The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Cr: นายวรพงศ์ พันสารคาม ครูโรงเรียนสังขะ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นคร เจือจันทร์, 2021-01-27 06:49:49

ครูถูกร้องเรียนว่าขาดจริยธรรม ทำให้นักเรียน ครึ่งห้องสอบตก

Cr: นายวรพงศ์ พันสารคาม ครูโรงเรียนสังขะ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

เมอื “คร”ู ถูกรอ้ งเรียนว่าขาดจริยธรรม
ทําใหน้ กั เรยี นเกอื บครึงห้อง ... สอบตก

จาก คอลัมนรายงานพิเศษ
หนังสือพิมพไทยโพสต

โ ด ย น า ง ส ม ฤ ดี ธั ญ ญ สิ ร
ร อ ง เ ล ข า ธิ ก า ร ส า นั ก ง า น ศ า ล ป ก ค ร อ ง

จากคําพพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ
ท่ี อ. 164/2560

กลุ่มกฎหมายและคดี law.surin3 NTehwe s
สพป.สุรินทร์ 3 law.surin3

ครู คือ แมพิมพของชาติ
คํากลาวนี้ไมวาเวลาจะผานมานานแค
ไหนก็ยังคงใชไดอยูเสมอเพราะครู
เปนผูมีบทบาทสาํ คัญในการส่ังสอน
และถายทอดความรูใหแกศิษย สง
เสริมการเรียนรูของศิษยดวยวิธีการ
ตาง ๆ ในสถานศึกษา

ข้าราชการครู ทุกคนต้องประพฤติและปฏิบัติตนให้อยู่
ภายในกรอบของวินัย ทังทีเปนข้อห้าม
และข้อปฏิบัติตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ
ครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ทีบัญญัติไว้
โดยเคร่งครัดอยู่เสมอ เช่น ต้องปฏิบัติหน้าทีด้วยความ
ซือสัตย์สุจริต เสมอภาค และเทียงธรรม มีความวิริยะ
อุตสาหะ ขยันหมันเพียร ดูแลเอาใจใส่ รักษาประโยชน์
ของทางราชการ ปฏิบัติตนตามมาตรฐานและจรรยา
บรรณวิชาชีพอย่างเคร่งครัด (มาตรา 84 วรรคหนึง)
ตรงต่อเวลา อุทิศเวลาของตนให้แก่ทางราชการและผู้
เรียนไม่ละทิงหรือทอดทิงหน้าทีราชการโดยไม่มี
เหตุผลอันสมควร (มาตรา 87 วรรคหนึง) เปนต้น และ
หากข้าราชการครูผู้ใดฝาฝนข้อห้ามหรือไม่ปฏิบัติตาม
ข้อปฏิบัติทางวินัยข้อหนึงข้อใด ย่อมถือได้ว่ากระทาํ ผิด
วินัย

ทังนี ... พฤตกิ รรมหรอการท าหน้าทสี อนหนังสือของ
ข้าราชการครูในลกั ษณะเชน่ ใด

ทีจะถือเปนการฝาฝนขอ้ ห้ามหรอเปนการไมป่ ฏิบัตติ ามขอ้
ปฏิบัติทางวนัยอนั เปนการกระท าผิดวนยั

“อย่างร้ายแรงหรออย่างไม่ร้ายแรง” นนั ย่อมขนึ อยกู่ บั ขอ้ เทจ็
จรงในแต่ละกรณึ

คดนี ี เปนขอ้ พิพาททเี กิดจากการทาํ หน้าทสี อนหนังสือและ
ประเมนิ ผลการเรยนของข้าราชการครูซงึ ไม่ปฏิบัติหนา้ ที
ราชการตามหลักเกณฑแ์ ละวธกี ารทีสถานศกึ ษากําหนด ปล่อย
ปละละเลยใหน้ กั เรยนมผี ลการเรยนตํากว่าความคาดหวัง
ซึงไมเ่ ปนไปตาม “คู่มอื แนะนาํ นกั เรยนเกียวกับการประเมนิ ผล
การเรยนระดับมธั ยมศึกษาของงานทะเบยี นวัดผล” จนกระทัง
ถูกผู้ปกครองนกั เรยนร้องเรยน ท ําให้โรงเรยนได้รับความเสีย
หาย

มูลเหตุของคดี เกดิ จากผปู้ กครองนกั เรยนโรงเรยน
แหง่ หนงึ ร้องเรยนขอให้มีการตรวจสอบการประเมินผล
การเรยนของนักเรยนชนั มธั ยมศึกษาห้องหนึง ในภาค
เรยนที 1 ของปการศึกษา 2548 เนืองจากครูสมชายซึง
ไดร้ ับมอบหมายให้ปฏบิ ัตหิ น้าทสี อนวชาเสรมทักษ
คณิต-วทย์ของนักเรยนชันดังกลา่ วมีพฤติกรรมไม่
เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าทีครู ทาํ ให้นักเรยนมผี ลการ
เรยนสอบไดร้ ะดับคะแนนเปน 0 จ านวน 21 คน จาก
นกั เรยนทงั หมด 47 คน

ผู้อํานวยการโรงเรยนจงึ แตง่ ตงั คณะกรรมการสืบหาขอ้ เท็จ
จรงเรองดังกล่าว เมือคณะกรรมการฯดาํ เนินการแลว้ เหน็
ว่า กรณีมมี ลู ว่าครูสมชายกระทําผิดวนัยอยา่ งร้ายแรง ผู้
อํานวยการโรงเรยนจงึ แตง่ ตังคณะกรรมการสอบสวนวนยั
อย่างร้ายแรง คณะกรรมการสอบสวนวนัยอย่างร้ายแรง
ดําเนินการแล้ว เหน็ ว่า การกระทาํ ของครูสมชายเปนความ
ผิดวนยั ไมร่ ้ายแรง สมควรลงโทษตัดเงนิ เดอื น 5% เปน
เวลา 1 เดือนและเสนอความเหน็ ใหย้ ้ายครูสมชายไปสอนใน
โรงเรยนอืน แตผ่ อู้ ํานวยการโรงเรยนเห็นว่า เมือการกระทาํ
ดงั กลา่ ว เปนความผิดวนัยไม่ร้ายแรงและเปนความผิดครัง
แรก จึงให้ลดโทษเปนให้ว่ากล่าวตักเตอื น (ทาํ ทัณฑบ์ นเปน
หนงั สือ) และตอ่ มาครูสมชายไดข้ อย้ายไปสอนทโี รงเรยนอนื
ซึงเปนโรงเรยนในสงั กัดเขตพืนทกี ารศึกษาเดียวกัน

แตเ่ มือมีการรายงานการดาํ เนินการทางวนัยดังกล่าวไปยัง
คณะกรรมการศกึ ษาธิการจงั หวัดฯ คณะกรรมการดังกล่าว
เหน็ ว่า แม้จะเปนการกระทาํ ผิดวนัยไมร่ ้ายแรง แต่ มีมตใิ ห้
ลงโทษตดั เงินเดือนครูสมชาย 5% เปนเวลา 3 เดอื น
ผู้อํานวยการโรงเรยนแหง่ ใหมใ่ นฐานะผู้บังคบั บัญชาจงึ มีค า
สงั ลงโทษตัดเงนิ เดอื นครูสมชายตามมตดิ งั กลา่ ว

ครูสมชายไมพ่ อใจคาํ สงั ลงโทษตัดเงินเดอื น
จึงอุทธรณต์ ่อคณะกรรมการขา้ ราชการครู
และบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) แต่ผลการ
พิจารณาอทุ ธรณ์ “มีมตใิ หย้ กอุทธรณ”์ หลงั จาก
นันครูสมชาย จงึ นาํ คดีมาฟองตอ่ ศาลปกครองขอ
ใหม้ ีคาํ พิพากษาเพกิ ถอนคาํ สังลงโทษทางวนัยและ
เรยกคา่ เสยี หาย

คดีนเี ปนคดพี ิพาทเกยี วกับการฟองความชอบดว้ ยกฎหมายในการดําเนนิ การทางวนัย
ครูสมชาย (ผฟู้ องคด)ี ซงึ จากคําพิพากษาของศาลปกครองชันตน้ มปี ระเด็นพิพาทจาก
การโตแ้ ยง้ ของคู่กรณี ทศี าลปกครองไดเ้ ข้าไปตรวจสอบ ดงั นี

1. การแตง่ ตงั คณะกรรมการสอบสวนทางวนยั ชอบด้วยกฎหมายหรอไม่
2. การแจ้งและรับทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลกั ฐานทีสนับสนนุ ขอ้ กลา่ วหา
ชอบดว้ ยกฎหมายหรอไม่
3. การสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานของคณะกรรมการสอบสวนเปนการ
ดาํ เนินการโดยชอบดว้ ยกฎหมายหรอไม่
4. การรายงานผลการสอบสวนและการเสนอความเหน็ ของคณะกรรมการสอบสวน
และการใช้ดลุ พินิจลงโทษของผู้อาํ นวยการโรงเรยนชอบดว้ ยกฎหมายหรอไม่
5. การรายงานการดําเนินการทางวนัยและการพิจารณากําหนดโทษทเี ปนการเพิม
โทษของคณะกรรมการศึกษาธิการจงั หวัดฯ แก่ผฟู้ องคดี เปนการกระทาํ โดยชอบดว้ ย
กฎหมายหรอไม่

ซึงศาลปกครองชนั ตน้ พจิ ารณาพยานหลกั ฐานตา่ ง ๆ ใน
สํานวนคดีแล้วเห็นว่า การดาํ เนนิ การทางวนัยในขันตอน
ดังกลา่ วและการใช้ดุลพนิ ิจในการกําหนดโทษแกผ่ ูฟ้ อง
คดีชอบดว้ ยกฎหมายแล้วจงึ พพิ ากษายกฟอง

สําหรับในชันอทุ ธรณต์ อ่ ศาลปกครองสงู สดุ ผูฟ้ องคดอี ุทธรณใ์ น 2 ประเด็น คือ
ประเด็นแรก กระบวนการพจิ ารณาทางปกครองกอ่ นออกคาํ สังลงโทษทางวนยั
(ในชันสบื สวนขอ้ เท็จจรงและในชันสอบสวนทางวนยั ) ได้ดําเนนิ การตามรูปแบบ
ขนั ตอนและวธกี ารอันเปนสาระสําคัญตามทีพระราชบญั ญตั ิระเบียบขา้ ราชการ
ครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. 2547 กําหนดไว้หรอไม่ ? (ซึงในขณะเกิด
เหตพุ ิพาทได้นาํ กฎ ก.พ. ฉบับที 18 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราช
บัญญัติระเบียบขา้ ราชการพลเรอน พ.ศ. 2535 ว่าดว้ ยการสอบสวนพจิ ารณา มา
ใช้โดยอนุโลมตามนยั มาตรา 133แหง่ พระราชบัญญตั ริ ะเบียบขา้ ราชการครูและ
บุคลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. 2547) โดยในประเดน็ นี

ศาลปกครองสงู สุดวนจิ ฉยั ว่า การมคี ําสงั แตง่ ตงั คณะกรรมการสอบสวนวนยั
อย่างร้ายแรงและการดาํ เนินการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน เปนการ
ดาํ เนนิ การตามขนั ตอนและวธีการอันเปนสาระสําคญั ทีกฎหมายกาํ หนดไว้แล้ว
โดยคณะกรรมการสืบหาขอ้ เท็จจรงไดร้ วบรวมขอ้ เทจ็ จรง และเห็นว่ากรณีมมี ลู ที
ควรกล่าวหาว่ากระทําผดิ วนยั อยา่ งร้ายแรง ผูอ้ าํ นวยการโรงเรยนทีเกิดเหตรุ ้อง
เรยน (ผู้ถูกฟองคดที ี 1)จึงมอี ํานาจแตง่ ตงั คณะกรรมการสอบสวนความผดิ วนัย
อยา่ งร้ายแรงตามมาตรา 98 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัตริ ะเบียบขา้ ราชการ
ครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. 2547 และการสอบสวนได้ดาํ เนินการ
ตามข้อ 14 ของกฎ ก.พ. ฉบบั ที 18 (พ.ศ. 2540)ฯ โดยคณะกรรมการสอบสวน
ไดเ้ รยกผูฟ้ องคดีมาชีแจงหรอให้ถอ้ ยคาํ หรอใหส้ ่งเอกสาร และบนั ทกึ การแจง้ และ
รับทราบข้อกลา่ วหาและสรุปพยานหลักฐานทสี นบั สนุนข้อกล่าวหา และผู้ฟองคดี
ไดร้ ับบันทกึ ดงั กล่าวไปแล้ว จึงไดเ้ สนอความเหน็ ให้ลงโทษตัดเงินเดอื น

ประเด็นทตี อ้ งพิจารณาต่อมาเกดิ จาก เมอื มีการรายงานการดําเนินการทาง
วนัยผ้ฟู องคดไี ปยงั คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดฯ คณะกรรมการ
ศึกษาธิการจังหวัดฯ เหน็ ว่า ผูฟ้ องคดีกระทําผดิ วนัยอยา่ งไม่ร้ายแรงและมี
มตใิ หล้ งโทษตัดเงินเดือน ผอู้ าํ นวยการโรงเรยนแห่งใหม่จึงมคี าํ สังลงโทษตัด
เงนิ เดือนตามมติของคณะกรรมการศึกษาธกิ ารจงั หวัดฯ
ศาลจงึ ต้องวนจิ ฉัยว่า การมคี าํ สังลงโทษตดั เงินเดือนผฟู้ องคดีชอบด้วย
กฎหมายหรอไม่ ?ซึงศาลปกครองสูงสุดวนจิ ฉยั ในประเดน็ นวี ่า การเสนอ
ความเหน็ ของคณะกรรมการสอบสวนไม่มผี ลผกู พันในการใชด้ ลุ พินิจ
วนจิ ฉัยของผบู้ ังคับบัญชา และคณะกรรมการศึกษาธกิ ารจังหวัดฯ มีอาํ นาจ
ตามมาตรา 104วรรคสาม แหง่ พระราชบญั ญัตริ ะเบยี บข้าราชการครูและ
บคุ ลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ในการพจิ ารณาข้อเทจ็ จรงตามรายงาน
การสอบสวนทางวนยั โดยไมต่ ้องผูกพันอย่กู ับดุลพนิ จิ การพจิ ารณากาํ หนด
โทษของผ้อู ํานวยการของโรงเรยนแห่งแรกแต่อยา่ งใด

ประเด็นทสี อง
พฤติการณ์หรอการกระทาํ ของผู้ฟองคดถี อื เปนการกระทาํ ทมี ีความผดิ ทาง

วนัยหรอไม่ ?โดยคดีนีศาลรับฟงขอ้ เทจ็ จรงได้ว่า
-คู่มือการปฏิบตั งิ านครูงานวชาการโรงเรยน ประจาํ ปการศึกษา 2548-2549

ทใี ช้อยใู่ นขณะเกดิ ขอ้ พพิ าทกําหนดว่า ผสู้ อนจะตอ้ งพจิ ารณาผลการประเมนิ ผู้
เรยนระหว่างภาคเรยนว่า ผูเ้ รยนมผี ลการประเมนิ ในระดับใด หากผลการประเมิน
ตาํ ก่ ว่าเกณฑ์หรอไมผ่ า่ นเกณฑ์ จะต้องดําเนนิ การใหม้ ีการสอนเสรมและสอบซอ่ ม
แก้ตวั ให้กบั นกั เรยนทไี ม่ผา่ นเกณฑ์ ให้ผา่ นการประเมนิ หรอจัดกจิ กรรมพัฒนาผู้
เรยน อนั จะมผี ลถึงผลการประเมนิ ปลายภาคเรยน ซึงเปนหน้าทีโดยตรงของผู้
ฟองคดใี นฐานะเปนผสู้ อนและสอบรายวชาดังกล่าว และรู้ข้อเทจ็ จรงเกียวกบั การ
ประเมนิ ผลผเู้ รยนเปนอย่างดี โดยจะตอ้ งปรับปรุงแกไ้ ข นักเรยนทีมขี ้อบกพร่อง
เพือให้นกั เรยนมีผลการประเมินเปนคะแนนกลางภาคทมี ีสัดส่วนคะแนนสงู กว่า
ปลายภาค โดยมคี ะแนนระหว่างภาคทีเหมาะสมอนั จะมผี ลถึงผลคะแนนรวมปลาย
ภาค และในการสอนซอ่ มเสรมและสอบแก้ตวั กจ็ ะต้องกําหนดวันเวลาทเี หมาะสม
เพือใหน้ ักเรยนมาพร้อมกนั โดยทําเปนหนังสอื
หรอประกาศแจง้ ให้นกั เรยนทราบ

จากใบแสดงคะแนนทผี ฟู้ องคดจี ัดทาํ ขนึ ผลการสอบก่อนสอบกลางภาค
คะแนนรวม25 คะแนน มผี ู้ไดค้ ะแนนไม่ถึง 50% จาํ นวน 8 คน ผลการสอบ
กลางภาค มีคะแนน 10 คะแนน ซงึ จากผลการสอบไม่ปรากฏว่านักเรยนแต่ละ
คนได้คะแนนเท่าใด ปรากฏเพียงว่าซอ่ มผ่านทุกคน ผลการสอบหลังกลางภาค
คะแนนเตม็ 30 คะแนน มผี สู้ อบไดค้ ะแนนไมถ่ งึ 50% จ านวน 39 คน และใน
จาํ นวนดังกลา่ วมีผ้ไู ดค้ ะแนน 0 คะแนน จํานวน 8 คน

ประเดน็ นศี าลปกครองสูงสุดวนจิ ฉยั ว่า จากคมู่ ือการปฏบิ ัติงานครูงานวชาการ
โรงเรยนทใี ช้อยใู่ นขณะเกิดขอ้ พพิ าทและตามใบแสดงคะแนนทีผูฟ้ องคดีจดั ทํา
ปรากฏว่า การประเมินผลหลงั เรยนมีผู้สอบไดค้ ะแนนไม่ถงึ 50% (15 คะแนน)
จํานวน 39 คน และในจาํ วนดงั กลา่ วมีผู้ได้คะแนน 0 คะแนน
จําวน 8 คน อนั เปนขอ้ เท็จจรงทปี รากฏอย่างชดั แจง้ ว่า ผลการเรยนรู้ในเรองดัง
กลา่ วไมเ่ ปนไปตามผลการเรยนรู้ทคี าดหวัง ซึงผู้ฟองคดจี ะต้องนาํ อ้ มลู ดงั กลา่ ว
มาปรับปรุง แกไ้ ข ซอ่ มเสรมผู้เรยนให้บรรลผุ ลการเรยนทคี าดหวัง

การไม่ดาํ เนนิ การดังกล่าวย่อมสง่ ผลโดยตรงทาํ ให้นักเรยนมีผลการเรยนเปน
0จาํ นวน1 คน จากนกั เรยนทงั หมด 47 คน จึงเปนการละเว้นไม่ปฏิบตั ติ าม
แนวทางทกี าํ หนดในเอกสารคู่มือการปฏบิ ัตงิ านครูงานวชาการโรงเรยนทใี ช้อยใู่ น
ขณะเกดิ ข้อพิพาท

การกระทาํ ของผฟู้ องคดีถอื ไดว้ ่านักเรยนจาํ นวนดังกล่าวไดร้ ับความเสยี
หายโดยตรง และเสียหายตอ่ ภาพลกั ษณ์ของครูและองคก์ าร (โรงเรยน) โดย
ส่วนรวม ทาํ ใหส้ งั คมเสือมศรัทธาต่อวชาชีพครู
พฤติการณจ์ งึ เปนความผดิ วนัยไมร่ ้ายแรง กรณีไมป่ ฏบิ ัตหิ นา้ ทรี าชการดว้ ย
ความวรยะ อุตสาหะ ขยันหมันเพียร ดูแลเอาใจใส่ รักษาประโยชนข์ องทาง
ราชการตามมาตรา 84 วรรคหนงึ แห่งพระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บข้าราชการครู
และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ดงั นัน การทีคณะกรรมการ
ศกึ ษาธกิ ารจังหวัดฯ เหน็ ว่า การกําหนดโทษของผู้บรหารสถานศึกษาของ
โรงเรยนแหง่ แรกยงั ไม่เหมาะสมแก่การกระทาํ ความผดิ จงึ มีมติให้ลงโทษตดั
เงนิ เดอื นผฟู้ องคดี 5% เปนเวลา 3 เดือน จึงเปนการใช้ดลุ พนิ ิจโดยชอบดว้ ย
กฎหมายแลว้ เมือโรงเรยนแห่งใหม่ โดยผ้อู าํ นวยการไดม้ ีคําสังลงโทษตัดเงนิ
เดือนผ้ฟู องคดี 5% เปนเวลา 3 เดอื น ตามมติของคณะกรรมการ
ศึกษาธิการจังหวัดฯ จงึ เปนการกระทาํ โดยชอบด้วยกฎหมาย และเมอื คณะ
กรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มมี ตใิ หย้ ก
อุทธรณ์จึงเปนการกระทําโดยชอบดว้ ยกฎหมายเช่นกนั

ในประเดน็ ทผี ู้ฟองคดีโตแ้ ย้งว่าไดท้ ําการสอนโดยยดึ ถือค่มู ือแนะนาํ
นักเรยนเกยี วกบั การประเมนิ ผลการเรยนฯ ในปการศึกษา 2539 ทไี ดร้ ับมา
ตงั แต่ปฏิบตั หิ นา้ ทีซงึ ไมม่ ีการระบใุ หต้ อ้ งปรับปรุง แกไ้ ข หรอซ่อมเสรมผู้
เรยนแต่อย่างใด โดยตนไม่เคยไดร้ ับหรอรับทราบว่ามีคมู่ ือการปฏบิ ตั งิ านครู
งานวชาการโรงเรยน ปการศกึ ษา 2548-2549 ทใี ชบ้ ังคบั ในขณะเกิดข้อ
พพิ าท ซึงศาลเหน็ ว่าข้ออ้างของผ้ฟู องคดีไม่อาจรับฟงได้ เนืองจากคมู่ อื การ
ปฏบิ ัติงานครูงานวชาการโรงเรยน ปการศกึ ษา 2548-2549 ไดน้ ําแนว
ปฏบิ ัติการประเมินผลการเรยนการสอนตามหลกั สตู รการศึกษาขนั พนื ฐาน
พุทธศักราช 2544 มากาํ หนดไว้ ซงึ จดั ทาํ ขนึ เพอื ประโยชน์สาํ หรับครูทกุ คน
อันจะชว่ ยสร้างความเขา้ ใจในการทาํ งานการสอน โดยไดก้ าํ หนดแนวทาง
และหน้าทีในการประเมนิ ผลการเรยนใหค้ รูผ้สู อนไว้อยา่ งชดั เจน รวมทงั มกี า
รกาํ าหนดรายละเอยี ดดังกลา่ วไว้ในเอกสารการจดั การเรยนรู้ กล่มุ สาระการ
เรยนรู้คณิตศาสตร์ด้วย เมอื ผฟู้ องคดรี ับผดิ ชอบการสอนรายวชาเสรม
ทักษะคณิตศาสตร์ จงึ มีหนา้ ทีต้องดาํ เนินการตามแนวทางทีกาํ หนดไว้ การที
ผู้ฟองคดีมไิ ดด้ าํ เนนิ การจึงถือเปนการละเว้นไมป่ ฏบิ ตั ติ ามคมู่ ือการปฏบิ ตั ิ
งานครูงานวชาการโรงเรยน ปการศึกษา 2548-2549

คดนี ศี าลปกครองสูงสุดได้วางบรรทัดฐานการปฏิบตั ิราชการทีดีสําหรับ
ข้าราชการครูว่า...

(1) การปฏิบัตหิ นา้ ทเี กียวกับการเรยนการสอน นอกจากครูจะมหี นา้ ที
โดยตรงในการให้ความรู้เพอื ให้นักเรยนมคี วามรู้ความเข้าใจในรายวชาทีตน
มีหน้าทีรับผิดชอบแลว้ การดําเนนิ การจัดใหม้ ีการสอนเสรม การสอบซอ่ มแกต้ ัว
หรอการจัดกิจกรรมเพอื พัฒนาความรู้ความสามารถหรอทักษะให้กบั นักเรยน
ทมี ผี ลคะแนนจากการสอบตาํ กว่าเกณฑ์หรอไม่ผ่านเกณฑเ์ พือใหม้ ีความรู้ความ
เข้าใจในรายวชาดังกลา่ วดียิงขึน ถอื เปนหนา้ ทที สี ําคัญเช่นเดียวกนั เนืองจาก
การสอบวัดระดับความรู้ของนกั เรยนทงั ในระหว่างภาคเรยนและ
หลงั จบภาคเรยน นอกจากจะเปนการประเมนิ ความรู้ของนกั เรยนแล้ว ยงั เปนการ
ประเมนิ ประสิทธภิ าพและประสทิ ธผิ ลการสอนของครูผ้สู อนอกี ด้วย และหาก
ข้าราชการครูคนใดละเว้นหนา้ ทีไมท่ ําการสอนเสรม การสอบซ่อมหรอจดั ใหม้ ี
กิจกรรมทเี ปนการเพิมพนู และพัฒนาความรู้ จนส่งผลโดยตรงทาํ ให้นักเรยนมีผล
การสอบหรอมีคะแนนตํากว่าเกณฑห์ รอไมผ่ า่ นเกณฑเ์ ปนจํานวนมาก และทาํ ให้
โรงเรยนและครูทา่ นอืนได้รับความเสียหาย ในทางชือเสยี งและเสยี ภาพลกั ษณ์
แล้ว ยอ่ มถอื เปนการไม่ปฏิบตั ิหน้าทดี ้วยความวรยะ อุตสาหะ ขยันหมันเพียร
ดแู ลเอาใจใส่ รักษาประโยชน์ของทางราชการ อันเปนการกระทาํ ผิดวนยั ไมร่ ้าย
แรงดังเช่นขา้ ราชการครูในคดนี ีเปนต้น

(2) กรณมี กี ารร้องเรยนกล่าวหาข้าราชการครูผใู้ ดว่ากระทาํ ผิดวนยั ผอู้ ํานวย
การโรงเรยนในฐานะผู้บังคบั บญั ชา ยอ่ มมอี ํานาจสงั ใหด้ ําเนินการสบื สวนเพือให้
ไดข้ อ้ เทจ็ จรงว่ากรณมี ีมูลตามทีกลา่ วหาหรอไม่ ซึงถอื เปนขนั ตอนก่อนการ
ดาํ เนนิ การสอบสวนทางวนยั เพือรวบรวมขอ้ เทจ็ จรงประกอบการพิจารณาของ
ผ้อู านวยการโรงเรยน ส่วนการจะด าเนนิ การทางวนยั อย่างร้ายแรงหรอไม่ นัน
เปนดุลพินิจของผู้บงั คับบญั ชาทจี ะพจิ ารณาตามข้อเทจ็ จรงทีไดจ้ ากการสืบสวน
ซึงหากเปนกรณที ีมมี ลู ว่ากระทาํ ผิดวนัยอย่างร้ายแรง ผอู้ ํานวยการโรงเรยนจะ
แต่งตังคณะกรรมการสอบสวนวนัยอยา่ งร้ายแรงเพือสอบสวนทางวนยั ต่อไป
ทงั นี ในการดําเนนิ การสอบสวนดังกลา่ ว คณะกรรมการสอบสวนมดี ุลพินจิ ใน
การรับฟงพยานหลกั ฐานต่าง ๆ ซงึ ผลการสอบสวนผถู้ ูกกล่าวหาอาจเปนได้ทัง
ไมม่ ีความผิดทางวนยั หรอเปนความผิดทางวนัยอย่างร้ายแรงหรอไม่ร้ายแรง
แลว้ แตก่ รณี แต่ในส่วนของการเสนอความเห็นไว้ในรายงานการสอบสวนนนั ถือ
เปนเพียงการเสนอความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนซงึ ไมม่ ีผลผูกพันในการ
ใชด้ ุลพนิ ิจวนิจฉัยของผู้ทมี อี ํานาจพิจารณาลงโทษขา้ ราชการครูผู้ถกู กล่าวหาแต่
อย่างใด


Click to View FlipBook Version