The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ครูกอบแก้ว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ketsaraporn65, 2023-07-22 04:12:45

BEST PRACTICE

ครูกอบแก้ว

BEST PRACTICE แบบการนำเสนอผลงานสถานศึกษาที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ด้านการจัดประสบการณ์การจัดการศึกษาปฐมวัย จังหวัดชลบุรี(ด้านครูผู้สอน) ประจำปี 2566 โรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางกอบแก้ว เชิดชู ตำแหน่ง ครู


ก คำนำ กิจกรรมการส่งเสริมทักษะทางภาษา การสื่อสารสำหรับเด็กปฐมวัยฉบับนี้จัด ทำขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการ พัฒนาเด็กปฐมวัยในโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเด็กให้มีโอกาสใช้ภาษา สื่อสารถ่ายทอดความรู้สึก ความนึกคิด ความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ที่เด็กมีประสบการณ์ จึงควรจัดกิจกรรมทาง ภาษาให้มีความหลากหลายในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มุ่งปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน และบุคลากรที่ แวดล้อมต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษา โดยเนื้อหาประกอบด้วย พัฒนาการทางภาษาเด็กปฐมวัย การส่งเสริม ทักษะทางภาษา การดำเนินกิจกรรม สภาพปัญหา การจัดทำเครื่องมือ วัตถุประสงค์ของการส่งเสริม ทางโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดการเรียนการสอนแบบไฮสโคป สำหรับเด็ก ปฐมวัย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์สำคัญอย่างสูงสุด หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงงานนี้ จะเป็นประโยชน์แก่ ผู้ที่เกี่ยวข้องด้านการจัดการศึกษาแด่ครูผู้สอนปฐมวัยต่อไป นางกอบแก้ว เชิดชู


ข สารบัญ หน้า ความสำคัญของผลงานหรือนวัตกรรม 1 จุดประสงค์และเป้าหมาย ของการดำเนินงาน ๔ ขั้นตอนการดำเนินงาน กระบวนการผลิตงาน รูปแบบวิธีการพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศ ๕ ผลการดำเนินการ/ผลสัมฤทธิ์/ประโยชน์ที่ได้รับ ๑๕ ปัยจัยความสำเร็จ ๑๖ บทเรียนที่ได้รับ ๑๖ การเผยแพร่/การได้รับการยอมรับ/รางวัลที่ได้รับ ๑๗ ภาคผนวก 10


๑ แบบการนำเสนอผลงานสถานศึกษาที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ด้านการจัดประสบการณ์การจัดการศึกษาปฐมวัย จังหวัดชลบุรี(ด้านครูผู้สอน) ประจำปี 2566 ชื่อผลงาน การพัฒนาส่งเสริมทักษะด้านภาษา การสื่อสารสำหรับเด็กปฐมวัย โดยใช้คำคล้องจอง ด้านการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย (สำหรับผู้บริหาร) ด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ระดับปฐมวัย (สำหรับครูผู้สอน) ด้านนวัตกรรมการนิเทศการศึกษาระดับปฐมวัย(สำหรับศึกษานิเทศก์) ชื่อผู้นำเสนอผลงาน นางกอบแก้ว เชิดชู ตำแหน่ง ครู โรงเรียน วัดสว่างอารมณ์ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรีเขต 3 ตำบล โป่ง อำเภอ บางละมุง จังหวัด ชลบุรีรหัสไปรษณีย์ 20150 โทรศัพท์ 0986472003 E- mail : [email protected] ๑.ความสำคัญของผลงานหรือนวัตกรรมที่นำเสนอ แนวคิดการสอนแบบ ไฮสโคป โปรแกรมไฮสโคปเน้นการเรียนรู้แบบลงมือกระทำผ่านมุมเล่นที่หลากหลาย ด้วยสื่อและกิจกรรมที่เหมาะ สมกับพัฒนาการของเด็ก และการแก้ปัญหาอย่างกระตือรือร้น ทฤษฎีที่มีอิทธิพล ในระยะเริ่มต้น การพัฒนาโปรแกรมไฮสโคปใช้ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา (Cognitive Theory) ของ เปียเจต์ (Piaget) เป็นพื้นฐานโดยเฉพาะการสร้างองค์ความรู้ของผู้เรียนซึ่งเน้น การเรียนรู้แบบลงมือกระทำ (Active Learning) ระยะต่อมามีการผสมผสานทฤษฎี และแนวคิดอื่นๆ เช่น ทฤษฎีของอีริกสัน (Erikson) ในเรื่องการให้ โอกาสเด็กเป็นผู้ริเริ่มการเล่นหรือกิจกรรมต่างๆ อย่างอิสระและทฤษฎีของ ไวก๊อตสกี้ (Vygotsky) ในเรื่อง ปฏิสัมพันธ์และการใช้ภาษา เป็นต้นปัจจุบันการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กปฐมวัยมีความสำคัญอย่างยิ่ง การ เรียนการสอนทุกรูปแบบจะส่งผลต่อเด็กในการเรียนรู้และส่งผลต่อพัฒนาการด้านๆของเด็กด้วย การเรียนการสอนปฐมวัยจะต้องส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทางร่างกาย ทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัด เล็ก รวมถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายและความคล่องตัวซึ่งส่งผลให้เด็กมีสุขภาพที่ดี ทั้งในด้านจิตใจ ด้านอารมณ์ ด้านสติปัญญาและด้านร่างกาย เด็กๆจะสามารถแสดงความเป็นตัวของตัวเองและจะเกิดความภาคภูมิใจ เรียนรู้ที่จะ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ เด็กเริ่มมีความคิดริเริ่ม มีความสร้างสรรค์และมีจินตนาการ รู้จักการแก้ปัญหา ซึ่งรูปแบบการเรียน การสอนแต่ละรูปแบบจะมีจุดเน้นสำคัญของรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป การเรียนการสอนแบบไฮสโคป ( High/Scope Approach ) การสอนเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์การ เรียนรู้พัฒนาคน การเรียนรู้และการสอนทำให้มีการคิดเชื่อมโยงความรู้ได้อย่างรวดเร็ว การศึกษาปฐมวัยจึงเป็น การศึกษาที่จัดให้แก่เด็ก 6 ขวบแรก เป็นการจักการศึกษาเพื่อการดูแล และสร้างเสริมเด็กให้พัฒนาอย่างเต็ม ศักยภาพ ด้วยการเรียนรู้ที่ถูกต้องและมีความชัดเจน ลักษณะการจัดการเรียนการสอนจึงมุ่งไปที่การพัฒนา เด็ก จิตใจของเด็กและอนาคตของเด็ก การสอนเด็กปฐมวัยไม่ใช่การถ่ายทอดความรู้แต่เป็นการช่วยส่งเสริม พัฒนาการต่างๆให้เป็นไปตามวัยและวุฒิภาวะของตัวเด็กเอง รูปแบบการเรียนการสอนของไฮสโคปเป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่น่าสนใจ มีการจัดการเรียนรู้ด้วยการลงมือ ปฏิบัติตามความสนใจของเด็ก มีวัสดุอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับการเรียนรู้และพัฒนาการตามวัยของเด็ก การสอนแบบ ไฮสโคปมีพื้นฐานแนวคิดมาจากทฤษฎีของเพียเจย์ (Piaget’s Theory)ว่าด้วยพัฒนาทางสติปัญญาที่เน้นการเรียนรู้ ด้วยการลงมือปฏิบัติที่เด็กสามารถสร้างความรู้ได้เองโดยใช้กระบวนการสร้างสรรค์การเรียนรู้(Constructive 2


๒ process of learning)เด็กจะเรียนรู้จากการกระทำของตน การประเมินผลงานอย่างมีแบบแผน ช่วยให้เด็กเกิด ความรู้ขึ้น ด้วยพื้นฐานความเชื่อที่ว่าเด็กเป็นผู้ใฝ่รู้เด็กสามารถสร้างความรู้ได้จากประสบการณ์ที่มีความหมาย โดยกลไกการเรียนตามรูปแบบการเรียนการสอนแบบไฮสโคป คือให้เด็กริเริ่มกิจกรรมด้วยตนเอง มีการ เลือกสื่อที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะเรียนโดยให้เด็กการลงมือปฏิบัติและสัมผัสสื่อด้วยมือของตนเองโดยมีครูผู้สอนเป็น ผู้สนับสนุนและคอยกระตุ้นเร้าให้เด็กเกิดการดำเนินกิจกรรมต่อไป หลักการเรียนการสอนแบบไฮสโคป เป็นการสร้างองค์ความรู้จากการที่เด็กได้ลงมือจัดกระทำกับอุปกรณ์ หรือสิ่งแวดล้อมซึ่งถือเป็นประสบการณ์ตรง โดยใช้หลักปฏิบัติ 3 ประการ คือ 1. การวางแผน (Plan) เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติ หรือการดำเนินงานตามงานที่ได้รับมอบหมายหรือ สิ่งที่สนใจด้วยการสนทนาร่วมกันระหว่างครูกับเด็ก และเด็กกับเด็ก ว่าจะทำอะไร อย่างไร การวางแผน กิจกรรมนี้เด็กอาจแสดงด้วยภาพหรือสัญลักษณ์ประจำตัวเด็กหรือบอกให้ครูบันทึก เป็นกระบวนการที่เด็กมี โอกาสเลือกและตัดสินใจ 2. การปฏิบัติ (Do) คือการลงมือทำกิจกรรมตามแผนที่วางไว้ เป็นส่วนที่เด็กได้ร่วมกันคิด แก้ปัญหา ตัดสินใจ และทำงานด้วยตนเอง หรือร่วมกับเพื่อนอย่างอิสระตามเวลาที่กำหนดโดยมีครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ ในจังหวะที่เหมาะสม เป็นส่วนที่เด็กได้มีการพัฒนาการพูดและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมสูง 3. การทบทวน (Review) เป็นช่วงที่ได้งานตามจุดประสงค์ ช่วงนี้จะมีการเล่าถึงผลงานที่เด็กทำเพื่อทบทวนว่า ตนเอง (เด็ก) สามารถปฏิบัติตามแผนที่วางไว้หรือไม่ มีการเปลี่ยนแปลงแผนอย่างไร จุดประสงค์ของการ ทบทวนคือ เพื่อสะท้อนสิ่งที่เด็กได้ทำ ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างแผนกับการปฏิบัติและผลงานที่ทำ รวมถึงเล่าประสบการณ์ต่างๆที่ได้ทำ หลักการเรียนการสอนที่สำคัญคือ 1. เด็กเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติด้วยตนเองโดยใช้กระบวนการวางแผน ลงมือปฏิบัติและทบทวนผลงานของ ตนเองโดยมีครูเป็นผู้สังเกต ให้คำปรึกษา แนะนำ 2. การใช้เวลาดำเนินกิจกรรมอาจมีช่วงยาวกว่ากิจกรรมปกติ เช่นนานกว่า 60 นาที 3. ศูนย์หรือมุมการเรียนรู้ต้องมีอุปกรณ์พร้อมใช้ มีความหลากหลาย มีเครื่องหมายแสดงการวางชัดเจน ง่าย สำหรับเด็กในการตัดสินใจเลือกใช้ 4. ครูและผู้ปกครองมีหน้าที่สนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กด้วยการสนับสนุนอุปกรณ์และให้คำแนะนำปรึกษาให้ ความสนใจในความสามารถและผลงานของเด็ก 5. เด็กได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มขนาดเล็ก ครู 1 คนต่อเด็ก 5-6 คน หรือกลุ่มใหญ่ ครู 1 คน ต่อเด็ก 25 คน การนำโปรแกรมของไฮสโคปมาใช้นั้น ครูผู้สอนจะต้องมีความเชื่อก่อนว่าเด็กสามารถเรียนรู้จาก สิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ ในการจัดสิ่งแวดล้อมในห้องเรียนตามมุมต่างๆ ควรมีไม่ต่ำกว่า 5 มุม เช่น มุมบ้าน มุม ดนตรี มุมบล๊อก มุมวิทยาศาสตร์ มุมหมอ เป็นต้น โปรแกรมการจัดการเรียนการสอนแบบไฮสโคปเน้นเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี การมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวก ซึ่ง ต้องเริ่มต้นจากการสร้างความไว้วางใจ ครูผู้สอนที่ดีจะต้องสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นกับเด็ก การที่เด็กได้ลงมือ ทำงานหรือกิจกรรมตามความสนใจของตัวเด็กเอง จะทำให้เด็กเกิดความสนุกในการเรียนรู้ที่ทำกิจกรรม การทำ กิจกรรมควรเป็นไปตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ทำให้เด็กได้ฝึกสมาธิทำให้เด็กเกิดปัญญา ฝึกความมีระเบียบ วินัย ฝึกการคิดอย่างมีความหมาย ผลที่จะเกิดตามมาถือเป็นความสำเร็จของเด็กๆในการได้ลงมือปฎบัติกิจกรรมกับ เพื่อนๆและบุคคลอื่นได้อย่างมีความสุข กรอบแนวคิด เนื่องจากหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 มุ่งให้เด็กมีพัฒนาการตามวัยเต็มศักยภาพ และมี พัฒนาการ 4 ด้าน ได้แก่พัฒนาการด้านร่างกาย ด้านอารมณ์และจิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา (หลักสูตร การศึกษาปฐมวัย 2560 : 26)


๓ โรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดการศึกษาของเด็กปฐมวัย จึงจัดให้มีกิจกรรม การเรียนการสอนในรูปแบบโครงงานขึ้นตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1-3 ความเป็นมาและสภาพปัญหา พัฒนาการทางภาษา เด็กในช่วงปฐมวัยจะมีลักษณะที่พิเศษที่ส่งเสริมให้เรียนรู้ภาษาได้อย่างรวดเร็ว ได้แก่ การมีแรงจูงใจ ที่จะใช้ภาษาเพื่อสื่อสารกับบุคคลรอบข้าง จะเห็นได้ว่า เด็กจะสนใจถามอยู่ตลอดเวลาว่าสิ่งที่ เขาเห็นคืออะไร โดยอาจจะกล่าวว่า “นั่นอะไร” หรืออาจจะกล่าวย้ำถึงสิ่งนั้นหลังจากที่ผู้ใหญ่บอกชื่อว่าคืออะไร เช่น “ไขควงหรอ ไขควรคืออะไร” นอกจากนี้เด็กในช่วงปฐมวัยจะมีการถามเกี่ยวกับลักษณะและ คุณสมบัติ เช่น สิ่งนี้แตกต่างจากอีกสิ่งหนึ่งอย่างไร คำถามประเภทนี้มาจากแรงขับเคลื่อนที่แฝงอยู่ภายเด็ก เพื่อที่จะสร้าง มโนทัศน์ของสิ่งต่างๆ รอบตัว จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดการสร้าง มโนทัศน์ และเรียนรู้ภาษาแม่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น การตอบสนองของสิ่งแวดล้อม ที่กล่าวถึง หมายถึง การที่ผู้เรียนได้รับการตอบสนองด้านภาษาหรือการ สื่อสารอย่างมีปฎิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลในครอบครัวและครูที่จะมีบทบาทสำคัญใน การช่วยพัฒนาความสามารถในด้านภาษาของเด็กปฐมวัย ซึ่งรูปแบบของการตอบสนองความต้องการในการเรียนรู้ ภาษาของเด็กวัยนี้โดยส่วนใหญ่ จะอยู่ในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการหรือไม่ใช่การสอนภาษาโดยตรง แต่จะมีลักษณะ เป็น การเข้ามีส่วนร่วมของครอบครัวในลักษณะการทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับเด็กที่บ้านตัวอย่าง เช่นการอ่านหนังสือ ไปพร้อมๆ กับเด็ก การสอนให้ร้องเพลงหรือทำท่าทางประกอบจังหวะต่างๆ การวาดเขียน การเล่นหรือการอ่าน บัตรคำหรืออุปกรณ์ที่แสดงตัวอักษรหรือตัวเลข การพาเด็กไปอ่านหนังสือหรือสืบค้นข้อมูลในห้องสมุด การพาเด็ก ไปเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม เพื่อให้ได้พบปะกับเด็กในวัยเดียวกันหรือบุคคลในกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่มี ความสามารถในการใช้ภาษาในการสื่อสารอยู่ในระดับที่สูงกว่าเป็น แนวทางการแก้ปัญหาและพัฒนา การส่งเสริมทักษะทางภาษา เทคนิคการแสดงให้เด็กเห็นเป็นแบบอย่าง เป็นเทคนิคพื้นฐานเทคนิคแรก ที่ มีความสำคัญมากในการพัฒนาทักษะทางภาษา เพราะตามทฤษฎีการเรียนรู้ บุคคลสามารถเรียนรู้ได้จากการสังเกต ตัวแบบ ซึ่งในที่นี้ ได้แก่ การแสดงการใช้ภาษาที่ถูกต้องของผู้ปกครองเพื่อให้เด็กพิจารณาในทันทีหากเขาใช้ภาษา ที่ไม่ถูกต้องตามหลักการ ซึ่งอาจกระทำได้ด้วย การแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนถ้อยคำให้เด็กพิจารณาเป็นตัว เทคนิค นี้ หมายถึง การที่ผู้ปกครองหรือครูให้ข้อมูลทางหลักภาษาเพิ่มเติมแก่เด็ก เพื่อให้เขาสามารถใช้ภาษาที่มีลักษณะ ประณีตหรือละเอียดมากยิ่งขึ้นกว่าที่เขาใช้โดยปกติหรือกล่าวให้ง่ายขึ้น คือ การที่ผู้ใหญ่แก้ไขประโยคหรือ ข้อความที่เด็กพูดให้มีความสละสลวยมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นประโยคหรือข้อความที่สื่อความได้ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม เด็กปฐมวัยควรที่จะได้รับการฝึกหัดให้ตอบสนองแก่สิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้วัจนภาษาให้ได้มากที่สุด โดยผู้ปกครอง และครูจะต้องส่งเสริมหรือจัดสภาพของการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เด็กได้สังเกตการใช้ภาษาที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม การสังเกตแต่เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ เด็กควรที่จะได้รับการฝึกหัดให้ใช้ภาษาอย่างถูกต้อง ควรส่งเสริมให้ เด็กได้มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังผู้ใหญ่แสดงตัวอย่างการใช้ภาษาที่ถูกต้อง และให้เขาตอบสนองด้วยการใช้การพูด สื่อสารขณะที่เขาทำกิจกรรมต่างๆ ให้มากที่สุด ดังนั้น อัตราการเรียนรู้ภาษาในเด็กจะเกิดขึ้นได้ช้าหรือเร็ว ก็ขึ้นอยู่ กับอัตราที่เขาได้ฝึกหัดใช้ภาษาในชีวิตประจำวันนั่นเอง การส่งเสริมทักษะทางภาษาสามารถทำได้หลายแบบ ทั้งนี่ที่ ผู้จัดทำเลือกวิธีส่งเสริมโดยการใช้นิทานคำคล้องจองเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัยเพราะหนังสือนิทานที่ เป็นประเภทบทกลอนหรือบทร้อยกรอง สามารถทำให้เด็กจำจดจำเนื้อหาได้ง่าย ซึ่งสรุปได้ดังนี้ 1. ช่วยให้เกิดความละเมียดละไมในจิตใจ 2. ช่วยให้เด็กเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน 3. บทร้อยกรองช่วยให้เด็กเกิดความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ 4. บทร้อยกรองช่วยให้เด็กมีจินตนาการ


๔ 5. ช่วยให้เด็กมีคุณธรรมหรือลักษณะนิสัยที่พึงประสงค์ 6. บทร้อยกรองช่วยให้เด็กจดจำความรู้หรือเรื่องราวที่ควรจดจำได้เร็ว และได้ง่ายกว่า ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ๒. จุดประสงค์และเป้าหมาย ของการดำเนินงาน โรงเรียนวัดสว่างอารมณ์อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรีเป็นสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาชลบุรีเขต 3 ที่จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 เด็กที่เข้ามาเรียนส่วนใหญ่มีฐานะปานกลางและผู้ปกครอง ร้อยละ 90 ประกอบอาชีพรับจ้าง ซึ่งจากการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนในระดับปฐมวัยประสบปัญหามาก เนื่องจากเด็กไม่ให้ความสนใจในการเรียน ไม่มีทักษะใน การคิดแก้ปัญหา ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดที่ถูกต้องได้ไม่ชอบแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และ ไม่สนใจศึกษาค้นคว้าทำให้การจัดการเรียนการสอนไม่ประสบผลสำเร็จ ขาดความร่วมมือในการทำงานร่วมกับผู้อื่น การจัดการเรียนการสอนของครูที่ยึดแบบเดิม ๆ คือ การสอนแบบบรรยาย ทำให้เด็กขาดทักษะการปฏิบัติที่ถูกต้อง ตามหลักการและวิธีการด้านการศึกษา เด็กส่วนใหญ่ปฏิบัติงานไม่ถูกต้องตามขั้นตอนกระบวนการไม่เข้าใจเนื้อหา ไม่เข้าใจการเรียนรู้บนพื้นฐานของการใช้หลักการ เหตุผลอย่างมีระบบและการแก้ปัญหาเป็นสำคัญ จากเหตุผลดังกล่าวและเพื่อให้เด็กปฐมวัยมีความเข้าใจและจดจำเรื่องราวต่างๆได้ และเพื่อส่งเสริมให้เด็กรัก การอ่านได้อย่างมีความสุข ทำให้ผู้ศึกษาคิดการสอนโครงงานแบบบูรณาการให้สอดคล้องกับหน่วยการเรียนรู้ในแต่ ละสัปดาห์ เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการคิดแก้ปัญหา ทำงานและการสื่อสารร่วมกับผู้อื่นได้ของนักเรียนชั้นอนุบาล ปีที่ ๒ เพื่อให้ครูและเด็กได้ใช้กิจกรรมแบบไฮสโคปมาบูรณาการจัดประสบการณ์ในชั้นเรียน โดยเด็กได้เรียนรู้ คำศัพท์ไหม่ๆและฝึกพูดได้อย่างถูกต้อง ได้เรียนรู้การสื่อสารถ่ายทอดความรู้สึกร่วมกับผู้อื่น จะทำให้เด็กมีความ สนใจในการเรียนมากขึ้น วัตถุประสงค์ในการส่งเสริมทักษะทางภาษา เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสใช้ภาษาสื่อสารถ่ายทอดความรู้สึก ความนึกคิด ความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ที่เด็กมี ประสบการณ์ จึงควรจัดกิจกรรมทางภาษาให้มีความหลากหลายในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มุ่งปลูกฝังให้ เด็กรักการอ่าน และบุคลากรที่แวดล้อมต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษา ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงหลักการจัดกิจกรรม ทางภาษาที่เหมาะสมกับเด็กเป็นสำคัญ การใช้นิทานคำคล้องจองเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาเด็กปฐมวัย การจัดกิจกรรม การเรียนการสอนในรูปแบบการไฮสโคป นักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนวัดสว่างอารมณ์มีความ แตกต่างในความฉลาดแต่ละด้านมากน้อยต่างกันหากพ่อแม่และ ครูเข้าใจจะสามารถกระตันให้เกิดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเด็ก ทุกคนตามความสนใจ ทำให้รักในการเรียนรู้ การทำงาน และ ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข


๕ การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย 3-5 ปีของโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ จัดในรูปแบบของการ บูรณาการผ่านการเล่น โดยเน้นกิจกรรมหลัก 6 กิจกรรมเป็นแนวการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการในระดับ ปฐมวัยที่สอดคล้องกับหลักการทำงานของสมอง เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เกิดการเรียนรู้และพัฒนาทั้งด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ซึ่งสอดคล้องกับจุดเน้นและพันธกิจของโรงเรียน กิจกรรมที่จัดให้เด็กในแต่ละ วันอาจใช้ชื่อเรียกต่างกันออกไปแต่ทั้งนี้ประสบการณ์สำคัญที่จัดจะต้องครอบคลุมประสบการณ์สำคัญที่กำหนดใน หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย โดยได้กำหนดเป็นหลักการไว้5 ข้อ คือ 1. จัดประสบการณ์การเล่นและการเรียนรู้เพื่อพัฒนาเด็กเป็นองค์รวมอย่างต่อเนื่อง 2. เน้นเด็กเป็นสำคัญ สนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหว่างบุคคลและบริบททาง สังคมที่เด็กอาศัยอยู่ 3. จัดให้เด็กได้รับการพัฒนาโดยให้ความสำคัญทั้งกระบวนการและผลผลิต 4. จัดการประเมินพัฒนาให้เป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของการจัด ประสบการณ์ 5. ให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก การจัดประสบการณ์ให้กับเด็กนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะการที่เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์จะทำให้เด็กได้ ความรู้และความเข้าใจขึ้นภายในตัวของเด็ก ด้วยการให้โอกาสลงมือกระทำเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ด้วย วิธีการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อ ได้คิด แก้ปัญหา เกิดประสบการณ์ตรง ทำให้เด็กได้เข้าใจในสิ่งที่เรียนรู้เกิดความคิดรวบ ยอดและวิธีการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น และสามารถนำความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์การปฏิบัติหรือปัญญาที่ เกิดขึ้นภายใน ไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองและผู้อื่นได้ในสถานการณ์ที่ต่างออกไปจากนอกชั้นเรียน 3. ขั้นตอนการดำเนินงาน กระบวนการผลิตงาน รูปแบบวิธีการพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศ วิธีดำเนินงาน กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนระดับชั้นอนุบาล ๒ โรงเรียนวัดสว่างอารมณ์จำนวน ๓๑ คน ผลงานการนำเสนอ การพัฒนาส่งเสริมทักษะด้านภาษา การสื่อสารสำหรับเด็กปฐมวัย โดยใช้คำคล้องจอง ๑. ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา อุปสรรค และสาเหตุของปัญหาในการจัดประสบการณ์ให้เด็กชั้นปฐมวัย โรงเรียนวัดสว่างอารมณ์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรีเขต ๓ ปีการศึกษา 25๖๖ ซึ่งพบว่า เด็กมีความพร้อม ทางด้านอารมณ์ จิตใจ ด้านสติปัญญา และด้านภาษาอยู่ในระดับที่ยังไม่น่าพอใจ เนื่องจากเด็กไม่ได้รับการฝึก ความพร้อมในแต่ละด้านเท่าที่ควร ครูไม่ใช้สื่อและอุปกรณ์การสอนตลอดจนครูไม่ได้จัดกิจกรรมตามแผนการจัด ประสบการณ์ให้กับเด็กตามเนื้อหาขอบข่ายของแต่ละหน่วยเท่าที่ควร ๒. การจัดทำหนังสือจัดหาคู่มือนิทานคำคล้องจอง จำนวน 10 ชุด โดยการจัดทำเป็นเล่ม 10 เล่ม มี เนื้อหาสาระสัมพันธ์กับเรื่องที่สอน ประกอบด้วย คำคล้องจอง คำคล้องจอง หมายถึง คำประพันธ์ อาจเป็นโคลง กลอน ฯลฯ ซึ่งใช้ถ้อยคำง่ายๆ และมีความหมายไม่ มากนัก มีเนื้อหาสาระง่าย ๆ เด็กท่องแล้วเกิดความสนุกสนาน วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาภาษา 2. เพิ่มความจำ 3. เพื่อฝึกเพื่อให้สนุกสนาน เพลิดเพลิน 4. เพื่อฝึกระเบียบวินัย เนื้อหา อาจแยกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ 1. มีเนื้อหาสัมพันธ์กับเรื่องที่สอน คำคล้องจองบางบทมีข้อความที่สัมพันธ์


๖ กับเนื้อหาในหน่วย ทำให้เด็กมีความเข้าใจและจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยการสอนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 2. ไม่สัมพันธ์วิชา แต่ เป็นคำคล้องจองที่ต้องการให้เด็กท่องเพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดในขณะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาชิกมาก ๆ กิจกรรม ในการสอนคำคล้องจองให้กับเด็ก ควรสอนตามลำดับดังนี้ 1. ครูกล่าวคำคล้องจองให้เด็กฟัง พร้อมทั้งอธิบายความหมาย 2. ครูพูดคำคล้องจองให้เด็กพูดตามที่ละวรรคจนจบบท แล้วครูจะบอกให้เด็กพูดคำคล้องจอง ตามซ้ำอีก 2-3 ครั้ง เมือเด็กจำได้บ้างแล้วจึงให้พูดพร้อม ๆ กับครู 3. ขณะที่พูดคำคล้องจองครูทำท่าทางประกอบได้แล้วจึงให้เด็กพูดคำคล้องจองและทำท่าทาง ประกอบเอง โดยครูคอยให้กำลังใจใกล้ ๆ ๔. เด็กๆออกมาแสดงเป็นตัวละคร ตามเนื้อหาคำคล้องจอง โดยการเลือกตัวละครที่สัมพันธ์กับ เนื้อหาที่เด็กๆได้เลือกท่อง ข้อเสนอแนะ 1. ในการทำท่าทางประกอบครูควรทำให้เด็กดูเป็นตัวอย่างก่อนเพื่อให้เกิดความเข้าใจ เมื่อเด็ก เข้าใจแล้วครูอาจให้เด็กลองคิดท่าทางประกอบเอง 2. ครูควรมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส จะช่วยให้เด็กมีความเพลิดเพลินในการท่องยิ่งขึ้น การประเมินผล 1. สังเกต 2. ความสนใจในการร่วมกิจกรรม 3. การแสดงออก 4. การปฏิบัติกิจกรรม บทร้อยกรองกับการพัฒนาด้านภาษาของเด็กปฐมวัย เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่ชอบเสียงของคำที่สัมผัสคล้องจองกัน หรือเล่นคำซ้ำ ๆ กัน ทั้งนี้เพราะเด็กคุ้นกับบท กลอนที่ผู้ใหญ่เห่กล่อมปลอบโยนและสอนให้เด็กใช้ร้องเล่นตั้งแต่ยังเป็นทารก ซึ่งรู้จักและนิยมแพร่หลายสืบต่อกัน มา เป็นมรดกตกทอดไปทั่วทุกภาค และมีอยู่อย่างหนึ่งคือสั้น และง่าย เด็กจึงจดจำได้ง่ายและแม่นยำ นอกจากนี้ เนื้อหาและเสียงของคำยังให้ความสนุกสนาน ขบขันเป็นที่พอใจของเด็กทุกยุคทุกสมัย ได้ให้ความหมายของบทร้อยกรองว่า หมายถึง ข้อความที่เกิดจากศิลปะแห่งการเรื่องใช้ถ้อยคำอันไพเราะ และถูกต้องตามฉันทลักษณ์ ร้อยกรองใช้ถ้วยคำถ่ายทอดให้เกิดอารมณ์เกิดความสุข ความเบิกบาน หรือความ สะเทือนใจ ตลอดจนทำให้เกิดความคิดและจินตนาการ คุณค่าของบทร้อยกรองต่อเด็ก ได้เสนอแนะบทร้อยกรองนั้นมีคุณค่าต่อเด็ก ดังนี้ 1. ช่วยให้เกิดความละเมียดละไมในจิตใจ บทร้อยกรองที่ไพเราะจะสามารถโน้มน้าวจิตใจผู้ฟังให้ เกิดความประทับใจเฉพาะเด็ก ๆ ที่จิตใจยังอ่อนเยาว์ ในขั้นแรกที่ยังฟันเนื้อความไม่เข้าใจ ก็พอใจเสียงสัมผัสคล้อง จองเสียงสูงต่ำของทำนองและน้ำเสียงอันไพเราะของผู้ขับ เช่น ในบทเห่กล่อมเด็กจะฟังน้ำเสียงที่แสดงความรักใคร่ ของแม่หรือผู้ขับกล่อมซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดคุ้นเคย เป็นน้ำเสียงที่ชวนฟัง ชวนให้เพลินและชวนให้หลับ บทเห่กล่อม ส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาแสดงความรักใคร่ ความห่วงใยในตัวเด็ก เมื่อเด็กฟังเข้าใจความหมายก็จะเกิดความสุข ความ อบอุ่น และความวางใจ ความรู้สึกเหล่านี้จะเข้าสู่จิตใจของเด็กที่ละน้อยจนแนบแน่น กลายเป็นความละเมียดละไม อ่อนโยน 2. ช่วยให้เด็กเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน ทำให้เด็กมีความเบิกบาน บทร้อยกรอง บทเพลง บทร้องประกอบการเล่น ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่เด็ก บทร้อยกรองจึงมีคุณค่าต่อเด็กในด้านนี้เป็นอันมาก 3. บทร้อยกรองช่วยให้เด็กเกิดความคิดเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ บทร้อยกรองที่ไพเราะ กวีหรือผู้แต่ง


๗ ย่อมจะสรรหาคำ และข้อความที่นอกจากจะให้ความไพเราะแล้วยังแฝงแง่คิดต่าง ๆ ไว้ อย่างแนบเนียน เมื่อเด็กได้ ฟังหรือได้อ่านถ้อยคำเหล่านั้นก็จะสื่อความหมายให้เด็กเกิดความคิดตามไปด้วย 4. บทร้อยกรองช่วยให้เด็กมีจินตนาการ จินตนาการคือการคิดสร้างภาพขึ้นในจิตใจ เมื่อเด็กได้ ฟังหรือได้อ่านบทร้อยกรองที่ไพเราะทั้งเสียงของคำและมีทั้งความหมาย ตลอดเนื้อหาชวนคิด เด็กก็จะคิดตาม คิด วาดภาพจากเนื้อหาที่ได้ฟังเกิดเป็นภาพขึ้นในจิตใจ ภาพที่เกิดขึ้นนั้นอาจให้ทั้งความสุขหรือความรู้สึกอย่างใดอย่าง หนึ่งขึ้นในจิตใจของเด็ก อันจะนำไปสู่การริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ในอนาคต 5. ช่วยให้เด็กมีคุณธรรม หรือลักษณะนิสัยที่พึ่งประสงค์ บทร้อยกรองที่มีเนื้อหาแฝง คติ หรือ คุณธรรมต่าง ๆ จะถ่ายทอดซึมซาบเข้าสู่จิตใจของเด็กถ้าได้อ่านหรือฟังบ่อยเข้าก็จะเกิดเป็นนิสัย เช่น ความเข้าใจ ผู้อื่น ความเมตตา กรุณา ความเสียสละ ความรับผิดชอบ 6. บทร้อยกรองช่วยให้เด็กจดจำ ความรู้หรือเรื่องราวที่ควรจดจำได้เร็วและได้ง่ายกว่าข้อความที่ เป็นร้อยแก้วหรือความเรียง เพราะคำที่สัมผัสที่คล้องจองกันช่วยให้จำได้ง่ายและไม่ลืม 3. จัดทำแผนการสอนประกอบการใช้หนังสือคำคล้องจองประกอบภาพสำหรับเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย แผนการสอนเพิ่มเติมจากกิจกรรมเสริมประสบการณ์จำนวน 10 แผนการสอน โดยใช้แผนการสอนละประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งในแต่ละแผนการสอนนั้นประกอบด้วยส่วนสำคัญดังนี้ ๑. สาระสำคัญ ๒. จุดประสงค์ ๓. เนื้อหาสาระ ๔. กิจกรรม ๕. สื่อการสอน ๖. การวัดผลประเมินผล ๗. กิจกรรมเสนอแนะ ๘. ข้อเสนอแนะหัวหน้าสถานศึกษา ๙. บันทึกผลหลังการสอน 4. กำหนดประชากรกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายได้แก่ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล๒ โรงเรียนวัดสว่าง อารมณ์ ปีการศึกษา 25๖๖ จำนวน ๓๑ คน 5. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ๓.๕.1 แบบทดสอบก่อนเรียน ๓.๕.๒ ประเมินพฤติกรรมเด็ก ๓.5.๓ แบบทดสอบหลังเรียน ๓.๕.๔ แบบประเมินความพร้อมพัฒนาการของเด็ก 4 ด้าน 6. การรวบรวมข้อมูล ๓.6.1 รวบรวมข้อมูลการทดสอบก่อนเรียน ๓.6.2 รวบรวมข้อมูลผลการประเมินพฤติกรรมเด็ก ๓.6.3 รวบรวมข้อมูลผลการทดสอบหลังเรียน ๓.6.4 รวบรวมข้อมูลจากการประเมินความพร้อมพัฒนาการของเด็ก 4 ด้าน ๗. การวิเคราะห์ข้อมูล จากการทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน กิจกรรมเสริมประสบการณ์เพิ่มเติมโดยใช้นิทานคำคล้องจอง สำหรับเด็กชั้นปฐมวัย ในปีการศึกษา 25๖๖ เด็กได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนมากกว่าก่อนเรียน แสดงว่า เด็กมี


๘ ความรู้ความเข้าใจในเนื้อเรื่องที่ครูสอนจนเกิดพัฒนา ความแตกต่างระหว่างเด็กมีน้อย แสดงว่าเด็กมีความรู้ ใกล้เคียงกัน และอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ๔. ขอบข่ายของกิจกรรมประจำวัน การเลือกกิจกรรมที่จะนำมาจัดในแต่ละวัน ต้องให้ครอบคลุมสิ่ง ต่อไปนี้การพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อใหญ่ การเคลื่อนไหว และความ คล่องแคล่วในการใช้อวัยวะต่าง ๆ จึงควรกิจกรรม โดยให้เด็กได้เล่นอิสระกลางแจ้ง เล่นเครื่องเล่นสนาม เคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะดนตรี การพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก เพื่อให้เด็กพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือและตา จึง ควรจัดกิจกรรมโดยให้เด็กได้เล่นเครื่องเล่นสัมพันธ์ เล่นเกมต่อภาพ ฝึกช่วยเหลือตนเองในการแต่งกาย หยิบจับ ช้อนส้อม ใช้อุปกรณ์ศิลปะ เช่น สีเทียน กรรไกร พู่กัน ดินเหนียว ฯลฯ เพื่อให้เด็กมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความเชื่อมั่น กล้าแสดงออก มีวินัยในตนเอง รับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ประหยัด เมตตากรุณา เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน มีมารยาทและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทยและศาสนาที่นับถือ จึงควรจัดกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านการเล่นให้เด็กได้มีโอกาสตัดสินเลือก ได้รับการตอบสนองตามความต้องการ ได้ฝึก ปฏิบัติโดยสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม ตลอดเวลาที่โอกาสเอื้ออำนวยการพัฒนาสังคมนิสัย เพื่อให้เด็กมีลักษณะนิสัยที่ดี แสดงออกอย่างเหมาะสมและอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข ช่วยเหลือ ตนเองในการทำกิจวัตรประจำวัน มีนิสัยรักการทำงาน รู้จักระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น จึงควร จัดให้เด็กได้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันอย่างสม่ำเสมอ เช่น รับประทานอาหาร พักผ่อนนอนหลับ ขับถ่าย ทำความ สะอาดร่างกาย เล่นและทำงานร่วมกับผู้อื่น ปฏิบัติตามกฎกติกาข้อตกลงของส่วนรวม เก็บของเข้าที่เมื่อเล่นหรือ ทำงานเสร็จ ฯลฯ การพัฒนาการคิด เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความคิดรวบยอดสังเกต จำแนก เปรียบเทียบจัดหมวดหมู่ เรียงลำดับเหตุการณ์ แก้ปัญหา จึงควรจัดกิจกรรมให้เด็กได้สนทนาอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เชิญ วิทยากรมาพูดคุยกับเด็ก ค้นคว้าจากแหล่งข้อมูล ต่าง ๆ ทดลอง ศึกษานอกสถานที่ ประกอบอาหาร หรือจัดให้ เด็กได้เล่นเกมการศึกษาที่เหมาะสมกับวัยอย่างหลากหลาย ฝึกการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน และในการทำ กิจกรรมทั้งที่เป็นกลุ่มย่อย กลุ่มใหญ่ หรือรายบุคคล การพัฒนาภาษา เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสใช้ภาษาสื่อสารถ่ายทอดความรู้สึก ความนึกคิด ความรู้ความ เข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ที่เด็กมีประสบการณ์ จึงควรจัดกิจกรรมทางภาษาให้มีความหลากหลายในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ การเรียนรู้ มุ่งปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน และบุคลากรที่แวดล้อมต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษา ทั้งนี้ต้อง คำนึงถึงหลักการจัดกิจกรรมทางภาษาที่เหมาะสมกับเด็กเป็นสำคัญ การส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ได้ ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกและเห็นความสวยงามของสิ่งต่างๆ รอบตัวโดยใช้กิจกรรมศิลปะและดนตรีเป็นสื่อ ใช้การ เคลื่อนไหวและจังหวะตามจินตนาการให้ประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ อย่างอิสระตามความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็กเล่น บทบาท สมมติในมุมเล่นต่าง ๆ เล่นน้ำ เล่นทราย เล่นก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ เช่น แท่งไม้ รูปทรงต่างๆ ฯลฯ


๙ ๕. รายละเอียดตามแผนการสอน แผนการสอน หน่วย เวลา 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. ร่างกายของเรา ปลอดภัยไว้ก่อน ครอบครัวแสนสุข ผีเสื้อแสนสวย ไปเที่ยวตลาด ฤดูร้อน ผักผลไม้ โลกสวยด้วยมือเรา สัตว์น่ารัก คมนาคม 1 สัปดาห์ 1 สัปดาห์ 1 สัปดาห์ 1 สัปดาห์ 1 สัปดาห์ 1 สัปดาห์ 1 สัปดาห์ 1 สัปดาห์ 1 สัปดาห์ 1 สัปดาห์ 1. หน่วย ร่างกายของฉัน จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. บอกชื่อส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ 2. บอกหน้าที่ของอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ 3. มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาตามหน่วยเรื่อง เนื้อหาสาระ ร่างกายของเรานั้น ทุกทุกวันต้องรักษา ตื่นเช้าลุกขึ้นมา ต้องล้างหน้าและแปรงฟัน รับประทานอาหาร ทั้งคาวหวานสรรมานั้น ประโยชน์ต้องครบครัน สารพันเอามากิน ควรนอนแต่หัวค่ำ เลิกร้องรำทั้งหมดสิ้น ถ้าทำเป็นอาจิณ ทุกชีวินแข็งแรงเอย 2. หน่วย ปลอดภัยไว้ก่อน จุดประสงค์ 1. บอกสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุต่างๆ ได้ 2. บอกวิธีป้องกันและรักษาความปลอดภัยให้แก่ตนเองได้ 3. มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาตามหน่วยเรื่อง เนื้อหาสาระ เวลาทำอะไร ต้องปลอดภัยเอาไว้ก่อน เด็กน้อยอย่ามือบอน เอานิ้วไปแหย่พัดลม เด็กเด็กอย่าเล่นมีด เดี๋ยวมันกรีดเพราะมีคม ร้องไห้อย่าขื่นขม นั่งระทมเพราะเจ็บตัว


๑๐ ควรเชื่อฟังผู้ใหญ่ หนูจะได้ไม่ปวดหัว ท่านเตือนไม่ต้องกลัว ทุกทุกคนหวังดีเอย 3. หน่วย ครอบครัวแสนสุข จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. บอกลักษณะของบ้านและชื่อสมาชิกในบ้านได้ 2. มีความรักและภาคภูมิใจในบ้านของตนเอง 3. ปฏิบัติตนต่อบุคลในบ้านได้ เนื้อหาสาระ ครอบครัวแสนสุข ความทุกข์ไม่มี เป็นลูกที่ดี พี่น้องรักกัน พ่อแม่ของหนู ดูแล้วเหมือนฝัน สุดแสนรักกัน ช่างหวานจริงเอย 4. หน่วย ผีเสื้อแสนสวย จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. เพื่อให้เด็กรู้จักสิ่งมีชีวิต 2. บอกวงจรผีเสื้อ 3. มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาตามหน่วยเรื่อง เนื้อหาสาระ ที่แปลงดอกไม้ ได้เห็นผีเสื้อ หลายหลากมากเหลือ บินไปบินมา ปีกสวยบางใหญ่ ได้เห็นงามตา ดอกไม้มีค่า แก่มันทุกตัว ชอนไชเกสร ไปนอนเกลือกกลั้ว อร่อยทุกตัว เจ้าผีเสื้อเอย 5. หน่วย ไปเที่ยวตลาด จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. บอกความสำคัญของตลาดได้ 2. บอกการปฏิบัติตนเมื่อไปตลาด 3. บอกความสำคัญของตลาด4. มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาตามหน่วยเรื่อง เนื้อหาสาระ แม่บอกหนูแดง แตงกวาในตู้ ช่วยมองหาดู หมดแล้วหรือยัง ไม่มีแตงกวา น่าไปซื้อจัง


๑๑ หนูน้อยขึงขัง รีบไปเร็วไว พอถึงตลาด จะพลาดไม่ได้ แตงกวานั่นไง ซื้อสองกิโล เดินเล่นอีกนิด คิดถึงแตงโม เนื้อแดงลูกโต อร่อยชื่นใจ เห็นของหลายอย่าง สร้างความสดใส นึกขึ้นมาได้ รีบกลับบ้านเลย 6. หน่วย ฤดูร้อน จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. บอกวิธีการแต่งกายให้เหมาะสมกับสภาพอากาศในฤดูร้อนได้ 2. บอกวิธีปฏิบัติตนในฤดูร้อนที่ถูกต้องได้ 3. บอกวิธีการรักษาสุขภาพอนามัยของตนเองในฤดูร้อนได้ 4. มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาตามหน่วยเรื่อง เนื้อหาสาระ ฤดูร้อนผ่านเข้ามา ต้องใส่ผ้าบางบาง หน้าต่างต้องเปิดกาง เจ้าน้องนางอย่าเล่นซน คุณครูต้องหยุดสอน เมื่อถึงตอนเมษายน เด็กเด็กสนุกล้น เล่นกันจนไม่สนใคร แดดร้อนออกอย่างนั้น ระวังกันจะเป็นไข้ เย็นแล้วอาบน้ำไป เดี๋ยวจะได้กินข้าวเอย 7. หน่วย ผักผลไม้ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. บอกส่วนประกอบของผักและผลไม้ได้ 2. บอกรสชาติและประเภทของผักและผลไม้ได้ 3. บอกชื่อของผักและผลไม้ได้ 4. มีสุขนิสัยที่ดีในการรับประทานผักและผลไม้ได้ 5. มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาตามหน่วยเรื่อง เนื้อหาสาระ พืชผักผลไม้ ชอบแตงไทยแตงโม ขนุนเจ้าลูกโต แล้วส้มโออร่อยดี มะกรูดและมะนาว น้ำมะพร้าวดื่มเต็มที่ ฟักทองสีเหลืองนี้ ประโยชน์ดีแก่ทุกคน ทั้งผักผลไม้ มีคุณให้ประโยชน์ล้น เด็กน้อยควรฝึกฝน เพื่อทุกคนแข็งแรงเอย


๑๒ 8. หน่วย โลกสวยด้วยมือเรา จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. บอกวิธีการรักษาสิ่งแวดล้อมและสาธารณสมบัติได้ 2. บอกการกระทำที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ 3. รักษาธรรมชาติและมีเจตคติที่ดีในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 4. มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาตามหน่วยเรื่อง เนื้อหาสาระ ควรคิดดีทำดี แล้วชีวีจะสุข หมดสิ้นซึ่งความทุกข์ จะสนุกกันทุกคน ขยะในมือหนู คงต้องรู้อย่าสับสน ลงถังไม่เลยพ้น เราทุกคนจำให้ดี โลกสวยด้วยมือเรา จะไม่เน่าแล้วเมืองนี้ ร่วมมือกันเต็มที่ สุขฤดีทุกคนเอย 9. หน่วย สัตว์น่ารัก จุดประสงค์การเรียนรู้ได้ 1. บอกธรรมชาติของสัตว์เลี้ยงในบ้านได้ 2. บอกประโยชน์และโทษของสัตว์เลี้ยงได้ 3. บอกชื่อสัตว์ชนิดต่าง ๆ ได้ 4. บอกการปฏิบัติตนที่มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ได้ 5. มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาตามหน่วยเรื่อง เนื้อหาสาระ สัตว์เลี้ยงบ้านฉัน นั้นมีหลายตัว ลูกหมาชื่อถั่ว หัวโตหางยาว ส่วนเจ้าแมวน้อย ตัวจ้อยสีขาว ชอบร้องหง่าว หง่าว เวลากลางคืน ปลาเงินปลาทอง มองแล้วสดชื่น ส่วนสัตว์อื่น อื่น ไม่มีแล้วเอย 10. หน่วย คมนาคม จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. บอกลักษณะการคมนาคม ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศได้ 2. บอกยานพาหนะที่ใช้ในการคมนาคมทางบก ทางน้ำ ทางอากาศได้ 3. มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาตามหน่วยเรื่อง เนื้อหาสาระ เดินทางบนท้องฟ้า ใช้นกกาคงไม่ได้ เครื่องบินบินออกไป ไปที่ไหนให้บอกมา การเดินทางบนบก ต้องยกให้สิ่งนี้หนา นั่งรถต่าง ๆ มา สุขหรรษากันทุกคน


๑๓ การเดินทางในน้ำ ควรจดจำอย่าซุกซน นั่งเรือสนุกล้น นั้นแหละหนการเดินทาง ๖. สรุปกิจกรรมส่งเสริมทักษะด้านภาษา การสื่อสารของเด็กปฐมวัย จากการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพิ่มเติม โดยใช้นิทานคำคล้องจองประกอบภาพ สำหรับเด็กปฐมวัยนั้น สรุปผลการดำเนินการดังนี้ 1. เด็กปฐมวัย มีพัฒนาการทางภาษาที่ดีขึ้น มีทักษะการฟังและพูดดี 2. เด็กปฐมวัย มีพัฒนาการทางด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ๓. เด็กปฐมวัย มีความเข้าใจและจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยการจัดประสบการณ์ได้อย่าง แม่นยำและไม่ลืม ๔. เด็กนักเรียนชั้นปฐมวัยมีมารยาทการฟังและการพูดที่ดีขึ้น ๕. เด็กนักเรียนชั้นปฐมวัยสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ดีเนื่องจากการรับรู้ที่ดีในการฟัง อภิปรายผล จากการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพิ่มเติม โดยการใช้หนังสือนิทานคำคล้องจองประกอบภาพสำหรับ เด็กปฐมวัย ปรากฏว่าเด็กมีพัฒนาการด้านการรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว มีความสนุกสนานและเพลิดเพลินกับบทกลอน ของคำคล้องจอง และจดจำได้อย่างแม่นยำ จนส่งผลให้เด็กนักเรียนมีความพร้อมทางดานร่างกาย ด้านอารมณ์ จิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา อยู่ในระดับที่น่าภาคภูมิใจ อีกทั้งเด็กยังมีความพึงพอใจในการท่องคำคล้อง จอง กล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น ซึ่งบรรลุตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ทุกประการ ซึ่งสอดคล้องกับ แนวความคิด และเอกสารการวิจัยของนักวิชาการและนักการศึกษาดังนี้ 1. การพัฒนาด้านร่างกาย การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพิ่มเติม โดยใช้หนังสือคำคล้อง จองประกอบภาพ สำหรับเด็กปฐมวัย ในการจัดแต่ละครั้งนั้น หน่วยการจัดประสบการณ์แต่ละหน่วยจำมีเนื้อหา สาระที่แตกต่างกันไป ความหมายและท่องทำนองของคำคล้องจองก็แตกต่างกันไปด้วย ครูผู้จัดกิจกรรมจะต้องคิด หาท่าทางประกอบเพื่อให้เด็กเกิดความสนุกสนาน ตื่นเต้น และเร้าใจตลอดช่วงกิจกรรม เช่น ท่าทางการกระโดด อยู่กับที่การยืนโยกตัว การเดิน การวิ่ง การหยับจับสิ่งของ การใช้มือร่ายรำ หรือทำมือแสดงท่าทางประกอบการ เปล่งเสียงร้องตามทำนอง รวมถึงการใช้สายตาและการใช้หูฟัง และอื่น ๆ ที่เด็กสามารถคิดท่าทางประกอบขึ้นเอง ได้ ซึ่งพฤติกรรมที่เด็กได้แสดงออกนี้ เป็นการพัฒนาการทางด้านร่างกายทั้งสิ้น จากการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ โดยใช้หนังสือนิทานคำคล้องจองประกอบภาพ สำหรับเด็กปฐมวัย จึงสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพิ่มเติมโดยใช้หนังสือคำคล้องจองประกอบภาพ สามารถทำให้เด็ก มีพัฒนาการทางด้านร่างกายได้เหมาะสมตามวัย ส่งผลให้เด็กมีความพร้อมทางด้านร่างกายได้อย่างสมบูรณ์ 2. การพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เด็กเล็ก ๆ นั้นชอบดูสิ่งของที่อยู่รอบ ๆตัว ชอบของที่มี สีสันสดใส ชอบสัตว์และสิ่งที่เคลื่อนไหวได้ เมื่อมีผู้เขียนภาพ และสิ่งของเหล่านั้นขึ้นมา ก็ชอบดูภาพ ฉะนั้น หนังสือเด็กจึงต้องมีภาพประกอบด้วยเสมอ หนังสือเด็กเปรียบเสมือนเครื่องเล่นชนิดหนึ่งของเด็ก เด็กหยิบจับเปิดดู และบางครั้งก็ถือว่าเป็นเจ้าของเช่นเดียวกับเล่นตุ๊กตา แต่หนังสือเด็กก็คือสื่อการเรียนอย่างหนึ่งด้วย เพราะหนังสือ เด็กให้อะไรหลายอย่างต่อเด็ก เช่น ความเพลิดเพลิน ความรู้ และเป็นเพื่อแก้เหงา การจัดกิจกรรมเสริม ประสบการณ์โดยใช้หนังสือคำคล้องจองประกอบภาพเพิ่มเติมในการจัดกิจกรรม ทำให้เด็กมีพัฒนาการทางด้าน อารมณ์ – จิตใจ ที่สมบูรณ์เด็กจะมีความมั่นใจในตนเอง รู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง และหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย


๑๔ รู้จักเลือกเล่น เลือกทำงานที่ตนชอบและสนใจ รู้จักชื่นชมความสามารถของตนเองและผู้อื่น กล้าแสดงออกกล้า ตัดสินใจ และยอมรับผลที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกพื้นฐานการเป็นผู้นำ ผู้ตามได้อีกด้วย 3. การพัฒนาด้านสังคม กล่าวถึงพัฒนาการด้านอารมณ์และสังคมของเด็กก่อนประถมศึกษาว่า เด็กเริ่มรู้จักเล่นกันเพื่อน เด็กชายยังคงชอบเล่นด้วยกัน แต่มักจะทะเลาะกันง่าย เด็กมีความต้องการอิสระ ไวต่อ กฎเกณฑ์ข้อบังคับ ที่สังคมวางไว้ อารมณ์อิจฉาริษยา จัดเป็นอารมณ์ที่พบบ่อยในวัยนี้ ฉะนั้นต้องฝึกให้เด็กอดทน มีระเบียบ มีวินัย มีเหตุผล ไม่เอาแต่ใจตนเอง จะเบิกบานโดยการจัดกิจกรรมและสภาพแวดล้อมให้น่าอยู่ เป็น กันเองกับเด็ก เล่นเกมที่มีกฎเกณฑ์กติกา ง่าย ๆ สอนให้รู้จักให้อภัย รู้จักให้ รู้จักรับ การเป็นผู้นำผู้ตาม ตลอดจน เคารพสิทธิของผู้อื่น สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เด็กอยู่ร่วมกับสังคมและผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง จากแนวคิดดังกล่าวจึงสรุปได้ ว่า การจัดกิจกรรมในแต่ละกิจกรรมต้องฝึกให้เด็กได้ปฏิบัติด้วยตนเอง ต้องฝึกให้เด็กไดรู้จักปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ง่าย ๆ และสามารถช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมรอบตัว จะให้เด็กพัฒนาการด้านสังคมที่เป็นพื้นฐานได้ การจัดกิจกรรมโดย การใช้หนังสือคำคล้องจองประกอบภาพจะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการด้านสังคมได้เร็วยิ่งขึ้น เพราะเด็กได้มองเห็นภาพ สิ่งต่าง ๆ รอบตัว และการปฏิบัติตนของคนในสังคม นอกจากนี้เนื้อหาสาระของคำคล้องจองในแต่ละหน่วยจะทำให้ เด็กเรียนรู้ได้เร็วขึ้น 4. พัฒนาการด้านสติปัญญา จากเอกสารที่เกี่ยวข้องพอสรุปได้ว่า การใช้หนังสือคำคล้องจอง ประกอบภาพเพื่อเพิ่มเติมในการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์นั้น ทำให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาได้อย่าง รวดเร็วและไม่ลืม โดยผู้สอนได้สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนแล้วพบว่า เด็กฟังแล้วสามารถปฏิบัติตามคำสั่งได้ เล่า เรื่องที่พบได้ อ่านภาพจากหนังสือได้ ชี้บอกสีได้ รู้จักสังเกต และฟังด้วยตนเอง เล่าเรื่องและเลานิทานตาม จินตนาการได้ และยังสามารถเคลื่อนไหวท่าทางตามความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการได้ ดังนั้นหนังสือคำคล้อง จองประกอบภาพจึงเป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาการทางด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยได้อย่างดียิ่ง ข้อเสนอแนะ ในการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ให้กับเด็กนักเรียนระดับปฐมวัยนั้น ผู้จัดทำมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1. สื่อเป็นปัจจัยที่สำคัญอ่างหนึ่งต่อพัฒนาการของเด็ก ครูจะต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ และ ถือเป็นหน้าที่ในวิชาชีพที่จะต้องประดิษฐ์คิดค้น หรือพัฒนาให้เป็นปัจจุบันและทันสมัยสามารถนำไปใช้กับแผนการ จัดช่วงระยะเวลาหน่วยประสบการณ์และสภาพได้อย่างกลมกลืน เหมาะสม 2. สื่อจะต้องกระตุ้น เร้าใจ ให้เด็กอยากเข้าร่วมกิจกรรมอยู่ตลอดเวลา สามารถสร้างจินตนาการ ให้เด็กได้ และจะต้องส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กในทุก ๆ ด้าน 3. สื่อมีบทบาทเป็นอย่างมากที่จะส่งผลต่อเจตคติและพฤติกรรมของเด็ก ดังนั้นในการสร้างสื่อ หรือการนำสื่อมาใช้ประกอบการจัดประสบการณ์จะต้องสัมพันธ์กับวัยของเด็กด้วย 4. กิจกรรมเสริมประสบการณ์ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมในเชิงวิชาการ ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่เกี่ยวพันธ์ กับการดำรงชีวิตประจำวัน และเป็นการวางพื้นฐานประสบการณ์ให้เด็กในอนาคต ครูจะต้องหมั่นศึกษาหาความรู้อยู่ ตลอดเวลาเพื่อถ่ายทอดวิชาการที่ถูกต้อง 5.หนังสือนิทาน คำคล้องจองประกอบภาพ เป็นสื่อที่สร้างขึ้นเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในกิจกรรม วงกลมเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ครูผู้สอนอาจจะนำกิจกรรมอื่น เช่น การเล่นเกม การเล่นปริศนาคำทาย การเล่า นิทาน การเล่นบทบาทสมมุติ มาช่วยเสริมอีกก็ได้ เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ระยะที่ 1 เริ่มต้นโครงงาน เด็กจะร่วมกันคิดเรื่องที่สนใจจากหน่วยการเรียนรู้ประจำสัปดาห์(กำหนด หัวข้อการทำโครงงาน)


๑๕ ระยะที่ 2 ระยะวางแผนโครงงาน เป็นช่วงเวลาที่กำหนดจุดประสงค์ว่าต้องการเรียนรู้อะไร กำหนด ขอบเขตเนื้อหา ระยะเวลาและวิธีการศึกษา ระยะที่ 3 การดำเนินโครงงานตามที่กำหนดไว้ ที่เน้นทักษะการพูด แสดงท่าทาง จัดเป็นหัวใจของการ สอนแบบไฮสโคป เพราะเด็กจะได้รับข้อมูลใหม่จากประสบการณ์ตรงหรือเป็นแหล่งข้อมูลพื้นฐานเพราะเด็กได้ สนทนา พูดคุยกับบุคคล และสืบค้นจากแหล่งเรียนรู้ขณะเดียวกันเด็กสามารถค้นความรู้จากแหล่งข้อมูล (Secondary Sources) เช่น ฟังนิทาน การดูวีดีทัศน์การอ่านหนังสือแหล่งการเรียนรู้เป็นต้น ระยะที่ 4 สรุปโครงงาน ครูและเด็กร่วมวางแผนสรุปกิจกรรม เป็นขั้นตอนการประเมินกิจกรรม ทบทวนการปฏิบัติและวางแผนกิจกรรมใหม่ วิธีการสรุปกิจกรรมอาจจะให้เด็กนำเสนอ หรือสาธิตขั้นตอนวิธีทำ กิจกรรม หน้าชั้นเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในชั้นเรียน ขั้นตอนการทำโครงงาน ชื่อโครงงาน การพัฒนาส่งเสริมทักษะด้านภาษา การสื่อสารสำหรับเด็กปฐมวัย โดยใช้คำคล้องจอง ผู้ทำโครงงาน นักเรียนชั้นอนุบาล ๒ โรงเรียนวัดสว่างอารมณ์จำนวน 31 คน ครูที่ปรึกษา นางกอบแก้ว เชิดชู บทคัดย่อ การจัดกิจกรรมการพัฒนาส่งเสริมทักษะด้านภาษา การสื่อสารสำหรับเด็กปฐมวัย โดยใช้คำคล้องจองมี วัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กปฐมวัย ได้รู้วิธีการพูดการออกเสียงที่ถูกต้อง การแสดงท่าทางต่างๆตามอารมณ์ที่อยาก ถ่ายทอดออกมา กิตติกรรมประกาศ ขอขอบคุณ คุณครู ผู้ปกครอง ผู้รู้ทุกท่าน ที่ให้ข้อมูลความรู้แก่เด็ก ๆ ที่มาและความสำคัญของโครงงาน ในการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย ต้องใช้สื่อและกิจกรรมเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้และได้รับ ประสบการณ์ตรง วันหนึ่งในช่วงเวลาการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน เด็กจดจำคำพูดและความหมาย รวมถึงท่าทาง ประกอบขงครองด้วย เด็กชายภาคิม ถามว่า คุณครูครับไก่ร้องยังไงครับ เด็กชายวายุ ก็ตอบว่าไก่ที่บ้านร้อง กระต๊ากๆ เด็กหญิงปรีชญา ตอบว่า ไม่ใช่ไก่ร้องเจี๊ยบๆ ครูจึงชักชวนให้เด็กมาฟังนิทาน เพื่อที่จะให้เด็กๆเข้าใจ ความหมายมากขึ้น สิ่งที่นักเรียนได้รับในส่วนของกิจกรรมนี้เป็นการพัฒนาการของเด็ก ๔ ด้าน ดังนี้ ๑.พัฒนาการด้านร่างกาย เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายตามชื่อสิ่งของต่างๆ ๒.พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เด็กๆ รู้จักการปรับตัวเข้าหาเพื่อน และแสดงท่าทางที่เหมาะสม ๓.พัฒนาการด้านสังคม เด็กๆ รู้จักแบ่งปัน รู้จักรอคอย ในการอ่านหนังสือนิทาน 4.พัฒนาการด้านสติปัญญา เด็กๆ ได้อ่านคำคล้องจองตามครูและเกิดคำถามใหม่ๆ และตอบคำถามได้เป็น อย่างดี 4. ผลการดำเนินการ/ผลสัมฤทธิ์/ประโยชน์ที่ได้รับ ผลการปฏิบัติงานส่งผลต่อการพัฒนาความเปลี่ยนแปลง 1.ผู้เรียน - นักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ของโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ร้อยละ 90 ได้ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้แบบ ไฮสโคป


๑๖ - นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงฝึกทักษะการคิด พูด อ่าน เขียน ทำให้มีพัฒนาการทั้ง 4 ด้านตรงตาม หลักสูตรปฐมวัย - นักเรียนเกิดกระบวนการรอคอย การสื่อสาร การแสดงออก อย่างเป็นระบบเพิ่มขึ้นร้อยละ 90 - นักเรียนฟังนิทานและฝึกพูดคำคล้องจองด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลินลดความตึงเครียดใน กระบวนการเรียนรู้เรียนรู้ได้อย่างมีความสุข เพิ่มขึ้น ร้อยละ 90 2.ครูผู้สอน ครูผู้สอนร้อยละ 95 ได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีความรู้ความเข้าใจ และ ตระหนักในการพัฒนาคุณภาพนักเรียน ตามมาตรฐานและพัฒนาตนเองสู่ครูมืออาชีพ 3.โรงเรียน โรงเรียนมีเด็กปฐมวัยและบุคลากรที่มีคุณภาพและสร้างชื่อเสียงจากการเผยแพร่โครงงานระดับปฐมวัย ทำ ให้โรงเรียนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของครูโรงเรียนต่าง ๆ และชุมชนเพิ่มขึ้น ได้รับความไว้วางใจในการส่งบุตรหลานมา เข้าเรียน 4.พ่อแม่ ผู้ปกครอง พ่อแม่ ผู้ปกครองให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการจัดการเรียนการสอนและนำไปต่อยอดที่บ้าน 5.ชุมชน ชุมชนมีความมั่นใจต่อการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ชุมชนมีความภาคภูมิใจ ศรัทธาต่อโรงเรียน และร่วมกันพัฒนาโรงเรียนมากขึ้น 5. ปัจจัยที่ทาให้วิธีการประสบผลสำเร็จ 1. นักเรียนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการร่วมกิจกรรมเกิดความสนุกสนานในการทำกิจกรรม 2. ผู้บริหาร คณะครู ผู้ปกครองให้ความร่วมมือพร้อมทั้งสนับสนุนเป็นอย่างดีใน การจัดกิจกรรมทั้ง ด้าน งบประมาณและให้ขวัญกาลังใจเป็นอย่างดี 3. การวางแผนล่วงหน้าเป็นไปตามระบบทำให้ดำเนินการบรรลุตามวัตถุประสงค์ 4. ใช้กระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ 5. เด็กมีความสนใจและกระตือรือร้นในการทำกิจกรรม 6. บทเรียนที่ได้รับ (Lesson Learned) ข้อเสนอแนะทั่วไป 6.1 จากผลการสอนแบบไฮสโคปพบว่า นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ ๒ สามารถพัฒนาทักษะ กระบวนการทางการคิด พูด อ่าน เขียน และการสื่อสารได้เป็นอย่างดี โดยสังเกตจากพฤติกรรมการตอบสนองของ เด็กหลังการทำกิจกรรม ดังนั้นครูผู้สอนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ควรจัดกิจกรรมให้มีความ หลากหลายเพื่อตอบสนองความสนใจของเด็ก 6.2 บทบาทที่สำคัญของครูช่วยให้ทักษะกระบวนการคิดเกิดขึ้นกับเด็กได้ ครูควรกระตุ้นให้เด็ก ลองทำในสิ่งใหม่ๆ ด้วยวิธีใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยใช้เทคนิคการใช้คำถามอย่างเปิดกว้างให้เด็กได้คิดอย่างอิสระเพื่อ แสวงหาคำตอบที่ต้องการ 6.3 ครูผู้สอนควรมีการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนให้เด็กทำกิจกรรม โดยศึกษารายละเอียดของแนว ทางการจัดประสบการณ์ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมแบบเพื่อสร้างความมั่นใจในการจัดกิจกรรม 6.4 อธิบายและทำข้อตกลง หรือทำความเข้าใจกับเด็กเกี่ยวกับการทำกิจกรรม 6.5 ในขณะที่เด็กทำกิจกรรมอยู่นั้น ครูควรดูแล เอาใจใส่ ให้คำแนะนำและให้กำลังใจเด็กอยู่เสมอ 6.6 จัดแสดงผลงานเด็กทุกคน เด็กจะเกิดการสังเกตและมีความภูมิใจในผลงานของตนเอง 6.7 ครูอาจสร้างรูปแบบการจัดกิจกรรม เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการแก้ปัญหา การลงมือทำ นำมาจัดในมุมบทบาทสมมุติเพื่อเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้


๑๗ 7. การเผยแพร่/การได้รับการยอมรับ/รางวัลที่รับ การเผยแพร่ 7.1 นำไปเผยแพร่ทั้งในและนอกโรงเรียน ดังนี้ 7. ครูได้ใช้หนังสือนิทานที่จัดทำขึ้น เผยแพร่ไปยังครูผู้สอนโรงเรียนอื่น และเผยแพร่ใน อินเตอร์เน็ต เช่น facebook ชื่อ กอบแก้ว เชิดชู และช่องยูทูป N’Maion Ariganta ปีการศึกษา2565 7.3 การได้รับการยอมรับ 1. เพื่อนครูจากโรงเรียนอื่นๆได้ขอคำแนะนำและวิธีการจัดกิจกรรมแบบโครงงานเพื่อ นำไปปรับใช้ในโรงเรียน ให้กับนักเรียนเพื่อนำไปจัดการเรียนการสอน


ภาคผนวก ภาพกิจกรรม การพัฒนาส่งเสริมทักษะด้านภาษา การสื่อสารสำหรับเด็กปฐมวัย โดยใช้คำคล้องจอง


มีเผยแพร่การจัดกิจกรรม ผ่านทางยูทูป


มีการใช้สื่อการสอนที่หลากหลาย และเด็กๆมีส่วนร่วมในการเล่านิทาน


มีการใช้สื่อการสอนที่หลากหลาย และเด็กๆมีส่วนร่วมในการเล่านิทาน


มีการใช้สื่อการสอนที่หลากหลาย และเด็กๆมีส่วนร่วมในการเล่านิทาน


ผู้ปกครองช่วยฝึกและพัฒนาการใช้ภาษาผ่านการเล่านิทาน


แบบประเมินผู้เรียนที่มีทักษะภาษา การสื่อสาร หลังทำกิจกรรม ที่ ชื่อ สกุล มีความ เข้าใจ ๑๐ มีมารยาท การฟังและ พูด ๑๐ สื่อสารได้ถูกต้อง มีพัฒนาการ สังคม ๑๐ ใช้ภาษา เหมาะสม ตามวัย ๑๐ นำไปใช้ ประโยชน์ ได้ ๑๐ % 1 ด.ช. โสพล กระเบื้องกลาง 2 ด.ช. ชัยยศ ยอดปา 3 ด.ช รัฐธรรมนูญ สิทธิชาติ 4 ด.ช.กิตติชัย วงค์ภักดี 5 ด.ช.ภาคิม เจริญ 6 ด.ช.วายุ กุละคำแสง 7 ด.ช.จักรพันธ์ บุญสีสุข 8 ด.ช.ธีรพัฒน์ ยาวัน 9 ด.ชจีรพัฒน์ จันทร์นนท์ 10 ด.ชศุภกิตติ์ ซุ้นไล้ 11 ด.ช.ซาบีร อิศรศักดิ์ 12 ด.ช. วีรภัทร จุลอุณห์ 13 ด.ญ. ไปรยา เวียงไกร 14 ด.ญ. อภิญญา บุราณรมย์ 15 ด.ญ.สุภัสสรา สมดอกแก้ว 16 ด.ญ. พรกนก ทองเกตุ 17 ด.ญ. ภิญญาพัชญ์ สิทธิ 18 ด.ญ จรรยาพร สุจริต ๑๙ ด.ญ. บุญยพร โนเวียง ๒๐ ด.ญ.วิชานีย์ ปาลกวงษ์ ณ อยุธยา ๒๑ ด.ญ.สิธาวีร์ ชาญตะกั่ว ๒๒ ด.ญ.ปพิชญ์ชฎาพร สดใส ๒๓ ด.ญ.จิรัชญา พรมสิงห์ ๒๔ ด.ญ.ณัฐธิดา กล่อมน้อย ๒๕ ด.ญ.ณํฐฐานันทกร ชอบมาก ๒๖ ด.ญ.ไอรดา วงษ์สลาม ๒๗ ด.ญ.ทิพารมย์ มิตรทอง ๒๘ ด.ญ.ธนพร สังข์สุวรรณ ๒๙ ด.ญ. ปรีชญา พันธ์แพง ๓๐ ด.ช.อิทธิมนต์ สมจันทร์ ๓๑ ด.ช.ศรวัลย์ อรัญมาลา คิดเป็นร้อยละ


ภาคผนวก ก. แบบประเมิน


แบบประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย เลขที่ ชื่อ - สกุล วาดภาพ เสร็จตาม เวลาที่ กำหนด ระบายภาพ ถูกต้องตาม ลายเส้น) ทำงานอย่าง กระฉับกระเฉง ใช้กล้ามเนื้อ มือทำงาน อย่าง คล่องแคล่ว วาดภาพ เสร็จตาม เวลาที่ กำหนด หมายเหตุ ✓ ผ X มผ. 1 ด.ช. โสพล กระเบื้องกลาง 2 ด.ช. ชัยยศ ยอดปา 3 ด.ช รัฐธรรมนูญ สิทธิชาติ 4 ด.ช.กิตติชัย วงค์ภักดี 5 ด.ช.ภาคิม เจริญ 6 ด.ช.วายุ กุละคำแสง 7 ด.ช.จักรพันธ์ บุญสีสุข 8 ด.ช.ธีรพัฒน์ ยาวัน 9 ด.ชจีรพัฒน์ จันทร์นนท์ 10 ด.ชศุภกิตติ์ ซุ้นไล้ 11 ด.ช.ซาบีร อิศรศักดิ์ 12 ด.ช. วีรภัทร จุลอุณห์ 13 ด.ญ. ไปรยา เวียงไกร 14 ด.ญ. อภิญญา บุราณรมย์ 15 ด.ญ.สุภัสสรา สมดอกแก้ว 16 ด.ญ. พรกนก ทองเกตุ 17 ด.ญ. ภิญญาพัชญ์ สิทธิ 18 ด.ญ จรรยาพร สุจริต ๑๙ ด.ญ. บุญยพร โนเวียง ๒๐ ด.ญ.วิชานีย์ ปาลกวงษ์ ณ อยุธยา ๒๑ ด.ญ.สิธาวีร์ ชาญตะกั่ว ๒๒ ด.ญ.ปพิชญ์ชฎาพร สดใส ๒๓ ด.ญ.จิรัชญา พรมสิงห์ ๒๔ ด.ญ.ณัฐธิดา กล่อมน้อย ๒๕ ด.ญ.ณํฐฐานันทกร ชอบมาก ๒๖ ด.ญ.ไอรดา วงษ์สลาม ๒๗ ด.ญ.ทิพารมย์ มิตรทอง ๒๘ ด.ญ.ธนพร สังข์สุวรรณ ๒๙ ด.ญ. ปรีชญา พันธ์แพง ๓๐ ด.ช.อิทธิมนต์ สมจันทร์ ๓๑ ด.ช.ศรวัลย์ อรัญมาลา ลงชื่อ……………………………………….(ผู้ประเมิน)


แบบประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เลขที่ ชื่อ - สกุล ร่าเริงแจ่มใส ทำงาน ร่วมกับเพื่อน ได้ ร่วม กิจกรรมได้ อย่าง สนุกสนาน ยอมรับ ความคิดเห็น ของผู้อื่น หมายเหตุ ✓ ผ X มผ. 1 ด.ช. โสพล กระเบื้องกลาง 2 ด.ช. ชัยยศ ยอดปา 3 ด.ช รัฐธรรมนูญ สิทธิชาติ 4 ด.ช.กิตติชัย วงค์ภักดี 5 ด.ช.ภาคิม เจริญ 6 ด.ช.วายุ กุละคำแสง 7 ด.ช.จักรพันธ์ บุญสีสุข 8 ด.ช.ธีรพัฒน์ ยาวัน 9 ด.ชจีรพัฒน์ จันทร์นนท์ 10 ด.ชศุภกิตติ์ ซุ้นไล้ 11 ด.ช.ซาบีร อิศรศักดิ์ 12 ด.ช. วีรภัทร จุลอุณห์ 13 ด.ญ. ไปรยา เวียงไกร 14 ด.ญ. อภิญญา บุราณรมย์ 15 ด.ญ.สุภัสสรา สมดอกแก้ว 16 ด.ญ. พรกนก ทองเกตุ 17 ด.ญ. ภิญญาพัชญ์ สิทธิ 18 ด.ญ จรรยาพร สุจริต ๑๙ ด.ญ. บุญยพร โนเวียง ๒๐ ด.ญ.วิชานีย์ ปาลกวงษ์ ณ อยุธยา ๒๑ ด.ญ.สิธาวีร์ ชาญตะกั่ว ๒๒ ด.ญ.ปพิชญ์ชฎาพร สดใส ๒๓ ด.ญ.จิรัชญา พรมสิงห์ ๒๔ ด.ญ.ณัฐธิดา กล่อมน้อย ๒๕ ด.ญ.ณํฐฐานันทกร ชอบมาก ๒๖ ด.ญ.ไอรดา วงษ์สลาม ๒๗ ด.ญ.ทิพารมย์ มิตรทอง ๒๘ ด.ญ.ธนพร สังข์สุวรรณ ๒๙ ด.ญ. ปรีชญา พันธ์แพง ๓๐ ด.ช.อิทธิมนต์ สมจันทร์ ๓๑ ด.ช.ศรวัลย์ อรัญมาลา ลงชื่อ……………………………………….(ผู้ประเมิน)


แบบประเมินพัฒนาการด้านสังคม เลขที่ ชื่อ - สกุล ทำงาน ร่วมกับเพื่อน ได้ การรอ คอยการ ทำงาน เคารพปฏิบัติ ตามกฎของ กลุ่ม ยอมรับ ข้อ คิดเห็นของ ผู้อื่น หมายเหตุ ✓ ผ X มผ. 1 ด.ช. โสพล กระเบื้องกลาง 2 ด.ช. ชัยยศ ยอดปา 3 ด.ช รัฐธรรมนูญ สิทธิชาติ 4 ด.ช.กิตติชัย วงค์ภักดี 5 ด.ช.ภาคิม เจริญ 6 ด.ช.วายุ กุละคำแสง 7 ด.ช.จักรพันธ์ บุญสีสุข 8 ด.ช.ธีรพัฒน์ ยาวัน 9 ด.ชจีรพัฒน์ จันทร์นนท์ 10 ด.ชศุภกิตติ์ ซุ้นไล้ 11 ด.ช.ซาบีร อิศรศักดิ์ 12 ด.ช. วีรภัทร จุลอุณห์ 13 ด.ญ. ไปรยา เวียงไกร 14 ด.ญ. อภิญญา บุราณรมย์ 15 ด.ญ.สุภัสสรา สมดอกแก้ว 16 ด.ญ. พรกนก ทองเกตุ 17 ด.ญ. ภิญญาพัชญ์ สิทธิ 18 ด.ญ จรรยาพร สุจริต ๑๙ ด.ญ. บุญยพร โนเวียง ๒๐ ด.ญ.วิชานีย์ ปาลกวงษ์ ณ อยุธยา ๒๑ ด.ญ.สิธาวีร์ ชาญตะกั่ว ๒๒ ด.ญ.ปพิชญ์ชฎาพร สดใส ๒๓ ด.ญ.จิรัชญา พรมสิงห์ ๒๔ ด.ญ.ณัฐธิดา กล่อมน้อย ๒๕ ด.ญ.ณํฐฐานันทกร ชอบมาก ๒๖ ด.ญ.ไอรดา วงษ์สลาม ๒๗ ด.ญ.ทิพารมย์ มิตรทอง ๒๘ ด.ญ.ธนพร สังข์สุวรรณ ๒๙ ด.ญ. ปรีชญา พันธ์แพง ๓๐ ด.ช.อิทธิมนต์ สมจันทร์ ๓๑ ด.ช.ศรวัลย์ อรัญมาลา ลงชื่อ……………………………………….(ผู้ประเมิน)


แบบประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา เลขที่ ชื่อ - สกุล การสนทนา ในภาพ หนังสือนิทาน การ ซักถาม เนื้อเรื่องใน นิทาน การตอบ คำถาม เนื้อเรื่องใน นิทาน การแสดง ความคิดเห็น เนื้อเรื่องใน หมายเหตุ ✓ ผ X มผ. 1 ด.ช. โสพล กระเบื้องกลาง 2 ด.ช. ชัยยศ ยอดปา 3 ด.ช รัฐธรรมนูญ สิทธิชาติ 4 ด.ช.กิตติชัย วงค์ภักดี 5 ด.ช.ภาคิม เจริญ 6 ด.ช.วายุ กุละคำแสง 7 ด.ช.จักรพันธ์ บุญสีสุข 8 ด.ช.ธีรพัฒน์ ยาวัน 9 ด.ชจีรพัฒน์ จันทร์นนท์ 10 ด.ชศุภกิตติ์ ซุ้นไล้ 11 ด.ช.ซาบีร อิศรศักดิ์ 12 ด.ช. วีรภัทร จุลอุณห์ 13 ด.ญ. ไปรยา เวียงไกร 14 ด.ญ. อภิญญา บุราณรมย์ 15 ด.ญ.สุภัสสรา สมดอกแก้ว 16 ด.ญ. พรกนก ทองเกตุ 17 ด.ญ. ภิญญาพัชญ์ สิทธิ 18 ด.ญ จรรยาพร สุจริต ๑๙ ด.ญ. บุญยพร โนเวียง ๒๐ ด.ญ.วิชานีย์ ปาลกวงษ์ ณ อยุธยา ๒๑ ด.ญ.สิธาวีร์ ชาญตะกั่ว ๒๒ ด.ญ.ปพิชญ์ชฎาพร สดใส ๒๓ ด.ญ.จิรัชญา พรมสิงห์ ๒๔ ด.ญ.ณัฐธิดา กล่อมน้อย ๒๕ ด.ญ.ณํฐฐานันทกร ชอบมาก ๒๖ ด.ญ.ไอรดา วงษ์สลาม ๒๗ ด.ญ.ทิพารมย์ มิตรทอง ๒๘ ด.ญ.ธนพร สังข์สุวรรณ ๒๙ ด.ญ. ปรีชญา พันธ์แพง ๓๐ ด.ช.อิทธิมนต์ สมจันทร์ ๓๑ ด.ช.ศรวัลย์ อรัญมาลา ลงชื่อ……………………………………….(ผู้ประเมิน)


Click to View FlipBook Version