รายงาน เรื่อง มัสยิดกรือเซะ เสนอโดย อาจารย์จิรวัฒน์ สุดสวาท จัดทำโดย นางสาวอาริสา เจ๊ะหะ รหัสนักศึกษา 65122236005 นางสาวซูฟียา ดามูซอ รหัสนักศึกษา 65122236006 นางสาวมัสตูรา ลงซา รหัสนักศึกษา 65122236008 รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการจัดการเทคโนโลยี สารสนเทศในองค์กร (HMS 2402) วิทยาลัยสหเวชศาสตร์ สาขาวิชาเลขานุการการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา วิทยาเขตสมุทรสงคราม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566
มัสยิดกรือเซะ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มัสยิดปิตูกรือบัน คำว่าแรกเรียกตามนามหมู่บ้าน อันเป็นที่ตั้งมัสยิด คำหลังเรียกตามรูปทรงของประตูมัสยิด ซึ่งมีลักษณะเป็นวงโค้งแหลมแบบโกธิค ของชาวยุโรป และแบบสถาปัตยกรรมของชาวตะวันออกกลาง กรมศิลปากรพิจารณาเห็นว่า มัสยิดกรือเซะเป็นโบราณสถานที่สำคัญทางศาสนาอิสลาม ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุสถาน ทั้งนี้ เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมทางสถาปัตยกรรมของชาติไว้ และได้ให้งบประมาณมาทำการ บูรณะปฏิสังขรณ์ เนื่องในวาระแห่งปีเฉลิมฉลองกรุงเทพฯ มีอายุครบ ๒๐๐ ปี ในปี พุทธศักราช ๒๕๒๕ มัสยิดหลังนี้ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ ๒ บ้านกรือเซะ ตำบลตันหยงลูโละ อำเภอเมือง ปัตตานี ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๖ กิโลเมตร มีบริเวณชิดติดต่อกับถนนสายปัตตานี– นราธิวาส รูปลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน กว้าง ๑๕.๑๐ เมตร ยาว ๒๙.๖๐ เมตร สูง ๖.๕๐ เมตร เสาทรง กลมเลียนรูปลักษณะแบบเสาโกธิคของยุโรป ช่องประตู หน้าต่างมีทั้งแบบโค้งแหลม และโค้งมนแบบ โกธิค โดมและหลังคายังก่อสร้างไม่เสร็จ อิฐที่ใช้ก่อมีรูปลักษณะเป็นอิฐสมัยอยุธยา ตรงฐานมัสยิดมีอิฐ รูปแบบคล้ายอิฐสมัยทวารวดีปะปนอยู่บ้าง หนังสือสยาเราะห์ปัตตานีของ นายหะยี หวันหะซัน กล่าว ว่า สุลต่านลองยุนุสเป็นผู้สร้างประมาณปีฮิจเราะห์ ๑๑๔๒ ตรงกับพุทธศักราช ๒๒๖๕ สมัยอยุธยา ตอนปลาย เหตุที่ก่อสร้างไม่เสร็จเนื่องจากเกิดสงครามแย่งชิงราชสมบัติระหว่างสุลต่านลองยุนุสกับ ระตูปะกาลันซึ่งเป็นพระอนุชาของพระองค์หลังจากสุลต่านลองยุนุสสิ้นพระชนม์แล้ว ระตูปูยุดได้รับ ตำแหน่งสุลต่านเมืองตานีคนต่อมาได้ย้ายศูนย์การปกครองเมืองตานีไปตั้งอยู่ ณ บ้านปูยุด (ปัจจุบัน อยู่ในเขตท้องที่ ตำบลปูยุด อำเภอเมืองปัตตานี) บริเวณที่ตั้งวังของระตูปูยุดยังคงปรากฏร่องรอย กำแพงอยู่จนบัดนี้ จนไม่มีผู้ใด้คิดสร้างต่อเติมมัสยิดอีกทิ้งไว้รกร้างจนถึงปัจจุบันนี้
สภาพเดิมของมัสยิดกรือเซะถูกบันทึกไว้ว่าเป็นฐานตึกสี่เหลี่ยม ก่อด้วยอิฐแต่ไม่ถือปูนมี ๓ ห้อง และมีเฉลียงโดยรอบ จากการขุดแต่งทางโบราณคดี พบว่าฐานมัสยิดกรือเซะมีแผนผังเป็นรูป สี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้างประมาณ ๑๕ เมตร ยาวประมาณ ๒๙.๖๐ เมตร มีลักษณะเป็นฐานแอ่นโค้ง สําเภาที่เป็นชุดฐานบัวลูกแก้ว ลักษณะของฐานบางส่วนพบร่องรอยของการเรียงอิฐและร่องรอยการ สอปูนซีเมนต์ในสมัยหลัง ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นการซ่อมแซมบูรณะในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ฐาน มัสยิดกรือเซะสร้างด้วยอิฐสอปูน ส่วนตัวอาคารมัสยิดชั้นเดียวขนาด ๕ ห้องก่ออิฐถือปูน ตัวอาคารหัน หน้าไปทางทิศตะวันออก หน้าอาคารเป็นลานอิฐยกพื้น ภายในอาคารมีระเบียงล้อมรอบห้องประกอบ พิธีทางศาสนา ประตูและหน้าต่างเป็นทรงโค้งแหลมและโค้งมน รองรับน้ำหนักเครื่องบนด้วยเสากลม ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นรูปแบบศิลปกรรม ที่นิยมสร้างในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๓
สรุปมัสยิดกรือเซะ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ชุมชนกรือเซะเคยเป็นที่ตั้งของเมืองปัตตานี และ เป็นเมืองท่าที่สำคัญในการค้าขาย สำหรับมัสยิดกรือเซะ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา เช่นกัน มีอายุเก่าแก่มากกว่า ๒๐๐ ปี กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๘ และมีการบูรณะซ่อมแซมอยู่เรื่อยมา เพื่อให้มัสยิดกรือเซะคงสภาพเป็นโบราณสถานที่สำคัญทาง ประวัติศาสตร์ของเมืองปัตตานี ลักษณะอาคารมัสยิดสร้างด้วยอิฐ เสาทรงกลม ประตูรูปโค้งแหลม ก่ออิฐถือปูนแบบศิลปะทางตะวันออกกลาง ผู้ออกแบบสร้างมัสยิด คือ ซัยคซอฟียุดดีน อัลอิสมอิมาส อูละมะอะ แห่งปอเนาะ มัสยิดกรือเซะยังคงเปิดใช้งานในการปฏิบัติศาสนกิจจนถึงปัจจุบัน (การเที่ยว ชมมัสยิดและแต่งกายสุภาพ) มัสยิดกรือเซะป็นมัสยิดประจำเมืองอดีต สร้างในรัชสมัยสุลต่านมูซัฟฟาร์ ซาร์ เป็นเจ้าเมือง ปัตตานี (พ.ศ.๒๐๗๓-๒๐๑๗) เป็นมัสยิดสร้างด้วยอิฐ เสาทรงกลม ประตูรูปโค้งแหลม ผู้ออกแบบสร้าง มัสยิด คือ ซัยคซอฟียุดดีน อัลอิสมอิมาส อูละมะอะ แห่งปอเนาะ กรือเซะในรัชสมัยของราชาฮิเยา ครองราชย์ มัสยิดกรือเซะมีคอเต็บ ชื่ออับดุลบัญญัร และในที่สุดรัชสมัยสุลต่านมูฮัมหมัด ดูวา เกิด สงครามระหว่างสยามกับปาตานี ในปี พ.ศ.๒๓๒๙ ทำให้บ้านเมืองได้รับความเสียหาย มัสยิดกรือเซะ ยังคงเป็นเอกลักษณ์แห่งอู่อารยธรรมอิสลามของราชอาณาจักรปาตานี ดารุลสลาม จนถึงปัจจุบันนี้ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๘ และทำการบูรณะซ่อมแซม เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐ - ๒๕๒๕ และ พ.ศ.๒๕๔๗ ตามลำดับ ทั้งนี้เพื่อให้มัสยิดกรือเซะคงสภาพเป็น โบราณสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองปัตตานี และใช้เป็นที่ปฏิบัติศาสนกิจได้ต่อไป (มัสยิดกรือเซะ (Krue Se Mosque) ประเภท : ศาสนสถาน,โบราณสถาน ที่อยู่ : บ้านกรือเซะ ตำบล
ตันหยงลุโละ อำเภอเมือง ตามทางหลวงหมายเลข 42 (ปัตตานี- นราธิวาส) ห่างจากตัวเมือง ประมาณ 6 กม. เวลาทำการ : 08.00 - 17.00 น. หมายเลขโทรศัพท์ : 073-413402,087-2878780)
อ้างอิง มัสยิดกรือเซะ. สืบค้นจาก https://th.wikipedia.org/wiki