การประชุมวิชาการวิศวกรรมแหล่งน้ำแห่งชาติครั้งที่ 9 เสริมสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยเทคโนโลยีเกิดใหม่ และสังคมดิจิทัลเพื่อพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม 14-15 ธันวาคม 2566 โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ 348 บอกอะไรบางอย่างได้หากนำมาใช้กับโครงข่ายที่มีเงื่อนไข ใกล้เคียงกันและเพื่อให้มีประโยชน์ในอนาคตต่อการคิดค้น ดัชนีที่เหมาะสมสำหรับโครงข่ายในประเทศไทย งานวิจัยฉบับนี้ได้นำเสนอชุดคำสั่งในภาษาไพ ทอนที่ช่วยคำนวณตัวชี้วัดประสิทธิภาพ จากไฟล์ แบบจำลองโครงข่ายท่อประปา (WDNs Model) โดยใช้ ไฟล์นำเข้าเป็นไฟล์อินพุตที่ใช้ในแบบจำลอง EPANET (.inp) เพื่อให้สะดวกสำหรับผู้ใช้งานแบบจำลองโครงข่าย สามารถนำไปใช้ประเมินประสิทธิภาพของโครงข่ายท่อ ประปาได้อย่างรวดเร็ว 2. ทฤษฎีและการดำเนินงานวิจัย 2.1 ตัวชี้วัดประสิทธิภาพสำหรับการบริหารจัดการน้ำ สูญเสียจริง น้ำสูญเสียนั้นเกิดขึ้นในทุกโครงข่าย ซึ่งปริมาณ น้ำสูญเสียมากหรือน้อยคือสิ่งที่สะท้อนถึงความสามารถใน การบริหารจัดการของโครงข่ายท่อประปานั้นๆ โดยการ คำนวณสมดุลน้ำที่พัฒนาโดย International Water Association (IWA) [4] ทำให้สามารถแบ่งน้ำสูญเสียได้ เป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) น้ำสูญเสียปรากฏ (Apparent Losses) ประกอบด้วยการใช้น้ำที่ไม่ได้รับการอนุญาตและ ความผิดพลาดทุกชนิดจากมาตรวัดน้ำ โดยการลดปริมาณ น้ำสูญเสียปรากฏนั้นมักขึ้นอยู่กับแผนระยะยาวของการ เปลี่ยนแปลงนโยบาย การกำกับดูแล และกฎหมาย และ 2) น้ำสูญเสียจริง (Real Losses) เกิดจากท่อประปาที่ แตก หรือเกิดการรั่วไหลบนข้อต่อ ท่อบริการ และการ เชื่อมต่อบริการ โดยมักเป็นส่วนประกอบหลักของน้ำ สูญเสียในประเทศกำลังพัฒนา จากชุดข้อมูลของ 27 โครงข่ายท่อประปาใน 20 ประเทศ [5] พบปัจจัยที่ หลากหลายที่ส่งผลต่อน้ำสูญเสียจริง ได้แก่ ความยาวท่อ จ่ายน้ำหลัก จำนวนการเชื่อมต่อบริการ ความยาวของท่อ จ่ายน้ำส่วนตัวถึงมาตรวัดน้ำ แรงดันในโครงข่าย และ ความต่อเนื่องของการจ่ายน้ำ จึงถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่าง ยิ่งในการที่จะมีตัวชี้วัดประสิทธิภาพที่สามารถประเมิน ระดับน้ำสูญเสียจริงและติดตามการดำเนินงานการลดการ รั่วไหลโดยคำนึงถึงปัจจัยที่มีผลต่อน้ำสูญเสียจริง ซึ่งในปี พ.ศ. 2543 IWA [6] ได้มีการแนะนำตัวชี้วัดประสิทธิภาพ ทั้งหมด 4 ตัวที่ใช้ในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของ โครงข่ายท่อประปา ได้แก่ 1) เปอร์เซ็นต์น้ำสูญเสียหรือน้ำ สูญเสียจริงของปริมาณน้ำผลิตจ่าย 2) น้ำสูญเสียจริงต่อ จุดเชื่อมต่อผู้ใช้น้ำต่อวัน 3) น้ำสูญเสียจริงต่อความยาวท่อ จ่ายน้ำหลักต่อวัน 4) น้ำสูญเสียจริงต่อการเชื่อมต่อบริการ ต่อวัน เปอร์เซ็นต์น้ำสูญเสียหรือน้ำสูญเสียจริงของ ปริมาณน้ำผลิตจ่ายนั้นแม้จะเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพที่ สามารถคำนวณได้ง่ายและใช้กันอย่างแพร่หลายรวมถึงใน ประเทศไทย ตัวอย่างเช่น การประปานครหลวงที่ใช้ใน การตั้งเป้าหมายการลดน้ำสูญเสียประจำปี แต่ก็มี ข้อบกพร่องที่สำคัญที่อาจนำไปสู่ความสับสนในการ ประเมินประสิทธิภาพและการเปรียบเทียบกันระหว่าง โครงข่ายท่อประปา เพราะมีอิทธิพลจาก 2 ปัจจัย คือ 1) ปริมาณการใช้น้ำ และ 2) โครงข่ายประปาที่มีน้ำประปา จ่ายตามช่วงเวลา (Intermittent Supply) โดยตารางที่ 1 จะแสดงตัวอย่างอิทธิพลของปริมาณการใช้น้ำที่มีผลต่อ การคำนวณเปอร์เซ็นต์น้ำสูญเสียของปริมาณน้ำผลิตจ่าย ตารางที่ 1 ตัวอย่างการคำนวณที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำสูญเสีย ของปริมาณน้ำผลิตจ่ายลดลง แต่มีปริมาณน้ำ สูญเสียในระดับที่เท่าเดิม สมดุลน้ำ ปริมาณ ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปริมาณน้ำผลิตจ่าย 100 110 ปริมาณการใช้น้ำ 80 90 ปริมาณน้ำสูญเสีย 20 20 เปอร์เซ็นต์น้ำสูญเสียของ ปริมาณน้ำผลิตจ่าย 20 18 ตารางที่ 1 คือโครงข่ายประปาที่ใช้เปอร์เซ็นต์น้ำสูญเสีย ของปริมาณน้ำผลิตจ่ายเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพในการ บริหารจัดการน้ำสูญเสีย ในปีที่ 2 ตัวเลขเปอร์เซ็นต์น้ำ สูญเสียของปริมาณน้ำผลิตจ่ายลดลง 2% จากปีที่ 1 แต่ อาจไม่ได้หมายถึงมีการจัดการน้ำสูญเสียที่ดีขึ้นในปีที่ 2
การประชุมวิชาการวิศวกรรมแหล่งน้ำแห่งชาติครั้งที่ 9 เสริมสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยเทคโนโลยีเกิดใหม่ และสังคมดิจิทัลเพื่อพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม 14-15 ธันวาคม 2566 โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ 349 เนื่องจากมีปริมาณน้ำสูญเสียที่เท่ากันทั้งสองปี เพียงแต่มี ปริมาณการใช้น้ำที่แตกต่างกัน ส่งผลให้การคำนวณ เปอร์เซ็นต์น้ำสูญเสียของปริมาณน้ำผลิตจ่ายนั้นลดลงในปี ที่ 2 โดยปริมาณการใช้น้ำนั้นแปรผันตามหลากหลาย ปัจจัยและยากที่จะคาดการณ์ในแต่ละปีจึงเป็นสาเหตุที่ อาจเกิดความสับสนในการประเมินประสิทธิภาพจากการ ประเมินด้วยเปอร์เซ็นต์น้ำสูญเสียของปริมาณน้ำผลิตจ่าย และตารางที่ 2 จะแสดงการเปรียบเทียบโครงข่ายประปา ที่มีระยะเวลาในการจ่ายน้ำที่แตกต่างกัน ตารางที่ 2 ข้อมูลโครงข่ายประปาปี พ.ศ. 2557 ที่มี ระยะเวลาการจ่ายน้ำที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ ไม่สามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพ ระหว่างโครงข่าย [6] เมือง ระยะเวลาในการ จ่ายน้ำประปา น้ำสูญเสีย ชั่วโมง/วัน % จาการ์ตา 18 53 กัลกัตตา 10 50 เจนไน 4 20 โครงข่ายประปาที่มีการจ่ายน้ำประปา 12 ชั่วโมงต่อวันจะ มีการรั่วไหล 20% นั่นคือจำนวนเปอร์เซ็นต์จากการ รั่วไหลเพียง 12 ชั่วโมง แต่ถ้าหากให้โครงข่ายนี้จ่าย น้ำประปาต่อเนื่องทั้งวัน (Continuous Supply) การ รั่วไหลจะเกิดขึ้น 24 ชั่วโมง ส่งผลให้มีน้ำสูญเสียมากขึ้น กว่าเดิมสองเท่า ดังในตารางที่ 2 เมืองเจนไนมีตัวเลข เปอร์เซ็นต์น้ำสูญเสียที่น้อยที่สุด แต่อาจไม่ใช่โครงข่าย ประปาที่ดีที่สุดเนื่องจากมีระยะเวลาในการจ่ายน้ำประปา เพียง 4 ชั่วโมงต่อวัน และหากเมืองจาการ์ตาจ่าย น้ำประปา 24 ชั่วโมงหรือแบบต่อเนื่องทั้งวัน จะมี เปอร์เซ็นต์น้ำสูญเสียที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 53% แต่ก็จะยัง น้อยกว่าเมืองกัลกัตตา หากเมืองกัลกัตตาจ่ายน้ำประปา แบบต่อเนื่องทั้งวันเช่นกัน น้ำสูญเสียจริงต่อจุดเชื่อมต่อผู้ใช้น้ำต่อวัน จะ สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพได้ถ้าหากในโครงข่าย ท่อประปา 1 จุดเชื่อมต่อผู้ใช้น้ำเท่ากับบ้านผู้ใช้น้ำ 1 หลัง แต่ในความเป็นจริง เนื่องจากอาจมีอพาร์ทเมนท์หรือ คอนโดที่มี 50 ห้องจะนับเป็นผู้ใช้ 50 แห่ง แต่มีการ เชื่อมต่อแค่เพียงจุดเดียวที่เกิดการรั่วไหล จะส่งผลให้เกิด ความคลาดเคลื่อนในการประเมินประสิทธิภาพ น้ำสูญเสียจริงต่อความยาวท่อจ่ายน้ำหลัก จะ ใช้ได้กับแค่บางโครงข่ายท่อประปาที่มีความหนาแน่นของ การเชื่อมต่อบริการน้อยกว่า 20 การเชื่อมต่อบริการ/ กิโลเมตร เนื่องจากถ้ามีการเชื่อมต่อบริการมากกว่า 20 การเชื่อมต่อบริการ/กิโลเมตร สัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของน้ำ สูญเสียจริงจะเกิดขึ้นที่จุดเชื่อมต่อบริการไม่ใช่ที่ท่อจ่ายน้ำ หลัก [4] น้ำสูญเสียจริงต่อการเชื่อมต่อบริการต่อวัน IWA ได้แนะนำว่าเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพแบบดั้งเดิมที่ดีที่สุด หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Technical Indicator Real Losses (TIRL) [4] ดังแสดงในสมการที่ (1) = / (1) Nc = จำนวนการเชื่อมต่อบริการ โดยมีหน่วยเป็น ลิตร/การเชื่อมต่อบริการ/วัน และจำเป็น ที่ต้องคำนวณตามระยะเวลาที่มีแรงดันในโครงข่าย เพื่อให้ สามารถเปรียบเทียบระหว่างโครงข่ายที่มีระยะเวลาใน การจ่ายน้ำประปาที่แตกต่างกันได้ 2.2 การคำนวณ TIRL กับพื้นที่เฝ้าระวัง ในหัวข้อนี้ได้ทำการสุ่มตัวอย่างพื้นที่เฝ้าระวัง (District Metered Area; DMA) ของการประปานคร หลวงทั้งหมด 20 พื้นที่ โดย TIRL สามารถใช้เปรียบเทียบ ประสิทธิภาพภายในโครงข่ายและสามารถประเมิน ประสิทธิภาพด้วยเกณฑ์การประเมิน TIRL เบื้องต้น สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ดังตารางที่ 3 ซึ่งเกณฑ์นี้ได้ ถูกใช้อย่างแพร่หลายและใช้ในการฝึกอบรมการลดน้ำ สูญเสียของสถาบันธนาคารโลก (World Bank Institute; WBI) โดยผลลัพธ์ของการประเมินแสดงในรูปที่ 1
การประชุมวิชาการวิศวกรรมแหล่งน้ำแห่งชาติครั้งที่ 9 เสริมสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยเทคโนโลยีเกิดใหม่ และสังคมดิจิทัลเพื่อพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม 14-15 ธันวาคม 2566 โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ 350 ตารางที่ 3 เกณฑ์การประเมิน TIRL เบื้องต้นสำหรับ ประเทศกำลังพัฒนา [5] 1 ระดับ A หมายถึง ดีเยี่ยม ไม่จำเป็นต้องมีการปรับปรุง การลดน้ำสูญเสียอาจไม่ คุ้มค่ากับต้นทุน 2 ระดับ B หมายถึง ดี ควรได้รับการประเมินอย่างรอบครอบ ไม่จำเป็นต้อง ดำเนินงานลดน้ำสูญเสียที่เร่งด่วน 3 ระดับ C หมายถึง แย่ จำเป็นต้องได้รับการดำเนินงานลดน้ำสูญเสีย 4 ระดับ D หมายถึง แย่มาก เป็นการสูญเสียทรัพยากรน้ำขั้นร้ายแรง แผนการลด น้ำสูญเสียต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน [7] รูปที่ 1 แสดงระดับประสิทธิภาพและความสัมพันธ์ระหว่าง TIRL กับเปอร์เซ็นต์น้ำสูญเสียของปริมาณน้ำจ่ายใน 20 พื้นที่เฝ้า ระวัง (DMA) ของการประปานครหลวง ปี พ.ศ. 2562 จากรูปที่ 1 มี DMA ที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำสูญเสียของปริมาณ น้ำจ่ายที่เท่ากันในระดับ 40% แต่มี TIRL แตกต่างกัน ระหว่าง 740 กับ 1,929 ลิตร/การเชื่อมต่อบริการ/วัน แสดงให้เห็นว่าการใช้เปอร์เซ็นต์น้ำสูญเสียของปริมาณน้ำ จ่ายในการประเมินนอกจากจะทำให้เกิดความสับสนใน ประสิทธิภาพดังแสดงในหัวข้อที่ 2.1 ยังมีผลไปถึงความ ผิดพลาดในการจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ที่ จำเป็นต้องได้รับการบำรุงซ่อมแซมการรั่วไหลและใน 18 จาก 20 DMA มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับ D ดังเกณฑ์ใน ตารางที่ 3 โดยมีอีก 2 พื้นที่อยู่ระดับ B และ C แต่อย่างไร ก็ตามเกณฑ์การประเมินนี้จำเป็นต้องมีแรงดันเฉลี่ยที่ 10 เมตร โดยแรงดันที่ต่ำนั้นส่งผลให้มีการรั่วไหลที่น้อยลง [8] ซึ่ง DMA ของการประปานครหลวง 19 จาก 20 พื้นที่มี แรงดันเฉลี่ยที่ต่ำกว่า 10 เมตร ดังแสดงในรูปที่ 2 ซึ่งถือว่า ต่ำกว่ากฎหมายแรงดันขั้นต่ำของทุกประเทศ [2] ส่งผลให้ ปัญหาการรั่วไหลที่แท้จริงมากกว่าที่กำลังประเมินใน ปัจจุบัน เกณฑ์การประเมิน TIRL เบื้องต้น ระดับ TIRL (ลิตร/การเชื่อมต่อบริการ/วัน) เมื่อโครงข่ายมีแรงดัน ที่แรงดันเฉลี่ย 10 m 20 m 30 m A 1 < 50 < 100 < 150 B 2 50 - 100 100 - 200 150 - 300 C 3 100 - 200 200 - 400 300 - 600 D 4 > 200 > 400 > 600
การประชุมวิชาการวิศวกรรมแหล่งน้ำแห่งชาติครั้งที่ 9 เสริมสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยเทคโนโลยีเกิดใหม่ และสังคมดิจิทัลเพื่อพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม 14-15 ธันวาคม 2566 โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ 351 รูปที่ 2 แสดงแรงดันเฉลี่ยในแต่ละพื้นที่เฝ้าระวัง (DMA) จำนวน 20 พื้นที่ของการประปานครหลวงปี พ.ศ. 2557 อย่างไรก็ตาม TIRL ที่คำนวณในงานวิจัยฉบับนี้ อาจคลาดเคลื่อนเนื่องมาจากข้อมูลที่นำมาคำนวณมีที่มา จากแบบจำลองโครงข่ายท่อประปาที่อาจจัดทำโดยใช้ ข้อมูลระยะสั้นและไม่สามารถจำแนกระหว่างปริมาณน้ำ สูญเสียจริงกับน้ำสูญเสียปรากฏ ทำให้ TIRL ที่คำนวณได้ นั้นจะมีค่าสูงขึ้นตามสัดส่วนของน้ำสูญเสียปรากฏต่อน้ำ สูญเสียทั้งหมดในแต่ละ DMA หากสมมติให้ทุก DMA มี น้ำสูญเสียปรากฏอยู่ที่ 50% ของน้ำสูญเสียทั้งหมดจะมี ผลการประเมินประสิทธิภาพอยู่ในระดับ D ทั้งหมด 16 จาก 20 พื้นที่ โดย TIRL นั้นเหมาะสมสำหรับติดตามการ ดำเนินงานและใช้ในการตั้งเป้าหมายประจำปีภายใน โครงข่ายเท่านั้น [5] เนื่องจากยังไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยที่ สำคัญที่กล่าวไว้ในบทนำนั่นคือแรงดันในโครงข่าย จึงไม่ เหมาะสมในการใช้เปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่าง โครงข่ายท่อประปาและควรพิจารณาดัชนีตัวอื่นที่ ครอบคลุมปัจจัยที่ส่งผลต่อน้ำสูญเสียจริงมากยิ่งขึ้น 2.3 การเปรียบเทียบ ILI ระหว่างโครงข่ายท่อประปา ดัชนีที่นิยมในปัจจุบันนั้นอาจถูกออกแบบมา เพื่อใช้สำหรับโครงข่ายในประเทศพัฒนาแล้วที่มีขนาด ใหญ่และมีแรงดันที่สูง ซึ่งการนำดัชนีเหล่านี้มาใช้กับ ประเทศไทยอาจทำให้เกิดข้อสงสัยหรือผลลัพธ์ที่ คลาดเคลื่อน แต่จากข้อบกพร่องของการใช้เปอร์เซ็นต์น้ำ สูญเสียของปริมาณน้ำผลิตจ่ายที่แสดงในตัวอย่างข้างต้น ทำให้เห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาดัชนีที่มี ประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อช่วยประเมินโครงข่ายในประเทศ กำลังพัฒนาซึ่งมีแรงดันที่ไม่สูงนัก ผู้วิจัยจึงเห็นว่า จำเป็นต้องเริ่มนำดัชนีต่างๆมาทดลองคำนวณกับประเทศ ไทย อาจสามารถบอกอะไรบางอย่างได้หากนำมาใช้กับ โครงข่ายที่มีเงื่อนไขใกล้เคียงกันและเพื่อให้มีประโยชน์ใน อนาคตต่อการคิดค้นดัชนีที่เหมาะสมจนนำไปสู่การพัฒนา ประสิทธิภาพของโครงข่ายในประเทศกำลังพัฒนา จากข้อเสียของแต่ละตัวชี้วัดประสิทธิภาพต่างๆ ที่ได้กล่าวมา Allan Lambert [9] จึงได้ตระหนักว่าควรมี ตัวชี้วัดประสิทธิภาพน้ำสูญเสียจริงที่คำนึงถึงปัจจัยต่างๆที่ ส่งผลต่อการรั่วไหลและสามารถใช้เปรียบเทียบระหว่าง โครงข่ายที่มีลักษณะที่แตกต่างกันได้ ไม่ว่าจะเป็น การ จ่ายน้ำแบบต่อเนื่องหรือการจ่ายน้ำตามช่วงเวลา แรงดัน ในระบบสูงหรือต่ำ หรือปริมาณการใช้น้ำที่แตกต่างกัน จึง ได้เกิดเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพที่มีชื่อว่า Infrastructure Leakage Index หรือชื่อย่อ ILI ILI เป็นตัววัดว่าโครงข่ายท่อประปานั้นได้รับการ จัดการ บำรุงรักษา ซ่อมแซม และฟื้นฟูได้ดีเพียงใดที่ แรงดันในโครงข่าย ณ ปัจจุบัน เพื่อควบคุมน้ำสูญเสียจริง โดยเป็นอัตราส่วนระหว่างปริมาณน้ำสูญเสียจริงประจำปี (Current Annual Real Losses; CARL) ต่อการสูญเสีย จริงประจำปีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (Unavoidable Annual Real Losses; UARL) ดังแสดงในสมการที่ (2) = / (2) เนื่องจาก ILI นั้นเป็นอัตราส่วนซึ่งไม่มีหน่วยทำให้ง่ายต่อ การเปรียบเทียบโครงข่ายท่อประปาในระหว่างประเทศที่ ใช้หน่วยวัดที่แตกต่างกัน การรั่วไหลในโครงข่ายท่อประปานั้นเกิดขึ้น ตลอดเวลาไม่เว้นแม้แต่โครงข่ายที่มีการบริหารจัดการ อย่างดีเยี่ยม ดังนั้นจึงมีน้ำสูญเสียจริงประจำปีที่หลีกเลี่ยง ไม่ได้ หรือ Unavoidable Annual Real Losses (UARL) อยู่เสมอ ซึ่งจะเกิดขึ้นที่แรงดันในโครงข่าย ณ ปัจจุบัน
การประชุมวิชาการวิศวกรรมแหล่งน้ำแห่งชาติครั้งที่ 9 เสริมสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยเทคโนโลยีเกิดใหม่ และสังคมดิจิทัลเพื่อพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม 14-15 ธันวาคม 2566 โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ 352 และได้พัฒนาเป็นสูตรคำนวณที่ง่ายต่อการใช้งาน ซึ่ง พารามิเตอร์ต่างๆได้อ้างอิงจากข้อมูลทางสถิติของ โครงข่ายท่อประปาที่แตกต่างกัน 21 โครงข่ายใน 20 ประเทศ [4] ดังแสดงในสมการที่ (3) = (18 ∗ + 0.8 ∗ + 25 ∗ ) ∗ (3) Lm = ความย่อท่าจ่ายน้ำหลัก (กิโลเมตร) Nc = จำนวนการเชื่อมต่อบริการ Lp = ความยาวท่อจ่ายน้ำส่วนตัว (กิโลเมตร) P = แรงดันเฉลี่ย (เมตร) โดยในปัจจุบันการคำนวณ UARL มีข้อจำกัด 2 เรื่อง ดังนี้ 1) มีการเชื่อมต่อบริการมากกว่า 3,000 จุดและ 2) มี แรงดันไม่น้อยกว่า 25 เมตร เนื่องจากอัตราการรั่วไหลจะ แปรผันตาม แรงดันN1จึงมีข้อจำกัดเรื่องแรงดันเพื่อ หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดจากสมมติฐานแรงดันเชิงเส้น โดย ความสัมพันธ์ระหว่างการรั่วไหลกับโครงข่ายที่มีท่อ ประปาอ่อน 100% ที่แรงดันต่ำ จะมีเลขชี้กำลัง N1 ใกล้เคียงกับ 1.5 โดยในหัวข้อนี้ได้ทำการกับตัวแทนโครงข่ายท่อ ประปาในประเทศไทย 4 ระดับทั้งหมด 5 โครงข่ายดังนี้ 1) การประปานครหลวง ปี 2565 เป็นตัวแทน ของระบบประปาขนาดใหญ่ มีผู้ใช้น้ำ 2,558,418 ราย ประกอบด้วยท่อขนาด 100 และ 150 มิลลิเมตรเป็นส่วน ใหญ่ ใช้วัสดุของท่อที่มีลักษณะอ่อนคิดเป็น 87% ของท่อ ทั้งหมด 2) อำเภอหนองแค ปี 2562 เป็นตัวแทนของ ระบบประปาส่วนภูมิภาค มีผู้ใช้น้ำ 7,790 ราย ประกอบด้วยท่อขนาด 50 และ 100 มิลลิเมตรเป็นส่วน ใหญ่ 3) เทศบาลตำบลอาจสามารถ ปี 2565 เป็น ตัวแทนของระบบประปาท้องถิ่น มีผู้ใช้น้ำ 1,190 ราย ประกอบด้วยท่อขนาด 50 มิลลิเมตรเป็นส่วนใหญ่ 4) เทศบาลจันจว้า ปี 2565 เป็นตัวแทนของ ระบบประปาท้องถิ่น มีผู้ใช้น้ำ 2,019 ราย ประกอบด้วย ท่อขนาด 50 มิลลิเมตรเป็นส่วนใหญ่ 5) เขตประกอบการอุตสาหกรรม WHA สระบุรี ปี 2562 เป็นตัวแทนของระบบประปาเอกชน มีจำนวน การเชื่อมต่อ 75 จุด ประกอบด้วยท่อขนาด 200 มิลลิเมตรเป็นส่วนใหญ่ ยังมีข้อระวังที่สำคัญในการคำนวณ ILI ของ โครงข่ายในประเทศไทยที่นำมาศึกษาในงานวิจัยฉบับนี้ เนื่องจากอาจเกิดความผิดพลาดซึ่งทำให้ไม่สามารถนำไป เปรียบเทียบกับประเทศอื่น โดยมีสาเหตุมาจาก 2 เรื่อง คือ 1) โครงข่ายของประเทศไทย 5 โครงข่ายนี้ไม่มีการ เก็บข้อมูลที่จำแนกระหว่างน้ำสูญเสียจริงกับน้ำสูญเสีย ปรากฏ ซึ่งในการคำนวณ ILI นั้นจะสนใจเฉพาะในส่วน ของน้ำสูญเสียจริงและจำเป็นต้องหักลบน้ำสูญเสียปรากฏ ออกจากปริมาณน้ำเข้าระบบเนื่องจากน้ำสูญเสียปรากฏมี ที่มาจากความคลาดเคลื่อนของมาตรวัดน้ำและการบริโภค ที่ไม่ได้รับอนุญาตซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการรั่วไหล โดยจะ ส่งผลให้ ILI ที่แท้จริงจะมีค่าลดลง และ 2) จำนวนการ เชื่อมต่อบริการน้อยกว่า 3,000 จุดและแรงดันที่ต่ำกว่า 25 เมตร ที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์สำหรับการคำนวณ UARL เพราะอาจทำให้ค่าที่ได้ไม่แม่นยำ โดยเฉพาะใน ประเทศกำลังพัฒนานั้นมักจะพบปัญหาเรื่องแรงดันต่ำ ซึ่ง จะส่งผลให้ ILI ที่คำนวณได้นั้นมีค่าต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากแรงดันที่ต่ำนั้นส่งผลให้มีการรั่วไหลที่น้อยลง [8] และยังส่งผลไปถึงความยากลำบากในการตรวจจับการ รั่วไหลในโครงข่ายซึ่งทำให้ไม่สามารถดำเนินการซ่อมแซม ท่อที่รั่ว และอาจอยู่นอกเหนือสมมติฐานของ UARL ที่จะ คำนวณต่อเมื่อโครงข่ายมีการบำรุงรักษาที่ดีแล้ว จากสาเหตุที่อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาด งานวิจัย ฉบับนี้จึงวิเคราะห์ผลที่ได้โดยมีข้อสมมติฐานในการวิจัย 2 ข้อ คือ 1) ข้อมูลที่พบจากประเทศกำลังพัฒนามีสัดส่วน ของน้ำสูญเสียปรากฏอยู่ที่ 10 – 20 เปอร์เซ็นต์ของ ปริมาณน้ำสูญเสียทั้งหมด [5] โดยจะสมมติให้ประเทศ ไทยนั้นมีสัดส่วนของน้ำสูญเสียปรากฏอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณน้ำสูญเสียทั้งหมด 2) การจะนำประเทศไทย ไปเปรียบเทียบด้วย ILI จะเปรียบเทียบกับประเทศที่อยู่ นอกเหนือกฎเกณฑ์ของการคำนวณ UARL เช่นกัน หรือ เป็นประเทศที่มีเงื่อนไขเรื่องแรงดันที่ต่ำเหมือนกัน
การประชุมวิชาการวิศวกรรมแหล่งน้ำแห่งชาติครั้งที่ 9 เสริมสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยเทคโนโลยีเกิดใหม่ และสังคมดิจิทัลเพื่อพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม 14-15 ธันวาคม 2566 โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ 353 ILI นั้นเหมาะสำหรับการใช้เปรียบเทียบ ประสิทธิภาพระหว่างโครงข่าย แต่ถ้าหากต้องการประเมิน เบื้องต้นสามารถเปรียบเทียบได้จากตารางที่ 4 และใน ตารางที่ 5 จะแสดง ILI ของประเทศไทยและประเทศ ต่างๆ จากนั้นจะนำ ILI เปอร์เซ็นต์น้ำสูญเสียของปริมาณ น้ำผลิตจ่าย และแรงดันมาเปรียบเทียบกับโครงข่ายท่อ ประปาในประเทศต่างๆ ดังแสดงในรูปที่ 3 ตารางที่ 4 เกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพโครงข่ายท่อ น้ำประปาเบื้องต้นด้วย ILI [5] 1 ระดับ A หมายถึง ดีเยี่ยม ไม่จำเป็นต้องมีการปรับปรุง การลดน้ำสูญเสียอาจไม่ คุ้มค่ากับต้นทุน 2 ระดับ B หมายถึง ดี ควรได้รับการประเมินอย่างรอบครอบ ไม่จำเป็นต้อง ดำเนินงานลดน้ำสูญเสียที่เร่งด่วน 3 ระดับ C หมายถึง แย่ จำเป็นต้องได้รับการดำเนินงานลดน้ำสูญเสีย 4 ระดับ D หมายถึง แย่มาก เป็นการสูญเสียทรัพยากรน้ำขั้นร้ายแรง แผนการลด น้ำสูญเสียต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน [7] เกณฑ์การประเมิน ILI เบื้องต้น กลุ่มประเทศ ระดับ ILI ประเทศ พัฒนาแล้ว A 1 1 - 2 B 2 2 - 4 C 3 4 - 8 D 4 > 8 ประเทศ กำลังพัฒนา A 1 1 - 4 B 2 4 - 8 C 3 8 - 16 D 4 > 16
การประชุมวิชาการวิศวกรรมแหล่งน้ำแห่งชาติครั้งที่ 9 เสริมสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยเทคโนโลยีเกิดใหม่ และสังคมดิจิทัลเพื่อพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม 14-15 ธันวาคม 2566 โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ 354 ตารางที่5 ข้อมูลโครงข่ายท่อประปาของประเทศต่างๆ และประเทศไทยจากสมมติฐานการมีน้ำสูญเสียปรากฏอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำสูญเสียทั้งหมด [3, 5, 10] ประเทศ (ปี พ.ศ.) ความ ยาวท่อ จ่ายน้ำ หลัก จำนวน การ เชื่อมต่อ บริการ ความ ยาวท่อ จ่ายน้ำ ส่วนตัว เฉลี่ย แรง ดัน เฉลี่ย ปริมาณ น้ำผลิต จ่าย น้ำ สูญเสีย ทั้งหมด น้ำ สูญเสีย ปรากฏ น้ำ สูญเสีย จริง ประจำปี (CARL) เปอร์ เซ็นต์ น้ำ สูญเสียของ ปริมาณน้ำ ผลิตจ่าย น้ำสูญเสีย จริง ประจำปีที่ หลีกเลี่ยง ไม่ได้ (UARL) ILI (กิโล เมตร) (เมตร) (เมตร) (ล้าน ลบ.ม./ ปี) (ล้าน ลบ.ม./ ปี) (ล้าน ลบ.ม./ ปี) (ล้าน ลบ.ม./ ปี) % (ลบ.ม./ วัน) MWA (2565) 36,738 2,558,418 - 4.3 2116.5 658.1 131.6 526.5 31 11,644 124 Nong Khae (2562) 487 7,790 - 22 10.0 3.5 0.7 2.8 35 335 23 Atsamart (2565) 56 1,190 - 16 0.36 0.08 0.02 0.06 22 32 5.4 Chan Chawa (2565) 70 2,019 - 29 0.43 0.12 0.02 0.10 28 84 3.1 WHA (2562) 20 75 - 18 13.4 1.6 0.3 1.3 12 7.5 469 Indonesia (2548) 756 45,280 5 11 20.4 8.2 1.4 6.8 40 610 37 Vietnam (2548) 2,647 426,000 - 12 365.4 150.1 17.0 133.1 41 4,661 89 Sri Lanka (2548) 421 25,229 5 11 10.3 4.6 0.5 4.1 45 340 37 New Zealand (2545) 1,266 58,896 - 54 14.3 1.5 0.2 1.3 10 3,775 0.9 Australia (2545) 603 16,539 - 65 6.0 0.8 0.1 0.7 13 1,566 1.2 South Africa (2545) 6,544 315,911 - 45 285.3 46.9 9.4 37.5 16 16,673 6.2 England (2545) 5,618 395,553 15 46 105.6 20.3 2.6 17.7 19 26,031 1.9 Canada (2545) 1,326 84,207 8 51 55.7 11.7 0.7 11.0 21 5,458 5.5 USA (2545) 5,257 487,000 4 39 369.5 115.2 20.0 95.2 31 20,642 13
การประชุมวิชาการวิศวกรรมแหล่งน้ำแห่งชาติครั้งที่ 9 เสริมสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยเทคโนโลยีเกิดใหม่ และสังคมดิจิทัลเพื่อพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม 14-15 ธันวาคม 2566 โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ 355 รูปที่ 3 แสดงการเปรียบเทียบของ ILI เปอร์เซ็นต์น้ำสูญเสียของปริมาณน้ำผลิตจ่าย และแรงดันเฉลี่ยระหว่างประเทศไทย (TH) กับต่างประเทศ โดยในประเทศที่มี ILI สูง จะสอดคล้องกับการมีแรงดันเฉลี่ยที่ต่ำ
การประชุมวิชาการวิศวกรรมแหล่งน้ำแห่งชาติครั้งที่ 9 เสริมสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยเทคโนโลยีเกิดใหม่ และสังคมดิจิทัลเพื่อพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม 14-15 ธันวาคม 2566 โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ 356 จากรูปที่ 3 การประปานครหลวง (MWA) และ อำเภอหนองแขนั้นมีเปอร์เซ็นต์น้ำสูญเสียของปริมาณน้ำ ผลิตจ่ายในระดับที่ใกล้เคียงกัน แต่ ILI ของการประปา นครหลวงสูงกว่าอย่างชัดเจนเนื่องด้วยแรงดันเฉลี่ยที่ต่ำ อย่างน่าตกใจของการประปานครหลวง หรือสามารถ เปรียบเทียบกับประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม ศรีลังกา แม้ว่าจะมีเปอร์เซ็นต์น้ำสูญเสียของปริมาณน้ำผลิตจ่ายใน ระดับ 40% แต่กลับมี ILI ที่ดีกว่าการประปานครหลวง เนื่องจากมีค่าแรงดันเฉลี่ยที่มากกว่าการประปานครหลวง ถึงเกือบ 3 เท่า เขตประกอบการอุตสาหกรรม WHA สระบุรี ถึงแม้ว่าจะมีเปอร์เซ็นต์น้ำสูญเสียเพียง 12% แต่ ILI มีค่า มากที่สุดเนื่องด้วยมีปริมาณน้ำสูญเสียจริงจำนวนมากแต่มี จำนวนการเชื่อมต่อบริการที่น้อย เทศบาลตำบลอาจสามารถมีเปอร์เซ็นต์น้ำ สูญเสียที่น้อยกว่าเทศบาลจันจว้า แต่ ILI ของจันจว้านั้น กลับมีค่าน้อยกว่า เนื่องด้วยเทศบาลจันจว้ามีแรงดันเฉลี่ย ที่สูงกว่า และมีน้ำสูญเสียจริงต่อการเชื่อมต่อที่น้อยกว่า เทศบาลตำบลอาจสามารถ อย่างไรก็ตาม 2 โครงข่าย ประปานี้ถือว่ามีประสิทธิภาพอยู่ในระดับ B ดังตารางที่ 4 ซึ่งหมายถึงมีประสิทธิภาพในระดับที่ดีไม่จำเป็นต้อง ดำเนินการลดน้ำสูญเสียที่เร่งด่วน และถ้าหากเรียงลำดับ ประสิทธิภาพระหว่างโครงข่ายท่อประปาด้วย TIRL จะให้ ผลลัพธ์ที่ต่างกับกับ ILI เนื่องด้วย TIRL ไม่ได้มีการ คำนึงถึงปัจจัยด้านแรงดันซึ่งมีอิทธิพลกับอัตราการรั่วไหล จึงเป็นเหตุผลที่ TIRL เหมาะสำหรับการตั้งเป้าหมาย ประจำปีและติดตามการดำเนินงานภายในโครงข่าย เท่านั้น อย่างไรก็ตามจากสมมติฐาน 2 ข้อที่กล่าวไว้ใน ข้างต้นการคำนวณ ILI ในโครงข่ายท่อประปาของประเทศ ไทยจะมีความคลาดเคลื่อน แต่จากผลลัพธ์ทำให้สามารถ ประเมินเบื้องต้นได้ว่าแรงดันนั้นส่งผลต่อประสิทธิภาพ ของโครงข่ายท่อประปาโดยเฉพาะถ้าหากแรงดันที่ต่ำอาจ ทำให้ความสามารถในการตรวจจับการรั่วไหลลดน้อยลง [8] นำไปสู่ประสิทธิภาพที่แย่ของโครงข่ายนั้นหรือสามารถ สังเกตได้จากแนวโน้มของแรงดันเมื่อเปรียบเทียบกับ ILI ดังรูปที่ 3 ซึ่ง ILI กับสถานการณ์ของโครงข่ายท่อประปา ในประเทศไทย ณ ปัจจุบันอาจเหมาะสำหรับการใช้ ตั้งเป้าหมายประจำปีของแต่ละหน่วยงาน โดยอาจใช้ ควบคู่ไปกับเปอร์เซ็นต์น้ำสูญเสียของปริมาณน้ำผลิตจ่าย เนื่องมาจากการคำนวณ ILI นั้นได้คำนึงถึงปัจจัยที่ส่งผล ต่อน้ำสูญเสียจริงอย่างครอบคลุม โดยในโครงข่ายนั้นควร ทำการตรวจจับการรั่วไหล วัดค่าอัตราการไหลและแรงดัน ปรับปรุงคุณภาพของข้อมูล จะส่งผลให้ ILI ลดลงอย่าง มาก มีการเพิ่มขึ้นของแรงดันในโครงข่าย และทำให้การ คำนวณ UARL แม่นยำมากขึ้นในที่สุด 2.4 ชุดคำสั่งคำนวณตัวชี้วัดประสิทธิภาพ TIRL และ ILI การคำนวณตัวชี้วัดประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็น อย่างยิ่งเพื่อนำมาประเมินและเปรียบระหว่างโครงข่ายท่อ ประปา แต่ในการคำนวณนั้นอาจมีความซับซ้อนและสร้าง ความสับสนในการเลือกข้อมูลมาใช้คำนวณ งานวิจัยฉบับ นี้จึงได้พัฒนาชุดคำสั่งหรับคำนวณตัวชี้วัดประสิทธิภาพ TIRL และ ILI ในภาษาไพทอน จากไฟล์แบบจำลอง โครงข่ายท่อประปาโดยใช้ไฟล์นำเข้าเป็นไฟล์อินพุตที่ใช้ใน แบบจำลอง EPANET (.inp) โดยใช้เครื่องมือที่มีชื่อว่า Water Network Tool for Resilience (WNTR) [11] ใน การดึงข้อมูลจากแบบจำลอง EPANET เพื่อให้สะดวก สำหรับผู้ใช้งานแบบจำลองโครงข่าย โดยได้ใช้ชุดคำสั่งที่ พัฒนาในงานวิจัยฉบับนี้คำนวณตัวชี้วัดประสิทธิภาพพื้นที่ เฝ้าระวังของการประปานครหลวง 20 พื้นที่และโครงข่าย ท่อประปาในประเทศไทยได้แก่ อำเภอหนองแข เทศบาล ตำบลอาจสามารถ เทศบาลจันจว้า และ เขตประกอบการ อุตสาหกรรม WHA สระบุรีโดยชุดคำสั่งมีกระบวนการ ทำงานดังรูปที่ 4
การประชุมวิชาการวิศวกรรมแหล่งน้ำแห่งชาติครั้งที่ 9 เสริมสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยเทคโนโลยีเกิดใหม่ และสังคมดิจิทัลเพื่อพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม 14-15 ธันวาคม 2566 โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ 357 รูปที่ 4 แผนผังกระบวนการการคำนวณตัวชี้วัด ประสิทธิภาพ แบบจำลอง EPANET ที่พัฒนาโดยหน่วยงาน Environmental Protection Agency (EPA) ป ร ะ เทศ สหรัฐอเมริกา สามารถใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและ ทำงานได้อย่างถูกต้องแม่นยำ จึงเป็นแบบจำลองที่ได้รับ ความนิยมอย่างมาก ซึ่งการใช้แบบจำลองโครงข่ายท่อ ประปานอกจากสามารถใช้คำนวณตัวชี้วัดประสิทธิภาพ ด้วยชุดคำสั่งที่พัฒนาในงานวิจัยฉบับนี้ ยังเป็นเครื่องมือที่ สำคัญอย่างมากในการใช้บริหารจัดการ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ ทุกโครงข่ายจะจัดทำแบบจำลองเพื่อใช้ประโยชน์ต่างๆ และนำไปสู่ประสิทธิภาพของโครงข่ายที่ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามการคำนวณตัวชี้วัดประสิทธิภาพ จากแบบจำลองโครงข่ายท่อประปาอาจมีความผิดพลาด จาก 2 กรณี ดังนี้ 1) ข้อมูลที่ใช้ในการสร้างแบบจำลอง อาจเป็นเพียงข้อมูลน้ำสูญเสียในระยะสั้นหากใช้ข้อมูลน้ำ สูญเสียประจำปีจะทำให้ผลลัพธ์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และ 2) ข้อมูลน้ำสูญเสียในแบบจำลองไม่ได้จำแนก ระหว่างน้ำสูญเสียจริงกับน้ำสูญเสียปรากฏทำให้ผลลัพธ์ ของดัชนีที่ได้จะมีค่าสูงขึ้นกว่าความเป็นจริง ชุดคำสั่งการ คำนวณตัวชี้วัดประสิทธิภาพนี้จึงเหมาะสำหรับการ ประเมินอย่างรวดเร็วและเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งาน แบบจำลองเท่านั้น 3. สรุป เป็นที่ชัดเจนว่าประสิทธิภาพของโครงข่ายท่อ ประปาไม่เหมาะสมที่จะประเมินด้วยเปอร์เซ็นต์ของ ปริมาณน้ำผลิตจ่าย ควรมีการตระหนักถึงผลกระทบและ มองหาตัวชี้วัดประสิทธิภาพตัวอื่นเพื่อนำไปสู่การพัฒนา โครงข่ายท่อประปา โดยในงานวิจัยฉบับนี้ได้เสนอตัวชี้วัด ประสิทธิภาพ TIRL สำหรับการติดตามการดำเนินงานและ ตั้งเป้าหมายประจำปีโดยการคำนวณ TIRL เบื้องต้นใน DMA ของการประปานครหลวง 18 จาก 20 พื้นที่มีการ สูญเสียทรัพยากรน้ำขั้นร้ายแรง และ 19 จาก 20 พื้นที่มี แรงดันเฉลี่ยที่ต่ำกว่า 10 เมตร ซึ่งถือว่าต่ำกว่ากฎหมาย แรงดันขั้นต่ำของทุกประเทศ และได้นำเสนอตัวชี้วัด ประสิทธิภาพ ILI สำหรับการเปรียบเทียบประสิทธิภาพ ระหว่างโครงข่ายในระดับสากล แม้อาจยังไม่สามารถใช้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพเนื่องจากลักษณะของโครงข่ายท่อ ประปาในประเทศไทยที่นำมาศึกษาในงานวิจัยฉบับนี้และ ข้อจำกัดในเรื่องของข้อมูลที่นำมาใช้คำนวณ แต่ผู้วิจัยเห็น ว่าควรเริ่มนำดัชนีต่างๆมาทดลองคำนวณกับโครงข่ายใน ประเทศไทยจะทำให้มีประโยชน์ในอนาคตต่อการคิดค้น ดัชนีที่เหมาะสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งจากผลลัพธ์ การคำนวณทำให้สามารถประเมินเบื้องต้นได้ว่าแรงดัน เฉลี่ยที่ต่ำนั้นมีความสอดคล้องกับโครงข่ายท่อประปาที่มี ประสิทธิภาพต่ำ จำเป็นต้องมีการพิจารณาเรื่องมาตรฐาน แรงดันขั้นต่ำในประเทศไทย และชุดคำสั่งในภาษาไพทอน ที่พัฒนาเพื่อใช้ในการคำนวณตัวชี้วัดประสิทธิภาพใน งานวิจัยฉบับนี้สามารถเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ที่ต้องการ
การประชุมวิชาการวิศวกรรมแหล่งน้ำแห่งชาติครั้งที่ 9 เสริมสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยเทคโนโลยีเกิดใหม่ และสังคมดิจิทัลเพื่อพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม 14-15 ธันวาคม 2566 โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ 358 ประเมินประสิทธิภาพโครงข่ายท่อประปาเบื้องต้น ซึ่งเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับโครงข่ายที่จะจัดทำแบบจำลอง โครงข่ายท่อประปาในอนาคต 4. กิตติกรรมประกาศ ขอขอบคุณตัวเอง คณะอาจารย์ที่ปรึกษา ความรู้จาก www.leaksuitelibrary.com และครอบครัว 5.เอกสารอ้างอิง [1] World Health Organization. (2023). Water safety plan manual: Step-by-step risk management for drinking-water supplier. Second edition. [2] Ghorbanian, V., Karney, B. W., & Guo, Y. (2016). Pressure standards in water distribution systems: Reflection on current practice with consideration of some unresolved issues. Journal of Water Resources Planning and Management, 142(8), 04016029. [3] Liemberger, R. (2002). Do you know how misleading the use of wrong performance indicators can be? Paper presented at the IWA Managing Leakage Conference, Cyprus. [4] Alegre, H., Hirner, W., Baptista, J. M., & Parena, R. (2000). Performance indicators for water supply services. IWA Publishing 'Manuals of Best Practice' Series. ISBN 1900222272. [5] Liemberger, R., & McKenzie, R. (2005). Accuracy limitations of the ILI - Is it an appropriate indicator for developing countries? Water Supply, 5(3-4), 147-152. [6] McIntosh, A. C. (2014). Urban water supply and sanitation in Southeast Asia: A guide to good practice. Manila: Asian Development Bank. [7] Seago, C. J., McKenzie, R. S., Liemberger, R. (2005). International benchmarking of leakage from water reticulation systems. Water Science and Technology, 51(11), 249-256. [8] Thornton, J., & Lambert, A. (2005). Progress in practical prediction of pressure: leakage, pressure: burst frequency and pressure: consumption relationships. Paper to IWA Special Conference 'Leakage 2005', Halifax, Canada. [9] Lambert, A. and Hirner, W. (2000) Losses from Water Supply Systems: Standard Terminology and Recommended Performance Measures. IWA Blue Pages. [10] การประปานครหลวง. (2565). รายงานประจำปี 2565. กรุงเทพฯ: การประปานครหลวง. [11] EPA. Water Network Tool for Resilience (WNTR) User Manual. Washington: Environmental Protection Agency;2017. p. 11-30
จัดโดย คณะอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมแหล่งน้ำ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน NCWRE 9