การใช้ ลัทธิชาตินิยมของร.6ลบภาพ
จำ "ลาวล้านนา" ผ่านการศึกษา
ร.6 ลาวล้านนา
ลบภาพจำ
ประวัติศาสตร์ล้านนาโดยสังเขป • สยามกับล้านนา(ช่วงรัชกาลที่5)
• วิธีการที่ร.6ใช้ • เหตุผลที่นำเข้าลัทธิชาตินิยม
ช่ วงก่อตั้งอาณาจักร
ประวัติศาสตร์ล้านนาโดยสังเขป โดยทั่วไปยอมรับกันว่าอาณาจักรล้านนาควร
เริ่มต้นเมื่อพญามังรายทรงสร้างเมืองเชี ยงใหม่
ขึ้นเมื่อพ.ศ.๑๘๓๙ หลังจากที่รวบรวมบ้านเมือง
ต่างๆ ทั้งในแคว้นโยนกและหริภุญชัยไว้ได้เป็นปึก
แผ่น ในช่วงระยะแรกของการก่อตั้งอาณาจักร
ล้านนา เมืองเชียงใหม่ยังมิได้เป็นศูนยฺกลางของ
อาณาจักรล้านนาอย่างแท้จริง เพราะหลังจากที่
พญามังรายสิ้นพระชนม์ที่เมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ.
๑๘๕๔ พญาชัยสงคราม พระราชโอรสได้ครอง
ราชย์สืบต่อมา แต่พญาชัยสงครามประทับอยู่ที่
เมืองเชี ยงใหม่เพียง๔เดือนเท่านั้นก็ได้เสด็จกลับ
ไปยังเมืองเชียงราย ส่วนเมืองเชียงใหม่ก็มอบให้
พญาแสนภู พระราชโอรสปกครองแทน สาเหตุที่
ต้องไปประทับที่เมืองเชี ยงรายอาจเพราะดินแดน
เดิมที่เป็นแคว้นโยนกไม่ปลอดภัย เนื่องจากเมือง
พะเยาที่เป็นรัฐอิสระยังคงมีความเข้มแข็งอยู่ หาก
ย้ายศูนย์กลางไปเมืองเชียงใหม่แล้ว พื้นที่ในแถบ
ราบลุ่มเชี ยงรายอาจเสี่ ยงอันตรายต่อการขยาย
อิทธอพลของพะเยาได้
ต่อมาในสมัยพญาผายูได้สืบราชสมบัติเป็น
กษัตริย์แห่งล้านนา พระองค์มิได้เสด็จไป
ประทับที่เชี ยงแสนเหมือนกษัตริย์องค์ก่อนหน้า
แต่ยังคงประทับอยู่ที่เชียงใหม่ เนื่องจากล้าน
นาสามารถควบคุมแคว้นพะเยาให้มาอยู่ภายใน
อาณาจักรได้แล้ว อีกทั้งปัญหาทางเหนือก็สงบ
เรียบร้อยดี ดังนั้นเมืองเชียงใหม่จึงมีความ
สำคัญกลายมาเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรได้
อีกครั้ง และได้กลายาเป็นราชธานีของ
อาณาจักรล้านนาอย่างแท้จริง และกษัตริย์
ล้านนาองค์ต่อๆมาจะประทับอยู่ที่เชี ยงใหม่
แทบทุกพระองค์
ล้านนายุครุ่งเรือง
ความเจริญของอาณาจักรล้านนาเริ่มตั้งแต่ ในสมัยพญาติโลกราชเเป็นช่ วงที่ล้านนา
สมัยพญากือนาขึ้นครองราชย์เมื่อปี พ.ศ.
๑๘๙๘ โดยในช่วงเวลาดังกล่าวพระพุทธ เจริญในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นในด้านศาสนา
ศาสนาลัทธิเถรวาท นิกายลังกาวงศ์ ได้เข้า
มาสู่ดินแดนล้านนา เนื่องจากพญากือนาได้ การมีพระปรีชาในการทำนุบำรุงบ้านเมืองให้
นิมนต์พระสุมนเถระจากเมืองสุโขทัยมาเผย
แพร่ศาสนาในเมืองเชี ยงใหม่และดินแดนล้าน เจริญ หรือความสามารถในการปกครอง
นา ต่อมาพระพุทธศาสนามีความเจริญ
รุ่งเรืองเป็นอย่างมากในเชียงใหม่ และกลาย ทำให้ล้านนาสามารถแผ่ขยายอาณาเขตได้
มามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชี วิตของ
ผู้คนในล้านนาค่อนข้างมาก อีกทั้งพระสงฆ์ ออกไปอย่างกว้างไกล โดยสามารถยึดเมือง
ยังได้รับการยกย่องในสังคม เนื่องจากพระ
สงฆ์มีบทบาทเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองใน แพร่และแคว้นน่าน และเมืองอื่นๆอีกมากมาย
หลายๆได้ เช่น ด้านการเมือง และการศึกษา
ต่อมาในสมัยพญาสามฝั่ งแถนได้เกิด โดยในสมัยนี้ถือได้ว่าเป็นช่ วงที่พุทธศาสนา
เหตุการณ์สำคัญคือ การเข้ามาของพระพุทธ
ศาศนาลังกาวงศ์สายใหม่หรือ “สายสีหล” เจริญรุ่งเรืองจนถึงขีดสุด มีการสังคยนาพระ
ทำให้นับแต่นั้นเป็นต้นมาดินแดนล้านนามี
พระพุทธศษสนา๓คณะ ได้แก่ คณะพื้นเมือง ไตรปิฎกครั้งสำคัญจัดว่าเป็นการสังคยนาค
เดิมจากเมืองหริภุญชัย คณะรามัญหรือ
ลังกาวงศ์สายเก่า และคณะสีหลหรือลังกา รั้งที่ ๘ ของโลก ณ วัดโพธารามมหาวิหาร
วงศ์สายใหม่
อีกทั้งในสมัยนี้พระองค์ยังได้มีรับสั่งให้สร้าง
วัดและปูชนียสถานที่สำคัญ เช่น พระเจดีย์
หลวงเมืองเชียงใหม่ วัดป่าแดงหลวง วัด
โพธารามมหาวิหาร และอื่นๆ อีกท้งในสมัยนี้
งานศิลปะต่างๆต่างก็รุ่งเรืองเป็นอย่างมาก
ในสมัยพญาเมืองแก้วถือได้ว่าล้านนาเข้าสู่ยุค
ทองอย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าจะทำสงครามกับกรุง
ศรีอยุธยาอยู่บ้าง โดยทั่วไปมักจะเข้าใจกันว่า
ความเจริญรุ่งเรืองของล้านนาอยู่ในสมัยของ
พญาติโลกราช แต่หากพิจารณาถึงร่องรอยของ
มรดกวัฒนธรรมที่หลงเหลืออยู่ทั้งโบราณสถาน
โบราณวัตถุ และงานวรรณกรรม จะพบว่าล้วน
แต่เป็นผลงานที่เกิดขึ้นในสมัยพญาเมืองแก้วเป็น
ส่วนมาก อย่างไรก็ดีแม้ว่าล้านนาจะมีความ
เจริญรุ่งเรืองสูงสุดในรัชสมัยนี้แต่ในตอนปลาย
รัชกาลของพญาเมืองแก้วมีเหตุการณ์ที่ทำให้
ล้านนาต้องอ่อนกำลังลง เนื่องจากการสูญเสีย
ขุนนางและไพร่พลเป็นจำนวนมาก หลังจากที่
พญาเมืองแก้วส่ งกองทัพไปร่วมรบที่เมืองเชี ยง
ตุงแต่กลับได้รับความพ่ายแพ้เป็นผลตอบแทน มี
ขุนนางสำคัญเสียชีวิต ความเสียหายดังกล่าวนี้
ทำให้ล้านนาสูญเสียคนที่มีความสามารถและ
กำลังพลเป็นอันมาก ก่อให้เกิดผลกระทบต่อ
ความเข้มแข็งของล้านนาในเวลาต่อมา
ความเสื่อมของอาณาจักรล้านนาเกิดขึ้นในปลายราชวงศ์มังราย จนกระทั่งตกเป็น
เมืองขึ้นของพม่า ใน พ.ศ. ๒๑๐๑สมัยเสื่อมและสลายตัวเป็นช่วงเวลา ๓๓ปี สภาพ
บ้านเมืองมีความวุ่นวายอย่างนัก เมื่อสิ้นสมัยพระเมืองแก้ว เมืองเชียงใหม่ก็ได้เสื่อม
อำนาจลง อำนาจการปกครองตกอยู่ในเมือของขุนนาง ยุคของพระเจ้าเมกุฎิ เป็น
กษัตริย์ปกครองเมืองเชียงใหม่ ต่อมาในฐานะเจ้าประเทศราช เมื่อรางชวงศ์มังราย
สิ้นอิสรภาพ เกิดการแยกตัวเป็นอิสระเป็นกลุ่มการเมืองใหญ่น้อยจำนวนมาก
กษัตริย์พม่าทรงมีอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าเมืองต่างๆ แต่ผู้ที่ได้มา
ครองเมืองเชียงใหม่มักมีความสำคัญมากกว่าผู้ที่ครองเมืองอื่นๆ พม่ายังได้ส่งเสริม
ให้เกิดความแตกแยกในระหว่างหัวเมือง ไม่สามารถรวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวได้
จนกระทั้งการขยายอำนาจของฝ่ายสยามเข้ามาแทนที่พม่าที่มีมาแต่เดิม ประสบ
ความสำเร็จในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่ออำนาจพม่า
ค่อยๆลดลดลง ผู้นำล้านนาที่เหลืออยู่จึงเข้ามาสวามิภักดิ์กับฝ่ายสยามอย่างแท้จริง
ล้านนาภายหลังได้รับการฟื้ นฟูแล้วคงมีฐานะเป็นประเทศราชของกรุงเทพฯ ที่มี
เจ้านครเป็นผู้ปกครอง แต่ล้านนาจถูกแบ่งพื้นที่เป็น๓ส่วนมีเมืองเชียงใหม่ เมือง
นครลำปาง และเมืองน่านเป็นศูนย์กลาง โดยแต่ละส่วนจะมีเจ้าผู้ครองนครทำ
หน้าที่ปกครองภายในเป็นอิสระทั้งทางด้านการปกครอง เศรษฐกิจ และ
ขนบธรรมเนียมประเพณี แต่ถึงกระนั้นก็ยังจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามหน้าที่ของ
เมืองประเทศราช เช่นส่งเครื่องราชบรรณาการ หรือป้องกันรัฐบาลกลางยาม
เมื่อมีภัย ภายหลังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวล้านนาถูก
ผนวกให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสยาม
สยามกับล้านนาช่ วงรัชกาลที่5
การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่าง
สยามกับล้านนาจากดินแดนประเทศราช
ให้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในพระราช
อาณาเขต เป็นส่วนหนึ่งของการสรา้งชาติ
เนื่องจากมีแนวคิดจักรวรรดินิยมจากนัก
ล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกเข้ามา
ทำให้ชนชั้ นนำในสยามต้องเริ่มเปลี่ยน
ความคิด เรียนรู้วิธีการจัดการปกครอง
ของเจ้าอาณานิคมตะวันตกมาปรับใช้ เป็น
แนวในการผนวกล้านนาเข้ามาเป็นส่วน
หนึ่งของรัฐ โดยมีวิธีการหลากหลายวิธี
การ ได้แก่ การออกกฎหมายและการ แม้สยามรุกคืบล้านนาจากส่วนบนคือเจ้านายและชนชั้นปกครอง แต่ก็ไม่ได้ทำให้
บังคับใช้กฎหมาย การส่งข้าหลวงขึ้นไป ล้านนากลายเป็นส่วนหนึ่งของสยามได้ในทันที ณ ตอนนั้น ในรัชกาลสมัยต่อๆ มา
จึงมีการรุ กคืบจากส่วนล่างหรือชนชั้ นผู้ถูกปกครองคือประชาชนชาวล้านนาทั่วๆ
กำกับราชการ การเปลี่ยนแปลงการจัด ไป โดยการใช้การศึกษาและการควบคุมสงฆ์มาเป็นเครื่องมือ เพื่อสร้างการยึด
เก็บภาษีอากรเพื่อนำมาใช้ สร้างระบบ โยงระหว่างชาวล้านนากับสยามให้เป็นชนกลุ่มเดียวกันมากยิ่งขึ้น ประกอบกับ
ราชการสยาม การทำแผนที่และ การพัฒนาความเจริญด้านต่าง ๆ และการดำเนินนโยบายหลายด้าน เช่น
พัฒนาการคมนาคมทางรถไฟและเครื่องบิน พัฒนาการสื่อสารทางไปรษณีย์และ
สำมะโนครัว พัฒนาการสื่อสารและการ โทรเลข ล้วนแต่เป็นส่วนเสริมให้ระบบการเก็บภาษี ระบบเศรษฐกิจ ระบบการ
ปกครอง โดยสยามนั้นประสบผลสำเร็จ ทำให้ล้านนากลืนเข้าสู่สยามได้รวดเร็ว
คมนาคมแบบสมัยใหม่ การวางรากฐาน มากยิ่งขึ้น หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 คณะราษฎรยังมีความ
การศึกษาและควบคุมสถาบันสงฆ์ ส่ง ระแวงว่านครเชียงใหม่ที่รวมเป็นสยามแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 นั้นจะยังอยู่ใน
เสริมการเผยแพร่ศาสนาของมิชชั นนารี สถานะเดิม และระแวงว่า เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้านครเชียงใหม่ จะคิดอย่างไรกับการ
เปลี่ยนแปลงการปกครอง และมีข่าวคราวว่าจะเอาใจออกห่างจากกรุงเทพฯ ทาง
โดยสยามได้นำวิธีการแบบรัฐจารีตมาใช้ คณะราษฎรจึงเชิญเจ้าแก้วนวรัฐลงมาที่กรุงเทพฯ เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าท่าน
ควบคู่กันไป ได้แก่ การสร้างสายสัมพันธ์ คิดอย่างไร ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้เป็นเหมือนข่าวดังกล่าว จนกระทั่งการยกเลิก
ตำแหน่งเจ้าหลวงหรือเจ้าผู้ครองนครในดินแดนล้านนา จึงนับได้ว่าล้านนาผนวก
ทางเครือญาติกับเจ้าเมืองเชี ยงใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของสยามอย่างสมบูรณ์
แต่เดิมล้านนามีอิสระในการปกครองตนเองสูงมากในระดับหนึ่งมีการจัดการรูปแบบการ
ปกครองได้ด้วยตนเองรวมไปถึงการเก็บภาษี แต่ก็ต้องส่งบรรณาการให้สยามทุกๆระยะเวลา
สามปี ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการเริ่มนำอำนาจเข้าสู่ดินแดนล้านนาอย่างจริงจัง ปีพ.ศ. 2440
สยามเริ่มมีการออกกฎหมายโดยใช้ข้าหลวงบังคับใช้ เริ่มจากการส่งข้าหลวงขึ้นไปกำกับ
บริหารราชการ มีการจัดเก็บภาษีเข้าส่วนกลางเอง ไม่อนุญาตให้เจ้านายล้านนาเป็นผู้ที่เก็บ
ภาษีเองอีกต่อไป หลังจากนั้นก็ได้มีการเริ่มนโยบายด้านต่างๆสืบต่อมา มีทั้งการทำแผนที่เพื่อ
กำหนดเขตแดนที่ชัดเจน สำรวจสำมะโนครัวเพื่อกำหนดคนให้ชัดเจนว่าใครอยู่ในบังคับของ
สยาม ใครอยู่ในบังคับของอังกฤษ วางรากฐานการศึกษาและคณะสงฆ์ให้มีลักษณะแบบเดียว
กับที่กรุงเทพฯ พัฒนาการสื่อสารทางโทรเลขและคมนาคมขนส่ง รวมถึงการส่งเสริมการ
เข้าไปเผยแพร่ศาสนาของคณะมิชชันนารี เหล่านี้เป็นวิธีแบบที่เจ้าอาณานิคมชาวตะวัน
ตกกระทำ ตัวอย่างเห็นได้จากอังกฤษก็ส่งข้าหลวงมาปกครองอินเดีย สร้างทางรถไฟใน
อินเดีย จัดเก็บภาษีสู่ส่วนกลางด้วยตนเอง นอกจากนี้สยามยังใช้วิธีตามจารีตเดิมคือการ
แต่งงานระหว่างสองราชวงศ์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ประเด็นสำคัญคือการจัด
เก็บภาษี ผลจากการพยายามผนวกล้านนา มีผลกระทบเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเพราะต้อง
ปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง
แนวคิดชาตินิยมได้ก่อตัวขึ้นในฐานะอุดมการณ์ทางการเมืองนับจาก
ศตวรรษที่18 ภายหลังจากการเกิดขึ้นของรัฐชาติ ซึ่งรัฐชาติเป็นรูปแบบ
การปกครองสมัยใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในขณะนั้น โดยผู้ปกครองรัฐนำ
แนวคิดชาตินิยมมาใช้ ในรัฐชาติเพื่อปลุกเร้าอารมณ์รวมหมู่ของพลเมือง
ในรัฐตนให้อุทิศตนเพื่อรัฐ และใช้เป็นเครื่องมือในการประสานความ
แตกต่างของประชากรในพื้นถิ่นต่างๆให้รวมกันเป็นพลเมืองอยู่ภายใต้
รัฐเดียวกัน ทั้งที่มีความแตกต่างกันทั้งในด้านของเชื้อชาติศาสนา
วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ความเป็นมา โดยรัฐชาติและความคิด
แบบชาตินิยมจึงไดก้ลายเป็นสิ่งที่ส่งเสริมกนั และกนั ในการสร้างความ
เป็นเนื้อเดียวกนั ทางวัฒนธรรมหรือการมีประวัติความเป็นมาร่วม
กนัผ่านการปลูกฝังความเชื่ อเพื่อให้พลเมืองมีความจงรักภกัดีต่อรัฐ
ชาติตน
เหตุผลที่นำเข้าลัทธิชาตินิยม
ในศตวรรษที่19 และ 20 ที่ผ่านมาได้เกิดปรากฏการณ์ที่สำคัญก็
คือ การก่อกำเนิดของรูปแบบรัฐสมัยใหม่และทันสมัยนนั่นก็คือ“รัฐ
ชาติ(Nation-State) ที่เกิดขึ้นในโลกใหม่ทั้งในอเมริกาเหนือและ
แถบลาตินอเมริกาพร้อมๆกับการล่มสลายของรัฐจักรวรรดิและ
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ปรากฏการณ์นี้เป็นผลพวงของ
อุดมการณ์ใหม่ นั่น คือ “ลัทธิชาตินิยม” ซึ่งเป็นลัทธิที่ต้องการสร้าง
ความเป็นหนึ่งเดียวของประชาชนในชาติทั้งอุดมการณ์และ
ปรากฏการณ์นี้ได้แพร่เขา้มาในยุโรป ดังจะเห็นได้ชัดในการปฏิวัติ
ฝรั่งเศส ปีค.ศ. 1789 และแล้วอุดมการณ์นี้ก็ได้แพร่ไปทั่วในทวีป
เอเชี ย
การล่าอาณานิคมเริ่มคืบคลานเข้ามาในเอเชี ยตะวันออกเฉียงใต้เมื่อ
คริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยชาติมหาอำนาจตะวันตกมีจุดมุ่งหมายเพื่อ
แสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ไม่เว้นแม้แต่
การครอบงำทางวัฒนธรรม เนื่องมาจากคริสต์ศตวรรษที่ 18 เกิดการ
ปฏิวัติอุตสหกรรมในยุโรป ส่งผลให้ระบบการค้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ระบบอุตสาหกรรมเจริญขึ้นตามลำดับ ทำให้เกิดการแข่งขันในการหา
ทรัพยากร แหล่งวัตถุดิบ ตลอดจนฐานการผลิต ทำให้รัฐต่างๆ ในเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ถูกเปลี่ยนสถานะจากเดิมเป็นเพียงความสัมพันธ์
ทางการค้าได้กลายมาเป็นดินแดนใต้อาณานิคม การที่ประเทศเพื่อน
บ้านข้างเคียงสยามต้องตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก ทำให้
ชนชั้ นปกครองตระหนักถึงความมั่นคงของชาติเล็งเห็นถึงภัยที่จะเกิด
ขึ้น การป้องกันปัญหาที่พึงจะเกิดในอนาคตเพื่อรักษาบ้านเมืองถือเป็น
วาระสำคัญ การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่
5 ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเปลี่ยนประเทศราชอย่าง “ล้านนา” หรือ
“ลาวล้านนา” ให้เป็นส่วนหนึ่งของสยาม ก็ถือเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วย
ผดุงความมั่นคงของประเทศไว้ พระองค์ทรงวางแผนริเริ่มและใช้เวลา
เตรียมการนานหลายปีจนในที่สุดก็สามารถรวมล้านนามาอยู่ใต้อาณัติ
ได้สำเร็จ
ในช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีหลายเหตุการณ์ที่ได้
กระตุ้นให้คนไทยมีความเคลื่อนไหวต่อต้าน และเกิดความรู้สึกในเรื่องชาตินิยมเพิ่มขึ้น ความ
รู้สึกดังกล่าวนี้ได้รับการส่งเสริมให้มีมากขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัว โดยทรงเน้นหนักให้ประชาชนชาวไทยมีความจงรักภักดีต่อ “ชาติ ศาสนา พระ
มหากษัตริย์” เป็นสำคัญ และสังคมไทยในยุคปัจจุบันก็ยังคงมีความยึดมั่นในอุดมการณ์ดัง
กล่าวอยู่อย่างเหนียวแน่น โดยมีความเชื่อว่าสถาบันหลักทั้งสามสถาบันเป็นองค์ประกอบที่
จะขาดอันใดอันหนึ่งไปไม่ได้ และเป็นสถาบันที่คงจะดำรงอยู่ในสังคมตลอดไป แนวความคิด
“ชาตินิยม”หรือ “รักชาติ”ตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น เป็น
แนวทางหรือหลักการที่ได้รับอิทธิพลมาจากการที่ร.6 ได้นำลัทธิชาตินิยมเข้ามาในไทยก็เพื่อ
ที่จะสร้างความสามัคคีให้คนในชาติหลังจากที่ได้ขึ้นครองราชย์หลังจากบิดาหรือพระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้า ที่ได้วางรากฐานมาอย่างดีจึงทำให้ทางร.6 ไม่จำเป็นต้องทำอะไร
มาก ซึ่งลัทธิชาตินิยมของร.6 นั้นถือได้ว่าเป็นแนวคิดที่ได้จัดวางไว้ก่อนแล้วตั้งแต่ยังไม่ขึ้น
ครองราชย์ซึ่งแยวคิดของพระองค์นั้นไม่ได้เป็นการลอกเลียนแบบจากต่างชาติ แต่ได้นำมา
จากพ่อขุนศรีอินทราทิตย์นั่นเอง นั่นก็เพราะว่าร.6 นั่นสนใจเรื่องของสมัยสุโขทัยเป็นอย่าง
มากนั่นเอง
เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายข้างต้นนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทรงพยายาม
สร้างชาติไทยให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งวิธีการและเครื่องมือส่วนใหญ่ที่ทรงเลือกใช้จะ
สังเกตได้ว่ามีแบบอย่างมาจากตะวันตก เช่น การที่ทรงเผยแพร่หลักการชาตินิยมตามแนวทาง
ของพระองค์ผ่านบทพระราชนิพนธ์ในงานวรรณกรรม หนังสือพิมพ์ และพระราชดำรัสรวมถึง
พระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่กลุ่มบุคคลต่างๆ มาเป็นเครื่องมือเผยแพร่พระบรมราโชบาย
นเพื่อต้องการปลูกฝังความรักชาติ ความจงรักภักดีต่อศาสนาและพระมหากษัตริย์ อันรวมถึง
ระบอบการปกครองที่อยู่คู่กับคนไทยมาแต่อดีต คือ ระบอบการปกครองแบบ “ราชาธิปไตย” ให้
ประชาชาวไทยได้ระลึกถึง จึงเกิดเป็นแนวคิด “ชาตินิยม” แบบ “อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมโบราณ”
ของรัชกาลที่ 6 อันหมายถึงชาตินิยมต่อกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นพระบาท
สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงปลุกเร้าความรู้สึกร่วมให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนชาวไทย
ด้วยการเน้นภัยที่มาจากต่างชาติ อันได้แก่ ภัยจากการการรุกรานด้วยกำลังจากต่างประเทศ ภัย
ของเลียนแบบชาติตะวันตก ภัยของการแผ่อิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองของชาวจีนใน
ประเทศไทย ทรงนำอุดมการณ์ที่เป็นนามธรรมเหล่านี้ มาทำให้ปรากฏออกมาเป็นรูปธรรมโดย
การเน้นถึงลักษณะอันเป็นสากล คือ ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ และลักษณะการ
แสดงลักษณะเฉพาะ ของแต่ละชาติ คือการนำเอาประวัติศาสตร์ภายในชาติ ที่มีความรุ่งเรืองใน
สมัยอดีตภายใต้การนำของกษัตริย์มาเป็นตัวกระตุ้นให้ประชาขนเกิดความภาคภูมิใจ เพื่อที่จะ
ช่วยกันสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวให้เกิดขึ้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวนี้ก็จะเห็นได้ว่าปรากฏอยู่ใน
พระราชกรณียกิจและนโยบายทางด้านการปกครองอย่างสำคัญตลอดรัชสมัย
วิธีการที่รัชกาลที่ 6 ใช้ในการใช้ลัทธิ
ชาตินิยมลบภาพจำ “ลาวล้านนา”
รัชกาลที่ 6 แม้จะเป็นที่แน่ใจแล้ว
มีการตราพระราชบัญญัติด้วยกัน 2
ว่า “ล้านนา” ไม่ตกเป็นเมืองขึ้น
อาณานิคมของชาติตะวันตก แต่ก็ ฉบับ คือ พระราชบัญญัติโรงเรียน
มีปัญหาใหม่ตามมาสืบมาจาก ราษฎร์ พ.ศ. 2461 และพระราช
รัชกาลที่ 5 ที่สยามเข้าไปปกครอง บัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2464 เมื่อ
มณฑลพายัพตั้งแต่ทศวรรษที่ กระทรวงธรรมการพิมพ์แบบเรียน
2420 ได้ทำการเปลี่ยนแปลงหลาย ชั้นข้อมูลการศึกษาเสร็จแล้ว ได้มี
สิ่ง ทั้งส่งคนไปรับราชการ ดูแล การบังคับใช้ ทั่วราชอาณาจักรและ
การเก็บภาษี วางระบบการสื่อสาร ในมณฑลพายัพมีการจัดตั้งโรงเรียน
และคมนาคม การค่อยๆ แทรกแซง ประชาบาลเพิ่มขึ้น ประกอบกับการ
ภายในเป็นการสลายอำนาจเดิม ประกาศพระราชบัญญัติประถม
หรืออำนาจท้องถิ่นลงไป ส่งผลให้ ศึกษาทำให้เด็กเข้าโรงเรียนมากขึ้น
เกิดการต่อต้านอำนาจรัฐที่สำคัญ และถูกบังคับให้ใช้ ภาษาไทยกลาง
คือ ความรู้สึกแบ่งแยกกับสยาม จึง โดยในหลักสูตรการเรียนการสอน
ทรงใช้ ลัทธิชาตินิยมแก้ไขปัญหา หลักๆ ดังนี้ มีวิชาภาษาไทย ให้เด็ก
ดังกล่าวผ่านทางการศึกษา หัดอ่านหัดเขียน วิชาจรรยาสอนให้
เกิดความภูมิใจในชาติ จงรักภักดีต่อ
พระมหากษัตริย์ วิชาภูมิศาสตร์และ
พงศาวดารสอนให้รู้ว่าสยาม
เกี่ยวข้องกับประเทศต่างๆ อย่างไร
เรื่องแว่นแคว้นราชธานี การเสียกรุง
ศรีอยุธยา การตั้งกรุงธนบุรีและ
กรุงเทพฯ ฯลฯ เพื่อให้เกิดความรักใน
ชาติ
ในส่วนของการปลูกฝังเรื่องความเป็นรัฐชาติร่วมกันนั้นรัชกาลที่ 6 ทรงให้ความสำคัญ
มาก หนังสือพงศาวดารสยามและภูมิศาสตร์ประเทศสยามทรงแก้ไขตรวจทานด้วย
พระองค์เองก่อนจะตีพิมพ์ หลังจากที่ หลวงอนุภาณสิศยานุสรรค์ แต่งเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ในโรงเรียนยังจัดให้มีกิจกรรมพิเศษ คือ สวดคำนมัสการและร้องเพลง
สรรเสริญพระบารมี ทั้งกระทรวงธรรมการยังให้มีการประดับพระบรมรูปของพระบาท
สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และธงชาติประจำโรงเรียนอีกด้วย เพื่อให้ประชาชน
ตระหนักถึงอำนาจสูงสุดในการปกครองและสำนึกในความเป็นชาติร่วมกัน ซึ่งจะเห็นได้
ว่าลัทธิชาตินิยมที่พยายามจะลบล้างคำว่า “ลาว” ออกไป ได้แทรกอยู่บนหน้าหนังสือแบบ
เรียนดังจะยกมาบางตอน ดังนี้
1) หนังสือภูมิศาสตร์ประเทศสยาม
“…ชาติลาว เดี๋ยวนี้เรียกว่า ละว้า หรือ ลวะ คือตอน
ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดจนลุ่มแม่น้ำโขงตอนเหนือ
และตะวันออก เช่น มณฑลพายับ นครราชสีมา อุบล
อุดร ร้อยเอ็ด…พวกละว้านี้มีเชื้อสายสืบมาจากพวก
ขอมโบราณเหมือนกัน ส่วนชนที่เราเรียกกันว่าลาว
ในบัดนี้และมีอยู่ในมณฑลพายับ มหาราษฎร์ อุบล
อุดร ตลอดจนฝั่ งแม่น้ำโขงนั้น หาใช่ลาวเดิมคือพวก
ละว้าไม่ เป็นพวกไทยหรือเรียกว่าลาว-ไทย เป็นชน
ที่ได้บ่าลงมาอยู่ในตอนหลังชาติไทย หรือลาว-ไทย
นั้น ทุกวันนี้มีหลายพวกและเรียกชื่อต่างกัน เช่น
ไทย โท ผู้ไท ชาน เฉียง เงี้ยว ลื้อ เขิน ญวน พวน กาว
แกว ฯลฯ ชนเหล่านี้ทุกพวกล้วนพูดภาษาไทย และมี
เรื่องราวรู้ได้ว่าเป็นไทยทั้งสิ้น…”
2) หนังสือบุรพประเทศตอนประเทศสยามภาค 1
“…พวกลาว (ละว้าหรือลวะ) ในสมัยปรัตยุบันนี้ยังมีอยู่ตาม
ป่าและภูเขาในมณฑลฝ่ายเหนือเป็นอันมาก มีภาษาพูดต่าง
หากคล้ายภาษาเขมรส่วนชนชาติที่เรามักเรียกกันว่าลาว ซึ่ง
อยู่ในมณฑลพายับ อุดร…หาใช่ลาวเดิมคือพวกละว้าไม่ เปนพ
วกไทยเรานี่เองที่ได้ลงมาอยู่ตอนหลัง”
3) หนังสือแบบเรียนประวัติการของไทย (ประถม 4)
“…ส่วนพวกลวะละว้าเป็นพวกลาวเดิม เดี๋ยวนี้อยู่ตามป่าตามเขาใน
มณฑลที่เป็นลาวเดิม ส่วนไทยนั้นมีหลายพวกคือ ไท ไทย ผู้ไทย
พวน ฉาน เฉียง เงี้ยว ลื้อ เขิน เหล่านี้ล้วนแต่พูดภาษาไทยทั้งนั้น จึง
นับได้ว่าเป็นพวกไทย ชาวไทยในมณฑลพายับ อุดร…ก็เป็นพวกไทย
ที่สืบเนื่องมาแต่ตอนเหนือด้วยกันทั้งนั้น…”
จากการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือลบคำว่า “ลาว” ออกไปของ
ส่วนกลางทำให้คนพื้นเมืองเกิดความรู้สึกสำนึกร่วมในความเป็น
ชาติไทยด้วยกัน เป็นสัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงไปในทางดี
เห็นผลประจักษ์ราวต้นทศวรรษที่ 2470 ปรากฏในรายงานของ
สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมา ความว่า “…สำหรับคน
พื้นเมืองชั้ นใหม่ที่ได้เข้าโรงเรียน…ได้รับความฝึกฝนให้อ่านและ
เขียนหนังสือ และพูดภาษาไทยธรรมดาได้…พวกเหล่านี้เมื่อ
สามารถเขียนอ่านหนังสือและพูดภาษาไทยธรรมดาแล้วก็ดู
นิยมที่จะใช้ ความรู้ใหม่มากกว่าที่จะพูดจาตามเสี ยงพื้นเมืองที่
เคยมาแต่เดิม และรู้สึกว่าสนิทสนมยิ่งขึ้นด้วย…”
ลาวล้านนา
รายงานของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ใน พ.ศ. 2472
ก็สามารถยืนยันได้อีกทางหนึ่ง ดังนี้ “…ป้ายบอกถนนหนทางและสถานที่
ราชการที่เคยมีหนังสือไทยเมืองควบนั้น หากละเลิกเสียก็เชื่อว่าจะไม่มี
ขัดข้องอย่างใดเลย…”โดยปกติทั่วไปแล้วอุดมการณ์ชาตินิยมมีจุดมุ่ง
หมายเพื่อความเป็นเอกราชของชาติ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของ
คนในชาติ และลักษณะเฉพาะของชาตินั้นๆ การใช้อุดมการณ์ชาตินิยม
นี้ช่วยให้บ้านเมืองเป็นปึกแผ่นมีเสถียรภาพในการปกครอง สร้างความ
สามัคคีปรองดองให้บังเกิดแก่คนในชาติ ทำให้เมืองสงบเรียบร้อย แต่ใน
ขณะเดียวกันก็เป็นการทำลายขนบดั้งเดิมคือการกลืนให้กลายเป็นไทย
เสมอกัน
สรุป
เราจะเห็นได้ว่า อิทธิพลของแนวคิดชาตินิยมมีผลอย่างมาก
ชั ดเจนในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นการให้คนไทยทุกคนมีความสำนึกในความเป็นชาติไทย
และจงรักภักดีต่อสามสถาบันหลักของชาติคือ “ชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่
หัว ได้ทรงพยายามมาตลอดในการสร้างรัฐไทยให้มีความเป็น
ปึกแผ่น เป็นหนึ่งอันเดียวกันให้ได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ประกอบ
กับการนำประวัติศาสตร์ภายในชาติ อธิบายถึงความรุ่งเรือง
ของรัฐไทยในอดีตซึ่ งเป็นเพราะพระปรีชาสามารถของพระ
มหากษัตริย์ผู้เป็นผู้นำของชาติ ทำให้กลายเป็นตัวกระตุ้นให้
คนในชาติมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทยมากขึ้น เกิดความ
สามัคคีเป็นหนึ่งใจเดียวกัน และร่วมกันพัฒนาชาติให้มีความ
มั่นคงและเติบโต ซึ่งแนวคิดชาตินิยมเหล่านี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่ใน
ปัจจุบัน ในยุคที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ข่าวสาร
ทั่วโลกสามารถเข้าถึงกันได้ข้ามประเทศ สถานการณ์ทั่วโลก
มีการเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ยังมีคนไทยจำนวนหนึ่งที่ยังยึดมั่น
ในอุดมการณ์เหล่านี้อย่างเหนียวแน่นไม่เปลี่ยนแปลง
ในกรณีของ “ลาวล้านนา” เองก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการสร้างชาติโดย
ใช้ ลัทธิชาตินิยมที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพยายาม
ทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทยให้ได้ เนื่องด้วยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
ผู้เป็นพระราชบิดา รัฐไทยได้มีการเข้าไปแทรกแซงในทุก ๆ ด้าน ทำให้
อำนาจท้องถิ่นของล้านนาที่มีอยู่เดิมนั้นหายไป ส่งผลให้คนพื้นเมืองเกิด
การต่อต้านอำนาจรัฐของไทยขึ้น และมีความรู้สึกว่าตนเองได้แบ่งแยก
กับไทยชัดเจน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเล็งเห็น
ความสำคัญดังกล่าว และเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งซึ่งจะส่งผลให้เกิด
ความยุ่งยากในอนาคต พระองค์จึงนำแนวคิดชาตินิยมเพื่อแก้ไขปัญหานี้
ผ่านการศึกษาในรูปแบบหนังสือเรียนต่าง ๆ โดยลบในส่วนของคำว่า
“ลาว” ออกไป ส่งผลให้คนพื้นเมืองรู้สึกว่าตนเองเป็นคนไทยมากขึ้น มี
ความสำนึกในความเป็นชาติไทย มีความเป็นอันหนึ่งใจเดียวกัน และเป็น
ส่วนหนึ่งของสังคมไทย
อ้างอิง : ผศ.ดร.เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว. เปิดแผนยึดล้านนา. สำนักพิมพ์มติชน, 2559
https://www.silpa-mag.com/history/article_28713 สุรพล ดำริหกุล. (๒๕๖๑). ประวัติศาสตร์ล้านนาและศิลปะล้านนา. นนทบุรี. สำนักพิมพ์เมือง
โบราณ.