ประวตั ิศาสตรก์ ารศึกษา
และการผลิตครูในสังคมไทย
การจัดการศึกษาของประเทศไทยเรมิ มาตังแต่สมัยโบราณ
ซึงเปนการจัดการศึกษาแบบอรูปนัยและมีววิ ฒั นาการจน
เปนการถ่ายทอดความรูใ้ หก้ ันอยา่ งเปนระบบในระบบโรงเรยี น
คํานํา
การจัดการศึกษาของประเทศไทยมวี วิ ฒั นาการมาตังแต่สมัยโบราณเรอื ยมาจนถึงปจจุบนั
ด้วยความเชอื ทีวา่ การศึกษาชว่ ยกําหนดทิศทางของชาติเพอื พฒั นาคนไทยใหม้ คี วามพรอ้ ม
ทีจะเปนกําลังสําคัญสําหรบั การพฒั นาประเทศใหเ้ จรญิ ก้าวหน้าการจัดการศึกษาของไทยมี
ววิ ฒั นาการมาโดยตลอดอาจจะเปนเพราะมปี จจัยทังภายในและภายนอกประเทศทําให้
สังคมมกี ารเปลียนแปลง กล่าวคือ ปจจัยภายในเกิดจากความต้องการพฒั นาสังคมใหม้ ี
ความเจรญิ และทันสมัยส่วนปจจัยภายนอกเกิดจากกระแสความเปลียนแปลงของสังคม
โลกทังด้านเศรษฐกิจและการเมอื ง ตลอดจนการติดต่อสือสารกันทําใหป้ ระเทศไทยต้อง
ปรบั ตัวใหท้ ันสมัยเพอื ความอยูร่ อดและประเทศได้เกิดการพฒั นาใหท้ ัดเทียมกับนานา
ประเทศด้วยเหตุผลทีกล่าวมาทําใหก้ ารจัดการศึกษาของไทยมวี วิ ฒั นาการเรอื ยมาซงึ เปน
ปจจัยทีชว่ ยเสรมิ ความเจรญิ ก้าวหน้าทังทางด้านสังคม เศรษฐกิจและการเมอื งของชาติให้
มันคงและเจรญิ ก้าวหน้าดังจะได้กล่าวถึงววิ ฒั นาการของการศึกษาไทย
สารบัญ
หน้า
ประวตั ิศาสตรก์ ารศึกษาไทย............................................................................01
สมัยปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2412 - พ.ศ. 2475................................................01
ปจจัยทีมีผลในการปฏิรูปการศึกษา.....................................................................02
การจัดตังสถานศึกษา..........................................................................................03
การบรหิ ารการศึกษา ......................................................................................04
การจัดแบบเรยี นหลักสูตรและการสอบไล่.............................................................04
รชั สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูห่ วั ................................................05
-ปจจัยทีมีอทิ ธพิ ลต่อการจัดการศึกษา................................................................05
-ววิ ฒั นาการในการจัดการศึกษา.......................................................................05
รชั สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยูห่ วั ....................................................06
-ปจจัยทีมีอทิ ธพิ ลต่อการจัดการศึกษา................................................................06
-ววิ ฒั นาการการจัดการศึกษา...........................................................................06
สมัยการปกครองระบอบรฐั ธรรมนญู พ.ศ. 2475 –ปจจุบนั ...................................07
-ปจจัยของไทยทีมีอทิ ธพิ ลต่อการจัดการศึกษา.....................................................07
-ววิ ฒั นาการการจัดการศึกษา..........................................................................08
การศึกษาไทยในศตวรรษที 21.........................................................................09
การผลิตครูในสังคมไทย...............................................................................11
การผลิตครูในภาพรวม..................................................................................11
วสิ ัยทัศน์และหลักการผลิตครู.........................................................................11
ยุทธศาสตรข์ องแผนการศึกษาแหง่ ชาติพ.ศ.2560-2579...................................13
-ยุทธศาสตรท์ ี 3 การพฒั นาศักยภาพคนทุกชว่ งวยั และการสรา้ ง
สังคมแหง่ การเรยี นรู.้ .......................................................................................13
-ยุทธศาสตรท์ ี 6 การพฒั นาประสิทธภิ าพของระบบการบรหิ ารจัดการศึกษา............14
บทบาท หน้าทีและคุณลักษณะของครู.................................................................15
-บทบาทหน้าทีของครูในยุคสมัยใหม่..............................................................15
-คุณลักษณะของครูในยุคสมัยใหม่................................................................15
-สมมรรถนะทีสําคัญของครูในยุคสมัยใหม่......................................................17
หลักสูตรการผลิตครูในระดับปรญิ ญาตร.ี ..........................................................17
โครงสรา้ งหลักสูตรการผลิตครูระดับปรญิ ญาตร.ี ................................................18
การฝกประสบการณ์วชิ าชพี ...........................................................................20
-ยุคที 1 : ยุคหลักสูตรครู5 ป (ก่อนป 2562)....................................................21
-ยุคที 2 : ยุคหลักสูตรครู4 ป (ตังแต่ป 2562 เปนต้นมา)....................................22
กระบวนการจัดการเรยี นรูแ้ ละการประเมินผล....................................................25
-กระบวนการจัดการเรยี นรู.้ ..........................................................................25
-การประเมินผลการเรยี นรู.้ ..........................................................................29
อา้ งองิ ...........................................................................................................30
ประวตั ิศาสตร์
การศึกษาไทย
การศึกษา (Education)
การศึกษา หมายถึง กระบวนการเรยี นรูเ้ พอื ความเจรญิ งอกงามของบุคคลและสังคม โดย
การถ่ายทอดความรู้ การฝกการอบรม การสืบ สานทางวฒั นธรรม การสรา้ งสรรค์จรรโลง
ความก้าวหน้าทางวชิ าการการสรา้ งองค์ความรูอ้ นั เกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมสังคม การ
เรยี นรูแ้ ละปจจัยเกือหนนุ ใหบ้ ุคคลเรยี นรูอ้ ยา่ งต่อเนืองตลอดชวี ติ กระแสโลกาภิวตั น์
การแขง่ ขนั กับนานาประเทศการพฒั นาคนและคุณภาพของคนเปนทังเหตุ ปจจัยและผลลัพธ์
สําคัญทีสุดในการพฒั นาประเทศ
การศึกษาจึงเปนรากฐานทีมีความสําคัญทีสุดประการหนึงในการสรา้ งสรรค์ความเจรญิ
ก้าวหน้าและ แก้ไขปญหาต่าง ๆ ในสังคมได้เนืองจากการศึกษาเปน กระบวนการทีชว่ ยให้
คนได้พฒั นาตนเองด้านต่างๆ ตลอดชว่ งชวี ติ ตังแต่แรกเกิด มีการพฒั นาศักยภาพและขดี
ความสามารถด้านต่างๆทีจะดารงชพี และประกอบอาชพี ได้อยา่ งมีความสุขรูเ้ ท่าทันกับการ
เปลียนแปลง อนั เปนพลังสรา้ งสรรค์การพฒั นาประเทศได้อยา่ งยงั ยนื
สมัยปฏิรูปการศึกษาพ.ศ. 2412 - พ.ศ. 2475
ตรงกับรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั (รชั กาลที 5)หลังจากทีพระองค์
ได้ครองราชยแ์ ล้วก็ได้ทรงปรบั ปรุงประเทศใหเ้ จรญิ รุง่ เรอื งในทุกๆ ด้านทังในด้านการปกครอง
การศาลการคมนาคมและสาธารณสุข เปนต้น โดยเฉพาะด้านการศึกษานันพระองค์ได้ทรง
ตระหนักเพอื ปรบั ปรุงคนในประเทศใหม้ ีความรูค้ วามสามารถจะชว่ ยใหป้ ระเทศชาติมีความ
เจรญิ ก้าวหน้าในทุกด้าน ดังพระราชดํารสั ทีวา่ "วชิ าหนังสือเปนวชิ าทีน่านับถือและเปนทีน่า
สรรเสรญิ มาแต่โบราณวา่ เปนวชิ าอยา่ งประเสรฐิ ซึงผูย้ งิ ใหญน่ ับแต่พระมหากษัตรยิ เ์ ปนต้นมา
ตลอดจนราษฎรพลเมือง สมควรและจําเปนจะต้องรูเ้ พราะเปนวชิ าทีอาจทําใหก้ ารทังปวง
สําเรจ็ ในทุกสิงทุกอยา่ ง" การทีพระองค์ทรงเหน็ ความสําคัญของการศึกษาจึงได้มีการจัดการ
ศึกษาอยา่ งมีระเบยี บแบบแผน (Formal education) มีโครงการศึกษาชาติ มีโรงเรยี นเกิด
ขนึ ในวงั และในวตั มีการกําหนดวชิ าทีเรยี นมีการเรยี นการสอบไล่ และมีทุนเล่าเรยี นหลวงใหไ้ ป
ศึกษาวชิ า ณ ต่างประเทศซึงปจจัยทีมีผลในการปฏิรูปการศึกษาในครงั นีมีหลายปจจัย
เชน่ ปจจัยทีมีผลในการปฏิรูปการศึกษา
01
ปจจยั ทีมผี ลในการปฏิรูปการศึกษา
1) แนวคิดและวทิ ยาการต่าง ๆ ของชาติตะวนั ตก ซึงคณะมิชชนั มารไี ด้นําวทิ ยาการเขา้ มาเผย
แพรใ่ นด้านการแพทย์ การพมิ พ์หนังสือและระบบโรงเรยี นของพวกสอนศาสนาตังแต่สมัย
พระบาทสมเด็จ พระนังเกล้าเจ้าอยูห่ วั และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั สืบเนืองมาถึง
ในสมัยนีเปนเหตุใหไ้ ทยต้องรบั และปรบั ปรุงแนวคิดในการจัดการศึกษาขนึ เพอื ประโยชน์ในการ
พฒั นาประเทศ
2) ภัยจากการคุมคามของประเทศมหาอาํ นาจในต้นครสิ ต์ศตวรรษที19 ลัทธจิ ักรพรรดินิยม
กําลังแผข่ ยายมายงั ประเทศต่างๆในเอเชยี ซึงประเทศเพอื นบา้ น เชน่ พม่า ญวน เขมร และ
มลายู เปนต้น ต่างตกอยูภ่ ายใต้การปกครองของประเทศมหาอาํ นาจส่วนประเทศไทยมีจุดออ่ น
ทังในเรอื งความล้าหลัง ระบบการปกครองและการกําหนดเขตแตนทีชดั เจนพระองค์จึงทรง
หว่ งใยบา้ นเมืองจึงดําเนินนโยบายต่างประเทศ แบบประนีประนอมและเรง่ ปรบั ปรุงประเทศ
โดยเน้นการศึกษาของชาติ
3) ความต้องการบุคคลทีมีความรูค้ วามสามารถ เขา้ มารบั ราชการเนืองจากพระองค์ทรงปรบั ปรุง
และขยายงานในส่วนราชการต่าง ๆ จึงจําเปนต้องจัดตังโรงเรยี นเพอื สอนคนใหเ้ ขา้ มารบั ราชการ
4) โครงสรา้ งของสังคมไทยได้มีการเปลียนแปลง โดยมีการเลิกทาสและมีการติดต่อกับต่าง
ประเทศมากขนึ วฒั นธรรมแบบอยา่ งตะวนั ตกได้แพรห่ ลายจึงจําเปนต้องการปรบั ปรุงการศึกษา
เพอื ใหป้ ระชาชนได้รบั การศึกษาเพมิ ขนึ
5) การทีพระองค์ได้เสด็จต่างประเทศทังในเอเชยี และยุโรป ทําใหไ้ ด้แนวความคิดเพอื นํามา
ปฏิรูปการศึกษาและใชเ้ ปนแนวทางพฒั นาบา้ นเมือง
02
1.การจัดตังสถานศึกษา
การจัดตังสถานศึกษา ในป พ.ศ. 2414 จัดตังโรงเรยี นหลวงขนึ ในพระบรมมหาราชวงั เพอื
ฝกคนใหเ้ ขา้ รบั ราชการมีพระยาศรสี ุนทรโวหาร(น้อย อาจารยิ างกูร)ในขณะนันเปนหลวงสาร
ประเสรฐิ เปนอาจารยใ์ หญโ่ ดยมีการสอนหนังสือ ไทย การคิดเลข และขนบธรรมเนียมราชการ
การจัดตังโรงเรยี นหลวงสําหรบั สอนภาษาองั กฤษในพระบรมมหาราชวงั เกิดจากแรงผลักดัน
ทางการเมืองทีส่งผลใหไ้ ทยต้องเรยี นรูภ้ าษาองั กฤษเพอื จะได้เจรจากับมหาอาํ นาจตะวนั ตกและ
มีการส่งนักเรยี นไทยไปศึกษาวชิ าครูทีประเทศองั กฤษ
ป พ.ศ. 2423 จัดตังโรงเรยี นสุนันทาลัยในพระบรมมหาราชวงั เปนโรงเรยี นสตรี
ป พ.ศ. 2424 ปรบั ปรุงโรงเรยี นพระตําหนักสวนกุหลาบใหเ้ ปนโรงเรยี นนายทหามหาดเล็ก
ต่อมาได้ กลายเปนโรงเรยี นขา้ ราชการพลเรอื นในป พ.ศ. 2453 และปพ.ศ. 2450 ได้ตัง
เปนจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย
ป พ.ศ. 2425 จัดตังโรงเรยี นแผนทีและในปพ.ศ.2427 จัดตังโรงเรยี นหลวงสําหรบั
ราษฎรขนึ ตามวตั ในกรุงเทพมหานครหลายแหง่ และแหง่ แรก คือ โรงเรยี นมหรรณพาราม
ป พ.ศ. 2432 ตังโรงเรยี นแพทยข์ นึ เรยี กวา่ โรงเรยี นแพทยากร ตังอยูท่ ีรมิ แม่นําหน้าโรง
พยาบาลศิรริ าชใชเ้ ปนทีสอนวชิ าแพทยแ์ ผนปจจุบัน
ป พ.ศ. 2435 จัดตังโรงเรยี นมูลศึกษาขนึ ในวดั ทัวไปทังในกรุงเทพมหานครและหวั เมือง
โดยประสงค์ จะขยายการศึกษาเล่าเรยี นหนังสือไทยใหแ้ พรห่ ลายเปนแบบแผนยงิ ขนึ
และตังโรงเรยี นฝกหดั ครูเปนแหง่ แรกทีตําบล โรงเลียงเด็กต่อมายา้ ยไปอยูท่ ี
วดั เทพศิรนิ ทราวาส
ป พ.ศ. 2437 นักเรยี นฝกหดั ครูชุดแรก 3 คนสําเรจ็ การศึกษาได้รบั ประกาศนียบัตรเปน
ครูสอนภาษาไทยและภาษาองั กฤษ
ป พ.ศ. 2440 ยา้ ยโรงเรยี นฝกหดั ครูซึงตังอยูท่ ีวดั เทพศิรทิ ราวาส ไปรวมกับโรงเรยี น
ฝกหดั ครู ฝงตะวนั ตก(บา้ นสมเด็จเจ้าพระยา) ปรบั ปรุงหลักสูตรใหส้ ูงขนึ เปนโรงเรยี น
ฝกหดั อาจารยส์ อนหลักสูตร 2 ป รบั นักเรยี นทีสําเรจ็ มัธยมศึกษา
ป พ.ศ. 2456 ตังโรงเรยี นฝกหดั ครูหญงิ ขนึ เปนครงั แรกทีโรงเรยี นเบญจมราชาลัย
03
2.การบรหิ ารการศึกษา
เมือจํานวนโรงเรยี นเพมิ มากขนึ จึงจําเปนต้องมีหน่วยงานรบั ผดิ ชอบการศึกษาเปนส่วนหนึง
ต่างหาก เชน่ ป พ.ศ. 2430 ทรงโปรดเกล้าฯใหต้ ังกรมศึกษาธกิ ารโดยโอนโรงเรยี นทีสังกัดกรม
ทหารมหาดเล็กมาทังหมด ใหก้ รมหมืนตํารงราชานภุ าพเปนผูบ้ ัญชาการอกี ตําแหน่งหนึง
ป พ.ศ.2432 รวมกรมศึกษาธกิ ารเขา้ ไปอยูใ่ นบังคับบัญชาของกรมธรรมการ และป พ.ศ. 2435
ประกาศตังกระทรวงธรรมการ มีเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เปนเสนาบดีมีหน้าทีในการ
จัดการศึกษา การพยาบาล พพิ ธิ ภัณฑ์และศาสนา
3.การจัดแบบเรยี นหลักสูตรและการสอบไล่
ป พ.ศ. 2414 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯใหพ้ ระยาศรสี ุนทโวหาร
(น้อย อาจารยางกูร)เรยี บเรยี งแบบเรยี นหลวงขนึ 1เล่ม ชุตมูล-
บรรพกิจ เพอื ใชเ้ ปนบทหลักสูตรวชิ าชนั ต้น
ป พ .ศ. 2427กําหนดหลักสูตรชนั ประโยคหนึงโดยอนโุ ลมตาม
แบบเรยี นหลวง6เล่มนับเปนปแรกทีจัดใหม้ ีการสอบไล่วชิ าสามัญ
และมีการกําหนดหลักสูตรชนั ประโยคสองซึงเปนหลักสูตรทีเกียว
กับวาิ สามัญศึกษาหมายถึงความรูต้ ่างๆทีต้องการใชส้ ําหรบั
เสมียนในราชการพลเรอื นตามกระทรวง
ป พ.ศ. 2431 กรมศึกษาธกิ ารจัดทําแบบเรยี นเรว็ ใชแ้ ทนแบบ
เรยี นหลวงชุดเติม ผูแ้ ต่งคือ พระองค์เจ้า ติศวรกุมาร
(กรมพระยาดํารงราชานภุ าพ) 1 ชุด มี 3 เล่ม
ป พ.ศ. 2433 ประกาศใชพ้ ระราชบัญญัติวชิ า พ .ศ. 2433 มี
ผลทําใหห้ ลักสูตรภาษาไทยแบง่ ออกเปน3 ประโยค หลักสูตร
ภาษาองั กฤษแบง่ ออกเปน 6 ชนั
ป พ.ศ. 2434 ได้แก้ไขการสอบไล่จากเดิมปละครงั เปนปละ2ครงั
เพอื ไม่ใหน้ ักเรยี นเสียเวลานานเกินไป
04
รชั สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูห่ วั
ปจจัยทีมอี ทิ ธพิ ลต่อการจัดการศึกษา มีดังนี
1) พระบรมราชโชบายในการปกครองประเทศเพอื ใหป้ ระเทศมีความเจรญิ ก้าวหน้าทัดเทียม
กับนานา ประเทศโดยการส่งทหารไปรว่ มกับฝายสัมพนั ธมิตรในสงครามโลกครงั ที 1 นอกจากนี
พระองค์ทรงสรา้ งความรูส้ ึกชาตินิยมในหมู่ประชาชนชาวไทยโดยมีสาระสําคัญของอุตมการณ์
ชาตินิยม คือ ความรกั ชาติ ความจงรกั ภักดี ต่อพระมหากษัตรยิ แ์ ละความยดึ มันในพุทธศาสนา
2) พระองค์ทรงศึกษาวชิ าการจากต่างประเทศและเมือเสด็จกลับมาแล้วพระองค์ได้ทรงนํา
เอาแบบอยา่ งและวธิ กี ารทีเปนประโยชน์มาใชเ้ ปนหลักในการปรบั ปรุงการศึกษา เชน่ ทรงนําเอา
แบบอยา่ งและวธิ กี ารทีเปนประโยชน์มาใชเ้ ปนหลักในการปรบั ปรุงการศึกษาเชน่ ทรงนําเอาวชิ าลูก
เสือจากประเทศองั กฤษเขา้ มาจัดตังกองเสือปา พระองค์ทรงเปนนักปราชญ์โตย ทรงแปลวรรณคดี
ต่างประเทศเปนภาษาไทยและทรงนิพนธว์ รรณคดีไวห้ ลายเรอื ง
3) ผลอนั เนืองจากการจัดการศึกษาในรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั
เมือคนส่วนมาก ทีได้รบั การศึกษามีความรูแ้ ละแนวคิดเกียวกับการปกครองประเทศในระบอบ
รฐั ธรรมนญู ในระบบรฐั สภา จึงมีความปรารถนาจะเปลียนแปลงการปกครองไปเปนระบอบ
ประชาธปิ ไตยและปญหาอนั เกิดจากคนล้นงานและคนละทัง อาชพี และถินฐานเต็มมุ่งทีจะหนั
เขา้ สู่อาชพี ราชการมากเกินไป
ววิ ฒั นาการในการจัดการศึกษา มีดังนี
ป พ.ศ. 2453 ประกาศตังโรงเรยี นขา้ ราชการพลเรอื นเพอื ฝกคนเขา้ รบั ราชการตามกระทรวง
ทบวง กรม ต่าง ๆ และต่อมาป พศ. 2459 ได้ประกาศยกฐานะโรงเรยี นขา้ ราชการพลเรอื นนี
ขนึ เปนจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย นับเปนมหาวทิ ยาลัยแหง่ แรกของประเทศไทย
ป พ.ศ. 2454 ตังกองลูกเสือหรอื เสือปาขนึ เปนครงั แรกโครงการศึกษาพ .ศ. 2456
และฉบับแก้ไข พ.ศ. 2458 โดยมุ่งใหป้ ระชาชนมีความรูท้ างด้านการทํามาหาเลียงชพี ตามอตั ภาพ
ของตนพยายามทีจะเปลียนค่านิยมของ ประชาชนไม่ใหม้ ุ่งทีจะเขา้ รบั ราชการอยา่ งเดียว
ป พ.ศ. 2459 จัดตังกองลูกเสือหญงิ และอนกุ าชาตโรงเรยี นกุลสตรวี งั หลังและได้จัดตัง
กองลูกเสือหญงิ ขนึ เรยี กวา่ เนตรนารี
ป พ .ศ. 2461 มีการปรบั ปรุงและขยายฝกหดั ครูขนึ โดยโอนกลับมาขนึ กับ
กระทรวงศึกษาธกิ ารซึงเดิมเปนแผนกหนึงของโรงเรยี นขา้ ราชการพลเรอื น
ป พ.ศ. 2461 ประกาศใชพ้ ระราชบัญญัติโรงเรยี นราษฎร์
ป พ.ศ. 2464ปรบั ปรุงโครงการศึกษาชาติ โดยวางโครงการศึกษาขนึ ใหม่เพอื ส่งเสรมิ ใหท้ ํา
มาหาเลียงชพี นอกเหนือจากทีราชการ
ป พ.ศ. 2464 ใชพ้ ระราชบัญญัติประถมศึกษาบังคับใหเ้ ด็กทุกคนทีมีอายุ7 ป บรบิ ูรณ์
หรอื ยา่ งเขา้ ปที 8 ใหเ้ รยี นอยูใ่ นโรงเรยี นจนถึงอายุ 19 ปบรบิ ูรณ์หรอื ยา่ งเขา้ ปที15 โดยไม่ต้องเสีย
ค่าเล่าเรยี น และมีการเรยี กเก็บเงนิ ศึกษาพลจากประชาชนคนละ 1 - 3 บาทเพอื นําไปใชจ้ ่ายใน
การจัดดําเนินการประถมศึกษา
05
รชั สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยูห่ วั
ปจจัยทีมอี ทิ ธพิ ลต่อการจัดการศึกษา มีดังนี
1) ปญหาการเมืองทีเกิดขนึ ภายในประเทศมีกลุ่มผูต้ ืนตัวทางการเมืองในกรุงเทพมหานคร
เรยี กรอ้ งใหม้ ีการเปลียนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองมีการวพิ ากษ์วจิ ารณ์ระบอบ
สมบูรณาญาสิทธริ าช
2) ปญหาสืบเนืองจากอทิ ธพิ ลจักรวรรดินิยมตะวนั ตกซึงตกค้างมาตังแต่รชั กาลก่อน ๆ
3) ปญหาสืบเนืองจากภาวะเศรษฐกิจตกตาในระหวา่ ง พ.ศ.2463 - พ.ศ. 2474 เศรษฐกิจ
ของประเทศตกตําจนเปนเหตุใหร้ ฐั บาลต้องตัดทอนรายจ่ายลง มีการยุบหน่วยงานและปลด
ขา้ ราชการออกสรา้ งความไม่พอใจใหก้ ับ รฐั บาลระบอบสมบูรณาญาสิทธริ าชย์
4) ปญหาสินเนืองจากการประกาศใชก้ ฎหมายการศึกษาคือพระราชบัญญัติประถมศึกษา
ทําใหก้ ารศึกษา แพรห่ ลายออกไปแต่ขาดความพรอ้ มทางด้านงบประมาณการศึกษา
ววิ ฒั นาการการจัดการศึกษา มีดังนี
1) ป พ.ศ. 2469 เปลียนชอื กระทรวงธรรมการอยา่ งเดิม
2) ป พ.ศ. 2473 ยกเลิกการเก็บเงนิ ศึกษาพลีคนละ 1 = 3บาท จากผูช้ ายทุกคนทีมีอายุ
ระหวา่ ง 16 - 60 ปโดยใชเ้ งนิ จากกระทรวงพระคลังมหาสมบัติอุดหนนุ การศึกษาแทน
3) ป พ.ศ. 2474 ปรบั ปรุงกระทรวงธรรมการเพอื ใหส้ อดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจตกตาของ
ประเทศโดย ยุบกรมสามัญศึกษาในตอนนัน กระทรวงธรรมการจึงมีหน่วยงานเพยี ง 3 หน่วยคือ
กองบัญชาการ กองตรวจการศึกษา กรุงเทพ ฯ และทองสุขาภิบาลโรงเรยี น
4) ยกเลิกระเบยี บวา่ ด้วยการควบคุมแบบเรยี น
0ุ6
สมยั การปกครองระบอบรฐั ธรรมนูญพ.ศ. 2475–ปจจุบนั
ปจจัยของไทยทีมอี ทิ ธพิ ลต่อการจัดการศึกษา
1) นโยบายการจัดการศึกษาของคณะราษฎรป์ ระเทศไทยได้เปลียนแปลงการปกครองจาก
ระบอบสมบูรณาญาสิทธริ าชยม์ าเปนระบอบประชาธปิ ไตยเมือวนั ที 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
คณะราษฎรซ์ ึงเปนกลุ่มบุคคลทีรวมตัวกันเปลียนแปลงการปกครองได้วางเปาหมายสําคัญหรอื
อุตมการณ์ของคณะราษฎร์ มีปรากฏอยูใ่ นหลัก 6 ประการ ขอ้ ที 6 จะต้องใหก้ ารศึกษาอยา่ ง
เต็มทีแก่ราษฎร เพราะคณะราษฎรม์ ีความเหน็ วา่ การทีจะใหป้ ระชาชนมี ความรูค้ วามเขา้ ใจ
เรอื งการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยจําเปนต้องจัดการศึกษาใหก้ ับประชาชนอยา่ งทัวถึง เมือ
ประชาชนมีการศึกษาดียอ่ มจะทําใหป้ ระเทศชาติเจรญิ ขนึ ด้วยดังจะเหน็ ได้จากค้าแถลง
นโยบายของรฐั บาล พระยามโนปกรณ์นิติธาดา พ.ศ. 2475 กล่าวไวว้ า่ “การจัดการศึกษาเพอื
จะใหพ้ ลเมืองใต้มีการศึกษาโดยแพรห่ ลายทีจะต้องอนโุ ลมตามระเบยี บการปกครองทีใหเ้ ขา้
ลักษณะเกียวกับแผนเศรษฐกิจแหง่ ชาติหลักสูตรของโรงเรยี นและ มหาวทิ ยาลัยจะต้องขยาย
ใหส้ ูงขนึ เท่าเทียมอารยประเทศในการนีจะต้องเ ทียบหลักสูตรของนานาประเทศ หลักสูตรใด
สูงถือตามหลักสูตรนัน”รฐั บาลชุตต่อ ๆมาก็ได้พยายามทีจะได้จัดการศึกษาใหท้ ัวถึงในหมู่
ประชาชนทัวไป ถ้าวเิ คราะหด์ ูจากคําแถลงนโยบายของรฐั บาลพบวา่ ได้ตังความหวงั เรอื งการ
ศึกษาไวส้ ูงเกินไปจะใหเ้ ท่าเทียมอารยประเทศซึงสภาวการณ์ในประเทศขณะนันยงั ไม่มีความ
พรอ้ ม โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจซึงเปนปญหาใหญข่ องประเทศในขณะนันเปนผลใหเ้ กิดปญหา
ในการจัดการศึกษานับแต่นันเปนต้นมา
2) การเกิดสงครามโลกครงั ทีสองพ.ศ. 2484 - พ.ศ. 2488ประเทศไทยตกอยูใ่ นภาวะ
สงครามโลกครงั ทีสอง ซึงมีผลกระทบ กระเทือนต่อประเทศไทยอยา่ งรุนแรงทังด้านเศรษฐกิจ
สังคมและการศึกษา หลังสงครามโลก ครงั ทีสอง ประเทศไทยได้รบั ความเสียหายอนั สืบเนือง
มาจากสงครามโลกครงั ทีสอง จึงจําเปนต้องกู้เงนิ จากธนาคารโลกเพอื นํามาใชใ้ นการพฒั นา
ประเทศและประเทศไทยสมัครเปนสมาชกิ องค์การศึกษาวทิ ยาศาสตรแ์ ละวฒั นธรรม แหง่
สหประชาชาติทําใหป้ ระเทศไทยได้รบั ความชว่ ยเหลือในด้านต่างๆ ตลอดจนแนวคิดใหม่ ๆ
มาใชใ้ นการพฒั นา ประเทศทําใหแ้ นวคิดทางการศึกษาของไทยเรมิ เปลียนแปลงจากเดิมเปน
อยา่ งมาก
0ุ7
ววิ ฒั นาการการจัดการศึกษา
1) มีการประกาศใชแ้ ผนการศึกษาชาติหลังเปลียนแปลงการปกครองเปนระบอบ
ประชาธปิ ไตยแล้ว ได้จัดตังคณะกรรมการการศึกษาและตังสภาการศึกษา พ .ศ. 2475
ประกาศใชแ้ ผนการศึกษาชาติต่อมามีการปรบั ปรุง การจัดการศึกษาภาคบังคับจาก 6 ป
เหลือ 4ป และประกาศใชแ้ ผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2479
2) การมอบใหท้ ้องถินจัดการศึกษา พ.ศ. 2476และยกฐานะท้องถินขนึ เปนเทศบาล
ตราพระราชบัญญัติ เทศบาลขนึ และเทศบาลได้จัดการศึกษาอยา่ งแท้จรงิ ใน พ.ศ. 2478
3) การปรบั ปรุงหน่วยงานทีมีส่วนรบั ผดิ ชอบในการจัดการศึกษาและเหตุการณ์สําคัญ
ทางการศึกษาดังเชน่ ป พ.ศ. 2476 มีการปรบั ปรุงส่วนราชการในกระทรวงธรรมการและ
ประกาศตังมหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตรแ์ ละการเมือง ป พ.ศ. 2477 โอนคณะนิติศาสตรใ์ น
จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัยไปสมทบกับมหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตรแ์ ละการเมือง ป พ.ศ.2478
ประกาศใชพ้ ระราชบัญญัติประถมศึกษาทัวประเทศป พ.ศ. 2488 ประกาศใชพ้ ระราบัญญัติ
ครู พุทธศักราช 2488 ป พ.ศ. 2494 มีการประกาศใชแ้ ผนการศึกษาแหง่ ชาติฉบับที 1 ป
พ.ศ.2503 ประกาศใชแ้ ผนการศึกษาแหง่ ชาติ ฉบับที 2 ปพ.ศ.2520 ประกาศใชแ้ ผนการ
ศึกษาแหง่ ชาติ ฉบับที 3 และปจจุบันกําลังใชแ้ ผนการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2535ฉบับที 4
และ พระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542การปฏิวตั ิเมือเดือนตุลาคม 2501 ได้
มีการจัดทําและนําแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมมาใชซ้ ึงต่อมาได้ยุบเลิกและจัดตังสภา
การศึกษาขนึ มาแทน สภานีได้พจิ ารณาเสนอแผนการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2503 ขนึ มา
เปนผลใหก้ ารศึกษาในระยะหลังได้เปลียนไปอยา่ งมาก การศึกษาใต้ขยายตัวขนึ ทุกระดับ
เพราะประเทศกําลังอยูใ่ นระหวา่ งการพฒั นา จึงจําเปนจะต้องส่งเสรมิ ใหพ้ ลเมืองได้รบั การ
ศึกษาทีดีขนึ เพอื จะได้เปนพลเมืองทีมีคุณภาพสามารถเพมิ รายได้ของตนและชว่ ยยกฐานะ
ทางเศรษฐกิจของประเทศ ใหส้ ูงขนึ ด้วยเหตุนีรฐั บาลจึงได้ใหส้ ภาพฒั นาเศรษฐกิจและ
สังคมแหง่ ชาติจัดทําแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ ดังนี
ฉบับที 1 (พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2509) ฉบับที 2 (พ.ศ. 2510 - พ.ศ.2514)
ฉบับที 3 (พ.ศ. 2515 - พ.ศ. 2519) ฉบับที 4 (พ.ศ. 2520- พ.ศ. 2524)
ฉบับที 5 (พ.ศ. 2525 - พ.ศ. 2520) ฉบับที6 (พ.ศ. 2530 - พ.ศ. 2534)
ฉบับที 7 (พ.ศ. 2535 - พ.ศ. 2530) ฉบับที 8 (พ.ศ. 2540 - พ.ศ.2544)
และฉบับที 9 (พ.ศ. 2545- พ.ศ. 2549)
0ุ8
ซึงการจัดการศึกษาในปจจุบันได้มุ่งยดึ แนวนโยบายทีสอดคล้องกับแผนพฒั นาเศรษฐกิจ
และสังคมแหง่ ชาติฉบับที(พ.ศ.2545 - พ.ศ. 2540) ได้จัดแผนการศึกษาระยะเวลา15 ป
เพอื วางแนวทางในการพฒั นาการอยา่ งบูรณาการคุณภาพชวี ติ ในทุก ๆ ด้านและสอดรบั กับ
วสิ ัยทัศน์ แนวนโยบาย มาตรการและกฎหมายอนื ๆทีเกียวขอ้ งกับการพฒั นา สังคมไทย
ส่วนการจัดการศึกษาของประเทศไทยในสมัยการปกครองระบอบรฐั ธรรมนญู มีการขยาย
สถานศึกษาทังใน ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาค เชน่ ป พ.ศ. 2503
เรมิ ก่อสรา้ งและจัดตังมหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่และรบั นิสิตในป พ.ศ. 2507 ปพ.ศ.2509
เรมิ ก่อสรา้ งมหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทรใ์ นภาคใต้ เปนต้น เนืองจากมีผูส้ นใจศึกษาใระดับ
อุดมศึกษามากขนึ ในป พ.ศ. 2514 มีการจัดตังมหาวทิ ยาลัยรามคําแหงเปนมหาวทิ ยาลัย
เปดแหง่ แรกและป พ.ศ. 2521 ตังมหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าชเปนมหาวทิ ยาลัยเปด
แหง่ ทีสองความเคลือนไหวในทางการศึกษาได้ นําไปสู่แนวคิดการพฒั นาระบบการบรหิ าร
และการจัดการศึกษาใหส้ ามารถพฒั นาทรพั ยากรบุคคลในชาติตามแนวทาง พระราช
บัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติพ.ศ. 2542 มีผลทําใหโ้ ครงสรา้ งการบรหิ ารงานและการจัดการ
ศึกษาได้ปรบั เปลียนทังการจัดการเรยี นการสอนทีเน้นผูเ้ รยี นเปนสําคัญการเปดสอนใสาขา
วชิ าการและวชิ าชพี มุ่งพฒั นาใหผ้ ูเ้ รยี นรอบรูเ้ ปนคนเก่ง คนดีและใชช้ วี ติ ในสังคมอยา่ งมี
ความสุขการปรบั โครงสรา้ งการบรหิ ารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธกิ ารใหม่ แบง่ ออกเปน
4 ส่วน คือ 1.สภาการศึกษา
2.สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั พนื ฐาน
3.สํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
4.สํานักงานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา
การศึกษาไทยในศตวรรษที21
การปฏิรูปการศึกษาทีแท้ควรปฏิรูปกระบวนทัศน์ด้วยภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่นี
วา่ “กระบวนการเรยี นรูส้ ําคัญกวา่ ความรู”้ และ “ครูมิใชผ่ ูม้ อบความรู”้ แต่เปน ผูอ้ อกแบบ
กระบวนการเรยี นรูไ้ ปพรอ้ มกับเด็กและเยาวชนเปาหมายของการเรยี นรูม้ ิใชต่ ัวความรูอ้ กี ต่อ
ไปเพราะตัวความรูน้ ันมีมายมายมหาศาลเกินกวา่ ทีจะมอบให้ นักเรยี นแต่ละชนั ปได้อกี ทัง
นักเรยี นในศตวรรษใหม่มีหนทางค้นหาความรูด้ ้วยตนเองจากทุกหนแหง่ ทังในสิงแวดล้อม
และอนิ เทอรเ์ น็ตหากการศึกษาไทยยงั ยา่ อยูก่ ับกระบวนทัศน์เดิมคือมอบความรูเ้ ปนรายวชิ า
ก็จะไม่ทันสถานการณ์โลก ทีควรทําคือมีกระบวนทัศน์ใหม่ทีจะพฒั นาเด็กและเยาวชนให้
เปนผูใ้ ฝเรยี นรูต้ ลอดชวี ติ เด็กและเยาวชนจะเรยี นรูอ้ ะไรบา้ งขนึ อยูก่ ับ บรบิ ทของแต่ละคน
แต่ทีทุกคนควรมีคือความสามารถในการเรยี นรูต้ ลอดเวลา ตลอดชวี ติ และพฒั นาตนเอง
อยา่ งต่อเนืองคุณลักษณะครูรุน่ ใหม่ทีสําคัญและเปนจุดเด่นในศตวรรษที 21 ควรมี
คุณลักษณะดังนี
0ุ9
1. มีความสนใจเสาะแสวงหาความรูก้ ระตือรอื รน้ ทีอยากเรยี นรูแ้ ละเปนบุคคลแหง่
การเรยี นรู้
2. มีความรอบรูด้ ้านปรชั ญาการศึกษานโยบายทางการศึกษา กฎหมายการศึกษา
มาตรฐานวชิ าชพี ครู มาตรฐานการศึกษาจิตวทิ ยาการศึกษาและหลักสูตรการสอนทัวไป
3. มีความรอบรูค้ วามสามารถทีทันสมัยทันเหตุการณ์และทันต่อการเปลียนแปลง
โดยสามารถเชอื มโยงสภาพท้องถินเขา้ กับมาตรฐานสากลในลักษณะสหวทิ ยาการ
4. มีความรูค้ วามสามารถในวธิ กี ารแสวงหาความรู้
5. รูจ้ ักและเขา้ ใจพฒั นาการของผูเ้ รยี น
6. มีความรูแ้ ละทักษะในวชิ าชพี ทีสอนอยา่ งลุ่มลึกชดั เจน สามารถสอนแล้วผูเ้ รยี น
เขา้ ใจมีความสามารถ เรยี นรูไ้ ด้และสนกุ กับการเรยี นรู้ สอนและจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
อยา่ งเต็ม ความสามารถ เต็มเวลาและเต็มหลักสูตร
7. มีความสามารถในการสรา้ งบรรยากาศและสิงแวดล้อมการเรยี นรูท้ ีกระตุ้นความ
สนใจใฝรูแ้ ละมีความสุข สนกุ ในการเรยี นการสอนมีความสามารถในการสังเกตและรูจ้ ัก
แก้ไขพฤติกรรมการเสรมิ แรงและการลงโทษ ทีเหมาะสม
8. มีทักษะในการสอนอยา่ งเชยี วชาญและสรา้ งสรรค์การเรยี นรูจ้ นสามารถพฒั นาผู้
เรยี นได้เต็มศักยภาพตามความแตกต่างระหวา่ งบุคคล โดยปลุกเรา้ ใหผ้ ูเ้ รยี นแสดงความ
สามารถอยา่ งเต็มทีเน้นการจัดกิจกรรมทีหลากหลายเพอื สนองผูเ้ รยี นเปนสําคัญ
9. มีความรูแ้ ละความเขา้ ใจในเปาหมายและวธิ กี ารของหลักสูตรและการสอน
10. มีความสามารถในการออกแบบวางแผนการสอนการบรหิ ารจัดการชนั เรยี น วจิ ัย
และพฒั นาการสอนมีความเปนผูน้ ําในการเปลียนแปลงทางวชิ าการทีมีประสิทธภิ าพและ
ความสามารถวดั ผลประเมินผลพฒั นาการของการเรยี นรูไ้ ด้หลายวธิ ไี ด้อยา่ งเหมาะสม
สมาเสมอ
11. มีความรกั ศรทั ธาทีจะเปนครูมีความเมตตากรุณาและเปนกัลยาณมิตรของศิษย์
12. มีจรยิ ธรรมมีกรยิ ามารยาทสุภาพเรยี บรอ้ ยวางตนอยูใ่ นศีลธรรมอนั ดีเปยมด้วย
คุณธรรมฝกหดั ปฏิบัติตนยดึ มันในจรรยาบรรณวชิ าชพี ครูโดยชแี นะทางถูกต้องแก้ไขสิง
ผดิ และยดึ มันตามหลักศาสนา
13. มีบุคลิกภาพทีเปนแบบอยา่ งทีดีสําหรบั เด็กและสาธารณชนในด้านคุณธรรม
จรยิ ธรรม ค่านิยม และ การดํารงชวี ติ
14. มีความรบั ผดิ ชอบในหน้าทีมุ่งมันในการทํางานทํางานเปนระบบและพฒั นาตนเอง
อยา่ งต่อเนือง
15. มีความสามารถในการปลูกฝงวนิ ัยคุณธรรมจรยิ ธรรมและค่านิยมทีต์ และถูกต้อง
ต่อผูเ้ รยี น
16. ความสามารถในการจัดระเบยี บเนือหาสาระการเรยี นรูแ้ ละจัดกิจกรรม
กระบวนการเรยี นรู้ ทีมี ประสิทธภิ าพใหส้ อดคล้องกับพฒั นาการผูเ้ รยี นและมีควาสามารถ
พฒั นาหลักสูตรท้องถินได้ตรงความต้องการของท้องถิน
10ุ
การผลิตครู
ในสงั คมไทย
การผลิตครูในภาพรวม
การเปลียนแปลงทางสังคมทีเปนพลวตั ิและความก้าวหน้าของเทคโนโลยดี ิจิทัล
ตลอดจนพฒั นาการของ วทิ ยาการใหม่ทีเปนศาสตรบ์ ูรณาการ และขา้ มวฒั นธรรม
มีผลกระทบต่อการเรยี นรูใ้ นศตวรรษที 21 ของมนษุ ย์ เปนอยา่ งมาก ทําใหเ้ กิดการจัดการ
เรยี นรูส้ มัยใหม่ทีเปลียนแปลงไปจากเดิมส่งผลใหเ้ กิดการปฏิรูปทางการศึกษา ของ
ประเทศขนึ จากพระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติพ.ศ. 2542 แก้ไขเพมิ เติม (ฉบับที 2)
พ.ศ.2545 และ (ฉบับที 3) พ.ศ. 2553ทําใหม้ ีระเบยี บ กฎหมายและขอ้ บังคับเกิดขนึ
ตามมาหลายประการ
วสิ ัยทัศน์ และหลักการผลิตครู
“การฝกหดั ครู” หมายถึงการศึกษาตํากวา่ ระดับปรญิ ญา เน้นการฝกฝนทักษะและ
ภาระงานครู ปลูกฝงความเปนครูผา่ นคุณธรรมและจรยิ ธรรม ซึง การฝกหดั ครูในระดับ
ปรญิ ญาจึงไม่เปนทักษะหลัก แต่เน้นการพฒั นา คนทีจะเปนนักคิดทางการศึกษา
และครูถือเปนผูป้ ระกอบวชิ าชพี ชนั สูง
“ครุศึกษา” หรอื “การผลิตครู” หมายถึง การศึกษาระดับอุดมศึกษาทีมีแนวคิดใน
การจัดการศึกษาทัง การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยที
ชว่ ยใหบ้ ุคคลเกิดการเรยี นรู้ สมมรรถนะ คุณธรรม จรยิ ธรรมทักษะในการทํางานในด้าน
งานสอน งานอบรม งานบรหิ าร เพอื เกิดความชาํ นาญและสามารถปฏิบัติหน้าทีทางการ
ศึกษาได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ
11
ในการผลิตครูและบุคลากรทางการศึกษาใหม้ ีความสามารถในการจัดการศึกษา
เพอื ตอบสนองการพฒั นา ประเทศนันจะต้องคํานึงถึงพระราชบัญญัติการศึกษาแหง่
ชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพมิ เติม(ฉบับที 2) พ.ศ. 2545และ (ฉบับที 3) พ.ศ. 2553 วา่
ด้วยมาตราที 30ได้กําหนดใหส้ ถานศึกษาพฒั นากระบวนการเรยี นการสอนใหม้ ี
ประสิทธภิ าพและส่งเสรมิ ใหผ้ ูส้ อนสามารถทําวจิ ัยเพอื พฒั นาการเรยี นรูท้ ีเหมาะสมกับ
ผูเ้ รยี นในแต่ละระดับการศึกษา และวา่ ด้วยมาตราที 52 ใหก้ ระทรวงส่งเสรมิ ใหม้ ีระบบ
กระบวนการผลิต การพฒั นาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาใหม้ ีคุณภาพ
และมาตรฐานทีเหมาะสมกับการเปนวชิ าชพี ชนั สูงโดยการกํากับ และประสาน ให้
สถาบันทําหน้าทีผลิตและพฒั นาครู คณาจารยร์ วมทังบุคลากรทางการศึกษาใหม้ ีความ
พรอ้ มและมีความ เขม้ แขง็ ในการเตรยี มบุคลากรใหม่และการพฒั นาบุคลากรประจํา
การอยา่ งต่อเนืองซึงจากพระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติทีกล่าวมาขา้ งต้นทําใหร้ ูส้ ึก
ตระหนักถึงความสําคัญในการพฒั นาหลักสูตรเพอื ผลิตครูและบุคลากรทางการศึกษา
ใหส้ อดคล้องกับมาตรฐานวชิ าชพี ทางการศึกษาในส่วนของมาตรฐานการปฏิบัติงานที
วา่ ด้วยผูป้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ต้องปฏิบัติตาม เพอื ใหเ้ กิดผลตามวตั ถุประสงค์
และเปาหมายการเรยี นรู้ รวมทัง ต้องฝกฝนพฒั นาตนเองใหม้ ีทักษะหรอื ความชาํ นาญ
สูงขนึ อยา่ งต่อเนือง
เกณฑ์มาตรฐานทีเกียวกับขอ้ งกับการผลิตครูในยุคปจจุบันก็คือ ขอ้ บังคับวา่ ด้วย
มาตรฐานวชิ าชพี พ.ศ. 2556 แก้ไขเพมิ เติม(ฉบับที 4) พ.ศ. 2562 โดยขอ้ บังคับฉบับ
นีได้กําหนดเกณฑ์มาตรฐาน3 ด้าน ได้แก่ มาตรฐานความรูแ้ ละประสบการณ์วชิ าชพี
มาตรฐานการปฏิบัติงาน และมาตรฐานการปฏิบัติตน ทังนี คุรุสภา ระบุวา่ ผูป้ ระกอบ
วชิ าชพี ครูต้องมีคุณวฒุ ิไม่ตากวา่ ระดับปรญิ ญาตรหี รอื เทียบเท่า หรอื คุณวฒุ ิอนื ทีคุรุ
สภารบั รอง และ ขอ้ บังคับคุรุสภาวา่ ด้วยจรรยาบรรณ พ.ศ. 2556โดยขอ้ บังคับฉบับนี
วา่ ด้วย จรรยาบรรณของวชิ าชพี ทีกําหนดขนึ ใหผ้ ูป้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศึกษาต้อง
ยดึ ถือปฏิบัติตามอยา่ งเครง่ ครดั
นอกจากพระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติและเกณฑ์มาตรฐานทีเกียวกับขอ้ งกับ
การผลิตครูในยุค ปจจุบันแล้วแผนการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2560-2579 ถือวา่ เปน
ทิศทางสําคัญในการผลิตครูทีมีคุณภาพโดย ผูเ้ รยี นทีมีประสิทธภิ าพทีดีได้นันยอ่ มเกิด
จากคุณภาพครูก่อน เพราะเหตุนีสถาบันการศึกษาทีผลิตครูควรจะตอบสนองวสิ ัยทัศน์
พนั ธกิจ และยุทธศาสตร์ เพอื รองรบั ต่อการพฒั นาประเทศต่อไปซึงจะกล่าวรายละเอยี ด
ตามลําดับถัดไป
วสิ ัยทัศน์ของแผนการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2560-2579 คือ “คนไทยทุกคนได้รบั
การศึกษาและการเรยี นรูต้ ลอดชวี ติ อยา่ งมีคุณภาพ ดํารงชวี ติ อยา่ งเปนสุขสอดคล้อง
กับหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง และการ เปลียนแปลงของโลกศตวรรษที 21”
12
พนั ธกิจของแผนการศึกษาแหง่ ชาติพ.ศ. 2560-2579 สามารถกล่าวโดยสรุปดังนี
1. เพอื พฒั นาระบบและกระบวนการการจัดการศึกษาใหค้ นไทยเขา้ ถึงโอกาสทางการ
ศึกษาทีมีคุณภาพและมีประสิทธภิ าพสอดคล้องกับการเปลียนแปลงของโลก
2. เพอื พฒั นาใหค้ นไทยเปนผูม้ ีความรู้ คุณลักษณะและทักษะการเรยี นรูใ้ นศตวรรษที
21 สามารถพฒั นาศักยภาพและเรยี นรูไ้ ด้ด้วยตนเองอยา่ งต่อเนืองตลอดชวี ติ
3. เพอื สรา้ งความมันคงใหแ้ ก่คนในชาติสรา้ งสังคมไทยใหเ้ ปนสังคมแหง่ การเรยี นรู้
และคุณธรรมจรยิ ธรรมทีคนไทยอยูร่ ว่ มกันอยา่ งปลอดภัย และสงบสุข
4. เพอื พฒั นาศักยภาพและพฒั นาความสามารถในการแขง่ ขนั ของประเทศไทยก้าว
ขา้ มกับดักประเทศรายได้ปานกลาง และลดความเหลือมลาภายในประเทศล
ยุทธศาสตรข์ องแผนการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ.2560-2579 ทีมีความสอดคล้องกับ
การผลิตครู มีดังนี
ยุทธศาสตรข์ องแผนการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2560-2579
ยุทธศาสตรท์ ี 3 การพฒั นาศักยภาพคนทุกชว่ งวยั และการสรา้ งสังคมแหง่ การ
เรยี นรู้ โดยมีวตั ถุประสงค์ เพอื ผลิตและพฒั นาครูผูส้ อนในทุกระดับและประเภทการ
ศึกษาใหเ้ ปนครูทีมีคุณธรรมมีจิตวญิ ญาณ ความเปนครู มีสมรรถนะสูง สอดคล้องกับ
การจัดการเรยี นรูใ้ นศตวรรษที 21 โดยมีเปาหมายและตัวชวี ดั ได้แก่
เปาหมายที 6 ระบบการผลิตครู อาจารย์
และบุคลากรทางการศึกษาได้มาตรฐานระดับสากล โดยมุ่งเน้นฐานขอ้ มูลแผนการ
ผลิตครูอาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาในชว่ ง 10 ป (พ.ศ.2560-2569)
ตาม สาขาวชิ า ขนาดสถานศึกษา และจังหวดั เพมิ สัดส่วนการบรรจุครูทีมาจากการ
ผลิตครูในระบบปด และมีหลักเกณฑ์เพมิ เติมทีเออื ผูใ้ หส้ ําเรจ็ การศึกษาจากสาขาวชิ า
อนื เพอื เขา้ สู่วชิ าชพี ครู
เปาหมายที 7 ครู อาจารยแ์ ละบุคลากรทางการศึกษาได้รบั การพฒั นาสมรรถนะ
ตามมาตรฐาน โดยมุ่งเน้นครู อาจารยแ์ ละบุคลากรทางการศึกษาได้รบั การพฒั น
มาตรฐานวชิ าชพี และสามารถปฏิบัติงานได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพเพอื สอดคล้องกับ
ความต้องการของหน่วยงานทีเพมิ มากขนึ มีระบบการคัดเลือกอาจารยใ์ น สถาบันผลิต
ครูใหม้ ีความเชยี วชาญในสาขาวชิ าและเทคนิคการสอน
จากเปาหมายสามารถกําหนดแนวทางการพฒั นา ได้แก่พฒั นาระบบและกลไก
การติดตาม การวดั และประเมินผลผูเ้ รยี นใหม้ ีประสิทธภิ าพและพฒั นาระบบการ
พฒั นาวชิ าชพี ครูในสถานศึกษาด้วยการส่งเสรมิ ใหม้ ีชุมชนแหง่ การเรยี นรูท้ างวชิ าชพี
(Professional Learning Community : PLC) เพอื ใหเ้ กิดการพฒั นาและแลก
เปลียนประสบการณ์ระหวา่ งครูเพอื เพมิ การพฒั นาตนเองและนักเรยี นอยา่ งเต็มความ
สามารถ
13
ยุทธศาสตรท์ ี 6 การพฒั นาประสิทธภิ าพของระบบการบรหิ ารจัดการศึกษา
โดยมีวตั ถุประสงค์ เพอื ให้ ครู อาจารย์
และบุคลากรทางการศึกษาสามารถปฏิบัติงานได้ตรงกับความรูค้ วามสามารถ
มีความก้าวหน้าใน วชิ าชพี โดยมีเปาหมายและตัวชวี ดั คือ
เปาหมายที 5 ระบบบรหิ ารงานบุคคลของครูอาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา มี
ความ เปนธรรม สรา้ งขวญั กําลังใจและส่งเสรมิ ใหป้ ฏิบัติงานได้อยา่ งเต็มความสามารถ
โดยมุ่งเน้นใหส้ ถานศึกษาทีมีครูเพยี งพอต่อการจัดการเรยี นการสอนเพมิ มากขนึ
ครูหรอื ผูท้ รงคุณวฒุ ิจากภาคเอกชนหรอื ผูป้ ระกอบการที ปฏิบัติงานสนับสนนุ การเรยี น
การสอนเพมิ มากขนึ และสถานศึกษามีบุคลากรทางการศึกษาทําหน้าทีปฏิบัติงาน
สนับสนนุ การเรยี นการสอนเพมิ ขนึ
จากเปาหมายสามารถกําหนดแนวทางการพฒั นา ได้แก่ ลดการฝกอบรม
และภาระงานของครูที ไม่เกียวขอ้ งกับการเรยี นการสอนมากขนึ เชน่ งานธุรการ
งานบรหิ ารทัวไป ส่งเสรมิ การปฏิบัติงานใหต้ รงกับความรู้ ความสามารถพฒั นาค่าตอบ
แทนสําหรบั ครูทีมีสมรรถนะสูง และครูทีปฏิบัติงานในพนื ทีหา่ งไกลพนื ทีเสียงภัย และ
พนื ทีทุรกันดารและพฒั นาการบรหิ ารอตั รากําลังครูใหส้ อดคล้องกับการจัดการเรยี น
การสอนของนักเรยี น
กล่าวโดยรวมคือแผนการศึกษาแหง่ ชาติ เปนสิงทีจําเปนต่อการพฒั นาการผลิต
ครูใหม้ ีความสามารถต่อการพฒั นาประเทศใหท้ ันต่อการเปลียนแปลงทางสังคมและ
เศรษฐกิจสามารถรองรบั กับการปฏิรูปทางการศึกษาทีเกิดขนึ เพอื สามารถผลิตบัณฑิตที
จบเปนครูใหม้ ีคุณภาพ และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติ
14
บทบาท หน้าที และคุณลักษณะของครู
1. บทบาทหน้าทีของครูในยุคสมัยใหม่
เนืองจากการศึกษานันจะต้องพฒั นาขนึ ไปตามยุคสมัยและด้วยปจจุบัน
ประเทศไทยอยูใ่ นยุคการเปลียนแปลงทางด้านสังคม เศรษฐกิจและความก้าวหน้าทาง
เทคโนโลยี ดังนันบทบาทของครูผูส้ อนในยุคสมัยใหม่จึงมีบทบาทความสําคัญเปน
อยา่ งมากเพราะวา่ คุณภาพของครูมีผลต่อความสําเรจ็ ทางด้านการศึกษา ซึงมีผลต่อ
คุณคุณภาพการเรยี นรูข้ องผูเ้ รยี นและในปจจุบันครูผูส้ อนไม่ได้มีหน้าทีแค่ในการสอน
เท่านัน แต่ครูยงั มีหน้าทีในการหล่อหลอมผูเ้ รยี นได้เกิดทักษะทีสําคัญอยา่ งต่อเนือง
ด้วยครูจึงมีบทบาทหน้าทีในคือ เปนผูอ้ าํ นวยความสะดวก ในการเรยี นรูโ้ ดยทีครูมีหน้า
ทีในการวางแผนจัดการเรยี นการสอนออกแบบกิจกรรมการเรยี นรูท้ ีเหมาะสมกับ
เนือหาและวยั ของผูเ้ รยี นมีการเตรยี มสือในการเรยี นรูใ้ หก้ ับผูเ้ รยี นนอกจากนีครูยงั
มีหน้าทีกระตุ้นและสรา้ งแรงจูงใจใหก้ ับผูเ้ รยี นเพอื ใหผ้ ูเ้ รยี นได้สนใจการเรยี นมากขนึ
ดังนันครูผูส้ อนจึงควรจัดการเรยี นรูแ้ บบเปดโอกาสให้ ผูเ้ รยี นได้เรยี นรูเ้ ออื ต่อการ
ลงมือปฏิบัติ เพอื ใหผ้ ูเ้ รยี นได้เขา้ ถึงประสบการณ์จรงิ และรูว้ ธิ กี ารแสวงหาความรูด้ ้วย
ตนเองจากแหล่งความรูต้ ่างๆ จนผูเ้ รยี นสามารถนําความรูท้ ีมีมาบูรณาการเชงิ
สรา้ งสรรค์ เพอื สรา้ งนวตั กรรมหรอื ผลผลิตต่างๆ ซึงมีส่วนสําคัญในการพฒั นา
ประเทศ สอนใหผ้ ูเ้ รยี นได้เรยี นรูท้ ีจะแสวงหาความรูใ้ หม่ๆ โดยการ สอนวธิ วี จิ ัยตังแต่
ระดับประถมศึกษาไปจนถึงระดับอุดมศึกษาและครูยงั ต้องทําวจิ ัยชนั เรยี นเพอื นําผล
การวจิ ัยไปใชใ้ นการพฒั นาแผนการสอนของตัวเองใหด้ ียงิ ขนึ
2. คุณลักษณะของครูในยุคสมัยใหม่
จากประกาศกระทรวงศึกษาธกิ าร เรอื มาตรฐานคุณวฒุ ิระดับปรญิ ญาตรี สาขา
ครุศาสตรแ์ ละสาขา ศึกษา (หลักสูตร 5 ป) และ (หลักสูตร 4 ป)สามารถอธบิ าย
คุณลักษณะบัณฑิตทีพงึ ประสงค์ ดังต่อไปนี
1.) มีค่านิยมรว่ มตระหนักและยดึ ผูเ้ รยี นเปนศูนยก์ ลางของการทํางานของครู การ
พฒั นาความรูส้ ึก ถึงตัวตนความเปนครูและมีเจตคติต่อวชิ าชพี ครูทีเขม้ แขง็
มีจิตบรกิ ารต่อวชิ าชพี ครูและชุมชน
2) เปนคนดี มีคุณธรรม จรยิ ธรรม ยดึ มันในวชิ าชพี ครูมีจิตวญิ ญาณครูและยดึ มันใน
จรรยาบรรณของ วชิ าชพี ครูปฏิบัติหน้าทีตามอุดมการณ์ความเปนครูด้วยความรกั
ศรทั ธา ซือสัตยส์ ุจรติ รบั ผดิ ชอบต่อวชิ าชพี อุทิศ ตนและทุ่มเทในการเอาใจใส่ สรา้ ง
แรงบันดาลใจพฒั นาการเรยี นรูแ้ ละผลประโยชน์สูงสุดแก่ผูเ้ รยี นมีความพอเพยี งและ
ประพฤติตนเปนแบบอยา่ งทีดีทังทางด้านวชิ าการและวชิ าชพี
15
3) เปนผูเ้ รยี นรูแ้ ละฉลาดรูผ้ ูม้ ีความรูค้ วามสารามารถในการคิดวเิ คราะห์ การคิดขนั
สูง มีความรอบรูด้ ้านการเงนิ สุขภาพ สุนทรยี ภาพ วฒั นธรรม รูเ้ ท่าทันการ
เปลียนแปลงของสังคมและของโลกการสรา้ งสัมมาชพี และ ความมันคงในคุณภาพ
ชวี ติ ของตนเอง ครอบครวั ชุมชน และสังคมมีความเพยี ร มุ่งมันมานะ ใฝเรยี นรู้ มี
ทักษะ การเรยี นรูต้ ลอดชวี ติ และพฒั นาตนเองใหเ้ ปนบุคคลทีเรยี นรูแ้ ละรอบรู้
ทันสมัยทันต่อการเปลียนแปลงตลอดเวลา
4) เปนผูร้ ว่ มสรา้ งสรรค์นวตั กรรมมีความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ การคิดขนั สูง มี
ความฉลาดดิจิทัลทักษะการทํางานเปนทีม มีทักษะขา้ มวฒั นธรรม รูเ้ ท่าทันสือ
เทคโนโลยสี ารสนเทศสมัยใหม่ การเปลียนแปลงของ สังคมและของโลก
มีส่วนรว่ มในการพฒั นาความก้าวหน้าใหก้ ับวชิ าชพี สามารถแสวงหาความรู้ พฒั นา
ความรูง้ านวจิ ัย และสรา้ งนวตั กรรมเพอื พฒั นาผูเ้ รยี นใหเ้ ต็มตามศักยภาพตามความ
แตกต่างระหวา่ งบุคคล
5) เปนผูม้ ีความสามารถสูงในการจัดการเรยี นรูม้ ีความสามารถในการจัดเนือหาสาระ
ออกแบบกิจกรรมวางแผนและจัดการเรยี นรู้ ถ่ายทอดความรูส้ รา้ งแรงบันดาลใจและ
ส่งเสรมิ ใหผ้ ูเ้ รยี นเกิดการเรยี นรูแ้ ละมีความสุข ในการเรยี นโดยใชศ้ าสตรก์ ารสอน รวม
ถึงวธิ กี ารใชเ้ ทคนิค วธิ จี ัดการเรยี นรูก้ ิจกรรมการเรยี นรูท้ ีหลากหลายสามารถนําความ
รูม้ าประยุกต์ใชใ้ นการจัดการเรยี นรูแ้ บบบูรณาการเพอื พฒั นาการเรยี นรูข้ องผูเ้ รยี น
ตลอดจน นําไปใชใ้ นการพฒั นาตนเอง ผูเ้ รยี นและสังคม
6) เปนพลเมืองทีเขม้ แขง็ มีความรกั ชาติ รกั ท้องถิน มีจิตสํานึกไทยและจิตสํานึกสากล
รูค้ ุณค่าและมีส่วนรว่ มในการพฒั นา อนรุ กั ษ์สิงแวดล้อม วฒั นธรรมและภูมิปญญา
ไทยและท้องถินมีจิตอาสาและดําเนินชวี ติ ตามวถิ ี ประชาธปิ ไตยมีความยุติธรรมและมี
ความกล้าหาญทางจรยิ ธรรม ยดึ มันในความถูกต้อง รูถ้ ูก รูผ้ ดิ รูช้ อบ กล้า ปฏิเสธและ
ต่อต้านการกระทําทีไม่ถูกต้อง เคารพสิทธิ เสรภี าพและศักดิศรคี วามเปนมนษุ ย์ มีจิต
สํานึกเปน พลเมืองไทยและพลเมืองโลก
นอกจากนีคุณลักษณะบัณฑิตทีพงึ ประสงค์ยงั เปนไปตามขอ้ บังคับวา่ ด้วมาตรฐาน
วชิ าชพี พ.ศ. 2556 แก้ไขเพมิ เติม (ฉบับที 4) พ.ศ.2562 ในขอ้ ที 11 ผูป้ ระกอบการ
วชิ าชพี ครู ต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการปฏิบัติหน้าทีครู ดังต่อไปนี
1. มุ่งพฒั นาผูเ้ รยี น ด้วยจิตวญิ ญาณความเปนครู
2. ประพฤติตนเปนแบบอยา่ งทีดี มีคุณธรรม จรยิ ธรรมและมีความเปนพลเมืองที
เขม้ แขง็
3. ส่งเสรมิ การเรยี นรู้ เอาใจใส่และยอมรบั ความแตกต่างของผูเ้ รยี นแต่ละบุคคล
4. สรา้ งแรงบันดาลใจผูเ้ รยี นใหเ้ ปนผูใ้ ฝเรยี นรูแ้ ละผูส้ รา้ งนวตั กรรม
5. พฒั นาตนเองใหม้ ีความรอบรูท้ ันสมัย และทันต่อการเปลียนแปลง
16
3. สมมรรถนะทีสําคัญของครูในยุคสมัยใหม่
สมมรรถนะ หมายถึงเปนคุณลักษณะพนื ฐานของบุคคล ซึงมีความสัมพนั ธต์ ่อการ
ปฏิบัติงานทีมีประสิทธผิ ลหรอื ไปตามเกณฑ์หรอื การมีผลงานทีโดดเด่นกวา่ ในการทํา
งานหรอื สถานการณ์นันสมรรถนะครูและบุคลากรทางการศึกษา หมายถึง พฤติกรรม
ซึงเกิดจากการรวมความรู(้ Knowledge) ทักษะ (Ski) คุณลักษณะ(Character)
ทัศนคติ (Attitude) และแรงจูงใจ (Motivation)ของบุคคล และส่งผลต่อ
ความสําเรจ็ ในการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าทีอยา่ งโดดเด่น
หลักสูตรการผลิตครูในระดับปรญิ ญาตรี
หลักการและคําศัพท์ทีเกียวขอ้ งในหลักสูตรการผลิตครู
การจัดทําหลักสูตรวชิ าชพี ครู ทีเรยี กวา่ มาตรฐานคุณวฒุ ิระดับปรญิ ญาตรี
สาขาครุศาสตรแ์ ละสาขา ศึกษาศาสตร์ (มคอ.1) อยูภ่ ายใต้หลักการสําคัญได้แก่
1. แนวคิดของการจัดทําหลักสูตรวชิ าชพี ครูเปนหลักสูตรบูรณาการ
และเปนหลักสูตรองิ สมรรถนะ มากกวา่ หลักสูตรองิ เนือหาเน้นสมรรถนะการเรยี นรู้
ด้วยตนเอง และการวจิ ัยเพอื พฒั นานวตั กรรมการพฒั นา ผูเ้ รยี น
2. การกําหนดโครงสรา้ งหลักสูตรมีความยดื หยุน่ และตอบสนองความต้องการ
ของการใชค้ รูในโลก ปจจุบันและอนาคตรวมทังความต้องการของผูเ้ รยี น
3. การกําหนดโครงสรา้ งหลักสูตรได้ใหส้ ถาบันผลิตครูมีอสิ ระในการสรา้ งหลักสูตร
ผลิตครูทีเหมาะสมกับอตั ลักษณ์และสภาพบรบิ ทเชงิ พนื ทีของสถานศึกษาโดยยดึ
ผลลัพธก์ ารเรยี นรูซ้ ึงกําหนดขนึ สําหรบั แต่ละกลุ่ม สาขาเปนเปาหมายรว่ มตลอดจนกํา
หนดโครงสรา้ งหลักสูตรใหม้ ีความยดื หยุน่ และสะท้อนอตั ลักษณ์ของผูเ้ รยี น
4. การส่งเสรมิ การจัดทําหลักสูตรรายวชิ าทีทันสมัยตามสากลมีการจัดการเรยี น
การสอนทีใชส้ ือเทคโนโลยซี ึงสอดคล้องกับการเรยี นรูใ้ นโลกดิจิทัล
5. การส่งเสรมิ การบรหิ ารจัดการหลักสูตร การเรยี นการสอนการปฏิบัติหน้าทีทํา
ใหผ้ ูเ้ รยี นมีสมรรถนะ ทางวชิ าชพี ครูมีจิตวญิ ญาณและอุดมการณ์ความเปนครู และ
คุณสมบัติทีสอดคล้องกับมาตรฐานวชิ าชพี ครู
6. การส่งเสรมิ การวางระบบการประกันคุณภาพหลักสูตรทีเขม้ ขน้ เพอื ใหผ้ ูเ้ รยี นมี
คุณลักษณะตามเปาหมายของหลักสูตร
17
โครงสรา้ งหลักสูตรการผลิตครูระดับปรญิ ญาตรี
จากสถานการณ์การเปลียนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม วฒั นธรรม ตลอดจนโยบาย
ทางการศึกษา จึงมีความจําเปนอยา่ งมากต้องผลิตครูใหม้ ีประสิทธภิ าพทีดีทังทางด้าน
คุณธรรมและความรู้ การศึกษาจึงมีความจําเปนอยา่ งมากทีมีการพฒั นาหลักสูตรเพอื
ผลิตครูเพอื ตอบสนองต่อการพฒั นาประเทศซึงการผลิตครูสมัยใหม่สามารถ ถูกออก
เปน 2 ยุค ได้แก่ยุคหลักสูตรครู 5 ป และ ยุคหลักสูตรครู 4 ป (เรมิ ใชใ้ นป 2562
เปนต้นมา) โดยมีโครงสรา้ งของหลักสูตร ดังต่อไปนี
ยุคที 1:
ยุคหลักสูตรครู 5 ป (ก่อนป 2562)
1.โครงสรา้ งหลักสูตร
จํานวนหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกวา่ 160 หน่วยกิต สามารถแบง่ ได้เปน
หมวดวชิ าศึกษาทัวไป ไม่น้อยกวา่ 30 หน่วยกิต
หมวดวชิ าเฉพาะด้าน ไม่น้อยกวา่ 124 หน่วยกิต
วชิ าเอก ไม่น้อยกวา่ 78 หน่วยกิต
วชิ าเอกเดียว ไม่น้อยกวา่ 68 หน่วยกิต
วชิ าเอกคู่ ไม่น้อยกวา่ วชิ าเอกละ 34 หน่วยกิต
วชิ าการสอนวชิ าเอก ไม่น้อยกวา่ 6 หน่วยกิต
เลือกวชิ าเอกวชิ าการสอนเอกเพมิ เติม ไม่น้อยกวา่ 4 หน่วยกิต
วชิ าชพี ครู ไม่น้อยกวา่ 46 หน่วยกิต
(โดยมีวชิ าปฏิบัติการสอนในวชิ าเอกแบง่ ออกเปน 2 ภาคการเรยี น ไม่น้อกวา่ 12หน่วยกิต)
หมวดวชิ าเลือกเสรี ไม่น้อยกวา่ 6 หน่วยกิต
18
2.ตัวอยา่ งหลักสูตร 5 ป คณะวทิ ยาศาสตรส์ าขาวชิ าคณิตศาสตร์ มหาวทิ ยาลัย
ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ตารางแสดงโครงสรา้ งแสดงหลักสูตร5 ป สาขาวชิ าคณิตศาสตร์
หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต
ยุคที 2 : ยุคหลักสูตรครู 4 ป (ตังแต่ป 2562 เปนต้นมา)
1. โครงสรา้ งหลักสูตร
จํานวนหน่วยกิต วชิ าเอกเดียวรวมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกวา่ 130 หน่วยกิต
วชิ าเอกคู่รวมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกวา่ 150 หน่วยกิต
วชิ าเอก-โทรวมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกวา่ 140 หน่วยกิตแบง่ ออกเปน
หมวดวชิ าศึกษาทัวไป ไม่น้อยกวา่ 30 หน่วยกิต
หมวดวชิ าเฉพาะด้าน แบง่ ได้เปน
วชิ าเอกเดียว หรอื วชิ าเอก-โท ไม่น้อยกวา่ 60 หน่วยกิต
วชิ าเอก ไม่น้อยกวา่ 40 หน่วยกิต
วชิ าเสรมิ สรา้ งสมรรถนะวชิ าเอก ไม่น้อยกวา่ 20 หน่วยกิต
วชิ าเอกคู่ ไม่น้อยกวา่ 80 หน่วยกิต
(โดยใหเ้ รยี นไม่น้อยกวา่ วชิ าเอกละ 40 หน่วยกิต)
วชิ าชพี ครู ไม่น้อยกวา่ 34 หน่วยกิต
วชิ าเรยี นทังภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ไม่น้อยกวา่ 22 หน่วยกิต
วชิ าการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ไม่น้อยกวา่ 12 หน่วยกิต
หมวดวชิ าเลือกเสรี ไม่น้อยกวา่ 6 หน่วยกิต
19
2. ตัวอยา่ งหลักสูตร 4 ป คณะวทิ ยาศาสตร์ สาขาวชิ าคณิตศาสตร์ มหาวทิ ยาลัย
ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ตารางแสดงโครงสรา้ งแสดงหลักสูตร 4ป สาขาวชิ าคณิตศาสตร์
หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต
วชิ าเสรมิ สรา้ งสมรรถนะวชิ าเอกใหผ้ ูเ้ รยี นเลือกเรยี นในรายวชิ าทีเสรมิ สรา้ งสมรรถนะ
และศักยภาพความลุ่มลึกในวชิ าเอกอกี ไม่น้อยกวา่ 20 หน่วยกิต
การฝกประสบการณ์วชิ าชพี
การฝกประสบการณ์วชิ าชพี ครูมีจุดมุ่งหมายเพอื ใหพ้ ฒั นานิสิตครูได้นําความรู้
ทีได้จากการเรยี นใน รายวชิ าต่าง ๆมาประยุกต์ใชใ้ นการฝกประสบการณ์ภายใน
โรงเรยี น พฒั นาการสอนในวชิ าเอกผา่ นการสอนในโรงเรยี นทีหลากหลาย รวมถึง
การพฒั นาทักษะการคิดเชงิ วจิ ัย ทําวจิ ัยเชงิ ปฏิบัติการและพฒั นานวตั กรรมทาง
การศึกษา ซึงการผลิตครูสมัยใหม่สามารถถูกออกเปน 2 ยุค ได้แก่ ยุคหลักสูตรครู
5 ป และ ยุคหลักสูตรครู 4ป (เรมิ ใชใ้ นป 2562 เปนต้นมา)ซึงมีการจัดใหน้ ิสิตครูฝ
ประสบการณ์วชิ าชพี ครูทีแตกต่างกันออกไป โดยยุคหลักสูตรครู 5 ป ได้เรมิ มีการฝ
ประสบการณ์วชิ าชพี ครูตังแต่ชนั ปที 3 ภาคการเรยี นที 1 เรอื ยมาแต่ในขณะ
เดียวกัน ยุคหลักสูตรครู 4 ปได้เรมิ มีการฝกประสบการณ์วชิ าชพี ครู ตังแต่ชนั ปที 1
ภาคการเรยี นที2 เรอื ยมาโดยการฝกประสบการณ์วชิ าชพี ครูของมหาวทิ ยาลัย
ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ มีรายละเอยี ดดังนี
20
ยุคที 1 : ยุคหลักสตู รครู 5ป (ก่อนป 2562)
ศษ391 การฝกประสบการณ์วชิ าชพี ครูระหวา่ งเรยี น 12(0-4-2)
ED391 Teaching Practicum I
ศึกษาและสังเกตสภาพแวดล้อมทัวไปของโรงเรยี นการบรหิ ารจัดการในโรงเรยี น สภาพงาน
ครู พฤติกรรม และคุณลักษณะของครู นักเรยี น ผูบ้ รหิ ารสถานศึกษาสือ แหล่งเรยี นรูแ้ ละสิง
แวดล้อมเพอื การเรยี นรู้ สังเกตธรรมชาติการเรยี นรูข้ องนักเรยี น ศึกษาและสังเกตการณ์จัด
กิจกรรมการเรยี นรูฝ้ กการเตรยี มการสรา้ งและการใช้ สือการเรยี นรู้ การบรหิ ารและจัดการ
ชนั เรยี นฝกการตรวจแบบฝกหดั ทดลองฝกปฏิบัติการสอนในสภาพหอ้ งเรยี น ทดลองฝก
ปฏิบัติการสอนนักเรยี นเปนรายบุคคล ฝกออกแบบการจัดการเรยี นรูเ้ พอื ส่งเสรมิ พฒั นาการ
ด้านปญญา อารมณ์ สังคม รา่ งกายจิตใจ และคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ฝกปฏิบัติงานใน
สถานศึกษา ตลอดจนทดลองจัด กิจกรรมการเรยี นรูใ้ นหอ้ งเรยี นเสมือนจรงิ เพอื เตรยี มพรอ้ ม
สู่การเปนครูมืออาชพี ในแต่ละระดับการศึกษาและ วชิ าเอก
ศษ491 การฝกประสบการณ์วชิ าชพี ครูระหวา่ งเรยี น2 2(0-4-2)
ED491Teaching Practicum II
ศึกษาทักษะต่างๆโดยเชอื มโยงกับทฤษฎีการจัดการเรยี นรูอ้ ยา่ งเหมาะสมและนําไปประยุกต์
ใชใ้ นการจัดการเรยี นรู้ ฝกปฏิบัติการสอนระดับจุลภาคฝกเขยี นแผนการจัดการเรยี นรูแ้ ละ
ออกแบบกิจกรรมการเรยี นรูแ้ ละการวดั และประเมินผลทีสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรยี นรู้
ในแต่ละระดับการศึกษาและวชิ าเอกและฝก ปฏิบัติการสอนตามแผนบันทึกและรายงานผล
การจัดการเรยี นรูโ้ ดยใชก้ ระบวนการวจิ ัยในชนั เรยี นเปนฐาน ศึกษาและแก้ปญหาพฤติกรรม
ของนักเรยี น สังเกตการณ์สอนของเพอื นเรยี นรูบ้ ทบาทหน้าทีของครูตลอดจนจัดกิจกรรม
อาสาและโครงการทางวชิ าการทีเปนประโยชน์ต่อการเรยี นการสอนเพอื นําไปสู่การพฒั นา
ความเปนครูมืออาชพี
21
ศษ591 การปฏิบัติการสอนและฝกประสบการณ์วชิ าชพี ครู1 6(0-18-0)
ED591 Teaching Internship I 6(0-18-0)
ศษ592 การปฏิบัติการสอนและฝกประสบการณ์วชิ าชพี ครู2
ED592 Teaching Internship II
ฝกปฏิบัติงานในสถานศึกษาโดยบูรณาการเนือหาความรูด้ ้านวชิ าเอกและวชิ าชพี ครูสู่การ
ปฏิบัติการสอนและฝกปฏิบัติงานวชิ าชพี คุณธรรม จรยิ ธรรม และจรรยาบรรณวชิ าชพี
ตามเกณฑ์มาตรฐานวชิ าชพี ทางการศึกษาของคุรุสภา เปนเวลา 1 ปการศึกษาภายใต้การ
นิเทศรว่ มกันระหวา่ งมหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒกับสถานศึกษาในด้านการปฏิบัติการ
สอนในชนั เรยี นทีเน้นผูเ้ รยี นเปนสําคัญการวจิ ัยเพอื พฒั นาผูเ้ รยี น การพฒั นาหลักสูตร
สถานศึกษา งานกิจกรรมพฒั นาผูเ้ รยี นงานบรกิ ารของโรงเรยี น การศึกษาและการบรกิ าร
ชุมชน งานอนื ๆ ทีเกียวขอ้ งกับสถานศึกษานําผลการประเมินมาพฒั นาการจัดการเรยี นรู้
และพฒั นาคุณภาพผูเ้ รยี น และการสัมมนาแลกเปลียนเรยี นรูร้ ะหวา่ งอาจารยน์ ิเทศก์การ
ศึกษาและเพอื นนิสิตโดยเน้นการปฏิบัติงานในหน้าทีครูเพอื พฒั นา ความเปนครูมืออาชพี
จัดทําบันทึกและรายงานผลการจัดการเรยี นรูต้ ่ออาจารยน์ ิเทศ
ยุคที 2 : ยุคหลักสตู รครู 4ป (ตังแต่ป 2562 เปนต้มา)
ศษ191 การฝกประสบการณ์วชิ าชพี ครู (2042)
ED191 Practicum in Profession of Teaching
ฝกประสบการณ์วชิ าชพี ครูระหวา่ งเรยี นโดยศึกษาแนวคิดทฤษฎี องค์ความรู้ เกียวกับสถานศึกษา
ศึกษา สังเกต ทรพั ยากร สภาพแวดล้อมอาคารสถานที หอ้ งปฏิบัติการต่างๆ ทีส่งผลต่อการพฒั นา
คุณภาพผูเ้ รยี น สภาพงานต่างๆ ของสถานศึกษาจากสถานทีจรงิ ศึกษา สังเกต และวเิ คราะห์
การบรหิ ารจัดการในสถานศึกษา บทบาท หน้าที ของผูบ้ รหิ ารสถานศึกษาและการบรหิ ารงาน
แบบมีส่วนรว่ มกับบุคลากรในโรงเรยี น ชุมชนและสังคม กฎระเบยี บของสถานศึกษา และความ
ปลอดภัยในโรงเรยี น ศึกษา สังเกต และวเิ คราะห์ บทบาทหน้าที คุณลักษณะ บุคลิกภาพและ
พฤติกรรมของครู
22
บทบาทครูในการทํางานรว่ มกับบุคลากรในโรงเรยี น ชุมชนและสังคมศึกษาสังเกตการณ์
การสอนของครูในชนั เรยี นในระดับต่างๆการจัดกิจกรรมการเรยี นรูก้ ารบรหิ ารจัดการชนั
เรยี น การ สรา้ งบรรยากาศทางกายภาพและจิตภาพทีเออื ต่อการเรยี นรูข้ องผูเ้ รยี นทังใน
และนอกหอ้ งเรยี นการควบคุมดูแล นักเรยี น ศึกษาสังเกตและวเิ คราะหพ์ ฤติกรรมและ
พฒั นาการของนักเรยี นและพฤติกรรมการเรยี นรูข้ องนักเรยี นในแต่ละชว่ งวยั ศึกษางาน
สนับสนนุ อนื ๆ และการปฏิบัติงานของบุคลากรฝายสนับสนนุ ในสถานศึกษาภายใต้การ
ชแี นะของอาจารยน์ ิเทศก์และครูพเี ลียง ประมวลความรูท้ ีได้จากการศึกษาสังเกตเชอื ม
โยงกับแนวคิด ทฤษฎีและองค์ความรูท้ างการศึกษานํามาสังเคราะหแ์ ละสะท้อนผลขอ้ มูล
เขยี นรายงานสรุปผลการสังเกต และการสัมมนา ทางการศึกษา
ศษ291 การปฏิบตั ิการสอน 1 (20-5-1)
ED291 Teaching Practicum
ฝกปฏิบัติการสอนและงานหน้าทีผูช้ ว่ ยครูในสถานศึกษา ชว่ ยงานครูประจําชนั งานผลิต
สือการเรยี นรู้ และงานวดั ประเมินผลการเรยี นรู้ ใชเ้ ครอื งมือทางจิตวทิ ยาเพอื วเิ คราะห์
ประเมิน ชว่ ยเหลือ และพฒั นาผูเ้ รยี นโดยตระหนักถึงสุขภาวะของผูเ้ รยี นเปนรายบุคคล
จัดโครงการและกิจกรรมเพอื พฒั นาผูเ้ รยี น ภายใต้การแนะนําดูแลของอาจารยน์ ิเทศและ
ครูพเี ลียง ประมวลความรูท้ ีได้จากการปฏิบัติงานเชอื มโยงกับแนวคิดทฤษฎีจิตวทิ ยาและ
ทฤษฎีการเรยี นรู้ และนํามาสังเคราะหข์ อ้ มูลบันทึกและสะท้อนผลการปฏิบัติงานของ
ตนเอง แลกเปลียนเรยี นรูแ้ ละเขยี นรายงานการปฏิบัติงาน และสัมมนาทางการศึกษา
ศษ391 การปฏิบตั ิการสอน 2 2(0-5-1)
ED391 Teaching Practicum II
ฝกปฏิบัติการสอนแบบจุลภาคในสถานศึกษาการพฒั นาหน่วยการเรยี นรู้ การวางแผน
ออกแบบ และจัดกิจกรรมการเรยี นรูท้ ีเน้นผูเ้ รยี นเปนสําคัญโดยประยุกต์ใชค้ วามรู้
เนือหาวชิ าหลักสูตร ศิลปและศาสตรก์ ารสอนเทคโนโลยดี ิจิทัล และการวดั ประเมินผล
การเรยี นรูก้ ารบูรณาการคุณธรรม จรยิ ธรรม การบรหิ ารจัดการชนั เรยี นและการสรา้ ง
บรรยากาศการเรยี นรูท้ ีเสรมิ สรา้ งความสุขและความใฝรูใ้ ฝเรยี นภายใต้การแนะนํา
ดูแลของอาจารยน์ ิเทศก์และครูพเี ลียง การสังเคราะหข์ อ้ มูลความรูบ้ ันทึกและสะท้อน
ผลการปฏิบัติงาน การแลกเปลียนเรยี นรูแ้ ละเขยี นรายงานผลการปฏิบัติงาน และการ
สัมมนาทางการศึกษา
23
ศษ491 การปฏิบตั ิการสอน3 6(0-20-0)
ED491 Teaching Practicum III
ฝกปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาแบบครูมืออาชพี ปฏิบัติการพฒั นาหลักสูตร วางแผน
และออกแบบการ จัดการเรยี นรูใ้ นสถานศึกษาโดยบูรณาการความรูเ้ นือหาวชิ าหลักสูตร
ศาสตรก์ ารสอนและเทคโนโลยดี ิจิทัลในการจัดการเรยี นรูเ้ พอื ใหผ้ ูเ้ รยี นมีปญญารูค้ ิด
และมีความเปนนวตั กรรทําวจิ ัยเพอื พฒั นาคุณภาพการเรยี นรูแ้ ละสรา้ ง นวตั กรรม มีจิต
สาธารณะในการรว่ มมือกับชุมชนหรอื ผูอ้ นื อยา่ งสรา้ งสรรค์ในการจัดกิจกรรมเพอื พฒั นา
ผูเ้ รยี นใหม้ ีทักษะต่อการเปลียนแปลงในโลกสมัยใหม่ ปฏิบัติตนเปนแบบอยา่ งทีดี
มีคุณธรรม จรยิ ธรรม และจรรยาบรรณ วชิ าชพี ครูดําเนินการพฒั นาบทเรยี นในชุมชน
แหง่ การเรยี นรูเ้ ชงิ วชิ าชพี ภายใต้การแนะนําดูแลของอาจารยน์ ิเทศและครูพเี ลียง และ
การสัมมนาทางการศึกษา
ในการฝกประสบการณ์วชิ าชพี ครูยุคหลักสูตรครู 4 ป สถาบันอุดมศึกษาทุกแหง่ ได้
ใหน้ ิสิตได้มีโอกาสฝก ประสบการณ์วชิ าชพี เปนประจําทุกปตังแต่ระยะแรกทีเขา้ มาศึกษา
เพอื ใหร้ ูจ้ ักวชิ าชพี และสรา้ งทัศนคติทีดีต่อวชิ าชพี ครูและเพมิ ระดับความเขม้ ขน้ ของการ
ฝกประสบการณ์วชิ าชพี ใหม้ ากขนึ ตามลําดับจนถึงปสุดท้ายมีการจัประสบการณ์ฝก
ปฏิบัติงานในหน้าทีครูในสถานศึกษาตลอดภาคการศึกษาไม่เฉพาะแต่ประสบการณ์ด้าน
การสอน เท่านัน ทังนี สถาบันได้รบั ความรว่ มมือกับสถานศึกษาทีเปนหน่วยปฏิบัติการ
สอนทําแผนการปฏิบัติการสอนของนิสิตเพอื ทีบัณฑิตครูจะสามารถทําหน้าทีครูได้ทันที
เมือเขา้ ไปประกอบอาชพี ครูในสถานศึกษา
24
กระบวนการจดั การเรยี นรูแ้ ละการประเมนิ ผล
กระบวนการจัดการเรยี นรู้
การบวนการจัดการเรยี นรูใ้ นรูปแบบการผลิตครูในยุคการศึกษาในปจจุบัน ต้องมี
กระบวนการจัดการ เรยี นรูท้ ีหลากหลาย ซึงเปนการนําแนวคิด วธิ กี าร กระบวนการหรอื สิง
ประดิษฐ์ใหม่ๆ มาใชใ้ นการจัดการเรยี นรูใ้ น การแก้ปญหา หรอื พฒั นาการเรยี นรูอ้ ยา่ งมี
ประสิทธภิ าพตรงตามเปาหมายของหลักสูตร ซึงจะชว่ ยใหก้ ารศึกษา และการเรยี น การ
สอนมีประสิทธภิ าพดียงิ ขนึ ผูเ้ รยี นสามารถเกิดการเรยี นรูไ้ ด้อยา่ งรวดเรว็ และมี
ประสิทธผิ ลสูง กวา่ เดิม เกิดแรงจูงใจ และประหยดั เวลาในการเรยี นได้อกี ด้วย ซึงมี
แนวทาง ดังนี
1. การเรยี นรูโ้ ดยเน้นการออกแบบและการสรา้ งนวตั กรรม
เปนวธิ กี ารจัดการเรยี นรูผ้ า่ นกระบวนการคิดเชงิ ออกแบบกระบวนการคิดสรา้ งสรรค์
นวตั กรรมซึงนําไปสู่การสรา้ งสรรค์ผลผลิตหรอื ผลงานทีสามารถนําไปใชป้ ระโยชน์และแก้
ปญหาใหก้ ับการศึกษาได้อยา่ งสรา้ งสรรค์จุดมุ่งหมายของวธิ กี ารจัดการเรยี นรูแ้ บบนีคือ
การ พฒั นาใหน้ ักศึกษาครูมีศักยภาพด้านนวตั กรรมโดยประยุกต์เขา้ กับวธิ กี ารเรยี นรูโ้ ดย
ใชก้ ารออกแบบเปนฐาน ซึงมีขนั ตอนการเรยี นรู้ ดังนี
1.1. การสํารวจบรบิ ทของปญหาและวเิ คราะหค์ วามต้องการของผูใ้ ชน้ วตั กรรม
ทางการศึกษา
1.2. ระบุปญหานิสิตจะต้องสังเคราะห์ ตีความและจัดลําดับความสําคัญความ
ต้องการของผูใ้ ช้
1.3. การสรา้ งไอเดียคือการระดมความคิดใหม่ๆ ทีนําไปสู่การสรา้ งนวตั กรรม ทําได้
ด้วยการระดมสมองและการใชแ้ ผนผังความคิด
1.4. ค้นหาแนวคิดตังต้นในการสรา้ งนวตั กรรม
1.5. การพฒั นาต้นแบบนิสิตจะต้องพฒั นาความคิดใหม้ ีความเปนรูปธรรมขนึ เชน่ สิง
ประดิษฐ์ทีเปนนวตั กรรมทางการศึกษา
1.6. การทดสอบนิสิตนําการพฒั นาต้นแบบทีได้ไปทดสอบกับผูใ้ ชเ้ พอื นําขอ้ มูลสําหรบั
การปรบั ปรุงต่อไป
1.7. นําเสนอผลงานนิสิตครูนําเสนอผลงานผา่ นสือต่างๆ โดยต้องแสดงใหเ้ หน็ ถึง
คุณค่าทีมีต่อสังคม
25
2. การเรยี นรูค้ วามเปนผูป้ ระกอบการ
เปนวธิ กี ารจัดการเรยี นรูเ้ พอื พฒั นาใหผ้ ูเ้ รยี นมีสมรรถนะทีจําเปนสําหรบั การมีงานทํา
เชน่ การมีความคิดรเิ รมิ สรา้ งสรรค์การรูจ้ ักแสวงและใชโ้ อกาสใหเ้ ปนประโยชน์ การพงึ ตน
เองการทํางานเชงิ รุกและการมีนวตั กรรมทางความคิดวธิ กี ารจัดการเรยี นการสอนทีเห
มาะสําหรบั การพฒั นาผูเ้ รยี นใหม้ ีความเปนผูป้ ระกอบการคือการเรยี นรู้ แบบมุ่งผลผลิต
(product-oriented leaning) เปนรูปแบบหนึงของการเรยี นรูโ้ ดยใชโ้ ครงงานเปน
ฐาน(project based Learning) ทีมุ่งหล่อหลอมใหน้ ิสิตมีความคิด
และทักษะของผูป้ ระกอบการ มีขนั ตอนการจัดการเรยี นรูด้ ังนี
2.1. ระบุความต้องการของปญหา
2.2. ระดมความคิดเพอื สรา้ งผลผลิตโดยผูส้ อนมีบทบาทในการชว่ ยกระตุ้นความคิด
2.3. ประเมินความเปนไปได้ในการทําโครงงาน
2.4. โน้มน้าวใหค้ นเหน็ คุณค่าของผลผลิตทีจะสรา้ ง
2.5. พฒั นาโครงงาน
2.6. ฝกทําการตลาดและขายผลิตภัณฑ์
3. การเรยี นรูโ้ ดยใชก้ ารวจิ ัยเปนฐาน(research-based Learning: RBL)
เปนวธิ กี ารเรยี นรูโ้ ดยการทํา วจิ ัยซึงเปนกระบวนการแสวงหาความรูอ้ ยา่ งเปนระบบ
รวมถึงการใชก้ ระบวนการวจิ ัยเปนเครอื งมือในการสอนเนือหาวชิ าควบคู่ไปกับการพฒั นา
ความสามารถในการแสวงหาความรูอ้ ยา่ งเปนระบบจุดมุ่งหมายของการสอนแบบนีคือการ
พฒั นาใหผ้ ูเ้ รยี นรูจ้ ักแสวงหาความรูด้ ้วยตนเองและพฒั นาทักษะการวจิ ัยเชน่ การตัง
คําถาม การเก็บขอ้ มูลการวเิ คราะหแ์ ละตีความขอ้ มูล จนไปถึงการสรุปผล มีวธิ กี ารการ
จัดการเรยี นรูห้ ลายรูปแบบ เชน่ นําผลวจิ ัย ใหน้ ิสิตได้ฝกการวเิ คราะห์ สังเคราะหแ์ ละ
อภิปรายผลงานวจิ ัยของผูอ้ นื , การจัดการเรยี นรูโ้ ดยใหน้ ิสิตมีส่วนรว่ มในการทําวจิ ัยหรอื
เปนผูช้ ว่ ยในโครงการวจิ ัยของครูผูส้ อนแม้กระทังนิสิตฝกทําวจิ ัยด้วยตนเอง
4. การเรยี นรูเ้ ปนทีม สามารถแบง่ ออกได้เปน
4.1 การเรยี นรูโ้ ดยการแก้ปญหาเปนทีม(team problem-solving) เปนวธิ ี
การจัดการเรยี นรูท้ ีเปนกลยุทธก์ ารเรยี นการสอนเปนกลุ่มยอ่ ยทีออกแบบเพอื ใหผ้ ูเ้ รยี น
พฒั นาเปนทีมทีมีผลปฏิบัติงานสูงและเกิดการเรยี นรูอ้ ยา่ งลึกซึงจุดมุ่งหมายของวธิ กี าร
จัดการเรยี นการสอนแบบนีคือเพอื ใหผ้ ูเ้ รยี นสามารถประยุกต์ความรูเ้ พอื ใชแ้ ก้ปญหาและ
พฒั นาความสามารถในการทํางานเปนทีมผูส้ อนมีบทบาทเปนผูอ้ อกแบบและเลือกอาํ นวย
การเรยี นรู้
26
4.2 การเรยี นรูผ้ า่ นชุมชนการเรยี นรูท้ างวชิ าชพี (professional leaning
Community: PLC) และ การพฒั นาบทเรยี นรว่ มกัน (lesson study: LS)
ในการเรยี นรูผ้ า่ นชุมชนการเรยี นรูท้ างวชิ าชพี นัน นิสิตมีโอกาส เรยี นรูแ้ ละพฒั นา
วชิ าชพี โดยผา่ นกระบวนการสืบสอบและแลกเปลียนเรยี นรูส้ ะท้อนความคิดรว่ มกัน
จากประสบการณ์ปฏิบัติงาน โดยการตังคําถามเกียวกับสภาพการทํางานในปจจุบัน
รวบรวมหลักฐานเกียวกับการเรยี นรูข้ องผูเ้ รยี นในปจจุบันแสวงหาแนวทางการพฒั นา
และทดลองวธิ ปี ฏิบัติงานใหม่ๆสะท้อนความคิดเพอื พฒั นาการปฏิบัติงานอยา่ งต่อ
เนืองมีการประเมินผลยอ่ ยเพอื ตรวจสอบการเรยี นรูข้ องผูเ้ รยี นอยา่ งต่อเนืองสําหรบั
การเรยี นรูท้ างการพฒั นาบทเรยี นรว่ มกันนิสิตเปนผูว้ เิ คราะหร์ ะบุปญหาการสอนของ
นักเรยี นในโรงเรยี น วางแผนการพฒั นาบทเรยี นโดยมีอาจารยน์ ิเทศและครูพเี ลียง
ชว่ ยสนับสนนุ จากนันนิสิตนําเสนอบทเรยี น บันทึกและรวบรวมขอ้ มูลเกียวกับการสอน
และการเรยี นรูข้ องผูเ้ รยี นอาจารยน์ ิเทศและครูพเี ลียงสะท้อนความคิดแลกเปลียน
เรยี นรูแ้ ละอภิปรายผล ปรบั ปรุงบทเรยี นและสะท้อนความคิดและแลกเปลียนเรยี นรู้
เปนวงจรต่อไป
5. การเรยี นรูเ้ ชงิ ประสบการณ์และตามสภาพจรงิ สามารถแบง่ ออกได้เปน
5.1 การเรยี นรูแ้ บบบูรณาการกับการทํางาน (work-integrated
learning: WIL) เปนการเรยี นรูเ้ ชงิ ประสบการณ์ทีเปดโอกาสใหน้ ิสิตฝกปฏิบัติใน
สถานทีทํางานจรงิ และต้องการผลิตบัณฑิตใหต้ อบสนองความต้องการของสังคม
ซึงจุดมุ่งหมายของการเรยี นรูค้ ือการพฒั นาใหน้ ิสิตมีทักษะทางวชิ าชพี มีความรบั ผดิ
ชอบ มีจรรยาบรรณ มีอตั ลักษณ์ความเปนครูรวมไปถึงการเรยี นรูโ้ ลกของการทํางาน
จรงิ โดยกําหนดผลลัพธท์ ีคาดหวงั กิจกรรมการเรยี นรูป้ ระเมินผลใหส้ อดรบั กันทังใน
ส่วนของการเรยี นรูใ้ นสถาบันผลิตครูและการเรยี นรูร้ ะหวา่ งฝกปฏิบัติการวชิ าชพี ใน
โรงเรยี น โดยคํานึงถึงขอ้ กําหนดและกฎเกณฑ์มาตรฐานวชิ าชพี ครูระยะเวลาฝกปฏิบัติ
การ นิเทศก์ ประเภทและลักษณะของประสบการณ์และสนับสนนุ การเรยี นรูจ้ าก
ประสบการณ์ในบรบิ ทการปฏิบัติงานจรงิ นักศึกษาครูจะมีโอกาสฝกประยุกต์ความรู้
ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติไปใชแ้ ก้ปญหาจรงิ และฝกสะท้อนความคิดในระหวา่ งการ
ฝกปฏิบัติงานและหลังการฝกปฏิบัติงาน
5.2 การเรยี นรูโ้ ดยการบรกิ ารชุมชน(Community service learning)
เปนวธิ กี ารจัดการเรยี นรูโ้ ดยใช้ ประสบการณ์ทีบูรณาการเรยี นรูท้ างวชิ าการกับการให้
บรกิ ารชุมชนโดยการมอบหมายใหผ้ ูเ้ รยี นทํากิจกรรมบรกิ ารชุมชนทีเกียวขอ้ งกับการ
ศึกษาในรายวชิ าหรอื หลักสูตรมุ่งจัดกิจกรรมการใหบ้ รกิ ารทีมีความหมายเปประโยชน์
และตอบสนองความต้องการทีแท้จรงิ ของชุมชน ส่วนแนวทางการจัดการเรยี นรูโ้ ดย
การบรกิ ารชุมชนมีหลายแนวทาง เชน่ กําหนดใหบ้ รกิ ารชุมชนเปนกิจกรรมหลักของ
รายวชิ าหรอื เปนกิจกรรมเสรมิ ของรายวชิ า การมอบหมายใหผ้ ูเ้ รยี นทําวจิ ัยในชุมชน
27
5.3 การเรยี นรูโ้ ดยใชป้ รากฏการณ์เปนฐาน (Phenomenon-based
learning: PHBL) เปนวธิ กี าร จัดการเรยี นรูแ้ บบสหสาขาศาสตรห์ รอื สหวทิ ยาการ
โดยใชป้ ระเด็นหวั ขอ้ เกียวกับปรากฏการณ์ในโลกของความเปนจรงิ เปนจุดเรมิ ต้นใน
การเรยี นรูผ้ ูเ้ รยี นจะมีบทบาทเชงิ รุกในการสํารวจปรากฏการณ์จรงิ อยา่ งเปนองค์รวม
เรยี นรูต้ ามสภาพจรงิ นอกจากนีผูเ้ รยี นยงั เรยี นรูจ้ ากการสืบสอบโดยใชป้ ญหาเปนฐาน
โดยเปนผูต้ ังประเด็นคําถาม เกียวกับปญหาทีเกิดขนึ จรงิ กับตนเอง วางแผนสรา้ ง
ความรูร้ ว่ มกันผา่ นกิจกรรมการเรยี นรูท้ ีทีมผูส้ อนจาdสาขาวชิ าจัดขนึ อยา่ งเปนระบบ
เชน่ การเรยี นรูโ้ ดยการสืบเสาะแก้ปญหาทําโครงงานและการทําแฟมสะสมผลงาน
6. การเรยี นรูแ้ บบผสมผสานการใชเ้ ทคโนโลยี สามารถแบง่ ออกได้เปน
6.1. การจัดการเรยี นรูแ้ บบผสาน (Blend learning) เปนการจัดการเรยี น
การสอนทีผสมผสานทังการ เรยี นรูแ้ บบเผชญิ หน้า (face-to-face learning) และ
การเรยี นรูผ้ า่ นสือออนไลน์ (online learning) เพอื ใหผ้ ูเ้ รยี น เกิดการเรยี นรูส้ ูงสุด
โดยการใชเ้ ทคโนโลยเี พอื ส่งเสรมิ การเรยี นรูเ้ ชงิ รุกและสนับสนนุ การสือสารและ
ปฏิสัมพนั ธร์ ะหวา่ งผูส้ อน และผูเ้ รยี นและในกลุ่มผูเ้ รยี นในและนอกชนั เรยี น
6.2. การจัดการเรยี นรูก้ ลับด้าน (Flipped Learning) เปนวธิ กี ารจัดการ
เรยี นรูท้ ีผูส้ อนมอบหมายใหผ้ ูเ้ รยี นไปศึกษาเนือหาของบทเรยี นล่วงหน้านอกชนั เรยี น
ผา่ นสือออนไลน์ทีผูส้ อนจัดเตรยี มขนึ เพอื จะได้สามารถทุ่มเทเวลาในชนั เรยี นใหก้ ับการ
ทํากิจกรรมทีเน้นการสืบสอบรว่ มกับเพอื นรว่ มชนั และพฒั นาทักษะการคิดขนั สูง
ได้แก่ การประยุกต์ใชค้ วามรู้ การวเิ คราะหแ์ ละการสรา้ งสรรค์โดยผูส้ อนจะทําหน้าที
เปนผูใ้ หค้ ําแนะนําต่างๆ
28
การประเมินผลการเรยี นรู้
การประเมินผลการเรยี นรูโ้ ดยใชแ้ นวคิดด้วยวธิ กี ารทีหลากหลายเพอื ใชก้ ารปรบั ปรุงพฒั นาผู้
เรยี น เปนกลไกและเครอื งมือทีทําใหผ้ ูเ้ รยี นสามารถเรยี นรูด้ ้วยตนเองเปน ทําใหร้ ูจ้ ักตนเอง
แล้วนํามาพฒั นาตนเองทัง ทางด้านวชิ าการและวชิ าชพี อกี ทังส่งเสรมิ พฒั นาใหผ้ ูเ้ รยี นในการ
ประกอบอาชพี เมือสําเรจ็ การศึกษาโดยหลักการประเมินผลการเรยี นรูค้ วรมีความสอดคล้อง
กับมาตรฐานผลการเรยี นรูท้ ีกล่าวไวข้ า้ งต้นแล้วโดยมีหลักการ ประเมินผลการเรยี นรู้ ดังนี
1. ประเมินแบบเน้นผูเ้ รยี นเปนสําคัญและประเมินผูเ้ รยี นอยา่ งเปนองค์รวม กล่าวคือ
มีจุดมุ่งหมายในการ ประเมินเพอื พฒั นาการเรยี นรูข้ องผูเ้ รยี นประเมินผลลัพธก์ ารเรยี นรูใ้ น
หลายมิติครอบคลุมทักษะขนั สูงและ การ เรยี นแบบรว่ มมือ
2. เน้นการประเมินในระดับชนั เรยี นโดยจัดการประเมินใหเ้ ปนส่วนหนึงของการจัดการ
เรยี นการสอนประเมินจากพฤติกรรมและผลงานทีเกิดขนึ ในการเรยี นวชิ าต่างๆในชวี ติ ประจํา
วนั และมีการประเมินอยา่ งต่อเนือง
3. ใชว้ ธิ กี ารและเครอื งมือประเมินทีหลากหลายและเหมาะสมกับเนือหาและการเรยี นรู้
ของผูเ้ รยี นเชน่ การประเมินจากการสือสารส่วนบุคคล การประเมินจากการปฏิบัติและการ
ประเมินจากขอ้ สอบ ซึงชว่ ยเปดโอกาสใหผ้ ูเ้ รยี นมีทางเลือกหลายชอ่ งทางในการแสดงความ
สามารถ
4. เน้นการประเมินผลการปฏิบัติงาน (performance-based assessment) และ
การประเมินตามสภาพจรงิ (authentic assessment) ทีใหผ้ ูเ้ รยี นประยุกต์ความรู้ ทักษะ
และบูรณาการกับการปฏิบัติงานทีซับซ้อนในสภาพแวดล้อมจรงิ และเปนการประเมินโดย
บูรณาการขา้ มสาขาวชิ าและประเมินโดยองิ บรบิ ทท้องถิน
นอกจากนีการประเมินผลการเรยี นควรทีจะมีการใหค้ ะแนนองิ ผลงานทีแจ้งใหท้ ราบล่วง
หน้าและมีเกณฑ์การตัดสินทีชดั เจนและเปดโอกาสใหผ้ ูเ้ รยี นและผูเ้ กียวขอ้ งมีส่วนรว่ มใน
การกําหนดเปาหมายวางแผนดําเนินการ ประเมินและใชผ้ ลการประเมิน
29
อา้ งองิ
https://krupasathaimaiake.files.wordpress.com/2016/08/e0b881e0b8b2e
0b8a3e0b8a8e0b8b6e0b881e0b8a9e0b8b2e0b984e0b897e0b8a2-1.pdf?
fbclid=IwAR0kVgBdZCD_Jv5MHF6cFVyF7eMNKPzlnVwdEYlSGW8Sd1pn73
C4pbLDxE
https://www.kroobannok.com/3345
http://www.kruinter.com/file/78120160119135235-[kruinter.com].pdf
https://fliphtml5.com/meapg/oxqg/basic?
fbclid=IwAR3qgfiTOuHsK0m2ujRZBn8XMj0AzirFTLgybW_NQoCGBaYS7z8
CWSa7ogo
file:///C:/Users/Advice%20IT/Downloads/117141-Article%20Text-302188-
1-10-20180329.pdf
30
829