The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วยที่ 5การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tangmo2540siriyakorn, 2022-08-18 03:44:23

หน่วยที่ 5การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง

หน่วยที่ 5การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง

นาฎศิลป์ พืน้ เมือง

นาฏศิลป์ พืน้ เมือง เป็ นการแสดงท่ีนิ ยมเล่นกนั ตามท้องถิ่นต่างๆ แสดงให้เหน็ ถึงประเพณี
และวฒั นธรรมอนั ดีงาม ส่ิงท่ีทาให้การแสดงของแต่ละภาคมีความแตกต่างกนั คือ สภาพทาง
ภมู ิศาสตร์ วฒั นธรรม ศาสนาและความเชื่อ และการประกอบอาชีพ

นาฎศิลป์ พืน้ เมือง

ลกั ษณะเฉพาะของการแสดงนาฏศิลป์ พืน้ เมืองภาคเหนือ

ภาคเหนือ ภูมิประเทศทัว่ ไปเป็ นทิวเขา หบุ เขา มีชนเผ่าต่างๆ มากมาย เช่น ไทยใหญ่
ไทยภเู ขา เป็นภาคที่มีอากาศดี ผคู้ นมีหน้าตายิ้มแยม้ แจ่มใส การแสดงจึงมีลีลาอ่อนช้อยงดงาม

ลกั ษณะการแสดง
๑. การแสดงเพื่อความบนั เทิง
ในรปู แบบของภาคเหนือเรียกว่า “ฟ้อน” เช่น ฟ้อนเลบ็ ฟ้อนเทียน ฟ้อนสาวไหม เป็นต้น
๒. การแสดงท่ีเป็นพิธีกรรม
เกิดจากความเชื่อในวิญญาณผี เทวดา เช่น ฟ้อนผีมด ผเี มง็ ฟ้อนผนี างด้ง เป็นต้น
๓. การแสดงที่เป็นศิลปะการต่อสู้ เป็นวฒั นธรรมท้องถิ่นกล่มุ ล้านนา
เช่น การตีกลองสะบดั ชยั ฟ้อนเจิง ฟ้อนดาบ เป็นต้น

นาฎศิลป์ พืน้ เมือง

ลกั ษณะเฉพาะของการแสดงนาฏศิลป์ พืน้ เมืองภาคกลาง

ภาคกลาง เป็ นภาคที่มีความอุดมสมบูรณ์ การแสดงได้รบั อิทธิพลมาจากวฒั นธรรมของ
หลวง มีการแสดงเก่ียวกบั พระราชพิธี บางครงั้ จะออกมาในรูปแบบการแสดงที่สื่อถึงการ
ประกอบอาชีพ

นาฎศิลป์ พืน้ เมือง

ลกั ษณะเฉพาะของการแสดงนาฏศิลป์ พืน้ เมืองภาคกลาง

ลกั ษณะการแสดง
๑. การแสดงเพอ่ื ความบนั เทิง แสดงเพ่ือความบนั เทิงในเทศกาลบญุ ประเพณีต่างๆ เช่น
ราโทน รามอญ กลองยาว เป็นต้น
๒. การแสดงที่เป็นพิธีกรรม เกิดจากความเชื่อและมีความสมั พนั ธ์กบั วิถีชีวิตเกษตรกรรม
เช่น ราแม่ศรี รามอญของชาวไทยเชื้อสายมอญ
๓. การแสดงที่เป็นศิลปะการต่อสู้ ได้แก่ กระบ่กี ระบอง รามวยไทย เป็นต้น

นาฎศิลป์ พืน้ เมือง

ลกั ษณะเฉพาะของการแสดงนาฏศิลป์ พืน้ เมืองภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ

ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ เป็นภาคท่ีมีภมู ิประเทศเป็นท่ีราบสูง อากาศแห้งแล้ง การแสดง
จึงมีลกั ษณะรวดเรว็ ในรปู แบบการทามาหากินและความเช่ือเพ่อื จะก่อให้เกิดความสขุ

ลกั ษณะการแสดง
๑. การแสดงเพอ่ื ความบนั เทิง เช่น เซิ้งสวิง เซิ้งแหยไ่ ข่มดแดง เซิ้งกระติ๊บ เป็นต้น
๒. การแสดงที่มาจากพิธีกรรมและศิลปะป้ องกันตัว เช่น ฟ้ อนบูชาผีแคน ราตังหวาย
เซิ้งบงั้ ไฟ เป็นต้น
๓. การแสดงที่เป็ นศิลปะการต่อสู้ คือ การรามวยโบราณมีหลายท่า เช่น ท่าม้ากระทืบโรง
ท่าช้างโขลงทลายป่ า เป็นต้น

นาฎศิลป์ พืน้ เมือง

ลกั ษณะเฉพาะของการแสดงนาฏศิลป์ พืน้ เมืองภาคใต้

ภาคใต้ พื้นท่ีส่วนใหญ่ติดทะเล ติดต่อกบั ประเทศมาเลเซีย การแสดงและลกั ษณะการแต่งกาย
จึงได้รบั อิทธิพลมาจากประเทศนัน้ ด้วย

ลกั ษณะการแสดง
๑. การแสดงเพ่ือความบนั เทิง การแสดงท่ีมีลกั ษณะการเต้นผสมผสานกบั การร่ายรา เช่น
ตารีกีปัส รองเงง็ ซมั เป็ง เป็นต้น
๒. การแสดงท่ีเป็นพิธีกรรม เช่น ราคล้องหงส์ โนราลงครู เป็นต้น
๓. การแสดงที่เป็นศิลปะของการต่อสู้ คือ สิละ เป็นการต่อส้ดู ้วยมือเปล่า มีท่วงท่าท่ีงดงาม

ท่าราการแสดงนาฎศิลป์ พืน้ เมือง

ฟ้อนเลบ็

ท่ีมาและรปู แบบการแสดง
กระบวนการฟ้ อนเช่นเดียวกบั ชุดฟ้อนเทียนเพียงแต่
ไม่ถือเทียน ผ้ฟู ้ อนสวมเลบ็ ยาวทุกนิ้ วเว้น นิ้ วหวั แม่มือ
นิยมฟ้อนในเวลากลางวนั รปู แบบการฟ้อน มี ๒ แบบ คือ
แบบพนื้ เมอื ง และแบบค้มุ เจ้าหลวง
การฟ้อนเลบ็ ของกรมศิลปากรได้รปู แบบการฟ้อนจากค้มุ
เจ้าหลวง ซึ่งได้รบั การปรบั ปรุงแบบในสมยั พระราชชายา
เจ้าดารารศั มี ต่อมาได้นามาเผยแพร่ที่กรงุ เทพมหานคร

ท่าราการแสดงนาฎศิลป์ พืน้ เมือง

ฟ้อนเลบ็

เคร่ืองดนตรีและเพลง ดนตรีท่ีใช้ประกอบการแสดงใช้วงดนตรีพื้นเมืองภาคเหนือหรือ
วงป่ี พาทย์

การแต่งกาย นุ่งซ่ินป้ ายลายขวาง สวมเสื้อแขนกระบอกห่มสไบมุ่นผมประดบั ดอกไม้
ถา้ เป็นแบบแผนของค้มุ เจ้าหลวง ผแู้ สดงต้องสวมกาไลข้อเท้า สวมเลบ็ ยกเว้นนิ้วหวั แมม่ อื

โอกาสท่ีใช้ในการแสดง ใช้ในการต้อนรบั ตามประเพณีชาวเหนือ และใช้แสดงในงานมงคล

ท่าราการแสดงนาฎศิลป์ พืน้ เมือง

ราลาวกระทบไม้

ท่ีมาและรปู แบบการแสดง ราลาวกระทบไม้ แต่เดิมเป็นการละเล่นพืน้ เมืองของชาวจงั หวดั
สุรินทร์ เรียกว่า “เต้นสาก” ภายหลงั กรมศิลปากรได้นามาปรบั ปรงุ ท่ารา ความสวยงามของ
การแสดงขึน้ อย่กู บั การใช้ลีลาในการเดินข้ามไม้

ท่าราการแสดงนาฎศิลป์ พืน้ เมือง

ราลาวกระทบไม้

เครื่องดนตรีและเพลง ใช้วงปี่ พาทย์ ทานองเพลงเป็ นของเก่า ผู้ประพนั ธ์เนื้อร้อง คือ
นายมนตรี ตราโมท

การแต่งกาย แต่งแบบพื้นเมือง ผ้ชู ายนุ่งกางเกงสามส่วน สวมเสื้อคอกลม มีผ้าคาดเอว
ผหู้ ญิงนุ่งผา้ ซิ่น สวมเสื้อแขนกระบอก คล้องสไบเฉียงท่ีไหล่ซ้าย

โอกาสที่ใช้ในการแสดง แสดงในงานมงคลและงานรื่นเริงทวั ่ ไป

ท่าราการแสดงนาฎศิลป์ พืน้ เมือง

ตารีกปี ัส

ท่ีมาและรปู แบบการแสดง
คาว่า ตารี แปลว่า ระบา คาว่า กีปัส แปลว่า พดั เป็ นการแสดงท่ีแพร่หลายในหมู่ชาวไทย
มุสลิม โดยเฉพาะจงั หวดั ปัตตานี ได้รบั การฟื้ นฟูโดยคณะครูโรงเรียนยะหร่ิง อาเภอยะหริ่ง
จงั หวดั ปัตตานี ควบคมุ การฝึ กซ้อมโดยอาจารยส์ นุ ทร ปิ ยะวสนั ต์ ต่อมาได้มีการถ่ายทอดไปสู่
ประชาชนครงั้ แรกเมื่อนาไปแสดงในงานชุมนุมลูกเสือ
แห่งชาติที่จังหวัดชลบุรี เม่ือ พ.ศ. ๒๕๒๒ และได้รบั
คดั เลือกเป็ นระบาเปิ ดสนามงานกีฬาเขตแห่งประเทศไทย
ครงั้ ที่ ๑๔ ของจงั หวดั ปัตตานี เม่อื พ.ศ. ๒๕๒๔
ลีลาของการแสดงอาจจะมีการพลิกแพลงแตกต่าง
กนั ไป

ท่าราการแสดงนาฎศิลป์ พืน้ เมือง

ตารีกปี ัส

เครอ่ื งดนตรี ประกอบด้วย ไวโอลิน แมนโดลิน ขล่ยุ ฆ้อง รามะนาและมาราคสั
การแต่งกาย นุ่งโสร่งปาเต๊ะ ใส่เสื้อรดั อก ผกู ผ้าสไบ ใส่เครื่องประดบั หรือนุ่งโสร่ง ใส่เสื้อ
รดั อก สวมเสือ้ แบบเข้ารปู เรียกว่า “บานง” ใส่เครื่องประดบั
อปุ กรณ์ พดั

นาฎศิลป์ พืน้ เมืองทแี่ สดงเป็ นเร่ือง

ลเิ ก

ลิเก หรือยี่เก มีหลกั ฐานการบนั ทึกในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั
โดยมีต้นแบบมาจากการสวดดิเกร์ หรอื ดจิเก ซ่ึงเป็นการสวดบชู าพระอลั เลาะห์ของแขกนิกาย
เจ้าเซ็นตงั้ แต่สมยั อยุธยา ต่อมาได้พลิกแพลงการแสดงออกเป็ นสองสาย คือ ฮนั ดาเลาะ
ซ่ึงแสดงเป็ นชุดสนั้ ๆ เช่น ชุดออกภาษา และอีกสายหนึ่งคือ ละกเู ยาเป็นการแสดงด้านกลอน
ซ่ึงเป็ นต้นกาเนิดของลาตดั ประมาณ พ.ศ. ๒๔๓๕ ได้เปลี่ยนจากการแสดงชุดออกภาษาสนั้ ๆ
มาเป็ นการแสดงละครที่มีเรื่องราวสนั้ ๆ เครื่องดนตรียงั คงใช้รามะนาเช่นเดิม เรียกว่า ลิเก
บนั ตน จากนัน้ จึงมีการแสดงประเภทหน่ึงท่ีนามาแสดงประกอบกบั การบรรเลงเพลงลกู บทของ
วงป่ี พาทย์ การแต่งกายแต่งด้วยเสื้อผา้ ธรรมดาแต่มีสีสนั ฉูดฉาด เมอื่ หมดชดุ กเ็ ข้าฉากไป

นาฎศิลป์ พืน้ เมืองท่ีแสดงเป็ นเรื่อง

ลเิ ก

พอปี่ พาทย์บรรเลงเพลงลูกบทเป็ นภาษาอ่ืนๆ ก็ออกมาแสดงอีก จึงเรียกว่าลิเกลูกบท
เมื่อลิเกบนั ตนและลิเกลูกบทต่างแบ่งความนิ ยมจากคนดู จึงมีผ้คู ิดผสมการแสดง ๒ ชนิ ด
เข้าด้วยกนั โดยนาเอาเครื่องแต่งกายข้าราชการสมยั รชั กาลที่ ๕ มาดดั แปลง คือสวมชฎา
ที่เรียกว่า ปันจเุ หรจ็ ยอด สวมเสื้อเยียรบบั นุ่งผ้ายก สวมถงุ เท้าขาวใส่เคร่ืองประดบั เรียกว่า
ลิเกทรงเครอื่ ง

นาฎศิลป์ พืน้ เมืองทแ่ี สดงเป็ นเร่ือง

ข้ันตอนในการแสดงลเิ ก

๑. การออกแขก แต่เดิมเม่ือปี่ พาทย์บรรเลงเพลงโหมโรงเสรจ็ จะมีคนแต่งตวั เป็ นแขก
ชาติอินเดีย ออกมาร้องเพลงเป็ นทานองแขกต่างๆ แต่ปัจจุบนั นี้การออกแขกได้เปล่ียนไป
ไม่มีแขกออกมาเกริ่นหน้าเวที แต่อาจจะมีการรอ้ งออกแขกหลงั โรง

๒. การขอขมา จะทากนั ในช่วงท่ีปี่ พาทยท์ าเพลงสาธกุ ารและกม็ ีการขอขมาซึ่งกนั และกนั
๓. การรา การแสดงลิเกเป็นการร้องและเจรจาเป็นหลกั การราของลิเกจึงเรียกว่า “ราเป็นที”
๔. การเข้าออก โดยปกติจะออกทางขวาแล้วคานับคนดูตรงหน้าเวทีด้านขวา จากนัน้ จึง
เดินไปนัง่ เตียงแล้วจึงร้องกลอนดาเนินเรื่อง เมื่อเวลาเข้าจะเข้าจะเข้าทางด้านซ้าย
๕. การด้นกลอนสด กลอนลิเกจะเป็ นกลอนหกซ่ึงเหมาสมกบั ทานองรานิ เกลิง หรือราชนิ เกลิง
ซางเป็นเพลงหลกั ในการแสดงลิเก

นาฎศิลป์ พืน้ เมืองทแี่ สดงเป็ นเรื่อง

ตัวแสดงของลเิ ก

ตวั แสดงของลิเก แบง่ ได้ ดงั นี้
๑. พระเอก เป็นตวั ดาเนินเร่ือง เป็นผมู้ ีความชานาญการรอ้ งและเจรจาสารวมเรียบร้อย
๒. นางเอก เป็นตวั ดาเนินเร่ืองเช่นเดียวกบั พระเอก
๓. ตวั พ่อ-แม่ เป็นตวั ประกอบที่ส่งบทให้กบั พระเอกและนางเอก
๔. ตวั ตลกตามพระเอกหรือโจ๊กชาย เป็ นผู้ช่วยเหลือพระเอก นิ สยั ฉลาดแกมโกงและ
ซื่อสตั ยต์ ่อพระเอก
๕. ตวั ตลกตามนางเอกหรอื โจก๊ หญิง มีลกั ษณะเช่นเดียวกบั โจก๊ ชาย
๖. ตวั พระรอง-นางรอง เป็นตวั เสริมบทให้กบั พระเอก-นางเอกมกั จะเป็นผทู้ ี่เริ่มหดั ลิเก

นาฎศิลป์ พืน้ เมืองท่ีแสดงเป็ นเรื่อง

ตัวแสดงของลเิ ก

๗. ตวั โกง เป็ นตวั เอกท่ีมีความสาคญั มาก เป็ นสีสนั ของการแสดง มีนิ สยั กกั ขฬะ ดุดนั
เสียงดงั การราและรอ้ งมีความรนุ แรง

๘. ตวั ตลกตามตวั โกง ลกั ษณะคล้ายกบั ตวั ตลกตามพระเอก แต่มีนิ สยั ขี้โกงและจะเสียรู้
ตวั ตลกตามพระเอกตลอด

๙. ตวั อิจฉาหรอื ตวั โกงหญิง มกั จะเล่นตลกไปในตวั ด้วย

นาฎศิลป์ พืน้ เมืองท่แี สดงเป็ นเรื่อง

หุ่นกระบอง

ห่นุ กระบอกของไทยได้รบั อิทธิพลมาจากห่นุ ของจีนที่เรียกว่า “ห่นุ ไหหลา” จากหลกั ฐาน
หนังสือ “สาสน์ สมเดจ็ ” เป็ นหลกั ฐานชิ้นแรกท่ีกล่าวถึงประวตั ิความเป็ นมาของห่นุ กระบอก
คือ นายเหน่งคนขี้ยา อาศยั วดั อยู่ที่เมืองสุโขทยั ได้ดดั แปลงห่นุ ไหหลามาเป็ นห่นุ ไทยเชิดหากิน
ต่อมาหม่อมราชวงศ์เถาะ พยคั ฆเสนา มหาดเลก็ ในสมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา
ดารงราชานุภาพ ไปเหน็ ห่นุ กระบอกท่ีเมืองอตุ รดิตถ์ แล้วได้นามาสร้างห่นุ พร้อมทงั้ ได้ก่อตงั้
คณะห่นุ กระบอกขึน้ เป็นคณะแรกในกรงุ เทพมหานคร

นาฎศิลป์ พืน้ เมืองท่ีแสดงเป็ นเร่ือง

ลกั ษณะหุ่นกระบอก

ประกอบด้วยส่วนสาคญั ๔ ส่วน คือ
๑. ศีรษะห่นุ ทาด้วยไมเ้ นื้อเบาแกะให้เป็นรปู ศีรษะ หน้า และลาคอที่มีความยาว เพราะต้อง
ต่อกบั แกนกระบอกไม้ จากนัน้ นามาปัน้ แต่งให้เป็นใบหน้า แล้วนามาเขียนตกแต่งใบหน้า
๒. ลาตวั ห่นุ กระบอก คือ กระบอกไม้ไผ่ยาวประมาณ ๑-๒ ฟุต ทาไหล่ห่นุ ด้วยไม้เนื้อเบา
เจาะรตู รงกลาง สาหรบั เสียบไมก้ ระบอกแกนลาตวั และเสียบหวั ห่นุ

นาฎศิลป์ พืน้ เมืองท่ีแสดงเป็ นเรื่อง

ลกั ษณะหุ่นกระบอก

๓. มือของห่นุ กระบอก มือทงั้ สองจะตอกติดอย่างหนาแน่นกบั เรียวไม้ไผ่ ๒ อนั ท่ีเรียกว่า
ตะเกียบ มอื ข้างขวาของห่นุ ตวั พระแกะด้วยไมม้ ีรสู าหรบั เสียบอาวธุ

๔. เสื้อผ้าและเคร่ืองประดบั ของหุ่นกระบอก เสื้อของหุ่นกระบอกทาเป็ นถงุ คลุมไหล่
จากนัน้ กส็ วมเครอื่ งประดบั เช่นเดียวกบั โขน-ละคร

นาฎศิลป์ พืน้ เมืองทแี่ สดงเป็ นเร่ือง

การเชิดหุ่น

ผเู้ ชิดจะใช้มอื ซ้ายถือกระบอกไมไ้ ผซ่ ่ึงเป็นลาตวั ห่นุ และใช้มือขวาในการถือตะเกียบทงั้ ซ้าย
และขวาของตวั ห่นุ แขนต้องตึงอยเู่ สมอ ท่าที่ต้องหดั ในการเชิดห่นุ ได้แก่

๑. กล่อมตวั เป็นการหดั กล่อมไหล่ห่นุ เช่นเดียวกบั การกล่อมตวั ในการรา
๒. เชิดย้อนมอื คือการแทงมือจากขวาไปซ้ายหรอื จากซ้ายไปขวา
๓. กระทบตวั ทากิริยาเช่นเดียวกบั การยืด-ยบุ ของตวั ละคร
๔. โยกตวั ใช้ในจงั หวะเพลงกราวต่างๆ
๕. เพลงเรว็ ใช้ในการราเพลง

นาฎศิลป์ พืน้ เมืองทแี่ สดงเป็ นเร่ือง

การแสดงหุ่นกระบอก

การแสดงห่นุ กระบอก มีขนั้ ตอนดงั นี้
๑. การโหมโรง เป็ นการบูชาสิ่งศกั ด์ิสิทธ์ิเพ่ือความเป็ นสิริมงคล และเป็ นการประกาศ
ให้ผคู้ นทราบว่าจะมีการแสดงขึน้ แล้ว
๒. การแสดง เม่ือได้เวลาแสดงปี่ พาทยจ์ ะทาเพลงวา ซออ้สู ีเพลงห่นุ เพ่ือเป็นสญั ลกั ษณ์ของ
การแสดงห่นุ กระบอก

ดนตรีทใ่ี ช้ประกอบการแสดง

ใช้วงป่ี พาทยเ์ ครื่องห้าหรือเครื่องคู่เหมือนกบั การแสดงโขนละครและเพ่ิมเครื่องดนตรี
ท่ีเป็นสญั ลกั ษณ์ของการแสดงห่นุ กระบอก คือ ซออู้ กลองตอ๊ ก แต๋ว

เร่ืองที่นิ ยมแสดงคือ เรื่องที่นามาแสดงละครนอก เช่น พระอภัยมณี (ตอนหนี นาง
ผีเสื้อสมทุ ร) สวุ รรณหงส์ (ตอนกมุ ภณั ฑถ์ วายมา้ ) แก้วหน้าม้า (ตอนแก้วหน้ามา้ ถวายลกู )

หน่วยก่อน สารบญั หน่วยต่อไป


Click to View FlipBook Version