The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กลุ่มที่ 7 ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Boe Chonticha, 2023-07-14 13:50:09

กลุ่มที่ 7 ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ

กลุ่มที่ 7 ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ


ข คำนำ รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา MEA8110 หลักการ ทฤษฎีและปฏิบัติการทางการ บริหารการศึกษาซึ่งคณะผู้จัดทำได้ดำเนินการจัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบ การศึกษาเรื่อง ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) และ ใช้เป็นกรอบทิศทางในการดำเนินการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) ในสถานศึกษา ตลอดจนการนำชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) ไปสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พูนชัย ยาวิราช อาจารย์ประจำสาขาวิชาการบริหาร การศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ คณะผู้บริหาร คณะครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนนักศึกษาปริญญา โท คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาการบริหารการศึกษา รุ่น 66 ทุกท่าน ที่ให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือ สนับสนุน และอำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำรายงานฉบับนี้ คณะ ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารรายงานเรื่อง ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) ฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้บริหาร ครูผู้สอน และผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ในการบริหารและจัดการเรียน การสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป คณะผู้จัดทำ ก


1 สารบัญ หน้า คำนำ ……...…………………………………………………………………………………………………….……. ก สารบัญ ….………………………..…………………………………………..……….……………………..……… -ข สารบัญแผนภาพ ………………………………………………..………………..………………………..……… ค เรื่อง 1 ความหมายของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ............................................. 1 2 ความสำคัญของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ............................................ 3 3 องค์ประกอบของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ .......................................... 6 4 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง .......................................................................... 9 5 คุณลักษณะของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ............................................ 13 6 กระบวนการขั้นตอนของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ............................... 19 7 ประโยชน์ของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ................................................ 20 8 บทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ .................... 24 9 ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในยุคดิจิทัล ................................................... 25 10 การนำชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพไปสู่การปฏิบัติ ……………………………… 26 11 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ……………………………………………………………… 30 คำถามท้ายบท …………………………………………….………………………………………………………. 33 รายการอ้างอิง ……………………………………………………………………………………………………. 34 ภาคผนวก ภาคผนวก ก รายชื่อคณะผู้จัดทำ ..................................................................... 38 ข


2 สารบัญแผนภาพ แผนภาพที่ หน้า 1 แผนผังชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพครูสู่ความสำเร็จของสถานศึกษา ……… 19 2 องค์ความรู้จากการศึกษาเกี่ยวกับชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ......... 20 ค


ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การศึกษาค้นคว้าเรื่อง ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) ผู้ศึกษาได้เสนอผลการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ 1. ความหมายของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 2. ความสำคัญของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 3. องค์ประกอบของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 4. แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 5. คุณลักษณะของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 6. กระบวนการขั้นตอนของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 7. ประโยชน์ของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 8. บทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 9. ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในยุคดิจิทัล 10. การนำชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพไปสู่การปฏิบัติ 11. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ชีวิตมนุษย์ในปัจจุบันต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและหลากหลายทั้งในด้านสังคม สภาพแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมแบะนามธรรม ทั้งส่วนที่เป็นความรู้ เทคโนโลยี ธรรมชาติ วัฒนะรรม และวิถีชีวิต เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อทุกชีวิตและทุกภูมิสังคม เพราะฉะนั้น การที่บุคคลและชุมชนจะดำรงและดำเนินต่อไปได้ การเรียนรู้ของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม คนและทุกๆคน จะต้องทันสมัยและทันกาล ดังนั้น การบริหารการศึกษาในปัจจุบันที่มุ่งเน้นการพัฒนา คุณภาพละความเสมอภาคให้กับนักเรียนทุกคนจะเกิดขึ้นจริงได้ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง และชุมชน จำเป็นจะต้องไม่โดดเดี่ยว แต่ต้องร่วมมือรวมพลังเรียนรู้และสร้างความเชี่ยวชาญในการ ปฏิบัติงานของตนและเป็นชุมชนแห่งการเรียนเพื่อเข้าใจศักยภาพ ต้นทุน และความต้องการของ นักเรียนแต่ละคน แล้วร่วมมือรวมพลังกันออกแบบและดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สร้าง วัฒนธรรมการเรียนรู้และวิถีชีวิตที่ถูกต้องสร้างสรรค์ในการปฏิบัติงานการจัดการเรียนการสอนให้ เกิดผลสัมฤทธิ์และการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้ตรงตามความสนใจ เต็มศักยภาพและครบ มาตรฐานหลักสูตร การทำงานแบบร่วมมือรวมพลังกันเรียนรู้และสร้างสรรค์ของผู้บริหาร ครู ผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนทุกคน เป็นนวัฒนธรรมการทำงานใน โรงเรียนแบบ “ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” (Professional Learning Community : PLC) 1. ความหมายของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ นักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) ไว้ดังนี้


2 วิชัย วงษ์ใหญ่ (อ้างถึงในสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา, 2559, น. 334) ได้กล่าวในสารานุกรม การศึกษาร่วมสมัย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาส ฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 โดยได้ให้ความหมายของคำว่า ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง วิชาชีพไว้ว่า “ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นนวัตกรรมพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่มีเป้าหมาย เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้และคุณภาพผู้เรียน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ร่วมมือ กัน ช่วยเหลือสนับสนุนและส่งเสริมซึ่งกันและกันทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2560, น. 25) กล่าวว่า ชุมชนแห่งการ เรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) หมายถึง การรวมตัว ร่วมใจ ร่วมพลัง ร่วมทำ และร่วมเรียนรู้กันของครู ผู้บริหาร และนักการศึกษา บนพื้นฐานวัฒนธรรมความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตร ที่มีวิสัยทัศน์ คุณค่า เป้าหมาย และภารกิจร่วมกัน โดยทำงานร่วมกันแบบทีมเรียนรู้ที่ครูเป็นผู้นำร่วมกัน และผู้บริหารแบบ ผู้ดูแล สนับสนุน สู่การเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพเปลี่ยนแปลงคุณภาพตนเอง สู่คุณภาพการจัดการ เรียนรู้ที่เน้นความสำเร็จหรือประสิทธิผลของผู้เรียนเป็นสำคัญ และความสุขของการทำงานร่วมกัน ของสมาชิกในชุมชน ชาริณี ตรีวรัญญู (2560, น. 299) ได้กล่าวถึงชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ (Professional Learning Community - PLC) คือ การรวมกลุ่มทำงานแบบร่วมมือรวมพลังของ ผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษาที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาผู้เรียน การจัดการเรียนการสอน และ คุณภาพการศึกษา โดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติ การถอดบทเรียน การสืบสอบเพื่อ สะท้อนผลเชิงวิชาชีพ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งค่านิยม วิสัยทัศน์ ภาวะผู้นำ และประสบการณ์ การปฏิบัติส่วนบุคคลร่วมกันอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยการดำเนินงานตามแนวคิดนี้ไม่ได้มีขั้นตอนหรือ รูปแบบการดำเนินงานที่สำเร็จรูปเป้นรูปธรรม ผู้สนใจจึงสามารถใช้การพัฒนาบทเรียนร่วมกัน (lesson study) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดำเนินงานได้ เนื่องจากมีหลักการและกระบวนการที่ ชัดเจน สอดคล้องกับแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ และสามารถช่วยพัฒนาครู ผู้เรียน สภาพการเรียนการสอนและสัมพันธภาพของบุคลากรในสถานศึกษาได้พร้อมกัน แต่ทั้งนี้ ต้องอาศัย การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง การใช้เทคนิควิธีแต่ละขั้นตอนของการดำเนินงาน การสื่อสารทางบวก และการมีส่วนร่วมของผู้บริหาร จึงสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลง สำเร็จผล และเกิดชุมชนแห่งการ เรียนรู้เชิงวิชาชีพได้อย่างแท้จริง สอดคล้องกับ ถวิล อรัญเวศ (2562, ออนไลน์) ที่กล่าวถึงชุมชนแห่ง การเรียนรู้ทางวิชาชีพ ว่าหมายถึง การรวมตัวกัน การร่วมใจร่วมพลัง เรียนรู้ร่วมกันของครู ผู้บริหาร สถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ และนักการศึกษา บนพื้นฐานวัฒนธรรมความสัมพันธ์ แบบกัลยาณมิตร มีวิสัยทัศน์ คุณค่า เป้าหมาย และภารกิจร่วมกัน โดยทำงานร่วมกันเป็นทีม เรียนรู้ที่ ครูเป็นผู้นำร่วมกันและผู้บริหารแบบผู้ดูแลสนับสนุน สู่การเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพ เปลี่ยนแปลง คุณภาพตนเองสู่คุณภาพการจัดการเรียนรู้ที่เน้นความสำเร็จหรือประสิทธิผลของผู้เรียนเป็นสำคัญ และความสุขของการทำงานร่วมกันของสมาชิกในชุมชนการเรียนรู้ มุ่งเน้นที่การปฏิบัติการสอนและ ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน แสงรุนีย์ มีพร (2563, น. 24) กล่าวว่า ชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) หมายถึง การร่วมมือรวมพลังของครูในการทำงานเพื่อสะท้อนผลการ


3 ปฏิบัติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งจะต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มุ่งไปสู่ ความสำเร็จภายใต้เป้าหมายเดียวกัน โดยการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน วิราวรรณ์ เพ็ชรนาวา (2563, น. 11) กล่าวว่า ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หมายถึง การรวมตัวกันของผู้บริหาร สถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีวัฒนธรรมองค์กรร่วมกัน มีเป้าหมายเดียวกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาสมรรถนะ ทางวิชาชีพ การจัดการศึกษา และคุณภาพผู้เรียนร่วมกัน ไพผกา ผิวดำ (2564, น. 13) ได้กล่าวไว้ว่า ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หมายถึง กลุ่มบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการเพื่อเพิ่มขีด ความสามารถในการจัดการเรียนการสอน โดยมีกระบวนการทำงานอย่างมิอาชีพจนเกิดเป็น วัฒนธรรมหรือชุมชนของการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันก่อให้เกิดพลังในการเปลี่ยนแปลงคุณภาพ ผู้เรียน จากความหมายของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) ที่นักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายไว้ข้างต้น จึงสรุปได้ว่า ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง วิชาชีพ หมายถึง การรวมตัวกันของบุคคลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างร่วมมือรวมพลังกันเรียนรู้เพื่อ พัฒนาการปฏิบัติงานทางวิชาชีพของตนและขอฃทุกๆคนในองค์การนั้น เพื่อให้เกิดคุณภาพอย่างมี คุณค่า และเกิดประโยชน์สร้างสรรค์ต่อทุกคนและสังคม สำหรับชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อ พัฒนาการศึกษา หมายถึง การรวมตัวกันของครู ผู้บริหารสถานศึกษา นักการศึกษา และผู้เกี่ยวข้อง ทุกฝ่ายอย่างร่วมมือรวมพลังกันเรียนรู้สู่การพัฒนาการปฏิบัติงานการจัดการศึกษาของโรงเรียนอย่างมี คุณภาพและต่อเนื่อง เพื่อให้นักเรียนแต่ละคนและทุกๆคน เจริญก้าวหน้าอย่างเต็มศักยภาพตรงตาม ความสนใจและครบมาตรฐานหลักสูตร รวมทั้งครูและผู้บริหารทุกคนในสถานศึกษาได้เพิ่มความ เชี่ยวชาญทางวิชาชีพไปพร้อมๆกัน 2. ความสำคัญของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ความสำคัญของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เป็นการเรียนรู้ร่วมกันในทางวิชาชีพของครู ที่มีเป้าหมายเดียวกันร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านความรู้และเทคนิควิธีการในการจัดการเรียน ใน องค์กรนั้น ๆ จากการศึกษาวิเคราะห์ สังเคราะห์ทฤษฎีและงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสำคัญ ของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ กล่าวได้ดังนี้ DuFour (2004, น. 6) กล่าวว่า ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพมุ่งเน้น ไปที่การเรียนรู้ของ นักเรียนมากกว่าการสอนของครู มีหลักการพื้นฐานที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1. การสร้างความมั่นใจในการเรียนรู้ของนักเรียน ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเกิดจาก สมมติฐานที่ว่าภารกิจหลักของการศึกษาในโรงเรียนไม่ได้เพียงนักเรียนได้รับการสอนแต่เป็นการทำให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้ 2. วัฒนธรรมของการทำงานร่วมกัน การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพนั้นต้องมี โครงสร้างที่ส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้สำ หรับทุกคน


4 3. มุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพประเมินประสิทธิภาพได้จาก ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมาย การปรับปรุงและพัฒนาการเรียน การสอนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ ความเชื่อของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ได้แก่ ยอมรับว่า การสอนและการปฏิบัติงานของ ครูมีผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ยอมรับหลักการที่ว่าการเรียนรู้ของ ครู คือการเรียนรู้ของผู้เรียน ยอมรับว่าครูมีความแตกต่างกัน ยอมรับว่าการสอนบางครั้งต้องอาศัย ความร่วมมือ ร่วมใจ และสัมพันธภาพแบบกัลยาณมิตร กล่าวโดยสรุปชุมชนแห่งการเรียนรู้เป็นการ สร้างความรวมตัวซึ่งจะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันต่อการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ที่ดีของตนอยู่ ตลอดเวลาในการสร้างชุมชนขึ้นในโรงเรียนเป็นเรื่องของการเสาะแสวงหาค่านิยมร่วม เพื่อให้การท ทำงานที่เกิดมีแนวทางที่แตกต่างขึ้น มีการพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลขึ้นมาใหม่ที่ต่าง ไปจากเดิมที่เคยมีมา มีการสร้างความยึดเหนี่ยวรูปแบบใหม่และสร้างพันธะผูกพันใหม่ให้เกิดขึ้น เพื่อให้ได้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ขึ้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2560, น. 23) ได้กล่าวว่าการดำเนินการใน รูปแบบ PLC นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพทั้งด้านวิชาชีพและผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน จากการ สังเคราะห์รายงานการวิจัยเกี่ยวกับโรงเรียนที่มีการจัดตั้ง PLC โดยใช้คำถามว่าโรงเรียนดังกล่าวมี ผลลัพธ์อะไรบ้างที่แตกต่างไปจากโรงเรียนทั่วไปที่ไม่มีชุมชนแห่งวิชาชีพ และถ้าแตกต่างแล้วจะมีผลดี ต่อครูผู้สอนและต่อนักเรียนอย่างไรบ้าง ซึ่งมีผลสรุป 2 ประเด็น ดังนี้ ประเด็นที่ 1 ผลดีต่อครูผู้สอน พบว่า PLC ส่งผลต่อครูผู้สอน กล่าวคือ ลดความรู้สึกโดดเดี่ยว ในงานสอนของครู เพิ่มความรู้สึกผูกพันต่อพันธกิจและเป้าหมายของโรงเรียนมากขึ้น โดยเพิ่มความ กระตือรือร้นที่จะปฏิบัติให้บรรลุพันธกิจอย่างแข็งขันจนเกิดความรู้สึกว่าต้องการร่วมกันเรียนรู้และ รับผิดชอบต่อพัฒนาการโดยรวมของนักเรียนถือเป็น “พลังการเรียนรู้” ซึ่งส่งผลให้การปฏิบัติการสอน ในชั้นเรียนให้มีผลดียิ่งขึ้น กล่าวคือ มีการค้นพบความรู้และความเชื่อที่เกี่ยวกับวิธีการสอนและตัว ผู้เรียนซึ่งที่เกิดจากการคอยสังเกตอย่างสนใจ รวมถึงความเข้าใจในด้านเนื้อหา สาระที่ต้องจัดการ เรียนรู้ได้แตกฉานยิ่งขึ้น จนตระหนักถึงบทบาทและพฤติกรรมการสอนที่จะช่วยให้นักเรียนเกิดการ เรียนรู้ได้ดีที่สุด อีกทั้งการรับทราบข้อมูลสารสนเทศต่างๆ ที่จำเป็นต่อวิชาชีพได้อย่างกว้างขวางและ รวดเร็วขึ้น ส่งผลดีต่อการปรับปรุงพัฒนางานวิชาชีพได้ตลอดเวลา เป็นผลให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะ พัฒนาและอุทิศตนทางวิชาชีพเพื่อศิษย์ ซึ่งเป็นทั้งคุณค่าและขวัญกำลังใจต่อการปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญคือยังสามารถลดอัตราการลาหยุดงานน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนแบบเก่ายังพบว่ามี ความก้าวหน้าในการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับลักษณะผู้เรียนได้อย่างเด่นชัด และรวดเร็วกว่าที่พบในโรงเรียนแบบเก่ามีความผูกพันที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ให้ปรากฏ อย่างเด่นชัดและยั่งยืน ประเด็นที่ 2 ผลดีต่อผู้เรียน พบว่า PLC ส่งผลต่อผู้เรียน กล่าวคือ สามารถลดอัตราการตกซ้ำ ชั้น และจำนวนชั้นเรียนที่ต้องเลื่อนหรือชะลอการจัดการเรียนรู้ให้น้อยลง อัตรา การขาดเรียนลดลง มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวิชาการอ่านที่ สูงขึ้นอย่างเด่นชัด เมื่อ เทียบกับโรงเรียนแบบเก่า สุดท้ายคือ มีความแตกต่างด้านผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน ระหว่างกลุ่ม นักเรียนที่มีภูมิหลังไม่เหมือนกันและลดลงชัดเจน


5 นันทนัช นันทพงษ์ (2561, น. 1) กล่าวว่า การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ครู สามารถใช้กระบวนการหรือแนวคิด วิธีการต่างๆ ที่ได้มีการศึกษาวิจัยไว้แล้ว อาทิ การพัฒนา บทเรียนร่วมกัน (Lesson Study : LS) การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM) ระบบ พี่เลี้ยง (Mentoring) การชี้แนะ (Coaching) จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education) และ อื่นๆ มาเป็นแนวทางในการพัฒนาครูให้มีคุณภาพตามบริบทของสภาพแวดล้อม สภาพปัญหา และ ความต้องการ โดยมีเป้าหมายหลักคือให้เกิดการปรับปรุงพัฒนาการจัดการเรียนการสอน พัฒนา คุณภาพผู้เรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน นอกจากการสร้างกลุ่มตามกระบวนการสร้าง ชุมชนแห่งการเรียนรู้ PLC ยังมีแนวทางที่ทำให้ครูเกิดการรวมกลุ่มและเกิดการทำงานแบบร่วมมือซึ่ง จะทำให้โรงเรียนเกิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพขึ้นได้ ได้แก่ 1) กลุ่มคณะกรรมการ (Committees) มีลักษณะเป็นกลุ่มด้านการ บริหารงาน มี วัตถุประสงค์ไว้ล่วงหน้า โดยมีงานที่ได้รับมอบหมายเป็นจุดเน้นในการหาแนวทางแก้ปัญหา (สมาชิก โดยสมัครใจตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป) 2) กลุ่มวิพากษ์ (Critical Friends Group) เป็นกลุ่มของครูที่มีความสนใจตรงกันเพื่อพบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ร่วมฝึกวางแผนและพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง (สมาชิกไม่เกิน กลุ่มละ 12 คน) 3) กลุ่มให้คำปรึกษา (Peer Coaching Team) เป็นการรวมกลุ่มของครูผู้สอน 2-3 คน เพื่อ ร่วมกันวางแผนการจัดการเรียนรู้และทำการสังเกตการสอนของเพื่อนครูผู้สอนที่เป็นสมาชิกในกลุ่ม 4) กลุ่มเรียนรู้ (Study Groups/Independent or Stand-Alone) เป็นกลุ่มที่เรียนรู้การ ปฏิบัติจากกลุ่มการเรียนรู้ย่อย ๆ กลุ่มอื่น หรือสมาชิกอื่นในชุมชนการเรียนรู้วิชาชีพ อาจเป็นการ เรียนรู้ของครูที่อยู่โรงเรียนต่างกันได้ โดยมีวัตถุประสงค์อยู่ที่การเรียนรู้ในประเด็นที่ตนสนใจเพื่อให้มี ความรู้ในประเด็นนั้นมากขึ้น 5) ทีมวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research Team) 6) ชุมชนการเรียนรู้ย่อย (Small Learning Community) เป็นการรวมกลุ่มของสมาชิกส่วน หนึ่งในโรงเรียน ที่มีภาระหน้าที่รับผิดชอบใกล้เคียงกัน เช่น สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกัน ประจำชั้นระดับเดียวกัน เป็นต้น เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาการจัดการ เรียนการสอนและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น สนอง โลหิตวิเศษ (2561, น. 33) กล่าวว่า ชุมชนแห่งการเรียนรู้ได้เริ่มต้นพัฒนามาจากชุมชน ในความหมายที่เป็นหน่วยทางสังคมและได้รับการพัฒนาให้สามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ชุมชนเพื่อ พัฒนาเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ และต่อมาเกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่หลากหลายประเภท สามารถ จำแนกประเภทชุมชนแห่งการเรียนรู้ออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ดังนี้ 1) ชุมชนแห่งการเรียนรู้ใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ (Community-based Learning) ชุมชน แห่งการเรียนรู้นี้เป็นชุมชนตามแนวคิดชุมชนที่เป็นหน่วยทางสังคมเป็นหน่วยการปกครอง ประกอบด้วยอาณาบริเวณที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนรวมกัน และมีระบบความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก เช่น ครอบครัว เครือญาติ มิตรสหาย เศรษฐกิจ วัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นต้น ชุมชนมีกระบวนการเรียนรู้ โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน มีแหล่งการเรียนรู้ เช่น ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน


6 2) ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC: Professional Learning Community) ชุมชน แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ คือการรวมตัว รวมใจ รวมพลัง ร่วมมือกันของครู ผู้บริหาร และนักการ ศึกษา แสวงหาด้วย การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงผลการเรียนของผู้เรียนหรืองานวิชาการของ โรงเรียน วิทยาลัย หรือ มหาวิทยาลัย เป้าหมายอยู่ที่คุณภาพการจัดการเรียนรู้ การปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนาการจัดการเรียนรู้ของตนเองเพื่อผู้เรียนเป็นสำคัญ บุญชอบ จันทาพูน, สุวดี อุปปินใจ, สมเกียรติ ตุ่นแก้ว และไพรภ รัตนชูวงศ์ (2561, น. 19) กล่าวว่าความสำคัญของการใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่มุ่ง ผล ผู้เรียนเป็นสำคัญ มีงานวิจัยที่สนับสนุนได้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาหลักเทียบ สำหรับการสร้าง ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพประกอบด้วยองค์ประกอบด้านปัจจัยองค์ประกอบด้านกระบวนการ องค์ประกอบด้านผลลัพธ์ กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนสู่การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ ประกอบด้วยกลยุทธ์ด้านหลักสูตร กลยุทธ์ด้านการจัดการเรียนการสอน และกลยุทธ์ด้านการวัดและ ประเมินผล ชี้ให้เห็นว่าอุปสรรคสำคัญในการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ คือการมีเวลาใน การทำงานร่วมกัน การขาดความกระตือรือร้นในการเปลี่ยนแปลง และขาดการสนับสนุนจากครูแต่มี ความเชื่อว่าการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างมืออาชีพของชุมชนมีผลดีต่อผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน บทบาทในชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของผู้บริหารและครู คือ การมีวิสัยทัศน์ในการเรียนรู้และ ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนทุกคน มิติความเป็นผู้นำถือเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนวิชาชีพ ในชุมชนแห่งการเรียนรู้ 6 เกณฑ์ที่จำเป็นสำหรับชุมชนการเรียนรู้มืออาชีพที่มีประสิทธิภาพ (PLC) ประกอบด้วย การมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมกัน, ความรับผิดชอบร่วมกัน, การประเมินผลที่แท้จริง, การสะท้อนผลการปฏิบัติการตั้งค่าที่มั่นคง และสนับสนุนการบริหารระดับโรงเรียนที่เข้มแข็ง, ซึ่ง ส่งผลให้การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเพิ่มขึ้นหลังจากที่ครูได้ดำเนินกิจกรรมตาม รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ กล่าวโดยสรุปคือ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้องค์กรมีการปรับตัวต่อกระแส การเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มพัฒนาจากแนวคิดองค์กรแห่งการเรียนรู้และ ปรับประยุกต์ให้มีความสอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนและการเรียนรู้ร่วมกันในทางวิชาชีพที่มีความ สำคัญคือ ความรับผิดชอบการเรียนรู้ของผู้เรียนร่วมกันโดยมุ่งพัฒนาการของผู้เรียน 3. องค์ประกอบของชุมชนทางวิชาชีพ องค์ประกอบของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เป็นแนวคิดเชิงวิธีการหรือกระบวนการที่มี การดำเนินการปฏิบัติร่วมกันในชุมชน ซึ่งชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพจะสะท้อนเป็นคุณลักษณะหรือ เอกลักษณ์ของแต่ละชุมชนตามธรรมชาติความเป็นจริงของชุมชนนั้น ๆ จากการศึกษาวิเคราะห์ สังเคราะห์ทฤษฎีและงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ กล่าวได้ ดังนี้ Hord (1997) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ไว้ 5 ประการ ได้แก่ 1) การสนับสนุนการเป็นผู้นำร่วมกัน หมายถึง ผู้บริหารและครูผู้สอนร่วมกันสนับสนุนการ ปฏิบัติงานในโรงเรียนให้ประสบผลสำเร็จ ทั้งด้านนโยบายการปฏิบัติ การตัดสินใจร่วมกันหรือการ


7 ปรับปรุงโรงเรียน สนับสนุนให้เพื่อนร่วมงานมีความก้าวหน้าในวิชาชีพ ผู้บริหารสนับสนุนครูในการ พัฒนาวิชาชีพครูและเพิ่มพูนความรู้ 2) การสร้างค่านิยมและวิสัยทัศน์ร่วมกัน หมายถึง ผู้บริหารและครูผู้สอนมีส่วนร่วมในการ สร้างค่านิยมและวิสัยทัศน์ร่วมกันเกี่ยวกับด้านการสอนของครู การเรียนรู้ของนักเรียนเพื่อให้นักเรียน และโรงเรียนมีคุณภาพ 3) การเรียนรู้ร่วมกันและการประยุกต์ใช้ความรู้ หมายถึง ผู้บริหารและครูผู้สอนมีวิธีการสอน ที่หลากหลาย มีหลักสูตรที่ทันสมัย มีการแก้ปัญหาด้านต่าง ๆ ให้กับนักเรียน ทราบความต้องการของ นักเรียน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการเรียนรู้ระหว่างครูผู้สอนและนักเรียน 4) การมีเงื่อนไขที่สนับสนุน หมายถึง ผู้บริหารต้องสร้างเงื่อนไขให้ครูผู้สอนมีกำลังใจ มีการ ยกย่องชมเชย มีการปรับปรุงพัฒนาโรงเรียนให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ครูมีความคิดสร้างสรรค์ มี นวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน โดยมุ่งเน้นให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ สูงขึ้น 5) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบุคคล หมายถึง ผู้บริหารและครูผู้สอนต้องลดช่องว่าง ระหว่างครูผู้สอนและนักเรียน ครูต้องสร้างความน่านับถือและความไว้วางใจให้แก่นักเรียนมีความ มุ่งมั่นพัฒนาตนเอง พัฒนางาน และสร้างโรงเรียนให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทั้งนี้จากการศึกษาวิเคราะห์สังเคราะห์ สามารถกล่าวโดยสรุปได้ว่าองค์ประกอบชุมชนแห่ง การเรียนรู้ทาง วิชาชีพ ประกอบด้วย 1) มีค่านิยมและวิสัยทัศน์ร่วมกัน 2) การเรียนรู้ร่วมกัน 3) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบุคคล 4) มีความต้องการในการพัฒนาและมีเป้าหมายเดียวกัน 5) การร่วมมือกันในการปฏิบัติ 6) การให้ความสำคัญในการสะท้อนผลการปฏิบัติ ฐาปณัฐ อุดมศรี (2558, น. 11) กล่าวว่า องค์ประกอบการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ได้แก่ 1. การสนับสนุนและการแลกเปลี่ยนภาวะผู้นำ 2. การสนับสนุนปัจจัยแวดล้อม 3. การกำหนดและแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายในการปฏิบัติร่วมกัน 4. การปฏิบัติงานแบบร่วมมือ 5. การปฏิบัติที่มุ่งผลลัพธ์เพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนและครู 6. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสะท้อนวิธีปฏิบัติ ชูชาติ พ่วงสมจิตร์ (2558, น. 40) กล่าวว่า การดำเนินงานชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพจาก แนวคิดของนักวิชาการ พบว่า มีองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการที่เป็นปัจจัยเงื่อนไขของการดำเนินงาน ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ประมวลได้ดังนี้ 1. ความเป็นผู้นำที่สนับสนุนและแบ่งปัน (supportive and shared leadership) สำหรับ ประเด็นนี้ ความเป็นผู้นำไม่ได้ผูกขาดอยู่ที่ผู้บริหารโรงเรียน โดย PLC มุ่งส่งเสริมให้สมาชิกทุกคน


8 โดยเฉพาะครูได้เป็นผู้นำเพื่อเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน สำหรับผู้บริหารควรมีบทบาทเป็นผู้ ส่งเสริม สนับสนุนและผู้นำการเรียนรู้ ดังนั้นผู้บริหารจึงต้องใจกว้าง และยินดีต่อบทบาทความเป็น ผู้นำทางวิชาการของครูซึ่งบรรยากาศเช่นนี้จะช่วยให้ครูรู้สึกว่าได้รับเกียรติมีความภาคภูมิใจ และ สามารถแสดงศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ 2. การเรียนรู้ร่วมกันและประยุกต์ใช้ความรู้(collective learning and the application of that learning) หัวใจสำคัญของ PLC อีกประการหนึ่งคือ การเรียนรู้ร่วมกันซึ่ง PLC จะเปลี่ยน วัฒนธรรมการทำงานแบบต่างคนต่างคิดต่างคนต่างทำเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน และที่สำคัญคือการนำ ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ร่วมกันไปพัฒนาผู้เรียน โดยการดำเนินการดังกล่าวต้องกระทำอย่าง ต่อเนื่องสม่ำเสมอ 3. ค่านิยมร่วมและวิสัยทัศน์ร่วม (shared values and vision) เป็นองค์ประกอบสำคัญของ PLC โดยผู้บริหารและครูต้องร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมกัน เพื่อให้มีทิศทางและ เป้าหมายเดียวกันในการดำเนินการ โดยเป้าหมายหลักของการดำเนินงานก็คือการพัฒนาการเรียนรู้ ของผู้เรียน 4. เงื่อนไขที่ช่วยผดุงความเป็นชุมชนแห่งการเรียนเรียนรู้ (supportive conditions for the maintenance of the learning community) หรืออีกนัยหนึ่งคือการจัดสภาพแวดล้อมให้ส่งเสริม สนับสนุนต่อความเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ซึ่งได้แก่ การจัดบรรยากาศให้ครูในโรงเรียนได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องและอีกส่วนหนึ่งคือ การจัดโครงสร้างหรือ ระเบียบกฎเกณฑ์ที่เอื้ออำนวยต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เช่น กำหนดแนวปฏิบัติในการดำเนินงานให้ อยู่ในรูปคณะกรรมการการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม เป็นต้น 5. การแบ่งปันการปฏิบัติ(Shared practice) เป็นองค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำ ให้PLC เติบโต มั่นคง ยั่งยืน โดยเฉพาะการแบ่งปันเทคนิควิธีการสอนที่ดีให้เพื่อนครูได้นำไปใช้และ การแบ่งปันจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยองค์ประกอบที่กล่าวถึงแล้วข้างต้น คือ การมีผู้นำที่สนับสนุนและ แบ่งปัน การจัดบรรยากาศให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความสนิทสนมคุ้นเคยของครูในโรงเรียน ความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างจริงใจ รวมทั้งการมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมของทุก คนในโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ (2560, น. 7) กล่าวว่าองค์ประกอบสำคัญของชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพ มีดังนี้ คือ 1. ต้องมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน หมายถึง มีเป้าหมาย ทิศทางเดียวกัน มุ่งสู่การพัฒนาการสอนสู่ คุณภาพผู้เรียน 2. ร่วมแรง ร่วมใจ และร่วมมือ หมายถึง ต้องเปิดใจรับฟังเสนอวิธีการนำสู่การปฏิบัติและ ประเมินร่วมกัน Open เปิดใจรับและให้ Care และ Share 3. ภาวะผู้นำร่วม หมายถึง การทำ PLC ต้องมีผู้นำและผู้ตามในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 4. กัลยาณมิตร หมายถึง เป็นเพื่อนร่วมวิชาชีพ เติมเต็มส่วนที่ขาดของแต่ละคน 5. ต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร หมายถึง ต้องเน้นการทำงานที่เปิดโอกาสการทำงานที่ ช่วยเหลือกันมากกว่าการสั่งการมีชั่วโมงพูดคุย


9 6. การเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพ หมายถึง การเรียนรู้การปฏิบัติงานและตรงกับภาระงาน คือ การสอนสู่คุณภาพผู้เรียน วิชัย วงษ์ใหญ่ และ มารุต พัฒผล (2562, น. 13) ได้ให้องค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ที่ทำ ให้การดำเนินกิจกรรม PLC ประสบความสำเร็จ มีดังนี้ 1) การเรียนรู้ร่วมกัน (learning together) ระหว่างสมาชิกในชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง วิชาชีพ แบ่งปันความคิด ความรู้และประสบการณ์เติมเต็มซึ่งกันและกันเพื่อนำไปสู่การต่อยอดและ การแก้ปัญหาในการจัดการเรียนรู้ 2) การทำงานแบบร่วมมือร่วมใจ (work collaborative) บนพื้นฐานความคิดว่าสมาชิกทุก คนมีส่วนร่วมกันรับผิดชอบในผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ไม่แยกส่วนความรับผิดชอบ 3) สำนึกความรับผิดชอบ (accountable) คือ ความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ในฐานะที่เป็น สมาชิกคน หนึ่งของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่จะต้องพัฒนาตนเองตามแผนการดำเนินการ ของ PLC ที่ได้ตกลงร่วมกันความรับผิดชอบต่อภารกิจการถอดบทเรียน และนำบทเรียนมา แลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ประกอบของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ กล่าวโดยสรุปได้ว่าองค์ประกอบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง วิชาชีพ ประกอบด้วย 1) มีค่านิยมและวิสัยทัศน์ร่วมกัน 2) การเรียนรู้ร่วมกัน 3) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง บุคคล 4) มีความต้องการในการพัฒนาและมีเป้าหมายเดียวกัน 5) การร่วมมือกันในการปฏิบัติและ 6) การให้ความสำคัญในการสะท้อนผลการปฏิบัติ 4. แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง PLC (Professional Learning Community) มีพื้นฐานแนวคิดมาจากภาคธุรกิจเกี่ยวกับ ความสามารถขององค์กรในการเรียนรู้ (Thompson, Gregg, & Niska, 2004) เป็นการนำแนวคิด องค์กรแห่งการเรียนรู้มาประยุกต์ โดยอธิบายว่าการอุปมาที่เปรียบเทียบให้โรงเรียนเป็น “องค์กร” นั้นน่าจะไม่เหมาะสม และถูกต้องแท้จริงแล้วโรงเรียน มีความเป็น “ชุมชน” มากกว่าความเป็นองค์กร ซึ่งความเป็น “องค์กร” กับ “ชุมชน” มีความแตกต่างกันที่ความเป็นชุมชนจะยึดโยงภายในต่อกันด้วย ค่านิยม แนวคิด และความผูกพันร่วมกันของทุกคนที่เป็นสมาชิกซึ่งเป็นแนวคิดตรงกันข้ามกับ “ความ เป็นองค์กร” ที่มีความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในลักษณะที่ยึดตามระดับลดหลั่นกันลงมามีกลไกการ ควบคุมและมีโครงสร้างแบบตึงตัวที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบและวัฒนธรรมของการใช้อำนาจเป็นหลัก ในขณะที่ “ชุมชน” จะใช้อิทธิพลที่เกิดจากการมีค่านิยมและวัตถุประสงค์ร่วมกันเป็นความสัมพันธ์ ระหว่างสมาชิกเชิงวิชาชีพ มีความเป็นกัลยาณมิตรเชิงวิชาการ และยึดหลักต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและ กันแบบผนึกกำลังกันในการปฏิบัติงานที่มุ่งสู่พัฒนาการการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ นอกจากนี้ “องค์กร” ยังทำให้เกิดคุณลักษณะบางอย่างขึ้น เช่น ลดความเป็นกันเองต่อกันลง มีความเป็นราชการ มากขึ้น และถูกควบคุมจากภายนอกให้ต้องรักษาสถานภาพเดิมของหน่วยงานไว้ จึงเห็นว่าถ้ามอง โรงเรียนในฐานะแบบองค์กรดังกล่าวแล้วก็จะทำให้โรงเรียนมีความเป็นแบบทางการที่สร้าง ความรู้สึก ห่างระหว่างบุคคลมากยิ่งขึ้น มีกลไกที่บังคับควบคุมมากมายและมักมีจุดเน้นในเรื่องที่เป็นงานด้าน เทคนิคเป็นหลัก ในทางตรงข้ามถ้ายอมรับว่าโรงเรียนมีฐานะแบบที่เป็นชุมชนแล้ว บรรยากาศที่


10 ตามมาก็คือสมาชิกมีความผูกพันต่อกันด้วยวัตถุประสงค์ร่วม มีการสร้างสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดสนิท สนมและเกิดการร่วม สร้างบรรยากาศที่ทุกคนแสดงออกถึงความห่วงหา อาทรต่อกันและช่วยดูและ สวัสดิภาพร่วมกัน (Sergiovanni, 1994) โดยที่ใส่ใจร่วมกันถึงการเรียนรู้และความรับผิดชอบหลัก ร่วมกันของชุมชนนั้นคือพัฒนาการการเรียนรู้ของผู้เรียน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน, 2560) ในการศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาได้ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง วิชาชีพและรวบรวมสาระสำคัญต่าง ๆ ไว้จากผู้วิจัยท่านอื่น มีรายละเอียดดังนี้ Hord, S.M. อ้างถึงใน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2560, น. 23-24) ได้ ยืนยันว่าการดำเนินการในรูปแบบ PLC นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพทั้งด้านวิชาชีพและ ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน จากการสังเคราะห์รายงานการวิจัยเกี่ยวกับโรงเรียนที่มีการจัดตั้ง PLC โดยใช้ คำถามว่า โรงเรียนดังกล่าวมีผลลัพธ์อะไรบ้างที่แตกต่างไปจากโรงเรียนทั่วไปที่ไม่มีชุมชน แห่งวิชาชีพ และถ้าแตกต่างแล้วจะมีผลดีต่อครูผู้สอนและต่อนักเรียนอย่างไรบ้าง ซึ่งมีผลสรุป 2 ประเด็น ดังนี้ ประเด็นที่ 1 ผลดีต่อครูผู้สอน พบว่า PLC ส่งผลต่อครูผู้สอน กล่าวคือ ลด วามรู้สึกโดดเดี่ยว ในงานสอนของครู เพิ่มความรู้สึกผูกพันต่อพันธกิจและเป้าหมายของโรงเรียนมากขึ้น โดยเพิ่มความ กระตือรือร้นที่จะปฏิบัติให้บรรลุพันธกิจอย่างแข็งขันจนเกิดความรู้สึกว่าต้องการ 13 ร่วมกันเรียนรู้ และรับผิดชอบต่อพัฒนาการโดยรวมของนักเรียน ถือเป็น “พลังการเรียนรู้” ซึ่งส่งผลให้การ ปฏิบัติการสอนในชั้นเรียนให้มีผลดียิ่งขึ้น กล่าวคือ มีการค้นพบความรู้และความเชื่อที่เกี่ยวกับวิธีการ สอนและตัวผู้เรียนซึ่งที่เกิดจากการคอยสังเกตอย่างสนใจ รวมถึงความเข้าใจในด้านเนื้อหาสาระที่ต้อง จัดการเรียนรู้ได้แตกฉานยิ่งขึ้น จนตระหนักถึงบทบาทและพฤติกรรมการสอนที่จะช่วยให้นักเรียนเกิด การเรียนรู้ได้ดีที่สุด อีกทั้งการรับทราบข้อมูลสารสนเทศต่างๆ ที่จำเป็นต่อวิชาชีพได้อย่างกว้างขวาง และรวดเร็วขึ้น ส่งผลดีต่อการปรับปรุงพัฒนางานวิชาชีพได้ตลอดเวลา เป็นผลให้เกิดแรงบันดาลใจที่ จะพัฒนาและอุทิศตนทางวิชาชีพเพื่อศิษย์ ซึ่งเป็นทั้งคุณค่าและขวัญกำลังใจต่อการปฏิบัติงานให้ดี ยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือยังสามารถลดอัตราการลาหยุดงานน้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนแบบเก่ายัง พบว่ามีความก้าวหน้าในการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับลักษณะผู้เรียนได้อย่าง เด่นชัดและรวดเร็วกว่าที่พบในโรงเรียนแบบเก่ามีความผูกพันที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ให้ ปรากฏอย่างเด่นชัดและยั่งยืน ประเด็นที่ 2 ผลดีต่อผู้เรียน พบว่า PLC ส่งผลต่อผู้เรียน กล่าวคือ สามารถลดอัตราการตกซ้ำ ชั้นและจำนวนชั้นเรียนที่ต้องเลื่อนหรือชะลอการจัดการเรียนรู้ให้น้อยลง อัตราการขาดเรียนลดลง มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวิชาการอ่านที่สูงขึ้นอย่างเด่นชัด เมื่อ เทียบกับโรงเรียนแบบเก่า สุดท้ายคือ มีความแตกต่างด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกลุ่ม นักเรียนที่มีภูมิหลังไม่เหมือนกันและลดลงชัดเจน นันทนัช นันทพงษ์ (2561, น. 1-2) กล่าวว่า การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ครู สามารถใช้กระบวนการหรือแนวคิดวิธีการต่างๆ ที่ได้มีการศึกษาวิจัยไว้แล้ว อาทิ การพัฒนาบทเรียน ร่วมกัน (Lesson Study : LS) การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM) ระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) การชี้แนะ (Coaching) จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education) และอื่นๆ มา เป็นแนวทางในการพัฒนาครูให้มีคุณภาพตามบริบทของสภาพแวดล้อม สภาพปัญหา และความ


11 ต้องการ โดยมีเป้าหมายหลักคือให้เกิด การปรับปรุงพัฒนาการจัดการเรียนการสอน พัฒนาคุณภาพ ผู้เรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน นอกจากการสร้างกลุ่มตามกระบวนการสร้างชุมชน แห่งการเรียนรู้ PLC ยังมีแนวทางที่ทำให้ครูเกิดการรวมกลุ่มและเกิดการทำงานแบบร่วมมือ ซึ่งจะทำ ให้โรงเรียนเกิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพขึ้นได้ ได้แก่ 1) กลุ่มคณะกรรมการ (Committees) มีลักษณะเป็นกลุ่มด้านการบริหารงาน มีวัตถุประสงค์ ไว้ล่วงหน้า โดยมีงานที่ได้รับมอบหมายเป็นจุดเน้นในการหาแนวทางแก้ปัญหา (สมาชิกโดยสมัครใจ ตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป) 2) กลุ่มวิพากษ์ (Critical Friends Group) เป็นกลุ่มของครูที่มีความสนใจ ตรงกัน เพื่อพบปะ แลกเปลี่ยน เรียนรู้ร่วมกัน ร่วมฝึกวางแผนและพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง (สมาชิกไม่เกิน กลุ่มละ 12 คน) 3) กลุ่มให้คำปรึกษา (Peer Coaching Team) เป็นการรวมกลุ่มของครูผู้สอน 2-3 คน เพื่อ ร่วมกันวางแผนการจัดการเรียนรู้ และทำการสังเกตการสอนของเพื่อนครูผู้สอนที่เป็นสมาชิกในกลุ่ม 4) กลุ่มเรียนรู้ (Study Groups/Independent or Stand-Alone) เป็นกลุ่มที่เรียนรู้การ ปฏิบัติจากกลุ่มการเรียนรู้ย่อยๆ กลุ่มอื่น หรือสมาชิกอื่นในชุมชนการเรียนรู้วิชาชีพ อาจเป็นการ เรียนรู้ของครูที่อยู่โรงเรียนต่างกันได้ โดยมีวัตถุประสงค์อยู่ที่การเรียนรู้ในประเด็นที่ตนสนใจ เพื่อให้มี ความรู้ในประเด็นนั้นมากขึ้น 5) ทีมวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research Team) 6) ชุมชนการเรียนรู้ย่อย (Small Learning Community) เป็นการรวมกลุ่มของสมาชิกส่วน หนึ่งในโรงเรียนที่มีภาระหน้าที่รับผิดชอบใกล้เคียงกัน เช่น สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกัน ประจำชั้นระดับเดียวกัน เป็นต้น เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาการจัดการ เรียนการสอนและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น สิริพันธุ์ สุวรรณมรรคา (ม.ป.ป., น. 14-16 ) กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานในการ ร่วมส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพให้แก่ครู ผู้บริหาร สถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และ นัก การศึกษาที่ผ่านมา พบว่าชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อ พัฒนาการศึกษามีแนวคิดสำคัญ ดังต่อไปนี้ 1) เป้าหมายที่สำคัญและต้องชัดเจน คือ คุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคน ชุมชนแห่ง การเรียนรู้ (PLC) มีเป้าหมายที่สำคัญที่สุด คือ คุณภาพการเรียนรู้ที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน เป้าหมายนี้ทุกฝ่ายต้องมีภาพความสำเร็จหรือวิสัยทัศน์ที่ต้องมีความชัดเจนว่าการจัดการศึกษาของ โรงเรียน โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนของครูแต่ละคนและทุกคนเป็นไปเพื่อให้บรรลุ จุดประสงค์การเรียนรู้ใด 2) กระบวนการเรียนรู้ต้องเป็นการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง (Collaborative learning) ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้บรรลุเป้าหมาย คือ คุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคนตามที่ กำหนดไว้นั้น กระบวนการเรียนรู้ที่ครูใช้ต้องเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลังเพื่อสร้าง โอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้กันและกันและได้ร่วมเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลสนับสนุนการเรียนรู้ของ กันและกันสู่การพัฒนาตนเอง ให้เต็มศักยภาพ ไปพร้อมกับเพื่อนๆ


12 3) ความร่วมมือรวมพลังเรียนรู้ซึ่งกันและกันและสร้างสรรค์แผนกิจกรรการเรียนรู้ของ ผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่าย โดยเฉพาะครูผู้สอนนักเรียนกลุ่มเดียวกันในชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อ พัฒนาการศึกษา ครูควรทำงานเป็นทีมเพื่อพัฒนาบทเรียนร่วมกัน (Lesson study) ในการสร้างทีม เรียนรู้นั้น ครูที่สอนนักเรียนกลุ่มเดียวกันหรือระดับชั้นเดียวกันควรจับคู่เพื่อเรียนรู้กันและกันในการ พัฒนาบทเรียนร่วมกันทั้งในบทบาทครูผู้สอน (Model teacher) และในบทบาทครูเพื่อนร่วมเรียนรู้ (Buddy teacher) อันนำไปสู่การพัฒนาแผนจัดการเรียนรู้ให้บรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ของนักเรียน ทุกคนอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้องต้องร่วมมือรวมพลัง สนับสนุน ส่งเสริม ช่วยเหลือกันและกันอย่างสร้างสรรค์ และเป็นกัลยาณมิตร วัฒนธรรมการ ช่วยเหลือเกื้อกูลดังกล่าวจะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ทั้งนี้เพราะทุกคนจะตระหนักรู้ได้ว่าตนและแต่ละคน ล้วนสำคัญ แตกต่างและมีคุณค่า ทุกคนเป็นคนสำคัญมีบทบาทหน้าที่ที่เป็นพลังสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุนให้นักเรียนทุกคนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ (ชาริณี ตรีวรัญญู, 2558) 4) การปฏิบัติงานในชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นการเพิ่มความชำนาญการและความ เชี่ยวชาญทางวิชาชีพให้กับครู และผู้บริหารการศึกษาทุกคน การปฏิบัติงานใน 25 วัฒนธรรมชุมชน แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสให้ครูได้เรียนรู้ร่วมกันในการเผชิญกับ ปัญหาและแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ร่วมกัน ดังนั้นประสบการณ์ ผลงาน และองค์ความรู้ที่เกิดขึ้น จากการปฏิบัติงานในลักษณะนี้ช่วยเพิ่มความชำนาญการและความเชี่ยวชาญในการ ปฏิบัติงานอย่าง มืออาชีพและนำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาชีพของตนเองและของทุกคน 5) การเรียนรู้ของทุกคนในชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพต้องทำอย่างต่อเนื่อง ฝังแน่นจน เป็นวิถีชีวิตและเป็นวัฒนธรรมขององค์การ การเรียนรู้และพัฒนาทางวิชาชีพจะ เกิดคุณค่าอย่างยั่งยืน ต้องใช้ระยะเวลาและการดำเนินการอย่างต่อเนื่องหลายปี เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการ ปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ เช่น การรู้จักและเข้าใจผู้เรียน การวางแผนการ จัดการเรียนการสอน การ ดำเนินการจัดการเรียนการสอน การสังเกตการเรียนรู้ของนักเรียน ขณะที่ครูปฏิบัติการสอนการ สะท้อนผลการปฏิบัติงาน การปรับปรุง และพัฒนาผลการปฏิบัติงานให้ดีขึ้น เป็นต้น จะต้องอาศัยการ เรียนรู้และการบูรณาการหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และกระบวนการที่หลากหลาย และต้องฝึกฝนการ ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและการที่ครูต้องสัมผัส รับรู้และเห็นผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชีวิตและการ เรียนรู้ของนักเรียนอย่างต่อเนื่องจนเกิดศรัทธาและความเชื่อถือเป็นวิถีชีวิตความเป็นครูและ วัฒนธรรมการทำงานแบบร่วมมือรวมพลัง พิมพ์อร สดเอี่ยม (2561, น. 58) ได้ศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนการเป็นชุมชนแห่งการ เรียนรู้ ทางวิชาชีพในสถานศึกษา สรุปได้ดังนี้ 1) การมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ ค่านิยมและเป้าหมายร่วมกัน พบว่าครูและ ผู้บริหารได้มีการ วางเป้าหมาย ร่วมกันในการพัฒนาโรงเรียน ออกแบบวิสัยทัศน์ พันธกิจ และค่านิยม ร่วมกันส่วนใหญ่ จะออกมาในรูปแบบการประชุมเชิงนโยบายตั้งแต่ระดับกระทรวงลงมาถึงผู้ปฏิบัติงาน 2) มีทีมร่วมมือที่มุ่งเน้นการเรียนรู้ พบว่าเกิดความร่วมมือในกระบวนการเพื่อบรรลุเป้าหมาย เดียวกัน มีการพูดคุยสนับสนุนโดยการจัดสรรเวลาให้มีการประสานความคิดเห็นวิเคราะห์ถึงแนวทาง ในการดำเนินการเพื่อเป้าหมายเดียวกัน และไม่กระทบต่อการจัดการเรียนการสอน


13 3) การเสาะแสวงหาสิ่งใหม่ๆ พบว่ามีการค้นพบวิธีการใหม่ๆ ในการจัดการเรียนการสอนที่มี ความหลากหลายทั้งในกลุ่มสาระเดียวกัน กลุ่มช่วงชั้นเดียวกันและระดับชั้นเดียวกัน เกิดองค์ความรู้ ใหม่ เกิดกระบวนการเรียนรู้หรือวิธีการทดสอบ และยังสามารถส่งผลหรือสะท้อนกลับให้เกิดการ ปฏิบัติที่เป็นเลิศ 4) การลงมือปฏิบัติและทดลอง พบว่ามีการลงมือปฏิบัติและทดลองจริง นักเรียนสามารถ แสดงออกถึงรูปธรรมที่มีความชัดเจนและแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ เกิดความสุข ระหว่างผู้สอนและผู้เรียนเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสามารถต่อยอดขยายความได้อีกด้วย 5) ใช้การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง พบว่ามีการปรับปรุงพัฒนาต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอโดยอาศัย กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ พูดคุยอย่างสม่ำเสมอ ด้วยกัลยาณมิตร รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เล็งเห็นความสำคัญของการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่มีความต่อเนื่องและมีร่องรอยของ การพัฒนาที่สามารถนามาอ้างอิงได้ 6) มุ่งที่ผลลัพธ์ พบว่ากระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ส่งผลถึงผลลัพธ์ที่มุ่งความสำเร็จต่อ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ใหม่และองค์ความรู้ที่สามารถพัฒนาต่อยอด มีหลักฐานการบันทึกตั้งแต่เริ่มต้น กระบวนการถึงระดับขั้นสุดท้ายอันจะนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ 5. คุณลักษณะของชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ จากการศึกษาและสังเคราะห์คุณลักษณะสำคัญของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพตาม แนวคิดของการศึกษาต่าง ๆ ดังนี้ ณรงค์ฤทธิ์ อินทนาม (2553) กล่าวว่า ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ มีคุณลักษณะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1) การมีบรรทัดฐานและค่านิยมร่วมกัน หมายถึง การนำเสนอหลักคิดและแนวปฏิบัติ ที่พึ่งประสงค์ของผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา มาปฏิบัติเพื่อพัฒนาความรู้สึกในการเป็น ส่วนหนึ่งและมีความรับผิดชอบร่วมกันเกี่ยวกับฐานความรู้ทางเทคนิคที่โรงเรียนมีความต้องการจำเป็น เพื่อใช้ดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายสำคัญทางการศึกษาของโรงเรียน 2) การปฏิบัติที่มีเป้าหมายร่วมกันเพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียน หมายถึง การปฏิบัติหน้าที่ของ ผู้บริหารครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยบูรณาการการบริหารจัดการ เทคนิคการสอน และกลยุทธ์ ที่หลากหลายให้สามารถเชื่อมโยงไปสู่กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนตามความคาดหวังระดับสูงและ ข้อผูกพันของผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีต่อผู้เรียน 3) การร่วมมือรวมพลัง หมายถึง การปฏิบัติกิจกรรมทางสังคมร่วมกันของผู้บริหาร ครูและ บุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนตามภาระงานในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบและส่วนที่ต้อง รับผิดชอบ ร่วมกันเพื่อให้ได้รับประโยชน์ร่วมกันเกี่ยวกับทักษะที่สัมพันธ์กับความสำเร็จความเชี่ยวชาญ ในการ ปฏิบัติงาน การสร้างองค์ความรู้ แนวความคิด ตลอดจนการเสริมสร้างขีดความสามารถ ของโรงเรียน 4) การสนทนาที่มุ่งสะท้องผลการปฏิบัติงาน หมายถึง การพูดคุยสนทนาระหว่างผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในประเด็นความเป็นองค์การ ความ เสมอภาค ความเป็นธรรม เสรีภาพ และการชี้นำตนเองของโรงเรียนเพื่อสะท้อนการบริหาร จัดการ


14 และการจัดการเรียนการสอนบนพื้นฐานของความก้าวหน้าในการทำงานที่ต่อเนื่องเพื่อให้เกิด ประโยชน์สูงสุด คือ การเรียนรู้ของผู้เรียน 5) การเปิดรับการชี้แนะการปฏิบัติงาน หมายถึง การปฏิบัติงานของผู้บริหาร ครูและ บุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนที่มีการเปิดกว้างอย่างสาธารณะเพื่อรับข้อมูลป้อนกลับที่สร้างสรรค์ จากเพื่อนร่วมงานเพื่อเรียนรู้ ทบทวน และสร้างสรรค์การปฏิบัติงานลนพื้นฐานของกระบวนการ ขัด เกลาทางสังคม และการบริหารจัดการความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน Sriner et al (1999) กล่าวว่าคุณลักษณะของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ Characteristic of Professional Learning Communities) ดังนี้ 1) ภาวะผู้นำแบบสนับสนุนและภาวะผู้นำร่วม (Supportive and Shared Leadership) หมายถึง การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียนผู้บริหารจะต้องเปลี่ยนบทบาทของ ตนเองจากเดิมสู้การมีภาวะผู้นำแบบสนับสนุนและภาวะผู้นำร่วมมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของครูทุกคนใน กระบวนการตัดสินใจและรับผิดชอบต่อการปฏิบัติงานร่วมกันโดยกระจายความเป็นผู้นำให้แก่ครู เพื่อให้การพัฒนาโรงเรียนนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 2) การมีค่านิยมร่วมและวิสัยทัศน์ร่วม (Shared Value and Vision) หมายถึง สมาชิกทุกคน มีวิสัยทัศน์ หลักในการปฏิบัติงานร่วมกัน คือการมุ่งเน้นการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญโดยมีบรรทัด ฐานอันเป็นตัวกำหนด พฤติกรรมที่สำคัญ คือการมุ่งเน้นการเรียนรู้ด้วยตนเองการวิเคราะห์ตนเอง การส้รางความก้าวหน้าทางวิชาชีพซึ่งผลการปฏิบัติงานนั้นเป็นผลมาจากข้อตกลงร่วมกันของสมาชิก ทุกคน 3) การเรียนรู้ร่วมกันและการประยุกต์ใช้ที่ได้จากการเรียนรู้ (Collective Learning and Application of Learning) หมายถึง สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ทุกขั้นตอนเพื่อ ค้นหาองค์ความรู้ใหม่ร่วมกันและวิธีการพัฒนาองค์ความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริงทั้งนี้ กระบวนการในการสร้าง องค์ความรู้นั้นจะต้องนำไปสู่การพัฒนาโรงเรียนในด้านหลักสูตรการจัดการ เรียนการสอน และวัฒนธรรมของโรงเรียน โดยการพัฒนาดังกล่าวจะต้องเชื่อมโยงระหว่าง เป้าประสงค์ของโรงเรียน และความต้องการของผู้เรียนที่หลากหลาย 4) เงื่อนไขสนับสนุน (Supportive Condition) หมายถึง องค์ประกอบของโรงเรียนที่ส่งเสริม ให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ได้แก่ สภาพแวดล้อมความสัมพันธ์ของสมาชิกในองค์กรขนาด ห้องเรียนอัตรากำลังครูกระบวนการพัฒนาบุคลากรเป็นต้น 5) การฝึกฝนตนเองร่วมกับผู้อื่น (Share Personal Practice) หมายถึง การมีปฏิสัมพันธ์ ระหว่างกันของครู เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทางวิชาชีพ และพัฒนาโรงเรียนโดยการมี ปฏิสัมพันธ์ที่ดีนั้นจะต้องเกิดจากความไว้วางใจและการเคารพซึ่งกัน และกัน ฮิบบ์ และ ฮาฟแมน (Hipp and Huffman) กล่าวว่าชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ประกอบไปด้วย 5 มิติ (Five Dimension of Professional Learning Community) ได้แก่ 1) การมีค่านิยมและวิสัยทัศน์ร่วมกัน (Shared Value and Vision) หมายถึง ค่านิยมและ บรรทัดฐานร่วมกันในการปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ และมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน ในการพัฒนาการสอน และการเรียนรู้


15 2) ภาวะผู้นำร่วมและภาวะผู้นำแบบสนับสนุน (Share and supportive Leadership) หมายถึง ผู้บริหารมอบหมายอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ และภาวะผู้นำให้แก่ครูโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรับผิดชอบร่วมกันในการตัดสินใจการปฏิบัติกิจกรรม ข้อมูลข่าวการแสวงหาองค์ความรู้ทักษะ และกลยุทธ์ใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการปฏิบัติงานตลอด 3) การเรียนรู้ร่วมกันและการประยุกต์ใช้ (Collective Learning and Application) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้อผูกพันร่วมกันวางแผนการแก้ปัญหาและการพัฒนาโอกาส ทางการเรียนรู้ร่วมกัน 4) การฝึกตนเองร่วมกับผู้อื่น (Share Personal Practice) หมายถึง การสังเกตการ ปฏิบัติงานของครูท่านอื่น ๆ ให้ข้อมูลย้อนกลับและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติงาน แก่ครูท่านอื่น การสอนงานและ การติดตามผลการปฏิบัติงานเพื่อการพัฒนาการปฏิบัติงานทางด้าน การเรียนการสอน 5) เงื่อนไขสนับสนุน (Supportive Conditions) หมายถึง ความสัมพันธ์ของสมาชิกภายใน องค์การ ได้แก่ การห่วงหาอาหาร การไว้วางใจและการเคารพซึ่งกันและกัน การตระหนักรู้การมุ่งมั่นสู้ การเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ เงื่อนไขสนับสนุนครอบคลุมถึงโครงสร้างขององค์การ ได้แก่ แหล่ง ทรัพยากร (เวลาเงินบุคลากรและวัสดุอุปกรณ์) สิ่งอำนวยความสะดวกและระบบการสื่อสาร Dufour (2016) กล่าวว่า คุณลักษณะของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Characteristics of Professional Learning Communities) ประกอบด้วย 3 ประการดังนี้ 1) มุ่งเน้นการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ (A Focus on Student Learning) ภารกิจหลัก ของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ คือการทำให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้โดยโรงเรียนจะต้อง จัดแหล่งทรพยากรพื้นฐานอัน หมายถึง ความรู้เสริมการเรียนรู้การกำหนดบรรทัดฐานร่วมกันของครู เพื่อให้ทุกคนขับเคลื่อนสู้การพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาสติปัญญาและทักษะที่จำเป็น ของผู้เรียนซึ่งครูจะต้องตระหนักถึงความเหมาะสม ระหว่างข้อตกลงร่วมกันในการเรียนของผู้เรียน และกลยุทธ์ทางแทรกแซงเพื่อตอบสนองเมื่อผู้เรียนไม่สารมรถ เรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ ได้อีกทั้งครูจะต้อง พิจารณาด้านที่เหมาสมต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน 2) มุ่งเน้นวัฒนธรรมแห่งการร่วมมือรวมพลัง (A Culture of Collaboration) ชุมชนแห่ง การเรียนรู้ทางวิชาต้องตระหนักถึงการทำงานร่วมกัน เพื่อบรรลุเป้าประสงค์ร่วมกันในด้านการเรียนรู้ โดยการสร้างโครงาร้าง สนับสนุนวัฒนธรรมแห่งความร่วมมือรวมพลังภายใต้กระบวนการทำงานเป็น ที่มเพื่อวิเคราะห์และปรับปรุงการปฏิบัติงานในชั้นเรียนอีกครั้ง เป้าประสงค์กลยุทธ์วัสดุอุปกรณ์ข้อ คำถามสิ่งที่เกี่ยวข้องและผลลัพธ์ที่ต้องการ 3) มุ่งเน้นผลการปฏิบัติงาน (A Focus on Results) ความสำเร็จของชุมชนแหงการเรียนรู้ ทางวิชาชีพนั้น จะพิจารณาจากผลลัพธ์ของการปฏิบัติงานครูทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมใน กระบวนการ กำหนดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ในปัจจุบันกำหนดเป้าประสงค์เพื่อการปรับปรุงการทำงานร่วมกันเพื่อ บรรลุเป้าประสงค์ที่กำหนดไว้และการให้ข้อใลผลความก้าวหน้า ในการปฏิบัติงานโดยครูจะต้อง มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นหลัก โบลัม และคณะ Bolam al. (2005) กล่าวว่า คุณลักษณะของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง วิชาชีพ (Characteristics of Professional Learning Communities) มี 8 ประการคือ


16 1) การมีค่านิยมและวิสัยทัศน์ร่วมกัน (Shared Value and Vision) หมายถึง ครูในโรงเรียน มีค่านิยมทางการศึกษาและวิสัยทัศน์ร่วมกัน ในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญโดยมุ่งเน้น ภาวะผู้นำร่วมละบริหารจัดการร่วมกัน 2) ความรับผิดชอบร่วมกันต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน (Collective Responsibility for pepit’s Learning) หมายถึง การปฏิบัติงานร่วมกัน เพื่อบรรลุเป้าประสงค์เดียวกันโดยครูจะต้องมี ความรับผิดชอบร่วมกัน เรียนรู้ของนักเรียนสร้างเงื่อนไขที่สนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้สามารถ กำหนดเป้าหมายของการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนตลอดจนติดตามความก้าวหน้าและประเมินผล ผู้เรียนแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งรับผิดชอบร่วมกันช่วยให้เกิด ความรู้สุกผูกพันต่อ ภาระหน้าที่อย่างต่อเนื่องและความยั่งยืน 3) การแสวงหามุมมองสะท้อนทางวิชาชีพ (Reflective Professional Enquiry) หมายถึงครู รายงานผลการปฏิบัติงานของตนอย่างเป็นกิจวัตรเพื่อใช้ข้อมูลดังกล่าวในการวิเคราะห์และพัฒนาทาง วิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนใช้ผลการเรียนและรายงานความก้าวหน้าของผู้เรียนประกอบการ พัฒนาตนเอง 4) การร่วมมือรวมพลังที่มุ่งเน้นการเรียนรู้เป็นสำคัญ (Collaboration Focus on Learning) หมายถึง การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความสำเร็จทางวิชาชีพของครูโดยครูทุกคนจะต้องให้การ ช่วยเหลือและสนับสนุน ซึ่งกันและกันในด้านการสอนและการเรียนรู้ 5) การเรียนรู้ทางวิชาชีพรายบุคคลและการเรียนรู้ทางวิชาชีพร่วมกัน (Professional Learning Individual and Collective) หมายถึง ในชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพนั้นจะมุ่งเน้น การพัฒนาตนเองทางวิชาชีพที่ครูทุกคนจะต้องหมั่นแสวงหาความรู้และนำความรู้ที่ได้มาแลกเปลี่ยน เรียนรู้ร่วมกันกับครูท่านอื่น ซึ่งจะลดความโดเดี่ยวในการปฏิบัติงานของตนเองและมีความรับผิดชอบ ต่อการเรียนรู้ของตนเอง 6) การเปิดกว้างเครือข่ายและการมีหุ้นส่วน (Openness, Networks and Partnership) หมายถึง การประสานงานและได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกเครือข่ายทางการศึกษาและ หุ้นส่วน/ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อการสนับสนุนความยังยืนของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยการ เปิดกว้างนั้นหมายถึงการเปิดโอกาสให้ครูมีบทบาทด้านการเป็นผู้นำไม่มุ่งเน้นความซับซ้อนของ โครงสร้างการทำงานเปิดรับแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่จะเป้นประโยชน์ต่อการพัฒนาวิชาชีพ 7) การเป็นสมาชิกร่วมกันทั้งองค์การ (Inclusive Membership) ผู้บริหารครู แกนนำ ครูผู้สอนหรือบุคลากรทางการศึกษาล้วนแล้วแต่เป็นสมาชิกของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ แม้ว่าภายในโรงเรียนมีการรวมตัวของสมาชิกหลากหลายกลุ่ม แต่ทุกคนจะต้องมีเป้าหมายในการ ปฏิบัติงานในทิศทางเดียวกัน 8) ความเชื่อถือไว้วางใจในการเคารพและการสนับสนุนซึ่งกันและกัน (Mutual Trust, Respect and Support) หมายถึง การมีปฏิสัมพันธ์ของสมาชิกในชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่ มุ่งเน้นความเชื่อถือไว้วางใจ ในความสามารถของครูท่านอื่น การเคารพและให้เกียรติในการแสดงออก ทางความคิดเห็นและการสนับสนุนการพัฒนาทางวิชาชีพร่วมกัน เคนโนเยอร์ (Kenoyer) กล่าวว่า ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ มีคุณลักษณะที่สำคัญ 5 ประการ (Characteristics of Professional Learning Community) ดังนี้


17 1) ภาวะผู้นำเชิงสนับสนุนและภาวะผู้นำร่วมกัน (Supportive and Shared Leadership) หมายถึง ผู้บริหารและครูมีอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบและการตัดสินใจร่วมกัน 2) ค่านิยมและวิสัยทัศน์ร่วมกัน (Shared Values and Vision) หมายถึง ผู้บริหารและครู มุ่ง ปฏิบัติงานเพื่อบรรลุเป้าประสงค์ร่วมกันเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน 3) การเรียนรู้ร่วมกันและการประยุกต์ใช้สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ (Collective Learning and Application of Learning) หมายถึง ครูปฏิบัติงาน วางแผนและแก้ปัญหาร่วมกัน และสามารถ ประยุกต์ใช้สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้สร้างสรรค์แนวทางการปฏิบัติงานใหม่ ๆ 4) การฝึกฝนตนเองร่วมกัน (Shared Personal Practice) หมายถึง ครูให้การช่วยเหลือ ครู ท่านอื่นด้วยการสังเกตการจัดการเรียนการสอน การแสวงหาความรู้และการสนทนาแลกเปลี่ยน ทั้งนี้สามารถสรุปได้ว่า ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ มีคุณลักษณะที่สำคัญคือ ควรเป็น ชุมชนที่มีวิสัยทัศน์และค่านิยมร่วมกัน มีความร่วมมือร่วมพลังกันเรียนรู้และประยุกต์ใช้ สิ่งที่ได้จาก การเรียนรู้รับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน และแสวงหามุมมองสะท้อนทางวิชาชีพ ภายใต้ความ เชื่อถือและไว้วางใจโดยผู้บริหารจัดสรรด้านเวลา สิ่งอำนวยความสะดวก แหล่งทรัพยากร และโอกาส ในการสร้างความสัมพันธ์ของครูเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน โดยต้องมีความเป็นผู้นำร่วมกัน เพื่อเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนเป็นสำคัญ 6. กระบวนการขั้นตอนของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) เป็น กระบวนการที่พัฒนาการมาจากกลยุทธ์ระดับองค์กร โดยมุ่งเน้นให้องค์กรมีการปรับตัวต่อการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มพัฒนาจากแนวคิดการเรียนรู้ และปรับประยุกต์ให้มีความ สอดคล้องกับบริบทในสถานศึกษา โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนการเรียนรู้ร่วมกันทางวิชาชีพอย่าง เป็นระบบ การนำองค์กรให้มุ่งไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายจะต้องดำเนินไปตามกระบวนการขั้นตอน ของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) ซึ่งนักวิชาการ หลายท่านได้กล่าวถึงกระบวนการขั้นตอนของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) ไว้ ดังนี้ พงศ์รัศมิ์ เฟื่องฟู (ม.ป.ป, น. 3) ได้กล่าวถึงแนวทางและขั้นตอนกระบวนการของชุมชนแห่ง การเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ในสถานศึกษาไว้ ดังนี้ 1. การรวมกลุ่มของบุคคลที่มีเป้าหมายเดียวกัน การรวมกลุ่มของบุคคลในสถานศึกษาจะต้องเป็นบุคคลที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันและมี เป้าหมายร่วมกัน เช่น กลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกัน ระดับชั้นเดียวกัน และประสบปัญหาเหมือนกัน เป็นต้น สถานศึกษาจะต้องดำเนินการกำหนดให้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เป็นภาระงาน สอนของครูโดยปริยายและไม่ถือว่าเป็นภาระงานที่เพิ่มขึ้น โดยมีระยะเวลา 2 – 3 ชั่วโมง/สัปดาห์/ปี การศึกษา 2. กำหนดบทบาทหน้าที่ของกลุ่มบุคคล 2.1 ผู้นำกลุ่มซึ่งมีหน้าที่อำนวยความสะอวด รักษาระดับการมีส่วนร่วมของสมาชิก คอย ควบคุมประเด็นในการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันระหว่างสมาชิกภายในกลุ่มให้เป็นไปอย่างเป็นระบบ


18 2.2 สมาชิกกลุ่มมีหน้าที่เปิดใจรับฟังและเสนอความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้องอย่าง สร้างสรรค์ คิดไตร่ตรองและรับแนวทางไปปฏิบัติต่อยอดตามคำแนะนำของกลุ่ม 2.3 ผู้บันทึก มีหน้าที่สรุปประเด็นในการสนทนาและแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกระบวนการของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) 3. การระดมความคิด สมาชิกภายในกลุ่มชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ร่วมกันนำประสบการณ์หรือ ปัญหาที่พบในการจัดการเรียนการสอนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยมุ่งเน้นปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน เป็นสำคัญ 4. หาสาเหตุของปัญหา สมาชิกภายในกลุ่มชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับปัญหา เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยเน้นปัญหาที่เกิดจากกระบวนการจัดการเรียนการสอนของครูเป็นอันดับ แรก 5. หาแนวทางแก้ไขปัญหา สมาชิกภายในกลุ่มชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเพื่อ หาทางออกหรือแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกัน โดยอาจใช้ประสบการณ์ของครูที่ประสบผลสำเร็จ งานวิจัยของผู้ทรงคุณวุฒิ หรือแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ ที่มีการเสนอแนวทางการแก้ปัญหาไว้แล้ว ซึ่งการ สนทนาดังกล่าวจะช่วยให้ครูได้รับแนวทางการแก้ปัญหาที่หลากหลายและเหมาะสมที่สุดในการนำไป ปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 6. นำแนวทางแก้ไปสู่การปฏิบัติ เมื่อสมาชิกในกลุ่มระดมความคิดร่วมกันและสรุปแนวทางการแก้ปัญหาเสร็จสิ้นแล้ว สมาชิก ในกลุ่มจะต้องช่วยกันออกแบบแผนงานที่ประกอบด้วยกระบวนการขั้นตอนอย่างเป็นระบบ โดยต้อง ระบุรายละเอียดให้ชัดเจนว่า ทำอะไร ทำที่ไหน ทำเมื่อไหร่ ทำอย่างไร และตรวจสอบอย่างไร เพื่อให้ การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน การนำกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) มาใช้ในการศึกษาจะสร้างประโยชน์ต่อผู้เรียนเป็นอย่างมาก ครูผู้สอนจะมีแนวทางในการสอน มากขึ้นและสามารถออกแบบบทเรียนให้แก่ผู้เรียนได้อย่างหลากหลาย โดยสำนักงานเลขาธิการคุรุ สภา (2563) ได้กล่าวถึงแนวปฏิบัติของหน่วยงานในการขอความร่วมมือการพัฒนาวิชาชีพแบบชุมชน แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) ไว้ว่า หน่วยงานจะต้อง ดำเนินกิจกรรมพัฒนาวิชาชีพแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) ตามกระบวนการของ คุรุสภา ประกอบด้วย 1. การสร้างบรรทัดฐานและค่านิยมร่วมกัน (Shared values and norms) 2. การปฏิบัติที่มีเป้าหมายร่วมกันคือ การเรียนรู้ของผู้เรียน (Collective focus on student learning) 3. การร่วมมือรวมพลังของสมาชิกชุมชนวิชาชีพ (Collaboration) 4. การเปิดรับการชี้แนะการปฏิบัติงาน (Expert advice and study visit)


19 5. การสนทนาที่มุ่งสะท้อนผลการปฏิบัติงาน (Reflection dialogue) ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) ตามกระบวนการขั้นตอนของคุรุสภา ดังกล่าว ยังสอดคล้องกับ ไพผกา ผิวดำ (2564, น. 17) ที่ได้ศึกษาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพสู่ ความสำเร็จของสถานศึกษา โดยเขียนสรุปองค์ความรู้จากการศึกษาไว้เป็นแผนภาพ ดังนี้ ภาพที่ 1 แผนผังชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพสู่ความสำเร็จของสถานศึกษา นอกจากนี้ สุภัสรา จตุโชคอุดม, ชนิดา มิตรานันท์ และประพิมพ์พงศ์ วัฒนะรัตน์ (2564, น. 9) ได้ศึกษากระบวนการนำชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) มาใช้ในการจัดการเรียนร่วม สำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในศตวรรษที่ ๒๑ และได้กล่าวถึงกระบวนการขั้นตอนของ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) ไว้ ดังนี้ 1. การสร้างทีม เป็นการเลือกสมาชิกเข้ามาในกลุ่มหรือทีมเดียวกัน 2. กำหนดปัญหา เมื่อดำเนินการเลือกกลุ่มสมาชิกแล้ว จะต้องดำเนินการกำหนดปัญหาที่ ต้องการแก้ไข โดยเลือกปัญหาที่ค่อนข้างแก้ยากและสำคัญเป็นอันดับแรก 3. ออกแบบแก้ไขปัญหา สมาชิกในกลุ่มดำเนินการประชุมวางแผนเกี่ยวกับวิธีแก้ไขปัญหา 4. นำไปสู่การปฏิบัติ เมื่อได้ข้อสรุปในการแก้ไขปัญหา สมาชิกสามารถนำแนวทางไปใช้ใน การปฏิบัติให้เกิดผลลัพธ์ต่อไปได้ 5. การสะท้อนผลที่เกิดขึ้น เมื่อสมาชิกกลุ่มดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาแล้ว จะต้องมีการสะท้อนผลให้เห็นถึงประสิทธิภาพ อุปสรรค และแนวทางแก้ไขอุปสรรค 6. ติดตามผล เป็นกระบวนการขั้นสุดท้ายในกระบวนการขั้นตอนของชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) เพื่อให้การดำเนินการคงอยู่ในระยะยาว และใช้พัฒนาสถานศึกษาต่อไป


20 การพัฒนาสถานศึกษาสู่ความสำเร็จด้วยกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) เพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน จำเป็นต้องมีการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมมือ ช่วยเหลือ สนับสนุน และส่งเสริมกันและกันอย่างเป็นระบบ ดังที่ มาลัยพร ก้านอินทร์ และนันทิยา น้อยจันทร์ (2565, น. 1196) ได้ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการขั้นตอนของชุมชน แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) โดยเขียนสรุปองค์ความรู้ จากการศึกษาไว้เป็นแผนภาพ ดังนี้ ภาพที่ 2 องค์ความรู้จากการศึกษาเกี่ยวกับชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) สรุปได้ว่า กระบวนการขั้นตอนของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพมีการดำเนินงาน 5 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) ขั้นรวมกลุ่มของบุคคลที่มีเป้าหมายเดียวกัน 2) ขั้นกำหนดบทบาทหน้าที่ การปฏิบัติงานภายในกลุ่ม 3) ขั้นระดมความคิดและออกแบบการแก้ปัญหา 4) ขั้นการนำแนวทางไปสู่ การปฏิบัติ และ ๕) ขั้นติดตามและสะท้อนผลการปฏิบัติงาน โดยการสร้างชุมชนการเรียนรู้ของครูใน สถานศึกษานั้นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้บริหารสถานศึกษาซึ่ง เป็นบุคคลผู้นำขององค์กรจะต้องให้การสนับสนุนและส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ไปสู่การปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จนกลายเป็นวัฒนธรรมการทำงานขององค์กร เพื่อขับเคลื่อน พัฒนา และยกระดับคุณภาพของการศึกษาไทยต่อไป 7. ประโยชน์ของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) เป็น เครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาคุณภาพการศึกษาจากการรวมกลุ่มของบุคคลที่มี เป้าหมายเดียวกัน โดยนำความรู้และประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาและมุ่งไปสู่


21 ความสำเร็จตามเป้าหมาย การนำชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) มาปรับใช้ในการพัฒนา สถานศึกษาทำให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรอยู่หลายประการ โดยนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึง ประโยชน์ของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) ไว้ ดังนี้ Hord (1997) ได้กล่าวถึงผลดีของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพไว้ ดังนี้ 1. ลดความโดดเดี่ยวของครูผู้สอน โดยครูจะมีความรู้สึกผูกพันต่อพันธกิจและเป้าหมายของ โรงเรียนมากขึ้น เพิ่มความกระตือรือร้นที่จะปฏิบัติงานให้บรรลุความสำเร็จตามเป้าหมายอย่างเต็ม ความสามารถ ต้องการร่วมกันเรียนรู้และรับผิดชอบต่อพัฒนาการของนักเรียนซึ่งส่งผลให้การสอนใน ชั้นเรียนดีมากยิ่งขึ้น 2. ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพส่งผลดีต่อผู้เรียน โดยสามารถลดอัตราการตกซ้ำชั้นและ จำนวนชั้นที่ต้องเลื่อน และอัตราการขาดเรียนน้อยลง นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชา ต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างเด่นชัด ความสำเร็จของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่ดำเนินการในสถานศึกษาก่อให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพทั้งด้านวิชาชีพและผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน ดังที่ Serviss (2021) ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) ไว้ว่า ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นการแบ่งปันแนวคิดเพื่อพัฒนาแนวทางการสอนและสร้าง สภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ที่เหมาะสม โดยก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทางวิชาชีพ ดังนี้ 1. ครูมีโอกาสปรับปรุงการเรียนการสอนได้โดยตรง ทำให้ครูได้แลกเปลี่ยนแนวทางการ ปฏิบัติ ระดมความคิด และหาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อปรับปรุงการสอนของตนเอง และขับเคลื่อน ความสำเร็จของนักเรียน อีกทั้งยังเป็นการสะท้อนเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนและผลลัพธ์ ความสำเร็จของนักเรียนอีกด้วย 2. ครูมีความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่ม การรวมกลุ่มชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพใน ทุกสัปดาห์จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มให้มีความเข้าใจกันมากขึ้น และเป็นการ สร้างกลุ่มผู้นำภายในโรงเรียนอีกด้วย ซึ่งการสร้างกลุ่มผู้นำที่แข็งแกร่งจะต้องมีการกำหนดบทบาท และความสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่ม ตลอดจนเคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน 3. ครูสามารถพัฒนางานวิจัยและเครื่องมือเทคโนโลยีใหม่ ๆ สำหรับห้องเรียนได้มากขึ้น การ รวมกลุ่มชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพภายในโรงเรียนและที่อื่น ๆ จะทำให้ครูมีโอกาสเรียนรู้อย่าง ต่อเนื่อง โดยครูสามารถแบ่งปันและเรียนรู้กันได้ง่ายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังทำให้ครูได้เรียนรู้และพัฒนา งานวิจัย นวัตกรรมเครื่องมือเทคโนโลยีใหม่ ๆ สำหรับห้องเรียนได้ 4. บทเรียนสะท้อนความคิดของครู โดยการเรียนรู้จากบุคคลอื่น ๆ ในชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทางวิชาชีพทำให้ครูสามารถไตร่ตรอง ปรับวิธีการสอนและวิธีการปฏิบัติตน โดยบุคคลในชุมชนแห่ง การเรียนรู้ทางวิชาชีพมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างหลากหลาย ครูจะยิ่งมีโอกาสที่จะเพิ่มคุณค่าใน การทำงานของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ ทิพย์วิมล วังแก้วหิรัญ, ปริญญา มีสุข, และอังค์วรา วงษ์รักษา (2563, น. 192- 194) ได้กล่าวถึงผลการศึกษาการดำเนินการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ที่เป็นผลดีทั้งต่อ ผู้ประกอบวิชาชีพและผู้เรียนไว้ ดังนี้


22 1. ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ช่วยลดความโดดเดี่ยวในงานของครู โดย เปลี่ยนแปลงจากทีครูแต่ละคนต่างปฏิบัติงานด้วยตนเอง ขาดการปรึกษาหารือร่วมกัน เปลี่ยนมาเป็น เพื่อนคู่คิดและเครือข่ายในการทำงานร่วมกัน โดยมีเป้าหมายอย่างเดียวกันคือการพัฒนาคุณภาพของ ผู้เรียน 2. ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ช่วยเพิ่มความรู้สึกผูกพันต่อพันธกิจและเป้าหมาย ของสถานศึกษา อันเนื่องมาจากการมีเครือข่ายในการทำงานร่วมกันก่อให้เกิดความผูกพันต่อกัน 3. ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ช่วยเพิ่มความกระตือรือร้นในการปฏิบัติงานให้ บรรลุภารกิจ เนื่องจากกระบวนการของ PLC เริ่มจากการสร้างวิสัยทัศน์ ค่านิยม และเป้าหมาย ร่วมกัน ทำให้เห็นเป้าหมายที่ชัดเจนและยอมรับในเป้าหมายเดียวกันได้ 4. ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ส่งผลให้เรียนการสอนในชั้นเรียนดียิ่งขึ้น เนื่องจากครูได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ได้เห็นตัวอย่างที่ดีในการจัดการเรียนการสอนของ เพื่อนครูซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ในชั้นเรียนของตนเองได้ 5. ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ส่งเสริมให้เกิดการรับทราบข้อมูลสารสนเทศที่ จำเป็นต่อวิชาชีพได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ช่วยให้เกิดการสร้างเครือข่ายและส่งเสริมให้เกิดการ สื่อสารที่ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น 6. ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาและอุทิศตน เพื่อศิษย์ซึ่งเป็นผลจากการได้เห็นตัวอย่างทางด้านค่านิยม วิสัยทัศน์ และการปฏิบัติตนเป็นแนวทางที่ ดีของเพื่อนครู 7. ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ทำให้อัตราการลาหยุดงานของครูลดน้อยลง เนื่องจากครูเป็นกัลยาณมิตรที่ดี เอื้ออาทร และช่วยเหลือเกื้อกูลกัน 8. ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ทำให้ครูปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้ให้ เหมาะสมกับผู้เรียนมากยิ่งขึ้น โดยเป็นผลจากสภาพแวดล้อมและบรรยากาศทางการเรียนรู้จากเพื่อน ครูที่สนับสนุนร่วมมือกันไปสู่เป้าหมาย การดำเนินการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ที่นำมาใช้ในสถานศึกษาก่อให้เกิดผลดีต่อ ทั้งครูผู้สอนและต่อนักเรียน ดังที่ สุภัสสรา จตุโชคอุดม, ชนิดา มิตรานันท์, และประพิมพ์พงศ์ วัฒน รัตน์ (2564, น. 7-8) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เอาไว้ ดังนี้ 1. ลดอัตราการตกซ้ำชั้นและจำนวนชั้นเรียนที่ต้องเลื่อนหรือชะลอการสอนให้น้อยลง 2. อัตราการขาดเรียนลดลงและลดอัตราการออกกลางคันของนักเรียนได้ 4. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้นอย่างเด่นชัด 5. ลดความแตกต่างด้านผลสัมฤทธิ์การเรียนระหว่างกลุ่มนักเรียนที่มีภูมิหลังไม่เหมือนกัน 6. ลดอัตราการขาดส่งงานของนักเรียนได้ 7. เปิดโอกาสให้ครูสามารถแบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดและระดมความคิดวิธีการใหม่ ๆ เพื่อปรับปรุงการเรียนรู้และส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน 8. สร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในทีม โดยกระทำผ่านการประชุมซึ่งจะสร้าง ความผูกพันและสร้างทีมผู้นำที่เข้มแข็งภายในโรงเรียน ทำให้เกิดความไว้วางใจในความสัมพันธ์และ ปฏิบัติงานให้บรรลุผลตามเป้าหมาย


23 9. ช่วยให้ครูสามารถทำงานวิจัยและใช้เครื่องมือเทคโนโลยีใหม่ ๆ มีโอกาสเรียนรู้ แบ่งปัน ความรู้กันอย่างต่อเนื่อง และช่วยให้ครูสามารถทำงานร่วมกันได้ทั่วโลก 10. ครูได้สะท้อนความคิดจากการเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น สามารถไตร่ตรองและปรับปรุงการสอน ได้ มีการตั้งคำถามที่เกี่ยวกับการเรียนรู้และทำให้ได้คำตอบหรือผลลัพธ์จากการปฏิบัติและนำไปสู่ ความสำเร็จของนักเรียนซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของการทำงานร่วมกัน 11. ลดความขัดแย้งของคณะครูและเพิ่มความมุ่งมั่นต่อภารกิจและเป้าหมายของโรงเรียน เสริมสร้างความเข้มแข็งในการทำงาน เพิ่มความรับผิดชอบร่วมกันในการพัฒนาไปสู่ความสำเร็จ เกิด การเรียนรู้ที่ทรงพลังทำให้ครูเข้าใจในเนื้อหาและปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ของครูให้นักเรียนทุกคน บรรลุผลตามความคาดหวัง 12. สร้างขวัญกำลังใจให้กับครู ช่วยลดอัตราการขาดงานของครูได้ ครูได้เห็นความก้าวหน้า ในการสอนและมีความพึงใจต่อการเปลี่ยนแปลงของผู้เรียนที่ยั่งยืนบนพื้นฐานที่กำหนดไว้อย่างเป็น ระบบ 13. ลดความรู้สึกโดดเดี่ยวในงานสอนของครูให้น้อยลง 14. ครูรับทราบข้อมูลสารสนเทศที่จำเป็นต่อวิชาชีพได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็วขึ้น ส่งผล ให้ครูสามารถปรับปรุงและพัฒนางานวิชาชีพของตนได้ตลอดเวลา ครูเกิดแรงบันดาลใจต่อการเรียนรู้ และพัฒนาการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นนักเรียนเป็นสำคัญต่อไปได้ 15. ครูการปรับเปลี่ยนวิธีสอนในรูปแบบใหม่ ๆ ให้มีความหลากหลายและสอดคล้องกับความ แตกต่างของผู้เรียนได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง สรุปได้ว่า ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) เป็นเครื่องมือที่มีกระบวนการพัฒนาการศึกษาให้มุ่งไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมาย โดยเกิดจากการ รวมกลุ่มของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีเป้าหมายเดียวกัน นำความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ มาสื่อสารและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ดังนั้น กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) จึงเป็นกระบวนการที่ก่อให้ประโยชน์ต่อผู้เรียนและ ครูผู้สอนในหลายประการ ดังนี้ 1. ประโยชน์ของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่มีต่อผู้เรียน นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มสูงขึ้น สามารถลดอัตราการตกซ้ำชั้นและจำนวนชั้นที่ ต้องเลื่อน และอัตราการขาดเรียนน้อยลง ตลอดจนนักเรียนมีแรงบันดาลใจและมีความกระตือรือร้น ในการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้นซึ่งสังเกตได้จากอัตราการขาดส่งงานที่น้อยลง 2. ประโยชน์ของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่มีต่อครูผู้สอน ครูและบุคลากรทางการศึกษามีแรงบันดาลใจในการปฏิบัติงานตามพันธกิจและเป้าหมายของ โรงเรียนมากขึ้น มีความกระตือรือร้นที่จะปฏิบัติงานให้บรรลุความสำเร็จตามเป้าหมายอย่างเต็ม ความสามารถ ต้องการร่วมกันเรียนรู้และรับผิดชอบต่อพัฒนาการของนักเรียน มีความรักและสามัคคี ภายในองค์กรที่มุ่งพัฒนา สนับสนุน และขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ ตลอดจนสามารถ เข้าถึงข้อมูลสารสนเทศได้อย่างรวดเร็วซึ่งช่วยให้ครูเข้าถึงโอกาสในการทำงานวิจัยและใช้เครื่องมือ เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการเรียนรู้มากขึ้น อีกทั้งสามารถปรับเปลี่ยนวิธีสอนในรูปแบบใหม่ ๆ ให้มีความ


24 หลากหลาย สอดคล้องกับความแตกต่างของผู้เรียน มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ก่อให้เกิดการ พัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ทัดเทียมกับสังคมโลกต่อไป 8. บทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ (Professional Learning Community) เป็นการผสมผสาน แนวคิดของความเป็นมืออาชีพ (professional) และชุมชนแห่งการเรียนรู้ (learning community) เข้าด้วยกันถือเป็นนวัตกรรมการพัฒนาคุณภาพการศึกษาผ่านการพัฒนาศักยภาพผู้สอนและนำไปสู่ การพัฒนาผู้เรียนเป็นความร่วมมือร่วมใจกันทางวิชาการของผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษาที่มี เป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ร่วมมือกันช่วยเหลือ สนับสนุน และส่งเสริมซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีความสุขในการทำงาน ร่วมกันเป็นสำคัญ ซึ่งสมาชิกในชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ประกอบด้วย บุคลลที่เกี่ยวข้องกัน 5 กลุ่ม ดังนี้ 1) ครูผู้สอน (Model teacher) คือ ครูผู้เขียนและพัฒนาบทเรียนของตน 2) ครูเพื่อนร่วมเรียนรู้ (Buddy teacher) คือ เพื่อนครูผู้ร่วมพัฒนาบทเรียนโดยการขี้แนะ และเป็นพี่เลี้ยง (Coaching Mentoring) และร่วมมือรวมพลังเรียนรู้กับครูผู้สอนทั้งก่อนและหลังสอน 3) ครูพี่เลี้ยง (Mentor) เช่น หัวหน้ากลุ่มสาระ ครูเชียงชาญและครูภูมิปัญญาของโรงเรียน เป็นต้น 4) ผู้บริหารสถานศึกษา (Administrator) เช่น ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และ กรรมการสถานศึกษา เป็นต้น 5) ผู้เชี่ยวชาญ (Expert) เช่น ศึกษานิเทศน์ คณาจารย์มหาวิทยาลัย ปราชญ์ชาวบ้าน หรือ เป็นผู้ปกครองที่มีความเชี่ยวชาญในด้านที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการศึกษา เป็นต้น ในการทำแต่ละกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งของความเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ (PLC) ไม่จำเป็นว่าสมาชิกต้องครบทั้ง 5 กลุ่มจึงจะทำกิจกรรมได้ สำหรับกิจกรรมการพัฒนาบทเรียน ร่วมกันต้องมีบุคคลสำคัญอย่างน้อย 2 กลุ่มหรือ 2 คน คือ ครูผู้สอน (Model teacher) และ ครูเพื่อน ร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) โดย 2 คนนี้คือ กัลยาณมิตรร่วมเรียนนรู้กันและกัน ความแตกต่างของ คู่นี้อาจเป็นต้นทุนและสภาพแสดล้อมที่ดีในการเกื้อกูลการร่วมมือรวมพลังกันเรียนรู้ทางวิชาชีพ ความ แตกต่างในระดับชั้น อายุ และ ประสบการณ์ หรือกลุ่มสาระที่สอน มีคุณค่าประโยชน์เอื้อการเรียนรู้ กันและกัน เพื่อให้เข้าใจองค์ประกอบและบทบาทการเกื้อกูลของสมาชิกกลุ่มต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น กิจกรรมสำคัญที่สมาชิกในชุมชนแหล่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อการศึกษาต้องดำเนินการ ได้แก่ 1) สุนทรียสนทนา /สื่อสารสร้างสรรค์สังคมออนไลน์ สมาชิกในชุมชนต้องเคารพให้เกียรติรับฟังกัน “การสื่อสารแบบพูดจาปฏิสัมพันธ์ (Interactive Communication)” เป็นพื้นฐานของการสื่อสารประชาสัมพันธ์ คือการสร้าง ความสัมพันธ์ที่รับฟังและเรียนรู้กันและกัน ทั้งในห้องเรียน ห้องพักครูและในโรงเรียน รวมถึงระหว่าง


25 โรงเรียนกับท้องถิ่น “การรับฟังเสียงของผู้อื่น” นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ และเป็นพื้นฐานของ ระบอบประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นจากการสื่อสารแบบพูดจาปฏิสัมพันธ์แบบให้เกียรติกันและกันว่าทุกคน ล้วนมีความสำคัญ (ซาโต นานาบุ, 2559, น. 29) 2) การชี้แนะ (Mentoring) และการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching) บทบาทของสมาชิกในชุมชนต้องทำหน้าที่ชี้แนะ (Mentoring) และเป็นพี่เลี้ยง (Coaching) ให้แก่กันและกัน ซึ่งการชี้แนะที่มีคุณค่าในการเสริงสร้างความคิดสร้างสรรค์นั้น ไม่ควรทำ 3 สิ่งได้แก่ “ไม่สั่ง ไม่สอน ไม่บอกคำตอบ” แต่ควรกระทำ 3 สิ่งได้แก่ “ให้กำลังใจโดยการรับฟังกันอย่างเข้าใจ ชวนให้คิดอย่างมีเหตุผลและเป็นระบบ และเชียร์ให้ลงมือทำเพื่อเรียนรู้และพัฒนา” 3) การสะท้อนคิด (Reflect) และการจดบันทึกการเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Learning logs หรือ Learning journeys) การพูดคุยแลกเปลี่ยนสะท้อนผลการปฏิบัติงานร่วมกัน เป็นการสะท้อนผลการปฏิบัติงาน และถอดบทเรียนที่สมาชิกในชุมชนจะได้เรียนรู้ และนำไปปรับใช้หรือต่อยอดในการปฏิบัติงานของตน การสะท้อนคิดในที่นี้อาจทำในรูปแบบของการทบทวนผลการปฏิบัติงาน (After Action Review: AAR) ตัวอย่างประเด็นที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อไป ในการนำมาสะท้อนคิดร่วมกันคือ (1) สิ่งที่ทำ มี อะไรบ้าง (2) ผลที่เกิด มีอะไรบ้าง (3) บทเรียนที่เกิดขึ้น (4) การนำบทเรียนและหรือประสบการณ์ไป ใช้ประโยชน์ต่อไป จะทำอย่างไร และ (5) เกิดคำถามและข้อเสนอแนะอะไรบ้าง ซึ่งในการสะท้อนคิด ทุกครั้งสมาชิกที่ร่วมกิจกรรมควรมีการบันทึกการเรียนรู้และบทเรียนที่ได้จากการปฏิบัติงานเพื่อการ พัฒนาการปฏิบัติงานรวมทั้งการสร้างนวัตกรรมในการแก้ปัญหาและการพัฒนาทางวิชาชีพอันจะเป็น การเพิ่มความชำนาญและความเชี่ยวชาญให้กับวิชาชีพของตนเองต่อไป กล่าวโดยสรุป ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาการศึกษามีองค์ประกอบ 2 ลักษณะ คือ บทบาทของสมาชิก ได้แก่ ครูผู้สอน ครูเพื่อนร่วมเรียนรู้ ครูพี่เลี้ยง ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้เชี่ยวชาญและองค์ประกอบของกิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมสำคัญ ได้แก่ สุนทรีสนทนา การ ชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง และการสะท้อนคิด 9. ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในยุคดิจิทัล จากการศึกษาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในยุคดิจิทัล มีนักวิชาการ นักการศึกษา ได้ กล่าวถึงชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในยุคดิจิทัล ไว้ดังนี้ กุลชนกนันท์ ธนโชติกิจเกื้อกูล, จิณณวิตร ปะโคทัง และ สาธร ทรัพย์รวงทอง (2563, น. 144) ได้กล่าวว่า รูปแบบการบริหารชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพยุคดิจิทัลในโรงเรียน ประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบไปด้วย 3 ส่วน 8 ด้าน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ส่วนนำ ประกอบด้วย 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) เป้าหมายของรูปแบบ ส่วนที่ 2 ส่วนเนื้อหา ประกอบด้วย 1) องค์ประกอบของรูปแบบ 2) ระบบงาน และกลไกของรูปแบบ และส่วนที่ 3 ส่วนการนำไปใช้ ประกอบด้วย 1) วิธีการดำเนินงานของรูปแบบ 2) แนวทาง การประเมินรูปแบบ 3) เงื่อนไขสู่ความสำเร็จ


26 นภาจิตร ดุสดี และ ปณิตา วรรณพิรุณ (2563, น. 170) ได้กล่าวว่า เมื่อนำองค์ประกอบและ กระบวนการของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพมาประยุกต์ใช้กับคลาวน์เทคโนโลยีแบบให้บริการ SaaS จะช่วยส่งเสริมให้สมรรถนะครูในด้านการพัฒนาตนเอง ด้านการทำงานเป็นทีม และด้านภาวะ ผู้นำครูถูกส่งเสริมให้มีการพัฒนาสูงยิ่งๆขึ้นไป ปัณณทัต จำปากุล (2565, น. 66) ได้กล่าวถึง แนวทางการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง วิชาชีพเพื่อพัฒนาครูยุคดิจิทัล ส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูในโรงเรียนได้รับการฝึกฝนและพัฒนาทาง วิชาชีพอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้ทางวิชาชีพร่วมกัน เพื่อให้เกิดความร่วมมือทาง วิชาการ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆและการพัฒนาการ ปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ โดยมีครู ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และผู้เชี่ยวชาญ เข้ามามีส่วน ร่วมในชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพและใช้กระบวนการชี้แนะและระบบพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) อันเป็นกระบวนการช่วยเหลือให้ครูเป็นผู้นำแห่งการเรียนรู้ โดยการชี้แนะให้ครูสามารถ วางแผนและกำหนดเป้าหมาย การปฏิบัติงานที่ต้องการได้อย่างชัดเจน และให้อิสระในการทำงานเพื่อ ความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน บุคลากรทุกฝ่ายมีส่วนร่วม เน้นการทำงานเป็นทีม มีการยอมรับและ เชื่อถือไว้วางใจในการทำงานร่วมกัน สุรางค์ ประไพนพ (2566, น. 46) ได้กล่าวถึง รูปแบบการบริหารชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง วิชาชีพในยุคดิจิทัลเพื่อการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ ได้แก่ การ บริหารชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพยุคดิจิทัล มีปัจจัย 7 ด้าน ได้แก่ 1) ภาวะผู้นำ 2) การเรียนรู้ และพัฒนาวิชาชีพ 3) ชุมชนกัลยาณมิตร 4) การทำงานเป็นทีม 5) การมีวิสัยทัศน์ร่วม 6) โครงสร้าง ชุมชนแห่งการเรียนรู้ และ 7) เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก มีปัจจัย 2 ด้าน คือ 1) การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และ2) การปฏิบัติการจัดการเรียนรู้เชิงรุก กล่าวโดยสรุป ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ในปัจจุบันนั้นจำเป็นต้องมีทักษะ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล เป็นวิถีแห่งการเรียนรู้ผ่าน เทคโนโลยีดิจิทัลที่เป็นเสมือนเครื่องมือสำคัญของนักเรียนและครูในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรการ เรียนรู้และการสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ ซึ่งครูจะต้องปรับประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลร่วมกับรูปแบบ การเรียนรู้หรือวิธีการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมและสอดคล๎องกับเนื้อหา ผู้เรียน และบริบทของ สถานศึกษา โดยมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ 10. การนำชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพไปสู่การปฏิบัติ ระบบกิจกรรมของชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพเพื่อพัฒนาการศึกษา เป็นการเรียนรู้แบบ ร่วมมือรวมพลังอย่างต่อเนื่องกันไปในแต่ละภาคการศึกษา โดยมีรายละเอียดดังนี้มีลักษณะเป็นวงจร ของการดำเนินกิจกรรม 5 กิจกรรม โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. การประชุมเตรียมการ เป็นการสร้างโอกาสให้สมาชิกทุกฝ่ายได้มาสื่อสารแลกเปลี่ยน เรียนรู้และร่วมสร้างความเข้าใจในคุณค่า อุดมการณ์ วิสัยทัศน์ เป้าหมาย รวมทั้งร่วมกันวางหลักการ แนวคิด แนวปฏิบัติ และแผนปฏิบัติการในการเพิ่มคุณภาพและความเสมอภาพให้กับนักเรียนทุกคน ในภาคการศึกษานี้ การสื่อสารสร้างความเข้าใจเตรียมความพร้อมใน “ระบบงาน - คน - กิจกรรม –


27 การสนับสนุนต่าง ๆ” ควรจัดในลักษณะของการประชุมปฏิบัติการ (Workshop) 1-2 วันก่อนเปิดภาค เรียน ผลที่เกิดจากการประชุมเตรียมการคือ (1) คุณครูทุกคนในโรงเรียน จะตกลงจับคู่เป็น Buddy team ที่จะเป็นครูผู้สอน (Model teacher) และ ครูเพื่อนร่วมเรียนรู้ (Buddy teacher) ให้แก่กัน และกันในการพัฒนาบทเรียนของแต่ละคนร่วมกัน (2) มีแผนปฏิบัติการของกิจกรรมการพัฒนา บทเรียนร่วมกันของครูทุกคน (3) มีแผนปฏิบัติการกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียนเพื่อส่งเสริมความ เข้มแข็งของการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ อันได้แก่กิจกรรมการพัฒนาบทเรียนร่วมกันของ ครูทุกคน กิจกรรมการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของครูในแต่ละระดับชั้นในแต่ละเดือน กิจกรรมการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในลักษณะต่าง ๆ และการจัดประชุม Symposium เป็นต้น 2. การลงมือปฏิบัติงานและพัฒนาบทเรียนร่วมกัน หลังจากการประชุมเตรียมความพร้อม แล้วผู้บริหารและครูทุกคนก็ดำเนินการจัดการเรียนการสอนไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาบทเรียนร่วมกัน ซึ่งในแต่ละภาคการศึกษานั้นครูแต่ละคนในแต่ละคู่ (Buddy team) ต้องพัฒนาบทเรียนร่วมกันทั้งคน ละ 3 บทเรียน โดยควรทำกิจกรรมพัฒนาบทเรียนร่วมกันเพียง 1 บทเรียนในแต่ละเดือน ทั้งนี้เพื่อให้ เกิดความพอเพียงในการเรียนรู้และมีความต่อเนื่องของการเรียนรู้อย่างเป็นระบบครบวงจรของครูทั้ง 2 คนที่เป้น Buddy team การพัฒนาบทเรียนร่วมกัน (Lesson study) เป็นวิธีการสร้างความเข้มแข็ง ให้กับชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ มุ่งเน้นการพัฒนาการเรียนรูเของผู้เรียนทุกคนเป้นสำคัญไป พร้อม ๆ กับการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลังของเพื่อนครูสู่การพัฒนาความชำนาญ และความ เชี่ยวชาญทางวิชาชีพ กิจกรรมสำคัญในการพัฒนาบทเรียนร่วมกัน (Lesson study) แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ (PLAN) ขั้นที่ 2 ปฏิบัติการสอนและสังเกตการณ์ เรียนรู้ของนักเรียน (DO) และ ขั้นที่ 3 สะท้อนความคิดผลการปฏิบัติงาน (SEE) กิจกรรมการพัฒนา บทเรียนร่วมกันสร้างโอกาสให้เกิดสัมพันธภาพความเป็นเพื่อนร่วมทางวิชาชีพที่มีคุณค่าเพราะต่างได้มี การปฏิบัติการชี้แนะและเป็นพี่เลี้ยง (Coaching & Mentoring) ให้แก่กันละกันระหว่างเพื่อนครู 3. การสื่อสาร สะท้อนคิดระหว่างทางแบบไม่เป็นทางการหรือตามอัธยาศัย โดยมีการสื่อสาร ผ่านระบบ online การเขียน Learning log ฯลฯ ลักษณะสำคัญของการสื่อสารนี้เป็นการสื่อสารแบบ ปฏิบัติสัมพันธ์ Interactive Communication คือ การสร้างความสัมพันธ์รับฟังซึ่งกันและกัน ทั้งใน ห้องพักครูและในพื้นที่การทำงาน “การรับฟังเสียงของผู้อื่น” นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ และ เป้นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นจากการสื่อสาร (ซาโต มานาบุ, 2559, น. 29) 4. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ บทเรียนและแผนการพัฒนาในแต่ละวงจรอย่าง ต่อเนื่อง กล่าวคือในแต่ละเดือนหลังการพัฒนาบทเรียนร่วมกันของครูทุกคนในแต่ละระดับชั้นแล้ว ควรมีการประชุมระดับเพื่อให้ครูในแต่ละระดับได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และบทเรียนจาก การพัฒนาบทเรียนร่วมกันในวงจรนั้นและแผนการพัฒนาในวงจรต่อไป นอกจากการประชุมระดับ แล้วอาจจะมีการประชุมกลุ่มสาระและการประชุมโรงเรียน 5. การจัดประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบ Symposium เป็นการจัดประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ บทเรียนและการวางแผนปฏิบัติงานในภาคการศึกษาต่อไปร่วมกัน เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้บริหารและ ครูททุกคนได้นำประสบการณ์การปฏิบัติที่ดีและบทเรียนที่ได้จากการพัฒนาบทเรียนร่วมกันในภาค การศึกษานั้นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และใช้เป็นพื้นฐานในการวางแผนปฏิบัติการพัฒนาการศึกษาของ โรงเรียนในภาคการศึกษาต่อไปร่วมกัน การจัดประชุมแบบ Symposium นี้ อาจเรียกว่าเป็นกิจกรรม


28 “วันดอกไม้บาน” ของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียน ควรจัดในช่วงปลายภาค การศึกษาหลังจากครูได้ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในภาคการศึกษานั้นแล้ว ในการ จัดกิจกรรมดังกล่าวโรงเรียนอาจเชิญเพื่อนครู ผู้บริหารจากโรงเรียนอื่น รวมทั้งนักการศึกษาจาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่มีความสนใจร่วมเรียนรู้เพื่อร่วมสร้าง ภูมิปัญญาร่วม (Collection wisdom) และขยายเครือข่ายการร่วมมือรวมพลังการพัฒนาการศึกษาในลักษณะชุมชนแห่งการ เรียนรู้ทางวิชาชีพในพื้นที่ให้กว้างขวางและมั่นคงยั่งยืนต่อไป กล่าวโดยสรุป ระบบกิจกรรมของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาการศึกษามี ลักษณะเป็นวงจรของการดำเนินกิจกรรม 5 กิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การประชุมเตรียมการ การ ลงมือปฏิบัติงานและพัฒนาบทเรียนร่วมกัน การสื่อสารสะท้อนคิดระหว่างทางแบบไม่เป็นทางการ หรือตามอัธยาศัย การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ และการจัดประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบ Symposium ในการพัฒนาคุณภาพการเรียรรู้ของผู้เรียนเป็นเป้าหมายสำคัญของการศึกษา ภาครัฐมี นโยบายส่งเสริมความร่วมมือรวมพลังเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครูและผู้บริหารทุกคน ในโรงเรียนซึ่งปรากฏเป็นรูปธรรม วิธีการพัฒนาบทเรียนร่วมกัน (Lesson study) มีแนวคิดและกระบวนการพัฒนาครูวิชาชีพ (Professional development) ที่มุ่งเน้นการทำงานศึกษาวิจัยร่วมกันของกลุ่มครูและผู้ที่เกี่ยวข้องใน การพัฒนาการจัดการเรียนการสอน และการเรียนรู้ของนักเรียนในบริบทการทำงานจริงในชั้นเรียน และในโรงเรียนของตนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องระยะยาว ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาตนเองให้สามารถและ เชียงชาญในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน สู้การพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนทุกคนไปพร้อมกัน (ชาริณ ตรีวรัญญู, 2558, น. 29) กระบวนการพัฒนาบทเรียนร่วมกัน (Lesson study) ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 3 ขั้นตอนที่ มีลักษณะการดำเนินงานต่อเนื่อง เชื่อมโยง และเกื้อกูลกันเป็นวงจร คือ “PLAN - DO -SEE” ซึ่ง อธิบายพอสังเขปดังนี้ ขั้นที่ 1 พัฒนาแผนการเรียนรู้ (PLAN) ครูผู้สอน (Model teacher) จะพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ของตนเอง (แผนเริ่มต้นที่ ครูผู้สอนคิดคนเดียวขอเรียนกว่า แผน A) มาเล่าให้ครูเพื่อนร่วมเรียนรู้ (Buddy teacher) ฟังแล้วให้ ช่วยสะท้อนคิดอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์ในลักษณะของสุนทรียสนทนา อย่างน้อย 5 ประเด็น ได้แก่ (1) วัตถุประสงค์การเรียนรู้ (2) เนื้อหาสาระการเรียนรู้ (3) การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ (4) การวัดและประเมินการเรียนรู้ (5) การบริหารจัดการชั้นเรียน การชี้แนะชวดคิดเพื่อสะท้อนความคิดนี้ เพื่อช่วยให้ครูผู้สอน (Model teacher) ได้ไตร่ตรองและเกิดความกระจ่างในความคิดของตนเองใน การออกแบบบทเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน และเปิดโอกาสให้ได้รับการชี้แนะและ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูเพื่อนร่วมเรียนรู้ (Buddy teacher) อันจะไปสู่การปรับปรุงประสิทธิภาพของ แผนการจัดการเรียนรู้ของตนเองก่อนนำไปใช้จริง (แผนที่ครูผู้สอนปรับปรุงหลังการชี้แนะของครู เพื่อนร่วมเรียนรู้ ขอเรียนกว่าแผน B) ขั้นที่ 2 ปฏิบัติการสอนและสังเกตการเรียนรู้ของนักเรียน (DO)


29 ครูผู้สอน (Model teacher) ได้นำแผนที่ปรับปรุงพัฒนาร่วมกับครูเพื่อนร่วมเรียนรู้ (Buddy teacher) แล้ว (แผน B) มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และเปิดห้องเรียนของตนให้ครูเพื่อนร่วม เรียนรู้ (Buddy teacher) ได้ร่วมเรียนรู้โดยการสังเกตชั้นเรียนเน้นการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนเป็นสำคัญ ในการสังเกตชั้นเรียนและการเรียนรู้ของนักเรียนนั้น ผู้สังเกตไม่ควรนั่งอยู่หลัง ห้อง แต่ควรยืนสังเกตอยู่มุมด้านหน้าหรือด้านข้างของห้องเรียน โดยไม่รบกวนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ของครูผู้สอน (Model teacher) ขณะสังเกต ควรจดบันทึก บันทึกภาพหรือวิดีโอบรรยากาศ สัมพันธภาพ และการเรียนรู้ของนักเรียน (การบันทึกภาพและวิดีโอในช่วงเวลาที่น่าสนใจต่าง ๆ เหล่านี้ จะเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มีประโยชน์ในการสะท้อนผลและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูผู้สอนใน ขั้นที่ 3 อย่างไรก็ตาม ภาพและวิดีโอเหล่านี้ใช้เพื่อการเรียนรู้ของครูและสมาชิกของ PLC เท่านั้น ห้าม นำเผยแพร่ในสื่อสาธารณะต่าง ๆ เพราะจะเป็นการผิดจริยธรรม การจดบันทึกพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน ควรมีแผนที่นั่งของนักเรียนและควรให้ ความสำคัญกับประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1) อะไรคือสิ่งที่เราอยากให้เด็กเรียนรู้หรือพยายามจะแก้ไข 2) พฤติกรรมการเรียนรู้ที่ส่งสัญญาณว่านักเรียนกำลังเรียนรู้ หรือจะรู้ได้อย่างไรว่า ผู้เรียนกำลังหรือได้ เรียนรู้เรื่องนั้น ๆ แล้ว 3) ถ้าผู้เรียนเรียนรู้แล้ว จะทำอย่างไรต่อ และ 4) ผู้เรียนที่ไม่เกิดการเรียนรู้จะ ทำอย่างไรต่อ ประเด็นดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในขั้นต่อไป เพราะผลการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นตัวสะท้อนผล การจัดการเรียนการสอนของครูได้ดีที่สุด ขั้นที่ 3 สะท้อนคิดผลการปฏิบัติงาน (SEE) การสะท้อนคิดผลการปฏิบัติงานเพื่อช่วยให้ครูผู้สอน (Model teacher) เห็นและเข้าใจ พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนมากยิ่งขึ้น ควรทำในวันที่สังเกตชั้นเรียนหรือวันรุ่งขึ้น ไม่ควรทิ้งช่วง ระยะเวลาให้ยาวนานไปกว่านี้ การสะท้อนคิดผลการปฏิบัติงานนี้ (Reflection dialogue) ควรเริ่ม จากให้ครูผู้สอน (Model teacher) สะท้อนผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของตนเองก่อน แล้วครู เพื่อนร่วมเรียนรู้ (Buddy teacher) จึงสะท้อนพฤติกรรมการเรียนรู้เพิ่มเติมจากการสังเกตและการ บันทึกภาพและวิดีโอ เพื่อช่วยให้ครูผู้สอน (Model teacher) ได้เรียนรู้และเกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ในพฤติกรรมและผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน อันเกิดจากการจัดกิจกรรมเรียนรู้ของตนเองและการ เห็นแนวทางในการช่วยเหลือและพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนบางคนและทุกคนให้มากยิ่งขึ้น การ สะท้อนคิดผลการปฏิบัติงานนี้จะช่วยให้ครูผู้สอน (Model teacher) เกิดแนวคิดและแนวปฏิบัติใน การปรับปรุงพัฒนาการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ของตนเอง (Redesing) แผนปรับปรุงหลังการ สะท้อนผลการปฏิบัติงานนี้ (ของเรียนว่าแผน C) จะเป็นแผนที่จะพัฒนาการเรียรรู้ของนักเรียนได้ ยิ่งขึ้นในการจัดการเรียนรู้ของครูต่อไป นอกจากนี้ทั้งครูผู้สอน (Model teacher) และครูเพื่อนร่วมเรียนรู้ (Buddy teacher) จะต้องมีการจดบันทึก (Logbook) ทิ้งช่วงหลังการทำกิจกรรมขั้นที่ 1 คือ หลังการพิจารณาแผน จัดการเรียนรู้ (PLAN) และขั้นที่ 3 คือ หลังการสะท้อนคิดผลการปฏิบัติงาน (SEE) การบันทึก Learning Log นี้ สร้างโอกาสให้ครูได้สะท้อนคิดอย่างลุ่มลึก เป็นเหตุผลและเกิดบทเรียนเพื่อการ พัฒนาต่อไป เป็นการพัฒนาความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพของครูประเด็นที่ควรบันทึก ได้แก่ (1) สิ่งที่ ตนเองได้ทำ (2) ผลที่เกิดขึ้น (3) บทเรียนที่ครูได้เรียนรู้และ (4) จะนำประสบการณ์และบทเรียนไปใช้


30 แระโยชน์ต่อไป อย่างไร บันทึก Learning Log นี้จะเป็นหลักฐานอันมีประโยชน์คุณค่าในการพัฒนา ความชำนาญการและความเชี่ยวชาญของครูเป็นผลงานเชิงประจักษ์สู้ความเจริญก้าวหน้าทางวิชาชีพ ของครูในอนาคตด้วย 11. เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การศึกษาครั้งนี้มุ่งศึกษาเกี่ยวกับชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ จากการศึกษาพบว่ามี งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ดังนี้ ชวลิต ขอดศิริ (2561) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียน ประถมศึกษา สังกัดสำนักงานบริหารงานการศึกษาพิเศษ จังหวัดเชียงใหม่ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า กระบวนการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักบริหารงาน การศึกษาพิเศษ จังหวัดเชียงใหม่ เป้นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพทั้ง 5 กิจกรรมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 การสนทนาที่มุ่งสะท้อนการปฏิบัติงาน กิจกรรมที่ 2 การร่วมมือรวมพลัง กิจกรรม ที่ 3 การสร้างค่านิยมและบรรทัดฐานร่วมกัน กิจกรรมที่ 4 การมีเป้าหมายร่วมกัน กิจกรรมที่ 5 การ รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและศึกษาดูงาน ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ พบว่า ควรมี กระบวนการที่ชัดเจน โดยการให้ความรู้ความเข้าใจเพิ่มเติม และต่อเนื่องในกระบวนการสร้างชุมชน แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ให้ตรงกับความแตกต่างของนักเรียนแต่ละบุคคล อีกทั้งควรมีการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ตามธรรมชาติของรายวิชาและวิเคราะห์งาน ผ่านการบูรณาการร่วมกันในแต่ละ กิจกรรมทั้งในระดับชั้น ระดับกลุ่มสาระโดยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและเน้นการออกแบบให้ สอดคล้องกับบริบทเชิงที่เป็นฐาน ปาริชาติ เข่งแก้ว (2563) ได้ทำการวิจัยเรื่อง แนวทางการบริหารสถานศึกษาโดยใช้ กระบวนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ผลการวิจัยสรุปได้ว่า สภาพการบริหารการศึกษาโดยใช้กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป้นรายด้าน พบว่า สภาพการยริหารสถานศึกษาโดยใช้ กระบวนการแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพอยู่ในระดับมากทั้ง 4 ด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านการ บริหารทั่วไป รองลงมาคือด้านการบริหารงานบุคคล ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือด้านวิชาการ แนว ทางการบริหารสถานศึกษาโดยใช้กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ คือ 1) ด้านวิชาการ ผู้บริหารสถานศึกษาควรนำมาร่วมสร้างให้เกิดภาวะผู้นำร่วมส่งเสริมให้ครูได้แสดงออกด้วยความเต็ม ใจ เปิกใจ ใส่ใจในงานที่ได้รับมอบหมายร่วมกัน 2) ด้านงบประมาณ ควรกระจายอำนาจความ รับผิดชอบให้ครู มีความคล่องตัวในการพัฒนางานระบบข้อมูลสาระสนเทศ 3) ด้านการบริหารงาน บุคคล ควรมีการพูดเกี่ยวกับการปฏิบัติตนภายในสถานศึกษาของกันและกันอย่างเปิดเผยเพื่อการ ปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสม 4) ด้านการบริหารงานทั่วไป ควรกำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจร่วมกันร่วม คิด ร่วมพัฒนางานยอมรับความแตกต่างของบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบและประสานงานมี ช่องทางการสื่อสารร่วมกัน อรุณพร ทนทาน (2563) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นชุมชนแห่งการ เรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2


31 ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) ระดับของปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 โดยรวมทุกด้านอยู่ใน ระดับมาก 2) ระดับการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาเชียงราย เขต 2 โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก 3) ปัจจัยที่มีผลต่อการเป็นชุมชนแห่งการ เรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 2 ทุกด้านมี ความสัมพันธ์ทางบวกกับระดับการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ปัจจัยที่ สามารถพยากรณ์การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษา เชียงราย เขต 2 มี 3 ปัจจัย คือ ปัจจัยด้านกาสร้างค่านิยมและวิสัยทัศน์ ปัจจัยด้านการ ทำงานร่วมกันเป็นทีม และปัจจัยด้านภาวะผู้นำ อย่างมีนัยสำคัญที่สถิติระดับ .01 ปานหทัย ธรรมรัตน์ (2564) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทาง วิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 2 ผลการวิจัยสรุปได้ว่า แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทาง วิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาและการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียน โดยภาวะ ผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา เสนอแนะไว้ 3 ด้าน ประกอบด้วย 1) การบริหารหลักสูตร และการสอน โดยผู้บริหารและคณะครูร่วมกันวางแผนและช่วยกันจัดทำหลักสูตรให้สอดคล้องกับ สภาพปัญหาความต้องการของผู้เรียน ชุมชน และสังคม 2) การพัฒนาบุคลากรด้านวิชาการ โดย กำหนดรูปแบบการพัฒนาผู้บริหาร เช่น จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ 3) การสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการ เรียนรู้ โดยส่งเสริมให้ครูสร้างบรรยากาศที่ดีเอื้อต่อการเรียนรู้ ส่วนการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียน เสนอแนะไว้ 3 ด้าน ประกอบด้วย 1) วิสัยทัศน์ร่วม โดยบุคลากรมีส่วนร่วม กำหนดวิสัยทัศน์ของหน่วยงาน 2) ชุมชนกัลยาณมิตร โดยจัดกิจกรรมที่สนับสนุนและส่งเสริมให้ บุคลากรอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและ 3) โครงสร้างสนับสนุน โดยจัดโครงสร้างการบริหารงาน มอบหมายงานและหน้าที่ความรับผิดชอบให้ชัดเจนตามความถนัดและความต้องการ วิลาสินี เทพเสนา (2564) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การศึกษาบทบาทของผู้บริหารต่อการ ส่งเสริมการจัดการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ของโรงเรียน สังกัดกรมส่งเสริมการ ปกครองท้องถิ่น อำเภอเมืองเชียงราย ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) บทบาทของผู้บริหารต่อการส่งเสริม การจัดการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ของโรงเรียนสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองส่วน ท้องถิ่น อำเภอเมืองเชียงราย พบว่าโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงตามลำดับสำค่าเฉลี่ย จากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านวิสัยทัศน์ร่วม ด้านการเรียนรู้และการพัฒนาวิชาชีพ ด้านชุมชน กัลยาณมิตร ด้านโครงสร้างสนับสนุนชุมชน ด้านภาวะผู้นำร่วม และด้านทีมร่วมแรงร่วมใจ 2) บทบาท ของผู้บริหารต่อการส่งเสริมการจัดการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ของโรงเรียนสังกัดกรม สร่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเมืองเชียงราย จำแนกตามวุฒิการศึกษา พบว่า โดยภาพรวม 6 ด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และบทบาทของผู้บริหารต่อการส่งมเสริม การจัดการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ของโรงเรียนสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองส่วน ท้องถิ่น อำเภอเมืองเชียงราย จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน ผลการศึกษาพบว่า มีด้านที่ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 5 ด้าน คือ ด้านวิสัยทัศน์ร่วม ด้านทีมร่วม


32 แรงร่วมใจ ด้านภาวะผู้นำร่วม ด้านการเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพและด้านชุมชนกัลยาณมิตร ส่วนด้าน โครงสร้างสนับสนุนชุมชน พบว่าไม่แตกต่างกัน ลีลาวดี รอดแก้ว (2565) ได้ทำการวิจัยเรื่อง แนวทางการบริหารจัดการชุมชนแห่ง การเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนขยายโอกาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2 ผลการวิจัยสรุปได้ว่า สภาพการบริหารจัดการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนขยาย โอกาสสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2 ภาพรวมทั้ง 7 ด้าน อยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านกัลยาณมิตร รองลงมาคือด้านบรรยากาศองค์กร ด้านวัฒนธรรมองค์กร ด้านวิสัยทัศน์องค์กร ด้านภาวะผู้นำทางการเปลี่ยนแปลง ด้านโครงสร้างองค์กร และด้านการจัดการ เรียนการสอน ตามลำดับ ส่วนแนวทางการบริหารจัดการชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพของโรงเรียน คือ การจัดโครงสร้างที่สะดวกคล่องตัวในการปฏิบัติ คำนึงถึงความรู้ความสามารถของแต่ละบุคคล จัด สภาพแวดล้อมเสนอความคิดเห็นร่วมกันอย่างมีอิสระ ผู้บริหารสนับสนุนครูให้เข้ารับการอบรมอย่าง ต่อเนื่อง โรงเรียนกำหนดภาพความสำเร็จที่มาจากความต้องการของทุกฝ่ายพัฒนาครูให้สามารถ พัฒนาสื่อการเรียนและนิเทศการจัดการเรียนรู้ และโรงเรียนมีผู้บริหารและครูที่ยอมรับความคิดเห็น และต่างกันได้ พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวิชาการ กล่าวโดยสรุป ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ของแต่ละสถานศึกษาจะนำมาใช้เพื่อ พัฒนาผู้เรียนเป็นประเด็นสำคัญ จากการสังเคราะห์งานวิจัย พบว่าหลักการคือการมีส่วนร่วมของครู ผู้บริหารและเครือข่ายในการทำงานร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันมีผู้บริหารและคณะครูหลายท่านได้นำชุมชน แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ไปใช้ในการแก้ปัญหาการเรียนการสอนหรือในด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างผู้บริหารกับครูผู้สอน ซึ่งผลจากการศึกษาของนักการศึกษาหลายท่านแสดงให้เห็นว่าชุมชน แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาของ นักเรียนหรือองค์กรให้ดีขึ้น อีกทั้งช่วยให้กระชับความสัมพันธ์ภายในองค์ได้เป็นอย่างดี จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด ผู้ศึกษาจึงได้นำมาใช้เป็น แนวทางในการจัดทำหนังสือเรื่อง ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยมุ่งหวังว่าหนังสือที่สร้างขึ้นนี้ จะสามารถช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาภายในองค์กรให้ดียิ่งขึ้นต่อไป


33 คำถามท้ายยบท 1) จงบอกความหมายของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 2) งานวิจัยกล่าวถึงผลกระทบที่ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพมีต่อครูอย่างไร 3) จากการศึกษาองค์ประกอบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ท่านคิดว่าจะนำองค์ประกอบดังกล่าว ข้างต้น ไปประยุกต์ใช้กับโรงเรียนของท่านได้อย่างไรบ้าง จงอธิบาย 4) หากสถานศึกษาของท่านกำลังจะมีโครงการการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ท่านจะนำ แนวคิดและทฤษฎีของผู้วิจัยท่านใดนำไปประยุกต์ใช้เพื่อประกอบการดำเนินโครงการของ สถานศึกษาของท่าน 5) ท่านคิดว่าชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพมีคุณลักษณะที่สำคัญอย่างไร 6) ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพหรือ PLC สามารถแบ่งออกได้เป็นกี่ระดับ แต่ละระดับมี ความสำคัญอย่างไร 7) ท่านคิดว่ากระบวนการ ขั้นตอนใดของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ขั้นตอนใดสำคัญที่สุดที่ทำให้ เกิดผลสำเร็จในสถานศึกษา พร้อมให้เหตุผลประกอบ 8) ท่านคิดว่าชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพมีความจำเป็นในการบริหารโรงเรียนมากน้อยเพียงใด จงอธิบาย พร้อมให้เหตุผลประกอบ 9) ท่านคิดว่ากระบวนการขั้นตอนใดของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพสำคัญที่สุด เพราะเหตุใด 10) ในฐานะที่ท่านเป็นผู้บริหารโรงเรียน ท่านจะให้ความสำคัญกับการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ใน โรงเรียนมากน้อยเพียงใด และจะให้การสนับสนุนอย่างไรบ้าง 11) อธิบายการนำกระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพไปสู่สถานศึกษา 12) ประเด็นปัญหาที่ทำให้เกิดการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียนของท่าน จง อธิบาย


34 รายการอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). คู่มือการอบรมคณะกรรมการขับเคลื่อนกระบวนการ PLC (Professional Learning Community) ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สู่สถานศึกษา ระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา. สำนักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงฯ. กิตติ กสิณธารา. (2562). แนวทางสำหรับผู้บริหารในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้. สืบค้นจาก https://www.gotoknow.org/user/kasinthara กุลชนกนันท์ ธนโชติกิจเกื้อกูล, จิณณวิตร ปะโคทัง และ สาธร ทรัพย์รวงทอง. (2563). รูปแบบ การบริหารชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพยุคดิจิทัลในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. วารสารวิชาการเครือข่ายบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏภาคเหนือ, 11(1), 103-118. สืบค้นจาก https://so02.tcithaijo.org/index.php/JGNRU/article/view. ชวลิต ขอดศิริ. (2561). ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงาน บริหารงานการศึกษาพิเศษ จังหวัดเชียงใหม่. (วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. สืบค้นจาก Digital LibraryThaiLIS ชาริณีตรีวรัญญู. (2558). ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC). ในบังอร เสรีรัตน์ ชาริณี ตรีวรัญญูและเรวดี ชัยเชาวรัตน์ (บ.ก.), 9 วิถีสร้างครูสู่ลูก ศิษย์ เอกสารประมวลแนวคิดและแนวทางพัฒนาวิชาชีพครู. (น. 13-27). กรุงเทพฯ: โครงการพัฒนาระบบกลไกและแนวทางการหนุนเสริมชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนา ผู้เรียน สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน. ชาริณีตรีวรัญญู. (2560). การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพด้วยการพัฒนาบทเรียน. วารสาร ครุศาสตร์, 45(1), 299-319. ชูชาติ พ่วงสมจิตร์. (2560). ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพและแนวทางการนำมาใช้ในสถานศึกษา Professional Learning Community and Guidelines for Application in Educational Institutions. วารสารศึกษาศาสตร์ มสธ, 10(1), 1-8. ซาโต มานาบุ. (2559). การปฏิรูปโรงเรียน แนวความคิด “ชุมชนแห่งการเรียนรู้” กับการนำทฤษฎีม ปฏิบัติจริง. (กุลกัลยา ภูสิงห์, ผู้แปล). นนทบุรี: โรงพิมพ์ภาพพิมพ์. ฐาปนัฐ อุดมศรี. (2558). รูปแบบการบริหารโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง วิชาชีพด้านการ วิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน. (ดุษฏีบัณฑิต). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร. ถวิล อรัญเวศ. (2562). ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) คืออะไร. สืบค้นจาก http://thawin09. blogspot.com/2017/02/plc.html. ทิพย์วิมล วังแก้วหิรัญ, ปริญญา มีสุข และอังค์วรา วงษ์รักษา. (2563). กระบวนการพัฒนาวิชาชีพครู แบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในประเทศไทยและต่างประเทศ. วารสารเศรษฐศาสตร์ และกลยุทธ์การจัดการ, 8(1), 180-199.


35 นภาจิตร ดุสดี และ ปณิตา วรรณพิรุณ. (2563). ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพผ่านคลาวด์เทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมสมรรถนะครู. วารสารวิชาการครุศาสตร์อุตสาหกรรม พระจอมเกล้า พระนครเหนือ, 11(3) , 163-172. สืบค้นจาก http://journal.fte.kmutnb.ac.th/ download/v11n3/journalFTE-Fulltext-2020-11-3-17.pdf นันทนัช นันทพงษ์. (2561). ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC). เชียงใหม่: โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย. บุญชอบ จันทาพูน สุวดี อุปปินใจ สมเกียรติ ตุ่นแก้ว และไพรภ รัตนชูวงศ์. (2561). กลยุทธ์การ เสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพสำหรับครูโรงเรียนเทศบาล 1 ต้นยาง จังหวัดเชียงราย. วารสารวิจัยและพัฒนาวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์, 13(2), 17-27. ปัณณทัต จำปากุล. (2565). ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ วิถีแห่งการพัฒนาครูยุคดิจิทัล. วารสารการจัดการและพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, 2(2), 57-73. สืบค้นจาก https://so06.tcithaijo.org/index.php/jclmd_psru/article/view. ปาริชาติ เข่งแก้ว. (2563). แนวทางการบริหารสถานศึกษาโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3. (วิทยานิพนธ์ครุศาสตร มหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์. สืบค้นจาก Digital LibraryThaiLIS ปานหทัย ธรรมรัตน์. (2564). ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับ การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สกลนคร เขต 2. (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร. สืบค้น จาก Digital LibraryThaiLIS พงศ์รัศมิ์ เฟื่องฟู. (ม.ป.ป.). ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC). สืบค้นจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏ บ้านสมเด็จเจ้าพระยา : ttp://scimooc.bsru.ac.th/file/article/20210826-123648.pdf. ไพผกา ผิวดำ. (2564). ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพสู่ความสำเร็จของสถานศึกษา. วารสาร นวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย, 3(1), 11-18. มหาวิทยาลัยราชธานี. (2565). รายงานการประชุมวิชาการนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ครั้งที่ 4 “GRADUATE SCHOOL CONFERENCE 2022 iHappiness: ความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างยั่งยืนในยุคสังคมดิจิทัล”. สืบค้นจาก http://www.journalgrad.ssru.ac.th /index.php/miniconference/article/view/4124 ลีลาวดี รอดแก้ว. (2565). แนวทางการบริหารจัดการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียน ขยายโอกาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2. (วิทยานิพนธ์ครุ ศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์. สืบค้นจาก Digital LibraryThaiLIS วิราวรรณ์ เพ็ชรนาวา. (2563). แนวทางการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียน มัธยมศึกษาในสหวิทยาเขตวิภาวดี กรุงเทพมหานคร. (วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตร มหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศิลปกร. สืบค้นจาก Digital Library ThaiLIS


36 วิลาสินี เทพเสพา. (2564). การศึกษาบทบาทของผู้บริหารต่อการส่งเสริมการจัดการชุมชนแห่งการ เรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ของโรงเรียน สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น อำเภอเมือง เชียงราย. (วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยพะเยา. สืบค้นจาก Digital LibraryThaiLIS วิชัย วงษ์ใหญ่ และ มารุต พัฒผล. (2562). การพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดชุมชน แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สนอง โลหิตวิเศษ. (2561). ชุมชนแห่งการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2560). คู่มือประกอบการอบรมการขับเคลื่อน กระบวนการ PLC “ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ”สู่สถานศึกษา. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงศึกษาธิการ. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. (2559). สารานุกรมการศึกษาร่วมสมัย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558. กรุงเทพ: สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. (2563). แนวปฏิบัติของหน่วยงานในการขอความร่วมมือการพัฒนา วิชาชีพแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC). สืบค้นจาก สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา : https://www.ksp.or.th/ ksp2018/2020/09/21672/ สิริพันธุ์ สุวรรณมรรคา. (2564). ชุดวิชา 23728 หน่วยที่ 6 ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อการ พัฒนา การศึกษา. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สิริพันธุ์ สุวรรณมรรคา. (2562). เอกสารประกอบการเรียนชุดวิชา 23728 นวัตกรรมการบริหาร การศึกษาและภาวะผู้นำ ชุดที่ 6 ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สุภัสสรา จตุโชคอุดม, ชนิดา มิตรานันท์ และประพิมพ์พงศ์ วัฒนะรัตน์. (2564). ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทางวิชาชีพ: นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในศตวรรษที่ 21 กับการจัดการเรียนร่วม. วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ, 10(1), 1-15. สุรางค์ ประไพนพ. (2566). รูปแบบการบริหารชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพยุคดิจิทัลเพื่อการ พัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โรงเรียนบุญคุ้มราษฎร์บำรุง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, 10(1), 46-58. สืบค้นจาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JMND/article/view/268195/177767 แสงรุนีย์ มีพร. (2563). ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ : เส้นทางสู่การพัฒนาวิชาชีพครู. วารสาร ศึกษาศาสตร์, 14(2), 20-31. อรุณพร ทนทาน. (2561). ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2. (วิทยานิพนธ์การศึกษา มหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยพะเยา. สืบค้นจาก Digital LibraryThaiLIS


37 Dufour, R. & Eaker, R. (2004). Prossional Learning Communities at work: Best practices for Enhancing. Retrieved from http://pdonline.ascd.org/pdonline/ secondaryreading/ef200405Dufour.html. Hord S. M. (1997). Professional Learning Communities : Communities of Continuous Inquiry and Improvement. Austin, Texas Southwest Educational Development Laboratory. Serviss, J. (2021). 4 Benefits of an Active Professional Learning Community. Retrieved form https://www.iste.org/explore/professional-development/4-benefitsaction- professional-learning-community


38 ภาคผนวก ก รายชื่อคณะผู้จัดทำ ผู้จัดทำเรื่องชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเล่มนี้ ได้แก่ 1. นางสาวชลธิชา พละอาชีพ รหัส 668914018 มีหน้าที่หาข้อมูล ดังต่อไปนี้ 1. บทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทางวิชาชีพ 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3. รายการอ้างอิง 4. คำถามท้ายบท 2 ข้อ 2. นางสาวพิมผกา พรรดา รหัส 668914028 มีหน้าที่หาข้อมูล ดังต่อไปนี้ 1. ความสำคัญของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 2. องค์ประกอบของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 3. คำถามท้ายบท 2 ข้อ 3. นายธนากร สิทธิกาล รหัส 668914043 มีหน้าที่หาข้อมูล ดังต่อไปนี้ 1. กระบวนการขั้นตอนของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง วิชาชีพ 2. ประโยชน์ของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 3. หน้าปก 4. คำถามท้ายบท 2 ข้อ 4. นายนวพงศ์ เปียนาค รหัส 668914045 มีหน้าที่หาข้อมูล ดังต่อไปนี้ 1. คุณลักษณะของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 2. การนำชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพไปสู่การ ปฏิบัติ 3. คำถามท้ายบท 2 ข้อ 5. นางสาวพัชราภรณ์ ยานะธรรม รหัส 668914057 มีหน้าที่หาข้อมูล ดังต่อไปนี้ 1. แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 2. PLC ในยุคดิจิทัล 3. คำถามท้ายบท 2 ข้อ


39


Click to View FlipBook Version