รายงาน เรื่อง ชนิดของคา ในภาษาไทย โดย นางสาว สุภัสสรา เห็นแก้ว เสนอ คุณครูพสิมัย สืบเลย รายงานวิชานีเ้ป็ นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาไทยพนื้ฐาน รหัสวิชา ท๓๒๑๐๒ ภาคเรียนที่๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนสีชมพูศึกษา อา เภอสีชมพูจังหวัดขอนแก่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น
ก ค าน า รายงานเรื่อง “ชนิดของคำในภาษาไทย” ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน รหัสวิชา ท๓๒๑๐๒ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความรู้เกี่ยวกับการใช้ชนิดของคำในภาษาไทย ซึ่งรายงานฉบับนี้มีเนื้อหา เกี่ยวกับ ชนิดของคำในภาษาไทย ความสำคัญของชนิดของคำในภาษาไทย ประเภทของชนิดของคำ และการ เขียนคำในภาษาไทย การศึกษาค้นคว้าเรื่อง “ชนิดของคำในภาษาไทย” ศึกษาจากแหล่งความรู้ต่างๆ เช่น ตำรา หนังสือ และแหล่งความรู้จากเว็บไซต์ในห้องสมุดโรงเรียนสีชมพูศึกษา การจัดทำรายงานฉบับนี้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ไปด้วยดี ข้าพเจ้าหวังว่าเนื้อหาในรายงานฉบับนี้ที่ได้ เรียบเรียงมาจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจเป็นอย่างดีหากมีสิ่งใด ในรายงานฉบับนี้จะต้องปรับปรุง ข้าพเจ้าขอ น้อมรับในข้อแนะนำและจะนำไปปรับปรุงแก้ไข พัฒนาให้ถูกต้องสมบูรณ์ต่อไป นางสาวสุภัสสรา เห็นแก้ว ผู้จัดทำ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗
สารบัญ ชื่อเรื่อง หน้า บทน ำ ๑ ชนิดของค ำในภำษำไทย ๒ ค ำนำม ๒-๓ ค ำสรรพนำม ๓-๕ ค ำกริยำ ๕-๗ ค ำวิเศษณ์ ๗-๙ ค ำบุพบท ๙-๑๐ ค ำสันธำน ๑๑-๑๒ ค ำอุทำน ๑๒-๑๓ บรรณำนุกรม ๑๔-๑๕ ภำพผนวก ๑๖-๒๐
1 บทน า การสื่อสารในชีวิตประจำวัน พยางค์หรือคำที่เราพูดมานั้น เกิดมาจากเสียงที่เราเปล่งออกมาครั้งหนึ่ง ๆ โดยประกอบด้วยเสียงขั้นต่ำ 3 เสียง คือ พยัญชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ โดยคำเป็นสารที่ผู้พูดหรือ ผู้เขียนเจตนาหรือตั้งใจสื่อไปยังผู้ฟังหรือผู้อ่าน คำทุกคำจึงต้องมีความหมาย เนื่องจากภาษาไทยเป็น ภาษาคำโดด (Isolating language) ถ้าคำอยู่ต่างที่หรือเปลี่ยนที่ไป ก็จะมีความหมายเปลี่ยนไป ความหมายจะ ขึ้นกับบริบทที่แวดล้อมอยู่ อีกทั้งความหมายของคำในภาษาไทยมีคำเป็นจำนวนมากที่สื่อทั้งความหมาย โดยตรง ซึ่งหมายถึง คำที่มีความหมายอย่างตรงไปตรงมาตามตัวหนังสือ และความหมายโดยนัย การซึ่งเป็นคำ ที่มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นในเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งช่วยให้เกิดความรู้สึก หรือเห็นลักษณะของสิ่งนั้นได้ชัดเจน ขึ้น หรือเมื่อกล่าวถึงแล้วจะไม่ได้นึกถึงความหมายโดยตรงแต่จะนึกไปถึงอีกสิ่งที่มีความหมายเกี่ยวโยงกันกับคำ นั้น หากปรากฏตามลำพังจะไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นความหมายลักษณะใด แต่หากปรากฏร่วมกับคำอื่นใน ประโยคหรือในข้อความ จะช่วยให้เข้าใจความหมายได้ ดังนั้นความหมายจะขึ้นกับบริบทที่แวดล้อมอยู่ เช่นเดียวกัน ความหมายของคำในแง่ของการสื่อความหมาย จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรับรู้และเข้าใจของ ผู้ส่งสารและผู้รับสาร เพื่อให้เกิดการสื่อสารที่ถูกต้องและเกิดประสิทธิผล
2 ชนิดของค าในภาษาไทย พระยาอุปกิตศิลปะสาร (2546:70) กล่าวว่าภาษาไทยเรามักเป็นคำโดดๆ ไม่มีที่สังเกตแน่นอนว่า เป็นคำชนิดใดชนิดหนึ่งจะนำไปใช้เป็นคำอีกชนิดหนึ่งก็ได้แล้วแต่รูปของประโยค ดังนั้น จึงควรสังเกตว่าการที่ แยกชนิดของคำออกเป็นชนิดๆนั้นก็เพื่อจะให้รู้ว่าต้นรากของคำนั้นๆว่าเป็นคำชนิดใด จะได้นำไปใช้ให้ถูกหน้าที่ แบ่งชนิดของคำออกเป็น 7 ชนิด ดังต่อไปนี้ คำนาม คำที่เป็นชื่อของคน สถานที่ สิ่งของและกิริยาอาการต่างๆทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมสามารถแบ่ง ได้ 5 ชนิดคือ ๑.สามานยนาม คํานามที่ใช้เรียกชื่อทั่วไป เช่น โรงเรียน พัดลม ปากกา หนังสือ โต๊ะ นักเรียน เป็นต้น แต่มีสามา นยนาม จำพวกหนึ่ง ใช้เรียกชื่อที่เป็นจำพวกย่อของจำพวกใหญ่อีกที เช่น พิราบ จีน เป็นจำพวกย่อยของนก และคนเป็น นกพิราบ คนจีน สามานยนามกลุ่มนี้เรียกว่า สามานยนามย่อ ๒.วิสามานยนาม คํานามที่ใช้เรียกชื่อเฉพาะสำหรับเรียกคนสัตว์และสิ่งของ เช่น - อุดรธานี (จังหวัด) - สมหญิง(ชื่อคน) - โพธิสมภรณ์ (ชื่อวัด) - ราชดำเนิน (ชื่อถนน) ๓.สมุหนาม คำนามที่ใช้เรียกชื่อ คน สัตว์ หรือสิ่งของ ที่อยู่รวมกันเป็นหมวดหมู่มักอยู่หน้าคำนาม เช่น - ฝูงนกบินกลับรัง - คณะครูกำลังอบรมที่ห้องประชุม - กองทหารฝึกซ้อมที่เชิงเขา - บริษัทขอขอบคุณประชาชน
3 ๔.ลักษณะนาม คำที่ใช้บอกลักษณะของคำนามที่ไปประกอบ เพื่อให้รู้ว่าคำนามนั้นมีลักษณะอย่างไร ตำแหน่งของคำ ลักษณะนามสามารถปรากฎได้ ๓ ตำแหน่งคือ ๔.๑ปรากฏหลังบอกจำนวน เช่น หนังสือ ๒ เล่ม บ้าน ๑ หลัง ๔.๒ปรากฎหลังคำนาม เช่น หนังสือเล่มใหม่ บ้านหลังแรก ๔.๓ปรากฎหลังคำกริยา เช่น ส่งจานให้ใบสิ ขอหอมที ๕.อาการนาม คำนามที่เกิดจากคำกริยาและคำวิเศษณ์โดยการเติมคำว่า “การ” และ “ความ” นำหน้ามีหลักการ เกณฑ์ดังนี้ ๕.๑ การ ใช้นำหน้าเฉพาะคำกริยาเท่านั้นและต้องเป็นคำกริยาที่แสดงความเป็นไปในทางกายและ วาจา เช่น การกิน การนั่ง การนอน การวิ่ง เป็นต้น ๕.๒ ความ ใช้นำหน้าคำกริยาที่เกี่ยวข้องกับจิตใจ เช่น ความรัก ความโกรธ เป็นต้น และใช้นำหน้าคำ วิเศษณ์ เพื่อบอกลักษณะต่างๆ เช่น ความดี ความชั่ว ความสวย เป็นต้น ในบางครั้ง การ และ ความ สามารถนำหน้าคำกริยาตัวเดียวกันได้ แต่ให้ความหมายที่แตกต่างกัน คือ การ มักแสดง “กระบวนการในการทำกริยา” แต่ ความ มักแสดง “สภาพของกริยา”หรือหากกล่าวง่ายๆคือ การนำหน้ากริยาตัวใด มักจะเป็นรูปธรรมส่วนความนำหน้ากริยาตัวใด มักจะเป็นนามธรรม เช่น - ตำรวจกำลังพิสูจน์การตายของเขา - ความตายเป็นสิ่งที่แน่นอน - เด็กๆควรฝึกทักษะการคิดเพื่อแก้ไขปัญหา - เขากำลังใช้ความคิดในการทำข้อสอบ คำสรรพนาม คำที่ใช้แทนคำนามหรือข้อความที่กล่าวมาแล้วเพื่อไม่ต้องกล่าวนามหรือข้อความนั้นซ้ำสามารถแบ่งได้ เป็น 6 ชนิด ดังต่อไปนี้ บุรุษสรรพนาม คำที่ใช้สรรพนามที่ใช้แทนบุคคลที่เกี่ยวข้องแบ่งเป็น 3 ชนิดย่อย คือ
4 บุรุษที่ ๑ ใช้แทนผู้พูด เช่น ฉัน ดิฉัน ผมข้า ข้าพเจ้า เกล้ากระหม่อม เป็นต้น บุรุษที่ 2 ใช้แทนผู้ที่พูดด้วย เช่น คุณ ท่าน เธอ เอ็ง ฝ่าพระบาท เป็นต้น บุรุษที่ 3 ใช้แทนผู้ที่กล่าวถึง เช่น เขา มัน พระองค์ท่าน เป็นต้น ประพันธสรรพนาม สรรพนามที่ใช้แทนนามที่อยู่ข้างหน้าในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เชื่อมประโยคให้เกี่ยวพันกันมักพบ ประพันธ สรรพนามเชื่อมประโยคความซ้อน เช่น ที่ ซึ่ง อันผู้ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น - ฉันชอบหนังสือที่แม่ซื้อให้ (ที่ แทน หนังสือ) - คนซึ่งชอบขโมยจะต้องติดคุก (ซึ่ง แทน คน) วิภาคสรรพนาม คำสรรพนามที่ใช้แทนนาม เพื่อแบ่งแยกนามนั้นออกเป็นส่วนๆโดยใช้กริยาตัวเดียวกัน เช่น ต่าง บ้าง กัน เป็นต้น ซึ่งมีหลักการใช้ต่างกันดังนี้ ต่าง ใช้แทนนามข้างหน้า เพื่อให้รู้ว่านามนั้นจำแนกเป็นหลายส่วนแต่ทำกริยาอย่างเดียวกัน เช่น - อาจารย์ต่างตรวจข้อสอบ - เราต่างเป็นคนไทย บ้าง ใช้แทนนามข้างหน้า เพื่อให้รู้ว่านามนั้นจำแนกเป็นหลายส่วนแต่แยกทำกริยาต่างกัน คำว่า บ้าง มักใช้ เป็นคู๋ และมักปรากฏในประโยค ๒ ประโยคที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกัน เช่น - นักเรียนบ้างอ่านหนังสือ บ้างคุยกัน - คนงานบ้างกวาดพื้น บ้างพื้น กัน ใช้แทนนามข้างหน้า เพื่อให้รู้ว่านามนั้นจำแนกเป็นหลายส่วนแต่ทำกริยาเกี่ยวข้องกัน เช่น - นักเลงตีกัน - สามีภรรยาคู่นี้มักทะเลาะกันเสมอ นิยมสรรพนาม คำสรรพนามที่ใช้แทนคำนามเพื่อกำหนดความหมายให้แน่นอน ชัดเจนอีกทั้งสามารถใช้บอกระยะใกล้ ไกลได้ มีทั้งหมด ๘ คำ คือ นี่ นั่น โน่น นู่น และ นี้ นั้น โน้น นู้น ใช้ต่างกันดังนี้ นี่ นั่น โน่น นู่น สามารถใช้ตามหลังคำกริยา หรือขึ้นต้นประโยคกได้ เช่น
5 - นั่งนี่ไหมจ๊ะ (ใช้ตามหลังคำกริยา) นี้ นั้น โน้น นู้น ต้องใช้ตามหลังคำบุพบทเสมอ เช่น - เขาไม่ควรวางของไว้ใต้นี้ - พ่อเดินเข้าไปในนู้น อนิยมสรรพนาม คำสรรพนามที่ใช้แทนคำนามทั่วๆไปที่ไม่ได้กำหนดแน่นอนชัดเจนว่าหมายถึงผู้ใด อะไร ไหน ใด เป็น ต้น ตัวอย่างเช่น - เราไม่ควรบอกความลับนี้แก่ใคร - ผู้ใดเป็นคนดีเราควรคบผู้นั้น - อยู่ไหนก็ไม่สบายใจเหมือนอยู่บ้าน ปฤจฉาสรรพนาม คำสรรพนามที่ใช้แทนคำที่เป็นคำถามเช่น ใคร อะไร ไหน เป็นต้น ตัวอย่างเช่น - ใครจะไปกินข้าวกับฉัน - เธออยากกินอะไร - หนังสืออยู่ไหน คำกริยา คำที่แสดงอาการของคำนามหรือสรรพนามเพื่อให้รู้ว่าคำนามหรือสรรพนามนั้นทำอะไรหรือเป็น อย่างไร แบ่งออกเป็น ๔ ชนิด ดังต่อไปนี้ ๑.อกรรมกริยา คำกริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารับ ข้างท้ายก็ได้ความสมบูรณ์ตัวอย่างเช่น - นักเรียนนั่งบนพื้น - ช่วงนี้ฝนตกทุกวัน - น้องนอนในห้องรับแขก ๒.สกรรมกริยา คำกริยาที่ต้องมีกรรมมารับข้างท้ายก็ได้ความสมบูรณ์ตัวอย่างเช่น - ฉันกินข้าว
6 - แม่ตีลูก - คนงานตัดต้นไม้ ๓.วิกตกรรถกริยาคำกริยาที่ต้องอาศัยคำนามหรือสรรพนามมาช่วยขยายจึงจะได้ความสมบูรณ์ได้แก่ เป็น อยู่ คือ เหมือน คล้าย มี เป็นต้น ตัวอย่างเช่น - แม่ของฉันเป็นครู - หน้าตาของเขาคล้ายพ่อ - น้องมีเงินเล็กน้อย ข้อสังเกตประการหนึ่งคือ วิกตรรถกริยามีลักษณะคล้ายคำสกรรมกริยา เนื่องจากมีคำนามหรือสรรพ นามมาต่อท้าย เพียงแต่นามหรือสรรพนามนั้นไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกรรม ดังเช่น สกรรมกริยา แต่ทำหน้าที่ขยาย หรือเป็นส่วนเติมเต็ม ดังนั้นวิธีการสังเกตว่ากริยาตัวใดเป็นวิกตรรถกริยา หรือสกรรมกริยา คือ วิกตรรถกริยา จะไม่สามารถปรากฏหลังคำว่า “ถูก” ได้อย่างสกรรมกริยา ตัวอย่างเช่น - แม่ของฉันเป็นครู --> * ครูถูกเป็น - หน้าตาของเขาคล้ายพ่อ --> * พ่อถูกคล้าย - น้องมีเงินเล็กน้อย --> * เงินเล็กน้อยถูกมี ๔.กริยานุเคราะห์ คำกริยาที่ทำหน้าที่ช่วยกริยาหลักในประโยคให้ได้ความครบตามระเบียบของกริยาได้แก่ ๔.๑ มาลา หมายถึง ระเบียบของกริยาที่แสดงออกมาเป็นความหมายต่างๆ เช่น เนื้อความคาดคะเน เนื้อความ บังคับ เนื้อความอ้อนวอน เป็นต้น ตัวอย่างเช่น - น้องคงไปโรงเรียน - น้องต้องไปโรงเรียน - โปรดถอดรองเท้าข้างนอก ๔.๒ กาล หมายถึง ระเบียบของคำกริยาที่ใช้ต่างกันตามกาลต่างๆ เช่น อดีต ปัจจุบัน อนาคต เป็นต้น ตัวอย่างเช่น - เธอได้อ่านหนังสือ - เธอกำลังอ่านหนังสือ - เธอจะอ่านหนังสือ - เธออ่านหนังสือแล้ว
7 ๔.๓ วาจก หมายถึง ระเบียบของกริยาที่บอกว่าประธานเป็นการกอะไร เช่น เป็นผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ ผู้รับใช้ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น - แม่ให้น้องกวาดบ้าน - น้องถูกแม่ตี - น้องถูกแม่ให้กวาดบ้าน คำวิเศษณ์ คำที่ใช้ประกอบคำอื่นเพื่อให้ความหมายของคำนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น คำวิเศษณ์สามารถแบ่งได้ ๑๐ ชนิดดังต่อไปนี้ ๑.ลักษณวิเศษณ์คำวิเศษณ์ที่ใช้บอกลักษณะของคำให้ชัดเจน มักอยู่หลังคำที่จะขยาย ได้แก่ 1.1 บอกชนิด เช่น ดี เลว แก่ อ่อน หนุ่ม สาว เป็นต้น 1.2 บอกขนาด เช่น ใหญ่ โต เล็ก กว้าง ยาว อ้วน เป็นต้น 1.3 บอกสัณฐาน เช่น กลม แบบ แป้น ทุย เป็นต้น 1.4 บอกสีเช่น ขาว ดำ แดง เหลือง ชมพู เป็นต้น 1.5 บอกเสียง เช่น เพราะ ดัง ค่อย แหบ เครือ เป็นต้น 1.6 บอกกลิ่น เช่น หอม เหม็น ฉุน เป็นต้น 1.7 บอกรส เช่น เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด เป็นต้น 1.8 บอกสัมผัส เช่น ร้อน เย็น อุ่น นุ่ม แข็ง เป็นต้น ๑.๙ บอกอาการ เช่น เร็ว ไว ช้า ฉลาด เซ่อ เอื่อย เปรียว เป็นต้น ๒.กาลวิเศษณ์คำวิเศษณ์ที่ใช้บอกเวลา เพื่อให้คำที่ประกอบนั้นมีความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น เช้า สาย บ่าย เที่ยง เย็น ค่ำ โบราณ ปัจจุบัน ช้า เร็ว กลางคืน กลางวัน พรุ่งนี้เป็นต้น ตัวอย่างเช่น - คนโบราณมักสร้างบ้านริมแม่น้ำ - แม่นอนเร็วจึงตื่นเช้า - เขาจะไปเชียงใหม่พรุ่งนี้ - บริษัทต่าง ๆ ไม่เปิดกลางคืนหรอกจ้ะ ๓.สถานวิเศษณ์ คำวิเศษณ์ที่ใช้บอกสถานที่หรือระยะที่ตั้งอยู่เช่น บน ล่าง เหนือ ใต้ ไกล ใกล้ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น - พี่เรียนชั้นบนส่วนน้องเรียนชั้นล่าง ตัวอย่ำงเช่น ผู้หญิงสำวคนนั้นพูดเพรำะมำก คนอ้วนนั่งบนเก้ำอี้ยำวตัวนั้น
8 - เขาอยู่ห่างแต่เธออยู่ใกล้ ๔. ประมาณวิเศษณ์ 4.1 บอกจำนวนจำกัด เช่น ทั้งหมด ทั้งหลาย ทั้งสิ้น ทั้งปวง ทั้งผอง ปวง ผอง หมด ทุก เป็นต้น ตัวอย่างเช่น - เขากินขนมหมด - พ่อแม่รักลูกทุกคน ๔.๑ บอกจำนวนไม่จำกัด เช่น มาก น้อย หลาย จุ เยอะ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น นักเรียนหลายคนไม่มาเรียน เด็กพวกนี้กินจุคนขี้เกียจย่อมทำงานน้อย ๔.๓ บอกจำนวนแบ่งแยก เช่น บาง บ้าง คนละ สิ่งละ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น - นักเรียนบางคนตั้งใจเรียน บางคนขี้เกียจ - น้องควรอ่านหนังสือบ้าง - เขาและเพื่อน ๆ ซื้อขนมคนละอย่าง ๔.๔ บอกจำนวนนับ เช่น หนึ่ง (1) สอง (2) สาม (3) ร้อย (100) พัน (1,000) เป็นต้น หรือบอกจำนวนใน แง่ลำดับที่เช่น ที่หนึ่ง ที่สาม แรก สุดท้าย กลาง เป็นต้น ตัวอย่างเช่น - เขามีลูกชาย 3 คน - คนสวนปลูกต้นไม้ 5 ต้น - พ่อจะซื้อรถคันที่สอง - น้องมาถึงห้องเรียนเป็นคนแรก ๕.นิยมวิเศษณ์ หมายถึง คำวิเศษณ์ที่บอกความชี้เฉพาะ เช่น โน่น นี่ นั่น นั้น เป็นต้น - ที่นั่นขายของที่เธออยากได้ - ผู้ชายคนนั้นเคยก่อคดีลักทรัพย์มาก่อน ๖.อนิยมวิเศษณ์คำวิเศษณ์ที่บอกความไม่แน่นอน ไม่ได้เฉพาะเจาะจงลงไป แต่มิได้เป็นคําถามหรือแสดงความ สงสัยให้ตอบคำถาม เช่น อื่น ต่าง ๆ นานา อื่นใด อะไร ใด ไหน ทำไม ก็ เช่นไร เป็นต้น ตัวอย่างเช่น - เขาอ่านหนังสืออะไรเวลาใดก็ได้ - วิชาอื่น ๆ ไม่ยากเท่าวิชาภาษาไทย
9 - ธัญพืชต่าง ๆ ล้วนแต่มีประโยชน์ ๗.ปฤจฉาวิเศษณ์คำวิเศษณ์ที่เป็นคำถามหรือแสดงความสงสัยและต้องการคำตอบ เช่น เมื่อไร กี่ อย่างไร เช่นไร เท่าไร หรือ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น - เพราะอะไรเธอจึงไม่ไปโรงเรียน - เขาจะกลับบ้านเมื่อไร - คนไหนเป็นลูกของคุณ - พรุ่งนี้คุณจะไปกรุงเทพหรือ ๘.ประติชญาวิเศษณ์ คำวิเศษณ์ที่แสดงการตอบรับ หรือขานรับของคู่สนทนา ที่ตอบโต้กัน เช่น จ๋า ขอรับ โว้ย เจ้าขา เป็นต้น ตัวอย่างเช่น -แม่จ๋า หนูยากกินนม -ท่านขอรับ รถจะออกเดี๋ยวนี้ ๙.ประพันธวิเศษณ์ คำาวิเศษณ์ที่ทำหน้าที่เชื่อมประโยคให้เกี่ยวข้องกัน เช่น ที่ซึ่ง อัน อย่างที่คือ เพื่อ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น - หนังสือเล่มนี้ดีที่ราคาถูก - เรื่องสำคัญคือเขาถูกตำรวจ จับเมื่อคืนนี้ ๑๐.ประติเสธวิเศษณ์คำวิเศษณ์ที่ใช้ประกอบคำอื่น ที่บอกความห้าม เช่น ไม่ มิใช่ ไม่ใช่ บ่ ไม่ได้ หาไม่ เป็น ต้น ตัวอย่างเช่น - เงินทองไม่ใช่ของหาง่าย - เขาไม่ได้ไปโรงเรียนหลายวันแล้ว - ร่างกายนี้มิใช่ตัวตนของเรา คำบุพบท คำที่ใช้นำหน้าคำนาม คำสรรพนาม คำกริยา หรือคำวิเศษณ์เพื่อบอกตำแหน่งของคำเหล่านั้น และ แสดงความสัมพันธ์กันระหว่าคำ หรือประโยคว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร ดังต่อไปนี้ ๑.๑ บอกตำแหน่ง ที่ตั้ง สถานที่ เช่น
10 - ผมขอลงตรงสะพานลอย - พวกเราซื้อขนมข้างทาง ๑.๒ บอกเหตุผล เช่น - เขามีกำลังใจต่อสู้โรคร้ายเพราะคำพูดของเธอ - เขามีเงินมากขึ้นเพราะความขยัน ๑.๓ บอกความมุ่งหมาย เช่น - น้องตั้งใจเรียนเพื่ออนาคต - เขาเก็บเงินเพื่อสร้างบ้าน ๑.๔ บอกความเป็นเจ้าของ เช่น - สุนัขของเขาหายไปจากบ้าน - หนังสือการ์ตูนของฉัน ๑.๕ บอกผู้รับผลประโยชน์ เช่น - นักศึกษามอบของขวัญปีใหม่แด่อาจารย์ - ในหลวงพระราชทานพรแก่ชาวไทย ๑.๖ บอกเวลา เช่น - เขากลับถึงบ้านตอนหกโมง - พ่อทำงานจนเที่ยงคืน ๑.๗ บอกเครื่องมือที่ใช้ทำ เช่น - เขาจับปลาด้วยมือเปล่า ๑.๘ บอกสิ่งที่ต้องการเปรียบเทียบ เช่น - แม่รักลูกยิ่งกว่าชีวิต
11 คำสันธาน คำที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างคำหรือข้อความให้ติดต่อกันมีหลายลักษณะ ดังต่อไปนี้ ๑.สันธานที่ใช้เชื่อมประโยคความรวม แบ่งออกเป็น ๔ ชนิด คือ ๑.๑เชื่อมข้อความที่คล้อยตามกัน เช่น ก็กับ และ ว่า ครั้น...ก็ครั้น....จึง เมื่อ...ก็ พอ...ก็ ทั้ง...ก็ทั้ง...กับ เป็น ต้น ตัวอย่างเช่น - พ่อและแม่ทำงานเพื่อลูก - ครั้นแม่ทำอาหารเสร็จ พ่อก็กลับมาถึงบ้าน 1.2 เชื่อมข้อความที่ขัดแย้งกัน เช่น แต่ แต่ว่า กว่า...ก็ ถึง...ก็ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น - เขาอยากรวยแต่เขาไม่อยากทำงาน - กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ ๑.๓ เชื่อมข้อความที่เป็นเหตุเป็นผลต่อกัน เช่น ด้วย จึง ฉะนั้น เหตุว่า เพราะ...จึง เป็นต้น ตัวอย่างเช่น - เพราะเขาขยันเขาจึงมีเงินมาก - เขาอ่านหนังสือทุกวันเขาจึงสอบได้ที่หนึ่ง ๑.๔ เชื่อมข้อความที่ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น หรือ ไม่ก็ มิฉะนั้น เป็นต้น ตัวอย่างเช่น - เธอจะไปดูหนังหรือจะอ่านหนังสือ - เธอต้องกวาดบ้านมิฉะนั้นต้องล้างจาน ๒.สันธานที่ใช้เชื่อมประโยคความซ้อน แบ่งออกเป็น ๕ ชนิด คือ ๒.๑ เชื่อมความแสดงลักษณะอาการ - แม่พูดว่าแม่รักลูกทุกคน - เขาบอกให้ฉันทำการบ้าน ๒.๒ เชื่อมความแสดงเวลา - เขามาเมื่อฉันหลับ - เขาเก็บดอกไม้ไว้จนหนึ่งปีผ่านไป
12 ๒.๓ เชื่อมความแสดงเหตุ - น้ำท่วมเพราะฝนตก - เขาสอบตกเพราะเขาไม่อ่านหนังสือ ๒.๔ เชื่อมความแสดงผล - เด็กหิวนมจนร้องไห้ - เขาพูดเร็วจนฉันฟังไม่ทัน ๒.๕ เชื่อมความแสดงการเปรียบเทียบ - เขาเดินเร็วเหมือนม้าวิ่ง - เรือแล่นราวลมพัด ๓.สันธานที่เชื่อมให้เนื้อความเด่น เช่น ๓.๑ เชื่อมความคนละตอนให้ประสานกัน เช่น ฝ่าย ส่วน อนึ่ง อีกประการหนึ่ง เป็นต้น ๓.๒ เชื่อมความให้สละสลวย เช่น อย่างไรก็ตาม ถึงกระนั้นก็ดี อย่างไรก็ดี เป็นต้น คำอุทาน คำที่เปล่งออกมาด้วยอารมณ์ต่าง ๆ เสียงอุทานออกมานี้บางทีเป็นคำ บางทีเป็นวลีและบางทีก็เป็นประโยค บางครั้งคำอุทานก็มีความหมายแปลได้บางครั้งก็ไม่มีความหมาย แล้วแต่ความรู้สึกของผู้อุทานเอง แบ่งเป็น 2 พวกคือ ๑.คำอุทานบอกอาการ ได้แก่ ๑.๑ ใช้แสดงความรู้สึกต่าง ๆ ในการพูด เช่น ชิ โธ่ แหม อนิจจัง อ๊ะ อือ เอ๊ะ โอย โอ๊ย ฮึ เฮ้ย เฮ้อ เป็นต้น ๑.๒ ใช้เป็นคำขึ้นต้นประโยค ในคำประพันธ ์ เช่น อ้ำ โอ้ โอ้ว่า เป็นต้น ๒.คำอุทานเสริมบท คำอุทานที่ใช้เป็นสร้อยหรือคำเสริมบทต่าง ๆ เพื่อให้มีคำครบถ้วนตามที่ต้องการ หรือให้ มีความกระชับ จะสลวยขึ้น ได้แก่ ๒.๑ คำอุทานเสริมบท ที่ใช้เป็นคำสร้อย คือ คำอุทานที่ใช้เป็นสร้อยของโคลงและร่าย หรือใช้เป็น คำลงท้ายใน บทประพันธ์แสดงว่าจบข้อความบริบูรณ์แล้ว เช่น ฮา เฮย แฮ แล นา เอย เป็นต้น ๒.๒ คำอุทานเสริมบทที่ใช้เป็นคำแทรก คือ อุทานที่ใช้แทรกลงระหว่างคำหรือข้อความ มี2 ชนิด
13 ๒.๑.๑ ใช้เป็นบทบูรณ์คือ เป็นคำที่ทำให้บทประพันธ์มีพยางค์ครบถ้วนตามฉันทลักษณ์ เช่น นุ ซิ สิ นิ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น - แต่งอเนกนุประการ - ควรสุขซิกลับเศร้า ศรีหมอง ๒.๑.๒ ใช้ประกอบข้างท้ายให้มีความกระชับหรือสละสลวยขึ้น เช่น นา เอย เอ่ย เอ๋ย เป็นต้น - แมวเอ๋ยแมวเหมียว - มาเถิดนาแม่นา ๓.อุทานเสริมบทที่ใช้เป็นคำเสริม คืออุทานที่ใช้ต่อถ้อยเสริมความให้ยาวออกไป แต่ไม่ต้องการความหมายที่ เสริมนั้น มี3 ชนิด คือ ๓.๑ คำเสริมที่แทรกลงไปในระหว่างคำหน้ากับคำหลัง เพื่อให้เสียงทอดสัมผัสกัน เช่น - วัดวาอาราม - ผ้าผ่อนท่อนสไบ - เลขผานาที ๓.๒ คำเสริมที่เลียนเสียงคำเดิม อาจเสริมข้างหน้าหรือข้างหลังก็ได้คำชนิดนี้ไม่มีความหมายอะไร แต่เติมเข้า มาเพื่อเสริมเสียงให้ยาวออกไป หรือเน้นเสียงให้หนักแน่นขึ้น มักใช้ใน ภาษาพูดมากกว่าภาษาเขียน เช่น - หนังสือหนังหา กระดูกกระเดี้ยว - ชามแชม พยายงพยายาม รถรา เป็นต้น ๓.๓ คําเสริมพ่วงเข้ามาเพื่อเติมเสียงให้เต็มตามที่เคยใช้ในที่อื่น ตัวอย่างเช่น - โอ้โฮ ซื้อผ้ามาบานบุรีทีเดียว - มัวแต่โอ้เอ้วิหารรายอยู่นั่นแหละ คำว่า “บาน” แปลว่า มาก “บุรี” เป็นคำอุทานเสริมบท เคยใช ้คู่กับ บาน เป็นชื่อของไม้ดอกชนิด หนึ่งเรียกว่า บานบุรีเมื่อพูดถึงบาน จึงได้พ่วงคำว่า บุรีเข้าไปด้วย ส่วนคำว่า “โอ้เอ้” แปลว่า ช้า เฉื่อย มีเสียง พ้องกับชื่อของทำนองสวดกาพย์ลำนำชนิดหนึ่ง เรียกว่า “โอ้เอ้วิหารราย” เมื่อพูดถึง โอ้เอ้จึงได้พ่วงคำว่า วิหารราย เข้าไปด้วย เพราะใช้คู่กัน
14 บรรณานุกรม นางสาวธนภรณ์ เปรมทอง. (2๕๖๒). (ออนไลน์). ค้นเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์๒๔๖๗, จาก https://kiktnpp.blogspot.com/2019/05/7.html มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา อภิชัย ธิณทัพ. (๒๕๖๔). (ออนไลน์). ค้นเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์๒๕๖๗, https://www.gotoknow.org/posts/208769 ทีมงานทรูปลูกปัญญา.(๒๕๕๕). (ออนไลน์). ค้นเมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗, https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/551 นาง จารุพันธ์ โอก เอียงพยุง. (๒๕๕๕). (ออนไลน์). ค้นเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๗, https://www.gotoknow.org/posts/430676 โรงเรียนสันติราฎร์วิทยาลัย นางสาวกรรณิการ์ ศรีณะพรม.(๒๔๖๖). (ออนไลน์). ค้นเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๗, https://anyflip.com/qrkcn/rrna/basic VLEARN (๒๕๖๔). (ออนไลน์). ค้นเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๗, https://www.vlearn.world/education/view/108/%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%98%E 0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99-%20junior-high-schoolthai-language%20-thai-types-of-words-grammar จรรย์จารีย์ เภรีฤกษ์. (๒๕๕๓). (ออนไลน์). ค้นเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๗, https://krujun111.wordpress.com/2010/08/20/%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4% E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B9 %83%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E 0%B8%97%E0%B8%A2/ อ.ขวัญจิรา โพธิ์ทอง. (๒๕๖๓). (ออนไลน์). ค้นเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๗, http://elsd.ssru.ac.th/kwanjira_ph/pluginfile.php/389/course/summary/%E0%B8%8A%E0%B 8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84% E0%B8%B3%20%28%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%29.pdf
15 นายสุเทพ เรืองคล้าย. (๒๕๖๓). (ออนไลน์). ค้นเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๗, https://crutape.wordpress.com/2012/09/22/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0 %B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%9 9%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0% B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97/ Unknown. (๒๕๕๖). (ออนไลน์). ค้นเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๗, http://normalthai.blogspot.com/2013/09/blog-post_27.html
16 ภาพผนวก ภาพที่ ๑ : ภาพชนิดของคำ https://www.google.com/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Flasbeautyvn.com%2Fraayngaanchni dkhngkham%2F&psig=AOvVaw0kSAYPSpv_QRUSwAy1OYNp&ust=1709898157271000&sourc e=images&cd=vfe&opi=89978449&ved=0CAUQjB1qFwoTCLjftfqM4oQDFQAAAAAdAAAAABA 4 ภาพที่ ๒ : คำศัพท์ต่างๆ https://www.twinkl.com/teaching-wiki/kha-nam
17 ภาพที่ ๔ : ตัวอย่างคำนาม https://www.twinkl.com/teaching-wiki/kha-nam ภาพที่ ๖ : คำศัพท์คำกริยา https://www.twinkl.com/teaching-wiki/kha-nam
18 ภาพที่ ๗ : หนังสือ https://www.aksorn.com/store/2/product-details-999 ภาพที่ ๘ : ห้องสมุดโรงเรียนสีชมพูศึกษา https://m.facebook.com/p/%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8 %AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E 0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8% B5%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0% B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-100027309686946/
19 ภาพที่ ๙ : คำกริยา https://www.twinkl.co.th/resource/type-of-words-display-posters-th-tl-1645763274 ภาพที่ ๑๐ : คำสรรพนาม https://online.fliphtml5.com/hrvee/xyxb/#p=1
20 ภาพที่ ๑๑ : คำวิเศษณ์ https://pubhtml5.com/fjwf/hybc/basic/ ภาพที่ ๑๒ : คำบุพบท https://www.pangpond.com/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B 8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%97