The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เบสแพคทิส STEM ม.3-64 รร.บ้านาชมดอนกลางวิทยา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Yuttanae Manoticus Lab, 2022-08-15 22:52:44

เบสแพคทิส STEM ม.3-64 รร.บ้านาชมดอนกลางวิทยา

เบสแพคทิส STEM ม.3-64 รร.บ้านาชมดอนกลางวิทยา

1

2

รายงานวิธีการปฏิบัตทิ ี่ดี (Best Practice)
ชือ่ ผลงาน : กจิ กรรมการเรียนรูแ้ บบ STEM Education เพ่อื ยกระดับผลสมฤทธท์ิ างการเรียนวชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ของนักเรยี นระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๓ โรงเรียนบ้านาชมดอนกลางวทิ ยา
คาสาคัญ : ๑. STEM Education

๒. ยกระดับผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น

๑. ความสาคัญของผลงานหรอื นวัตกรรมท่ีนาเสนอ
ปัจจุบันใน การทางานจริงหรือในชวี ิตประจาวนั นั้นต้องใชค้ วามรูห้ ลายด้านในการทางานทงั้ สน้ิ ไม่ไดแ้ ยกใช้ ความร้เู ปน็
ส่วนๆ ทกั ษะสาคัญในโลกโลกาภวิ ัตน์ หรอื ทกั ษะทีจ่ าเป็นสาหรับ ศตวรรษที่ ๒๑ ซง่ึ STEM Education ยงั มบี ทบาทและชว่ ย
สง่ เสรมิ การพฒั นาและการทางานอีกด้วย สะเต็มศกึ ษา (STEM Education) STEM Education คอื การสอนแบบบูรณาการข้าม
กลมุ่ สาระวิชา ( Interdisciplinary Integration) ระหว่าง ศาสตร์สาขาตา่ งๆ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ ( Science: S) เทคโนโลยี
(Technology: T) วศิ วกรรมศาสตร์ ( Engineer: E) และ คณิตศาสตร์ ( Mathematics: M) โดยนาจุดเด่นของธรรมชาติ
ตลอดจนวธิ กี ารสอนของแต่ ละสาขาวชิ ามาผสมผสานกนั อย่าง ลงตวั เพือ่ ใหผ้ ูเ้ รยี นนาความรู้ทกุ แขนงมาใช้ในการแก้ปญั หา การ
ค้นควา้ และการพัฒนาสง่ิ ตา่ งๆ ในสถานการณ์โลกปัจจบุ นั ซึ่งอาศยั การจดั การเรยี นรทู้ คี่ รูผู้สอนหลายสาขาร่วมมือกัน เพราะ
ทง้ั นี้ STEM Education เป็นการจดั การศึกษาทีม่ ี แนวคดิ และลักษณะดังน้ี

๑. เปน็ การบรู ณาการขา้ มกลุ่มสาระวิชา ( Interdisciplinary Integration) นั่นคือเปน็ การบูรณาการระหว่างศาสตร์
สาขาตา่ งๆ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ ( S) เทคโนโลยี (T) วิศวกรรมศาสตร์ ( E) และ คณิตศาสตร์ ( M) ท้ังนีไ้ ดน้ าจดุ เด่นของธรรมชาติ
ตลอดจนวธิ กี ารสอนของแตล่ ะ สาขาวิชามา ผสมผสานกันอยา่ งลงตวั กลา่ วคือ วทิ ยาศาสตร์ ( S) เน้นเกยี่ วกบั ความเข้าใจใน
ธรรมชาติ โดยนกั การศึกษามกั ชี้แนะให้อาจารย์ ครูผูส้ อนใช้ วิธกี ารสอนวทิ ยาศาสตรด์ ว้ ยกระบวนการสืบเสาะ ( Inquiry-based
Science Teaching) กจิ กรรม การสอนแบบแกป้ ญั หา ( Scientific Problem-based Activities) ซ่งึ เป็นกจิ กรรมท่ี เหมาะกบั
ผเู้ รยี นระดับ ประถมศึกษา แต่ไมเ่ หมาะกบั ผ้เู รยี น ระดบั มัธยมศกึ ษา หรือมหาวทิ ยาลยั เพราะ ทาใหผ้ ู้เรยี นเบื่อหนา่ ยและไม่
สนใจ แตก่ ารสอนวิทยาศาสตรใ์ น STEM Education จะทาใหน้ ักเรียนสนใจ มคี วามกระตือรอื ร้น รูส้ กึ ทา้ ทายและเกดิ ความ
มัน่ ใจในการเรยี น สง่ ผลใหผ้ ู้เรยี นสนใจที่ จะเรียนในสาขาวทิ ยาศาสตร์ในระดบั ช้นั ทส่ี งู ข้ึน และประสบความสาเร็จในการเรยี น
STEM Education เทคโนโลยี (T) เป็นวชิ าทีเ่ กยี่ วกับกระบวนการ แกป้ ญั หา ปรบั ปรงุ พฒั นาสงิ่ ตา่ งๆ หรือกระบวนการตา่ งๆ
เพอ่ื ตอบสนองความต้องการของคนเรา โดยผ่านกระบวนการ ทางานทางเทคโนโลยี ทเี่ รยี กว่า Engineering Design หรือ
Design Process ซงึ่ คลา้ ยกับกระบวนการสืบเสาะ ดังนัน้ เทคโนโลยีจึงมิได้หมายถึงคอมพวิ เตอร์ หรอื ICT ตามท่คี นส่วน ใหญ่
เขา้ ใจ วิศวกรรมศาสตร์ ( E) เป็นวชิ าท่ีวา่ ดว้ ยการคดิ สร้างสรรค์ พัฒนานวตั กรรมตา่ งๆ ใหก้ บั นิสติ นกั ศกึ ษาโดยใช้ ความรูท้ าง
วิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ซึ่งคน สว่ นใหญ่มกั เขา้ ใจวา่ เปน็ วชิ าที่สามารถเรียนได้ แต่ จากการศกึ ษาวิจัย พบวา่
แม้แตเ่ ดก็ อนุบาลกส็ ามารถเรยี นได้ดเี ช่นกนั คณติ ศาสตร์ ( M) เปน็ วิชาทม่ี ิไดห้ มายถงึ การนับจานวนเทา่ นนั้ แตเ่ กยี่ วกบั
องค์ประกอบอนื่ ที่สาคญั ประการแรก คอื กระบวนการคิดคณิตศาสตร์ (Mathematical Thinking) ซ่งึ ได้แกก่ ารเปรียบเทยี บการ
จาแนก/จัดกลมุ่ การ จัดแบบรูป และการบอกรูปร่างและคุณสมบตั ิ ประการที่สอง คือภาษาคณติ ศาสตร์ เดก็ จะสามารถ
ถ่ายทอดความคดิ หรือ ความเข้าใจความคิดรวบยอด (Concept) ทางคณิตศาสตรไ์ ด้ โดยใชภ้ าษาคณติ ศาสตร์ในการสื่อสาร เชน่
มากกว่า น้อยกวา่ เล็กกว่า ใหญ่ กว่า ฯลฯ ประการสุดท้าย คอื การส่งเสรมิ การคดิ คณติ ศาสตรข์ ั้นสูง ( Higher-Level Math
Thinking) จากกจิ กรรมการเล่นของเด็กหรอื การทากิจกรรมในชีวติ ประจาวัน

3

๒. เปน็ การบูรณาการท่สี ามารถจดั สอนไดใ้ นทุกระดับชนั้ ตง้ั แตช่ ้นั อนุบาล – มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย โดยพบวา่ ใน

ประเทศสหรัฐอเมรกิ าได้กาหนดเปน็ นโยบายทางการศึกษาให้แต่ละรัฐนา STEM Education มาใช้ ผลจากการศึกษาพบว่า

ครูผสู้ อนใช้วิธกี ารสอนแบบ Project-based Learning, Problem-based Learning, Design-based Learning ทาให้

นักเรยี นสามารถ สร้างสรรค์ พฒั นาช้นิ งานไดด้ ี และถา้ ครผู สู้ อนสามารถใช้ STEM Education ในการสอนไดเ้ ร็วเทา่ ใด กจ็ ะยิ่ง

เพิม่ ความสามารถและศักยภาพผ้เู รียนได้มากขนึ้ เทา่ นั้นซงึ่ ในขณะนใี้ นบางรฐั ของประเทศสหรฐั อเมริกามี การนา STEM

Education ไปสอนต้ังแตร่ ะดับวัยกอ่ นเรียน (Preschool) ดว้ ย

๓. เป็นการสอนท่ี ทาให้ผู้เรียนเกดิ พัฒนาการด้านต่างๆ อยา่ งครบถ้วน และสอดคล้องกับแนว การพัฒนาคนให้มี

คณุ ภาพในศตวรรษท่ี ๒๑ เชน่ ดา้ นปญั ญา ผู้เรยี นเขา้ ใจในเนื้อหาวชิ า ด้านทักษะการคดิ ผู้เรียนพฒั นาทักษะการคิด

โดยเฉพาะการคดิ ข้นั สูง เชน่ การคดิ วิเคราะห์ การคิด สร้างสรรค์ ฯลฯ และด้านคณุ ลักษณะ ผูเ้ รยี นมที กั ษะการทางานกลมุ่

ทกั ษะการส่อื สารทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ การเป็นผนู้ าตลอดจนการ น้อมรับคาวพิ ากษว์ จิ ารณ์ของผู้อน่ื

จากแนวคิดขา้ งต้นนักการศึกษาก็ยังได้มีบูรณาการ ศาสตรอ์ น่ื ประกอบเพอ่ื ใหก้ ารจัดการศกึ ษา STEM Education น้นั

ครอบคลมุ และพัฒนาผเู้ รียนได้อยา่ งแท้จริงแบบรอบดา้ น เชน่ การจดั การศกึ ษา STEAM Education ท่มี ีการบรู ณาการศิลปะ

(A) ทาให้ผเู้ รียนมโี อกาสถ่ายทอดหรือ ประยุกต์ใช้ แนวคิดสาคญั ( Concept) ด้วยความคิดสร้างสรรค์และมีจนิ ตนาการย่งิ ข้ึน

ผู้เรียนยงั สามารถสอ่ื สารความคดิ ของตนเอง ในรูปแบบของดนตรแี ละการเคลื่อนไหว การสื่อสารดว้ ยภาษาท่าทางหรอื การวาด

ภาพ หรือการสร้างโมเดลจาลองทาใหช้ ้นิ งานน้นั ๆ มอี งคป์ ระกอบดา้ นความสนุ ทรีย์ และความ สวยงาม เพ่มิ ขน้ึ เกิดเป็นชิ้นงาน

ทมี่ ีความสมบูรณ์ท้ังการใชง้ านและความสวยงาม นอกจาก STEM Education จะเปน็ การบรู ณาการ ศาสตร์ทง้ั ๔ สาขาดงั ที่

กล่าวข้างตน้ แลว้ ยังเปน็ การบูรณาการดา้ นบรบิ ท (Context Integration) ทเ่ี กี่ยวข้องกับชวี ิตประจาวนั อีกด้วย ซึ่งจะทาให้การ

สอน นั้นมคี วามหมายตอ่ ผู้เรยี น ทาให้ผ้เู รยี นเหน็ คณุ คา่ ของการเรียนนัน้ ๆ และสามารถนาไป ใช้ประโยชน์ใน ชีวติ ประจาวนั ได้

ซึง่ จะเพมิ่ โอกาสการทางาน การเพ่ิมมลู คา่ และสามารถสรา้ งความแขง็ แกร่งให้กับประเทศ ดา้ นเศรษฐกิจได้ (พรทพิ ย์ ศิริภัท

ราชยั , 2556) และยังได้มกี ารเสนอกิจกรรมการสอนตามแนวคดิ STEM Education ไว้หลายหลายกจิ กรรม อาทิ Project-

based Learning, Problem-based Learning และDesign-based Learning เป็นตน้ ดังนัน้ ผู้เขียนจึงไดจ้ ัดทาวธิ หี รอื แนวทาง

ปฏิบตั ิงานทีเ่ ปน็ เลิศ ( Best Practice) เรื่องกิจกรรมการเรียนรู้ แบบ STEM Education เพ่อื ยกระดับผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน

วชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของนกั เรยี นระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปี ที่ ๓

เป้าหมาย

ตัวชี้วดั เชงิ ปรมิ าณ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๔

๑. นกั เรียนระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๓ จานวน ๑๕ คน

ตวั ช้วี ดั เชงิ คุณภาพ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๔

๑. นกั เรียนระดบั ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี ๓ มีผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนสูงขึน้

๒. นกั เรยี นระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ ๓ มเี จตคตทิ ดี่ ีในการเรยี นวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

๒. ลาดบั ขั้นตอนการดาเนินกจิ กรรม

๒.๑ ขน้ั วางแผน (Plan)

๒.๑.๑ วเิ คราะหผ์ ลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นและผลการทดสอบระดับชาติ (O-net)

๒.๑.๒ ศึกษาหลกั สตู รและแนวคดิ ทฤษฎที ี่เกีย่ วข้องเก่ียวกับการจัดกิจกรรมการเรยี นรแู้ บบ STEM Education

๒.๑.๓ ออกแบบการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้แบบ STEM Education

4

๒.๒ ข้นั ดาเนนิ การตามแผน (Do)

๒.๓ ขน้ั ตรวจสอบ (Check)
๒.๓.๑ ตรวจสอบคณุ ภาพแผนการจัดการเรียนรู้โดยผ้เู ช่ียวชาญ
๒.๓.๒ กากบั ตดิ ตามการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยคณะกรรมการนิเทศการสอน
๒.๓.๓ เปรยี บเทียบผลสมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีของนกั เรยี นระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษา
ปที ่ี ๓ ภาคเรียนที่ ๑ และ ๒ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๔

๒.๔ ขน้ั รายงานผลเพ่อื ปรบั ปรงุ พฒั นา (Action)
๒.๔.๑ สรปุ และเขยี นรายงานผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีของนกั เรียนระดับชนั้
มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๓
๒.๔.๒ วิเคราะห์ผลผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวิชา วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ร่วมกนั เพ่ือนาข้อมลู ไปวางแผน
พฒั นาการจัดกิจกรรมการเรยี นรเู้ พือ่ ยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นในปกี ารศกึ ษาถัดไป

๓. ผลการดาเนนิ การ

ตาราง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีของนกั เรยี นระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ ๓
ภาคเรยี นที่ ๑ และ ๒ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๔

ช้นั 4 3.5 3 2.5 2 1.5 1 0,ร,มส
ภาคเรียน 1 2 1 2 1 2 1 2 1 2 1 2 1 2 1 2

มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 9 - 2 5 1 2 - 5 - 1 - - 1 - 2 1

5

3 2564

10

8

6

4

2

0
ร มส

จากแผนภูมดิ งั กล่าว สรุปผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของนกั เรียนระดับชน้ั มธั ยมศึกษา
ปีที่ ๓ นักเรยี นระดับชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๓ มีผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นสงู ขน้ึ ดังน้ี
-ผลการเรยี น ๔ ภาคเรยี นท่ี ๑ จานวน ๙ คน ภาคเรยี นที่ ๒ จานวน – คน
-ผลการเรยี น ๓.๕ ภาคเรยี นที่ ๑ จานวน ๑ คน ภาคเรียนท่ี ๒ จานวน ๕ คน
-ผลการเรยี น ๓ ภาคเรียนที่ ๑ จานวน ๑ คน ภาคเรียนท่ี ๒ จานวน ๒ คน

การดาเนนิ การตามกระบวนการ Best Practice กิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEM Education เพ่ือยกระดับผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรยี นวชิ าภาษาไทยของนักเรียนระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๓ พบว่า ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนนักเรียนให้
ความรว่ มมือการจัดกจิ กรรมเป็นอย่างดี บรรยากาศในการเรยี นการสอนเปลีย่ นไป นกั เรยี นกล้าแสดงความคดิ เหน็ มากขึ้น มกี าร
วิเคราะหข์ อมูลและรู้จักการทางานรว่ มกัน สามารถแลกเปล่ยี นเรียนรแู้ ละทาความเขา้ ใจตอ่ บทเรยี นมากข้นึ สว่ นผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นที่เกิดขึ้นอาจตอ้ งพฒั นาต่อไป เนอ่ื งจากมนี กั เรียน บางส่วน ยงั ได้ผลการเรยี น ๑ ,๐,ร,มส ซึ่งครูจะนานักเรยี นกล่มุ น้ี
มาวเิ คราะห์เพ่ือแกป้ ัญหากบั นกั เรียนในปีการศกึ ษาต่อไปที่มลี ักษณะเชน่ เดียวกนั และส่งตอ่ นกั เรยี นกล่มุ น้ใี หก้ ับครใู นระดบั ช้นั ท่ี
สูงข้ึนตอ่ ไป
๔. บทเรยี นทไ่ี ดร้ ับ

การจดั กิจกรรมการเรยี นรแู้ บบ STEM Education เพื่อยกระดับผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นวชิ า วทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ของนักเรยี นระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๓ โรงเรียนบ้านนาชมดอนกลางวทิ ยา เกดิ บทเรียนที่ไดร้ ับดังนี้

๑. การจดั กิจกรรมการเรียนร้แู บบ STEM Education ทาให้เกิดการเปลีย่ นแปลงในการเรยี นรกู้ บั นกั เรียน นกั เรยี นได้
ฝึกทักษะการคิด การแลกเปลีย่ นเรยี นรู้ การทางานรว่ มกัน นักเรียนสามารถยอมรับความสามารถของแตล่ ะบคุ คลท่ีมี
ความแตกตา่ งกัน
๒. นกั เรียนได้ลงมอื ปฏบิ ัติจรงิ ในการฝึกทกั ษะตา่ ง ๆ ดา้ น STEM Education โดยนาองคค์ วามรู้ท่เี กดิ จากตนเองที่ได้
จากการค้นควา้ จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ท่ีหลากหลาย
๓. การจดั การเรียนรู้ ในห้องเรยี นเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ไม่น่าเบอื่ ไมต่ อ้ งมาฟังครบู รรยายเพียงอยา่ งเดยี ว ครู

6

สามารถนาความร้แู ละประสบการณ์มาแลกเปลีย่ นเรยี นร้รู ว่ มกบั นักเรยี นจนเกิดองค์ความร้ใู หม่ ๆ
๔. นักเรียนมีเจตคตทิ ี่ดีในการเรยี น วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใหค้ วามร่วมมอื ในกา รทากจิ กรรมต่าง ๆ ได้ดี ส่งงาน
ครบและตรงเวลา
๕. ปัจจยั ความสาเร็จ
ปัจจยั ท่สี ง่ ผลต่อความสาเร็จ ของการดาเนินการ ไดแ้ ก่
๕.๑ ปจั จัยภายนอก ไดแ้ ก่

๕.๑.๑ ผ้บู ริหารและหวั หน้ากลุ่มสาระการเรีย นรใู้ ห้ความสาคญั และสนับสนนุ การจัดกิจกรรม การเรียนการ
สอนเพอื่ ยกผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
๕.๑.๒ การมีส่วนร่วมในการแลกเปลย่ี นเรยี นรขู้ องครผู สู้ อนในระดบั ช้นั เดียวกนั
๕.๑.๓ ความพร้อมของสือ่ เทคโนโลยีในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
๕.๑.๔ ครูผสู้ อนมีการเตรยี มความพร้อมในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้แบบ STEM Education
๕.๑.๕ ไดร้ ับคาแนะนาจากครูผู้มคี วามเชี่ยวชาญในการจัดการเรียนการสอน
๕.๒ ปัจจัยภายใน ได้แก่
๕.๒.๑ นักเรียนระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๓ มคี วามรูค้ วามเข้าใจในวิชาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี และ STEM
Education มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหา การทางานร่วมกัน เห็นคณุ คา่ และมเี จตคตทิ ่ีดีในการเรยี น
๕.๒.๒ นกั เรยี นมีความรับผิดชอบต่อการเรียนวิชาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี สง่ งานครบและตรงเวลา
๖. การเผยแพร่ผลงาน/การได้รับการยอมรบั
๖.๑ การเผยแพร่
๖.๑.๑ เผยแพร่ผลงานทางเฟสบุก๊ โรงเรียนบ้านนาชมดอนกลางวิทยา
๖.๑.๒ เผยแพรผ่ ลงานทางเวบ็ ไซต์เอนี้ฟริฟ

๖.๒ การได้รับการยอมรับ
๖.๒.๑ นักเรียน ผปู้ กครอง และครมู ีความพึงพอใจตอ่ การจดั กจิ กรรมการเรียนแบบ STEM Education
เพ่ือยกระดบั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีของนกั เรียนระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี ๓
๖.๒.๒ การได้แลกเปลย่ี นเรยี นร้ใู นชมุ ชนแห่งการเรียนรทู้ างวิชาชีพ ( Professional Learning Community :
PLC) ระหวา่ งครูผู้สอนระดบั ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ ๓


Click to View FlipBook Version