The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สีทอง สีชมพู หรูหรา ลายไทย ปกรายงาน วันวิสาขบูชา กระดาษ A4_20240104_091905_0000

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by กนกพล ชมจา, 2024-01-03 21:20:17

สีทอง สีชมพู หรูหรา ลายไทย ปกรายงาน วันวิสาขบูชา กระดาษ A4_20240104_091905_0000

สีทอง สีชมพู หรูหรา ลายไทย ปกรายงาน วันวิสาขบูชา กระดาษ A4_20240104_091905_0000

พระอนุรุทธเถระ


สารบัญ เนื้อหา หน้า ประวัติพระอนุรุทธเถระ พี่ชายชวนบวช ไม่รู้จักคำ ว่า ไม่มี ตายดีกว่าถ้าไม่ได้บวช ให้อุบาลีกัลบกบวชก่อน ได้รับยกย่องผู้มีทิพยจักษุญาณ พระพุทธองค์ทรงช่วยเย็บจีวร ผู้จัดทำ ๑ ๒ ๓-๔ ๕-๖ ๗-๘ ๙-๑๐ ๑๑ ๑๒ เรียนเรื่องการทำ นา ๑๓


ประวัติพระอนุรุทธเถระ พระอนุรุทธเถระ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอมิโตทนะ ผู้เป็นพระเจ้าอาของ พระบรมศาสดา มีพระเชษฐา ( พี่ชาย ) พระนามว่า เจ้าชายหานามะ มีพระกนิษฐ ภคินี (น้องสาว) พระนามว่า พระนางโรหิณี รวมเป็น ๓ พระองค์ด้วยกัน เมื่อพระบรม ศาสดาตรัสรู้แล้ว เสด็จมาโปรดพระประยูรญาติศากวงศ์ ณ กรุงกบิลพัสดุ์ ได้มีศาก กุมารผู้มีชื่อเสียงออกบวชติดตามพระบรมศาสดาหลายพระองค์ ๑


เพิ่มข้อความในครั้นเมื่อพระพุทธองค์ เสด็จจาริกไปสู่มหาชนบท ประทับอยู่ที่อนุปิยอัมพวัน แขวงเมืองพาราณสี ครั้งนั้น เจ้าศากยะพระนามว่าเจ้าชายมหานามะผ๔้เป็นพระเชษฐา ได้ ปรึกษากับเจ้าชายอนุรุทธะพระอนุชาว่า “ในตระกูลของเรานี้ ยังไม่มีผู้ใดออกบวชตามเสด็จพระบรมศาสดาเลย เราสองคนพี่น้องนี้ ควรที่คนใดคนหนึ่งน่าจะออกบวช น้องจะบวชเองหรือจะให้พี่บวช ขอให้น้องเป็นผู้เลือกตาม สมัครใจ ถ้าไม่มีใครบวชเลย ก็ดูเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง เนื่องจากอนุรุษธกุมารนั้น เป็นพระโอรสองค์เล็ก พระเจ้าอมิโตทนะ พระบิดาและมารดามี ความรักทะนุถนอมเป็นอย่างมาก เป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติ มีบุญมาก หมู่พระประยูรญาติ ทั้งหลายต่างก็โปรดปรานเอาอกเอาใจตั้งแต่แรกประสูติจนเจริญวัยสู่วัยหนุ่ม เมื่อได้ฟังเจ้าพี่ มหานามะตรัสถึงเรื่องการบรรพชาอย่างนั้น จึงกราบทูลถามว่า “เสด็จพี่ ที่เรียกว่าบรรพชานั้น คืออะไร ?” “ ที่เรียกว่าบรรพชา ก็คือการปลงพระเกศาและหนวด นุ่งห่มกาสาวพัสตร์ บรรทมเหนือ พื้นดิน และบิณฑบาตเลี้ยงชีพตามกิจของสมณะ” “ เสด็จพี่ หม่อมฉันไม่เคยทุกข์ยากลำ บากอย่างนั้น ขอให้เสด็จพี่บวชเองเถิด” “อนุรุทธะ ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็ต้องศึกษาเรื่องงาน และการครองเรือนให้เข้าใจเป็นอย่างดี” เนื้อหาเล็ก พี่ชายชวนบวช ๒


ไม่รู้จักคำ ว่า ไม่มี แท้ที่จริง เจ้าชายอนุรุทธะ ได้รับการเอาใจจากพระประยูรญาติดังกล่าว จนกระทั้งไม่ ทราบเรื่องการงาน และการดำ เนินชีวิตของฆราวาสเลย ยิ่งไปกว่านั้นแม้แต่คำ ว่า “ ไม่มี” ก็ไม่เคยได้ยินนับตั้งแต่ประสูติมา ดังมีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่ง เข้าชายอนุรทธะ พร้อมทั้งพระสหายชวนกันไปเล่นตีคลี โดยมีการ ตกลงกันว่า “ ถ้าใครเล่นแพ้ต้องนำ ขนมมาเลี้ยงเพื่อน” ในการเล่นนั้นเจ้าชายอนุรุ ทธะแพ้ถึง ๓ ครั้ง ในแต่ละครั้งให้คนรับใช้ไปนำ ขนมจากพระมารดามาเลี้ยงเพื่อน ตามที่ตกลงกัน ในครั้งที่ ๔ เจ้าชายอนุรทธะก็เล่นแพ้อีก และก็ใช้ให้คนไปนำ ขนมมาจาก พระมารดาอีก พระมารดาตรัสสั่งคนรับใช้ให้มาบอกว่า “ ขนมไม่มี” เจ้าชายอนุ รุทธ ไม่รู้ความหลายของคำ ว่า “ ไม่มี” เข้าใจไปว่าคำ นั้นเป็นชื่อของขนมชนิดหนึ่ง จึงสั่งคนรับใช้ให้ไปกราบทูลแก่พระมารดาว่า “ ขนมไม่มีนั้นแหละเอามาเถอะ” พระมารดา เข้าพระทัยทันทีว่า พระโอรสของพระองค์นั้นไม่เคยได้ยินคำ ว่า “ ไม่มี” ดังนั้น จึงดำ ริที่จะให้พระโอรสของตนทราบความหลายของคำ ว่า “ ไม่มี” นั้น ว่าอย่างไร จึงนำ ถาดเปล่ามาทำ ความสอาดแล้วปิดฝาด้วยถาดอีกใบหนึ่ง ส่งให้คน รับใช้นำ ไปให้พระโอรส ๓


ในระหว่างทางที่คนรับใช้ถือถาดเปล่าเดินไปนั้น เทวดาที่สิงสถิตอยู่ที่ซุ้มประตูคิดว่า “ เจ้า ชายอนุรุทธะนี้ ได้สร้างบุญบารมีมาแต่ชาติปากก่อน ครั้งที่เกิดเป็นอันนภาบุรุษ ได้ถวาย อาหารที่ตนกำ ลังจะบริโภคแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่า อรฏฐะ แล้วได้ตั้งความ ปรารถนาว่า “ ถ้าได้เกิดใหม่ ขออย่าให้ได้ยินคำ ว่า “ ไม่มี” กับทั้งสถานที่เกิดของอาหาร ก็ ขออย่าได้พานพบเลย” ดังนั้น ถ้าเจ้าชายอนุรทธะได้รู้จักคำ ว่า ไม่มีแล้วเราต้องถูกเทพยดา ผู้มีอำ นาจเหนือกว่าลงโทษแน่ ” จึงได้เนรมิตขนมทิพย์จนเต็มถาด เจ้าชายอนุรุทธะและ พระสหายได้เสวยขนมทิพย์ที่มีโอชายิ่งนัก ซึ่งพวกตนไม่เคยได้เสวยมาก่อนเลย จึงกลับไป ต่อว่าพระมารดาว่า “ ข้าแต่เสด็จแม่ ทำ ไมเสด็จแม่เพิ่งจะมารักลูกวันนี้เอง วันอื่น ๆ ไม่เห็นเสด็จแม่ทำ ขนม ไม่มีให้ลูกได้เสวยเลย ตั้งแต่นี้ไป ลูกขอเสวยแต่ขนมไม่มีเพียงอย่างเดียว ขนมชนิดอื่นไม่ต้อง ทำ อีก นับแต่นั้น เมื่นเจ้าชายอนุรุทธะขอเสวยขนม พระมารดาก็ต้องนำ ถาดมาทำ ความสอาด แล้วปิดฝาด้วยถาดอีกใบหนึ่งส่งไปให้ทุกครั้ง ด้วยเหตุนี้ เมื่อเจ้าพี่มหานามะบอกให้ศึกษา เรื่องการครองเรือน เจ้าชายอนุรุทธะ จึงทูลถามเจ้าพี่ว่า “ การงานที่ว่านั้น คืออะไร ?” ๔


๕ เรียนเรื่องการทำ นา เจ้าชายมหานามะ ได้สดับคำ ถามของพระอนุชาดังนั้น จึงได้ยกเอาเรื่องการทำ นาขึ้นมา สอน เริ่มด้วยการนำ เข้าเก็บในยุ้งฉาก อย่างนี้เรียกว่า การงาน” “ เสด็จพี่ การงานนี้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ?” “ ไม่มีวันสิ้นสุด เมื่อถึงฤดูกาลก็ต้องทำ อย่างนี้ตลอดไป วนเวียนหาที่สุดมิได้” เจ้าชายอนุรทธะน้น จะรู้เรื่องการทำ นาได้อย่างไร ในเมื่อครั้งหนึ่งเคยนั่งสนทนากับ พระสหายและตั้งปัญญาถามกันว่า “ ภัตตาหารที่เราเสวยกันทุกวันนี้ เกิดที่ไหน ?” “ เกิดในฉาง” เจ้าชายกิพิละตอบ เพราะเคยเห็นคนนำ ข้าวออกมาจากฉาง “ เกิดในหม้อ” เจ้าชายภัททิยะตอบ เพราะเคยเห็นคนคดข้าวออกจากหม้อ “ เกิดในชาม” เจ้าชายอนุรุทธตอบ เพราะทุกครั้งจะเสวยภัตตาหาร ก็จะเห็นข้าวอยู่ ในชามเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเข้าใจอย่างนั้น


๖ เมื่อได้ฟังเจ้าพี่มหานามะสอนถึงเรื่องการงาน ดังนี้แล้ว จึงเกิดท้อแท้ขึ้นมา และ การงานนั้นก็ไม่มีที่สิ้นสุด จึงกราบทูลเจ้าพี่มหานามะว่า “ ถ้าเช่นนั้นขอให้เสด็จพี่ อยู่ครองเรือนเถิด หม่อมฉันจักบวชเอง ถึงแม้การบวชจะลำ บากกว่าการเป็นอยู่ใน ฆราวาสนี้ ก็ยังมีภาระที่น้อยกว่า แคนละมีวันสิ้นสุด ”


ตายดีกว่าถ้าไม่ได้บวช ๗ เมื่อตกลงกันเช่นนี้แล้ว เจ้าชายอนุรุทธะจึงเข้าไปเฝ้าพระมารดากราบทูลให้ทรงทราบ เรื่องที่ตกลงกับเจ้าพี่มหานามะแล้ว กราบทูลขอลาบวชตามเสด็จพระบรมศาดา พระมารดาได้ฟังก็ตกพระทัยตรัสห้ามไว้ถึง ๓ ครั้ง แต่พระโอรสก็ยืนยันจะบวชให้ได้ ถ้าไม่ทรงอนุญาต จะขออดอาหารจนตาย และก็เริ่มไม่เสวยอาหารตั้งแต่บัดนั้น ในที่สุด พระมารดาเห็นว่าการบวชยังมีโอกาสได้เห็นพระโอรสดีกว่าปล่อยให้ตาย อนึ่ง อนุรุทธะ นั้น เมื่อบวชแล้วได้รับความลำ บากก็คงอยู่ไม่ได้นานก็จะสึกออกมาเอง พระมารดาจึงตกลงอนุญาตให้บวช แต่มีข้อแม้ว่า ถ้าเจ้าชายภัททิยะพระสหาย ออกบวชด้วยจึงจะให้บวช เจ้าชายอนุรุทธะดีใจรีบไปชวนเจ้าชายภัททิยะให้บวชด้วยกัน โดยกล่าวว่า “ การบวชของเราเนื่องด้วยท่าน ถ้าท่านบวชเราจึงจะได้บวช” แต่เจ้าชาย ภัททิยะปฏิเสฐ เจ้าชายอนุรุทธะทรงอ้อนวอนอยู่ถึง ๗ วัน เจ้าชายภัททิยะจึงยอมบวช ด้วย ในครั้งนั้น เจ้าชายศากยะ ๕ พระองค์ คือ เจ้าชายภัททิยะ ๑ เจ้าชายอนุรุทธะ ๑ เจ้าชายอานนท์ ๑ เจ้าชายภัคคุ ๑ และเจ้าชายกิมพิละ “ และเจ้าชายฝ่ายโกลิยะ ๑ พระองค์ คือ เจ้าชายเทวทัต พร้อมด้วยอำ มาตย์ช่างกัลบกอีก ๑ คน คือ อุบาลี รวม เป็น ๗ เสด็จออกเดินทางไปเฝ้าพระบรมศาสดาที่อนุปิยอัมพวันเมืองพาราณสี ใน ระหว่างทางเจ้าชายทั้ง ๖ ได้เปลื้องเครื่องประดับอันมีค่าส่งมอบให้อุบาลีช่างกัลบกที่ ติดตามไปด้วย พร้อมทั้งตรัสสั่งว่า


"ท่านจงนำ เครื่องประดับเหล่านี้ไปจำ หน่ายเลี้ยงชีพเถิด” อุบาลี รับเครื่องประดับเหล่านั้นแล้วแยกทางกลับสู่พระนครกบิลพัสดุ์พลางคิดว่า ขึ้นมาว่า “ ธรรมดาเจ้าศากยะทั้งหลายนั้นดุร้ายนักถ้าเห็นเรานำ เครื่องประดับกลับ ไปก็จะพากันเข้าใจว่า เราทำ อันตรายพระราชกุมารแล้ว นำ เครื่องประดับมาก็จะ ลงอาญาเราจนถึงชีวิต อนึ่งเล่า เจ้าชายศากยกุมารเหล่านี้ ยังละเสียซึ่งสมบัติอันมีค่า ออกบวชโดยมิมีเยื่อใย ตัวเรามีอะไรนักหนาจึงจะมารับเอาสิ่งของที่เขาทิ้งดุจก้อน เขฬะนำ ไปดำ รงชีพได้” เมื่อคิดดังนี้แล้ว จึงแก้ห่อนำ เครื่องประดับทั้งหลายเหล่านั้นแขวนไว้กับต้นไม้แล้ว กล่าวว่า “ ผู้ใดปรารถนาก็จงถือเอาตามความประสงค์เถิด เราอนุญาตให้แล้ว ” จาก นั้นก็ออกเดินทางติดตามเจ้าชายทั้ง ๖ พระองค์ ไปทันที่อนุปิยอัมพวัน กราบทูลแจ้ง ความประสงค์ขอบวชด้วย ๘


ให้อุบาลีกัลบกบวชก่อน เจ้าชายอนุรุทธะ เมื่อทราบความประสงค์ของอุบาลีเช่นนั้น จึงกราบทูลพระบรม ศาสดาว่า “ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์เป็นกษัจริย์ มีขัตติยมานะแรงกล้า ขอพระองค์ประทานการบรรพชาแก่อุบาลี ผู้เป็นอำ มาตย์รับใช้ปวงข้าพระองค์ก่อน เกิด เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะได้แสดงความเคาวะกราบไหว้ อุบาลีตามประเพณีนิยม ของพระพุทธสาวก จะได้ปลดเปลื่องขัตติยมานะให้หมดสิ้นไปจากสันดาน” พระพุทธองค์ตรัสอนุโมทนา แล้วประทานการบรรพชาแก่อุบาลีก่อนตามความ ประสงค์แล้วประทานการบรรพชาแก่กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์ภายหลัง เมื่อบรรพชา อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาแล้ว พระภัททิยะ ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ พร้อมไตรวิชา ภายในพรรษานั้น พระอนุรุทธะ ได้สำ เร็จทิพยจักษุญาณก่อน ภายหลังได้ฟังพระธรรมเทศนามหาสปุริส วิตกสูตร ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ พระอานนท์ ได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน พระภักคุ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ พระกิมพิละ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ พระเทวทัต ได้บรรลุธรรมชั้นฤทธิ์ปุถุชนอันเป็นโลกิยะ พระอุบาลี ศึกษาพุทธพจน์แล้ว เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ก็ได้บรรลุพระอรหัตผล ภายในพรรษานั้น ๙


พระอนุรทธะ เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้เรียนกรรมฐานจากพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรแล้ว เข้าไปสู่ป่าจีนวังสมฤคทายวัน ขณะเจริญสมณธรรมอยู่นั้นได้ตรึกถึงมหาปริสวิตก ๗ ประการ คือ ๑ ธรรมนี้ของผู้มีความปรารถนาน้อย ไม่ใช่ของผู้มีคววามปรารถนาใหญ่ ๒ ธรรมนี้ของผู้สันโดษ ยินดีด้วยของผู้ยินดีของทีมีอยู่ ไม่ใช่ของผู้ไม่สันโดษ ๓ ธรรมนี้ของผู้สงัดแล้ว ไม่ใช่ของผู้ยินดีในหมู่ ๔ ธรรมนี้ของผู้ปรารถนาความเพียร ไม่ใช่ของผู้เกียจคร้าน ๕ ธรรมนี้ของผู้มีสติตั้งมั่น ไม่ใช่ของผู้มีสติหลง ๖ ธรรมนี้ของผู้ที่ตั้งมั่น ไม่ใช่ของผู้มีใจไม่ตั้งมั่น ๗ ธรรมนี้ของผู้มีปัญญา ไม่ใช่ของผู้มีปัญญาทราม ๑๐


๑๑ ได้รับยกย่องผู้มีทิพยจักษุญาณ ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ตรัสสอนพระเถระแล้ว ได้เสด็จกลับสู่ที่ประทับ ส่วนพระอนุ รุทธเถระได้บำ เพ็ญสมณธรรมต่อไป ก็ได้บรรลุอรหัตผล ตั้งแต่นั้นมา ท่านได้ ตรวจดูสัตว์โลกด้วยทิพย์จักษุญาณเสมอ ยกเว่นขณะกำ ลังฉันภัตตาหารเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พระบรมศาดา ได้ตรัสยกย่องชมเชยยท่านในตำ แหน่งเอทัคคะเป็น ผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ในทาง ผู้มีทิพยจักษุญาณ


พระพุทธองค์ทรงช่วยเย็บจีวร ในการทำ จีวรของท่านนั้นเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก ทั้งนี้ก็เพราะว่าพระบรมศาสดาทรงพา พระมหาสาวกเป็นจำ นวนมากมาร่วมทำ จีวร โดยพระองค์เองทรงร้อยเข็ม พระมหากัสส ปะนั้งอยู่ช่วงต้อน พระสารีบุตรเถระนั่งอยู่ตรงกลาง พระอานนท์นั่งอยู่ช่วงปลายสุด ทั้ง ๓ ท่านนี้ช่วยกันเย็บจีวร ส่วนพระภิกษุสงฆ์ที่เหลือก็ชวยกันกรอด้าย พระมหาโมคคัลลน เถระกับนางเทพธิดาชาลินี ช่วยไปชักชวนอุบาสกอุบาสิกาในหมู่บ้าน ให้นำ ภัตตาหารมา ถวายพระบรมศาสดาและพระภิกษุสงฆ์ประมาณ ๕๐๐ รูป การเย็บจีวรของพระอนุรุทะ เถระสำ เร็จด้วยดีภายในวันเดียวเท่านั้น ๑๒


๑๓ ผู้จัดทำ นางสาวพรชิตา พอสม เลขที่ ๓๖ ม.๕/๕ นางสาวภัทร์ชา มาธุพันธ์ เลขที่ ๓๗ ม.๕/๕


Click to View FlipBook Version