The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิทย์ ป.3 หน่วยที่ 2 วัฏจักรชีวิตของสัตว์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sniwattana, 2021-08-31 03:59:12

วิทย์ ป.3 หน่วยที่ 2 วัฏจักรชีวิตของสัตว์

วิทย์ ป.3 หน่วยที่ 2 วัฏจักรชีวิตของสัตว์

หนว ยท่ี 2

วัฏจกั รชวี ิตของสตั ว

สิ่งมีชีวิตมีการเจริญเติบโต การเจริญเติบโตทำใหรางกาย
เปล่ยี นแปลงไปจากเดมิ เชน มขี นาดใหญขึ้น สูงขึน้ นอกจากน้สี ัตวบาง
ชนิดเมื่อมีการเจริญเติบโตจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปรางดวย เชน กบ
ผเี ส้ือ บางชนดิ มกี ารลอกคราบ เชน จักจ่ัน งู เปนตน

(การลอกคราบของจักจั่น)

สตั วตางๆ เมื่อเจริญเติบโตจนเปนตัวเต็มวัยจะสามารถผสมพันธุ
และเพ่ิมจำนวน ทำใหสัตวมจี ำนวนเพิ่มมากขึ้นและไมสูญพันธุ สัตวแต
ละชนิดมีวัฏจักรชีวิตที่ตางกัน นักเรียนลองศึกษาวัฏจักรชีวติ ของสัตว
ตา งๆ ตอ ไปนี้

2 วทิ ยาศาสตรระดับช้ัน ป.3
หนวยที่ 2 วฏั จกั รชีวิตของสัตว

วฏั จกั รชีวิตของผีเส้ือ

วัฏจักรชีวติ ของผเี สื้อ
การเจริญเติบโตของผีเสื้อเปนการเจริญเติบโตแบบสมบูรณ มี 4 ระยะ
โดยเร่ิมจาก
1. ระยะไข
2. ระยะตัวออนทเ่ี รยี กวา หนอนหรอื บงุ
3. ระยะดกั แด
4. ระยะตัวเต็มวยั
เวลาในการเจริญเติบโตประมาณ 1-2 เดือนแลว แตละชนิดของผีเสื้อ ผีเสอื้
แตละระยะจะมรี ปู รา งลกั ษณะและพฤติกรรมทีแ่ ตกตางกัน ผเี ส้ือออกไขแ ตล ะครง้ั
มีจำนวนมากแตจะมเี พยี งบางสวนเทา นั้นที่จะเจรญิ เติบโตตอไปเปนดักแด และจะ
เหลือรอดเปนตัวเต็มวัยที่จะสามารถผสมพนั ธุไดเพียงสว นนอย โดยระยะทีเ่ ปนตัว
หนอนมันจะถูกศตั รู เชน นกจับกินเปน อาหาร ดังนัน้ ถา บริเวณท่ผี เี สอื้ อาศยั มศี ตั รู
จำนวนมาก ก็จะมีผลตอปรมิ าณของผีเสือ้ ดวย ซึ่งผีเส้ือมีบทบาทชวยในการผสม
พันธุพืช นักเรียนคิดวาถาผีเสื้อมีปริมาณนอยเกินไป จะมีผลกระทบตอมนุษย
อยา งไร

วทิ ยาศาสตรระดบั ช้ัน ป.3 3
หนว ยที่ 2 วัฏจกั รชีวติ ของสตั ว

วฏั จกั รชีวติ ของยงุ

4-5 วัน 1-2 วนั

1-2 วัน 4-10 วัน

(ภาพประกอบ : สถาบนั วจิ ัยวทิ ยาศาสตรส าธารณสุข กรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย)

การเจรญิ เตบิ โตของยงุ มี 4 ระยะเชนเดยี วกับผีเส้อื ไดแ ก
1. ระยะไข
2. ระยะตวั ออนท่เี รียกวาลูกนำ้
3. ระยะดักแดท เ่ี รยี กวา ตัวโมง
4. ระยะตัวเต็มวัย
ยุงจะมีชีวิตสั้นประมาณ 2 สัปดาห ยุงแตละตัววางไขได 3-4 ครั้ง โดยมีไข
จำนวน 50-300 ฟองตอครั้ง ยุงตัวเมียเมื่ออายุไดเพียง 2-3 วันจะเริ่มออกหากิน
โดยการดดู เลือดคนหรอื สัตว ยุงบางชนดิ เปนพาหะนำโรคมาสคู น เชน ยุงลายนำโรค
ไขเลือดออก โรคไขปวดขอ ยุงลาย หรอื ทีเ่ รียกวาโรคชิคุนกนุ ยา ยุงกน ปลองนำโรค
มาลาเรีย เปน ตน
ยุงเปนแมลงตวั เล็กๆ แตเ ปนพาหะนำโรครายมาสูคนหลายชนิด นักเรียนควร
รูว ิธีการปอ งกนั ไมใหโดนยุงกัดรวมทั้งวิธีการกำจัดยงุ นักเรียนลองศกึ ษาและเลือก
วธิ ีทีเ่ หมาะสมพรอ มอธบิ ายเหตผุ ล

4 วิทยาศาสตรระดับช้นั ป.3
หนวยท่ี 2 วัฏจกั รชีวิตของสตั ว

วิทยาศาสตรระดับชั้น ป.3 5
หนวยท่ี 2 วัฏจกั รชีวติ ของสตั ว

นอกจากการปองกนั เราสามารถใชความรูเรื่องวัฏจกั รชีวิตของยุงมากำจัดยุง
ในแตละชวงชีวิต เชน การกำจัดแหลง วางไข การกำจัดลูกน้ำ การกำจัดแหลงที่อยู
อาศัยของยุง เปนตน

*******************************************************
นายแพทยส วุ รรณชัย วฒั นาย่งิ เจรญิ ชัย
อธบิ ดกี รมควบคมุ โรค
“จากการเฝาระวงั ของกรมควบคมุ โรค สถานการณโ รคไขเ ลอื ดออกในป
2563 ตง้ั แตว นั ที่ 1 ม.ค.-8 ก.ค. 63 มรี ายงานผปู วยท่วั ประเทศ 25,708 ราย
เสียชีวติ 15 ราย กลมุ อายทุ พ่ี บมากทส่ี ดุ คือ 15-24 ป รองลงมาคอื 10-14 ป และ
25-34 ป ตามลำดบั จากขอ มูลการกระจายของผปู ว ย พบวา ผปู วยมกี ารกระจาย
ทว่ั ทกุ ภมู ิภาคของประเทศไทย โดยภูมภิ าคทพ่ี บอัตราปว ยตอประชากรแสนคน
สงู สุด คอื ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื รองลงมาคือภาคกลาง ภาคเหนอื และภาคใต
ตามลำดบั สว นจังหวัดทพ่ี บอตั ราปว ยสูงสดุ คอื ชยั ภมู ิ รองลงมาคอื ระยอง
ขอนแกน แมฮอ งสอน และนครราชสมี า ตามลำดับ”
“การพยากรณโ รคและภยั สขุ ภาพประจำสัปดาหน ี้ คาดวา ในชวงน้มี ีโอกาสพบ
ผปู ว ยโรคไขเ ลอื ดออกเพ่ิมขึ้น แมว า จำนวนผปู วย ณ ชวงเวลาเดยี วกนั ในป 2563
จะมรี ายงานผปู วยนอ ยกวาป 2562 กต็ าม แตจ ากขอ มูลพยากรณอ ากาศจากกรม
อตุ ุนิยมวทิ ยาพบวา ในชวงนป้ี ระเทศไทยจะมฝี นตกหนกั และฝนตกสะสมหลาย
พ้นื ท่ี ซ่งึ หากฝนตกอาจทำใหเ กิดนำ้ ขังตามภาชนะและวัสดตุ า งๆ เปน แหลง
เพาะพนั ธขุ องยุงลายได กรมควบคุมโรค ขอแนะนำใหมีการกำจดั แหลงเพาะพันธุ
ยุงลายบรเิ วณบา นและในชุมชน ตามมาตรการ “3 เก็บ ปอ งกัน 3 โรค” ดงั น้ี 1.
เกบ็ บานใหสะอาด เชน พบั เก็บเสอื้ ผา ใสใ นตหู รือแขวนใหเรยี บรอ ย เพือ่ ไมใหม มี มุ
อบั ทบึ เปนทเ่ี กาะพักของยงุ 2.เก็บขยะทอ่ี ยูบรเิ วณรอบบา น เก็บภาชนะใสอ าหาร
หรอื น้ำดืม่ ทที่ ้งิ ไวใสถุงดำ และนำไปท้งิ ลงถังขยะ เพอื่ ไมใ หเปน แหลงเพาะพันธยุ ุง
และ 3.เก็บนำ้ ภาชนะท่ใี สน ้ำเพอื่ อปุ โภค บรโิ ภค ตอ งปดฝาใหม ิดชิด ลา งควำ่

6 วิทยาศาสตรระดบั ชั้น ป.3
หนวยท่ี 2 วัฏจกั รชีวติ ของสตั ว

ภาชนะใสน ำ้ และเปลยี่ นนำ้ ในกระถางหรือแจกนั ทุกสปั ดาห ปอ งกันไมใ หย งุ ลาย
วางไข ซึ่งจะสามารถปอ งกนั ได 3 โรค คอื

1. โรคไขเลือดออก
2. โรคติดเช้อื ไวรัสซกิ า และ
3. โรคไขปวดขอ ยงุ ลายหรือโรคชคิ นุ กนุ ยา
นอกจากน้ี ประชาชนสามารถปองกนั ไมใ หย งุ กดั ได โดยสวมใสเ สือ้ แขนยาวและ
กางเกงขายาว ใชสารไลย งุ ชนดิ ตา งๆ เชน DEET ใชกลน่ิ กนั ยงุ เชน ตะไคร หรอื
สารเคมีอน่ื ๆ นอนในมงุ และหากมีอาการไขส ูงปวดศรี ษะ ปวดเมอ่ื ยกลา มเนอื้ หนา
แดง มผี ื่น มีรอยจำ้ เลอื ดหรอื จดุ เลอื ดออกตามลำตัว แขน ขา เบอ่ื อาหาร จุกแนน
ล้ินป หรอื สงสัยวา ปว ยดวยโรคไขเ ลือดออก ใหไ ปพบแพทยโดยเร็ว สอบถาม
เพ่มิ เติมไดท่สี ายดว นกรมควบคุมโรค โทร.1422”
(ขอมลู จาก : ทมี SAT / สำนกั ส่อื สารความเส่ยี งฯ กรมควบคมุ โรค)

*******************************************************

นกั เรยี นศกึ ษาขอ มลู นแี้ ละบอกวิธกี ารกำจัดแหลง เพาะพนั ธุยงุ ที่นักเรยี น
สามารถทำได

..........................................................................................................................
...................................................................................................................................
.............................................................................................................................................

.................................................................................................................................................

วทิ ยาศาสตรระดบั ช้ัน ป.3 7
หนว ยท่ี 2 วัฏจกั รชีวิตของสตั ว

วัฏจกั รชวี ติ ของไก

ไข

6 เดือน 21 วนั

ตวั เตม็ วัย ลกู เจ๊ยี บ

(ภาพประกอบ : http://www.trueplookpanya.com)

การเจริญเติบโตของไก มีการเปล่ยี นแปลงรูปราง 3 ระยะ
1. ระยะ ไข โดยปกติแลวไกเพศเมียจะออกไขไดเองโดยไมตองอาศัยเชื้อจาก
ไกเ พศผู เนือ่ งจากธรรมชาติของไกเพศเมยี จะผลิตไขออกมาเพอ่ื รอรับการผสมพันธุ
ซึ่งหากไมมีเชื้อจากไกเ พศผูมาผสม ไขนั้นก็จะเปนไขลม ทีไ่ มสามารถฟกเปนตัวได
แตหากไกเพศเมียไดรบั เชื้อจากไกเพศผูไขนั้นกจ็ ะสามารถฟกออกมาเปนลูกเจี๊ยบ
และเจริญเติบโตเปน ตวั เตม็ วยั ตอไป
2. ระยะทีเ่ รียกวาลูกเจ๊ยี บ เมื่อตัวออ นฟก ออกจากไขสูภายนอกจะมีลกั ษณะ
คลายตัวเตม็ วยั แตก ็ยงั มีรูปรา งตา งจากตัวเตม็ วัย
3. ตัวเต็มวัย เมื่อลูกเจี๊ยบโตเต็มที่แลวก็จะมีลักษณะเปนไกทั่วไปจะหา
อาหารกินเอง รปู รา งลกั ษณะของไกเ พศผูและเพศเมยี จะแตกตางกนั

ไกเพศผู ไกเพศเมีย

8 วทิ ยาศาสตรระดบั ช้นั ป.3
หนว ยท่ี 2 วฏั จกั รชีวิตของสัตว

วฏั จกั รชีวติ ของมนุษย

ตัวออนในครรภมารดา

วัยผใู หญ วัยทารก
พอ + แม

วยั เด็ก

ตวั ออนของมนุษยจ ะอาศัยในครรภของมารดา โดยปกติจะใชเวลาประมาณ 9
เดอื น แตบางคนอาจมากหรือนอยกวานี้ เม่อื ทารกในครรภค ลอดออกสภู ายนอกจะ
คอยๆ เจริญเติบโตเปนวัยเด็ก วัยผูใหญซึ่งในวัยผูใหญนี้จะมีชวงเวลาที่เรียกวาวัย
เจรญิ พันธุซ่งึ เปนวยั ท่จี ะมบี ตุ รได หลงั จากน้นั จะเขาสูวยั ชรา

วิทยาศาสตรระดบั ช้ัน ป.3 9
หนวยท่ี 2 วฏั จักรชีวิตของสตั ว

กิจกรรมท่ี 1 การสรางแบบจำลองวฏั จกั รชวี ิตของผเี สอ้ื หรอื สตั วท่ฉี นั สนใจ

จดุ ประสงค เพอื่ ศกึ ษาวัฏจักรชีวิตของผีเสอ้ื และสรา งแบบจำลองวัฏจกั รชีวติ
ของผีเส้อื ดวยดนิ น้ำมันหรอื กระดาษ

การเตรยี มวสั ดอุ ปุ กรณ
1. ดินน้ำมัน สตี า ง ๆ เชน สเี หลอื ง สเี ขียว สนี ำ้ ตาล

สีฟา สีชมพู เปน ตน
2. กลอ งพลาสตกิ ใสสำหรับใสแ บบจำลอง
3. กระดาษสแี ผน เลก็ ๆ หรอื สตกิ เกอร
4. ไมจ ิ้มฟน 4-5 อนั
5. ก่ิงไมข นาดเล็ก

วิธีทำ
1. ใหน กั เรียนศึกษาและออกแบบสรา งแบบจำลองวฏั จกั รชวี ติ ของผีเสอื้ โดย
การปน ดินน้ำมนั เปนสว นของไข หนอน ดกั แด และผเี สื้อ โดยปนใหม สี แี ละขนาด
เลียนแบบของจรงิ โดยศกึ ษาขอมลู จากการสบื คนหรือจากการเลีย้ งผีเส้ือจริง
2. ใชใบไม กิ่งไมข นาดเลก็ ใสใ นกลอ งพลาสตกิ เพื่อชว ยในการตกแตงเปน ทอ่ี ยู
ของผีเส้ือ
3. จดั วางไข หนอน ดกั แด และผีเสือ้ ในกลอ งพลาสตกิ พรอมเขียนชอื่ เรยี ก
แตละชว งชวี ิตโดยตดิ ปา ยชือ่ ทไ่ี มจม้ิ ฟน และตดิ ใหตรงกบั ช้ินสว นของแบบจำลอง
4. นำกลองแบบจำลองวัฏจักรของผีเสือ้ จดั แสดงนิทรรศการรว มกัน

10 วิทยาศาสตรระดับชน้ั ป.3
หนวยท่ี 2 วัฏจักรชีวิตของสัตว

คำถาม
1. สตั วต า งๆ มีวฏั จักรชีวติ เหมอื นหรือตา งกนั อยา งไร

................................................................................................................................
................................................................................................................................
2. ตัวอยางวฏั จักรชวี ิตของสตั วทม่ี กี ารเปล่ยี นแปลงรปู รางเชนเดยี วกบั ผเี ส้ือ ยุง
มอี ะไรอกี บาง
................................................................................................................................
3. ถาสัตวบางชนดิ มีการลดปริมาณ จะสงผลกระทบตอ สิง่ มีชวี ิตอื่นๆ อยา งไร
ยกตวั อยางประกอบ
................................................................................................................................
................................................................................................................................
4. การตัดตน ไมเปน จำนวนมาก มีผลกระทบตอ วฏั จกั รชวี ติ ของผีเส้ือระยะใด
................................................................................................................................

วทิ ยาศาสตรระดับช้นั ป.3 11
หนวยที่ 2 วัฏจกั รชีวิตของสตั ว

กิจกรรมท่ี 2 โครงงานวทิ ยาศาสตร
เรือ่ ง นักสบื คนหาแหลง เพาะพนั ธยุ ุงในโรงเรยี น

จดุ ประสงค เพ่อื ใหนักเรียนรวมกนั สำรวจแหลง เพาะพันธยุ ุง ทโี่ รงเรียนหรอื ที่
บา นและหาแนวทางการปอ งกนั ไมใหม ีแหลง เพาะพนั ธยุ งุ

วธิ ีทำ
1. ใหนักเรยี นแบง กลุม ๆ ละ 4-5 คน ชว ยกันสำรวจแหลง น้ำทอ่ี าจเปน แหลง
เพาะพนั ธยุ ุงท่ีโรงเรยี น วางแผนในการสำรวจรวมกับเพ่ือน ๆ เชนการแบง สถานที่ใน
การสำรวจ เวลาในการสำรวจ การจดบนั ทึกขอมูลทไ่ี ดจากการสำรวจ
2. นกั เรยี นรว มกันสืบคน ขอ มลู แนวทางในการปอ งกนั และกำจดั แหลง
เพาะพนั ธยุ ุง รว มกนั อภปิ รายถงึ วิธที เ่ี หมาะสม เพื่อนำเสนอวิธีการทกี่ ลมุ เลอื ก
3. ลงมอื ปฏบิ ตั ิ และรายงานผลการปฏิบตั ิ

คำถาม
1. นักเรยี นพบแหลงเพาะพันธยุ งุ ในโรงเรียนหรอื ไม ที่ใดบา ง

…………………………………………………………………………………………………
2. ถาเราตอ งการเกบ็ นำ้ ไวใ ชในถงั หรอื ในตุม เราจะปอ งกนั ไมใหย งุ มาวางไขได

อยา งไร
…………………………………………………………………………………………………
3. นักเรยี นมวี ธิ ปี องกนั ยุงกัดไดอยา งไรบาง
…………………………………………………………………………………………………


Click to View FlipBook Version