The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดลำพูน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by น้ำ โซแซด, 2023-02-14 23:02:48

แหล่งท่องเที่ยว (2)

แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดลำพูน

Keywords: แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดลำพูน

แหล่งท่องเที่ยว จัง จั หวัด วั ลำ พูน


คำ นำ วิช วิ าประวัติ วั ติ ของพระแม่จามมเทวี จัดทำ ขึ้นเพื่อ เป็นส่วนหนึ่งของวิช วิ า การศึกษาวิช วิ าหนังสืออิ เล็กเทร์นิก เพื่อให้ได้ความรู้ในเรื่อ รื่ งราวของพระ แม่จามมเทวี โดยได้ศึกษาผ่านแหล่งความรู้ ต่างๆ อาทิเช่น ตำ ราหนังสือ หนังสือพิมพ์วรา สารห้องสมุดและแหล่งความรู้จากเว็ปว็ ไซต์ต่างๆ โดยรายงานเล่มนี้ต้องมีเนื้อหาเกี่ยวกับความ หมายของววรณกรรม ประเภทของวรรณกรรม และ วามสำ คัญของวรรณกรรมต่อวัฒ วั นธรรม ไทย ผู้จัดทำ คาดหวัง วั เป็นอย่างยิ่งว่า ว่ การจัด ทำ เอกสารฉบับนี้ จะมีข้อมูลที่เป็น ประโยชน์ต่อผู้สนใจศึกษาหนังสืออิเล็กเทอร์นิก เป็นอย่างดี ด.ญรุ่งทิวา แก้วแดง


สารบัญ .ประวัติความเป็นมา จังหวัดลำ พูน1. .ยุคก่อนประวัติศาสตร์2. .จามเทวี แม่เมือง-มิ่ง เมือง4. .ยุคก่อนประวัติ วั ติ ศาสตร์6. .ยุคหริคุ ริ คุ ณไชย หริคุ ริ คุ ณไชยปฐมอารยนคร แหล่งล้านนา8. .ลงครามลามนครลู่ลายสัมพันธ์ มอญหงลาวดี9. 1ลวาธิสิทธิ์กาัติย์ผู้ ทรงธรรม10.. .อรุณรุ่งแห่งพุทธ ประทีป11.


สารบัญ .จามเทวี-วี แม่เมือง-มิ่ง เมือง12. ยุคล้านนา13. .ยุคหินรัตนโกสินทร์14. .การเดินทางไปกู่ช้างกู่ม้า23.


จังหวัดวัลำ พูน เดิมชื่อเมืองหริภุริภุญไชย เป็นเมืองโบราณ มีอายุประมาณ 1,343 ปี ตาม พงศาวดารโยนกเล่าสืบต่อกันถึงการสร้างเมืองหริภุริภุญไชย โดยฤาษีวาสุเทพ เป็นผู้เกณฑ์ พวกเม็งคบุตร หรือรืชนเชื้อชาติมอญมาสร้างเมืองนี้ขึ้น ในพื้นที่ระหว่าว่งแม่น้ำ สองสาย คือ แม่น้ำ กวง และแม่น้ำ ปิง เมื่อมาสร้างเสร็จได้ส่งทูตไปเชิญ ราชธิดากษัตริย์ริย์เมืองละโว้ พระนาม “จามเทวี”วีมาเป็นปฐมกษัตริย์ริย์ปกครองเมืองหริภุริภุญไชย สืบราชวงศ์กษัตริย์ริย์ ต่อมาหลายพระองค์ จนกระทั่งถึงสมัยพระยายีบาจึงได้เสียการปกครองให้แก่พ่อขุนเม็ง รายมหาราช ผู้รวบรวม แว่นว่แคว้นว้ทางเหนือเข้าเป็นอาณาจักรล้านนา เมืองลำ พูน ถึง แม้ว่าว่จะตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรล้านนา แต่ก็ได้เป็นผู้ถ่ายทอดมรดก ทางศิลปและวัฒวันธรรมให้แก่ผู้ที่เข้ามาปกครอง ดังปรากฏหลักฐานทั่วไปในเวียวีงกุมกาม เชียงใหม่และเชียงราย เมืองลำ พูนจึงยังคงความสำ คัญในทางศิลปะและวัฒวันธรรมของ อาณาจักรล้านนา จนกระทั่งสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมืองลำ พูนจึงได้เข้ามา อยู่ในราชอาณาจักรไทย มีผู้ครองนครสืบต่อกันมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมา ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เมื่อเจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้าย คือ พลตรีเรีจ้าจักรคำ ขจรศักดิ์ ถึงแก่พิราลัย เมืองลำ พูนจึงเปลี่ยนเป็นจังหวัดวัมีผู้ว่าว่ราชการ จังหวัดวัเป็นผู้ปกครอง สืบมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ประวัติความเป็นมาจังหวัดลำ พูน 1


ยุคก่อนประวัติวั ติศาสตร์” นครในตำ นานถึงบ้านวังวัไฮก่อนที่จะเป็นเมืองลำ พูนหรือรือาณาจักรหริ ภุญไชย ในอดีตดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำ ปิง แม่น้ำ กวงผืนนี้ เคยมีชื่อว่าว่ “สมัน ตรประเทศ” มาก่อน เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงหลังพุทธกาลเล็กน้อยหรือรืราว ๒,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา ว่าว่ด้วยเรื่อรื่งราวของนักพรตฤษีที่เดินทางไกลมาจากชมพู ทวีปวีสู่สุวรรณภูมิ ได้เข้ามาเผยแผ่ศาสนาพราหมณ์ ต่อมาได้ผสมเผ่าพันธุ์กับ คนพื้นเมือง ก่อกำ เนิดชุมชนกลุ่มแรกกลายเป็นบรรพบุรุษของ ชาว“ลัวะ”เม็ง” (มอญ) ณ ริมริฝั่งแม่ระมิงค์ (แม่น้ำ ปิง)หลักฐานที่รองรับ ยืนยันถึงการมีอยู่จริงริของมนุษย์ยุคก่อนอาณาจักรหริภุริภุญไชย ได้แก่ โครง กระดูกที่ขุดพบ ณ บ้านวังวัไฮ ต.เวียวีงยอง อ.เมือง จ.ลำ พูน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ซึ่งนักโบราณคดีได้ทำ การศึกษาพบว่าว่มีอายุระหว่าว่ง ๒,๘๐๐ - ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว จัดเป็นมนุษย์ในยุคก่อนประวติศาสตร์ตอนปลายที่รู้จัก ประเพณีฝังศพด้วยการอุทิศสิ่งของให้ผู้ตายไว้ใว้ช้ในปรโลก รู้จักทำ เกษตรกรรม และตั้งหลักแหล่งไม่เร่ร่อน มีการติดต่อกับภายนอกทั้งซีกโลก ตะวันวัตกคือกลุ่มของพ่อค้าอินโด-โรมัน เห็นได้จากการพบลูกปัด สร้อยกำ ไล ในหลุดศพทำ ด้วยหินควอทซ์ และซีกโลกตะวันวัออก คืนกลุ่มของอารยธรรม ดองซอน กวางสี แถบเวียวีดนามเหนือและจีนใต้ ซึ่งได้นำ เอาเครื่อรื่งประดับที่ ทำ ด้วยสำ ริดริมาแลกเปลี่ยนค้าขาย ชนกลุ่มนี้ต่อมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ประชากรในแคว้นว้หริภุริภุญไชยอีก ๑,๐๐๐ ปีต่อมา 2


กำเนิดมนุษย์ถ้ำ สู่สัญลักษณ์ภาพเขียนสี เมืองลำ พูนมีสภาพภูมิศาสตร์สองลักษณะ กล่าว อบริเริวณอำ เภอเมือง บ้านธิ ป่าซาง และเวียวีงหนองส่อง เป็นเขตที่ราบลุ่มริมริน้ำ ประเภท “ดินดำ น้ำ ชุ่ม” ส่วนอำ เภอแม่ทา ทุ่งหัวช้าง ลี้ และบ้านโฮ่ง เป็นเขตเทือกเขาสูงชัน โดย ากเป็นหินปูน ปู มีทำ เลที่ตั้งเหมาะแก่การตั้งหลักแหล่ง ที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคหินซึ่งต้อง ใช้เพิงผาถ้ำ ไม่ไกลจากแหล่งที่เป็นที่กำ บังกาย จากหลักฐานที่ค้นพบใหม่ล่าสุดในปี .ศ.๒๕๕๒ ณ ดอยแตฮ่อ ดอยผาผึ้ง ต.ป่าพูล อ.บ้านโฮ่ง และดอยผาแดง กับดอยนกยูง ศรีวิรีชัวิชัย อ.ลี้ รวมถึงการขูดขีดเพิงผาหินเป็นรูปรอยเท้าแบบ Rock Art ณ ด้านหลังวัดวั ดอยสารภี อ.แม่ทา ได้พบล่องรอยของมนุษย์ยุคหินกลางถึงยุคหินใหม่มีอายุราว ,๐๐๐-๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว คนกลุ่มนี้นับถือผี วิถีวิถีเร่ร่อนย้ายถิ่นฐานตามฤดูกาล บูชาอำ นาจ เหนือธรรมชาติที่มองไม่เห็น (Animism) สามารถผลิตเครื่อรื่งมือขวานหิน-ใบหอกเป็น าวุธ วุ ข้อสำ คัญรู้จักเขียนภาพบนผนังถ้ำ ด้วยสีแดง สีที่ใช้มีส่วนผสมของเลือดนกพิราบ ไข่ ขาว กาวยางหนังสัตว์หว์รือรืสามารถสื่อสัญลักษณ์ด้วยการใช้ขวานหินขูดขีดลวดลาย ภาพ ล่านี้สะท้อนถึงความเชื่อเรื่อรื่งการบูชารอยเท้า งานพิธีกรรมฝังศพ การตัดไม้ข่มนามก่อน การออกล่าสัตว์ ต่อมาเมื่อมนุษย์เริ่มริ่รู้จักใช้ไฟฟ้า ทำ ให้เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโริภคจาก นื้อดิบเป็นปรุงอาหารให้สุก มีการปั้นภาชนะดินเผาสำ หรับใส่กระบอกธนู หม้อกระดูก มี รตกแต่งขูดขีดผิวภาชนะเป็นรูปงูไขว้ ในที่สุดเริ่มริ่ตั้งแต่ยุคเร่ร่อน มีการเลือกผู้นำ เผ่าและ เข้าสู่ยุคสังคมเกษตร ราว ๓,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา 3


จามเทวี : แม่เมือง-มิ่งเมือง ภายหลังจากการล่มสลายของเมือง “สมันตรประเทศ” ด้วย การขาดผู้นำ ที่ทรงคุณธรรม กลุ่มนักพรตฤาษีผู้มีบทบาทในการสร้าง เมืองตั้งแต่เริ่มริ่แรก ได้กอบบ้านกู้เมืองขึ้นมาใหม่ในราวปี พ.ศ.๑๒๐๔ เฉลิมนามว่าว่ “หริภุริภุญไชยนคร” โดยได้อัญเชิญราชธิดาของพระเจ้ากรุง ละโว้ นามว่าว่ “พระนางจามเทวี”วี มาเป็นปฐมกษัตริย์ริย์ในปี พ.ศ.๑๒๐๖ พระนางทรงนำ เอาอารยธรรมชั้นสูงแบบทวารวดีขึ้นมาทางแม่น้ำ ปิงสู่ ดินแดนภาคเหนือของไทยเป็นครั้งแรกทรงรวบรวมชนพื้นเมืองกลุ่ม ต่างๆ เข้าด้วยกันภายใต้การปกครองแบบทศพิธราชธรรม ทรง ประกาศพระพุทธศาสนาให้เลื่องลือไกลด้วยการสร้างวัด วั วาอาราม กระจายทั่วดินแดน อีกทั้งยังทรงขยายอาณาเขตความเจริญริ ไปยังลุ่ม น้ำ ต่างๆ อาทิเมืองเขลางคนคร-อาลัมพางค์(ลำ ปาง) แห่งลุ่มน้ำ วัง วั เวีย วี งเถาะ เวีย วี งท่ากาน เวีย วี งมะโน เวีย วี งฮอด บั้นปลายพระชนม์ชีพทรง สละราชสมบัติให้แก่พระราชโอรสฝาแฝด “เจ้ามหันตยศ เจ้าอนันยศ” ให้ครองแควัน วั หริภุริภุญไชย-เขลางค์นครสืบมา ในขณะที่พระองค์ทรง ครองศีลอุบาสิกา คุณงามความดีที่ทรงกระทำ ไว้เ ว้ป็นที่ขจรขจายมีมาก เกินคณานับ จนได้รับฉายาว่าว่เป็น”พระแม่เมือง-พระมิ่งเมือง” ของชาว เมืองหริภุริภุญไชย 4


ประวัติวั ติความเป็นมาจังหวัดวัลำ พูน จังหวัดวัลำ พูน เดิมชื่อเมืองหริภุริภุญไชย เป็นเมืองโบราณ มีอายุประมาณ 1,343 ปี ตามพงศาวดารโยนกเล่าสืบต่อกันถึงการสร้างเมืองหริภุริภุญไชย โดยฤาษีวาสุเทพ เป็นผู้ เกณฑ์พวกเม็งคบุตร หรือรืชนเชื้อชาติมอญมาสร้างเมืองนี้ขึ้น ในพื้นที่ระหว่าว่งแม่น้ำ สองสาย คือ แม่น้ำ กวง และแม่น้ำ ปิง เมื่อมาสร้างเสร็จได้ส่งทูตไปเชิญ ราชธิดา กษัตริย์ริย์เมืองละโว้พว้ระนาม “จามเทวี”วีมาเป็นปฐมกษัตริย์ริย์ปกครองเมืองหริภุริภุญไชย สืบ ราชวงศ์กษัตริย์ริย์ต่อมาหลายพระองค์ จนกระทั่งถึงสมัยพระยายีบาจึงได้เสียการ ปกครองให้แก่พ่อขุนเม็งรายมหาราช ผู้รวบรวม แว่นว่แคว้นว้ทางเหนือเข้าเป็นอาณาจักร ล้านนา เมืองลำ พูน ถึงแม้ว่าว่จะตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรล้านนา แต่ ก็ได้เป็นผู้ถ่ายทอดมรดกทางศิลปและวัฒวันธรรมให้แก่ผู้ที่เข้ามาปกครอง ดังปรากฏ หลักฐานทั่วไปในเวียวีงกุมกาม เชียงใหม่และเชียงราย เมืองลำ พูนจึงยังคงความสำ คัญ ในทางศิลปะและวัฒวันธรรมของอาณาจักรล้านนา จนกระทั่งสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช เมืองลำ พูนจึงได้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทย มีผู้ครองนครสืบต่อกันมา จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เมื่อเจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้าย คือ พลตรีเรีจ้าจักรคำ ขจรศักดิ์ ถึงแก่พิราลัย เมือง ลำ พูนจึงเปลี่ยนเป็นจังหวัดวัมีผู้ว่าว่ราชการจังหวัดวัเป็นผู้ปกครอง สืบมาจนกระทั่งถึง ปัจจุบัน 5


“ยุคก่อนประวัติ วั ติศาสตร์” นครในตำ นานถึงบ้านวัง วัไฮก่อนที่จะเป็นเมืองลำ พูนหรือ รื อาณาจักรหริ ภุญไชย ในอดีตดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำ ปิง แม่น้ำ กวงผืนนี้ เคยมีชื่อว่าว่ “สมัน ตรประเทศ” มาก่อน เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงหลังพุทธกาลเล็กน้อยหรือ รื ราว ๒,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา ว่าว่ด้วยเรื่อ รื่ งราวของนักพรตฤษีที่เดินทางไกลมาจากชมพู ทวีปวี สู่สุวรรณภูมิ ได้เข้ามาเผยแผ่ศาสนาพราหมณ์ ต่อมาได้ผสมเผ่าพันธุ์กับ คนพื้นเมือง ก่อกำ เนิดชุมชนกลุ่มแรกกลายเป็นบรรพบุรุษของชาว“ลัวะ”เม็ง” (มอญ) ณ ริมริฝั่งแม่ระมิงค์ (แม่น้ำ ปิง)หลักฐานที่รองรับยืนยันถึงการมีอยู่ จริงริของมนุษย์ยุคก่อนอาณาจักรหริภุริภุญไชย ได้แก่ โครงกระดูกที่ขุดพบ ณ บ้านวัง วัไฮ ต.เวีย วี งยอง อ.เมือง จ.ลำ พูน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ซึ่งนักโบราณคดี ได้ทำ การศึกษาพบว่าว่มีอายุระหว่าว่ง ๒,๘๐๐ - ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว จัดเป็น มนุษย์ในยุคก่อนประวติศาสตร์ตอนปลายที่รู้จักประเพณีฝังศพด้วยการอุทิศ สิ่งของให้ผู้ตายไว้ใว้ ช้ในปรโลก รู้จักทำ เกษตรกรรม และตั้งหลักแหล่งไม่ เร่ร่อน มีการติดต่อกับภายนอกทั้งซีกโลกตะวัน วั ตกคือกลุ่มของพ่อค้าอินโดโรมัน เห็นได้จากการพบลูกปัด สร้อยกำ ไลในหลุดศพทำ ด้วยหินควอทซ์ และ ซีกโลกตะวัน วั ออก คืนกลุ่มของอารยธรรมดองซอน กวางสี แถบ เวีย วี ดนามเหนือและจีนใต้ ซึ่งได้นำ เอาเครื่อ รื่ งประดับที่ทำ ด้วยสำ ริดริมาแลก เปลี่ยนค้าขาย ชนกลุ่มนี้ต่อมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประชากรในแคว้น ว้ หริ ภุญไชยอีก ๑,๐๐๐ ปีต่อมา 6


กำ เนิดมนุษย์ถ้ำ สู่สัญลักษณ์ภาพเขียนสี เมืองลำ พูนมีสภาพภูมิศาสตร์สอง ลักษณะ กล่าวคือบริเริวณอำ เภอเมือง บ้านธิ ป่าซาง และเวีย วี งหนองส่อง เป็น เขตที่ราบลุ่มริมริน้ำ ประเภท “ดินดำ น้ำ ชุ่ม” ส่วนอำ เภอแม่ทา ทุ่งหัวช้าง ลี้ และ บ้านโฮ่ง เป็นเขตเทือกเขาสูงชัน โดยมากเป็นหินปูน ปู มีทำ เลที่ตั้งเหมาะแก่การ ตั้งหลักแหล่ง ที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคหินซึ่งต้องใช้เพิงผาถ้ำ ไม่ไกลจากแหล่งที่ เป็นที่กำ บังกาย จากหลักฐานที่ค้นพบใหม่ล่าสุดในปี พ.ศ.๒๕๕๒ ณ ดอยแต ฮ่อ ดอยผาผึ้ง ต.ป่าพูล อ.บ้านโฮ่ง และดอยผาแดง กับดอยนกยูง ต.ศรีวิ รี ชัวิชั ย อ.ลี้ รวมถึงการขูดขีดเพิงผาหินเป็นรูปรอยเท้าแบบ Rock Art ณ ด้านหลัง วัด วั ดอยสารภี อ.แม่ทา ได้พบล่องรอยของมนุษย์ยุคหินกลางถึงยุคหินใหม่มีอายุ ราว ๑,๐๐๐-๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว คนกลุ่มนี้นับถือผี วิถีวิถี เร่ร่อนย้ายถิ่นฐานตาม ฤดูกาล บูชาอำ นาจเหนือธรรมชาติที่มองไม่เห็น (Animism) สามารถผลิต เครื่อ รื่ งมือขวานหิน-ใบหอกเป็นอาวุธ วุ ข้อสำ คัญรู้จักเขียนภาพบนผนังถ้ำ ด้วยสี แดง สีที่ใช้มีส่วนผสมของเลือดนกพิราบ ไข่ขาว กาวยางหนังสัตว์ห ว์ รือ รื สามารถ สื่อสัญลักษณ์ด้วยการใช้ขวานหินขูดขีดลวดลาย ภาพเหล่านี้สะท้อนถึงความ เชื่อเรื่อ รื่ งการบูชารอยเท้า งานพิธีกรรมฝังศพ การตัดไม้ข่มนามก่อนการออก ล่าสัตว์ ต่อมาเมื่อมนุษย์เริ่มริ่รู้จักใช้ไฟฟ้า ทำ ให้เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโริภค จากเนื้อดิบเป็นปรุงอาหารให้สุก มีการปั้นภาชนะดินเผาสำ หรับใส่กระบอกธนู หม้อกระดูก มีการตกแต่งขูดขีดผิวภาชนะเป็นรูปงูไขว้ ในที่สุดเริ่มริ่ตั้งแต่ยุค เร่ร่อน มีการเลือกผู้นำ เผ่าและเข้าสู่ยุคสังคมเกษตร ราว ๓,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา 7


“ยุคหริภุริภุญไชย” หริภุริภุญไชย ปฐมอารยนครแห่งล้านนา หริภุริภุญไชยนคร มีฐานะเป็นราชธานีแห่งแรกของภาคเหนือ เป็นรากฐาน อารยธรรมอันเจริญริรุ่งเรือรืงสูงสุด ในทุกๆด้านให้แก่อาณาจักรล้านนานับตั้งแต่ด้าน พุทธศาสนา เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง ศิลปกรรม วัฒวันธรรม การทหาร ดัง หลักฐานยืนยันจากศิลาจารึก รึ ตำ นาน โบราณสถาน โบราณวัตวัถุ ฯลฯ ปฐมอารยนค แห่งนี้เป็นบ่อเกิดแห่งการประดิษฐ์อักขระมอญโบราณในพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๗ พ จำ นวนมากถึง ๑๐ หลัก เรื่อรื่งราวจากศิลาจารึก รึ แสดงถึงอัจฉริยริภาพด้านการปกครอ และความรุ่งเรือรืงทางศาสนาอักษรมอญโบราณเหล่านี้ส่งอิทธิพล ด้านรูปแบบอักขร ให้แก่อักษรในพุกาม สะเทิมรวมไปถึงอักษรพม่าและมอญที่ใช้ในปัจจุบัน นอกจากนี้ แล้วยังเป็นต้นกำ เนิดลายสือไท สมัยสุโขทัยในอีก ๔๐๐ ปีต่อมา และอักษรธรรมล้าน นาให้แก่ชาวไทยภาคเหนือ (ไทยวน) และต่อมาได้แพร่หลายไปสู่อักษรไทลื้อ ไทอาหม ไทใหญ่ หริภุริภุญไชยนครมีความเจริญริรุ่งเรือรืงอย่างยิ่งและเป็นที่เลื่องลือในกลุ่มชนชาว ตะวันวัออกเฉียงใต้อันได้แก่ พุกาม นครวัตวั (เขมร) จำ ปา ศรีวิรีชัวิชัย นครศรีธรีรรมราช ละโว้ และจีน หริภุริภุญไชยได้กลายเป็นยุทธศาสตร์นครที่หลายๆแคว้นว้ ได้เข้ามาเยือนเพื่ สร้างสัมพันธไมตรีทรีางการทูต ทางการค้า ทางสวัสวัดิการสังคมความเป็นอยู่สู่ความ เห็นพ้องทางด้านวัฒวันธรรมอันทรงคุณค่าด้วยเหตุนี้ ศิลปวัฒวันธรรมสมัยหริภุริภุญไชยจึ เป็นการผสมผสานศิลปะอันมีค่าได้อย่างลงตัว กษัตริย์ริย์ในราชสกุลจามเทวีววีงศ์แห่งหริ ภุญไชยนคร ได้ครองราชสมบัติยาวนานสืบเนื่องต่อมาราว ๖๒๐ ปี มีพระมหากษัตริ ทั้งสิ้นประมาณ ๕๐ พระองค์ 8


สงครามสามนครสู่สายสัมพันธ์มอญหงสาวดี เมื่อหริภุริภุญไชยนครผ่านกาลเวลามาได้สามศตวรรษ รัฐละโว้เว้มืองแม่แต่เดิม เคยเป็นเครือรืข่ายทวารวดีได้ถูกปกครองโดยขอม ทำ ให้ละโว้กว้ลายเป็นศัตรูกับหริ ภุญไชย ยุคนี้รัฐทางใต้มีการแผ่แสนยานุภาพจากชายฝั่งทะเลมาสู่เขตที่ราบลุ่ม ภูเขาตอนในเพื่อขยายเส้นทางการค้าหลายระลอกทำ ให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ ระหว่าว่ง “นครศรีธรีรรมราช-ละโว้-ว้หริภุริภุญไชย” จนกระทั่งถึงสมัยพระเจ้ากมลราช นครหริภุริภุญไชยเกิดโรคห่าครั้งใหญ่ประชาชนชาวมอญหริภุริภุญไชยอพยพหนีไปอยู่ เมืองหงสาวดี และสะเทิม(สุธรรมวดี) เป็นเวลา ๖ ปี เมื่อสร่างจากโรคระบาดได้นำ เอาชาวมอญ-หงสาวดี และมีการถ่ายเททางอารยธรรมระหว่าว่งชาวแม่ระมิงค์กับลุ่ม น้ำ สาละวินวิจนเกิดประเพณีลอยขะโมด ในฤดูน้ำ หลาก อันเป็นต้นกำ เนิดของ ประเพณีลอยกระทงของสุโขทัย ปัจจุบันชาวมอญจากหงสาวดียังคงตั้งถิ่นฐานอยู่ ที่บ้านหนองคู่ เวียวีงเกาะกลาง ต.บ้านเรือรืน อ.ป่าซาง จ.ลำ พูน และบ้านต้นโชค บ้านหนองคอบ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ด้วยการรักษาขนบธรรมประเพณีชาว มอญ 9


สววาธิสิทธิ กษัตริย์ริย์ ผู้ทรงธรรม พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ ถือว่าว่เป็นยุครุ่งเรือ รื งของความเจริญริทุกๆ ด้าน ประวัติ วั ติศาสตร์ยุคนี้มีความชัดเจนขึ้นทีละน้อยๆ ไม่เพียงแต่ปรากฏ หลักฐานทางโบราณคดีอย่างมากมายเท่านั้น หากยังอ้างอิงได้ถึงหลักฐาน ทางด้านอักขระ กล่าวคือมีการพบศิลาจารึก รึ อักษรมอญ-โบราณมากที่สุด ในประเทศไทย หลังจากยุคของพญาอาทิตยราช มหาราชแห่งหริภุริภุญไชย นครผู้ทรงขุดพบพระธาตุ และกระทำ การสถาปนาพระบรมสารีริ รี กริธาตุ กลางมหานครขึ้นเป็นศูนย์รวมความศรัทธา ครั้งแรกของภาคเหนือ แล้ว พระราชโอรสของพระองค์ คือพระเจ้าธรรมิกราชาได้สร้างพระอัฏฐา รส(พระยืนสูง ๑๘ ศอก) ที่วัด วั อรัญญิการาม (วัด วั พระยืน) จนถึงยุคสมัย ของพญาสววาธิสิทธิ หรือ รื พญาสรรพสิทธิ์ กษัตริย์ริย์ ผู้ทรงผนวช ระหว่าว่ง ครองราชย์ ทรงถวายพระราชวัง วั เชตวนาลัยให้สร้างวัด วั เชตวนาราม (วัด วั ดอนแก้ว) ทรงผนวชพร้อมมเหสีและโอรส ทรงสร้างต้นโพธิ์และประกาศ เชิญชวนประชาชนให้ค้ำ จุนต้นโพธิ์ถือเป็นต้นแบบของกษัตริย์ริย์ในยุคต่อมาที่ ดำ เนินรอยตามในส่วนของการกัลปนาวัง วั เพื่อสร้างวัด วั การผนวชขณะครอง ราชย์ และประเพณี “ไม้ก๊ำ สะหลี” ของชาวล้านนาต่อมา 10


อรุณรุ่งแห่งพุทธประทีป ก่อนยุคหริภุริภุญไชยนคร คนพื้นเมืองชาวลัวะดั้งเดิมเคย บูชาผีแถน ผีบรรพบุรุษที่เรียรีกว่าว่ “ผีปู่แปู่สะย่าแสะ” มีการบูชาเสา สะกัง หรือรืเสาอินทขีล ต่อมายอมรับเอาศาสนาพราหมณ์จากฤาษี นักพรต ล่วงสู่ยุคหริภุริภุญไชยจึงมีการสถาปนาศาสนาพุทธแห่งแรก ของภาคเหนือ กระทั่งเปลี่ยนเป็นนิกายลังกาวงศ์ รามัญวงศ์ ฯลฯ ศาสนาทุกลัทธิในหริภุริภุญไชยนคร ได้รับการผ่องถ่ายไปสู่เมืองอื่นๆ ทั้งในล้านนา ล้านช้าง สิบสองปันนา ลำ แสงแรกแห่งพระพุทธ ศาสนารุ่งเรือรืงไสวขึ้นนับตั้งแต่ได้มีการขุดพบพระบรมสารีริรีกริธาตุ ในส่วนของพระเกศาธาตุ ณ บริเริวณวัดวัพระธาตุหริภุริภุญไชย ปัจจุบัน ในรัชสมัยของพญาอาทิตยราช ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ ทรงสถาปนาพระบรมธาตุเจดีย์ขึ้นแห่งแรกในภาคเหนือ โบราณราชประเพณีกำ หนดให้พระมหากษัตริย์ริย์ทุกพระองค์จักต้อง มากราบนมัสการพระบรมธาตุเจดีย์แห่งนี้ก่อนพระราชพิธีบรม ราชาภิเษก มีหลักฐานปรากฏว่าว่แม้แต่หลวงจีนทิเบตในแต่ละปีก็ ต้องจารึกรึแสวงบุญด้วยการมาสักการะพระมหาธาตุเจดีย์หริภุริภุญ ไชย สะท้อนว่าว่เมืองลำ พูนคือศูนย์กลางของพุทธศาสนาแห่งลุ่มแม่ น้ำ ปิง วังวัยม น่าน ตลอดจนลุ่มน้ำ โขง-สาวะวินวิตราบถึงวันวันี้ ลำ พูนได้กลายเป็นศูนย์รวมอารยธรรมทางพุทธศาสนาแห่ง อาณาจักรล้านนา ซึ่งศาสนสถานที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันได้แก่ วัดวัพระธาตุหริภุริภุญชัย วัดวัพระพุทธบาทตากผ้าในอำ เภอป่าซาง และวัดวัพระพุทธบาทห้วยต้มในอำ เภอลี้ เป็นต้น องค์พระบรม เจดีย์ในวัดวัพระธาตุหริภุริภุญชัยเชื่อว่าว่เป็นพระเจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุด โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ ๔ ได้ทรงยกย่องและ สถาปนาพระบรมธาตุเจดีย์องค์นี้ พร้อมทั้งได้จารึกรึไว้ว่ว้าว่เป็นพระ เจดีย์องค์หนึ่งในแปด พระบรมธาตุเจดีย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดใน ประเทศไทย วัดวัพระธาตุหริภุริภุญชัยยังได้ชื่อว่าว่เป็นพระบรมธาตุ เจดีย์ประจำ ราศีของผู้เกิดปีระกาอีกด้วย 11


จามเทวี : แม่เมือง-มิ่งเมือง ภายหลังจากการล่มสลายของเมือง “สมันตรประเทศ” ด้วย การขาดผู้นำ ที่ทรงคุณธรรม กลุ่มนักพรตฤาษีผู้มีบทบาทในการสร้าง เมืองตั้งแต่เริ่มริ่แรก ได้กอบบ้านกู้เมืองขึ้นมาใหม่ในราวปี พ.ศ.๑๒๐๔ เฉลิมนามว่า “หริภุริภุญไชยนคร” โดยได้อัญเชิญราชธิดาของพระเจ้ากรุง ละโว้นามว่า “พระนางจามเทวี”วี มาเป็นปฐมกษัตริย์ริย์ในปี พ.ศ.๑๒๐๖ พระนางทรงนำ เอาอารยธรรมชั้นสูงแบบทวารวดีขึ้นมาทางแม่น้ำ ปิงสู่ ดินแดนภาคเหนือของไทยเป็นครั้งแรกทรงรวบรวมชนพื้นเมืองกลุ่ม ต่างๆ เข้าด้วยกันภายใต้การปกครองแบบทศพิธราชธรรม ทรง ประกาศพระพุทธศาสนาให้เลื่องลือไกลด้วยการสร้างวัด วั วาอาราม กระจายทั่วดินแดน อีกทั้งยังทรงขยายอาณาเขตความเจริญริ ไปยังลุ่มน้ำ ต่างๆ อาทิเมืองเขลางคนคร-อาลัมพางค์(ลำ ปาง) แห่งลุ่มน้ำ วัง วั เวีย วี ง เถาะ เวีย วี งท่ากาน เวีย วี งมะโน เวีย วี งฮอด บั้นปลายพระชนม์ชีพทรงสละ ราชสมบัติให้แก่พระราชโอรสฝาแฝด “เจ้ามหันตยศ เจ้าอนันยศ” ให้ ครองแควันหริภุริภุญไชย-เขลางค์นครสืบมา ในขณะที่พระองค์ทรงครอง ศีลอุบาสิกา คุณงามความดีที่ทรงกระทำ ไว้เ ว้ป็นที่ขจรขจายมีมากเกิน คณานับ จนได้รับฉายาว่าว่เป็น”พระแม่เมือง-พระมิ่งเมือง” ของชาว เมืองหริภุริภุญไชย 12


“ยุคล้านนา” ยามสิ้นแสงอัสดงคตหริภุริภุญไชยนครผ่านกาลเวลาอันรุ่งโรจน์มา นานถึงหกศตวรรษด้วยกิตติศัพท์ความอุดมสมบรูณ์ มั่งคั่งของนครา ทำ ให้เป็นที่หมายปองของ “พญามังราย” เจ้าผู้ครองแคว้น ว้ “หิรัญ นครเงินยาง” แถบเมืองเชียงราย ปี พ.ศ.๑๘๒๔ พญามังรายได้ยก กองทัพอันแข็งแกร่งมาเผาแคว้น ว้ หริภุริภุญไชยจนวายวอด ในสมัย “พญา ยีบา” แต่พญามังรายก็ไม่ประทับอยู่ที่เมืองหริภุริภุญไชย โดยให้เหตุผล ว่าว่เป็นเมืองพระธาตุ อีกเหตุผลหนึ่งชัยภูมิไม่เหมาะ เป็นเมืองขนาดเล็ก การขยายตัวของเมืองเป็นไปได้ยากจึงให้อ้ายฟ้าหรือ รื ขุนฟ้าครองเมือง หริภุริภุญไชยแทนและย้ายราชธานีใหม่ไปอยู่ที่ “เวีย วี งชะแว่”ว่หรือ รื “เวีย วี ง แจ้เจียงกุ๋ม”และย้ายไปอยู่ที่ “เวีย วี งกุมกาม” และ “นพบุรีน รี ครพิงค์ เชียงใหม่” ในปี พ.ศ.๑๘๓๙ โดยการผนวกแคว้น ว้ หริภุริภุญชัยและแคว้น ว้ โยนกเข้าด้วยกัน โดยมีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง ส่วนหริภุริภุญไชยเป็น ศูนย์กลางด้านศาสนาโดยให้บูรณะพระธาตุหริภุริภุญชัยสร้างมณฑปทรง ปรา-สาทที่พญาสัพสิทธิ์สร้างไว้ใว้ ห้สูงขึ้นเป็น ๓๒ ศอก ได้ถวายข้าทาส บริวริารแก่วัด วั พระธาตุหริภุริภุญชัย และสั่งให้กษัตริย์ริย์ เมืองเชียงใหม่องค์ ต่อๆ มาทุกพระองค์มีหน้าที่ในการดูแลบูรณะวัด วั พระธาตุหริภุริภุญชัยสืบ ต่อมา 13


“ยุคต้นรัตนโกสินทร์” การใช้วิเวิทโศบายทางการเมืองระหว่าว่งล้านนา (เชียงใหม่) กับสยามประเทศเป็นไปอย่างชิงไหวชิง พริบริเจ้าเมืองฝ่ายเหนือใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะรักษาประเทศล้านนาเอาไว้ แต่มิอาจต้านแรงคุกคาม ข้างฝ่ายสยามประเทศได้ เนื่องจากสยามได้ใช้วิธีวิธีหลายรูปแบบที่จะรวมล้านนาให้เป็นหนึ่งเดียว อาทิ ส่งนัก กฎหมายฝรั่งและหมอสอนศาสนาเข้ามาอยู่ในเชียงใหม่ อีกทั้งส่งข้าหลวงสามหัวเมืองมาประจำ หลังจากที่รัฐบาลส่วนกลางสยามได้เซ็นสนธิสัญญาเบาริงริกับอังกฤษในปี พ.ศ. ๒๓๙๘ (สมัยรัชกาล ที่ ๔) บริษัริษัทอังกฤษก็มีสิทธิเข้ามาทำ สัมปทานไม้ในล้านนาได้ เพียงแค่ขออนุญาตต่อเจ้าผู้ครองนครโดยตรง จนเกิดกรณีพิพาทขึ้นหลายครั้งระหว่าว่งเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่กับบริษัริษัททำ ไม้รัฐบาลกลาง เห็นว่าว่ผล ประโยชน์การทำ ไม้กับชาวตะวันวัตกมีรายได้มหาศาล จึงทำ สนธิสัญญาเชียงใหม่ขึ้น ๒ ครั้ง ในปีพ.ศ.๒๔๑๖ และพ.ศ.๒๔๒๖ เนื้อหาสาระอยู่ที่การลดอำ นาจเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ลงไม่ให้เข้ามามีบทบาทด้านสัมปทาน ได้ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางเข้ามาดูแลเชียงใหม่ และจัดตั้งกรมป่าไม้ขึ้นที่นี่ในปี พ.ศ.๒๔๓๗ สถานการณ์ครั้งนั้นเป็นเหตุสำ คัญให้เกิดการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินขึ้น โดยรวบรวมอำ นาจการปกครอง ทั้งหมดให้อยู่กับส่วนกลาง ลดบทบาทของเจ้าเมืองฝ่ายเหนือให้น้อยลง ยกเลิกฐานะหัวเมือง ประเทศราชจัด เป็นหน่วยปกครองที่เรียรีกว่าว่ “มณฑล” โดยส่งข้าราชการจากส่วนกลางเข้ามาปกครองกระทั่งเจ้าดาราดิเรก รัตนไพโรจน์ เจ้าผู้ครองนครลำ พูนองค์ที่ ๗ ถึงแก่พิราลัย ได้เกิดการแย่งชิงอำ นาจขึ้น ท่ามกลางทายาทจึง เป็นโอกาสอันดีของทางส่วนกลางที่จะใช้ฉวยโอกาสข้ออ้างเข้ามาจัดระเบียบการปกครองเมืองลำ พูนใหม่ อย่างเบ็ดเสร็จเรียรีบร้อย "ยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง"หลังจากขับไล่พม่าออกจากเมืองล้านนาแล้ว พญาจ่าบ้านได้รับการแต่งตั้ง ให้ เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ ส่วนพญากาวิลวิะให้เป็นเจ้าเมืองลำ ปางโดยพิธีดังกล่าวทำ ขึ้นที่วัดวัพระธาตุหริภุริภุญชัย เชียงใหม่สามารถปกครองตนเองได้ในฐานะเมืองประเทศราชของราชอาณาจักรสยาม แต่ในขณะเดียวกันพม่า ยังไม่หมดอำ นาจเสียทีเดียว คอยมาคุกคามเชียงใหม่อยู่ไม่ขาด พญาจ่าบ้านซึ่งมีประชากรอยู่น้อยนิดไม่ สามารถต่อสู้กับพม่าได้จึงชักชวนกันทิ้งบ้านเมือง และหนีไปอยู่กับเจ้าเจ็ดตนที่เมืองลำ ปาง เมื่อพญาจ่าบ้าน เสียชีวิตวิลง พระเจ้ากรุงธนบุรีไรีด้แต่งตั้งพญากาวิลวิะขึ้นครองเมืองเชียงใหม่แทนในปี พ.ศ.๒๓๒๕ ซึ่งในขณะ นั้นเชียงใหม่เป็นเมืองร้าง พม่ายังมีอิทธิพลอยู่ การที่จะฟื้นฟูเฟูชียงใหม่จึงเป็นปัญหาหนักพญากาวิลวิะจำ ต้อง ค่อยๆ รวบรวมไพล่พลให้มั่นคง โดยขอผู้คนจากเมืองลำ ปางและกลุ่มไพร่เดิมอีกจำ นวนหนึ่งใช้ เวียวีงป่าซาง เป็นฐานะที่มั่นรวบรวมผู้คน ซึ่งเรียรีกว่าว่ “เก็บฮอมตอมไพร่” พญากาวิลวิะใช้เวลารวบรวมชาวบ้านนานถึง ๑๔ ปี จึงจักสามารถเข้าไปฟื้นฟูแฟูละตั้งเมืองเชียงใหม่ได้ในปี พ.ศ. ๒๓๘๘ และฟื้นเมืองลำ พูนขึ้นมาใหม่แต่งตั้ง พญาบุรีรัรีรัตน์คำ ฟั่นเป็นเจ้าเมืองลำ พูนชื่อว่าว่พญาลำ พูนชัย และเจ้าบุญมา น้องคนสุดท้องของเจ้าเจ็ดตนเป็น พญาอุปราช โดยนำ คนมาจากเมืองลำ ปาง ๕๐๐ คน จากเมืองเชียงใหม่อีก ๑,๐๐๐ คน และกวาดต้อนคน ยองจำ นวน ๑๐,๐๐๐ คน ให้อยู่ที่เมืองลำ พูนตรงข้ามกับพระธาตุเจ้าหริภุริภุญชัย อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ กวง กลุ่มชาวยองเหล่านี้ต่อมาได้เป็นช่างทอผ้า สล่าช่างฝีมือ ผู้มีบทบาทสำ คัญในการฟื้นฟูวัฟูฒวันธรรมล้านนาให้แก่ เมืองลำ พูน 14


นอกจากชาวยองแล้ว ยังมีอีกกลุ่มชนที่เคยกวาดต้อนมาได้สมัยเมื่อ พญากาวิลวิะอยู่เวีย วี งป่าซาง คือกลุ่มเมืองแถบตะวัน วั ตกริมริแม่น้ำ คง ได้แก่ บ้านสะต๋อยสอยไร บ้านวัง วั ลุง วัง วั กาศ น่าจะเป็นกลุ่มชาวลัวะ ชาวเม็ง อีกกลุ่มคือพวกชาวไตใหญ่จากเมืองปุ เมืองปั่น เมืองสาด เมืองนาย เมืองชวาด เมืองแหน กลุ่มที่ตามมาภายหลังก็คือกลุ่มชาว ไตเขินจากเมืองเชียงตุง และทยอยกันเข้ามาอีกระลอกเพื่อหนีภัย สงครามคือกลุ่มไตลื้อในเขตอำ เภอบ้านธิ ชาวหลวยจากบ้านออน หลวย ในยุคนี้นักประวัติ วั ติศาสตร์ขนานนามว่าว่ยุค “เก็บผักใส่ส้า เก็บ ข้าใส่เมือง” การอพยพยังคงมีมาอย่างต่อเหนื่องจนถึงหลังสงคราม มหาเอเชียบูรพา การหลั่งไหลถ่ายเทชาวยอง และชาวลื้อได้สิ้นสุดลง เมื่อมีการกำ หนดปักปันเขตแดนประเทศไทย - จีน - พม่า - ลาว อย่างชัดเจน และปัจจุบันเมืองยองขึ้นอยู่กับการปกครองของ สหภาพพม่า 15


วัด วั พระธาตุหริภุริภุญไชยวรมหาวิหวิาร เป็นปูช ปู นียสถานสำ คัญใน ภาคเหนือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่เมืองลำ พูนมาอย่างยาวนานตั้งอดีต นับเวลามากกว่าว่พันปี ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลำ พูน ห่างจากศาลา กลางจังหวัด วั ประมาณ 150 เมตร มีถนนล้อมรอบสี่ด้าน คือ ถนนอัฏฐารสทางทิศเหนือ ถนนชัยมงคลทางทิศใต้ ถนนรอบ เมืองทาง ทิศตะวัน วั ออก นอกจากนั้นยังเป็นองค์พระธาตุประจำ ปีเกิดของคนเกิดปี ระกาพระบรมธาตุหริภุริภุญไชย ภายในบรรจุ พระเกศบรมธาตุบรรจุในโกศทองคำ ประดิษฐานในพระเจดีย์ ประกอบด้วยฐานปัทม์ แบบฐานบัวลูกแก้ว ย่อเก็จ ต่อจากฐาน บัวลูกแก้วเป็นฐานเขียงกลมสามชั้น ตั้งรับองค์ระฆังกลม บัลลังก์ย่อเหลี่ยม สูง 25 วา 2 ศอก ฐานกว้า ว้ ง 12 วา 2 ศอก 1 คืบ มีสัตติ- บัญชร (รั้วเหล็กและทองเหลือง) 2 ชั้น สำ เภาทอง ประดิษฐานอยู่ประจำ รั้วชั้นนอกทั้งทิศเหนือ และทิศใต้ มีซุ้ม กุมภัณฑ์ และฉัตรประจำ สี่มุม และหอคอยประจำ ทุกด้านรวม 4 หอ บรรจุพระพุทธรูป นั่งทุกหอ นอกจากนี้ยังมีโคมประทีป และ แท่นบูชาก่อประจำ ไว้เ ว้ พื่อเป็นที่สักการะบูชาของพุทธศาสนิกชน ทั่วไป 16


วัด วั พระธาตุหริภุริภุญชัย วรมหาวิหวิาร เดิมทีเป็นพระราชวัง วั ของพระเจ้าอทิตย ราชกษัตริย์ริย์ ผู้ครอง นครหริภุริภุญชัย องค์ที่ ๓๓ ต่อจาก พระนางจามเทวี ปฐมบรมกษัตริย์ริย์ ของเมืองหริภุริภุญชัย บริเริวณกำ แพงพระราชวัง วั ของพระเจ้าอาทิตยราชได้ แบ่งออกเป็น ๒ ชั้น คือ ชั้นนอกและชั้นใน ในกาลต่อมาภายหลัง พระเจ้าอาทิตยราช ได้ถวายราชวัง วั ของพระองค์ให้เป็นสังฆารามไว้กั ว้ กั บ ทางพระพุทธศาสนาเมื่อถวายเป็นสังฆารามแล้ว ได้รื้อ รื้ กำ แพงชั้นนอก ออกแล้วปั้นสิงห์คู่หนึ่งไว้ที่ ว้ ที่ ซุ้มประตูด้านทิศตะวัน วั ออก เป็นสิงห์ขนาด ใหญ่ประดับเครื่อ รื่ งทรงยืนอ้าปากประดิษฐานไว้แ ว้ ทน ตามคติโบราณ ทางเหนือซึ่งนิยมสร้างสิงห์เฝ้าวัด วั วัด วั พระธาตุหริภุริภุญชัย จึงมีกำ แพง สองชั้นตามรูปลักษณ์ของพระราชวัง วั เดิมของพระเจ้าอาทิตยราช คือ รอบบริเริวณวัด วั ชั้นนอกชั้นหนึ่ง และก่อกำ แพงเป็นศาลาบาตรรอบองค์ พระธาตุหริภุริภุญชัยเป็นกำ แพงชั้นในอีกชั้นหนึ่ง 17


วัด วั พระธาตุหริภุ ริ ภุญชัย วรมหาวิห วิ าร ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลำ พูนมี ถนนล้อมรอบสี่ด้าน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1651 มีสิ่งที่น่าสนใจคือ ซุ้มประตูซึ่ง ก่อนที่จะเข้าไปในบริเ ริ วณวัด วั ต้องผ่านซุ้มประตูก่อ อิฐถือปูน ปู ประดับลวดลายวิจิ วิจิ ตรพิสดาร เป็นฝีมือโบราณสมัยศรี วิชั วิชั ย ประกอบด้วยซุ้มยอดเป็น ชั้น ๆ เบื้องหน้าซุ้มประตูมีสิงห์ ใหญ่คู่หนึ่งยืนเป็นสง่าบนแท่นสูงประมาณ 1 เมตร สิงห์คู่นี้ปั้น ขึ้นใน สมัยพระ เจ้าอาทิตยราชเมื่อทรงถวายวัง วัให้เป็นสังฆา รามวิห วิ ารหลวง เมื่อผ่านซุ้มประตูเข้าไปแล้วจะเห็นวิห วิ ารหลัง ใหญ่ เรีย รี กว่า ว่ วิห วิ ารหลวง เป็นวิห วิ ารหลัง ใหญ่มีพระระเบียง รอบด้านและมีมุขออกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เป็นวิห วิ ารที่ สร้างขึ้นใหม่แทนวิห วิ ารหลังเก่า ซึ่งถูกพายุพัดพังทลายไปเมื่อ พ.ศ. 2466 18


อนุสาวรีย์ รีย์ พระนางจามเทวี ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง ลำ พูน ตำ บลในเมือง บริเ ริ วณด้านหลังตลาดหนองดอก ห่างจากศาลากลางจังหวัดลำ พูนประมาณ 1 กิโลเมตร สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระนางจามเทวี ซึ่งเป็นองค์ ปฐมกษัตริย์ ริย์ แห่งนครหริภุ ริ ภุญไชย พระนางทรงเป็นปราชญ์ ที่มีคุณธรรม เป็นนักรบที่มีความสามารถและกล้าหาญ ชาญชัย พระนางคือผู้นำ พระพุทธศาสนาและศิลป วัฒนธรรมมาเผยแผ่ในดินแดนแถบนี้จนรุ่งเรื่อ รื่ งสืบมา จนถึงปัจจุบัน พระนางเป็นปราชญ์ที่มีคุณธรรม ความ สามารถและกล้าหาญ ได้นำ พุทธศาสนาศิลปวัฒนธรรม มาเผยแพร่ในดินแดนแถบนี้จนมีความรุ่งเรือ รื งสืบมาจนถึง ปัจจุบัน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฏราชกุมาร ได้ เสด็จมาทรงเปิดอนุสาวรีย์ รีย์ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2525 19


ดวัจามเทวี หรือรืที่ ชาวบ้านเรียรีกกันว่าว่วัดวักู่กุด ตั้งอยู่บนถนนจามเทวี ตำ บลในเมือง อำ เภอเมือง จังหวัดวัลำ พูน เป็นวัดวัเก่าแก่ที่สำ คัญมา ตั้งแต่สมัยล้านนาไทย ที่มีความ าคัญทั้งทางด้านประวัติวั ติศาสตร์ และโบราณคดีตามหลักฐานที่ได้พบศิลาจารึกรึเชื่อว่าว่ ะราชโอรส ของพระนางจามเทวีคืวีคือ พระเจดีย์มหันตยศ และพระเจ้าอนันตยศโปรดให้ างวัดวันี้ขึ้นเพื่อถวายพระเพลิง แล้วโปรดให้สร้าง เจดีย์เหลี่ยมมียอดหุ้มด้วยทอง เรียรีก อว่าว่สุวรรณจังโกฏิ พระเจดีย์สุวรรณจังโกฏิ หรือรืพระเจดีย์จามเทวี เป็นเจดีย์สี่เหลี่ยม บบ พุทธคยาในประเทศอินเดีย แต่ละด้านมีพระพุทธรูปยืนปางประทานพรอยู่เป็นชั้นๆ พระพุทธรูป ยืนปาง ประทานพรอยู่ในซุ้มพระทั้งสี่ด้านด้านละ 15 องค์ รวม 60 องค์ ายในพระเจดีย์บรรจุอัฐิของพระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์ริย์แห่งนครหริภุริภุญชัย ต่อมา จะเป็นสมัยใดไม่ทราบแน่ชัดยอดพระเจดีย์ได้หักหายไป ชาวบ้านจึงเรียรีกว่าว่กู่กุดพระ ดีย์ องค์นี้มีชื่อเป็น ทางการว่าว่พระเจดีย์สุวรรณจังโกฏิ พระเจดีย์องค์นี้ ถือเป็นแบบ สถาปัตยกรรมที่มีความสําคัญในศิลปกรรมหริภุริภุญชัย นอกจากนี้ยังมีโบราณสถานที่ สำคัญ คือ เจดีย์แปดเหลี่ยม ลักษณะทางสถาปัตยกรรมมีแผนผังเป็นรูปแปดเหลี่ยม อนลดหลั่นกันขึ้นไป สามารถแบ่งได้เป็นสามส่วน คือ ส่วนฐานประกอบด้วยฐานแปด หลี่ยมซ้อนกันสองชั้น ถัดขึ้นไปเป็นชั้นบัวถลารองรับองค์เรือรืนธาตุ โดยส่วนล่างของ อนธาตุ ทําเป็นฐานลดท้องไม่ลงเล็กน้อยจากระดับผนังของเรือรืนธาตุ ส่วนเรือรืนธาตุมี ผังเป็นรูปแปดเหลี่ยมทรงสูง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประทับยืน ซุ้มมีลักษณะ เป็นวงโค้งสามวง โบราณปูช ปู นียสถานภายในวัดวัจามเทวีเวีป็นที่เคารพสักการะ ของ พุทธศาสนิกชนทั่วไป อีกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติวั ติศาสตร์โบราณคดีที่ สำ คัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย 20


ประวัติวั ติ: กู่ช้าง กู่ม้า เป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่คู่กัน เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้าน คู่เมืองอีกแห่งหนึ่งที่ชาวลำ พูนให้ความเคารพนับถือ เมื่อต้องการ สมหวังวัในสิ่ง ใด ก็มักจะมา ขอพรกันที่นี่ เรียรีกได้ว่าว่เป็นทั้งโบราณสถานที่มีความสำ คัญเชิง ประวัติวั ติศาสตร์ และโบราณคดี ตลอดจนเป็น ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ของคนในชุมชน ด้วยความเชื่อว่าว่เป็นสุสานช้างศึก - ม้าศึก คู่บารมีของพระนางจามเทวี กู่ช้าง ตามตำ นานเล่าว่าว่สร้างขึ้นเพื่อบรรจุซากพระยาช้าง ชื่อ ปู่ก่ำ ปู่ก่ำงาเขียว หมายถึงช้างสีคล้ำ งาสีเขียว เป็นช้างคู่บารมีของ พระนางจามเทวี ปฐม กษัตริย์ริย์แห่งนครหริภุริภุญไชย ปู่ก่ำ ปู่ก่ำงาเขียวเป็นช้างที่มีฤทธิ์มาก เมื่อออกศึก สงคราม เพียงแค่ช้างหันหน้าไปทาง ศัตรู ก็ทำ ให้ศัตรูอ่อนแรงลงได้ หลังจาก ช้างปู่ก่ำ ปู่ก่ำงาเขียวล้มเมื่อวันวัขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 พระนางจามเทวีโวีปรดให้นำ ซาก ช้างมาฝังไว้ที่ว้ ที่นี่ และเนื่องจากเมื่อยังมีชีวิตวิอยู่เป็นช้างที่มีอิทธิฤทธิ์วิเวิศษ หาก งาช้างชี้ไปทางใด ก็จะทำ ให้เกิดภัยพิบัติและผู้คนล้มตาย พระนางจึงโปรด ให้ สร้างเจดีย์ทรงสูงครอบไว้โว้ดยให้ปลายงาชี้ขึ้นฟ้า กู่ช้าง เป็นเจดีย์ฐานเขียง กลม ซ้อนเหลื่อมกันขึ้นไปห้าชั้น รองรับฐานบัวคว่ำ องค์ระฆังเป็นทรงกลม แต่ จะยืดสูงขึ้นไปกว่าว่ ปกติ ลักษณะคล้ายทรงกรวยก่อด้วยอิฐสูง ประมาณ 30 เมตร ยอดเจดีย์ไม่แหลมอย่างเจดีย์ทั่วไป แต่เป็นยอดตัดมีปล่องคล้ายบ่อน้ำ ด้านบน ลักษณะคล้าย เจดีย์บอบอคยีใน อาณาจักรพยู ทางตะวันวัตกเฉียงใต้ ของพม่า และ เจดีย์ง๊ะจเวนะตาว ในเมืองพุกาม และเจดีย์บริวริารรอบๆ เจดีย์ มหาโพธิ์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย สันนิษฐานได้ว่าว่กู่ช้างได้รับอิทธิพลมาจาก เจดีย์แบบพม่า 21


กู่ม้า ตั้งอยู่ด้านหลังกู่ช้าง เชื่อกันว่า ว่ เป็นที่บรรจุซากม้า ทรงของพระเจ้ามหันตยศ พระราชโอรสของพระนาง จามเทวี ฐานสี่เหลี่ยม องค์เจดีย์ทรงระฆังคว่ำ ส่วน ยอดหักพังทลายลงไปแล้ว ด้านหน้าโบราณสถานกู่ ช้างกู่ม้านี้ เทศบาลเมืองลำ พูนได้ปรับปรุงให้เป็นสถาน ที่ พักผ่อนหย่อนใจของคนในชุมชน ชาวลำ พูนให้ความเคารพนับถือกู่ช้างมาก มีการสร้าง ศาลเจ้าพ่อกู่ช้างไว้ใว้ นทางทิศตะวัน วั ออกใกล้กับองค์ เจดีย์ด้านหน้า ศาลเจ้าพ่อกู่ช้าง มีรูปปั้นจำ ลองของปู่ ก่ำ งาเขียว เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มาสักการะ เชื่อกัน ว่า ว่ หากได้ลอดท้องพระยาช้างเชือกนี้ จะเป็นสิริม ริ งคล แก่ชีวิต วิ ประสบความสำ เร็จในสิ่งที่ปรารถนา ในวัน วั ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี จะมีงานรดน้ำ ดำ หัว และ บวงสรวงเจ้าพ่อ เพื่อขอขมาลาโทษ และขอพรให้ปก ปักษ์รักษาประชาชนจากความทุกข์ทั้งปวง 22


การเดินทางไปกู่ช้าง กู่ม้า กู่ทั้งสองนี้ตั้งอยู่ใกล้ชุมชนวัด วั ไก่แก้ว ตำ บลในเมือง อำ เภอเมืองลำ พูน ห่างจากตัวเมืองลำ พูนไปทางเหนือ (ออกจากเมืองลำ พูนไปทาง ถนนเชียงใหม่ ลำ พูนสาย เก่า) ประมาณ 2 กิโลเมตร หากไปจากเชียงใหม่ ใช้ ถนนเชียงใหม่ - ลำ พูนสายเก่า สังเกตโรงเรีย รี น จักร คำ คณาทร ขับเลยมานิดเดียว เลี้ยวเข้าถนนเล็กๆ ข้าง โรงเรีย รี น มีป้ายบอกตลอดทาง 23


ผู้จัดทำ ด.ญ. นิชากรณ์ ลายคำ ด.ญ. รุ่งทิวา แก้วแดง ด.ญ. นลินนี หนุนภรมย์ขวัญ วั


Click to View FlipBook Version