัมภีร์สำ ร์ สำ หรับรัการฟ้อนรำ แต่งโดยพระภรตมุนี เรีย รี กว่า"คัมภีร์ภ ร์ รตนาฏยศาสตร์"ร์ ถือเป็นอิทธิพลสำ คัญ ต่อแบบแผนการสืบสานและถ่ายทอดนาฏศิลป์ของไทย จนเกิดขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่มีรูปแบบ แบบแผนการเรีย รี น การฝึกหัด จารีต รี ขนบธรรมเนียม มาจนถึงปัจจุบัน บรรดาผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาทางด้าน นาฏศิลป์ไทยได้สันนิษฐานว่า อารยธรรมทางศิลปะ ด้านนาฏศิลป์ของอินเดียนี้ได้เผยแพร่เร่ข้ามาสู่ ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอ รี ยุธยา ตามประวัติการ สร้า ร้ งเทวาลัยศิวะนาฏราชที่สร้า ร้ งขึ้นในปี พ.ศ. 1800 ซึ่ง เป็นระยะที่ไทยเริ่มก่อตั้งกรุงสุโขทัย ดังนั้นท่ารำ ไทยที่ ดัดแปลงมาจากอินเดียในครั้งแรกจึงเป็นความคิดของนัก ปราชญ์ในสมัยกรุงศรีอ รี ยุธยา และมีการแก้ไขปรับรั ปรุง หรือ รื ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ในกรุงรัตรันโกสินทร์ จนนำ มาสู่ การประดิษฐ์ท่าร่าร่ยรำ และละครไทยมาจนถึงปัจจุบัน
องค์ประกอบ ของนาฏศิลป์
องค์ปค์ ระกอบของนาฏศิลป์ องค์ประกอบของนาฏศิลป์ไทย นาฏศิลป์จะหมาย รวมไปถึงการร้อ ร้ งรำ ทำ เพลง ดังนั้น องค์ประกอบของนาฏศิลป์ก็จะประกอบไปด้วย การร้อ ร้ ง การ บรรเลงดนตรี และการฟ้อนรำ ทั้งนี้เพราะการแสดงออกทาง นาฏศิลป์ไทยจะต้องอาศัยบทร้อ ร้ งทำ นองเพลงประกอบการ แสดง เพราะฉะนั้นก่อนที่จะมาเป็นนาฏศิลป์ไทยได้จะต้อง ประกอบไปด้วยองค์ประกอบสำ คัญๆ ดังต่อไปนี้ การฟ้อนรำ หรือ รื ลีลาท่ารำ การฟ้อนรำ หรือ รื ลีลาท่ารำ เป็น ท่าทางของการเยื้องกรายฟ้อนรำ ที่สวยงาม โดยมีมนุษย์ เป็นผู้ประดิษฐ์ ท่ารำ เหล่านั้นได้ถูกต้องตามแบบแผน รวมทั้งบทบาทและลักษณะของตัวละคร ประเภทของการ แสดง และการสื่อความหมายที่ชัดเจน 1. 2. จังหวะ จังหวะเป็นส่วนย่อยของบทเพลงที่ดำ เนินไป เป็นระยะและสม่ำ เสมอ การฝึกหัดนาฏศิลป์ไทย จำ เป็น ต้องใช้จังหวะเป็น พื้นฐานในการฝึกหัด เพราะจังหวะ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติและมีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน หากผู้เรีย รี นมีทักษะทางการฟังจังหวะแล้วก็สามารถรำ ได้ สวยงาม แต่ถ้าผู้เรีย รี นไม่เข้าใจจังหวะ ก็จะทำ ให้รำ ไม่ถูก จังหวะหรือ รื เรีย รี กว่า "บอดจังหวะ" ทำ ให้การรำ ก็จะไม่ สวยงามและถูกต้อง
3. เนื้อร้อ ร้ งและทำ นองเพลง เนื้อร้อ ร้ งและทำ นองเพลง การแสดงลีลาท่ารำ แต่ละครั้งจะต้องสอดคล้องตามเนื้อ ร้อ ร้ งและ ทำ นองเพลง ทั้งนี้เพื่อบอกความหมายของท่ารำ ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึรู้ สึกในการแสดงได้ตามเนื้อเรื่อง ตลอดจนสามารถสื่อความหมายให้กับผู้ชมเข้าใจตรงกัน ได้ เช่น การแสดงอารมณ์รักรัผู้รำ จะประสานมือทาบไว้ที่ หน้าอก ใบหน้ายิ้มละไม สายตามองไปยังตัวละครที่รำ คู่ กัน เป็นต้น 4. การแต่งกาย การแต่งกายในการแสดงนาฏศิลป์ สามารถบ่งบอกถึงยศ ฐานะ และบรรดาศักดิ์ข ดิ์ องผู้แสดง ละครนั้นๆ โดยเฉพาะ การแสดงโขน การแต่งกายจะ เปรีย รี บเสมือนแทนสีกายของตัวละคร เช่น เมื่อแสดง เป็นหนุมานจะต้องแต่งกายด้วยชุดสีขาว มีลายปักเป็น ลาย ทักษิณาวัตร สวมหัวขนลิงสีขาวปากอ้า เป็นต้น 5. การแต่งหน้า การแต่งหน้าเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ ทำ ให้ผู้แสดงสวยงาม และอำ พรางข้อบกพร่อร่งของ ใบหน้าของผู้แสดงได้ นอกจากนี้ก็ยังสามารถใช้วิธีการ แต่งหน้าเพื่อบอกวัย บอกลักษณะเฉพาะของตัวละครได้ เช่น แต่งหน้าคนหนุ่มให้เป็นคนแก่แต่งหน้าให้ผู้แสดง เป็นตัวตลก เป็นต้น
6. เครื่องดนตรีที่ รี ที่ บรรเลงประกอบการแสดง การแสดง นาฏศิลป์จำ เป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เครื่องดนตรีบ รี รรเลง ประกอบการแสดง ดังนั้นผู้แสดงจะต้องรำ ให้สอดคล้อง ตามเนื้อร้อ ร้ งและทำ นองเพลงในขณะเดียวกัน ดนตรีก็ รีก็ เป็นองค์ประกอบหลักที่สำ คัญในการช่วยเสริมริ ให้การ แสดงสมบูรณ์ และสามารถสื่อความหมายได้ชัดเจนมาก ขึ้น อีกทั้งยังช่วยเสริมริสร้า ร้ งบรรยากาศในการแสดงให้ สมจริงริยิ่งขึ้นด้วย 7. อุปกรณ์การแสดงละคร การแสดงนาฏศิลป์ไทยบาง ชุดต้องมีอุปกรณ์ประกอบการแสดงละครด้วย เช่น ระบำ พัด ระบำ นกเขา ฟ้อนเทียน ฟ้อนเล็บ ฟ้อนร่มร่เป็นต้น อุปกรณ์แต่ละชนิดที่ใช้ประกอบการแสดงจะต้องสมบูรณ์ สวยงามและสวมใส่ได้พอดี หากเป็นอุปกรณ์ ที่ต้องใช้ ประกอบการแสดง เช่น ร่มร่ผู้แสดงจะต้องมีทักษะใน การใช้อุปกรณ์ได้อย่างคล่องแคล่ววางอยู่ในระดับที่ ถูก ต้องสวยงาม
ประเภทของ นาฏศิลป์ไทย
ประเภทของนาฏศิลป์ไทย เป็นการแสดงนาฎศิลป์ชั้นสูงของไทยที่มี เอกลักษณ์ คือ ผู้แสดงจะต้องสวมหัวที่เรีย รี กว่า หัวโขน และใช้ลีลาท่าทางการแสดงด้วยการ เต้นไปตามบทพากย์ การเจรจาของผู้พากย์และ ตามทำ นองเพลงหน้าพาทย์ที่บรรเลงด้วยวงปี่ พาทย์ เรื่องที่นิยมนำ มาแสดง คือ พระราช นิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ แต่งการเลียน แบบเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ ริ ย์ ที่เป็น เครื่องต้น เรีย รี กว่าการแต่งกายแบบ “ยื่นเครื่อง” มีจารีต รี ขั้นตอนการแสดงที่เป็นแบบแผน นิยม จัดแสดงเฉพาะพิธีสำ คัญได้แก่ งานพระราชพิธี ต่าง ๆ 1.โขน นาฎศิลป์ของไทย แบ่งออกตามลักษณะของรูปแบบการ แสดงเป็นประเภทใหญ่ ๆ 4 ประเภท คือ
ประเภทของโขน โขน แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้ 1.โขนกลางแปลง คือ การเล่นโขนบนพื้นดิน ณ กลาง สนาม ไม่ต้องสร้า ร้ งโรงให้เล่น นิยมแสดงตอนยกทัพรบ กัน โขนกลางแปลงได้วิวัฒนาการมาจากการเล่นชักนาค ดึกดำ บรรพ์ เรื่องกวนน้ำ อมฤต
2. โขนโรงนอก หรือ รื โขนนั่งราว เป็นการแสดงบนโรงมี หลังคา ไม่มีเตียงสำ หรับรัตัวโขนนั่ง แต่มีราวพาดตาม ส่วนยาวของโรงตรงหน้าฉาก (ม่าน) มีช่องทางให้ผู้ แสดงเดินได้รอบราวแทนเตียง มีการพากย์และเจรจา แต่ไม่มีการร้อ ร้ ง ปี่พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ มีปี่ พาทย์ 2 วง เพราะต้องบรรเลงมาก ตั้งหัวโรงท้ายโรง จึง เรีย รี กว่าวงหัวและวงท้าย หรือ รื วงซ้ายและวงขวา
3. โขนหน้าจอ คือ โขนที่เล่นตรงหน้าจอ ซึ่งเดิมเขาขึง ไว้สำ หรับรัเล่นหนังใหญ่ ในการเล่นหนังใหญ่นั้น มีการ เชิดหนังใหญ่อยู่หน้าจอผ้าขาว การแสดงหนังใหญ่มี ศิลปะสำ คัญ คือการพากย์และเจรจา มีดนตรีปี่รีปี่ พาทย์ ประกอบการแสดง ผู้เชิดตัวหนังต้อง เต้นตามลีลาและ จังหวะดนตรี นิยมแสดงเรื่องรามเกียรติ์
4. โขนโรงใน คือ โขนที่นำ ศิลปะของละครในเข้ามา ผสม โขนโรงในมีปี่พาทย์บรรเลง 2 วงผลัดกัน การ แสดงก็มีทั้งออกท่ารำ เต้น ทีพากย์และเจรจาตามแบบ โขน กับนำ เพลงขับร้อ ร้ งและเพลงประกอบกิริยริาอาการ ของดนตรีแ รี บบละครใน และมีการนำ ระบำ รำ ฟ้อนผสม เข้าด้วย
๕ โขนฉาก เกิด ขึ้นในสมัยรัชรักาลที่ 5 เมื่อมีผู้คิดสร้า ร้ ง ฉากประกอบเรื่องเมื่อแสดงโขนบนเวที คล้ายกับละคร ดึกดำ บรรพ์ ส่วนวิธีแสดงดำ เนินเช่นเดียวกับโขนโรงใน แต่มีการแบ่งเป็นชุดเป็นตอน เป็นฉาก และจัดฉาก ประกอบตามท้องเรื่อง
2.ละคร เป็นศิลปะการร่าร่ยรำ ที่เล่นเป็นเรื่องราว มีพัฒนาการมาจาก การเล่านิทาน ละครมีเอกลักษณ์ในการแสดงและการดำ เนิน เรื่องด้วยกระบวนลีลาท่ารำ เข้าบทร้อ ร้ ง ทำ นองเพลงและเพลง หน้าพาทย์ที่บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ มีแบบแผนการเล่นที่เป็น ทั้งของชาวบ้านและของหลวงที่เรีย รี กว่า ละครโนราชาตรี ละครนอก ละครใน เรื่องที่นิยมนำ มาแสดงคือ พระสุธน สังข์ ทอง คาวี อิเหนา อุณรุท นอกจากนี้ยังมีละครที่ปรับรั ปรุงขึ้น ใหม่อีกหลายชนิด การแต่งกายของละครจะเลียนแบบเครื่อง ทรงของพระมหากษัตริย์ริ ย์ เรีย รี กว่า การแต่งการแบบยืนเครื่อง นิยมเล่นในงานพิธีสำ คัญและงานพระราชพิธีของพระมหา กษัตริย์ริ ย์
ประเภทของละคร ละคร แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ ละครแบบดั้งเดิม ละครชาตรี ละครนอก ละครใน ละครแบบปรับรั ปรุง ละครดึกดำ บรรพ์ ละครพันทาง ละครเสภา ละครที่พัฒนาขึ้นใหม่ ละครพูด ละครร้อ ร้ ง ละครสังคีต ละครพูดล้วนๆ ละครพูดร้อ ร้ ยกรอง ละครพูดสลับลำ ลละครร้อ ร้ งสลับพูด ละครร้อ ร้ งล้วนๆ
3.รำ และ ระบำ เป็นศิลปะแห่งการร่าร่ยรำ ประกอบเพลงดนตรีแ รี ละ บทขับร้อ ร้ ง โดยไม่เล่นเป็นเรื่องราว ในที่นี้หมายถึงรำ และ ระบำ ที่มีลักษณะเป็นการแสดงแบบมาตรฐาน ซึ่งมีความ หมายที่จะอธิบายได้พอสังเขป ดังนี้ 3.1 รำ หมายถึง ศิลปะแห่งการรายรำ ที่มีผู้แสดง ตั้งแต่ 1-2 คน เช่น การรำ เดี่ยว การรำ คู่ การรำ อาวุธ เป็นต้น มี ลักษณะการแต่งการตามรูปแบบของการแสดง ไม่เล่น เป็นเรื่องราวอาจมีบทขับร้อ ร้ งประกอบการรำ เข้ากับทำ นอง เพลงดนตรี มีกระบวนท่ารำ โดยเฉพาะการรำ คู่จะต่าง กับระบำ เนื่องจากท่ารำ จะมีความเชื่อมโยงสอดคล้องต่อ เนื่องกัน และเป็นบทเฉพาะสำ หรับรัผู้แสดงนั้น ๆ เช่น รำ เพลงช้าเพลงเร็ว ร็ รำ แม่บท รำ เมขลา–รามสูร เป็นต้น 3.2 ระบำ หมายถึง ศิลปะแห่งการร่าร่ยรำ ที่มีผู้เล่นตังแต่ 2 คนขึ้นไป มีลักษณะการแต่งการคล้ายคลึงกัน กระบวนท่า รายรำ คล้าคลึงกัน ไม่เล่นเป็นเรื่องราว อาจมีบทขับร้อ ร้ ง ประกอบการรำ เข้าทำ นองเพลงดนตรี ซึ่งระบำ แบบ มาตรฐานมักบรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ การแต่งการนิยมแต่ง กายยืนเครื่องพระนาง-หรือ รื แต่งแบบนางในราชสำ นัก เช่น ระบำ สี่บท ระบำ กฤดาภินิหาร ระบำ ฉิ่งเป็นต้น
4.การแสดงพื้นเมือง 4.1 การแสดงพี้นเมืองภาคเหนือ เป็นศิลปะการรำ และ การละเล่น หรือ รื ที่นิยมเรีย รี กกันทั่วไปว่า “ฟ้อน” การฟ้อน เป็นวัฒนธรรมของชาวล้านนา และกลุ่มชนเผ่าต่าง ๆ เช่น ชาวไต ชาวลื้อ ชาวยอง ชาวเขิน เป็นต้น ลักษณะ ของการฟ้อน แบ่งเป็น 2 แบบ คือ แบบดั้งเดิม และ แบบที่ปรับรั ปรุงขึ้นใหม่ แต่ยังคงมีการรักรัษาเอกลักษณ์ ทางการแสดงไว้คือ มีลีลาท่ารำ ที่แช่มช้า อ่อนช้อยมีการ แต่งกายตามวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สวยงามประกอบกับการ บรรเลงและขับร้อ ร้ งด้วยวงดนตรีพื้ รี พื้ นบ้าน เช่น วงสะล้อ ซอ ซึง วงปูเจ่ วงกลองแอว เป็นต้น โอกาสที่แสดงมัก เล่นกันในงานประเพณีหรือ รื ต้นรับรัแขกบ้านแขกเมือง ได้แก่ ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนครัวรัทาน ฟ้อนสาวไหม และฟ้อนเจิง เป็นศิลปะแห่งการร่าร่ยรำ ที่มีทั้งรำ ระบำ หรือ รื การละเล่นที่ เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชนตามวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค ซึ่ง สามารถแบ่งออกเป็นภูมิภาคได้ 4 ภาค ดังนี้
4.2 การแสดงพื้นเมืองภาคกลาง เป็นศิลปะการร่าร่ยรำ และ การละเล่นของชนชาวพื้นบ้านภาคกลาง ซึ่งส่วนใหญ่มี อาชีพเกี่ยวกับเกษตรกรรม ศิลปะการแสดงจึงมีความ สอดคล้องกับวิถีชีวิตและพื่อความบันเทิงสนุกสนาน เป็นการพักผ่อนหย่อนใจจากการทำ งาน หรือ รื เมื่อเสร็จ ร็ จากเทศการฤดูเก็บเก็บเกี่ยว เช่น การเล่นเพลงเกี่ยวข้าว เต้นกำ รำ เคียว รำ โทนหรือ รื รำ วง รำ เถิดเทอง รำ กลองยาว เป็นต้น มีการแต่งกายตามวัฒนธรรมของท้องถิ่น และใช้ เครื่องดนตรีพื้ รี พื้ นบ้าน เช่น กลองยาว กลองโทน ฉิ่ง ฉาบ กรับรัและโหม่ง
4.3 การแสดงพื้นเมืองภาคอีสาน เป็นศิลปะการรำ และ การเล่นของชาวพื้นบ้านภาคอีสาน หรือ รื ภาคตะวนออก เฉียงเหนือของไทย แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มวัฒนธรรมใหญ่ ๆ คือ กลุ่มอีสานเหนือ มีวัฒนธรรมไทยลาวซึ่งมักเรีย รี ก การละเล่นว่า “เซิ้ง ฟ้อน และหมอลำ ” เช่น เซิ้งบังไฟ เซิ้งสวิง ฟ้อนภูไท ลำ กลอนเกี้ยว ลำ เต้ย ซึ่งใช้เครื่อง ดนตรีพื้ รี พื้ นบ้านประกอบ ได้แก่ แคน พิณ ซอ กลองยาว อีสาน ฉิ่ง ฉาบ ฆ้อง และกรับรัภายหลังเพิ่มเติมโปงลาง และโหวดเข้ามาด้วย ส่วนกลุ่มอีสานใต้ได้รับรัอิทธิพล ไทยเขมร มีการละเล่นที่เรีย รี กว่า เรือ รื ม หรือ รื เร็อ ร็ ม เช่น เรือ รื มลูดอันเร หรือ รื รำ กระทบสาก รำ กระเน็บติงต็อง หรือ รื ระบำ ตั๊กแตน ตำ ข้าว รำ อาไย หรือ รื รำ ตัด หรือ รื เพลงอี แซวแบบภาคกลางวงดนตรี ที่ใช้บรรเลง คือ วงมโหรี อีสานใต้ มีเครื่องดนตรี คือ ซอด้วง ซอด้วง ซอครัวรัเอก กลองกันตรึมรึพิณ ระนาด เอกไม้ ปี่สไล กลองรำ มะนา และเครื่องประกอบจังหวะ การแต่งกายประกอบการ แสดงเป็นไปตามวัฒนธรรมของพื้นบ้าน ลักษณะท่ารำ และท่วงทำ นองดนตรีใรี นการแสดงค่อนข้างกระชับ รวดเร็ว ร็ และสนุกสนาน
4.4 การแสดงพื้นเมืองภาคใต้ เป็นศิลปะการรำ และการละเล่นของชาวพื้นบ้านภาคใต้อาจแบ่ง ตามกลุ่มวัฒนธรรมได้ 2 กลุ่มคือ วัฒนธรรม ไทยพุทธ ได้แก่ การแสดงโนรา หนังตะลุง เพลงบอก เพลงนา และวัฒนธรรมไทยมุสลิม ได้แก่ รองเง็ง ซำ แปง มะโย่ง (การแสดงละคร) ลิเกฮูลู (คล้ายลิเกภาคกลาง) และซิละ มีเครื่อง ดนตรีปรี ระกอบที่สำ คัญ เช่น กลองโนรา กลอง โพน กลองปืด โทน ทับ กรับ รั พวง โหม่ง ปี่กา หลอ ปี่ไหน รำ มะนา ไวโอลิน อัคคอร์เ ร์ ดียน ภายหลังได้มีระบำ ที่ปรับ รั ปรุงจากกิจกรรมในวิถี ชีวิต ศิลปาต่างๆ เข่น ระบำ ร่อ ร่ นแต่ การีด รี ยาง ปาเตต๊ะ เป็นต้น
ปัจจัยที่ผลต่อการ เปลี่ยนแปลงของ นาฏศิลป์
ปัจจัยที่ผลต่อการเปลี่ยนแปลง ของนาฏศิลป์ ปัจจัยที่ผลต่อการเปลี่ยนแปลงของนาฏศิลป์แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านสังคมความเป็นอยู่ คนไทยสมัยก่อน จากการ ศึกษาประวัติศาสตร์ชร์ าติไทยที่ยาวนานเกือบพันปี พบว่า ยามใดที่บ้านเมืองสงบสุขไม่มีภัยสงครามศิลปวัฒนธรรม ก็จะเจริญริรุ่งรุ่เรือ รื ง นาฏศิลป์การละครได้รับรัการส่งเสริมริ และสืบทอดในวังหลวง มาสู่ชาวบ้านชาวเมือง เป็นเครื่อง สร้า ร้ งความบันเทิงของชนทุกชั้นตั้งแต่ พระมหากษัตริย์ริ ย์ จนถึงชาวบ้านธรรมดา ลักษระการแสดงมีความแตกต่าง กัน ในวังหลวงมีโขน ละคร ระบำ รำ ฟ้อน ชาวบ้านมี ละครชาตรี และการละเล่นพื้นบ้าน (การเล่นสนุกของชาว บ้านในเทศกาลงานบุญหรือ รื การร่วร่มแรงในการทำ งานที่ เรีย รี กว่า การลงแขก เช่น ลงแขกเกี่ยวข้าว) ชาวบ้านจะได้ ดูการแสดงต่อเมื่อมีงานบุญกุศลที่วัดจัดตามโอกาส เช่น งานศพ งานบวช งานทอดกฐิน วันนักขัตฤกษ์ เทศกาล สงกรานต์ วันเข้าพรรษา เป็นต้น เมื่อสังคมไทย เปลี่ยนแปลงไป นาฏศิลป์และการละครก็เปลี่ยนแปลง ตามไปด้วยจะเห็นได้จากในปัจจุบัน การแสดงแบบเก่าๆ ก็มีให้นักเรีย รี นได้เห็นน้อยมาก รูปแบบของการแสดง เปลี่ยนไปจากการเป็นมหรสพสมโภชหรือ รื การแสดง สนุกสนานรื่นเริงริของชาวบ้าน เป็นการแสดงทางธุรกิจ มากขึ้น รูปแบบของการแสดงจึงรวบรัดรั ให้ทันสมัย ทัน ต่อเหตุการณ์
2. อิทธืพลของอารยธรรมตะวันตก อารยธรรมตะวันตก เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มำ ให้นาฏศิลป์และการละครไทย เปลี่ยนไป ที่เห็นได้ชัดเจนในปัจจุบันมีการนำ เอาท่า เต้นรำ สมัยใหม่เข้ามาผสมกับการรำ ไทย การแสดงละคร ร่วร่มสมัย ที่มีการแต่งกายแปลกตาขึ้น เช่น การแสดงของ คุณภัทราวดี มีชูธน คุณถกลเกียรติ วีรวรรณ เป็นต้น 3. การความก้าวหน้าทางการศึกษาและเทคโนโลยี การแสดงนาฏศิลป์และการละครไทยในสมัยก่อน มี การฝึกหัดจากครูที่สืบสานกันมามีการกำ หนด แนวทางของแต่ละบุคคล เรีย รี กว่า ทางครู ผู้ฝึกหัดจะ ต้องฝากตัวเป็นศิษย์ และปฏิบัติตัวให้เป็นที่รักรัของ ครู จึงจะได้รับรัการถ่ายทอดวิชาให้ รวมทั้งครูจะ พิจารณาว่าศิษย์คนใดมีความสามารถ (พรสวรรค์) ที่ จะรับรัความรู้จ รู้ ากครูได้ จึงทำ ให้การเรีย รี นรู้น รู้ าฏศิลป์ และการละครไทยอยู่ในวงจำ กัด หรือ รื ศาสตร์บ ร์ าง อย่างได้สูญหายไปกับตัวครู ในปัจจุบันมีการกำ หนด ให้วิชานาฏศิลป์และการละครไทยอยู่ในหลักสูตร การศึกษาของชาติ เป็นวิชาพื้นฐานเพื่อให้นักเรีย รี น ได้เรีย รี นรู้ มีหน่วยงานราชการ เช่น กรมศิลปากร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ มหาวิทยาลัย ศรีน รี ครินริทรวิโรฒ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิยา ลัยราชภัฏ ผลิตนักศึกษาทางด้านนี้เพื่อเป็นครู มี การนำ เทคโนโลยีสื่อ IT เข้ามาเป็นสื่อการสอน โดย บันทึกการแสดงต่างๆ โดยให้นักเรีย รี นผู้สนใจ สามารถนำ ไปเรีย รี นรู้ด้ รู้ ด้ วยตนเอง (อาจใช้คำ ว่าครูพัก ลักจำ ก็ได้) การเรีย รี นรู้เ รู้ รื่องของนาฏศิลป์และการ ละครทั้งวิชาการและทักษะการปฏิบัติ แต่จะความ สัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างครูกับศิษย์