พระสูตร
พระสตู รว่าด้วยพระบรมธาตทุ วั่ วรกาย
ของพระสัมมาสัมพุทธเจา้ ทุกพระองค์
รวบรวมและจดั ทำโดย
ดอกบัวแหง่ พทุ ธะ
พมิ พค์ รั้งท่ี ๒ เพื่อนอ้ มรำลกึ ๕ ธนั วามหาราช พ.ศ. ๒๕๖๐
จำนวน ๑,๐๐๐ เลม่
พระสตู รเลม่ น้ีเป็นพระสูตรท่ศี กั ดิ์สิทธิ์
มีอักขระธรรม มนตราตา่ งๆ มากมายควรเกบ็ ไวใ้ นท่ีอนั ควร
พระสูตรเล่มนเี้ ปน็ พระสตู รโบราณทีศ่ ักดส์ิ ิทธ์ิ มีบนั ทกึ ไว้ว่าเมอ่ื คร้งั ท่ี
พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงสรา้ งสถปู ถวายเป็นพทุ ธบูชาจาํ นวน ๘๔,๐๐๐ องค์
ทวั่ ราชอาณาจกั รนน้ั ทรงบรรจุรตั นครณั ฑธารณนี ไี้ ว้ ภายในพระสถปู ทุกองค์
ในการจารกึ ธารณีมนตร์และบรรจุไวภ้ ายในสถปู จนครบทกุ องค์นน้ั ใชเ้ วลาถงึ
๑๐ ปีจึงเสร็จสมบรู ณ์ ตอ่ มาพระอโมฆวชั ระ พระภกิ ษชุ าวอนิ เดียเหนือ
คณาจารยแ์ หง่ นิกายวชั รยาน ได้แปลพระสตู รจากภาษาสันสกฤตเปน็ ภาษาจีน
โดยเน้อื หาของพระสตู ร ไดก้ ลา่ วถงึ พระมหาเจดีย์โบราณทท่ี รดุ โทรม
ภายนอกดูแลว้ เปน็ เพยี งกองดนิ แต่ภายในบรรจพุ ระคาถาน้ี ทำให้พระเจดียน์ ้ี
มคี วามศกั ด์สิ ิทธ์ปิ ระดุจประดิษฐานพระบรมสารรี ิกธาตุสว่ นพระศรีอุณหสิ
ของพระสัมมาสมั พทุ ธเจา้ ทกุ พระองค์ในอนนั ตโลกธาตุ ตั้งแตอ่ ดีต ปัจจบุ ัน
และอนาคต อันบุคคลใดกต็ ามได้บรรจุพระคาถาไวใ้ นเจดยี ์ พระพุทธรูปก็ดี
มีไว้บชู า หมนั่ สวดระลึกถึงกด็ ี มอี านสิ งสอ์ นั ประมาณมิได้ ทงั้ มนษุ ยส์ มบัติ
ทิพยสมบัติ นพิ พานสมบตั ิ
ขอน้อมอุทศิ อานสิ งส์ผลบญุ บารมีในการจดั ทำและ
เผยแพรพ่ ระสูตรในครง้ั น้ี แดด่ วงจติ และดวงวิญญาณ
ของเหลา่ บรรพชนทง้ั หลายทุกเชื้อชาตเิ ม่ือครั้งในอดตี
ทร่ี วบรวมธรรมคำสอนของพระสมั มาสัมพทุ ธเจา้
ได้นำพาและเผยแพร่ พระสตู รพระคัมภรี ์
ไปยังดนิ แดนต่างๆ ทว่ั โลก
มี ประเทศอินเดยี เนปาล จนี เกาหลี ญีป่ ุ่น ทเิ บต ภฏู าน มองโกเลยี
ตะวันออกไกลจนถึงสหภาพโซเวียตรสั เชีย ท้ังยังอทุ ิศชวี ิตเสยี สละเลอื ดเนอ้ื
เพื่อปกป้องรักษา พระธรรมคำสอนให้ดำรงคงอยมู่ าถึงปัจจบุ ัน
และขอใหพ้ ระพุทธศาสนาในประเทศไทยของเรารอดพน้ จากความขัดแยง้ ท้งั ปวง
และดำรงคงอย่จู นครบ ๕๐๐๐ ปี ดว้ ยเทอญ
หน้า ๑
พระสตู ร ดอกบัวแห่งพทุ ธะ
พระสตู รว่าดว้ ยพระบรมธาตุท่วั วรกาย ของพระสมั มาสัมพทุ ธเจา้ ทุกพระองค์
สะระวะ ตะถาคะตา ธิษฐานะ หฤทัยะ
คุหะยะ ธาตุ ครณั ฑะ มุทราธารณี สตู ร
ข้าพเจ้าได้สดับมาดงั น้ี สมัยหนง่ึ สมเด็จพระผูม้ ีพระภาคไดป้ ระทบั
ทีเ่ มืองมคธ ในสระรตั นภาโบกขรณี ภายในวิมลาอุทยาน พรัง่ พร้อม
ไปด้วย มหาโพธิสัตวแ์ ละมหาสาวก เทพยดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์
อสูร ครฑุ กินนร มโหราค มนษุ ยแ์ ละอมนุษยท์ ุกหมเู่ หล่า จำนวน
นบั ร้อยนบั พันพ้นประมาณซง่ึ แวดลอ้ ม พระพทุ ธองคอ์ ยตู่ ลอด
เบอ้ื งหนา้ และเบ้ืองหลงั
ในครงั้ น้นั ณ ท่ามกลางหมชู่ น มีมหาพราหมณ์ผหู้ นง่ึ ช่อื วิมลสุภา
เปน็ พหูสูตร ฉลาดหลักแหลม ท้งั เปน็ ท่ียนิ ดแี ก่ผู้ไดป้ ระสบ เป็นผู้ดำเนิน
ทศกุศลจรยิ าอยู่เสมอ ศรทั ธายดึ มน่ั พระรัตนตรยั เป็นสรณะ เป็นผูม้ ีจติ
ย่ิงในกุศล มปี ญั ญาญาณสขุ มุ คมั ภีรภาพ ปรารถนาใหส้ รรพสัตว์ท้ังปวง
ไดส้ มบูรณซ์ ง่ึ ประโยชน์อันดงี ามและถึงพร้อมในมหาธนรตั นสารสมบัติ
ท้ังปวงอยู่เนอื งนิตย์
หน้า ๒
กาลนนั้ วมิ ลสุภาพราหมณ์ ไดล้ ุกขนึ้ จากอาสนะ เข้าไปถวาย
บังคมพระพทุ ธองคย์ ังท่ีประทบั แลว้ ประทกั ษิณาวตั รเจ็ดรอบ นอ้ มถวาย
มวลบปุ ผาชาติและสุคันธชาติ เปน็ เครอื่ งสักการะแด่พระโลกนาถเจ้า
ยงั น้อมถวายอาภรณ์ สร้อยเกยรู รตั นศริ าภรณอ์ ันประมาณค่ามิได้
เพอ่ื ประดับยงั พระพุทธสรรี ะ นอ้ มศีรษะนมสั การท่ีพระบาททงั้ สอง
ของพระศาสดา แลว้ มายนื อยู่ด้านหนึ่งทูลอาราธนาว่า
“ ขา้ แตพ่ ระโลกนาถเจ้าผปู้ ระเสรฐิ พรอ้ มด้วยมหาสาวกทัง้ ปวง
ในยามรุ่งพรงุ่ นี้ ขอพระองค์โปรดเสดจ็ ยังเรือนของข้าพระองค์
เพอ่ื รับการถวายสกั การะดว้ ยเถิด พระเจา้ ข้า ”
สมยั น้ัน พระโลกนาถเจ้า ทรงดษุ ณยี ภาพน่ิงอยโู่ ดยอาการ
ครัน้ เม่ือพราหมณท์ ราบว่า พระพุทธองคท์ รงรบั นมิ นตแ์ ลว้ จึงรบี
กลับเรอื นในทนั ที ตลอดราตรีไดป้ รงุ โภชนาหาร อนั เป็นภัตคือเครื่องฉนั
เคร่ืองดม่ื นานาชนิด ขดั ลา้ งเคหสถาน ประดับธงทวิ และรม่ ฉตั ร
จนถงึ เพลาอรุโณทัย ครนั้ แลว้ จึงพรอ้ มดว้ ยครอบครัวบรวิ าร ต่างถือ
บรรดาเคร่อื งหอมและมวลมาลี พรอ้ มกับเคร่อื งสงั คีตดนตรีทั้งปวง
ไปยงั สำนักแหง่ พระตถาคตเจ้าแล้วกราบทูลวา่
“ ถึงเพลาแลว้ ขอพระองค์เสด็จเถิดพระเจา้ ขา้ ”
บดั นั้น พระโลกนาถเจา้ ได้ตรสั ตอบวมิ ลสุภาพราหมณ์ แลว้ ทรง
ประกาศแก่มหาชน อนั ประกอบดว้ ยพระสาวกวา่ “ พวกเธอควรไปยัง
เคหสถานแห่งพราหมณเ์ พอื่ รบั การสักการะเถดิ ซึ่งจะเปน็ เหตใุ ห้
พราหมณน์ ั้นได้รบั ประโยชนท์ ่ีย่ิงใหญ่ ”
หนา้ ๓
ครนั้ แล้ว พระโลกนาถเจา้ จงึ ทรงลุกข้นึ จากบัลลงั กอ์ าสน์ทันที
ที่ทรงลกุ จากอาสนะ พระวรกายไดเ้ ปลง่ รศั มสี ว่างไสวนานัปการ
วจิ ิตรงดงามอันหามิได้ในโลก สอ่ งสวา่ งไปในทิศทง้ั สบิ ทำให้
(โลกธาตุทัง้ หลาย) ได้ร้ถู ึงนมิ ติ มงคล จากนั้นก็ได้เสด็จพทุ ธดำเนิน
ครัง้ น้นั พราหมณก์ ็ถือเอาเครือ่ งหอมและดอกไมข้ น้ึ ด้วยความ
เล่ือมใสพรอ้ มกับบริวาร เทพเจ้า นาค และสัตว์ในคติทัง้ แปด
ท้าวสักกะ พรหมราช และท้าวจตโุ ลกบาลเทวราช ได้นำเสดจ็ ลว่ งหน้า
ไปเพือ่ จัดแจงทางพระดำเนนิ ของ พระตถาคตเจ้า
เมื่อพระโลกนาถเสด็จไปไม่ไกลนกั ถึงอุทยานแหง่ หน่งึ ชอื่ มหาธนะ
ในอทุ ยานน้ัน มีกองสถปู โบราณทพี่ งั ทลายลงแล้ว ปกคลุมไปด้วย
ขวากหนามต้นไม้ ต้นหญ้า เศษกระเบ้ือง จนมลี ักษณะคล้ายเนินดิน
พระโลกนาถเจ้าได้เสดจ็ ไปยังสถูปน้ัน บัดนน้ั เบื้องบนของ
สถปู ไดเ้ ปลง่ แสงรศั มีสวา่ งไสว แลว้ มีเสียงจากเนนิ ดินนั้นว่า
“ สาธุ สาธุ พระศากยมุนี วันน้ีพระองค์
จะไดก้ ระทำจริยาอนั เป็นกุศลทป่ี ระเสรฐิ สดุ และพราหมณ์
ในวนั นเ้ี ธอจกั ไดร้ บั กุศลและประโยชน์ทย่ี งิ่ ใหญ่ ”
บัดนน้ั พระโลกนาถเจ้า จงึ สกั การะซากสถูป
โดยประทักษณิ สามรอบ ทรงเปล้อื งจีวรแล้วห่มให้สถูปนนั้
ทรงหลัง่ นำ้ พระเนตรแล้วแย้มสรวล
หนา้ ๔
ในสมัยนั้นบรรดาพระพุทธเจ้าท้ังปวงในทศทิศ ทีท่ อดพระเนตร
เหตกุ ารณ์นอ้ี ยู่ ก็ทรงหลั่งน้ำพระเนตรเชน่ กนั แล้วทรงเปล่งรศั มี
มายงั สถปู น้ี บรรดามหาชนกพ็ ากัน ต่ืนตระหนกเป็นอย่างยง่ิ
ต่างก็ปรารถนาจะร้ถู งึ ปริศนาประการนี้
ครั้งนน้ั บรรดาพระวชั รปาณโี พธสิ ตั วก์ ล็ ้วนหล่งั นำ้ ตา ผ้รู งุ่ เรืองด้วย
เปลวเพลิงถือวัชราวุธกวัดแกว่งไปมา เขา้ มาถวายบงั คมพระพทุ ธองค์
ยงั ท่ีประทบั แลว้ ทูลว่า
“ ขา้ แตพ่ ระโลกนาถ ด้วยเหตุปัจจัยเช่นไร จงึ ปรากฏแสงสวา่ งข้ึนเชน่ น้ี
เหตใุ ดหนอดวงพระเนตรแห่งพระตถาคตจงึ หลง่ั พระอสั สชุ ลปานน้ี
เชน่ ไรหนอ บรรดาพระพุทธเจ้าในทศิ ทั้งสบิ จึงเปลง่ พระรัศมีเชน่ น้ี
ขอพระตถาคตโปรดประทานไขข้อกงั ขาแก่มหาชนดว้ ยเถิดพระเจา้ ขา้ ”
เมื่อน้นั พระพทุ ธองค์ตรสั กับพระวชั รปาณวี า่
“ น้ีคือ รตั นสถปู ทร่ี วบรวมแหง่ พระบรมธาตทุ ัว่ วรกายของพระพทุ ธเจ้า
จำนวนประมาณพระองคม์ ิได้ หฤทัยธารณคี ุหยมทุ รา อนั เรน้ ลับ
สำคญั ยงิ่ จำนวนนับโกฏิก็ประดษิ ฐานอยภู่ ายใน
ดูกอ่ น วัชรปาณี เพราะมพี ระธรรมที่สำคญั อยู่ภายใน แต่สถูปกลบั
พังทลายทบั ถมไรผ้ ไู้ ยดี ประดจุ เมล็ดงา พึงทราบเถดิ ว่า วรกายของ
พระพทุ ธเจา้ จำนวนร้อยพนั โกฏพิ ระองคก์ เ็ ปน็ ดจุ เมลด็ งาเช่นกันนี้
พระบรมธาตทุ ั่วพระวรกายของพระตถาคตเจา้ จำนวนรอ้ ยพนั โกฏิ
กไ็ ดร้ วบรวมไวใ้ นทแ่ี ห่งน้ี ตลอดจนธรรมขนั ธ์ ท้งั แปดหม่นื สีพ่ ัน
ก็ประดิษฐานอยภู่ ายในเชน่ กัน
หน้า ๕
พระอษุ ณษี ะ ของพระพุทธเจ้าจำนวน
เกา้ สิบเกา้ ร้อยพนั หมน่ื โกฏิพระองค์
ก็ประดษิ ฐานอยู่ภายใน ด้วยความ
วเิ ศษเช่นนี้ สถานทง้ั ปวงท่ีสถปู นไ้ี ด้
ก่อตงั้ ข้นึ จะมฤี ทธานภุ าพมาก
สามารถยังใหค้ วามเป็นมงคล
จากภาพ: รูปพระสถปู ที่จารึก มอี ย่ทู ั่วโลกธาตทุ ้ังปวง ”
พระรัตนครัณฑมุทราธารณีมนตร์
ครง้ั น้ัน เม่ือบรรดามหาชนไดย้ ินพระวจนะนีแ้ ล้ว จึงไดไ้ กลจากกิเลสธุลี
ปหานส้นิ ความเศร้าหมองแหง่ จิต
ได้บรรลธุ รรมจกั ษบุ รสิ ทุ ธ์ิ คร้ังนัน้ เพราะมหาชนมีพีชะตา่ งกัน จงึ ได้
เสวยผลตา่ งกนั มี โสดาปตั ตผิ ล สกทิ าคามผิ ล อนาคามผิ ล อรหนั ตผล
ปจั เจกพุทธมรรคและโพธสิ ัตวมรรค เป็นโพธิสัตว์ผไู้ มถ่ อยกลับ
ซงึ่ ตา่ งกไ็ ดบ้ รรลหุ น่งึ ในทั้งหมดนี้ บา้ งก็บรรลุ ปฐมภูมิ ทุตยิ ภูมิ
ตราบถงึ ทศภูมิ บ้างกไ็ ด้สมบรู ณพ์ ร้อมซึ่ง ปารมติ าหกประการ
พราหมณ์นัน้ ก็ได้ไกลจากกิเลสธลุ ไี ดบ้ รรลุเบญจอภญิ ญา
ในสมัยนัน้ เม่ือพระวชั รปาณไี ด้พบเหตุการณ์ประหลาดและ
หาได้ยากย่ิงนีแ้ ล้ว จึงกราบทูลพระโลกนาถเจ้าว่า
“ น่าอศั จรรยย์ งิ่ นักๆ เพยี งได้ยินเรอื่ งราวนก้ี ท็ ำให้สำเร็จกศุ ล
ทว่ี เิ ศษเชน่ น้ี แล้วจกั ประสาใดกับการได้ยินข้อความท่ลี กึ ซึ้ง จนเกดิ
จิตศรัทธา แล้วได้บรรลุถึงกศุ ลน้ันอกี เล่า ”
หน้า ๖
มีรับส่ังวา่ “ เธอจงสดับเถิดวชั รปาณี ในอนาคตเบื้องหนา้
กุลบุตร กลุ ธิดาและพุทธบริษัทหมูส่ ี่อันเป็นสานศุ ษิ ยแ์ ห่งเรา
ได้บงั เกดิ จติ ศรัทธาจารึกพระธรรมสูตรนี้แม้เพียงหน่งึ กเ็ หมือนได้
จารกึ พระธรรมสตู รทงั้ ปวง ท่ีพระพุทธตถาคตจำนวนเก้าสบิ เกา้ ร้อย
พนั หม่ืนโกฏิได้แสดงแล้ว ท้งั ได้ปลูกฝงั กุศลมลู ตอ่ พระพุทธเจา้ จำนวน
เกา้ สิบเก้าร้อยพันหม่ืนโกฏนิ น้ั ดว้ ย ซึง่ พระพทุ ธเจ้าเหล่านน้ั จกั อภิเษก
และคุ้มครองเหมือนรักษาดวงตาอันเปน็ ทีร่ ัก ฤๅ ประดุจมารดาท่รี กั
และดแู ลบตุ รฉะน้นั หากมผี สู้ าธยายพระธรรมนี้ ก็เหมอื นได้สาธยาย
พระธรรมของพระพุทธเจ้าในอดตี ปจั จบุ ันและอนาคตท่ีตรสั ไว้
เหตนุ พี้ ระบรมธาตขุ องพระสมั มาสมั พุทธเจ้าจำนวนเกา้ สบิ เกา้ รอ้ ย
พันหมืน่ โกฏิพระองค์ ทีถ่ ูกละทง้ิ ดุจเมลด็ งาทีท่ ับถมอยนู่ ี้ จกั ปรากฏ
พุทธกายเพื่ออภิเษกให้บุคคลนัน้ ตลอดกลางวันและกลางคืน
พระพทุ ธเจา้ ทั้งหลายจำนวนเท่ากบั เมลด็ ทรายในแมน่ ้ำคงคา
ที่นบั จำนวนพระองคม์ ิได้ดังนี้ กย็ ังคงรวมกนั อยมู่ หิ ายไป จะเสดจ็ มา
เปน็ กลมุ่ มิขาดสาย ในขณะเดียวก็เสด็จมาเพิม่ ขึ้นดุจเมล็ดทราย
ในกระแสน้ำวนทีเ่ ชยี่ วกรากมิหยุดนิง่ เวียนวนไปมา
หากมีบคุ คลนำเครอ่ื งหอม ดอกไม้ เครื่องทาหอม พวงมาลาอาภรณ์
แพรพรรณ สิง่ ของวิจติ รประณตี ท้งั ปวง ถวายสักการะต่อพระสตู รน้ี
ยอ่ มเหมือนการบูชาพระพทุ ธเจ้าจำนวนเกา้ สบิ เก้ารอ้ ยพนั หมื่นโกฏิ
ด้วยของหอมและดอกไม้ อาภรณ์และสงิ่ ของอลังการทีเ่ ป็นทิพย์
หนา้ ๗
ประกอบดว้ ยรัตนะทั้งเจ็ด เหมอื นการนำเอาเขาสเุ มรุถวายท้ังหมด
การปลูกฝงั กศุ ลมลู กเ็ ปน็ เช่นน้ี ”
คร้งั นน้ั บรรดาเทพ นาค และสัตวใ์ นคติแปด มนษุ ยแ์ ละอมนษุ ย์
ทงั้ ปวง ทไ่ี ด้ฟงั พระพุทธวจนะเช่นนี้ ตา่ งมีมนสกิ ารว่า
“ น่าอัศจรรยย์ ง่ิ แลว้ เนนิ ดนิ นี้ เพราะมีอานภุ าพแห่งพระตถาคตเจา้
อภิเษกอยู่ จึงมอี ิทธิฤทธิ์อย่างนี้ ”
พระวชั รปาณที ลู วา่ “ ขา้ แต่พระโลกนาถเจา้ ดว้ ยเหตุปจั จยั ใดหนอ
ที่สปั ตรตั นสถูปน้ี จึงปรากฏเปน็ เพียงเนนิ ดิน พระเจา้ ขา้ ”
พระพุทธองคต์ รสั ตอบว่า “ น้หี าใชเ่ นินดนิ ไม่ แต่คอื มหารตั นสถูป
อันวเิ ศษ เพราะกรรมวบิ ากของสรรพสัตวเ์ ปน็ เหตุให้พระสถูป
ปดิ เร้นไว้ไม่ปรากฏ เพราะพระสถูปปิดเรน้ ไว้เปน็ เหตุ
พระวรกาย ( พระบรมธาตุ )
ของพระตถาคตเจา้ จงึ มิถูกทำลาย
กายของตถาคตเปน็ วชั รครรภ์จกั
ทำลายไดอ้ ยา่ งไร หากตถาคต
ปรนิ พิ พานแล้ว ในอนาคต
เมื่อถงึ ยุคทพ่ี ระธรรมเสอ่ื มสูญ
หากมีสรรพสัตวป์ ระพฤตสิ ่ิงท่ไี ม่ใช่ธรรม
จะตอ้ งตกนรก เมื่อไม่ศรัทธา
พระรัตนตรยั ไม่ปลกู ฝงั ความดีงาม
หนา้ ๘
ด้วยเหตุปจั จยั นี้ พทุ ธธรรมจงึ ซอ่ นเร้นอยู่ เหมอื นสถูปนี้ท่ียงั แขง็ แกรง่
มิเสอ่ื มสลาย เพราะพลานภุ าพของพระพุทธเจ้าทั้งหลายรักษาอยู่ สรรพสัตว์
ที่ไรป้ ัญญาญาณมกี ิเลสเป็นเคร่อื งปิดกนั้ จงึ ละเลยซงึ่ สิง่ ล้ำคา่ ย่ิงนใ้ี ห้ศนู ย์
ซ่งึ คณุ ประโยชน์ ดว้ ยเหตนุ ้ี ตถาคตจงึ หล่ังน้ำตาและพระตถาคตทงั้ หลาย
ก็เชน่ กัน”
จากนนั้ ตรสั กบั พระวชั รปาณีว่า “ หากสรรพสัตว์จารึกพระสูตรน้ี
บรรจุในสถปู สถปู นนั้ จะคือวชั รครรภ์สถูปของพระพทุ ธเจ้าท้งั ปวง
คือสถูปแหง่ ธารณีของพระพุทธเจ้าทง้ั ปวง คอื สถปู แห่งพระพทุ ธเจ้า
จำนวนเก้าสิบเก้าร้อยพันหม่ืนโกฏิ คอื สถูปท่ปี ระดษิ ฐานกระดูกสว่ นบนสุด
ของศีรษะและดวงตาของพระพทุ ธเจา้ ท้งั ปวง อันพระพทุ ธเจา้ ท้ังปวง
ปกปอ้ งรกั ษาอยู่
หากวา่ ภายในพทุ ธปฏมิ าหรอื สถูปมีธรรมสตู รน้ีบรรจุอยู่ ปฏิมาน้นั
จะดุจสร้างข้ึนดว้ ยรตั นะทัง้ ๗ มีความศักด์ิสทิ ธิ์ ความปรารถนา
จะสำเรจ็ ทกุ ประการ หากสรา้ งฉตั ร ชาลมาลา
รม่ กน้ั นำ้ ค้างประดบั ดว้ ยกระด่ิงกังสดาล
ก่อเสาด้วยศิลาหรอื สร้างฐานขั้นบันได
ถวายสถปู น้นั ตามกำลงั ทีท่ ำได้ แม้สร้าง
ดว้ ยดิน ไม้ ศลิ าฤๅดว้ ยอิฐ เพราะอำนาจของ
พระสูตรน้ีจกั ทำให้สำเรจ็ เป็นรัตนะ ๗ ประการ
หนา้ ๙
พระพทุ ธเจา้ ทัง้ ปวงก็ทรงอภเิ ษกอำนาจให้แกพ่ ระสตู รน้ี ไดต้ รัสเป็นสจั จะวา่
จะตามอภิเษกอยมู่ ขิ าดส้ิน หากมสี รรพสตั ว์สามารถสกั การะบูชาสถูปน้ี
ดว้ ยของหอมเพียงหนึง่ หรอื ดอกไม้เพยี งหนึง่ อกุศลกรรมในสงั สารวฏั
จำนวนแปดสิบโกฏิกัลป์ จะสิ้นไปในคราเดยี ว หากถือกำเนิดจะปราศจาก
เคราะห์ภัย เม่อื สน้ิ ชพี จะเกดิ ในพุทธสถาน
หากควรตกอเวจมี หานรก เม่ือนมัสการหรอื ประทักษิณสถูปนหี้ น่งึ รอบ
ทวารแหง่ นรกจะปดิ ลง หนทางแห่งความรูแ้ จง้ จะเปิดออก ไม่วา่ สถปู
หรอื ปฏมิ าน้ีประดิษฐานท่แี หง่ ใด พลานภุ าพของ พระพุทธเจา้ ท้ังปวง
จักคุ้มครองท่ีแหง่ นั้น มิตอ้ งพบอันตราย จากพายรุ า้ ยหรือฟา้ รอ้ ง ฟา้ ผา่
หรอื ถกู อสรพิษ แมลงหนอนพษิ และสตั วม์ ีพิษรา้ ยทำรา้ ย ไมต่ ้องถกู สิงโต
ชา้ ง เสอื สุนัขป่า ผ้ึงป่า ทำร้าย
มถิ ูกยกั ษ์ รากษส ปีศาจ ภูตผีตา่ งๆ
ทำให้ตนื่ ตระหนก ไมต่ ้องเปน็ โรคจาก
อากาศร้อนและหนาว รวมทงั้ โรคเรื้อน
ผวิ หนังเปือ่ ยเนา่ หลังโกง ฝฝี ักบัว ฯลฯ
หากผู้ใดพบเห็นสถูปน้ีเพยี งชว่ั ขณะ
ภยนั ตรายท้ังปวง จะถกู กำจดั หมดส้นิ มนษุ ย์
และสัตว์เลย้ี งหกชนดิ บุตรชาย บุตรหญงิ
จากภาพ: รูปพระสถูปทจี่ ารึก หนา้ ๑๐
พระรัตนครณั ฑมุทราธารณีมนตร์
ไม่ต้องรับทกุ ข์ทรมานจากโรคระบาด กาฬโรค มิตอ้ งมรณะ
ก่อนเวลาอันควร มิตอ้ งเป็นผู้มชี ะตาส้ัน มิถูกทำร้ายด้วยศาตราวุธ
ของมคี ม น้ำและไฟ มถิ ูกกรรโชกแยง่ ชิง มิถูกปองร้ายจากศตั รู
แลมติ ้องทกุ ข์ เพราะความยากจน อาถรรพ์และเวทยม์ นตรม์ อิ าจทำ
อันตรายได้ เทวราชท้ัง ๔ พรอ้ มบริวาร จะตามอารกั ขาตลอดกลางวนั
และกลางคนื เทพแห่งดวงดาวท้งั ยสี่ บิ แปดกลุ่มมหายกั ษ์ เสนาบดี สรุ ิยเทพ
จนั ทรเทพ เบญจดาราเทพ กลุม่ เมฆา และดาวหางกจ็ กั ตามปกปักดแู ลตลอด
บรรดานาคราชทั้งปวงจักยิง่ บันดาลใหฝ้ นตกตามฤดกู าล เทพเจ้า
และเทพชั้นดาวดงึ ส์จะลงจากทพิ ยพิมานวนั ละ สามคร้ังเพ่อื บูชา
บรรดาวทิ ยาธรทงั้ ปวงก็จะประชุมกนั วนั ละสามครัง้ เพือ่ ขบั ร้องสดดุ แี ละบูชา
ทา้ วสักกะพรอ้ มด้วยเทพธิดาท้งั หลาย ทง้ั สามเวลาก็เสด็จลงมาเพอ่ื สักการะ
เพราะสถานทน่ี น้ั พระตถาคตเจา้ ทัง้ ปวงทรงอภิเษกและตามระลึกถึงอยู่
เพราะมีการน้อมรับในพระธรรมสตู รและพระสถูปนี้
หากผ้กู อ่ สร้างสถปู ด้วยดนิ ศิลา ไม้ ทอง เงิน ทองแดง ตะกวั่
แล้วจารึกธารณนี ้บี รรจไุ ว้ภายใน เม่ือธารณนี ้ีบรรจุไว้แลว้ สถูปนั้น
จะประดจุ สรา้ งด้วย รัตนะ ๗ ประการ ทง้ั เบื้องบนเบือ้ งลา่ ง ขน้ั บันได
ร่มฉัตรท่ีกางกน้ั น้ำค้าง กระดง่ิ กังสดาล เสาค้ำกล็ ว้ นคอื รัตนะ ๗ ประการ
ทิศทัง้ ๔ ของสถปู จะปรากฏกายของพระพุทธเจ้า เพราะพระธรรมนี้เปน็ เหตุ
พระพุทธเจ้าทั้งปวงจึงประทับรักษาอยู่ตลอดกลางวนั และกลางคืน
หนา้ ๑๑
สปั ตรตั นสถปู นนั้ ประดิษฐานพระบรมธาตุท่วั วรกายของพระพทุ ธเจา้
ดุจครรภแ์ ห่งรตั นะท่ีวิเศษ อำนาจของธารณีทำให้สถูปน้ี สูงถึง
อกนิษฐาพรหมโลก บรรดาเทพทัง้ ปวงจะเลือ่ มใสคุ้มครองและ
บูชาทง้ั กลางวันและกลางคนื ”
พระวัชรปาณีทูลว่า “ เพราะเหตปุ ัจจัยใดพระสตู รน้ี จึงมกี ศุ ลที่วิเศษย่ิงนกั
พระเจา้ ข้า ” ตรสั วา่ “ เปน็ เพราะฤทธานุภาพของ
รตั นครณั ฑมุทราธารณีมนตรน์ ี้ ” ทลู ว่า “ ขอพระตถาคตเจา้ โปรด
เมตตาหม่ขู ้าพระองค์ตรัสธารณีมนตร์น้ีเถิด พระเจา้ ข้า ”
ตรัสวา่ “ จงสดบั และตรึกตรองไว้ในจติ อย่าได้ลมื เลอื นพระพทุ ธเจ้า
ทั้งปวงในปัจจุบนั และอนาคตได้แบง่ กายมาสถติ อยู่ก่อนแล้ว
พระบรมธาตุท่วั วรกายของพระพทุ ธเจา้ ในอดตี ก็ประดิษฐานอยู่ใน
รตั นครัณฑมทุ ราธารณมี นตร์ทั้งส้นิ ตรีกาย ของพระพุทธเจา้ ท้ังหลาย
ก็ประดิษฐานอยภู่ ายในเช่นกนั ”
หนา้ ๑๒
ครั้งนนั้ พระพุทธโลกนาถ ทรงแสดงธารณีมนตร์ ดงั นี้
คำอา น รตั นครัณฑธารณี
นมสั ะ ตรัยะ-ธวิกานา-ม
สะรวะ ตถาคตานา-ม
โอม ภวุ ิ-ภวนะ วเร ว-จเร ว-จเต
จลุ -ุ จลุ ุ ธระ-ธระ สรวะ ตถาคะตะ ธาตุ
ธเร ปัทมามัม ภวติ ชยะ วเร มจุ ุเล
สะมะระ ตถาคะตะ ธัมมะ จักระ
ประ-วะ รัตนะ วัชเร โพธิ-มัณฑะ
อลมั การะ อลมั กฤเต
สะระวะ ตถาคะตะ-อธษิ ฐิเต
โพธายะ-โพธายะ โพธ-ิ โพธิ
พทุ ธะยะ-พทุ ธะยะ
สมั โพธะน-ิ สมั โพธะยะ
จะละ-จะละ จลนั ตุ สะระวะ
อาวรณานิ สะรวะ ปาปะ วคิ ะเต
หรุ ุ หุรุ สะรวะ โศกะ วคิ ะเต
หนา้ ๑๓
สะรวะ ตถาคะตะ หฤทัยะ วัชะริณิ
สมั ภะระ สัมภะระ สะรวะ ตะถาคะตะ
คหุ ะยะ ธารณี มทุ เร
พุทเธ สพุ ุทเธ สะรวะ ตถาคะตะ
อธษิ ฐติ ะ ธาตุ คระเภ สวาหา สะมะยะ
อธษิ ฐเิ ต สวาหา
สะรวะ ตถาคะตะ หฤทยั ะ ธาตุ
มทุ เร สวาหา ส-ุ ประตษิ ฏติ ะ สถูเป
ตถาคะตะ-อธิษฐิเต
หรุ ุ หรุ ุ หมู หมู สวาหา
โอม สะรวะ ตถาคะตะ อุษณษี ะ
ธาตุ มทุ ราณิ สะรวะ ตถาคะตะนาม
สะธาตุ วภิ ษู ิตะ อธษิ ฐิเต
หมู หูม สวาหา ฯ
หน้า ๑๔
เมือ่ พระพทุ ธองคต์ รสั ธารณมี นตรน์ แ้ี ลว้ พระพทุ ธเจ้าทั้งหลายที่
ประดิษฐานในเนินดนิ ทรงสรรเสริญวา่ “ สาธุ สาธุ
พระศากยมุนโี ลกนาถ ผทู้ รงพน้ จากโลกแห่งอบายแลความเสือ่ ม
เพอ่ื ยงั หติ านุหติ ประโยชน์แก่สรรพสัตวผ์ ไู้ รท้ พี่ ึ่ง พระองค์ไดแ้ สดง
คัมภรี ธรรมเชน่ น้ี เพอ่ื ให้พระธรรมคงอยใู่ นโลกธาตตุ ลอดไป เพ่อื ยัง
ประโยชน์สขุ ไพบลู ย์ ให้บังเกดิ ความผาสุกและความเกษมเปน็ อนั มาก ”
พระพุทธองค์ตรสั กับพระวชั รปาณีวา่ “ จงฟงั ๆ ธรรมนม้ี ี
ฤทธานภุ าพไม่มีประมาณ สามารถยังประโยชนส์ ขุ ได้ไร้ขอบเขต
อปุ มาแก้วจินดามณีทยี่ อดเกตุแห่งธวชั ธงชัย ทโ่ี ปรยปรายสายฝน
แหง่ รตั นะอยเู่ ปน็ นิจ ทำให้ปณิธานทง้ั ปวงสมบูรณ์พร้อม ตถาคต
แสดงได้โดยย่อเพยี งหนง่ึ ในหมนื่ ส่วนเท่านน้ั เธอพึงจำทรงไวใ้ นใจ
เพอื่ ประโยชนส์ ุขของสรรพสัตวเ์ ถิด
หากมคี นชั่วท่สี ิน้ ชพี แลว้ ยอ่ มตกนรกภมู ิ รบั ทกุ ขเวทนามิได้หยดุ พกั
การนิรโทษหลดุ พ้นนน้ั ก็ไมม่ ีกำหนด หากบุตรหลานเรียกชอ่ื ผ้มู รณะ
พร้อมกับสวดธารณีนี้เจด็ จบ กระทะทองแดง และเหลก็ เพลิงรอ้ นจะเปลี่ยน
เป็นสระโบกขรณีทอี่ ดุ มดว้ ยอัฐฏางคิกวารีทันที ดอกบวั จะผดุ ขน้ึ
รองรบั ใต้ฝ่าเทา้ รตั นฉตั รจะกางกั้นอยเู่ บอ้ื งบน ทวารแห่งนรกจะพินาศไป
หนทางแหง่ ความรูแ้ จ้งจะเปิดออก แลว้ บัวทิพยน์ ้นั จะลอยไปยงั
สุขาวตโี ลกธาตุจะรู้แจ้งปัญญาญาณทั้งปวงได้เฉพาะตน มีปฏิภาณไม่สน้ิ สดุ
และเกี่ยวเนอื่ งกบั การเกิดอีกครั้งเดียว ก็จะสำเร็จพทุ ธภมู ิ
หน้า ๑๕
สรรพสตั ว์ท่ีมากดว้ ยวิบากกรรม เป็นเหตใุ หร้ า่ งกายประชมุ ด้วยโรค
นับรอ้ ยประการ ในจติ ก็ทกุ ข์ทรมาน จงสวดธารณีนี้ย่ีสบิ เอด็ จบ
โรคทั้งร้อยประการและความทรมานหม่ืนประการ จะมลายสน้ิ ไป
ในคราเดยี ว จะมอี ายยุ ืนยาว มีกศุ ลบารมีไม่สนิ้ สดุ
หากบคุ คลท่ีมีกรรมเพราะตระหนีถ่ ่เี หนียว ละโมภโลภมาก
ทำใหไ้ ปเกิดในครอบครัวท่ีอัตคัตยากจน ปราศจากอาภรณ์ปกปิดกาย
และไรโ้ ภชนาหารประทังชีวติ สังขารซบู ผอมออ่ นแอ ผูน้ ีจ้ ึงสำนกึ ละอายแล้ว
เขา้ ปา่ เดด็ เอาดอกไม้นานาชนิดบดเปน็ ผงหอมแลว้ นำเครื่องหอมนน้ั
ไปยงั สถูป นมัสการดว้ ยเศียรเกล้าประทกั ษิณเจด็ รอบ แลว้ หล่งั นำ้ ตา
เพราะสำนึกผดิ ในอดตี ดว้ ยอำนาจของธารณีและสถปู จกั ทำใหค้ วามยากจน
มลายสิ้น มคี วามมง่ั คั่งทนั ที รัตนะทง้ั ๗ จะโปรยปรายดจุ สายฝน
ความอดอยากยากเข็ญหมดไป ในเวลาน้จี งตอบสนองพระคุณของ
พระพทุ ธเจ้าและพระธรรม ดว้ ยการบรจิ าคทานแก่ผู้ยากไร้ หากว่าเกิด
จติ ตระหนแ่ี หนหวงแลว้ ไซร้ รตั นธนสารก็จะหมดสิ้นอยา่ งรวดเร็ว
หนา้ ๑๖
หากมผี จู้ ะปลูกฝังกุศลมลู พงึ สร้างสถปู ตามกำลงั
แมว้ ่าสร้างด้วยดนิ โคลนหรอื อฐิ ตามความสามารถ
ที่จะกระทำได้ ใหม้ ขี นาดใหญป่ านอาศรม
หรอื สูงเพยี งสอี่ งคุลี ไดจ้ ารกึ ธารณบี รรจุ
ภายใน แล้วสกั การะด้วยของหอมและดอกไม้
น้อมศรี ษะอภวิ าทบูชาแล้วไซร้ ด้วยอำนาจ
แห่งธารณีและจิตศรทั ธา ทำให้สถปู องคเ์ ลก็ นัน้
เกดิ ควันหอมกลุ่มใหญ่ ส่งกล่ินหอมและเปล่งรศั มีสวา่ งไปทั่วธรรมธาตุ
ปรากฏเปน็ รัศมเี รืองรองทำพทุ ธกิจได้อย่างไพบลู ย์ เม่อื บรรลกุ ุศล
เบอื้ งตน้ น้แี ล้ว เมอื่ หวังส่งิ ใดทเี่ ปน็ สาระกจ็ ะสมปรารถนาทุกประการ
หากในยคุ ท้ายปลายกัลป์ พทุ ธสาวกทั้งสจ่ี ำพวก กุลบุตรกุลธดิ า
ทปี่ รารถนาพระอนตุ รสัมมามรรค พึงสรา้ งสถปู อย่างสุดกำลัง
แลว้ บรรจุธารณีมนตรน์ ี้ไวภ้ ายใน กจ็ ะไดอ้ านิสงคท์ ี่กล่าวพรรณนา
ได้ไมจ่ บส้ิน
หากบุคคลปรารถนาวาสนาบุญญาธิการจงไปที่สถปู น้ัน
แลว้ นมัสการสักการะด้วยดอกไม้แล้วเครอ่ื งหอม เพียงสงิ่ ละหนง่ึ อยา่ ง
และประทักษิณาวัตร ด้วยอานสิ งค์น้ี จะส่งใหร้ ุ่งเรืองในยศศกั ด์เิ อง
มิตอ้ งวอนขอ อายขุ ัยยดื ยาวเอง มิต้องวอนขอเหลา่ ศตั รูจะสยบไปเอง
อาถรรพ์คณุ ไสยมิอาจให้โทษภัยจะหวนคืนสทู่ ่มี า กาฬโรคและอากาศพิษ
จกั สลายไปเอง จะไดค้ ่คู รองหญงิ ชายท่ดี ีงามแมม้ ิวอนขอก็จะไดร้ บั
หน้า ๑๗
ผู้เป็นบุรุษย่อมไดเ้ ปน็ ปราชญเ์ มธี ผู้เป็นสตรยี อ่ มมีสริ ิลักษณโ์ สภา
ซงึ่ มิต้องวอนขอจะสำเร็จได้เอง ความปรารถนาจะสำเรจ็ ทุกประการ
หากมีนกกา นกกระจอก นกพริ าบนกเค้าแมว หมาใน ยุงป่า
มดปา่ แมลงต่างๆ เข้ามาใตร่ ่มเงาของสถูป ไดใ้ ชเ้ ทา้ สัมผัสลานหญ้านน้ั
เพียงชว่ั ครู่ วบิ ากกรรมทเ่ี ศรา้ หมองจะสน้ิ ไป ได้รู้แจง้ ตนื่ จากอวชิ ชา
เหมือนเข้าส่พู ุทธเคหะแล้วหยบิ ฉวยเอาธรรมสมบตั ไิ ดต้ ามใจ จกั ประสาใด
ท่ีบคุ คลเหลา่ น้ันได้เหน็ รูปลกั ษณข์ องสถูป หรอื ได้ยินเสยี งระฆัง หรอื ไดย้ ิน
นามแหง่ สถปู หรอื อยใู่ ตร้ ม่ เงาของสถปู กรรมวบิ ากจักหมดส้ิน สมปรารถนา
ในทุกสิง่ ปจั จบุ ันชาติจะผาสกุ อนาคตชาติย่อมไปอุบัติทีส่ ขุ าวตีพทุ ธเกษตร
หากผใู้ ดมีกำลังเพียงนำดนิ โคลนหนึง่ กอ้ น มาชโลมสถูปหรอื
พอกกำแพง หรือลำเลียงศิลาหน่งึ กำมอื พยงุ คำ้ ยนั มิให้สถูปโอนเอน
ทลายลง อานิสงค์น้จี ะสง่ ผลใหม้ ีวาสนาและอายุขยั ยืนยาวเมอ่ื ส้ินชพี แล้ว
จะได้กำเนดิ เปน็ พระเจา้ จกั รพรรดิ
หากตถาคตปรนิ พิ พานแลว้ บรรดาพุทธบรษิ ทั ส่ีท่ีจะอนเุ คราะห์โลก
ให้พน้ จากทุกข์ พงึ บูชาสถูปน้ีดว้ ยเครอื่ งหอมและดอกไม้ ต้งั ปณธิ าน
ดว้ ยความจรงิ ใจแล้วสาธยายธารณีนี้ โดยแตล่ ะอกั ษรและประโยค
จะเปล่งรศั มสี วา่ งไปในอบายภมู สิ าม เครือ่ งทรมานจะถูกกำจัดสนิ้ ไป
ทำใหส้ รรพสตั ว์ได้หลดุ พน้ จากความทกุ ข์ พทุ ธโคตรรงุ่ เรอื งไพบูลย์
สามารถเลือกไปอบุ ตั ิยงั วศิ ทุ ธภิ ูมิต่างๆ ในทศทศิ ไดต้ ามใจปรารถนา
หน้า ๑๘
หากมีผ้อู ยู่บนยอดเขาสงู แล้วสาธยายธารณีน้ีด้วยความตั้งใจ
ไดท้ อดสายตามองออกไปในโลกธาตทุ ้งั ใกล้ไกล ในหมู่เขา พนาสณฑ์
ปา่ ไพร ชลธาร แมน่ ำ้ มหาสมทุ ร หมูส่ ตั วต์ า่ งๆ ในทเี่ หล่าน้ันทมี่ ี
ขนปกคลมุ กาย มปี กี มีเกลด็ มกี ระดองทงั้ ปวง จะหมดสิน้ จากความทุกข์
ได้รูแ้ จง้ ต่ืนจากอวิชชา พุทธภาวะสามประการ(?) จะปรากฏขึ้น
ซึ่งสรรพสัตว์มอี ยแู่ ตเ่ ดิมแล้วได้เขา้ ถงึ มหาปรินพิ พานในทสี่ ุด
หากผ้อู ่นื ได้คบหา หรือสัญจรบนหนทางเดียวกัน หรอื สัมผสั
กระแสลมที่กระทบอาภรณ์ หรอื เหยียบบนรอยเท้า หรอื เพยี งพบหนา้
หรือสนทนาชวั่ ขณะกับบุคคลผูน้ ้ีแลว้ ไซร้ อกศุ ลกรรมหนกั ของบคุ คล
ทัง้ ปวงนีจ้ ะลดน้อยจนหมดสนิ้ ไป ไดบ้ ริบรู ณใ์ นสทิ ธิ ”
ครงั้ น้ัน พระพุทธองคม์ ีพระดำรัสกับ
พระวัชรปาณวี า่ “ ธารณสี ูตรทล่ี กึ ลบั นี้
ตถาคตขอมอบใหพ้ วกเธอทัง้ หลายๆ
พึงเคารพยำเกรงและธำรงรกั ษาไว้
จงเผยแผไ่ ปในโลกธาตุ จงถา่ ยทอด
แก่สรรพสัตว์อยา่ ให้ขาดส้นิ ”
หนา้ ๑๙
พระวัชรปาณีทูลวา่ “ ข้าพระองค์น้อมรบั พระพทุ ธบญั ชา
ขอให้ข้าพระองค์ทง้ั หลายได้ตอบแทนพระคณุ อันใหญห่ ลวงของ
พระโลกนาถเจา้ ตลอดทพิ าราตรีกาลจะตามธำรงแลรักษาไว้
จะกล่าวแสดงไปทัว่ โลกท้ังปวงหากมีสรรพสตั ว์ใดจารกึ จดจำ
ระลกึ อยใู่ นจติ มิขาดหายแลว้ ไซร้ ข้าพระองคพ์ ร้อมด้วย
ทา้ วสักกะพรหม จตโุ ลกบาลเทวราช นาคา เทพเจ้า และสตั ว์ในคติทง้ั แปด
จักตามอารักขา ดูแลอยูต่ ลอดกลางวนั และกลางคนื
มไิ กลหา่ งแม้ชัว่ ขณะเลย ”
พระพุทธองค์ตรัสวา่ “ ดีแลว้ วชั รปาณี เพราะเธอจะยัง
ประโยชนส์ ุขท่ีย่ิงใหญ่ใหส้ รรพสัตว์ในอนาคต จงึ ไดร้ กั ษาพระธรรม
นไ้ี ว้ไม่ให้อวสานไป ”
ครนั้ แล้วในสมัยนน้ั เมือ่ พระโลกนาถเจา้ ตรัสแสดง
รัตนครัณฑมุทราธารณี นี้ เพือ่ กระทำพทุ ธกิจใหอ้ โุ ฆษไพศาลแลว้
จากน้นั จงึ เสดจ็ พทุ ธดำเนนิ ไปยงั เรอื นแห่งพราหมณ์ เพ่ือรบั การ
สกั การะนานาประการทำให้เวลาน้นั หมู่มนษุ ย์และเทวดาไดร้ บั
อานิสงคม์ หาศาลแล้วจงึ เสด็จกลับ
ในครัง้ น้ันบรรดามหาชนท้ังปวง
มภี กิ ษุ ภิกษุณี อบุ าสก อบุ าสกิ า เทพเจา้
นาคา ยกั ษ์ คนธรรพ์ อสรู ครุฑ กนิ นร มโหราค
มนุษยแ์ ละอมนุษยท์ ุกหมเู่ หลา่ ลว้ นบงั เกดิ
โสมนัสยนิ ดี นอ้ มรับปฏิบตั สิ นองพระพุทโธวาทสบื ไป
หน้า ๒๐
เ��งอรรถ
สัตวใ์ นคติท้งั แปด มี ๑.เทพ ๒.นาค ๓.ยักษ์ ๔.คนธรรพ์ ๕.อสรู ๖.ครุฑ ๗.กนิ นร
การท่ีพระตถาคตเจา้ ทรงหลั่งนำ้ พระเนตร ในข้อนหี้ าใชพ่ ระองค์ทรงมี ความโศกเศร้า
หรอื การที่ทรงสรวลนัน้ หาใช่เพราะสะเทือนแกพ่ ระทยั ไม่ หากต้องการจะแสดงอปุ ายะ
ให้สรรพสตั ว์ รู้วา่ พระสถูปนมี้ ีความสำคญั ยง่ิ เทา่ นัน้
พระอุษณษี ะ อาจแปลได้ว่า สว่ นอนั เป็นอษุ ณยี ข์ องพระตถาคตเจ้า
น้ัน กค็ อื พระบรมธาตุ หรือกระดูกสว่ นบนสุดของศรษี ะของพระตถาคต
ทศภมู ิ หมายถึงภมู ิบารมีของพระโพธสิ ตั ว์ ๑๐ ระดบั ตามคติมหายาน ผูท้ ีจ่ ะสำเร็จ
เป็นพระพุทธเจ้าได้ จะตอ้ งบำเพ็ญสมบูรณ์พร้อมซึง่ ทศบารมี หรือทศภูมิกอ่ น
ปารมติ า ๖ ประการ คุณชาติท่ีจะพาถึงฝงั่ นิรวาณ ๖ ประการมี
๑) ทานบารมี ๒) ศลี บารมี ๓) ขนั ตบิ ารมี
๔) วิริยบารมี ๕) ฌานบารมี ๖) ปัญญาบารมี
รตั นมณอี นั มีคา่ ในท่นี ้ีหมายถงึ พระสตู รนี้ ที่ยงั ใหผ้ ศู้ รทั ธาและปฏบิ ัติตาม
ได้รบั ประโยชนม์ หาศาล
เบญจอภิญญา การแสดงฤทธ์ิ ๕ ประการ มี
๑) อทิ ธวิ ธิ ี-แสดงฤทธ์ไิ ด้ ๒) ทพิ ยจักษ-ุ ตาทิพย์
๓) ทพิ ยโสต-หูทพิ ย์ ๔) เจโตปริญาณ-ญาณทก่ี ำหนดรู้ใจผู้อน่ื
๕) บพุ เพนิวาสานสุ สตญิ าณการระลกึ ชาตไิ ด้
เบญจดาราเทพ มพี ระอังคาร พระพุธ พระพฤหสั พระศุกร์ และพระเสาร์
สัตว์เล้ียงหกชนดิ มี ม้า, ววั ควาย, แพะแกะ, สกุ ร, สุนัข, ไก่
ตรกี าย คอื กายทั้ง ๓ ประเภทของพระพทุ ธเจา้ แบ่งเปน็
๑. ธรรมกาย ๒. สมั โภคกาย และ ๓. นริ มาณกาย
อบายภมู สิ าม มี เดรจั ฉาน เปรตและนรก
สขุ าวตโี ลกธาตุ ดนิ แดนพุทธเกษตรของพระอมิตาภะพุทธเจ้า อยทู่ างดา้ น
ทิศตะวนั ตกของโลกเรานี้
หน้า ๒๑
พระสูตร
“ เปา เ��ย อน�ิ ถวั หลัว หนี ”
กลาวไวดงั น้ี
สาธุชนใดสร้างสถูปและเขียนคาถาอนั ศักดส์ิ ิทธ์บิ รรจุไว้ภายใน
หลงั บรรจเุ สรจ็ สถปู น้ี ดง่ั ประสทิ ธิด์ ว้ ย รัตนะทั้งเจ็ดอย่าง
ดงั ประดษิ ฐานพระสารีริกธาตทุ ้ัง พระวรกายของพระพทุ ธเจา้ ในอดตี
และตรกี ายพระพทุ ธองค์ ( ธรรมกาย,สัมโภคกาย,นิรมาณกาย )
ไวใ้ นครรภธาตุ (ส่วนของสถปู ทีบ่ รรจสุ ารีริกธาตุ) หรือสาธชุ นใด
ต้องการสรา้ งบุญกุศล โดยสรา้ งสถูปดนิ หรืออฐิ กระเบ้ืองตามแต่
ศรทั ธาขนาดเทา่ ดอกอามลก (อะ-มะ-ละ-กะ) สูง ๔ นว้ิ เศษ
เขยี นคาถาศกั ด์สิ ทิ ธบ์ิ รรจไุ วใ้ น ครรภธาตุ (คบั -ภะ-ทาด)
สกั การะบชู าด้วยดอกไม้หอม ดว้ ยอานุภาพของคาถาและพลงั ศรัทธา
บงั เกดิ หมอกควันหอมออกจากสถปู น้อยกล่นิ หอมอบอวล สแี สง
แห่งเมฆทอท่วั ธรรมภพ กลิ่นหอมหวลและสว่างเรืองรอง ตา่ งสวดมนต์
นมัสการสาธุสะ หากมีผตู้ ้องการขอพรอันใดใหไ้ ปที่สถูปพร้อม
ดอกไมแ้ ละธูป กราบไหว้บูชา เดินวนสถปู ทางด้านขวา ด้วยอานิสงค์น้ี
ยศศกั ดิโ์ ภคทรพั ยอ์ ายจุ ะเพ่ิมทวี เหลา่ ไพรโี จรขโมยจะพ่ายล่าถอย
แมลงพษิ ร้ายเวทมนตร์ไสยดำไมก่ ล้ากลำ้ กราย มีบตุ ราบุตรกี ม็ ี
สง่าราศมี ่ันหมายสิ่งใดก็สมหมาย
หนา้ ๒๒
แม้กระทงั่ เหล่านกกา นกกระจอก นกเขา และพิราบบรรดายงุ เหลอื บ
มดและตัวตนุ่ ที่มาอาศัยใตเ้ งาสถูปหรือเหยยี บผ่านหญา้ ในบริเวณนน้ั
ยังสามารถทำลายวิบากกรรม ต่ืนจากอวชิ ชามีดวงตาเห็นธรรม
ก้าวสรู่ ม่ ธรรมได้ธรรมเป็นทรพั ย์ แม้ว่าผู้ใดไดเ้ ห็นรูปสถูป ได้ฟงั
เสยี งระฆงั หรือหรอื รู้จักช่อื หรือ พบเห็นเงาเวรกรรมพลอยมลายสิน้
สมหวังดงั ใจ อยู่สุขสบาย พรอ้ มเกดิ ในแดนสขุ าวดี
อานสิ งคค์ าถาเป็นความจริงดังทพี่ ระสูตรไดก้ ลา่ วไว้จงึ
อัญเชิญคาถาเปน็ ภาษาสนั สกฤตเรยี งเปน็ รูปทรงสถปู เพ่อื เป็น
วตั ถุมงคลไวบ้ ูชาหรือบรรจไุ ว้ในสถปู ใหม่หรอื เก่า และพระสตู ร
ยงั กล่าวไวว้ ่าหากอัญเชญิ คาถา
ไวใ้ นองค์พระพุทธรูป
เสมือนพระพุทธรปู องค์นน้ั
ได้สรา้ งดว้ ยรัตนะทง้ั ๗ อย่าง
และศักดิส์ ิทธด์ิ ังใจหวงั
พระอโมฆวชั ระ ชาวอินเดียใต้ วัชราจารยแ์ ห่งนิกายวัชรยาน
ไดแ้ ปลจากภาษาสันสกฤตสูภ่ าษาจีน ในสมัยราชวงศถ์ ัง
พระวศิ วภัทร เซีย่ เก๊ียก แปลจากภาษาจนี ส่ภู าษาไทย
ท่ีมา : พระสูตรมหายานแปลไทย
จาก www..mahaparamita.com
หนา้ ๒๓
คาถา
“เปา เ��ย อิน� ถวั หลัว หนี”
นะโม ซตี าลยี า ตวี ี กานมั ซาราวา
ตะทากะตานัม อง โบวพิ า วาตา วารี
วาจารี วาจาตาอี ซูรู ซรู ู ธารา ธารา
ซาราวา ตะทากะตา ธาตู ธารี ปัทมา
ปาวาตี จายาวารี มตู รี ซะมารา
ตะทากาตา ตามา จักรา ปราวาตะนา
วาจิริ โพธิ ปานา รมั การา รมั กริ ตี
ซาราวา ตะทากาตา ตสิ ตเิ ต
โพธยิ า โพธยิ า โพธิ โพธิ
พทุ ธายา พทุ ธายา
ซมั พทุ ธานิ ซัมพุทธายะ
จาลา จาลา จาลัมตู
ซาราวา วารานานิ ซะราวา
ปาพาวกิ าเต หุรู หรุ ู
หนา้ ๒๔
ซาราวา ซูกา วกิ าตี ซาราวา
ตะทากะตา หริทายา วาจริ าณิ
ซัมปารา ซัมปารา ซาราวา
ตะทากะตา ซฮู ายา ธาราณี
มตู รี โพธิ ซโู พธิ
ซาราวา ตะทากะตา ติสตติ า ธาตู
กาเป ซาวาฮา ซามายา
ตสิ ติเต ซาวาฮา ซาราวา ตาทากะตา
หริตายา ธาตู มตู รี ซาวาฮา
ซูปรา ติสติตา ซาตูเป ตะทากะตา
ติสตเิ ต หุรู หรุ ู
ฮง ฮง ซาวาฮา
อง ซาราวา ตะทากะตา อสุ นิซา ธาตุ
มตุ รานี ซาราวา ตะทากะตมั
ซาตา ตวู ี โบซติ า ตสิ ติเต
ฮง ฮง ซาวาฮา
หน้า ๒๕
องค์คุรุปัทมสัมภาวะ
หน้า ๒๖
บทอัญเชญิ องค์ครุ ุปทั มสัมภาวะ ๗ ประโยค :
หูมํพระวัชรคุรพุ ระองคใ์ ดผู้ประทับอยูท่ ่ี เมอื งอูจนิ ด้าน
ตะวันตกเฉยี งเหนอื พระองค์ผถู้ ือกำเนิดในดอกบวั ทา่ มกลาง
มหาสมทุ รไดบ้ รรลซุ ง่ึ สิทธิอนั ประเสริฐและหาได้ยากยงิ่ โลก
จึงถวายพระนามวา่ “ ปทั มสัมภาวะ ” ประทับแวดลอ้ มอยดู่ ้วย
ปวงฑากินีทง้ั ปวง ขา้ พเจา้ ขอนอ้ มปฏิบตั ิตามองค์คุรุปทั มาจารย์
พระองค์น้ันขออัญเชญิ องคว์ ชั รครุ ุ โปรดเสด็จมาอภิเษกโดยเร็ว.
คาถา
“ โอม.อา.ฮุง.วัชระ.กูรู.
เปะมา.สทิ ธ.ิ ฮุง ”
ครุ ุปัทมสมภพ พระผเู้ ป็นศูนย์รวมแหง่ กาย วาจา ใจ ลับของ
พระอมิตาภะพทุ ธเจา้ พระอวโลกิเตศวร และพระศากยมุนีพทุ ธเจ้า
หลอมรวมเป็นหนง่ึ เดยี วบงั เกิดเปน็ มหาศกั ดา วัชรนิรมานกาย
ทา่ นทรงเป็นผสู้ ยบเหลา่ มารใหร้ แู้ จ้งในสนั ดานช่วั แห่งตน
ทำใหบ้ งั เกดิ ศรัทธาธรรม ทรงปรากฎเปน็ วชั รกายหกภูมิ
เพื่อโปรดสรรพชวี ิตในแต่ละภูมิให้ได้บรรลุ วิมุตติถึงการหลุดพน้
เดด็ ขาด หนา้ ๒๗
ครุ ปุ ัทมสมภพ ดว้ ยประสงคท์ ่จี ะ ปราบปราม
สรรพชวี ติ ที่มที ฐิ อิ นั แขง็ แกร่งยากที่จะโปรดใหบ้ รรลธุ รรมได้
ทำใหต้ ้องสำแดงกายดุรา้ ยทมี่ เี ดชะบารมแี กร่งกลา้ เหล่ามารรา้ ย
นอกศาสนาตา่ งสยบยอมสวามภิ กั ดทิ์ งั้ ส้นิ
ทา่ นถา่ ยทอดพระธรรมโปรดสรรพชีวิตทัง้ หลายในอนิ เดยี เนปาล
เป็นเวลาถึงแปดร้อยกว่าปี ดว้ ยพระปัญญาและพระเมตตา ควบค่กู นั
ต่อมาภายหลังไดร้ บั การอญั เชิญจากกษตั รยิ ต์ รีซง เดเชน ให้เสด็จ
ไปประดิษฐาน พระพทุ ธศาสนาในธเิ บต ในราว พ.ศ. ๑๓๐๐
หนา้ ๒๘
คุรปุ ัทมสมภพ
ทรงมบี ทบาทสำคัญในการ
สยบมารรา้ ยท่ีคอยขัดขวาง
การเผยแพรพ่ ระธรรม
ทรงใหพ้ รและปลุกเสก
สถานทต่ี ่างๆ ในธเิ บตจน
พระพทุ ธศาสนาสามารถ
ประดษิ ฐานและร่งุ เรอื งสุดขดี
ถงึ ปจั จุบัน ชาวธิเบตต่าง
สักการะ ทา่ นเสมือนหน่ึง
พระพทุ ธเจ้าองคท์ ี่สอง
องคค์ ุรฯุ ไดก้ ล่าวไวว้ า่ “ อาตมามไิ ด้ไปหรือมา ผทู้ มี่ ศี รัทธา
อาตมาจะสำแดงใหเ้ หน็ ตรงเบือ้ งหน้า และถา่ ยทอดพระธรรม
ใหท้ กุ เดอื น วนั ท่ี ๑๐ อาตมาจะมาสอดสอ่ งดแู ลเหล่า สาวกท้งั หลาย ”
เน่ืองจากพระองค์ ทรงเป็นหนึง่ เดียวกบั พระอมติ าภพทุ ธเจ้าและ
พระอวโลกเิ ตศวรโพธิสตั ว์ การปฏิบตั บิ ูชาพระองค์จะทำใหผ้ ู้นน้ั
พัฒนาจติ สกู่ ารหลดุ พ้นไดอ้ ย่างรวดเร็ว คาถาหัวใจ ประจำพระองค์
ได้แก่
“ โอม.อา.ฮุง.วัชระ.กรู ู.
เปะมา.สทิ ธิ.ฮุง ”
หนา้ ๒๙
องคค รุ ุปท ม��มภาวะ
กลาวไวดงั น้ี
" เมอื่ ปฏบิ ัตธิ รรม เธอต้องฝึกตนเร่อื งพนื้ ฐาน 10 ประการใหส้ มบรู ณ"์
๑. จงทำความกระจ่างดา้ นทัศนะและทำความเขา้ ใจในคำสอนต่างๆ
ดุจครุฑที่คำรามร้องในทอ้ งฟา้
๒. จงรักษาศลี ให้มั่นคงอยา่ หว่นั ไหวดุจชา้ งท่ีย่างลงน้ำ
๓. จงฝกึ ฝนด้วยการทำสมาธิขจดั ความมืดแห่งอวิชชา ดจุ จุดตะเกยี งท่ามกลางความมดื
๔. จงบรรลุเป้าหมายดว้ ยการปฏบิ ัติตามข้ันตอนของคำสอนปลดปลอ่ ยส่งิ ที่ปรากฏขนึ้
ในธรรมชาตขิ องตนดจุ การแสวงหาแก้วสารพัดนกึ
๕. จงก้าวไปขา้ งหน้าด้วยการเขา้ พิธถี า่ ยคำสอนและปัญญา หลดุ พน้ จากความกลัว
ที่จะตกลงสู่สังสารวัฏดจุ เจา้ ชายทีก่ ้าวลงจากบลั ลงั ก์
๖. จงรักษาสมั ยะ ความสัมพนั ธ์ครุ กุ ับศิษย์ให้เป็นไปอยา่ งถกู ต้องอยา่ ใหส้ งิ่ ที่ทำ
ต้องเปลา่ ประโยชนด์ ุจพืน้ ดินอนั อดุ ม
๗. จงปลดปล่อยตนเองใหห้ ลดุ พ้นดว้ ยการเรยี นรปู้ ฏบิ ัตติ ามธรรมะในทุกสิ่ง
ดจุ ผ้ปู ระเสรฐิ ปลดตนออกจากตรวน
๘. จงเปรียบเทียบความรู้จากทกุ แหล่ง เข้าใจหลกั พทุ ธปรชั ญาจากทุกสำนกั
ดจุ ผ้งึ แสวงหารงั
๙. จงกลน่ั กรองความร้จู นตกผลึกเข้าใจว่าคำสอนมากมายนั้นลว้ นมรี สชาดเดียวกัน
ดจุ พอ่ ค้านำผลกำไรมารวมกนั
๑๐. จงเขา้ ถึงความรู้อนั ประเสรฐิ เขา้ ใจใหช้ ดั เจนและแยกแยะความหมายทง้ั หลาย
ของคำสอนดุจเดียวกบั การเดนิ ถงึ ยอดเขาพระสเุ มร
คนในดนิ แดนแหง่ หมิ ะผู้ปรารถนาเป็นผ้ทู ีม่ คี วามรู้ โดยปราศจากการฝกึ ตน ในนัยสำคัญ
เหล่าน้ีจะกลายเปน็ ผูป้ ฏิบัตทิ ่ศี ึกษาแบบแยกส่วนนี่เปน็ เพราะเขาไม่ปฏบิ ัตติ ามหลักท้งั
สบิ ประการอนั เปน็ พนื้ ฐานนี้
– Padmasambhava
from the book "Dakini Teachings:
A Collection of Padmasambhava's Advice to the Dakini Yeshe Tsogyal"
หน้า ๓๐
ประสานจติ สู่จิตของครุ ุ คือ ยกคุณภาพจติ
ใหเ้ ป็นคณุ ภาพเดียวกับคุรุ ผา่ นการปฏิบตั ิ
ทุกประการตามคุรสุ อนทงั้ ภายนอก ภายใน
กาย วาจา ใจ แลว้ เขา้ สู่การปฏบิ ัติสมาธิ
กำหนดจิตถงึ ครู ถงึ สภาวะแหง่ ปญั ญา
และเมตตาทค่ี รูมีและกำหนดจติ (ตงั้ จติ ) ว่า
ตนเองมคี ุณภาพเช่นเดยี วกับครู
ถ้าคุณภาพ ทบ่ี ่มเพาะทาง กาย วาจา ใจ
มเี หตุปัจจยั พอท่ที ำให้ คุณภาพของตน
ถึงซงึ่ คณุ ภาพของครู ครูกบั ตน
ก็คอื สง่ิ เดียวกัน
แตใ่ นทางวัชรยาน ยงั มอี ีกเงือ่ นไข
ที่นา่ คิดคือ การปฏบิ ตั ใิ ห้ถงึ ครเู ปน็ วิถที ี่เป็นความลับ สอนจากบุคคลสู่บุคคล
รายละเอียดไม่สาธยายสู่สาธารณะและถ้าไมไ่ ด้เข้าพธิ รี ับอนุญาติ
อาจเกดิ อันตรายทางจติ ได้หากไปลองทำเอง
จงึ อนุมานว่า การเขา้ ใหถ้ ึงครูน้ีเหมอื นการเปดิ ประตู เดินทางไปหาคุรุ
ผซู้ ึง่ เปน็ คุณภาพทางนามธรรมหน่งึ หากมีกำลงั คุณภาพจติ พอ
เดินทางไปใกล้ท่านได้ถึงจุดท่ี ท่านเปดิ ประตูรับพลงั บารมีของทา่ นอาจดงึ เรา
เข้าสู่กระแสแหง่ คณุ ภาพทางนามธรรมทีท่ ่านทรงอยู่
ดจุ นำ้ ทกุ สายทเี่ ดินทางสมู่ หาสมุทรก็เปน็ ได้
หนา้ ๓๑
พทุ ธศาสนาวชั รยาน
คำวา่ “วัชรยาน” หรือยานแห่งวชั ระ เป็นชื่อของพระพุทธศาสนาแบบทิเบต ซงึ่ ถือ
อุดมคติของพระโพธิสตั ว์ นัน่ คือ การตงั้ ปณธิ านวา่ จะเขา้ ถงึ การบรรลุธรรมเพื่อกลบั มา
ยงั ประโยชนแ์ กส่ รรพสตั ว์ จนสัตว์ชีวติ สุดทา้ ยจะไดเ้ ข้าถงึ การหลุดพน้ วัชรยานจงึ เปน็
พุทธมหายาน แตม่ คี วามแตกต่างจากมหายานโดยทัว่ ไป ตรงทน่ี ำผล คือการบรรลุธรรม
มาเป็นหนทางแหง่ การปฏบิ ตั ิธรรม โดยต้งั จติ วา่ เราไดเ้ ป็นพระพุทธเจ้าแลว้ เช่น
ในขณะท่คี รสู วดมนต์ ได้ตั้งจติ เลยว่าเป็นครเู ปน็ พระฑากินี เปน็ บุคคลอนั ศกั ดส์ิ ิทธิ์
เป็นเสมอื นพระโพธิสัตวท์ ่ีเต็มเปีย่ มไปดว้ ยศักยภาพทจี่ ะช่วยเหลือผู้อนื่ น่นั คือการ
เอาผลมาเปน็ ตัวตงั้ ในการปฏบิ ัติ แม้ว่าจะยงั ไมไ่ ด้บรรลุสภาวะนัน้ ก็ตาม
การสอนพระธรรมในวชั รยานโดยปกติมสี ามหนทาง หนทางแรกคอื
“พระสูตร” (Sutra) เน้นการศกึ ษาพระสูตรซ่ึงเปน็ คำสอนของพระสัมมาสมั พทุ ธเจา้
ในทเิ บตผู้ท่ศี ึกษาสายนส้ี ่วนใหญ่จะเปน็ นกั บวชซึง่ ไม่เพยี งแต่อา่ นพระสตู รแต่ยังท่องจำ
เนื้อความในพระสูตร คนท่วั ไปไม่คอ่ ยไดม้ ีโอกาสศกึ ษาพระสตู รเทา่ ไรนัก ผ้ทู ี่ศึกษาปฏบิ ัติ
ตามแนวนี้จะเน้นการละโลก (renunciation) ดงั นัน้ หนทางนีจ้ ึงเป็นแนวหลักใน
การปฏบิ ัตธิ รรมของนักบวช
หนทางในการศกึ ษาพระธรรมแบบท่ีสองเรียกว่า “ตนั ตระ” (Tantra) เปน็ การต้ัง
ปณธิ านทจ่ี ะดำรงอยูใ่ นโลก ไม่ละโลก ตัง้ ใจเปล่ยี นโลกให้เป็นพุทธเกษตรซ่ึงเปน็ สวรรค์
ของพระพทุ ธเจา้ อากาศรอ้ นกง็ ดงาม อากาศเยน็ กเ็ ปน็ สงิ่ ทงี่ ดงาม ทุกอย่างเปน็
ลกั ษณะของพระพุทธเจา้ ทเี่ ราปฏิบัติบชู า เมื่อเราเห็นภเู ขา เราก็คดิ วา่ ภูเขานัน้ เปน็
พุทธเกษตรของพระองค์ การปฏิบตั ใิ นสายนี้จะเนน้ การสวดมนตรา เนน้ การบริกรรม
ภาวนาเพ่ือเปล่ยี นจิตของเราให้เป็นเสมอื นจิตของพระพุทธเจา้ นั่นคือ เน้นการ
เปล่ียนโลก (transformation) ผทู้ ีป่ ฏิบัตใิ นทเิ บตจรงิ ๆ แล้วจะปฏบิ ตั ิแนวน้ีมากที่สดุ
ไม่ว่าจะเปน็ ฆราวาสหรือนักบวชก็ตาม
หน้า ๓๒
หนทางในการศกึ ษาพระธรรมแบบสดุ ท้ายคอื “ซกเช็น” (Dzogchen) เป็นหนทาง
พิเศษท่ีสอนเฉพาะบคุ คล ไม่เปดิ ใหค้ นท่ัวไปได้ปฏิบตั ิ ในอดตี แทบจะไม่มใี ครได้ฝกึ ฝน
หรอื ศึกษาหนทางน้เี ลย นอกจากผทู้ ไี่ ปฝากตัวเป็นศิษย์ของคุรุทางดา้ นซกเชน็ แล้วครุ ุ
มอบคำสอนน้ีให้ ทุกวันนถ้ี า้ เราไปถามคนทเิ บตเกย่ี วกับซกเช็น พวกเขาสว่ นใหญ่
จะตอบไมไ่ ด้
แตห่ ลังจากทีท่ เิ บตเสียเอกราช พระอาจารยห์ ลายทา่ นได้ไปใชช้ ีวิตอยใู่ นโลกตะวันตก
ท่านคดิ วา่ มีความจำเปน็ ที่จะตอ้ งสอนพุทธวชั รยานในทกุ แง่มมุ เพราะนกั วชิ าการทั่วไป
ในโลกตะวนั ตกมีความตอ้ งการท่จี ะเข้าใจ ถ้าไม่สอน พวกเขาก็ไปศึกษาเอง แต่การ
ศกึ ษาเองมีโอกาสท่จี ะเขา้ ใจผิดได้งา่ ย ดงั น้นั พระอาจารยใ์ นปัจจุบนั จงึ เร่มิ สอน
ซกเช็นกันและมีการเขียนหนังสอื ออกมาดว้ ย
หนทางซกเชน็ นี้ เราพบเฉพาะในสองนิกายเทา่ นนั้ คอื นิกายเพนิ พุทธเพิน
หรอื ยุงตรุงเพิน (Yungdrung Bon) และนิกายญงิ มาปะ (Nyingmapa) ซึ่งเปน็ นิกาย
โบราณทั้งคู่ โดยเพนิ มีประวตั คิ วามเปน็ มาตง้ั แตป่ ระมาณ ๑๘,๐๐๐ ปีก่อน ตั้งแต่สมัย
พุทธกาลของพระพทุ ธเจา้ เติมปา เชนรบั ส่วนญิงมาปะมีประวตั ิความเป็นมาเมอื่
ประมาณ ๑,๒๐๐ ปี เรมิ่ กอ่ ตัง้ โดยพระครุ ปุ ทั มสัมภวะ ในศตวรรษที่ ๘ ท่ีมกี าร
เผยแผพ่ ระธรรมจากอนิ เดยี มาสูท่ ิเบต
ในนิกายยุงตรุงเพนิ และญงิ มาปะ คำสอนซกเช็นเปน็ คำสอนสูงสุดในบรรดา
เกา้ ข้นั ตอนของการศกึ ษาและปฏบิ ตั ธิ รรม
ทมี่ า : ซกเชน็ วถิ ีแหง่ การตืน่ รู้
โดย พระอาจารย์ลาตรี เคนโป เกเช ญมี า ทรักปา ริมโปเช
ทงเลน วิถแี หง่ การละอตั ตา
กฤษดาวรรณ เมธาวิกลุ ขยายความและถ่ายทอดจากภาษาองั กฤษ
นพ. ภญิ โญ ศรวี ีระชยั และ วลพี ร ธนาธคิ ม บรรณาธิการ
หนา้ ๓๓
ดอกบัวแหง่ พทุ ธะ
พระสูตรเลม่ นี้จัดทำข้ึนมา ด้วยเจตนาอันบรสิ ุทธขิ์ องการสืบทอดพระพทุ ธศาสนา
ฝา่ ยมหายาน - วชั รยาน และเผยแพร่พระศาสนาใหด้ ำรงอยูค่ ูก่ ับแผ่นดนิ ไทยให้ได้
นานแสนนาน
ขออานสิ งส์ในการจดั ทำและตีพิมพห์ นังสือเลม่ น้ี น้อมนำให้ผู้มีจิตศรัทธาและ
ผู้มจี ติ อนุโมทนาทัง้ หลาย จงประสบแตค่ วามสุขความเจรญิ ทงั้ ในทางโลกและทางธรรม
ย่ิงๆ ขนึ้ ไป และขอใหป้ ระเทศไทยของเรารอดพ้นจากความขดั แยง้ ทง้ั ปวง
ขอพระโพธิจติ อันประเสรฐิ จงบงั เกิด ท่ีได้บงั เกดิ แลว้ จงเพิม่ ทวคี ณู ย่งิ ๆ ข้นึ ไป
ราย��อผูสนบั สนุนงานเผยแพรพระสตู ร
หลวงปู่ตน้ บญุ ตกิ ขฺปัญโญ กองบุญทานบารมมี ณโี ชติ
แม่ชีรชั ดา อมาตยกลุ ชมรมจติ ประภสั สร
คุณจนั ทรท์ ิมา เหล่ากอที คุณศรรี ะพร โพธถิ์ ึงและครอบครวั
คุณอำนาจ เหลา่ กอที คณุ เอมอร จันทรร์ ักษ์และครอบครวั
คณุ พงศ์ภัทร เหลา่ กอที คณุ แม่กมิ เชง แซซ่ ิ
คุณภทั รพงศ์ เหลา่ กอที คณุ เพญ็ สุขสบาย
คณุ อรญั ญา ไกรอ่ำ คุณรตั นา สขุ สบาย
คุณสำราญ ขอนงูเหลอื ม คุณมกุ ดา สขุ สบาย
คณุ ยพุ เรศ แสงหวั ช้าง คณุ อานนท์ นนทช์ ะสิริและครอบครัว
คณุ รตั นา จีนติประเภท คณุ กวนิ ทรา นนทช์ ะสริ ิ
ด.ช.ยศกร แสงหวั ช้าง ด.ช.อรรถนนท์ นนทช์ ะสิริ
ด.ญ.ยพุ ารตั น์ แสงหวั ชา้ ง คุณกาญจนา พระวิสัย
ด.ญ.รตั นกร แสงหัวชา้ ง คณุ ประสงค์ พระวิสยั
บริษัท มิกซ์อนิ จำกัด ด.ญ.เฟรมติ า พระวิสัย
คณุ เชิดวฒุ ิ สกลยา ด.ช.ชาลี พระวสิ ยั
พ.ต.อ.ชาตชิ าย -ศศิกาญจ์ ยมาภยั ด.ญ.บวั ชมพู พระวสิ ัย
ดอกบวั แหง่ พุทธะ
ราย��อผสู นบั สนนุ งานเผยแพรพระสตู ร
คุณณฐปกรพรรษ ธีระภทั รธนานนท์ คณุ กติ ติยา เตชวิวรรธน์
Dr.Joachim Heidl คุณพรเทพ วงศก์ ระแสมงคล
ดร. สงวนศักด์ิ เกยุราพนั ธ์ุ ด.ญ.รชั สรุ างค์ วงศ์กระแสมงคล
คณุ พชั รี ปิยะจอมขวญั คณุ วศนิ เตชววิ รรธน์
คุณรงุ่ ทพิ ย์ สมทุ ระประภูต คณุ กมลา เตชวิวรรธน์
คุณสชุ ญา ชาติสมั ปันน์ คณุ ชาญชยั เตชววิ รรธน์
คณุ อรฤทัย ชาตสิ มั ปนั น์ คุณหิรันญา แก้วรตั น์
คณุ ศุภโชค ล่วิ สกลุ รงุ่ โรจน์ คณุ ปัญญา ทวโี ภคา
คณุ ณัฐพากย์ อัจฉราพรเพญ็ คณุ อรุณศรี ทวโี ภคาและครอบครัว
คุณจรยิ าภรณ์ ธนาศกั ดิ์สงิ ห์ คณุ สุกัญญา ทวีโภคา
คุณจริโรจน์ ธนาศักด์สิ ิงห์ คุณวาสนา ทวโี ภคา
คุณภัทรวรรธน์ ธนาศกั ดิ์สงิ ห์ คุณอนัน อนันทศรี
คุณเอือ้ องั กรู ธนาศกั ด์ิสงิ ห์ ครอบครวั ทวีโภคา
พระนิพัฒน์ จำรสั จฬุ าเตร ครอบครัวอนนั ทศรี
คุณศศิร์อร ผาสขุ ฤทธิ์ คุณสมโชค ธรรมปภัศร์
คุณปาลติ า นม่ิ มา คุณเออ้ื น ธรรมปภัศร์
คณุ อภิรตั น์ ทะชมภู คณุ สาธติ ธรรมปภศั ร์
คณุ วรวรรธน์ สุรยิ ชัยพรอุดม ครอบครัวเพง็ ชยั
และครอบครวั คณุ ดาริกา พิมกำเนิด
คณุ พัสวี เสนยี ์วงษ์ ณ อยธุ ยา คณุ นภารตั น์ สนุ ทรธรรมกลุ
คณุ ธติ มิ า เสนยี ว์ งษ์ ณ อยุธยา และครอบครวั
คณุ วชิ ชลุ ดา กาพย์ยอ้ ย คณุ ชูเกียรติ-พิญญา-ด.ช.วนชั พร ซงดอน
คุณบุษกร ทิพยาวดาร คุณเยาวลกั ษณ์ ต่างสุขสม
คุณประสพ เพง็ สอนบตุ ร และครอบครัว คณุ จนั ทรา ต่างสขุ สม
คุณสัจจพร โสภาเจริญ คุณเตอื นใจ ต่างสุขสม