The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Thiti Kanchanaketu, 2023-02-12 01:05:46

Poster นิสิตรหัส 61

ilovepdf_merged

„µ¦«¹„¬µ¦¼žÂ„µ¦Œ¸—¡nœÁºÊ°¦µParamyrothecium sp.nov Á¡ºÉ°‡ª‡»¤Ÿ´„˜ªµ THE STUDY OF SPRAY PATTERN OF PARAMYROTHECIUM SP.NOV FOR WATER HYACINTH (EICHORNA CRASSIPES) CONTROL „¤¨ª¦¦–¤¸‹Îµžµ¨³°µ¦r¤°´œ°µ˜¤rе¤ £µ‡ª·µª·š¥µ«µ­˜¦r‡–³«·¨ž«µ­˜¦r¨³ª·š¥µ«µ­˜¦r¤®µª·š¥µ¨´¥Á„¬˜¦«µ­˜¦r Ÿ´„˜ªµ Water HyacinthEichhomiacrassipes Mart Soloms °¥Ä¼n œªŠ«rPontederiaceae ¤¸„µ¦Â¡¦n¦³µ‡Ã—¥„µ¦œµÎ Á…µo¤µÄœž¦³Áš«Åš¥Á¡ºÉ°ÄÁožÈœÅ¤žo¦³—´ Á¡¦µ³¤—¸°„š¸É¤¸ ‡ªµ¤­ª¥Šµ¤Â˜nŸ„´˜ªµ‹—´ÁžÈœ Ĝ…°Šª´¡ºœÊ µÎš¸É¦oµ¥Â¦Šš¸É­»— ÁœºÉ°Š‹µ„ÁžÈœ¡ºš¸É¤¸„µ¦Á‹¦·Á˜·Å—šo ¸É¦ª—Á¦Èª šµÎÄ®Ÿo„´˜ªµÂ¡¦n¡¦n…¥µ¥¡œ´›rž„‡¨»¤Ÿª·œÊ µÎšµÎÄ®Áo„·—ž´®µ„´„µ¦¦³µ¥ …°ŠœÊ µÎ¨³ÁžÈœ°»ž­¦¦‡˜n°„µ¦‡¤œµ‡¤šµŠœÊ µÎ¨³­¦oµŠ‡ªµ¤Á­¸¥®µ¥šÊ Š´Äœ—µoœÁ«¦¬“„·‹ ­´Š‡¤Â¨³­·ÉŠÂª—¨°o ¤ ¦´“µ¨‹¹Š°°„¤µ˜¦„µ¦¤µ‡ª‡»¤Ÿ„˜ ´ ªµÃ—¥¤¸„µ¦Ä®očo­µ¦Á‡¤¸Œ¸—¡nœ „µ¦Äo Á‡¦ºÉ°Š˜„´Â¨³­nŠÁ­¦·¤ª›·¸„µ¦Äžo ¦³Ä¥œr‹µ„Ÿ„´˜ªµÂ˜n„È¥Š´Å¤nčnª›·¸„µ¦š¸ÉÁ®¤µ³­¤Äœ„µ¦„µÎ‹—´Ÿ„´˜ªµÄœ¦³¥³¥µªÂ¨³„µ¦Ä­o µ¦Á‡¤¸Œ¸—¡nœ„¥ÈдŤnž¨°—£¥´˜n°­£µ¡Âª—¨°o ¤ ‹¹Š¤¸­nŠÁ­¦·¤Ä®o č„oµ¦„µÎ‹—´Â¸ªª›·¸Äœ„µ¦‡ª‡»¤ Ánœ „µ¦ÄÂo ¤¨Š®¦º°„µ¦ÄÁoÊ º°¦µš¸É„n°Ä®Áo„·—懄´ ¡ºÂ¨³¡ªµn ÁÊº°¦µ Paramyrothecium sp.nov š¸É‡´—Â¥„Å—o‹µ„›¦¦¤µ˜·Ž¹ÉŠž¦³Áš«Å𥇷—‡œo œÊœ´ šµÎÄ®o Ÿ„´˜ªµÁ„·—æ‡ÄÅ®¤o‹µ„„µ¦š¸ÉÁÊ º°¦µ—Š´„¨nµª¤¸ž¦³­·š›·£µ¡Äœ„µ¦Á…µošµÎ¨µ¥Ÿ„´˜ªµÅ—›o¦¦¤µ˜·‹¹ŠÅ—œo µÎ ¤µÄÄoœ„µ¦‡ª‡»¤Ÿ„´˜ªµÄœž¦³Áš«Å𥠭µÎ ®¦´ÁÊº° Paramyrothecium sp.nov š¸ÉœµÎ ¤µš—­°œÊœ´ ÁžÈœ‹»¨·œš¦¸¥r œ·—š¸É¤ž¸¦³­·š›·£µ¡Äœ„µ¦¥´¥Ê Š´„µ¦Á‹¦·…°ŠŸ„´˜ªµÂ¨³šµÎÄ®Áo„·—æ‡ÄÅ®¤o°¸„šÊ Š´¥Š´Å¤n„n°Ä®Áo„·—¤¨¡·¬ÄœÂ®¨nŠœÊ µÎ¨³ÁžÈœ„µ¦¨—‡nµÄ‹onµ¥Äœ„µ¦ čªo›·¸°ºÉœÇĜ„µ¦„µÎ‹—´Ÿ„´˜ªµ°¸„—ªo¥ ª·›¸„µ¦—εÁœ·œŠµœ ­¦»žŸ¨„µ¦š—¨°Š Á°„­µ¦°oµŠ°·Š „µ¦š—­°ÁºÊ°¦µÃ—¥„µ¦Œ¸—¡nœœŸ´„˜ªµ č­o µ¦Â…ªœ¨°¥ÁÊº°¦µ Paramyrothecium sp.nov š¸ÉÁ…µoÁ‡¦ºÉ°Šž´É œÁ®ª¥¸É ŠÂ¨ªo ž¦·¤µ– ¤·¨¨·¨·˜¦Ÿ­¤„´ ­µ¦‹´ ĝž¦·¤µ– ŤÇ¦¨·˜¦ š¸ÉčÂošnŠÂ„ªo‡œÄ®Áo…µo„œ´ ¨ªoÁšÄ­nĜ…ª—­Áž¦¥r Á¡ºÉ°œµÎŞŒ¸—¡nœœÄÂ¨³¨µÎ˜œo…°ŠŸ„´˜ªµÃ—¥ÂnŠ„µ¦š—¨°Š —Š´œÊ¸ ‡ Œ¸—¡nœÂÄœo Ê µÎ ˜´ª‡ª‡»¤  ‹Îµœªœ™oª¥ ‡ Œ¸—¡nœÂÂ¥„­ž°¦r ‹Îµœªœ™oª¥ ‡ Œ¸—¡nœÂÅ¤nÂ¥„­ž°¦r ‹Îµœªœ™oª¥ Á„ȝŸ¨„µ¦š—¨°ŠÁžÈœÁª¨µª´œª´œ¨³ª´œ …´Êœ˜°œ„µ¦ÁÁ¥„ÁºÊ°‹µ„Ÿ´„˜ªµš¸ÉŒ¸—¡nœ­ž°¦r…ªœ¨°¥ œµÎŸ„´˜ªµ š¸ÉÁ„ȝŸ¨š—¨°ŠÄœªœ´ š¸É¤µ˜—´­ž°¦rÁÊº°¦µ Paramyrothecium sp.nov œÄ …°ŠŸ´„˜ªµ‹Îµœªœ·Ê œ Ä­nŪÄoœÁ¡¨˜Áž¨nµ œµÎ Á¡¨˜¤µÄ­n­µ¦¨³¨µ¥Å±Á˜°¦rœÊ µÎ¥µŽ„´Ÿoµ…µª (Sodium Hypochlorite 6% ‹ÎµœªœÁ¡¨˜Â¨³Ä­nœÊ µÎš¸ÉŸµn œ„µ¦œÉ¹Š‰nµÁÊº°‹µÎœªœ Á¡¨˜œÎµ·Ê œ­nªœ Ÿ´„˜ªµš¸ÉŗoœÎµÅžÁÁnĜ­µ¦¨³¨µ¥Å±Á˜°¦rœÊ µÎ¥µŽ„´Ÿµo…µª(Sodium Hypochlorite 6% ÁžÈœÁª¨µ œµš¸˜µ¤—ªo¥œÊ µÎš¸ÉŸµn œ„µ¦‰nµÁÊº°ÁÁ¨ªoĜÁ¡¨˜š¸É®œÉ¹ŠÁžÈœÁª¨µœµš¸ÁÁ¨³˜µ¤—ªo¥œÊ µÎš¸Éš¸É‰nµÁÊ º°ÁÁ¨ªo Á¡¨˜š¸É­°ŠÁžÈœÁª¨µœµš¸Á¤ºÉ°Ân‡¦Â¨ªoÄ®œo µÎ ˜ª´°¥µn ŠŸ„´˜ªµšÊ Š´·Ê œ¤µªµŠœÁÁŸœn š·¼n¦° ‹œ·Ê œ˜ª´°¥µn ŠÁÁ®Šo­œ·š ¨ªo‹¹ŠœµÎ ·Ê œ˜ª´°¥µn ŠŸ„´˜ªµš¸ÉŗoުµŠœÁ¡¨˜°µ®µ¦PDA ž· — µÄ®o ­œ·š ‹µ„„µ¦š—¨°ŠŒ¸—¡œn ­ž°¦r…ªœ¨°¥ÄœÂÂ¥„­ž°¦r…ªœ¨°¥ÁÊº°¦µParamyrothecium sp.nov ¨³ÄœÂÅ¤nÂ¥„­ž°¦r…ªœ¨°¥ÁÊ º°¦µParamyrothecium sp.nov œÊœ´ ¡ªµn Á„·—°µ„µ¦ÄÅ®¤®o ¦º°„µ¦ Á®¸É¥ªÁœnµ…°ŠŸ„´˜ªµÄœªœ´ š¸É¨³ª´œš¸É°¥µn Š˜n°ÁœºÉ°ŠÄœ„µ¦Œ¸—¡œn Â¥„­ž°¦r‹³Á„·—„µ¦Á®¸É¥ªÁœnµ …°ŠÄŸ„´˜ªµš¸É—´Á‹œÂ¨³¦ª—Á¦Èª„ªµn „µ¦Œ¸—¡œn Å¤nÂ¥„­ž°¦r—Š´œÊœ´‹µ„„µ¦ª·‹¥´š¸ÉŗoœÎµ¤µ°oµŠ°·Š ªµn ÁÊº°¦µ Paramyrothecium sp.nov ¤¸ž¦³­·š›·£µ¡Äœ„µ¦Á…µošµÎ¨µ¥Ÿ„´˜ªµœÊœ´ ÁžÈœÅž˜µ¤š¸É‡µ—®¤µ¥ ¨³ÁžÈœ„µ¦œµÎ ¸ªª·›¸Á…µo¤µÄÄoœ„µ¦„µÎ‹—´Ÿ„´˜ªµš¸É¤¸ž¦³­·š›·£µ¡š¸ÉŤn­nŠŸ¨˜n°Â®¨nŠœÊ µÎ¨³­·ÉŠÂª—¨°o ¤ °¸„šÊŠ´¥Š´ÁžÈœ„µ¦Â„žo ´®µÂ¨³¨—‡nµÄ‹onµ¥š¸É­¼Š‹µ„„µ¦„µÎ‹—´Ÿ„´˜ªµÄœª·›¸°ºÉœÇ°¸„—oª¥ OrawanPiyaboon, RatchapolPawongrat, Sombat Chinawongand, Arm Unartngam.2016. Pathogenicity, host range and activities of a secondary metabolite and enzyme from Paramyrothecium sp.nov water hyacinth from Thailand. Weed Biology and Management 16: 132y144 šœÎµ ª˜´™»ž¦³­Š‡r «¹„¬µŸ¨…°ŠŸ„´˜ªµ®¨Š´Œ¸—¡nœÁÊº°¦µ Paramyrothecium sp.novĜ„µ¦Œ¸—¡nœÂÂ¥„­ž°¦rÁÊ º°¦µÂ¨³„µ¦Œ¸—¡nœÂÅ¤nÂ¥„­ž°¦rÁÊº°¦µ ŤnÂ¥„­ž°¦r Â¥„­ž°¦r „µ¦Á˜¦¸¥¤°µ®µ¦Á¨¸Ê¥ŠÁºÊ° Á˜¦¸¥¤°µ®µ¦PDA ŽÉ¹ŠÁžÈœ°µ®µ¦Á¨Ê¸¥ŠÁÊ º°¦µÃ—¥„µ¦¨µoФœ´ ¦´É Šš¸Éž°„Áž¨º°„¨oªÄ®o ­³°µ—  µœÁžÈœ·Ê œµŠÇ ®¦º°˜—´°°„ÁžÈœ·Ê œ ˜¤o ¤œ´ ¦´É Š„´ œÊ µÎ„¨œ´É ¤·¨¨·¨·˜¦‹œ¤œ´ ¦´É Š­»„ ¨³˜¤o ˜n°°¸„œµš¸œµÎ ¤µ„¦°Š—ªo¥Ÿµo…µªµŠÁ¡ºÉ°Á°µÁœÊº°¤œ´ ¦´É а°„Á˜·¤ dextroseĜœÊ µÎ ˜¤o ¤œ´  ¦´É ЇœÄ®Áo…µo„œ´ ˜¤o‹œ dextrose¨³¨µ¥Ä­nªœ»o ĜœÊ µÎ Á¥œÈ°¸„­nªœ®œÉ¹Š ž¦·¤µ– ¤·¨¨·¨·˜¦˜o¤‹œ ªœ»o¨³¨µ¥Â¨³‡œš»„°¥µn ŠÄ®Áo…µo„œ´ Á˜·¤œÊ µÎ„¨œ´É Ĝ°µ®µ¦Á¡ºÉ°ž¦´ž¦·¤µ˜¦ œµÎÄ­n…ª—°µ®µ¦ž·—‹»„ —oª¥¨Îµ­¸Â¨³¢°¨¥r„œ´‡ªµ¤¦o°œÁ¡ºÉ°žo°Š„œ´„µ¦žœÁžÊ º°œ „µ¦Á¨¸Ê¥ŠÁºÊ°ÄœÁ¡¨˜°µ®µ¦Á¨¸Ê¥ŠÁºÊ° œÎµ°µ®µ¦PDA š¸ÉÄ­nŪÄoœ…ª—°µ®µ¦ œµÎ°°„¤µ°»nœÁžÈœÁª¨µœµš¸‹µ„œÊœÁ˜·¤ ´ Steptomysin¨ŠÅžÁ…¥µn Ä®Áo…µo„œ´Â¨ªo¦¦‹»°µ®µ¦¨Š‹µœÁ¨Ê¸¥ŠÁÊ º°Ã—¥Ä®¤o¸ž¦·¤µ˜¦Å¤nÁ„·œ …°Š ‹µœ ž·— µÄ®­o œ·š n¤Á„ȝŪšo¸É°»–£¼¤·®°oŠÁžÈœÁª¨µª´œÁ¤ºÉ°‡¦ª´œœÎµ‹µœÁ¨Ê¸¥ŠÁÊ º°š¸É¤¸ÁÊ º°¦µ Paramyrothecium sp.novÁ‹¦·°¥¼n œªœ»o°µ®µ¦ œµÎ ¤µ˜—´Á‹µ³ÁÊ º°Ã—¥Äšo ¸ÉÁ‹µ³˜—´ÁÊ º° cork borer) ‹œÅ—ÁoÊ º°¦µ Paramyrothecium sp.nov š¸ÉÁžÈœ¨´„¬–³¦¼žš¦Š„¨¤Ç¨oª‹¹ŠœÎµÁ…ȤÁ…¸É¥ ÁÊ º° Needle and Loop) ¥µo¥ÁÊ º°Åž¥Š´‹µœ°µ®µ¦Á¨Ê¸¥ŠÁÊ º°Á¡¨˜Ä®¤n‹µ„œÊœ´ šµÎ„µ¦nœÁÊº°ÅªÁožÈœ Áª¨µª´œ „µ¦¨oµŠ­ž°¦r…ªœ¨°¥ÄœÁ¡¨˜°µ®µ¦Á¨¸Ê¥ŠÁºÊ° šµÎ„µ¦¨µoŠ­ž°¦r—ªo¥œÊ µÎ­³°µ— °˜´¦µ­nªœ ÁšœÊ µÎš¸ÉœµÎމnµÁÊ º°Â¨ªo¨ŠÄœ‹µœÁ¨Ê¸¥Š ÁÊ º°ž¦·¤µ– …°Š‹µœ ¨ªočÂošnŠÂ„ªo¦¼ž­µ¤Á®¨¸É¥¤ ‡n°¥Ç™¼¨µoŠÁÊ º°°°„‹µ„°µ®µ¦PDA ¨oªÁš ­µ¦Â…ªœ¨°¥­ž°¦r¨ŠÄ­n…ª—Á„ȝ­µ¦Â…ªœ¨°¥­ž°¦r¨³œµÎލnŪÄoœ˜¼Áo¥œÈ‡ª‡»¤°»–®£¼¤· „µ¦Á˜¦¸¥¤…oµªÁž¨º°„ œÎµ…oµªÁž¨º°„®oŠ„·Ã¨„¦´¤Ÿ­¤„´ œÊ µÎ ˜¤o ž¦³¤µ– œµš¸‡œ…oµªÁž¨º°„š»„Ç œµš¸¦·œœÊ µÎ°°„¨ªoœµÎ…µoªÁž¨º°„š¸É˜¤o ¤µ¡„´Åª‹oœ°»nœ œÉ¹Š‰nµÁÊº°…µoªÁž¨º°„—oª¥®¤o°œ¹ÉЇªµ¤—´œÅ° Autoclave) š¸É°»–®£¼¤·°Š«µÁލÁޏ¥­ œµÎ¦¦‹»Ä­n™»ŠÄœž¦·¤µ–™»Š¨³„¦´¤™»ŠÄ­n‡°…ª— °»——oª¥¨Îµ­¸Â¨³„¦³—µ¬®»o¤š¸Éžµ„‡°…ª— „µ¦Á¨¸Ê¥ŠÁºÊ°¦µÄœ…oµªÁž¨º°„ œµÎ™»Š…µoªÁž¨º°„š¸ÉœÉ¹Š‰nµÁÊ º°Ä­n­ž°¦r…ªœ¨°¥ÁÊ º°¦µ Paramyrothecium sp.nov ž¦·¤µ–ŤÇ¦¨·˜¦Á…¥µn ™»Š…µoªÁž¨º°„Ä®šo ª´É Á¤¨—È…µoªÁž¨º°„ œµÎޝn¤Á¨Ê¸¥ŠÁÊº°š¸É °»–®£¼¤·®o°ŠÁžÈœÁª¨µª´œ „µ¦¨oµŠ­ž°¦r…ªœ¨°¥Äœ…oµªÁž¨º°„ œµÎ ¤µ¨µoŠ­ž°¦r°°„‹µ„Á¤¨—È…µoªÁž¨º°„×¥„µ¦Áš…µoªÁž¨º°„¨ŠÄœ™Š´Â¨³˜ªŠœÊ µÎ ­³°µ—‡n°¥ÇÁš¨ŠÅž ‡n°¥Ç …¥µÎÁ°µ­ž°¦r°°„¨ªo„¦°ŠÁ«¬…µoªÁž¨º°„°°„Á„ȝ­ž°¦r…ªœ¨°¥ Ä­n…ª——¼Â¦œÂ¨³ª—´ž¦·¤µ˜¦­ž°¦r…ªœ¨°¥š¸ÉŗÂo¨ªo‹¹ŠœµÎލnĜ˜¼Áo¥œÈ‡ª‡»¤°»–®£¼¤· „µ¦Á˜¦¸¥¤­ž°¦r…ªœ¨°¥š¸Éŗo‹µ„…oµªÁž¨º°„Á¡ºÉ°šÎµ„µ¦Œ¸—¡nœ œµÎ­µ¦Â…ªœ¨°¥ÁÊº°¦µ Paramyrothecium sp.nov š¸Éŗo‹µ„„µ¦¨oµŠ­ž°¦r‹µ„…oµªÁž¨º°„ ˜ªŠž¦·¤µ˜¦…°Š­µ¦Â…ªœ¨°¥­ž°¦rž¦·¤µ–ŤÇ¦¨·˜¦¨oªœÎµÁ…oµÁ‡¦ºÉ°Š ž´É œÁ®ª¥¸É Š ÁžÈœÁª¨µ œµš¸Â¨ªoœµÎ­µ¦Â…ªœ¨°¥š¸ÉŗÁošÄ­n…ª—Á„ȝ­µ¦ž·— µÄ®­o œ·š


ประสิ ทธ ิ ภาพของสารสก ั ดจากพ ื ชท ี่ม ี ผลต ่ อการย ั บย ั ้ งหนอนกระท ู ้ Efficiency of plant extract against Spodoptera sp. กนกพร ประสงค์อยู่และ ภัทราวรรณ คําบุญเรือง ภาควิชาวิทยาศาสตร์คณะศิลปะศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกําแพงแสน ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประชากรที่ประกอบอาชีพเกษตรกรเป็ นหลักโดยปัจจุบันมี การส่งออกผักและผลไม้เป็ นจํานวนมาก เกษตรกรในประเทศไทยส่วนมากมีการใช้สารเคมี ในการควบคุมหนอนกระทู้เนื่องจากมีการหาซื้อได้ง่ายแต่ว่าสารเคมีที่นํามาใช้นั้นมีผลเสีย กับเกษตรกร ผู้บริโภคสิ่งแวดล้อม และยังทําให้หนอนกระทู้มีความต้านทานต่อสารเคมีจึง มีนําสารสกัดจากพืชมาใช้เช่น น้อยหน่า (Annona Squamosa Linn.) มันแกว (Pachyrrhizuserosus Urban) ขมิ้นชัน (Curcuma longa Linn.) สะเดา (Neem) กระเทียม (Alliumsativum Linn.) ใบเลี่ยน (Melia azedarach) ละหุ่งแดง (Ricinus communis L.) รากหนอนตายหยาก (Stemona tuberosa Lour.) ดังนั้น บทความที่กล่าวเป็ นการรวบรวมข้อมูลสําหรับงานวิจัยเพื่อใช้ต่อยอดในการพัฒนาสารสกัด จากพืชในการยับยั้งของหนอนกระทู้และนําไปใช้กับเกษตรกรได้ บทค ั ดย ่ อ บทน ํ า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประชากรที่ประกอบอาชีพเกษตรกรเป็ นหลักปัจจุบันมีการ ส่งออกผักและผลไม้เช่นกะหล่ําปลีกะหล่ําดอก พืชตระกูลหญ้าตลอดจนไม้ดอกไม้ ประดับหลายชนิด ซึ่งพืชเหล่านี้เป็ นพืชอาหารของหนอนกระทู้ (Spodoptera sp.) หนอนกระทู้ในระยะตัวหนอนมีความสามารถในการกัดกินได้เกือบทุกส่วนของพืช ทํา ให้ส่วนของพืชและผลผลิตเกิดความเสียหายเป็ นจํานวนมาก เกษตรกรจึงใช้สารเคมีใน การควบคุมหนอนกระทู้เนื่องจากมีการหาซื้อได้ง่ายแต่ว่าสารเคมีที่นํามาใช้นั้นมีผลเสีย กับเกษตรกร ผู้บริโภคสิ่งแวดล้อม จึงมีการมองหาพืชสกัดจากพืชสมุนไพรเช่น ขมิ้น น้อยหน่า มันแกว พริกขี้หนูสาบเสือ รากหนอนตายหยาก ดีปลีสะเดาเป็ นต้น เพื่อ นํามาใช้ประโยชน์ในการยับยั้งและป้องกันหนอนกระทู้สารสกัดเหล่านี้ไม่เป็ นพิษต่อ เกษตรกร ดังนั้นการใช้สารสกัดจากพืชในการยับยั้งของหนอนกระทู้เป็ นทางเลือกที่ สามารถทดแทนการใช้สารเคมียาฆ่าแมลง เพื่อลดสารตกค้างกับเกษตรกรและผู้บริโภค และไม่เป็ นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ในบทความวิจัยนี้จึงรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับ ประสิทธิภาพของสารสกัดจากพืชที่มีผลต่อการยับยั้งหนอนกระทู้ ผลการศ ึ กษา สารสกัดจากพืชที่มีฤทธิ์ในการกําจัดหนอนกระทู้ผกั Spodoptera litura Fabricius ชนิดพืช ส่วนของ พืช วิธีการ ตัวทํา ละลาย สารที่พบ ผล อ้างอิง น้อยหน่า เมล็ด Dipping Ethanol Esterase และGST หนอนตาย มี ค่าLCହ଴ เท่ากับ 1.642 % w/v พุทธิพร, 2549 มันแกว เมล็ด Dipping Ethanol Esterase และGST หนอนตายมี ค่าLCହ଴ เท่ากับ 2.203% w/v พุทธิพร, 2549 พริกขี้หนูเมล็ด Dipping Ethanol Esterase และGST หนอนตาย มี ค่าLCହ଴ เท่ากับ 4.880% w/v พุทธิพร, 2549 สารสกัดจากพืชที่มีฤทธิ์ในการกําจัดหนอนกระทู้หอม Spodoptera exigua Hubner และกระทู้ข้าวโพดลายจดุ Spodoptera frugiperda JE Smith น้อยหน่า, มันแกว, พริกขี้หนูพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงระดับเอนไซม์ทําลายพิษ 2 ชนิดคือ Esterase และ Glutathione-s-trsnsferaseส่งผลต่อระบบประสาทของ แมลง โดยเฉพาะระบบประสาทส่วนกลางและเส้นประสาททําให้หนอนมีผลต่อระบบ หายใจ (พุทธิพร, 2549) ละหุ่งแดง พบสาร Ricinine เป็นสารในกลุ่มอัลคาลอยด์เมื่อ หนอนได้รับสารสกัดจะมีผลต่อระบบประสาทของแมลง (ณัฐชยา, 2553) Duguetia lanceolata A. St.-Hil. พบสาร aporphine alkaloids ทําให้ไปอุดรุหายใจของ หนอนกระทู้ข้าวโพด ที่สามารถยับยั้งการกินของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดได้จาก พืชที่กล่าวมาพืชที่มีฤทธิ์ในการกําจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดมีการวิจัยค่อนข้างที่ น้อยมากและไม่มีศึกษาในไทย สร ุ ปผล อ ้ างอ ิ ง ชนิด หนอน ชนิด พืช ส่วน ของพืช วิธีการ ตัวทํา ละลาย สารที่ พบ ผล อ้างอิง กระทู้ หอม ละหุ่ง แดง ใบ Topical sprayer Ethyl acetate Ricinine มีค่า LCହ଴ เท่ากับ 1809.4 0±342. 62ppm ณัฐชยา, 2553 หนอน กระทู้ ข้าวโพด ลายจุด Dugueti alance olata A. St.- Hil. เมล็ด ให้กิน อาหาร เทียม Dichlor ometh ane aporphi ne alkaloi ds หนอน ตายที่ค่า LCହ଴ เท่ากับ 295 ିଵ ของ อาหารที่ กิน Dejane et al., 2020 ณัฐชยา คํารังสี. 2553. ประสิทธิภาพของสารริซินินจา กสารสกัดใบละหุ่งแดงต่อหนอนกระทู้หอม: ความเป็นพิษและปฏิกิริยาเอนไซม์ทําลายพิษ. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. พุทธิพร สายสงเคราะห์. 2549. ปฏิกิริยาเอนไซม์เอสเทอเรส และกลูตาไทโอน-เอส-ทรานเฟอเรส ในหนอนกระทู้ผัก (Spodoptera litura L.) หลังสัมผัสสารสกัดจากพืชบางชนิด. วิทยานิพนธ์ ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. Dejane, S.A., V.A.Costa., A.R.T.Machado., D.F.Oliveira and G.A.Carvalho. 2020.Duguetia lanceolate A. St.-Hil. Stem bark produces phenylpropanoids lethal to Spodoptera frugiperda(JE Smith)(Lepidotera: Noctuidae). Crop Protection 127


Barre, A., Pichereaux, C., Simplicien, M., Burlet-Schiltz, O., Benoist, H. Rougé, P. 2021. A Proteomic-and Bioinformatic-Based Identification of Specific Allergens from Edible Insects: Probes for Future Detection as Food Ingredients. Foods (10):280. Srinroch, C. and P. Phiriyangkul. 2015. Identification of novel allergen in edible insect, Gryllus bimaculatus and its crossreactivity with Macrobrachium spp. Allergens. Food Chemistry 184: 160-166. X. Fernandez-Cassi, A. Supeanu, M. Vaga, A. Jansson, S. Boqvist and I. Vagsholm. 2018. The house cricket (Acheta domesticus) as a novel food: a risk profile. Journal of Insects as Food and Feed 5(2): 137 157 Biological Process Cellular Process 8 Arginine kinase, Fructose-bisphosphate aldolase, Glyceraldehyde-3- phosphate dehydrogenase, Myosin, Paramyosin, Tropomyosin, Troponin Tubulin Clustral W BioEdit SWISSMODEL Chimera Tubulin A BIOINFORMATIC- BASED IDENTIFICATION OF ALLERGENS FROM EDIBLE INSECTS Metazoa Drosophila Arthropoda Bake short-tail cricket 17 40 - 57 Raw short-tail Cricket 18 27 - 45 Raw House cricket 20 28 - 48 House cricket powder 19 28 65 112 Bake short-tail Cricket Raw short-tail Cricket Raw House cricket House cricket powder 3. Allermatch Bake short-tail cricket 21 , Raw short-tail Cricket 19 Raw House cricket 23 House cricket powder 60 8 Arginine kinase, Fructose-bisphosphate aldolase, Glyceraldehyde-3-phosphate dehydrogenase, Myosin, Paramyosin, Tropomyosin, Troponin Tubulin 1. Mascot 2. pathway STRING Bake short-tail Cricket Raw short-tail Cricket Biological Process Cellular Component Raw House cricket House cricket powder Biological Process Molecular Function Cellular Component 4. Venn diagram a. protein b. allergen Figure 3 Venn diagram show comparison of protein and allergen in RC Raw short-tail cricket ,HP (House Cricket powder), RH Raw House cricket and BC Bake short-tail cricket a b . 5. Multiple Sequence Alignment BioEdit 6. 3D-modelling SWISSMODEL Chimera Phylogenetic tree . . superfoods essential amino acid) LC-MS/MS protein identification) complex protein mixtures ( Barre Brachytrupes portentosus Lichtenstein) Acheta domesticus) Mascot STRING Biological Process Cellular Component Biological Process Molecular Function Cellular Component ALLERMATCH 8 Arginine kinase, Fructose-bisphosphate aldolase, Glyceraldehyde-3-phosphate dehydrogenase, Myosin, Paramyosin, Tropomyosin, Troponin Tubulin Phylogenetic tree Tubulin 2 clade Troponin C Bla g 6 3 Bla g 6.01 Bla g 6.02 Bla g 6.03 Blattella germanica Pichia pastoris troponin C Drosophila melanogaster House cricket powder) Arthropod Paramyosin Trypsin Triosephosphate isomerase Myosin Mascot http://www.matrixscience.com/) LC-MS MS , 2563 , 2563 Bioinformatics Allermatch pathway STRING Multiple Sequence Alignment ClustralW BioEdit version7.2.5 . 3D-modelling SWISSMODEL UCSF Chimera version1.16 Phylogenetic tree MEGA version 11.0.11 Venn diagram House cricket powder, RP Raw short-tail cricket, RC Bake short-tail cricket, BC Raw House cricket, RH


คณะผูวิจัยขอขอบคุณภาควิชาวิทยาศาสตรคณะศิลปศาสตรและวิทยาศาสตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรวิทยาเขตกําแพงแสน ที่ใหความสนับสนุนทุนการทําวิจัยในครั้งนี้ขอขอบคุณผูชวยศาสตราจารยดร. นพมาศ โลกคําลือ และ ผูชวยศาสตราจารยดร. ศิริพร ศรีภิญโญวณิชยและสมาชิกในหองปฏิบัติการท่ีคอยใหคําปรึกษาและชวยตรวจแกไขเลมปญหาพิเศษทําใหการศึกษาในครั้งนี้ผานลุลวงไปไดดวยดี ในการศกึษาฤทธิ์การตานหลอดเลือดแข็งตัวหรือตานโรคอวนของสารสกัดใบกะเพราแดงเชื้อสายพันธุกรรมไทย พบวาสารสกัดใบกะเพราแดงสายพนัธุOS07 มีฤทธิ์ตานอนุมูลอิสระสูง และมีความสามารถในการตานกิจกรรมของเอนไซมแพนคริ เอติกไลเปสสูงสุดที่ 45.3802 ไมโครกรัมตอมิลลิลิตร โดยมีคา IC50 เทากับ 3.3403 ไมโครกรัมตอมิลลิลิตร ดังนั้นกะเพรา แดงสายพันธุ OS07 จึงเปนสายพันธุที่มีศักยภาพสูงสุดสําหรับนํามาตอยอดพัฒนาเปนผลิตภัณฑอาหารเสริมสุขภาพเพื่อ ปองกันโรคอวนหรือหลอดเลือดอุดตนัไดสารสกัดกะเพราแดงเชื้อสายพันธุกรรมไทยจึงเปนอีกทางเลือกหน่งึที่มีฤทธิ์ในทาง โภชนเภสัชสามารถนํามาใชในการปองกันโรคไมติดตอเรื้อรังในอนาคต การทดลองนี้ทําการศึกษาในกะเพราแดงเชื้อพันธุกรรมไทยที่มีปริมาณสารออกฤทธิ์ยูจีนอลและแอนโทไซยานิน แตกตางกัน จํานวน 5 สายพันธุ (OS02, OS03, OS04, OS7 และ OS08) เทียบกับกะเพราขาว (OS10) ผลการทดลอง พบวาสารสกัดใบกะเพราแดงมีปริมาณสารประกอบฟนอลิกรวมตํ่า (6.17-16.78 มิลลิกรัมของกรดแกลลิกตอกรัมนํ้าหนัก แหงพืช) แตมีความสามารถในการกําจัดอนุมูลอิสระ DPPH สูง (IC50 เทากับ 0.90-29.65 มิลลิกรัมตอมิลลิลิตร) โดย กะเพราแดงสายพันธุ OS07 มีความสามารถในการตานการทํางานของเอนไซมไลเปสจากตับออนสูงอยางมีนัยสําคัญเมื่อ เทียบกับชุดการทดลองควบคุม โดยมีฤทธิ์ตานสูงสุดที่ 45.38 ไมโครกรัมตอมิลลิลิตร ที่ความเขมขนของสารสกัด 400 ไมโครกรัมตอมิลลิลิตร และมีคา IC50 เทากับ 3.34 ไมโครกรัมตอมิลลิลิตร ดังนั้นกะเพราแดงเชื้อพันธุกรรมไทยสายพันธุ OS07 จงึเปนสายพันธุที่มีศักยภาพสงูสดุสําหรบันํามาตอยอดพัฒนาเปนผลิตภัณฑอาหารเสริมสุขภาพเพื่อปองกันโรคอวน หรือหลอดเลือดอุดตันได โรคอวนเปนสาเหตุพื้นฐานที่จะนําไปสกูารเกิดหลอดเลือดแข็งตัว และทําใหเกิดภาวะแทรกซอนของโรคหัวใจและโรค หลอดเลือดสมองตามมา (Stoner et al., 2013) ซึ่งโรคอวน (Obesity) เปนโรคที่เกิดจากรางกายมีการสะสมไขมัน มากกวาปกติ ทําใหรางกายเก็บสะสมพลังงานในรูปแบบของไขมันไวในอวัยวะสวนตาง ๆ ของรางกาย (สาธิยา, 2564) เอนไซมที่สําคัญในการชวยยอยไขมัน คือ เอนไซมไลเปสจากตับออน (Pancreatic lipase) เปนเอนไซมที่มีหนาที่ในการ ชวยยอยไขมันที่ไดจากการรับประทานอาหาร และชะลอการสะสมไขมันในเนื้อเยื่อ (Alona et al., 2021) ทั้งนี้โรคอวน และหลอดเลือดแข็งตัว เปนโรคไมติดตอเรื้อรัง (Noncommunicable diseases หรือ NCDs) ที่เปนปญหาสุขภาพสําคัญ ในระบบสาธารณะสุขทั่วโลก (กระทรวงสาธารณสุข, 2562) ปจจุบันการรักษาโรคในกลุมไมติดตอเรื้อรังจะรักษาโดยการใชยาเปนประจําอยางตอเนื่อง ซ่งึยาที่ใชในการรักษาก็มีราคาที่คอนขางสูง ดวยเหตุนี้ผูวิจัยจึงไดมีการนํากะเพราแดงเชื้อสาย พันธุกรรมไทย ที่รวบรวมไวโดยศูนยวิจัยและพัฒนาพืชผักเขตรอน คณะเกษตรกําแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร วิทยาเขตกําแพงแสนมาใชในงานวิจัย เนื่องจากกะเพราแดง (Ocimum sanctum Linn.) เปนพืชสมุนไพรที่นิยมนํามาใช ในการปองกันโรค เนื่องจากใบกะเพราแดงมีสารสําคัญที่มีฤทธิ์ทางโภชนเภสัชหลายชนิด เชน สารในกลุมของอัลคาลอยด ฟลาโวนอยด สารประกอบฟนอลิก (Siva et al., 2016) ซึ่งเปนสารที่มีฤทธิ์ตานการอักเสบ และมีฤทธิ์ในการตานอนุมูล อิสระสูง (Singh et al., 1996; หวันฮูดา และคณะ, 2564) จึงทําใหกะเพราแดงเปนที่สนใจที่จะนําไปพัฒนาเพื่อใชเปน สวนผสมในการผลิตทางโภชนเภสัช การศึกษาในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงคเพื่อวิเคราะหประสิทธิภาพของสารสกัดจากใบกะเพราแดงเชื้อพนัธกรรมไทยตอการุตานกิจกรรมเอนไซมแพนคริเอตินไลเปส พรอมทั้งวิเคราะหปริมาณฟนอลิกรวมและฤทธิ์ตานอนุมูลอิสระ ดวยเทคนิค DPPH radical scavenging assay โดยงานวิจัยนี้สามารถนําเสนอสายพันธุกะเพราแดงที่มีศักยภาพสําหรับสงเสริมการใช ประโยชนทางโภชนเภสัชในการตานภาวะอวนปองกันโรคหลอดเลือดอุดตัน และสงเสริมการบริโภคกะเพราแดง เพื่อตาน อนุมูลอิสระได บทคดัย่อ การว ิ เคราะหฤ ์ ทธต้านหลอดเลือดแข็งตัวของสารสกัดใบกะเพ ิ Í ราแดง Anti-atherosclerotic analysis of the leave extracts of Thai red holy basil ณฐัธยาน์สระทองเทียน นพมาศ โลกคาํลือและ ศิรพิร ศรภีิญโญวณิชย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์คณะศิลปศาสตรแ์ละวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลยัเกษตรศาสตรว์ิทยาเขตกาํแพงแสน บทนาํ อปุกรณแ ์ ละวิธ ี การ จากการศึกษาในครั้งนี้ พบวาปริมาณแอนโทไซยานินของสารสกัดจากกะเพราแดงสายพันธุ OS03 และ OS07 มี ปรมิาณแอนโทไซยานินสูง และสูงกวากะเพราแดงสายพันธุอื่น เนื่องจากลักษณะของใบกะเพราแดงมีลักษณะสีมวงแดง ที่เกิดจากการสะสมของแอนโทไซยานิน ซึ่งเปนรงควัตถุที่ใหสีมวง แดงและนํ้าเงิน (อรุษา, 2554) ผลของการยับยั้งกิจกรรมเอนไซมไลเปสจากตับออนของสารสกัดจากกะเพราะแดงเชื้อสายพันธุกรรมไทย พบวา กะเพราแดงสายพันธุ OS07 มีศักยภาพสําหรับนํามาใชในการปองกันโรคอวนและโรคหลอดเลือดแข็งตัวไดดีที่สุดและพบวา ฤทธิ์ตานกิจกรรมของเอนไซมไลเปสจากตับออนในสารสกัดนํ้าของกะเพราแดงมีความสัมพันธกับปริมาณแอนโทไซยานิน รวมของสารสกัดใบของกะเพราแดงที่มสีีสันมวงแดงของแอนโทไซยานินสูง ยิ่งมีฤทธิ์ตานโรคอวนหรือโรคหลอดเลือดแข็งตัว สูง สอดคลองกับการทดลองของ จตุพร และคณะ (2562) ที่พบวา ชาจากดอกอัญชันเปนชาที่มีศักยภาพในการตานอนุมูล อิสระ สามารถชวยปองกันโรคอวนได เนื่องจากชาจากดอกอัญชันมีสารในกลุมแอนโทไซยานินเปนสวนประกอบ ซึ่งแอนโท ไซยานนิเปนสารฟนอลชนิดหนึ่งที่มีความสามารถในการใหไฮโดรเจนอะตอมเพื่อหยุดปฏิกิริยาออกซิเดชันของอนุมูลอิสระ ในปฏิกิริยาลูกโซ (chain reaction) (Kaur and Kapoor, 2001) อยางไรก็ตามฤทธิ์การตานนุมูลอิสระของสารสกัดจากกะเพราแดงเชื้อสายพันธุกรรมไทยที่ทดสอบโดยใชวิธี DPPH radical scavenging assay พบวาสารสกัดจากกะเพราแดงสายพันธุOS02 และ OS07 มีความสามารถในการตานอนุมูล อิสระสูงกวาสารสกัดกะเพราขาวสายพันธุ OS10 (ชุดควบคุม) สอดคลองกับงานวิจัยของ Hakkim et al. (2007) ที่ศึกษา ฤทธิ์ตานอนุมูลอิสระของสารสกัดกะเพราขาวและกะเพราแดงโดยวิธีFRAP, ABTS และ DPPH พบวากะเพราแดงมีฤทธิ์ ตานอนุมูลอิสระสูงกวากะเพราขาวเชนกัน ทั้งนี้ปริมาณแอนโทไซยานินรวมของสารสกัดไมไดมีความสัมพันธกับฤทธิ์ตานอนุมูลอิสระ ซึ่งสอดคลองกับคาปริมาณ ของฟนอลิกรวมที่ไมสมัพนัธกบั ปรมิาณแอนโทไซยานินเชนเดียวกัน ซึ่งคาดวาสารสกดัใบกะเพราที่ใชนํ้าเปนตัวทําละลายมีผลตอการคงอยูของสารตานอนุมูลอิสระ สอดคลองกับรายงานของ วิยดา และ กิ่งกาญจน(2561) ที่พบวา สารสกัดยาหา รากที่สกัดดวยนํ้ามีประสิทธิภาพการกําจัดอนุมูลอิสระไดนอยกวาสารสกัดดวยเอทานอล ผลการศก ึ ษา สรุปผลการศก ึ ษา เอกสารอา ้ งอิง กิตติกรรมประกาศ วิจารณผ ์ ลการศก ึ ษา การคดัเลือกสายพันธุกะเพราแดงที่มีศกัยภาพดานฤทธิ์ทางโภชนเภสัช ตัวอยางสายพันธุ กะเพราที่นํามาใชใน การทดสอบ กะเพราขาวสายพันธุ OS10 ใชเปนชุด ควบคุมในการ ทดลอง เกบ็เนื่อเยื่อใบ ลางและอบตัวอยางกะเพราดวยลมรอนธรรมชาติเปนเวลา 48 ชั่วโมง บดและเก็บรักษาเนื้อเยื้อที่อุณหภูมิ-20 ℃ วิเคราะหปริมาณสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) วิเคราะหประสิทธิภาพในการยับยั้งกิจกรรมของเอนไซม pancreatic lipase วิเคราะหฤทธิ์ตานอนุมูลอิสระดวยวิธี DPPH radical scavenging assay วิเคราะหปริมาณสารประกอบฟนอลิกรวม (Total phenolic content) วิเคราะหความแปรปรวนและเปรียบเทียบคาเฉล่ยีโดยวิธีDuncan’s multiple range test (DMRT) สกัดดวยตัวทาํละลาย (นํ้ากลั่น) 1. การเตรียมสารสกัดกะเพราแดง และปรมิาณแอนโทไซยานินทั้งหมดในสารสกัดกะเพราแดง ตารางที่ 1 แสดงรอยละผลผลิตท่สีกัดไดจากใบกะเพราแดง และปริมาณแอนโทไซยานินทั้งหมดจากสารสกัดกะเพราแดง 2. การยับยั้งการทํางานเอนไซมไลเปสจากตับออนของสารสกดัจากกะเพราะแดง ตารางที่ 2 คา IC50 ของการยับยั้งกิจกรรมของเอนไซมไลเปสจากตับออนของสารสกัดจากกะเพราแดง 3. ฤทธิ์ตานอนมุ ูลอิสระโดยใชวิธีDPPH radical scavenging assay ตารางที่ 3 คา IC50 ของการตานอนุมลูอิสระดวยสารสกัดกะเพรา4. ปริมาณฟนอลิกรวมในสารสกัดกะเพราแดง (Total phenolic content) ภาพที่ 1 ปริมาณฟนอลิกทั้งหมดของสารสกัดกะเพราแดง แสดงในหนวยมิลลิกรัมสมบรูณของกรดแกลลิก/นํ้าหนักสารสกัดหยาบ 1 กรัม กระทรวงสาธารณสุข. 2562. รายงานสถานการณโรค NCDs เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และ ปจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวของ พ.ศ. 2562.จตุพร ประทุมเทศ, จักรกฤษณสุรสอน และทิพยมนตรเปาปา. 2562. สารประกอบฟนอลิกทั้งหมดและฤทธ์ิตานอนุมูลอิสระของ ชาดอกไม3 ชนิดในจังหวัดสกลนคร. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 28(6)วิยดา กวานเหียน และกิ่งกาญจน บรรลือพืช. 2561. ความเปนพิษตอเซลลฤทธิ์ตานการอักเสบและตานอนุมูลอิสระของตํารับยาหารากที่สกัดดวยนํ้า. วารสารวิชชามหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรธีรรมราช. 37หวันฮูดา ปะดุกา, ปญจพร สันทัดเลขา, ทวีภรณ คีรีคช และนงลักษณ กุลวรรัตต. 2564. การวิเคราะหปริมาณสารสําคัญและฤทธิ์ตานอนุมูลอิสระของสารสกัดใบกะเปยดเครือ. วารสารวิชาการและวิจัยมทร.พระนคร. 15(2) สาธยิา สุขคุม. 2564. บทบาทพยาบาลในการดูแลผูปวยโรคอวนที่ไดรับการผาตัดลดขนาดกระเพาะอาหารผานการสองกลอง. วารสารพยาบาล. 70(3): 29-38.อรุษา เชาวนลิขติ. 2554. “การสกัดและวิธีการวิเคราะหแอนโทไซยานิน”. วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (สาขาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี). (6) : 26-36. Alona, S. and M. Svitlana. 2021. INHIBITION OF PANCREATIC LIPASE BY WATER EXTRACTS OF SOME HERBAL MIXTURES. Pharmacology. (2): 1457-1463. Hakkim, F.L., C.G. Shankar and S. Girija. 2007. Chemical composition and antioxidant property of holy basil (Ocimum sanctum L.) leaves, stems, and inflorescence and their in vitro callus cultures. Journal Agric Food Chem. 55: 9109-9117. Kaur, C. and HC. Kapoor. 2001. Antioxidants in fruits and vegetables the millennium’s health. International Journal of Food Science and Technology. 36: 703-5 Singh, S., D.K. Majumdar. and H.M.S. Rehan. 1996. Evaluation of anti-inflammatory potential of fixed oil of Ocimum sanctum (holy basil) and its possible mechanism of action. Journal Ethnopharmacol. 54: 19-26. Siva, M., K.R. Shanmugam, B. Shanmugam, S.G. Venkata, S. Ravi, R.K. Sathyavelu. and K. Mallikarjuna. 2016. Ocimumsanctum: A reviewonthe pharmacological properties, Int. J. Basic Clin. Pharmacol. 5: 558-565. Stoner, L., A.A. Lucero, B.R. Palmer, L.M. Jones, J.M. Young. and J. Faulkner. 2013. Inflammatory biomarkers for predicting cardiovascular disease. Clinical Biochemistry. 46: 1353–1371.


Phytochemical screening and biological activity analysis of sea grapes (Caulerpa lentillifera) การตรวจสอบสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพของสาหร่ายพวงองุ่น (Caulerpa lentillifera) ภูศาผริตาภัณ ไพบูลย์สุข อินทิรา ขูดแก้ว นพมาศ โลกค าลือ วิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ คณะศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บทคัดย่อ บทน า ศึกษาเปรียบเทียบสารพฤกษเคมี ได้แก่ สารประกอบฟีนอล ฟลาโวนอยด์กรดแอสคอร์บิกคลอโรฟิลล์ แคโรทีนอยด์โปรตีน และน ้าตาล ศึกษาปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์การยับยั งเอนไซม์ไทโรซิเนสของสาหร่ายพวงองุ่นเกรด A และเกรด B วัตถุประสงค์ อุปกรณ์และวิธีการ การวิเคราะห์สารพฤกษเคมี ปริมาณสารประกอบฟีนอลรวม ปริมาณสารประกอบฟลาโวนอยด์ ปริมาณกรดแอสคอร์บิก ปริมาณโปรตีน ปริมาณน้ าตาลทั้งหมด ปริมาณคลอโรฟิลล์รวมและแคโรทีนอยด์ การวิเคราะห์ทางสถิติ ข้อมูลแสดงผลเป็นค่าเฉลี่ย ± standard error (SE) วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างสาหร่าย พวงองุ่นเกรด A และ B โดยค้านวณทางสถิติt-test ที่ p<0.05 และ p<0.01 ด้วยโปรแกรม R-studio การวิเคราะห์หาปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ วิธี 2,2-diphenyl-1-picrylhydrazyl radical scavenging (DPPH) วิธี 2,2’-Azino-bis cation radical scavenging (ABTS) วิธี ferric reducing antioxidant power (FRAP) วิธี reducing power การวิเคราะห์ฤทธิ์การยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส Singleton et al. (1999) Tunna et al. (2015) Li et al. (2012) Bradford (1976) Dubois et al. (1956) Arnon (1949) Brand Williams et al. (1995) Nenadis et al. (2004) Benzie and Strain (1996) Yen and Chen (1995) 3 4 ตัวอย่างสาหร่ายพวงองุ่นสด จากบ่อเพาะเลี้ยงน ้าทะเลเชิงพาณิชย์ ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2565 เก็บที่อุณหภูมิ -20องศาเซลเซียส ผลการศึกษา การวิเคราะห์สารพฤกษเคมี 1 ตารางที่1: ปริมาณสารประกอบฟีนอล ฟลาโวนอยด์กรดแอสคอร์บิก โปรตีน น้ าตาล คลอโรฟิลล์ และแคโรทีนอยด์ของสาหร่ายพวงองุ่นสดเกรด A และ B ข้อมูลแสดงด้วยค่าเฉลี่ย (n=3) ± SE โดย ns หมายถึง ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติ และ ** หมายถึง มีความแตกต่างอย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่P<0.01 Sea grape quality Phenolic compound (mgGAE/g FW) Flavonoid content (mgQE/g FW) Ascorbic acid content (μg/g FW) Protein content (μg/g FW) Sugar content (mg/g FW) Chlorophyll A (mg/g FW) Chlorophyll B (mg/g FW) Total chlorophyll (mg/g FW) Carotenoid (mg/g FW) Grade A 4.539±0.423 4.584±0.186 1.011±0.075 2.973±0.000 7.629±0.160 0.007±0.000 0.004±0.000 0.011±0.001 2.359±0.100 Grade B 3.708±0.347 3.841±0.232 2.247±0.193 2.706±0.000 8.673±0.022 0.012±0.001 0.006±0.000 0.015±0.001 2.451±0.159 t-test ns ns ** ** ** ** ** ** ns • พบว่าสาหร่ายพวงองุ่นเกรด A มีปริมาณสารประกอบฟีนอล และฟลาโวนอยด์มากกว่าเกรด B โดยไม่แตกต่างอย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติ และมีปริมาณโปรตีนมากกว่าอย่างมีนัยส้าคัญ ทางสถิติ พวงองุ่นเกรด B พบว่ามีปริมาณกรดแอสคอร์บิก น ้าตาล คลอโรฟิลล์ A คลอโรฟิลล์ B และคลอโรฟิลล์รวม มากกว่าเกรด A อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติ • ปริมาณแคโรทีนอยด์ของสาหร่ายพวงองุ่นเกรด A และ B ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ Sea grape quality DPPH (mg TE/g FW) ABTS (mg TE/g FW) FRAP (mg Fe2+/g FW) Reducing power (%) Grade A 1.373±0.001 4.929±0.529 0.021±0.001 180.226±7.300 Grade B 1.368±0.003 7.173±0.472 0.032±0.003 190.113±4.992 t-test ns * * ns การวิเคราะห์หาปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ 2 ตารางที่2: ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระของสาหร่ายพวงองุ่นสดเกรด A และ B จากการตรวจสอบด้วยวิธี DPPH, ABTS, FRAP และ Reducing power ข้อมูลแสดงด้วยค่าเฉลี่ย (n=3) ± SE โดย ns หมายถึง ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติ และ * หมายถึง มีความ แตกต่างอย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ P<0.05 • สาหร่ายพวงองุ่นเกรด B มีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าเกรด A อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติ เมื่อตรวจสอบด้วยวิธี ABTS และ FRAP • ไม่มีความแตกต่างทางสถิติของสาหร่ายพวงองุ่นเกรด A และเกรด B เมื่อตรวจสอบด้วยวิธี DPPH และสมบัติการรีดิวซ์โดยวิธี reducing power Sea grape quality Tyrosinase inhibition (%) Grade A 25.000±8.194 Grade B 38.636±2.273 t-test ns ตารางที่3: ฤทธิ์การยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ของสาหร่าย พวงองุ่นสดเกรด A และ B ข้อมูลแสดงด้วยค่าเฉลี่ย (n=3) ± SE โดย ns หมายถึง ไม่มีความแตกต่างอย่าง มีนัยส้าคัญทางสถิติที่ P<0.05 3 การวิเคราะห์ฤทธิ์การยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส 1. สาหร่ายพวงองุ่นเกรด A และ B มีสารพฤกษเคมี ได้แก่ สารประกอบฟีนอล ฟลาโวนอยด์และแคโรทีนอยด์ไม่แตกต่างกันทางสถิติ แต่เกรด B มีปริมาณกรดแอสคอร์บิก น ้าตาล และ คลอโรฟิลล์ มากกว่าเกรด A อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติ เอกสารอ้างอิง 2. สาหร่ายพวงองุ่นเกรด A และ B มีคุณสมบัติการต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์การยับยั ง เอนไซม์ tyrosinase ที่ไม่แตกต่างกัน สารพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพของสาหร่ายพวงองุ่นเกรด A ซึ่งเป็นเกรดส้าหรับขาย และเกรด B ซึ่งเป็นเกรดคัดทิ ง ไม่แตกต่างกันมากนัก และมีบางพารามิเตอร์ (parameters) ได้แก่ กรดแอสคอร์บิก น ้าตาล คลอโรฟิลล์ และสารต้านอนุมูลอิสระ (วิธี ABTS และ FRAP) ที่เกรด B มีมากกว่าเกรด A อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นว่า สาหร่ายพวงองุ่นเกรด B มีศักยภาพที่จะน้าไปสกัดสารพฤกษเคมีที่มีฤทธิ์ทาง ชีวภาพเพื่อน้าไปใช้ประโยชน์ในการผลิตอาหารเสริมสุขภาพและเครื่องส้าอางต่อไปได้ วิจารณ์ผลการศึกษา สรุปผลการศึกษา Liang et al. (2012) Arnon, D. I. 1949. Copper enzyme in isolated chloroplast. Polyphenol oxidase in Beta vulgaris. Plant Physiology24: 1-15. Bradford, M. M. 1976. A rapid and sensitive for the quantitation of microgram quantititesof protein utilizing the principle of protein-dye binding. Analytical Biochemistry. 72: 248-254. Brand-Williams, W., M. E. Cuvelier and C. Berset. 1995. Use of a free radical method to evaluate antioxidant activity. LWT Food Science and Technology. 28(1): 25-30. Benzie, F. F. and J. J. Strain. 1996. The ferric aeducing ability of plasma (FRAP) as a measure of “antioxidant power”: the FRAP assay. Analytical Biochemistry.239(1): 70-76. Dubois, M., K. A. Gilles, J. K. Hamilton, P. A. Rebers and F. Smith. 1956. Colorimetric method for determination of sugars and related substances. Analytical Chemistry.28(3): 350-356. Li, Q., Y. Li, C. Li and X. Yu. 2012. Enhanced ascorbic acid accumulation through overexpression of dehydroascorbatereductase confers tolerance to methyl viologen and salt stresses in tomato. Plant Breed. 48: 74–86. Liang, C., J. H. Lim, S. H. Kim and D. S. Kim. 2012. Dioscin: A synergistic tyrosinase inhibitor from the roots of Smilax china. Food Chemistry. 134(2): 1146-1148. Mehra, R., S. Bhushan, F. Bast and S. Singh. 2019. Marine macroalga Caulerpa: Role of its metabolites in modulating cancer signaling. Molecular Biology Reports. 46: 3545–3555. Nenadis, N., L. F Wang, M. Tsimidou and H. Y. Zhang. 2004. Estimation of scavenging activity of phenolic compounds using the ABTS•+ assay. Journal of Agricultural and Food Chemistry.52(15): 4669–4674. Singleton, V. L., R. Orthofer and R. M. Lamuela-Ravenros. 1999. Analysis of total phenols and other oxidation substrates and antioxidants by means of folin-ciocalteureagent. Methods in Enzymology. 299: 152-178. Srinorasing, T., N. Chirasuwan, B. Bunnag and R. Chaiklahan. 2021. Lipid extracts from Caulerpa lentillifera waste: an alternative product in a circular economy. Sustainability. 13, 4491. https://doi.org/10.3390/su13084491 Tunna, T. S., I. S. M. Zaidul, Q. U. Ahmed, K. Ghafoor and S. Ferdous. 2015. Analyses and profiling of extract and fractions of neglected weed Mimosa pudicaLinn. traditionally used in Southeast Asia to treat diabetes. South African Journal of Botany. 99: 144-152. Yen, G-C. and H-Y. Chen. 1995. Antioxidant activity of various tea extracts in relation to their antimutagenicity. Journal of Agricultural and Food Chemistry.43: 27–32. มีเปอร์เซ็นต์การยับยั งของสาหร่ายพวงองุ่นเกรด A และเกรด B ไม่แตกต่างกันทางสถิติและเป็นค่าที่ไม่สูงมาก คณะผู้วิจัยขอขอบคุณภาควิชาวิทยาศาสตร์ และ ฝ่ายกิจการนิสิต คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตก้าแพงแสน ที่ให้ความสนับสนุนทุนการท้าวิจัย กิตติกรรมประกาศ การเพาะเลี ยงสาหร่ายพวงองุ่น (Caulerpa lentillifera) เชิงพาณิชย์ มีการคัด เกรดสาหร่าย โดยเกรดที่น้ามาใช้รับประทานถูกคัดแยกเป็นเกรด A และส่วนที่ ถูกคัดทิ งแยกเป็นเกรด B ซึ่งมีปริมาณมากกว่าเกรด A การใช้ประโยชน์จาก สาหร่ายพวงองุ่นที่ถูกคัดทิ งเป็นการช่วยลดขยะทางการเกษตร งานวิจัยนี จึงมี วัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบสารพฤกษเคมีการต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์การ ยับยั งเอนไซม์ไทโรซิเนสของสาหร่ายพวงองุ่นเกรด A และเกรด B จากการศึกษา พบว่า สาหร่ายพวงองุ่นเกรด A และ B มีสารพฤกษเคมีได้แก่ สารประกอบ ฟีนอล ฟลาโวนอยด์และแคโรทีนอยด์ในปริมาณที่ไม่ต่างกันทางสถิติแต่เกรด B มีปริมาณกรดแอสคอร์บิก น ้าตาล และคลอโรฟิลล์ มากกว่าเกรด A อย่างมี นัยส้าคัญทางสถิตินอกจากนี สาหร่ายพวงองุ่นเกรด A และเกรด B มีคุณสมบัติ การต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์การยับยั งเอนไซม์ tyrosinase ที่ไม่แตกต่างกัน จากผลการศึกษา ชี ให้เห็นว่าสาหร่ายพวงองุ่นเกรด B สามารถน้ามาสกัดสาร ออกฤทธิ์ทางชีวภาพเพื่อลดขยะทางการเกษตรและใช้ประโยชน์ได้ต่อไป จากงานวิจัยที่ผ่านมา พบว่าสาหร่ายทะเลได้ถูกน้ามาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการน้าไปใช้เป็นอาหารสัตว์หรือ มนุษย์ ใช้ในการบ้าบัดน ้าเสีย ปุ๋ยชีวภาพ หรือใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องส้าอางที่นิยมน้าสารสกัดจากสาหร่ายสีเขียว (green algae) มาใช้ในการบ้ารุงผิวหนัง เนื่องจากมี beta-carotene ที่มีคุณสมบัติเป็น antioxidant อีกทั งสามารถใช้ในอุตสาหกรรม ยา โดยมีงานวิจัยพบว่าสามารถต้านมะเร็งได้ โดยเฉพาะสกุล Caulerpa พบว่ามีสารที่เกี่ยวข้องต่อการต้านมะเร็งอยู่จ้านวนมาก (Mehra et al., 2019) สาหร่ายพวงองุ่น หรือ Sea grapes เป็นสาหร่ายทะเลประเภทสาหร่ายสีเขียว อยู่ในสกุล Caulerpa สาหร่ายพวงองุ่นที่เพาะเลี ยงเชิงธุรกิจนั นจะถูกคัดแยกเป็น food grade หรือ เกรด A เพื่อน้ามาขายใช้ในการบริโภค ซึ่งมี ปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับ waste grade หรือ เกรด B ที่ถูกคัดแยกออกไปโดยไม่ได้น้ามาใช้ประโยชน์ซึ่งมีมากถึง 60-70% (Srinorasing et al., 2021) งานวิจัยนี จึงต้องการศึกษาเปรียบเทียบสารพฤกษเคมี ได้แก่ สารประกอบฟีนอล ฟลาโวนอยด์ กรดแอสคอร์บิก คลอโรฟิลล์ แคโรทีนอยด์โปรตีน และน ้าตาล ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์การยับยั งเอนไซม์ไทโร ซิเนส (tyrosinase) ของสาหร่ายพวงองุ่นเกรด A และเกรด B เพื่อน้าข้อมูลไปใช้ในการพัฒนาสารสกัดจากสาหร่ายพวงองุ่นให้ มีประสิทธิภาพ และเพื่อเป็นแนวทางการลดขยะทางการเกษตรให้มีการน้าไปใช้ประโยชน์ได้มากยิ่งขึ นในอนาคต food grade (เกรด A) waste grade (เกรด B) 1 2


การปนเปื้อนไมโครพลาสติกในหอยเชอรี่ MICROPLASTIC CONTAMINATION IN GOLDEN APPLE SNALS จารุกัญญ์ ศรีกระจ่าง และ แตงอ่อน พรหมมิ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตก าแพงแสน บทคัดย่อ มลภาวะไมโครพลาสติกมีอยใู่นแหล่งน้า ทวั่โลกถือเป็นปัญหาสา คญัเนื่องจากการ ปนเป้ือนไมโครพลาสติกอาจเกิดผลกระทบต่องสิ่งแวดลอ้มและสุขภาพของมนุษย์ปัจจุบันพบว่า ไมโครพลาสติกสามารถปนเป้ือนในอาหารทะเลและสัตวน์ ้า จืดที่คนนิยมนา มาบริโภคท้งตัว ไมโค ั รพลาสติกจึงปนเป้ือนในห่วงโซ่อาหารและสามารถเขา้สู่ร่างกายของมนุษยไ์ด้การศึกษาในคร้ังน้ีมี วตัถุประสงคเ์พื่อตรวจสอบการปนเป้ือนของไมโครพลาสติกในหอยเชอรี่ตะกอนดินและน้า ท า การย่อยทางเคมีและมาตรวจสอบชนิดของไมโครพลาสติกภายใต้กล้องจุลทรรศน์และจ าแนก ลักษณะทางเคมีโดยใช้เครื่องเอฟทีไออาร์ พบไมโครพลาสติกในหอยเชอรี่เฉลี่ย 22.33±16.87 ชิ้น ต่อตัว ในตะกอนดินเฉลี่ย 140.67±14.01 ชิ้นต่อกรัม และในน้า เฉลี่ย 5±31.82 ชิ้นต่อลิตร ตามลา ดบัผลการศึกษาน้ีแสดงให้เห็นว่าไมโครพลาสติกที่พบมีการแพร่กระจายอยใู่ นตะกอนดิน น้า และสิ่งมีชีวิตที่อาศยัอยหู่นา้ดิน บทน ำ ปัญหาไมโครพลาสติกจดัว่าเป็นปัญหาระดบัโลกระบบนิเวศน้า จืดทวั่โลกรวมถึงล าธาร และแม่น้า ไดร้ับการปนเป้ือนจากขยะไมโครพลาสติก(Eerkes-Medrano et al., 2015) ซึ่งส่งผล กระทบต่อสิ่งแวดลอ้มและการใชช้ีวิตของมนุษย์นอกจากน้ียงัมีงานวิจยัเกี่ยวกบไมโครพลาสติก ั และสิ่งแวดลอ้มหลายชิ้นดว้ยกนัจากขอ้มูลในหลายการศึกษาพบว่ามีการค้นพบไมโครพลาสติกใน หอยทากบนบก 3 ชนิด ได้แก่ Helix aspersa , Helix aperta และ Helix pomatia(Panebianco et al., 2019) จนถึงปัจจุบนัมีงานวิจยัที่เกี่ยวขอ้งกบัการปนเป้ือนไมโครพลาสติกในหอยฝาเดียว ค่อนข้างน้อย (Colpaert et al., 2021) การศึกษางานวิจยัน้ีจะใชห้อยเชอรี่เป็นการตรวจสอบการปนเป้ือนของไมโครพลาสติก หอยเชอรี่เป็นสัตวไ์ม่มีกระดูกสันหลงักรองกิน อาศยัอยใู่นน้า และมีการกระจายพันธุ์สามารถพบได้ ทวั่ ไป สามารถเคลื่อนตวัไปตามหนา้ดินและสามารถปล่อยตวัข้ึนสู่ผวิน้า ได้(Champar-ngam, 2020) ดงัน้นัการศึกษาคร้ังน้ีจะพิจารณาถึงการสะสมไมโครพลาสติกในหอยเชอรี่น้า และตะกอน พ้ืนทอ้งน้า โดยศึกษาจา นวน ขนาด สีและรูปร่างต่างๆของไมโครพลาสติกเพื่อประเมินการ ปนเป้ือนไมโครพลาสติกในหอยเชอรี่น้า และตะกอนดิน การถ่ายทอดน้ีแสดงให้เห็นว่าการ ถ่ายทอดไมโครพลาสติกน้ีสามารถนา ไปสู่การปนเป้ือนในมนุษยไ์ด้ วิธีกำรทดลอง ท าความสะอาด ตัวอย่างด้วยน ้ากลั่น KOH (10 %) 50 ml เขย่าที่ 150 รอบต่อนาที ที่ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5 ชั่วโมง NaCl 25 ml กรองโดยใช้แผ่นกรอง Nylon Membrane Filter ขนาดรู 0.45 ไมโครเมตร Hot air oven ถ่ายรูปไมโรพลาสติกที่พบ FT-IR Spectrometer ผลกำรทดลอง ภำพที่1 ตัวอย่างรูปร่างไมโครพลาสติกที่พบในตะกอนดิน (ก) หอยเชอรี่ (ข) และน ้า (ค) ภำพที่2 (ก) Cellulose Acetate Butyrate, (ข) Dibutyltin Diacetate, (ค) Poly 1–Butene, (ง) Polyethylene, (จ) Polyethylene Glycol, (ฉ) Polyethylene Terephthalate, (ช) Polypropylene, (ณ) Polyvinyl acetate วิจำรณ์ผลกำรศึกษำ จากการศึกษารูปร่างของไมโครพลาสติกพบเส้นใยมากที่สุด รองลงมาคือ ชิ้นส่วนไม่มี รูปแบบ ตามลา ดบันอกจากน้ียงัพบรูปร่างแบบกลมฟ้า ซ่ึงสามารถพบไดใ้นผลิตภณัฑการซักผ้า ์ (Wang et al., 2021) สีของไมโครพลาสติกที่พบมากที่สุดคือ สีขาวใส รองลงมาคือสีฟ้า พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ (Wang et al., 2021) ที่ศึกษาการกระจายตัวและลักษณะของไมโครพลาสติกในตัวอย่างหอย Meretrix meretrix, Ruditapes philippinarum และ Sinonovacula constricta เมื่อเปรียบเทียบไมโครพลาสติกที่อยใู่นน้า และตะกอนดินมีความคลา้ยคลึงกนัท้งัขนาด รูปร่างและสีโดยสัตวห์นา้ดินที่มีบทบาทการกินอาหารแบบกรองกินน้ีจะไดร้ับไมโครพลาสติกที่ ตกตะกอนอยบู่ริเวณตะกอนดินเขา้ไปในร่างกาย นอกจากน้ียงัพบว่าขนาดของไมโครพลาสติกที่พบ ในหอยเชอรี่จะมีขนาดเล็กกว่าไมโครพลาสติกในตะกอนดินและน้า จึงสามารถนา เขา้สู่ร่างกายได้ ง่าย การถ่ายทอดไปยังห่วงโซ่อาหารที่สัมพันธ์กันเป็ นทอดๆจากบริโภคและเกิดความเสี่ยงต่อ สุขภาพของผู้บริโภคได้ สรุปผลกำรศึกษำ ในการศึกษาคร้ังน้ีเป็นการรายงานการปนเป้ือนไมโครพลาสติกในหอยเชอรี่ตะกอนดิน และน้า เป็นการศึกษาขนาด รูปร่างและสีของไมโครพลาสติกที่พบสามารถช้ีให้เห็นถึงการ แพร่กระจายของไมโครพลาสติก แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการสะสมของไมโครพลาสติกจะ ส่งผลกระทบต่อมนุษยแ์ละระบบนิเวศ ดงัน้นัควรจะมีการศึกษาเพิ่มเติมถึงอนัตรายของการสะสม ของไมโครพลาสติก การถ่ายทอดของไมโครพลาสติกสู่ร่างกายมนุษย์ กิตติกรรมประกำศ ผู้วิจัยขอขอบคุณภาควิชาวิทยาศาสตร์ และ ฝ่ ายกิจการนิสิต คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตก าแพงแสน ที่ให้ความสนับสนุนทุนการท าวิจัย และ ขอขอบคุณรองศาสตราจารย์แตงอ่อน พรหมมิ และสมาชิกห้องปฏิบัติการสัตววิทยา ที่คอยให้ คา ปรึกษาและช่วยแกไ้ขเล่มโครงงานทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพทา ให้การศึกษาคร้ังน้ีลุล่วงไปได้ อ้ำงอิง Champar-ngam, N. (2020). Micro Plastics : Problems in Water Source Ecosystems. 25–39. Cole, M., Lindeque, P., Halsband, C., & Galloway, T. S. (2011). Microplastics as contaminants in the marine environment: A review. Marine Pollution Bulletin, 62(12), 2588–2597. https://doi.org/10.1016/j.marpolbul.2011.09.025


ผลการศึกษา ภาพที่ 2 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างน้ำ หนัก ภาพที่ 3 ขนาดของไมโครพลาสติกในทางเดินอาหารของกุ้งขาวแวนาไม ของลำ ไส้และจำ นวนไมโครพลาสติก ภาพที่ 4 ตัวอย่างไมโครพลาสติก ได้แก่ (ก) เส้นใยสีน้ำ เงิน (ข) เส้นใยสีชมพู (ค) เส้นใยสีใสหรือไม่มีสี (ง) ฟิล์ม (จ) ชิ้น ชิ้ ส่วนไม่มีรูปแบบสีดำ (ฉ) เส้นใยสีดำ (ช) ชิ้น ชิ้ ส่วนไม่มีรูปแบบสีแดง (ซ) ชิ้น ชิ้ ส่วนไม่มีรูปแบบสีน้ำ เงิน วัตถุประสงค์ 1.เพื่อศึกษาการปรากฏของไมโครพลาสติกในกุ้งขาวแวนนาไมที่เลี้ย ลี้ งในบ่อ 2.เพื่อวิเคราะห์ปัจจัย (น้ำ หนักไส้และจำ นวนของไมโครพลาสติก) ที่อาจส่งผลต่อการได้รับไมโคร พลาสติกของกุ้งขาวแวนนาไม และหาแนวทางในการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำ ที่เกิดจากไมโคร พลาสติกต่อไป อุปกรณ์และวิธีการทดลอง กิตติกรรมประกาศ ผู้วิจัยขอขอบคุณภาควิชาวิทยาศาสตร์และฝ่ายกิจการนิสิตคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำ แพงแสน ที่ให้ความสนับสนุนทุนการทำ วิจัยในครั้ง รั้ นี้และ ขอขอบคุณ นายวิชญ์วิศิษฏ์พงศ์ มณีจันทร์ นิสิตปริญญาเอก และนางสาวธัญญา รื่นอุรา นิสิตปริญญาโท สาขาชีวผลิตภัณฑ์ คอยให้คําปรึกษาและช่วยตรวจแก้ไขเล่มปัญหาพิเศษทําให้ การศึกษาในครั้ง รั้ นี้ผ่านลุล่วงไปได้ด้วยดี สรุปผลการศึกษา ในการศึกษาครั้ง รั้ นี้แสดงให้เห็นว่ากุ้งขาวแวนาไมที่เลี้ย ลี้ งในบ่อมีการปนเปื้อนของไมโคร พลาสติกในลำ ไส้ ซึ่งมีรูปร่าง ขนาด และสีของไมโครพลาสติกที่หลากหลาย โดยการปนเปื้อนเหล่า นี้อาจมาจากอาหารและน้ำ ที่เลี้ย ลี้ งกุ้งขาวหรือจากสิ่งแวดล้อมบริเวณบ่อกุ้งดังนั้น นั้ เพื่อความปลอดภัย ต่อสุขภาพของมนุษย์จึงควรกำ จัดไส้ของกุ้งขาวออกก่อนนำ กุ้งขาวไปบริโภคนอกจากนี้ในอนาคต จำ เป็นต้องหาวิธีลดและป้องกันการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำ หรือสิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ ให้ถ่ายทอดสู่สัตว์น้ำ ได้ เอกสารอ้างอิง Reunura T, Prommi TO. 2022. Detection of microplastics in Litopenaeus vannamei (Penaeidae) and Macrobrachium rosenbergii (Palaemonidae) in cultured pond. PeerJ. 10:e12916 Maneechan W, Prommi TO. 2022. Occurrence of microplastics in edible aquatic insect Pantala sp. (Odonata: Libellulidae) from rice fields. PeerJ 10:e12902 วิจารณ์ผลการศึกษา การศึกษาขนาดของไมโครพลาสติกสามารถจำ แนกได้ 4 ขนาดที่แตกต่างกัน คือ ขนาด <100 ไมโครเมตร ขนาด 200-250 ไมโครเมตร ขนาด 250-500 ไมโครเมตร และขนาด >500 ไมโครเมตร ขนาดที่พบมากที่สุด คือขนาด <100 ไมโครเมตร ซึ่งผลสอดคล้องกับการศึกษาของ Liu et al. (2022) ซึ่งศึกษาการกระจายตัวของไมโครพลาสติกในจังหวัด Gansu ประเทศจีน จาก การศึกษาสีที่พบมากที่สุดคือ สีแดง รองลงมา คือ สีน้ำ เงิน สีใสหรือไม่มีสี สีดำ และสีชมพู แต่ใน ทางกลับกันจากการศึกษาของ Reunura and Prommi (2022) ซึ่งศึกษาไมโครพลาสติกในลำ ไส้ ของกุ้งขาวพบว่า สีขาวใสพบมากที่สุด ส่วนรูปร่างของไมโครพลาสติกที่พบจากการศึกษานี้ ได้แก่ ชิ้น ชิ้ ส่วนไม่มีรูปร่าง เส้นใย รูปร่างกลม และฟิล์ม ซึ่งผลสอดคล้องกับการศึกษาของ Le et al. (2022) ที่ศึกษาไมโครพลาสติกในตะกอนดินในบ่อเพาะเลี้ย ลี้ งสัตว์น้ำ ในเมืองฮานอย ประเทศ เวียดนาม ส่วนประเภทของไมโครพลาสติกที่พบจากการศึกษาครั้ง รั้ นี้ สอดคล้องกับผลการศึกษา ของ Maneechan and Prommi (2022) ซึ่งพบ PET ในลำ ไส้ของแมลงน้ำ กินได้ชนิด Pantala sp. (Odonata: Libellulidae) บทนำ มลภาวะของไมโครพลาสติกได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในขณะนี้ เนื่องจากไมโคร พลาสติกอาจเป็นภัยคุกคามต่อสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำ ทุกประเภทที่มีการชะขยะพลาสติกลงสู่แหล่งน้ำ และและสุขภาวะของมนุษย์ในการกินสิ่งมีชีวิตที่นำ มาเป็นอาหารอีกทอดหนึ่ง ไมโครพลาสติกเป็น พลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร ที่เกิดจากการแตกหักหรือย่อยสลายของขยะพลาสติกขนาด ใหญ่(ศีลาวุธ และ เพ็ญรดี, 2562) หรือเกิดจากพลาสติกที่มีการสร้างให้มีขนาดเล็กเพื่อให้เหมาะกับ วัตถุประสงค์การใช้งาน เช่น เม็ดพลาสติกขนาดเล็กในโฟมล้างหน้า(Napper et al., 2015)หรือเม็ด พลาสติกตั้ง ตั้ ต้นเพื่อการผลิตชิ้น ชิ้ งานพลาสติก โดยไมโครพลาสติกเหล่านี้จะสามารถแพร่กระจายสู่สิ่ง แวดล้อมได้ง่าย แต่การจัดการในการทำ ความสะอาดหรือกำ จัดได้ยาก การตรวจพบการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกในห่วงโซ่อาหารที่เพิ่มมากขึ้น อาจเป็นจุดเริ่ม ต้นของปัญหาระบบนิเวศ และอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ที่บริโภคอาหารทะเล ด้วยเหตุนี้ จึงต้องการตรวจสอบการปนเปื้อนไมโครพลาสติกในกุ้งขาว (Litopenaeus vannamei) ที่เป็นสัตว์ สำ คัญทางเศรษฐกิจของประเทศและมีการเพาะเลี้ย ลี้ งกันอย่างแพร่หลาย เพื่อศึกษาคุณลักษณะไมโคร พลาสติกที่พบในสิ่งแวดล้อม บทคัดย่อ แม้ว่ามลพิษจากไมโครพลาสติกในสภาพแวดล้อมทางน้ำ จะเป็นปัญหาระดับโลก แต่การวิจัย เกี่ยวกับไมโครพลาสติกในกุ้งน้ำ จืดเชิงพาณิชย์ยังมีอยู่อย่างจำ กัด การศึกษานี้รายงานรูปร่าง ขนาด ชนิดและจำ นวนของไมโครพลาสติกที่พบในลำ ไส้ของกุ้งขาวแวนาไม (Litopenaeus vannamei) จำ นวน 60 ตัวที่เก็บรวบรวมจากบ่อเลี้ย ลี้ ง 4 บ่อในภาคกลางของประเทศไทย พบไมโครพลาสติกใน กุ้งทุกตัวเฉลี่ยเท่ากับ 33.60±19.10, 26.60±26.97, 49.60±38.61 และ 105.07±79.18 ชิ้น ชิ้ /ตัว ตามลำ ดับ ขนาดของไมโครพลาสติกที่พบจำ แนกได้ 4 ขนาด คือ ขนาด <100 ไมโครเมตร ขนาด 200-250 ไมโครเมตร ขนาด 250-500 ไมโครเมตร และขนาด >500 ไมโครเมตร รูปร่างของ ไมโครพลาสติกที่พบ คือ ชิ้น ชิ้ ส่วนไม่มีรูปแบบ เส้นใย รูปร่างกลมและฟิล์ม ส่วนสีไมโครพลาสติกที่ พบ คือ สีแดง สีน้ำ เงิน สีใสหรือไม่มีสี สีชมพู และสีดำ จากการวิเคราะห์พอลิเมอร์ใช้เครื่องฟลูเรียร์ ทรานส์ฟอร์มอินฟราเรดสเปคโทรไมโครสโคปี (FTIR) สามารถจำ แนกได้ คือ Polyethylene terephthalate, Polyethylene-co-propylene,Polyacrylonitrile-co-butadiene และVinylidene chloride โดยผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าจำ นวนไมโครพลาสติกทั้ง ทั้ หมดระหว่างกุ้งขาวในแต่ละบ่อ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำ คัญ จากการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงการปนเปื้อนมาจากอาหาร และ น้ำ ที่เลี้ย ลี้ งกุ้งขาว หรือจากสิ่งแวดล้อมบริเวณบ่อกุ้ง นอกจากนี้ในอนาคตจำ เป็นต้องหาวิธีลดและ ป้องกันการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำ หรือสิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ให้ถ่ายทอดสู่สัตว์น้ำ การปนเปื้อนไมโครพลาสติกในกุ้งขาวแวนาไม Litopenaeus vannamei ที่เพาะเลี้ย ลี้ งในพื้น พื้ ที่ภาคกลางของประเทศไทย Miroplastic Contamination in White Shrimp Litopenaeus vannamei Cultivated in The Central Region of Thailand เฉลิมพล มิถุรากร และ แตงอ่อน พรหมมิ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภาพที่ 1 การเตรียมตัวอย่างและขั้น ขั้ ตอนการวิเคราะห์ไมโครพลาสติกในกุ้ง ภาพที่ 5 สเปกตรัมของพอลิเมอร์ไมโครพลาสติกที่ตรวจสอบโดย FTIR ได้แก่ (ก) Polyethylene terephthalate (ข) Polyethylene-co-propylene (ค) Polyacrylonitrile-co-butadiene (ง) Vinylidene chloride


ศักยภาพของสารสกัดใบกะเพราแดงของไทย กับการต้านโรคอัลไซเมอร์ POTENTIAL OF THE LEAVE EXTRACTS OF THAI RED HOLY BASIL AGAINST ALZHEIMER’S DISEASE วรวรรณ วะน ้าค้าง จรีรัตน์ มงคลศิริวัฒนา และศิริพร ศรีภิญโญวณิชย์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตก าแพงแสน บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื ่อศึกษาฤทธิ์ยับยั้งการท างานของเอนไซม์อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรสของสารสกัดใบ กะเพราแดงเชื้อพันธุกรรมไทย จ านวน 7 สายพันธุ์ ที่มีปริมาณสารออกฤทธิ์ยูจีนอลและแอนโทไซยานินแตกต่างกัน ได้แก่ OS01, OS02, OS03, OS04, OS05, OS7 และ OS08 เทียบกับกะเพราขาว (OS10) พบว่าที่ระดับความเข้มข้น ของสารสกัด 500 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร สารสกัดเมทานอลของใบกะเพราแดงมีความสามารถในการต้านกิจกรรมของ เอนไซม์อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรส (ร้อยละ 40.00-85.68) สูงกว่าฤทธิ์ของสารสกัดน ้า (ร้อยละ 19.14-85.66) ซึ่งฤทธิ์ การยับยั้งกิจกรรมเอนไซม์อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรสสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 85.05+6.94 ในสารสกัดเมทานอลของใบ กะเพราแดงสายพันธุ์ OS04 นอกจากนี้ จากผลการทดลองยังพบว่าฤทธิ์ยับยั้งการท างานของเอนไซม์อะเซทิลโคลีนเอส เทอเรสในสารสกัดใบกะเพราแดงไม่มีความสัมพันธ์กับปริมาณของสารออกฤทธิ์ยูจีนอลและแอนโทไซนิน บทน า โรคสมองเสื่อมเป็นโรคที่พบมากในผู้สูงอายุและมีอุบัติการณ์การเกิดของโรคเพิ่มมากขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบอย่าง มากต ่อภาวะเศรษฐกิจและสังคมในทุกประเทศทั ่วโลก นอกจากนี้ยังส ่งผลกระทบต ่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและ ครอบครัว เป้าหมายส าคัญของการรักษาผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ คือการยับยั้งการท างานของเอนไซม์อะเซติลโคลีนเอส เทอเรส (อารี, 2553) และพืชสมุนไพรนับเป็นแหล่งส าคัญของสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งการท างานของเอนไซม์นี้งานวิจัยครั้งนี้ จึงมุ่งท าการวิเคราะห์ศักยภาพในการต้านโรคอัลไซเมอร์ของสารสกัดจากกะเพราแดง โดยท าการตรวจสอบฤทธิ์ต้าน กิจกรรมของเอนไซม์อะซีติลโคลีนเอสเตอเรส และเปรียบเทียบประสิทธิภาพของ ตัวท าละลายน ้าและ เมทานอล เพื่อหาสายพันธุ์และตัวท าละลายที่มีประสิทธิภาพสูงสุดส าหรับการต่อยอดใช้ประโยชน์ใบกะเพราแดง ต่อ การต้านโรคความจ าเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ วิธีการทดลอง ทดสอบตัวท าละลาย 2 ชนิด คือ 1. น ้า 2. เมทานอล ➢ วิเคราะห์ปริมาณยูจีนอล ➢ สกัดและวิเคราะห์ปริมาณสารแอนโทไซยานิน ➢ ทดสอบประสิทธิภาพในการยับยั้งกิจกรรมของ เอนไซม์ acetylcholinesterase วิเคราะห์ผลทางสถิติ ภาพที่ 1 ลักษณะกะเพรา 8 สายพันธุ์ที่ใช้ ในการทดลอง ผลการศึกษา ชนิดกะเพรา สายพันธุ์ น ้าหนักพืช (g) ปริมาณสารออกฤทธิ์ (% relative per gDW) Eugenol Methyleugenol กะเพราแดงโบราณ OS01 1.0038 0.4d 1.04 d กะเพราป่า OS02 1.0077 0.29d 4.2 a กะเพราแดง OS03 1.047 3.25c NA กะเพราแดง OS04 1.0029 3.7c NA กะเพราแดง OS05 1.0279 7.56a NA กะเพราแดง OS07 1.0006 5.54b NA กะเพราแดง OS08 1.01 5.55b NA กะเพราแดง OS09 1.0751 NA 3.79 b กะเพราเกษตร OS10 1.0856 NA 3.36 bc ตารางที่ 1 ปริมาณสารออกฤทธิ์ยูจีนอล (eugenol) และเมทิลยูจีนอล (methyleugenol) ในใบกะเพราแห้ง แสดง เป็นค่าร้อยละเทียบต่อน ้าหนักแห้งพืช ผลการศึกษา ยูจีนอลเป็นสารที่พบได้ในกะเพรา เป็นสารประกอบประเภทฟีนอลิก มีสมบัติในการยับยั้งกิจกรรมของเอนไซม์ acetylcholinesterase ที่ก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ กะเพราแดงมีรงควัต ุแอนโทไซยานินเป็นองค์ประกอบซึ ่งก ่อให้เกิดการต้านการท างานของเอนไซม์ acetylcholinesterase ได้สูงถึงร้อยละ 85.66 ที่ความเข้มข้นของสารสกัด 500 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร โดยสูงกว่าที่พบ ในสารสกัดจากใบกะเพราขาวอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นว่าสารสีแอนโทไซยานินสามารถส่งเสริมฤทธิ์ต้าน กิจกรรมของ acetylcholinesterase แต่ทั้งนี้ปริมาณสารสีแอนโทไซยานินที่มากหรือน้อยไม่ได้สัมพันธ์กับฤทธิ์การยับยั้ง การท างานของเอนไซม์ acetylcholinesterase สารสกัดที่ใช้ตัวท าละลายเป็นเมทานอลมีฤทธิ์ต้านกิจกรรมของเอนไซม์ acetylcholinesterase ที่สูงกว่าสารสกัดที่ ใช้ตัวท าละลายเป็นน ้า เป็นผลมาจากความสามารถของตัวท าละลายในการสกัดสารออกฤทธิ์ส าคัญออกจากใบกะเพรา แดง ได้แก่ ยูจีนอล และแอนโทไซยานิน ซึ่งพบว่าปริมาณแอนโทไซยานินในสารสกัดใบกะเพราแดงด้วยเมทานอลสูงกว่า น ้า 2 เท่าโดยประมาณ สรุปผลการทดลอง วิจารณ์ผลการศึกษา อ้างอิง 1. สารสกัดกะเพราแดงเชื้อพันธุกรรมไทยที่สกัดด้วยเมทานอลมีประสิทธิภาพในการต้านเอนไซม์ acetylcholinesterase สูงกว่ากะเพราที่สกัดด้วยน ้า 2. ปริมาณสารออกฤทธิ์ยูจีนอลและแอนโทไซยานินที่พบในใบกะเพราแดงไม่ได้สัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านเอนไซม์ acetylcholinesterase 3. สามารถจ าแนกกลุ่มของกะเพราแดงตามความสามารถในการยับยั้งกิจกรรมของเอนไซม์ acetylcholinesterase ได้เป็นระดับสูง (OS04, OS01) ระดับกลาง (OS08, OS02) และระดับต ่า (OS05, OS07 และ OS03) เพื่อเป็นข้อมูลส าหรับต่อยอดพัฒนาเป็นอาหารเสริมป้องกันโรคอัลไซเมอร์ต่อไป อารี พันธ์มณี. 2553. จิตวิทยาการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ: บริษัทต้นอ้อ จ ากัด. เตรียมสารสกัดกะเพรา หมายเหตุ ตัวอักษรที่ต่างกันแสดงว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (p<0.05) ภาพที่2 ปริมาณสารประกอบแอนโทไซยานินรวมในสารสกัดน ้า (a) และสารสกัดเมทานอล (b) ของใบกะเพรา ตัวอักษรที่ต่างกันแสดงว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (p<0.05) ภาพที่4 การเปรียบเทียบฤทธิ์ของสารสกัดใบกะเพราที่สกัดด้วยน ้า และเมทานอลที่มีต่อ การยับยั้งกิจกรรมของเอนไซม์ acetylcholinesterase ภาพที่ 3 ความเข้มข้นของสารสกัดน ้า (a) และสารสกัดเมทานอล (b) ของใบกะเพราที่สามารถยับยั้งกิจกรรมของ เอนไซม์acetylcholinesterase ได้ร้อยละ 50 ตัวอักษรที่ต่างกันแสดงว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (p<0.05) (a) (b) (a) (b)


การว ิ เคราะห ์ ความส ั มพน ั ธ ์ ทางว ิ ว ั ฒนาการระด ั บโมเลกล ุ ของแมลงในวงศ ์ Gryllidae เพืÉอการพฒ ั นาวธ ิี ตรวจสอบสารพน ั ธ ุ กรรมของจง ิ Ê หร ี ดด ้ วยเทคน ิ คทางโมเลกล ุ MOLECULAR PHYLOGENY ANALYSIS OF GRYLLIDAE FOR DEVELOPMENT OF CRICKET GENETIC MATERIAL DETECTION METHOD USING MOLECULAR TECHNIQUE บทคัดยอ บทนํา ผลการทดลอง สรุปผลการทดลอง เอกสารอางองิ วฑัณาวรรณ ใจโต และฐิติกาญจนเกตุสาขาวิทยาศาสตร ์ ชีวภาพ ภาควิชาวิทยาศาสตร ์ คณะศิลปศาสตร ์ และวิทยาศาสตร ์ มหาวิทยาลยัเกษตรศาสตร ์ วิทยาเขตกาํแพงแสน Phylogenetic tree • สรางแผนภาพความสัมพันธทางวิวฒันาการของ จิ้งหรีด 36 ชนิด ดวยโปรแกรม MEGA 11 • สรางแผนภาพจากขอมมูลยีน COI ของจิ้งหรีด • เพื่อพิจารณาออกแบบไพรเมอรที่ใชระบุชนิดจิ้งหรีดที่ไดรบัความนยิมในเชิงพานชิย • โปรตีนที่กอ ภมู แิพในสตัวนาํ้ที่สาํคญั คอื โปรตีน Tropomyosin ที่เปน โปรตนีองคป ระกอบสาํคญั ใน กลามเนอื้ของสตัว และ โปรตีน Arginine kinase ที่มีสวนเกยี่วของในระบบภมูคิมุกัน • โปรตีนแหง อนาคตที่กาํลงัเปนทนี่ ิยมอยางมากคอื โปรตีนทมี่าจากแมลง และแมลงทกี่าํลงัเปน ทนี่ ิยมมาก ไดแก จิ้งหรีด (crickets) จิ้งหรีดทไี่ดรับความนิยมในเชงิพานิชยไดแกจ ิ้งหรีดชนดิ Teleogryllus mitratus (จิ้งหรีดทองแดง) Gryllus bimaculatus De Geer (จิ้งหรดีทองดาํ ) Teleogryllus occipitalis (จิ้งหรีดทองแดง) และ Acheta domestica L. (สะดงิ้) • ปจจุบันที่มีการนิยมนาํจงิ้หรดีมาแปรรปู เปนอาหารหรอืเปนสว นประกอบในอาหารทหี่ลากหลาย เชน การ ผลิตแปงขนมเคกจากจิ้งหรีด, การทอดแปรรูปโดยตรง แตเนื่องจากมกีารวิจยัพบการเกิด Cross-allergenicity ระหวางสตัวน ํ้ากบัจงิ้หรดีทองดาํและสะดงิ้ ทําใหความสาํคญั ของการตรวจสอบอาหารทมี่กีารแปรรปู จากจงิ้หรดีมคีวามสาํคญั เพม่ิขนึ้ • การทดลองนี้ไดใชยีน cytochrome oxidase subunit I (COI) เปนยีนที่ไดรับการยอมรบัในการนํามาระบุชนิดของสตัวซ ึ่งมบีรเิวณอนุรักษข องสตัวแตล ะชนิดสงู มาใชในการสราง Molecular phylogeny เพื่อหา ความสมั พนัธท างววิัฒนาการของจงิ้หรดีทงั้36 ชนิด และพิจารณาความแตกตา งของลาํดบั เบสเพอื่ออกแบบไพรเมอรส าํ หรบัการระบชุ นิดของจิ้งหรีด4 ชนิดที่ไดรับความนยิมในเชงิพานชิย และไดใชลาํดบันวิคลีโอไทดของยีน  Tropomyosin และ Arginine kinase ของสตัวนาํ้ 24 ชนิด และ 21 ชนิด ตามลาํดบั มาใชในการออกแบบไพรเมอร ไพรเมอรท ี่ออกแบบสาํ หรบัการตรวจสอบชนดิของจงิ้หรดี 4 ชนิดรูปแบบท ี่1 Phylogenetic tree Primer design อุปกรณแ ละวธิีการทดลอง กิตติกรรมประกาศ ขอขอบคุณหลักสูตรวิทยาศาสตรชีวภาพ ภาควิชาวิทยาศาสตร และ ฝายกิจการนิสิต คณะศิลปศาสตรและวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร วิทยาเขตกําแพงแสน ที่ให ความสนบัสนุนทุนการทําวจิัย การออกแบบไพรเมอรสาํ หรบัการตรวจสอบลําดบั นวิคลีโอไทดจากยนี Tropomyosin และ Arginine kinase การตรวจสอบความปลอดภยัของอาหารในปจจุบนัเปนประโยชนอยา งมากแกผ มูอีาการแพอาหารรวมไปถงึผบู รโิภคอาหารทตี่องการความปลอดภยั ในการตรวจสอบอาหารเนื่องจากผมูอีาการแพอาหารสวนมากนั้นเกดิขนึ้จากการแพโปรตนี ที่เปนองคประกอบอยใู นเนื้อสตัวทใี่ชใน การปรุงอาหาร ไดแกโปรตนี Tropomyosin และ Arginine kinase ซ่งึพบไดมากในสตัวนํ้าจาํ พวก กุง หอย ปู เปนตน ทั้งในปจจบุันแหลง โปรตนี ทมี่าจากแมลงไดรบัความนิยมอยา งมาก แมลงท่นีาํ มาเปนแหลง โปรตนี ทางเลอืกหนึ่งคอื จิ้งหรีด (crickets) ชนิดของจงิ้หรดีที่เปน ทนี่ ิยม มากในเชงิพานิชยไดแก จิ้งหรีดวงศ Gryllidae คือ จิ้งหรีดทองแดง (Teleogryllus mitratus) จิ้งหรีดทองดาํ (Gryllus bimaculatus De Geer จิ้งหรีดทองแดง (Teleogryllus occipitalis และ สะดงิ้ (Acheta domesticus L.) และพบวา มกีารเกิด cross-allergenicity ในสตัวน ํ้า กับจิ้งหรดีทองดาํและสะดงิ้ ดังนั้นในโครงงานนี้จึงไดท าํการสราง Molecular phylogeny เพื่อพิจารณาความสมัพนัธท างววิฒั นาการของจงิ้หรดี 36 ชนิด ดวยแผนภาพรูปแบบ neighbor-joining และรูปแบบ Maximum-likelihood ซ่งึพบวา ทั้งสองรูปแบบนสี้ามารถแบงกลมุ ของ จิ้งหรีดวงศ Gryllidae ออกจากจงิ้หรดีวงศอ นื่ ๆ ที่นํามาพจิารณารว มกนั และพบวาจงิ้หรดีวงศGryllidae มีคาความแตกตา งของลาํดบัเบสในชว ง 0-21% และมจีํานวนเบสแตกตา งกนัสงูสดุ คอื 284 เบส และในจ้งิหรีดทไี่ดรับความนยิมในเชงิพานชิย 4 ชนิดนั้นพบวามจีํานวนเบสที่แตกตา งกนัสงูสดุ คอื 204 เบสมีคา ความแตกตา งอยใู นชว ง 1-15% ซ่งึการพบความแตกตา งระดบั นิวคลโีอไทดน ี้สามารถพจิารณาออกแบบไพรเมอรเพอื่ ใชตรวจสอบชนดิของจิ้งหรดีทงั้ 4 ชนิดได โดยออกแบบไพรเมอรสองรูปแบบคอื รูปแบบที่ 1 โดยใช Forward primer 1 ไพรเมอร รวมกับ Reverse primer 4 ไพรเมอรท ี่เจาะจงกบัจง้ิหรดีทั้ง 4 ชนิดทําใหได amplicon size ที่แตกตา งกนัในแตล ะชนิด และการออกแบบไพรเมอรรปู แบบท ี่2 เปนการออกแบบไพรเมอรคทู จี่ ําเพาะเจาะจงกบัจงิ้หรดีทั้ง 4 ชนิด และนอกจากนี้ไดออกแบบไพรเมอรส าํ หรบัการตรวจสอบโปรตนีกอภมู แิพสองชนดิคือ Tropomyosin และ Arginine kinase เพื่อใชในการตรวจสอบรว มกนั ในโครงงานนี้สามารถนาํ ไพรเมอรไปใชสาํ หรับการตรวจสอบในจ้งิหรีดทงั้ 4 ชนิดไดและสามารถนาํ ไปใชเปน พนื้ฐานสาํ หรับการตรวจสอบจงิ้หรดีชนิดอนื่ ๆ ไดตอ ไป Neighbor-Joining model แบงกลุมของจงิ้หรีดออกได 2 กลุมใหญ • กลุมแรกกลมุ จิ้งหรีดวงศGryllidae แบงได 25 ชนิด 12กลุมยอ ย • กลุมที่สอง จิ้งหรีดวงศ Tettigonidae, Rhaphidophoridaeและ Anostostomatidaeแบงได 11 ชนิด 8กลุมยอ ย • Molecular phylogenetic tree พบวาจากแผนภาพวิวฒั นาการในรูปแบบ neighbor-joining และรูปแบบ maximum-likelihood สามารถแบงกลมุ ของจิ้งหรดีในวงศ Gryllidae ออกจากจงิ้หรดีในวงศ Tettigoniidae, Rhaphidophoridaeและ Anostostomatidae ไดอยา งชดัเจน และพบคา ความ แตกตา งของลาํดบัเบสอยใู นชว ง 0-21% ซ่งึมีจาํ นวนเบสที่แตกตา งกันสงูสดุ คอื 284 เบส ในจิ้งหรดี 4 ชนิดที่ไดรบัความนิยมในเชงิพานิชย พบความแตกตา งเกดิขนึ้ภายในจ้งิหรีดชนดิเดยีวกนัคอื Teleogryllus mitratus (H084) และ Teleogryllus mitratus (H042) ซ่งึมีคาความแตกตา งคอื 1% หรือ 15 เบส และในจิ้งหรีดสชี่นดิน้พี บวา มจีํานวนเบสแตกตา งกันสงูที่สดุ คอื 204 เบสในจิ้งหรดีชนดิ Teleogryllus occipitalis กับจิ้งหรดีชนิด Acheta domestica พิจารณาวา มคีวามแตกตา งระดบั นิวคลโีอไทดเกิดขนึ้ ในยน ี COI • การออกแบบไพรเมอร รูปแบบที่1 ออกแบบไพรเมอรโดยใช Forward primer 1 ไพรเมอร รวมกับ Reverse primer 4 ไพรเมอรท ี่จาํ เพาะเจาะจงกับจิ้งหรีดทงั้4 ชนิดที่ทาํ ใหได amplicon size ที่แตกตา งกนั รูปแบบที่ 2 อกกแบบไพรเมอรคทู ี่จาํ เพาะเจาะจงกับจิ้งหรดีทั้ง 4 ชนิดโดยตรง B Maximum Likelihood model แบงกลุมของจงิ้หรีดออกได 2 กลุมใหญ • กลุมแรกกลมุ จิ้งหรีดวงศGryllidae แบงได 26 ชนิด 12กลุมยอ ย • กลุมที่สอง จิ้งหรีดวงศ Tettigonidae, Rhaphidophoridae และ Anostostomatidaeแบงได 10 ชนิด 6กลุมยอ ย ผลของคา distance และผลของ No. of difference • คาความแตกตา งของลําดบัเบสในจงิ้หรดีวงศ Gryllidae อยูในชวง 0 - 0.21 มีจํานวนเบส แตกตา งกนัสูงสุดคือ 284 • จิ้งหรีด 4 ชนิดที่นิยมเชงิพานชิย พบวามีความผนัแปร ของระดบัลําดับนวิคลีโอไทด มีคาความแตกตา งของ ลําดับเบสที่ 1-15% หรือ จํานวน 15-204 เบส จึงพจิารณาออกแบบไพรเมอร การออกแบบไพรเมอรรปู แบบที่1 ใช Forward primer 1 ไพรเมอร คูกับการใช Reverse primer 4 ไพรเมอรท่จีาํ เพาะเจาะจงกบัจงิ้หรดีทเี่ ปน ท่นียิมเชิงพานชิย  4 ชนิด ทําใหได amplicon size ในแตละชนดิขนาดแตกตา งกนั การออกแบบไพรเมอรรปู แบบที่2 ใชไพรเมอรคูทจี่ ําเพาะเจาะจงกบัจงิ้หรีดที่เปน ทนี่ยิมเชงิพานชิย  ทั้ง 4 ชนดิ โดยตรง ตารางแสดงขอ มลู Accession No.จิ้งหรีด 36 ชนิดท่นีํามาศกึษาGryllus bimaculatus De Geerจ้งิหรีดทองดําTeleogryllus mitratusจิ้งหรีดทองแดง Teleogryllus occipitalisจิ้งหรีดทองแดงเวียดนาม Acheta domestica L.สะดิ้ง ตารางแสดงคา ความแตกตา งของลําดบัเบสและจาํ นวนเบสทแี่ตกตางกนัในจงิ้หรดี 4 ชนดิ ตารางแสดงชดุ ไพรเมอรท ี่เลอืกใชสาํ หรับการตรวจสอบชนดิจิ้งหรีด 4 ชนิด จิ้งหรีดทไี่ดรับความนิยมในเชงิพานชิยการสรางแผนภาพความสัมพนัธทางววิัฒนาการ • สรางแผนภาพรูปแบบ Neighbor-joining • สรางแผนภาพรูปแบบ Maximum likelihood เปรียบเทียบผลของแผนภาพและพิจารณาออกแบบไพรเมอร • ออกแบบไพรเมอร 2 รูปแบบ • และไพรเมอรสําหรับตรวจสอบลําดับนิวคลโีอไทดของยีน Tropomyosin และ Arginine kinase ไพรเมอรสําหรับการตรวจสอบลาํดับนิวคลีโอไทดจาก • ยีน Tropomyosin ออกแบบจากสัตวนํ้า 24 ชนิด • ยีน Arginine kinase ออกแบบจากสัตวนํ้า 21 ชนิด โปรตีนทั้งสองเปนโปรตีนกอภูมิแพในอาหาร Carolina, T.G., S.B. Eduardo, J.E. Kevin, M.P. Tatiane, G. Susan and A. Maria, 2016. Mitochondrial COI gene as a tool in the taxonomy of mosquitoes Culex subgenus Melanoconion, Acta. Trop. 164: 137-149. De Marchi, L., F. Mainente, M. Leonardi, S. Scheurer, A. Wangorsch, V. Mahler, R. Pilolli, D. Sorioand G. Zoccatelli. 2021. Allergenicity assessment of the edible cricket Acheta domestica in terms of thermal and gastrointestinal processing and IgE cross-reactivity with shrimp. Food Chemistry, 359(October 2020), 129878. https://doi.org/10.1016/j.foodchem.2021.129878 Gray, D.A., D. B. Weissman, J. A. Cole, E. M. Lemmon and A.R. Lemmon. 2020. Multilocus phylogeny of Gryllus field crickets (Orthoptera: Gryllidae: Gryllinae) utilizing anchored hybrid enrichment. Zootaxa 4750(3): 328–348. https://doi.org/10.11646/zootaxa.4750.3.2 Faber, M. A., M. Pascal, O. El Kharbouchi, V. Sabato, M. M. Hagendorens, I. I. Decuyper, C. H. Bridts and D. G. Ebo. 2017. Shellfish allergens: tropomyosin and beyond. Allergy: European Journal of Allergy and Clinical Immunology 72(6): 842–848. https://doi.org/10.1111/all.13115 Kamemura, N., M. Sugimoto, N. Tamehiro, R. Adachi, S. Tomonari, T. Watanabe and T. Mito. 2019. Cross-allergenicity of crustacean and the edible insect Gryllus bimaculatus in patients with shrimp allergy. Molecular Immunology 106(November 2018): 127–134. https://doi.org/10.1016/j.molimm.2018.12.015 Tamura, K., G. Stecher and S. Kumar. 2021. MEGA11: Molecular Evolutionary Genetics Analysis Version 11. Molecular Biology and Evolution38(7): 3022–3027. https://doi.org/10.1093/molbev/msab120 วัตถุประสงค • เพื่อศึกษาความสมัพันธทางวิวัฒนาการระดบั โมเลกุลของจงิ้หรดีในวงศ Gryllidae 1 2 3 • เพื่อพัฒนาวิธกีารตรวจสอบการปนเปอนในอาหารจากจิ้งหรีดโดยใชการออกแบบไพรเมอรมาใชในการตรวจสอบ


การรวบรวมสารสกัดจากพืชทีมี É ประสิทธิภาพ ในการควบค ุ มหอยทากบกบางชน ิ ด COLLECTION OF THE EFFECTIVE PLANT EXTRACTS IN CONTROLLINGSOME LAND SNAILS จารุวรรณ ์ คาํล ้ วน และ ภทัราวรรณ คาํบุญเร ื อง หลักสูตรวทิยาศาสตร ์ ช ี วภาพ ภาควิชาวทิยาศาสตร ์ คณะศิลปศาสตร ์ และวทิยาศาสตร ์ มหาวทิยาลัยเกษตรศาสตร ์ บทคด ั ย ่ อ ประเทศไทยเป็ นประเทศทีÉมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงจึงเป็ นแหล่งผลิตพืช เศรษฐกิจทÉีสําคัญ เช่น กล ้ วยไม ้ ตัดดอก มีการผลิต และการส่งออกเป็ นอันดับต้น ๆ ของโลก ปัจจุบนัพบหอยทากบกทÉีเป็ นศตัรูพืชหลายชนิดในประเทศไทย ได ้ แก่ หอย เจดีย์(Cerithidea cingulata),หอยซคัซิเนีย(Succinea sp.),ทากกลว ้ ยตาก (Semperula siamensis),หอยสาริกา (Sarika resplendens),หอยเลขหนึÉง (Ovachlamys fulgens),หอยดกัดาน (Cryptozona siamensis) และหอยทากยกัษแ์อฟริกา(Achatina fulica) ปัจจุบนัมีการรณรงคใ์ห ้ ลดการใช ้สารเคมีเพÉือลดมลพิษทางธรรมชาติจึงหันมาใช้สาร สกดัจากธรรมชาติมีรายงานวิจยัการใช ้สารสกดัจากพืชหลายชนิดในการควบคุมหอย ทากบก เช่น หางไหล หนอนตายหยาก กากเมล ็ ดชานÊาํมนัมะคาํดีควาย และว่านหาง จระเข้ ดังนัÊนการใช ้สารสกัดจากพืชหลายชนิดมีประสิทธิภาพสามารถนํามาใช้ในการ ควบคุมหอยทากบกเพืÉอทดแทนการใชส้ ารเคมีได ้ จึงมีความสนใจทÉีจะทาํการรวบรวม ขอ ้ มูลการใชส้ ารสกดัจากพืชชนิดต่าง ๆ ทีÉมีประสิทธิภาพในการควบคุมหอยทากบก เพืÉอ ใช ้ เป็ นขอ ้ มูลพÊืนฐานสําหรับงานวิจยัต่อยอดผลิตภณัฑ์หรือใช้เป็ นแหล่งขอ ้ มูลสําหรับ เกษตรกร บทนํา ปัจจุบนัพบว่าการแพร่ระบาดของหอยทากบกยงัคงเป็ นเป็ นศตัรูพืชทางเศรษฐกิจ ทัÊงในสวนกลว ้ ยไม ้ และแปลงปลูกผกัจึงทาํให ้ เกษตรกรเลือกใชว ้ิธีการใชส้ ารเคมีกาํจดัซึÉงส่งผลเสียต่อสิÉงมีชีวิตทีÉไม่ใช่เป้ าหมายและเป็ นอนัตรายต่อสุขภาพ โดยในบทความนÊีรวบรวมขอ ้ มูลสารสกดัจากพืชทีÉมีประสิทธิภาพในการควบคุมหอยทากบกบางชนิดใน ประเทศไทย และต่างประเทศ เช่น รากของหางไหลพบสารออกฤทธÍิโรติโนน (rotenone) ส่งผลต่อเซลล์เนÊือเยืÉอตับ รากของหนอนตายหยาก พบสารออกฤทธิÍสเตโมนีนในกลุ่ม alkaloids เมล็ดของกากเมล็ดชานํÊามันพบสารออกฤทธิÍซาโปนิน (saponin) มีประสิทธิภาพในการทาํลายเม ็ ดเลือดแดงและลาํตน ้ ของชวนชม พบสารออก ฤทธิÍcardenolide มีกลไกการออกฤทธิÍโดยตรงต่อหัวใจดงันÊันในบทความนีÊจึงมีความ สนใจทีÉจะทาํการรวบรวมขอ ้ มูลการใชส้ ารสกดัจากพืชชนิดต่าง ๆ ทีÉมีประสิทธิภาพใน การควบคุมหอยทากบก ผลการศึกษา ตารางขอ้มูลของสารสกดัจากพืชทÉีมีประสิทธิภาพ ในการกาํจดัหอยทากบกในประเทศไทย ตารางขอ้มูลของสารสกดัจากพืชทีÉมีประสิทธิภาพ ในการกาํจดัหอยทากบกในต่างประเทศ สร ุ ปผลการศ ึ กษา จากการรวบรวมงานวิจยัทีÉนาํมาศึกษาในครÊังนีÊการใชส้ ารสกดัจากพืชชนิดต่าง ๆ ทีÉมีประสิทธิภาพในการกาํจดัหอยทากบกชนิดต่าง ๆ ทÊงัในประเทศไทยและต่างประเทศ พบวา่การใชส้ ารสกดัจากพืชเป็ นวิธีทีÉมีประสิทธิภาพมากทีÉสุดในการควบคุมหอยทากบก โดยการนาํชิÊนส่วนของพืชชนิดต่าง ๆ มาสกดัเพืÉอให ้ไดส้ ารออกฤทธÍิในการกาํจดัหอย ทากบก โดยคาดว่าจากการรวบรวมงานวิจัยนÊีหวังว่าจะเป็ นประโยชน์เพÉือใช้เป็น แหล่งขอ ้ มูลและใชเ ้ป็ นแนวทางในการเลือกสาํหรับเกษตรกรเพÉือให้ไดส้ ารสกดจากพืชที ัÉมีประสิทธิภาพทีÉดีทีÉสุด กต ิ ต ิ กรรมประกาศ ขอขอบคุณทุนการทาํวิจยั ฝ่ายกิจการนิสิต ภาควิชาวิทยาศาสตร์คณะศิลปศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกาํแพงแสน และขอขอบคุณ อ.ดร.ภทัราวรรณ คาํบุญเรือง อ ้ างอง ิ Al-Sarar, A., H. Hussein, Y. Abobakr and A. Bayoumi. 2012. Molluscicidal activity of methomyl and cardenolide extracts from Calotropis procera and Adenium arabicum against the land snail Monacha cantiana. Meculoles. 17(5), 5310–5318. ปราสาททอง พรหมเกิด, ชมพนู ุช จรรยาเพศ,กรแกว ้ เสือสะอาด, รัตนาภรณ์ พรหมศรัทธา และพรรณีกาอตัตนนท. 2554. ์วจิัยการใช้หนอนตายหยากและหางไหลเพืÉอกาจัดหอย เชอรีÉและหอยทากบก. สานกัวิจยัพฒันาการอารักขาพืช. สานกัวิจยัพฒันาปัจจยการผลิต ั ทางการเกษตร.


การศึกษาเปรียบเทียบความผันแปรของลําดับนิวคลีโอไทดเพื่อระบุชนิดของยีสต THE STUDY ON COMPARISON OF NUCLEOTIDE VARIATION FOR YEAST IDENTIFICATION USING MOLECULAR TECHNIQUES จิรนันทนอยนวล และ ฐิติกาญจนเกตุภาควิชาวิทยาศาสตร คณะศิลปศาสตรและวิทยาศาสตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรวิทยาเขตกําแพงแสน การระบุชนิดของยีสตดั้งเดิมนั้น ใชลักษณะทางสัณฐานวิทยา ลักษณะสรีรวิทยาและชีวเคมีซึ่งเปนวิธีที่ใชเวลานาน ไมแมนยํา และยังขาดความสามารถในการแยกชนิดที่ชัดเจน จึงทําใหปจจุบันนี้มีการเลือกใชเทคนิค ทางโมเลกุล เนื่องจากสามารถจัดจําแนกชนิดของสิ่งมีชีวิตและความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตไดดีกวา การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาความผันแปรของลําดับนิวคลีโอไทดของยีน COI, COII, COIII, ITS1 และ ITS2 เพื่อประเมินศักยภาพในการระบุชนิดของยีสตดวยวิธีทางโมเลกุลตอไป การวิเคราะหความผนแปรของล ัาดํ ับนิวคลีโอไทดและวิเคราะหการจัดกลุมดวยโปรแกรม MEGA X โดยนําลําดับนิวคลีไทดของยีสต แตละชนิดมาคํานวณความแตกตางทางพันธุกรรมดวยวิธีp-distance และ Number of different และสราง phylogenetic tree โดยวิธีNeighbor-joining คํานวณคา bootstrap โดยกําหนดคาจํานวน 1,000 ซ้ํา และออกแบบไพรเมอรที่จําเพาะกับยีสตทุกชนิด โดยทดสอบคา p-distance พบวาบริเวณ ITS1 นั้นมีความผันแปรมากที่สุด โดยมีคา อยูในชวง 0.00-0.68 และคา Number of different เทากับ 0-27 คูเบส และ ผลการวิเคราะหการจัดกลุม phylogenetic tree พบวาแตละยีนสามารถแยกจํานวนยีสตไดแตกตางกัน โดย COI สามารถจําแนกกลุมไดตรงหลักอนุกรมวิธานมากที่สุด และออกแบบไพรเมอรCOI, COII, COIII และ ITS ใหมีความจําเพาะกับยีสตทุกชนิด และเปรียบเทียบการระบุชนิดของยีสตดวย BOLD Identification System พบวามีความผิดผลาดในการระบุชนิดยีสตเนื่องจากฐานขอมูลของ ITS นั้นมีจํากัด ดังนั้นในการระบุ ชนิดยีสตควรใชมากกวาหนึ่งยีน หรือใชเทคนิคอื่นๆรวมดวยเพื่อใหสามารถระบุชนิดของยีสตไดแมนยํามากขึ้น ยีสตเปนพวกยูคาริโอต มีลักษณะเปนเซลลเดี่ยว สวนใหญมีการสืบพันธุแบบไมอาศัยเพศโดยการแตกหนอ โดยในปจจุบันนั้นยีสตไดถูกนํามาใชประโยชนในทางอุตสาหกรรมมากมาย ในการระบุชนิดของยสตี นั้นมีหลาย วิธีคือ ใชสัณฐานวิทยา โดยการตรวจดูลักษณะของโคโลนีศึกษาโครงสรางของเซลลยีสตโดยใชกลองจุลทรรศนและการจําแนกยีสตโดยการตรวจวิเคราะหทางเคมี ซึ่งวิธีการระบุดังกลาวนั้น เปนวิธีที่ใชเวลานาน ไมแมนยํา และยังขาดความสามารถในการแยกชนิดที่ชัดเจน ดังนั้นเพื่อใหการจําแนกยีสตไดถูกตอง จึงมีการใชเทคนิคทางดานพันธุศาสตรระดับโมเลกุล เนื่องจากมีความแมน มีความจําเพาะ โดยการเปรียบเทียบ ลําดับของนิวคลีโอไทดของ nuclear rRNA gene ใชมากสําหรับการประเมินความสัมพันธทางวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต เนื่องจากมีทั้งสวนที่มีวิวัฒนาการนอย หรือบริเวณอนุรักษ(Conserved region) และสวนที่ วิวัฒนาการมาก ที่เรียกวาบริเวณผันแปร ทําใหสามารถใชบริเวณอนุรักษเปนจุดอางอิง เพื่อเทียบหาความแตกตางของบริเวณผันแปรได(Valente et al., 1999) การศึกษาความแตกตางของดีเอ็นเอ บริเวณ Internal Transcribed Spacers (ITS) ของ rDNA มักนิยมใชกันโดยทั่วไป เนื่องจากเปนบรเวณทิ ี่ถูกอนุรักษไวในสิ่งมีชีวิตแตละชนิด และมีความผันแปรทางพันธุกรรมสูงกวาดีเอ็นเอในบริเวณอื่นๆของ rDNA นอกจากนี้ยังสามารถใชยีนในไมโทคอนเดรียก็สามารถระบุชนิดไดเชนเดียวกัน เชน ยีน COI แตไมนิยมเพราะมีศักยภาพนอยกว า ITS (Dentinger et al., 2011) เพื่อศึกษาความผันแปรของลําดับนิวคลีโอไทดของยนตี าง ๆ ไดแก COI, COII, COIII, ITS1 และ ITS2 เพื่อประเมินศักยภาพในการระบุชนิดของยีสตดวยวิธีทางโมเลกุลตอไป 1. การศึกษาคนควาเกี่ยวกับการระบุชนิดของฟงไจโดยวิธีการทางโมเลกุล ศีกษาการระบุชนิดของฟงไจโดยว  ิธีการทางโมเลกุลบริเวณ Internal transcribed spacer (ITS), cytochrome c oxidase subunit I (COI) และ RNA polymerase II (RPB1, RPB2) จากบทความวิจัยตาง ๆ 2. การวิเคราะหความผันแปรของลําดับนิวคลีโอไทดและการวิเคราะหการจัดกลุมโดยใชขอมูลจาก COI, COII, COIII, ITS1 และ ITS2 3. การออกแบบไพรเมอร 4.การระบุชนิดของยีสตดวย BOLD Identification System (IDS) บทคัดยอ น บทนํา วัตถุประสงค อุปกรณและวิธีการ ลําดับนิวคลีโอไทดจากฐานขอมูล NCBI ในบริเวณที่ศึกษาละ 20 accessions คํานวณ p-distance และ Number of different และสราง phylogenetic tree โดยวิธี Neighbor-joining คํานวณคา bootstrap 1,000 ซาํ้ MEGA 11 (Kumar et al., 2018) ลําดับนิวคลีโอไทดของยนี COI, COII, COIII และ ITS หาบริเวณอนุรักษที่สามารถเลือกใชในการนํามา ออกแบบไพรเมอรที่มีความจําเพาะตอยสตี ทุกชนิด ลําดับนิวคลีโอไทดจากฐานขอมูล NCBI ในบริเวณ ITS 20 accessions ชนิดยีสต ผลการทดลอง 1. การศึกษาคนควาเกี่ยวกับการระบุชนิดของฟงไจโดยวิธีการทางโมเลกุล • บริเวณ ITS มีความหลากหลาย และมีวิวัฒนาการอยางรวดเร ็ว สามารถนํามาใชในการศึกษาความสัมพันธ ของสิ่งมีชีวิตในระดับสปชีสได รวมทั้งยังสามารถใชเปนขอมูลในการพัฒนา species specific primer จึง นิยมนํามาระบุชนิดขอองยีสต • บริเวณยีน COI นั้นไมนิยมนํามาระบุชนิดของยีสตเนื่องจาก amplification ไดยาก ความผันแปรนอย และ ขาดไพรเมอรสากล (universal primer) • บริเวณ RNA polymerase II (RPB1, RPB2) นั้นสามารถระบุชนดของยิ ีสตไดโดยพบวา RPB1 มีความ ผันแปรมากเมื่อนามาวํ ิเคราะหรวมกับบริเวณอื่นๆ เชน ITS และ LSU 2. การวิเคราะหความผันแปลลําดับนิวคลีโอไทดและการ วิเคราะหการจัดกลุมโดยใชขอมูลจาก COI, COII, COIII, ITS1 และ ITS2 • บริเวณที่มีความผันแปรมากที่สุดคือ บริเวณ ITS1 และยีน COI มีความผันแปรนอยที่สุด ซึ่งในบริเวณ ITS นี้มีคาความผันแปร มากที่สุด ดังนั้นสามารถนํามาใชในการระบุชนิดยีสตได 3. การออกแบบไพรเมอร ผลการออกแบบไพรเมอรที่มีความจําเพาะกับยีสตทุกชนิดในบริเวณ ยีน COI, COII, COIII และ ITS ของยีสตทั้ง 20 accessions จากฐานขอมูล NCBI ดังตารางที่ 1 4.การระบุชนิดของยีสตดวย BOLD Identification System (IDS) จากการศึกษาความผันแปรของนิวคลีโอไทดในบริเวณตาง ๆ พบวา บริเวณที่มีความผันแปรสูงที่สุด คือ ITS1 โดย พบวา P-distance อยูในชวง 0.00-0.68 และ Number of different เทากับ 0-27 คูเบส และยีน COI มีความผันแปรนอยที่สุด ดังนั้นการใชยีนในไมโทคอนเดรียในการระบุชนิดของ ยีสตจึงไมไดรับความนิยมเนื่องจากมีความผันแปรคอนขางนอยกวา จึงไมเหมาะสมตอการออกแบบ ไพรเมอรไดเทากับบริเวณ ITS และผลการระบุชนิดดวย BOLD บริเวณ ITS พบวาสามารถระบุชนิด ของยีสตไดบางชนิดเทานั้น ดังนั้นเพื่อความแมนยําในการระบุชนิดของยีสตโดยวิธการทางโมเลก ีุล นั้นควรใชมากกวาหนึ่งยีน หรือ ใชเทคนิคอื่น ๆ เพิ่มเติม สรุปผลการศึกษา กิตติกรรมประกาศ คณะผูวิจัยขอขอบคุณภาควิชาวิทยาศาสตรและ ฝายกิจการนิสิต คณะศิลปศาสตรและ วิทยาศาสตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรวิทยาเขตกําแพงแสน ที่ใหความสนับสนุนทุนการทําวิจัย ยีน/บริเวณ P-distance Number of different COI 0.00-0.35 0-544 COII 0.00-0.57 0-308 COIII 0.00-0.65 0-457 ITS1 0.00-0.68 0-27 ITS2 0.00-0.66 0-19 เอกสารอางอิง Dentinger, B.T.M., M.Y. Didukh and J.M. Moncalvo. 2011. Comparing COI and ITS as DNA barcode markers for mushrooms and allies (Agaricomycotina). PLoS ONE 6(9): 1–8. Kumar, S., G. Stecher, M. Li, C. Knyaz and K. Tamura. 2018. MEGA X: Molecular evolutionary genetics analysis across computing platforms. Molecular Biology and Evolution 35(6): 1547–1549. Valente, p., J.P. Ramos and O. Leoncini. 1999. Sequencing as a tool in yeast molecular taxonomy. Candidian Journal of Microbiology. 109(1): 187–224 • ผลการวิเคราะห Phylogenetic tree พบวาแตละยีนสามารถ จําแนกกลุมของยีสตไดแตกตางกัน โดยยีนแบงกลมไดุ ตามหลัก อนุกรมวิธานมากที่สุด คือ COI และยีน COII, COIII, ITS1 และ ITS2 ไมสอดคลองกับหลักอนกรมวุิธานเนองจากสป ื่ชีสท ี่ตางกัน นั้นจัดอยูในกลมเดุ ียวกัน


ความหลากหลายทางชว ี ภาพของแมงมม ุ และความสม ั พน ั ธก ์ บ ัสง ิ ่ แวดลอ ้ มในแปลง มะพร้าวน ้าหอม Spider biodiversity and relationship with the environment in Aromatic Green Dwarf Coconut Plot แมงมม ุ ศต ั รธ ู รรมชาตจ ิ าพวกตว ั ห ้ าสามารถพบไดใ้ นหลายพน ื ้ ทโี ่ ดยเฉพาะในระบบนเ ิ วศเกษตรในฐานะเครอ ื ่ งมอ ื ควบคม ุ ศต ั รพ ู ชื โดยชว ี วธ ิี อย่างไรก็ตามแมงมุมต่างชนิดกัน จะปร ั บตว ั เขา ้ กบ ั ทอ ี ่ ยอ ู ่ าศย ั ทแ ี ่ ตกตา ่ งกน ั ในประเทศไทยมก ี ารศก ึ ษาเกย ี ่ วกบ ั แมงมม ุ ในแปลงมะพรา ้ วน ้ าหอมคอ ่ นขา ้ งจ ากด ั เพอ ื ่ เขา ้ใจความสม ั พ ั นธ์ระหว่างแมงมุมกับ สง ิ ่ แวดลอ ้ มทม ี ่ ั นอาศย ั อย ู ่ การส ารวจแมงมม ุ และแมลง ท ั ง ้ ทเ ี ่ ป็ นศต ั รพ ู ชื และ ศต ั รธ ู รรมชาตไิ ดถ ้ ก ู จ ั ดท าขน ึ ้ ในแปลงปลก ู พชื ทดลองของมหาวท ิ ยาล ั ยเกษตรศาสตรท ์ ั ง ้ สน ิ ้ 5 แห่ง และ สวนมะพร้าวน ้าหอม ณ ชุมชนบางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ อีก 3 แห่ง จากผลการศก ึ ษาแมงมม ุ 1,333 ตัว พบ 21 วงศ ์แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มซม ุ ่ โจมตี กลุ่มนักล่าและนักวิ่ง กลม ุ ่ ชก ั ใยกลม และกลม ุ ่ ชก ั ใยอน ื ่ ๆ 5 วงศท ์ พ ี ่ บบอ ่ ย ได ้แก่ Salticidae Theridiidae Araneidae Oxyopidae และ Lycosidae บันทึก สภาพแวดล ้อม เชน ่ อุณหภูมิ, ความชน ื ้ , สารเคมี รวมถง ึ แมลงศต ั รแ ู ละแมลงศต ั รพ ู ชื มากมาย แมงมม ุ มค ี วามวอ ่ งไวนอ ้ ยกวา ่ ในอณ ุ หภม ู ท ิ ร ี ่ อ ้ นจ ั ดซง ึ ่ อาจสง ่ ผลใหจ ้ านวน สะสมลดลง น ั กลา ่ หรอ ื น ั กวง ิ ่ ทว ี ่ อ ่ งไวมค ี วามสม ั พ ั นธเ ์ชง ิ บวกอยา ่ งมน ี ั ยส าคญ ั กบ ั สวนมะพรา ้ ว ความสม ั พ ั นธน ์ เ ี ้ ห ็ นดว ้ ยกบ ั ความสม ั พ ั นธข ์ อง Salticidae ซง ึ ่ เป็ นน ั กลา ่ ท ั ่ วไป ชนิดหนึ่ง มค ี วามสม ั พ ั นธเ ์ชง ิ บวกอยา ่ งมน ี ั ยส าคญ ั กบ ั ความชน ื ้ และยอดมะพรา ้ ว ในขณะทม ี ่ ค ี วามสม ั พ ั นธเ ์ชง ิ ลบกบ ั อณ ุ หภม ู เ ิ มอ ื ่ เก ็ บ Lycosidae พบในเชง ิ บวกเล ็ กนอ ้ ยในท ี ่ ทม ี ่ แ ี มลงศต ั รพ ู ชื จ านวนมาก แตพ ่ บในเชง ิ ลบเพย ี งเล ็ กนอ ้ ยในชน ั ้ ไมพ ้ ม ุ ่ ทม ี ่ ค ี วามหนาแน ่ นนอ ้ ยกวา ่ ของการสม ั ผ ัสโดยวชั พชื ความสม ั พ ั นธน ์ อ ี ้ าจชแนะแนวทางในการ ี ้ จ ั ดการสวนมะพรา ้ วเพอ ื ่ อน ุ ร ั กษ ์ แมงมม ุ และศต ั รธ ู รรมชาตอ ิ น ื ่ ๆ เพื่อการอนุรักษ์ แตเ ่ นอ ื ่ งจากระยะเวลาการศก ึ ษาทจ ี ่ ากด ั จ าเป็ นตอ ้ งมก ี ารศก ึ ษาและวิเคราะห์เพิ่มเติม เพื่อ คน ้ หาความสม ั พ ั นธท ์ ม ี ่ อ ี ยท ู ่ ั ง ้ หมดและคน ้ หาทางออกทด ี ่ ท ี สี ่ ด ุ ส าหร ั บชาวสวนมะพรา ้ ว บทคัดย่อ ฐาปนี นรจ้อย และ พ ัชน ี วชิ ต ิ พันธุ์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์คณะศล ิปศาสตรแ ์ ละวท ิ ยาศาสตร ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เก็บตัวอย่างแมงมุม 4 วธิีไดแ้กส่วงิ ส ารวจ ด ้วยตาและเคาะ ร่อน และกับดักหลุมพราง และเก็บข ้อมูลสภาพแวดล ้อม ในแปลงมะพร้าวน ้าหอม จ าแนกแมงมมุในระดบัวงศด์ว้ยวธิทีางอนุกรมวธิานภายใต ้ กล ้องจุลทรรศน์แบบสเตอริโอ วิธีการ มะพรา้วน ้าหอมเป็ นพชื อก ีชนดิหนง ึ่ทม ี่ค ี วามส าคญ ั ทางเศรษฐกจิและถอ ื เป็ นพชื เอกลักษณ์ของ ประเทศไทย โดยปัจจุบันมีการบริโภคมะพร้าวน ้าหอมในลักษณะผลสดและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ซง ึ่ยง ั มค ี วามตอ้งการอก ี เป็ นจ านวนมากภายในประเทศตลอดจนเพอ ื่การสง่ออก มะพร้าวน ้าหอม สามารถปลูกได ้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยภาคที่มีการผลิตมะพร้าวน ้าหอมมากที่สุดคือ ภาค ตะวันตก และจ ั งหวด ั ทม ี่ก ี ารผลติมะพรา้วน ้าหอมทเ ี่กา่แกแ่ละมชี อ ื่เสย ี งของประเทศไทยคือ จังหวัด นครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรีและฉะเชงิเทรา (พงษ์นาถ และ เสาวณี, 2563) เกษตรกรในประเทศ ไทยมก ี ารปลกูมะพรา้วน ้าหอมทง ั้แบบเชงิเดย ี่วและแบบผสมผสาน โดยแบบเชงิเดย ี่วจะปลกูเฉพาะ มะพร้าวน ้าหอม สว่นแบบผสมผสานจะน าพชื จ าพวกไมพ้มุ่หรอ ื ไมผ้ลมาปลกูบรเิวณทว ี่า่ งระหว่างต ้น มะพร้าว ปัจจุบันประเทศไทยก าลังประสบปัญหาเกี่ยวกับผลผลิตมะพร้าวน ้าหอมจากการระบาดของ ศต ั รพูชื เชน่ หนอนหัวด ามะพร้าว แมลงด าหนามมะพร้าว ด ้วงแรดมะพร้าว ด ้วงงวงมะพร้าว ไรสข ี่า มะพร้าว ไรแมงมุมเทียมปาล์ม ไรแมงมุมฟิจิ ฯลฯ สง่ผลใหผ้ลผลติลดลงสวนกบ ั ความตอ้งการท ี่ เพิ่มมากขึ้น ท าใหเ้กษตรกรตอ้งใชว้ธิก ี ารตา่ง ๆ ในการแก ้ปัญหา โดยวิธีการที่ได ้ผลดีและยั่งยืน ทสี่ดุส าหร ั บแมลงด าหนามมะพรา้ว และ หนอนหว ั ด ามะพรา้วศต ั รมูะพรา้วทสี่ าคญ ั คือการใชแ้ตน เบียน เนอ ื่งจากแตนเบย ี นท าลายสงิ่มชี ว ี ติแบบเฉพาะเจาะจง ทง ั้ยง ัสามารถด ารงชว ี ติและขยายพันธุ์ ได ้ด ้วยตนเอง ยกเวน้ ในระยะตว ั ออ่นทไี่ปอาศย ั อยใู่นตว ั หนอนของแมลงศต ั รพูชื ทั้งนี้ ยังมศี ต ั รู มะพร้าวอีกหลายชนิด จง ึ จ าเป็ นตอ้งเสาะหาแนวทางป้องกน ั และก าจ ั ดโดยใชศ้ต ั รธูรรมชาตที่ ิ หลากหลาย นอกเหนือจากแตนเบียน มาชว่ยกน ั ท าหนา้ทด ี่แูลแปลงมะพรา้วรว่มกน ั แมงมุมเป็น สต ั วข ์ าขอ้ทสี่ามารถพบไดท้ว ั่ไปและจ ั ดเป็ นศต ั รธูรรมชาตจิ าพวกตว ั ห ้า แมงมุมมีพฤติกรรมการ ด ารงชว ี ติและการลา่ทห ี่ลากหลาย ท าใหส้ามารถรว่มกน ั ก าจด ั ศต ั รพูชื ไดห้ลากหลายชนดิเชน่ เพลี้ยอ่อน ไรแดง แมลงหวี่ขาว แมลงวัน ผเ ีสอ ื้กลางคน ื หนอนห่อใบข ้าว ด ้วงเต่า ฯลฯ (อารีวรรณ และ เรวดี, 2555) ทผ ี่า่นมามง ี านวจิั ยทศี่ก ึ ษาเกย ี่วขอ้งกบ ั แมงมมุในระบบนเิวศเกษตรจ านวนมาก เชน่ ในนาข ้าวขึ้นน ้า ในแปลงเกษตรผสมผสาน 3 แบบ ได ้แก่ เกษตรอินทรีย์ วิธีปฏิบัติทางการ เกษตรที่ดี และวิธีการทางเคมี และ ในแปลงสาธิตมะเยาหิน เป็นต ้น แต่พบว่ายังไม่มีรายงาน การศก ึ ษาเกย ี่วกบ ั แมงมมุในแปลงมะพรา้วน ้าหอมในประเทศไทย งานวจิั ยนจ ี้ง ึ ท าการศก ึ ษาความ หลากหลายของแมงมมุในแปลงมะพรา้วและน ามาวเิคราะหค ์ วามสม ั พ ั นธก ์ บ ั สภาพแวดลอ้มของ แปลงมะพร้าว เพอ ื่น าขอ้มลูทไี่ดไ้ปปร ั บใชใ้หก้บ ั เกษตรกรผปู้ลกูมะพรา้วในการดแูลพนที่ท า ื้ การเกษตรได ้อย่างเหมาะสม เพอ ื่ชว่ยอนุร ั กษ ์ แมงมมุศต ั รธูรรมชาตกิลมุ่หนง ึ่ของศต ั รมูะพร้าวให ้คง อยใู่นสงิ่แวดลอ้ม บทน า วเิคราะหห์าความคลา้ยคลงึของวงศแ์มงมมุทพบี่ ในแต่ละแปลง จัดกลุ่มตามพฤติกรรมการกิน วเิคราะหห์าความสมัพันธร์ะหวา่งแมงมมุกบั สภาพแวดล ้อมในแปลงมะพร้าวน ้าหอม ผลและวจ ิ ารณผ ์ ลการศก ึ ษา สรุปผล จากการเก็บตัวอย่างแมงมุมในแปลงมะพร ้าวน ้าหอมทั้ง 8 แปลง มาจัดจ าแนกทางอนุกรมวิธาน ในระดบ ั วงศพ ์ บวา ่ มค ี วามหลากหลายมาก โดยพบแมงมุมถึง 21 วงศ ์ และเมื่อน าข ้อมูลทั้งหมดมา วเ ิ คราะหห ์ าความสม ั พ ั นธส์ ามารถสรป ุ ไดว ้ า ่ ความหลากหลายของแมงมุมที่พบขึ้นอยู่กับปัจจัย ภายในแปลงมะพรา ้ วน ้ าหอมและความชอบของแมงมม ุ แตล ่ ะวงศ ์ โดยปัจจัยภายในจะเปลี่ยนไปตาม กาลเวลาสง ่ ผลใหส้ ามารถพบวงศแ ์ มงมม ุ ทต ี ่ า ่ งออกไป และปั จจ ั ยหล ั กทม ี ่ ค ี วามสม ั พ ั นธก ์ บแมงมุม ั คืออุณหภูมิ ซง ึ ่ บางคร ั ง ้ อาจมปี ั จจ ั ยในเรอ ื ่ งความชน ื ้ และรม ่ เงารว ่ มดว ้ ย ความสม ั พ ั นธ์ต่างๆที่พบนี้ อาจชแ ี ้ นวทางในการจ ั ดการสวนมะพรา ้ วเพอ ื ่ อน ุ ร ั กษ ์ แมงมม ุ และศ ั ตรธ ู รรมชาตอ ิ น ื ่ ๆ เพื่อการอนุรักษ์ แตเ ่ นอ ื ่ งจากระยะเวลาการศก ึ ษาทจ ี ่ ากด ั จ าเป็ นตอ ้ งมก ี ารศก ึ ษาและวเ ิ คราะหเ ์ พม ิ ่ เตม ิ เพื่อค ้นหา ความสม ั พ ั นธท ์ ม ี ่ อ ี ยท ู ่ ั ง ้ หมดและคน ้ หาทางออกทด ี ่ ท ี สี ่ ด ุ ส าหร ั บชาวสวนมะพรา ้ ว กิตติกรรมประกาศ คณะผวู้จิั ยขอขอบคณุภาควชิาวทิยาศาสตร ์ และ ฝ่ายกจิการนสิติคณะศลิ ปศาสตรแ ์ ละวทิยาศาสตร ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตก าแพงแสน และ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ภายใต ้ โครงการวิจัยแผนแม่บทโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชด าริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม บรมราชกุมารี (อพ.สธ.)) ที่ให ้ความสนับสนุนทุนการท าวิจัย ขอขอบพระคุณเจ ้าของพื้นที่จากหลายหน่วยงาน ของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ เกษตรกรชุมชนบางกระเจ ้า ที่ เออ ื้เฟื้อสถานทสี่ าหร ั บใชใ้นการศก ึ ษา ขอขอบคณุคณะท างานโครงการความหลากหลายของแมงมมุและแมลงศต ั รธูรรมชาตทิ สี่ าคญ ั ในระบบนเิวศเกษตร และถนิ่ทอ ี่ยอู่าศย ั โดยรอบเพอ ื่วางแนวทางการจ ั ดการระบบนเิวศเพอ ื่การอนุร ั กษ ์ศต ั รธูรรมชาตเิพอ ื่การควบคมุศต ั รพูชื แบบอนุร ั กษ ์สงิ่แวดลอ้ม (ภายใต ้โครงการวิจัยแผนแม่บทโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชด าริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.)) ทใี่หค้วามชว่ยเหลอ ื ในการเก ็ บตว ั อยา่งสงิ่มชี ว ี ติ และเก็บ ขอ้มลูสงิ่แวดลอ้มมาใหผ้วู้จิั ยท าการศก ึ ษาเฉพาะในขน ั้ตอนการจ ั ดจ าแนกชนดิแมงมมุจากน ั น้น าผลการศกษาที่ได ้มา ึ วเิคราะห ์สรปุวจิารณ ์ ผลการศก ึ ษาทเ ี่กย ี่วขอ้งกบ ั แมงมมุในแปลงมะพรา้วดง ั รายงาน อ้างอิง พงษ์นาถ นาถวรานันต์และ เสาวณี คงศรี. 2563. ความสม ั พน ั ธร ์ ะหวา ่ งอณุหภมูิความชน ื ้ สม ั พท ั ธ ์ และการ เปลย ี่ นแปลงฤดกูาล ตอ ่ ความงอกและความมชี ว ี ติของละอองเกสรมะพรา ้ วน า ้ หอม. วารสารวิชชา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช 39 (2): 101-115. อารีวรรณ ใจเพ็ชร และ เรวดี พรหมเกิด. 2555. เอกสารวชิาการ ศต ั รธูรรมชาตทิ สี่ าคญ ั . พิมพ์ครั้งที่ 1. บริษัท ยไูนเต ็ ด โปรดก ั ชน ั่เพรส จ ากัด, สมุทรสาคร. Dias, S.C., L.S. Carvalhob, A.B. Bonaldoa and A.D. Brescovitc. 2010. Refining the establishment of guilds in Neotropical spiders (Arachnida: Araneae). Journal of Natural History 44 (3-4): 219–239. จากการเก็บตัวอย่างในแปลงมะพร้าวทั้งสองปี ด ้วย 4 วิธีไดจ้ านวนแมงมมุทง ั้สนิ้1,333 ตัว น ามา จ ั ดจ าแนกทางอนุกรมวธิานในระดบ ั วงศภ ์ ายใตก้ลอง้ จุลทรรศน์พบแมงมุมทั้งหมด 21 วงศ ์ (ตารางที่ 2) แบ่งตามลักษณะการล่าเหยื่อได ้เป็น 4 กลุ่ม (ตาราง ที่ 1) โดยมห ี า้วงศเ ์ ดน่ทพ ี่บจ านวนมากทสี่ดุได ้แก่ Salticidae Theridiidae Araneidae Oxyopidae และ Lycosidae เมอื่น าขอ้มลูแมงมมุทมี่มีาวเิคราะหห์าความคลา้ยคลงึของวงศแ์มงมมุทพี่บในแปลง มะพร้าวทั้ง 8 แปลง (ภาพที่ 3) พบว่าแปลง C7Y20 กับ C8Y21 คล ้ายกันมากที่สุด และ แปลง C3Y21 ไม่มีความคล ้ายคลึงกับแปลงอื่นๆเลย ซงึ่เมอื่ดใูนภาพรวมทัง้หมดสามารถ อธิบายได ้ว่าแปลงมะพร้าวน ้าหอมที่อยู่ใกล ้กันมากมีโอกาสที่จะคล ้ายกันสูง และเมื่อเวลา ผา่นไปปัจจัยภายในก ็ มกีารเปลยี่นตามไปดว้ยท าใหก้ารพบวงศแ์มงมมุแตกตา่งไปจากเดิม เนื่องจากแมงมุมแต่ละชนิดมีความชอบและความอดทนที่แตกต่างกัน จากตารางที่ 4 พบว่ากลุ่มนักล่าและนักวิ่ง (Hunters & Runners) มี ความสม ั พ ั นธก ์ บ ั รม่เงาโดยเป็ นความสม ั พ ั นธใ์ นเชงิบวก ซง ึ่แสดงวา่การทแปลง ี่ มะพรา้วมร ี ม่เงามากน ั น้เหมาะส าหร ั บเป็ นทอ ี่ยอู่าศย ั ของแมงมมุกลมุ่น ี้ และเมื่อมาดู ในสว่นของวงศเ ์ ดน่พบวา่วงศ ์ Salticidae ซง ึ่อยใู่นกลมุ่น ั กลา่และน ั กวงิ่ม ี ความสม ั พ ั นธก ์ บ ั อณุหภมูิความชน ื้และร่มเงา โดยความชน ื้และรม่เงาเป็ น ความสม ั พ ั นธเ ์ชงิบวก สว่นอณุหภมูเิป็ นความสม ั พ ั นธเ ์ชงิลบ เมื่อดูความสม ั พ ั นธ ์ ดง ั กลา่วสามารถอธบิายไดว้า่การมร ี ม่เงามากจะสง่ผลใหใ้นพน ื้ทม ี่ค ี วามชนสูง ื้ซง ึ่ท า ใหอ้ณุหภมูไิมร่อ้นจนเกนิ ไปเหมาะแกก่ารอยอู่าศย ั ของแมงมมุ


BIOGAS PRODUCTION FROM PRETREATED WATER HYACINTH BY FED-BATCH FERMENTATION การผลิตแก๊สชีวภาพจากผักตบชวาที่ผ่านการปรับสภาพโดยกระบวนการหมักแบบกึ่งกกะ ธัญรัศม์ เกริกอริยสิทธิ์ และ รัชพล พะวงกศ์รัตน์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตก าแพงกแสน กิตติมากรรมประกาศ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการผลิตแก๊สชีวภาพจากผักตบชวาที่ไม่ผ่าน และผ่านการปรับสภาพร่วมกับมูลวัวโดยการหมักแบบกึ่งกะ ควบคุมปริมาตรที่ใช้หมัก เท่ากับ 325 มิลลิลิตร อัตราส่วนผักตบชวาต่อมูลวัว เท่ากับ 4ต่อ1 โดยน ้าหนัก ท าการ เติมสารอินทรีย์เข้าระบบ ทุกๆ 6 วัน จ านวน 4 ครั้ง ที่อุณหภูมิ 30-37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 32 วัน ผลการศึกษาพบว่าผักตบชวาที่ไม่ผ่านการปรับสภาพ มีปริมาณ องค์ประกอบทางเคมี ได้แก่ เซลลูโลสเท่ากับร้อยละ 40.98 และปริมาณลิกนินเท่ากับ ร้อยละ 2.14 เมื่อผ่านการปรับสภาพ พบว่าปริมาณเซลลูโลสเพิ่มขึ้น โดยเท่ากับร้อยละ 69.57 ส่วนการผลิตแก๊สชีวภาพจากผักตบชวาที่ผ่านการปรับสภาพร่วมกับมูลวัว ให้ ผลผลิตแก๊สชีวภาพสะสมสูงที่สุดอยู่ที่ 120.67 มิลลิลิตร ในขณะที่ผักตบชวาไม่ผ่านการ ปรับสภาพให้ผลผลิตแก๊สชีวภาพสะสมสูงสุดอยู่ที่ 77.00 มิลลิลิตร แตกต่างกันอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติ (p<0.05) จากการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการใช้ประโยชน์จาก ผักตบชวาที่ผ่านการปรับสภาพร่วมกับมูลวัวด้วยกระบวนการหมักแบบกึ่งกะมีศักยภาพ ในการผลิตแก๊สชีวภาพ และช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและการเพิ่มขึ้นของประชากร โลก น าไปสู่ความต้องการใช้ทรัพยากรทางด้านพลังงานเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณ เชื้อเพลิงลดน้อยลงและราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ท าให้มีการพัฒนาหาแหล่งพลังงาน ที่ยั่งยืนและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล และลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก แก๊สชีวภาพ (Biogas) จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ น่าสนใจ ผักตบชวา (Water hyacinth พบทั่วไปในแหล่งน ้าจืดของภูมิภาคเขตร้อนและ กึ่งร้อน เป็นวัชพืชซึ่งสร้างความเสียหายทั้งทางในด้านเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อม อย่างมาก ผู้วิจัยจึงท าการศึกษาการผลิตแก๊สชีวภาพจากผักตบชวาที่ผ่านการปรับสภาพ ร่วมกับการใช้มูลวัวด้วยกระบวนหมักแบบกึ่งกะ (Fed-batch fermentation) เพื่อจะ สามารถน าไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืน และช่วยก าจัดวัชพืชได้ด้วย วิธีการ 1.เก็บผักตบชวาและมูลวัว น ามาตากแดดและบด 2.ปรับสภาพผักตบชวา โดย autoclave ร่วมกับNaOH ปรับpHให้เป็นกลาง 3.ผลิตแก๊สชีวภาพโดยกนะบวนการหมักแบบกึ่งกะ ท าการหมัก 3แบบ - แบบที่ 1ใช้ผักตบชวาที่ไม่ผ่านการปรับสภาพ - แบบที่ 2ใช้ผักตบชวาที่ผ่านการปรับสภาพ - แบบที่3ใช้ผักตบชวาที่ผ่านการปรับสภาพร่วมกับมูลวัว เติมน ้ากลั่น 325 มิลลิลิตร เติมสารอินทรีย์ทุก 6 วัน 4 ครั้ง ระยะเวลาในการ หมัก 32 วัน เริ่มวัดปริมาณแก๊สที่เกิดขึ้นหลังจากเติมสารอินทรีย์3 วัน และวัด ทุกวันจนกว่าจะมีการเติมสารอินทรีย์ครั้งถัดไป โดยทุกแบบหลังจากการเติม สารอินทรีย์ ให้ท าการไล่อากาศในฟลาสก์โดยใช้แก๊สไนโตรเจน ท าการ วิเคราะห์องค์ประกอบทางกายภาพ ได้แก่ ปริมาณของแข็งระเหยง่าย (TVS) ของแข็งแขวนลอย (TSS) วัดอุณหภูมิ ค่าความเป็นกรด-ด่าง และค่าซีโอดี ในวันแรกก่อนหมักและวันสุดท้ายของการหมัก ผลการศึกษา ชุดการทดลองก ปริมาณแก๊สชีวภาพสะสม ผักตบชวาที่ไม่ผ่านการปรับสภาพ (แบบที่1) 77.00±16.70b ผักตบชวาที่ผ่านการปรับสภาพ (แบบที่2) 83.17±10.68b ผักตบชวาที่ผ่านการปรับสภาพร่วมกับ มูลวัว (แบบที่3) 120.67±7.79a ตารางที่ 1 ปริมาณแก๊สชีวภาพสะสม บทคัดย่อ บทน า คณะผู้วิจัยขอขอบคุณภาควิชาวิทยาศาสตร์ และ ฝ่ายกิจการนิสิต คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตก าแพงแสน ที่ให้ความสนับสนุนทุนการท าวิจัย วิจารณ์ผลการศึกษา อุณหภูมิเป็นปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการย่อยสลาย โดยกระบวนการหมักแบบกึ่ง กะมีอุณหภูมิเฉลี่ย 33.5 องศา ซึ่งอยู่ในช่วงมีโซฟิลิค (20-45 องศาเซลเซียส) เป็นช่วง อุณหภูมิที่เหมาะสมส าหรับการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย (พรพิมล,2558) ในวันแรก และวันสุดท้ายของการหมักมีการลดลงของปริมาณของแข็ง แสดงให้เห็นถึง ความสามารถในการผลิตแก๊สชีวภาพของเชื้อจุลินทรีย์ (Song et al, 2014) สรุปผลการศึกษา จากการศึกษาการผลิตแก๊สชีวภาพจากผักตบชวาที่ผ่านการปรับสภาพร่วมกับมูล วัวโดยกระบวนการหมักแบบกึ ่งกะ เป็นระยะเวลา 32 วัน ที ่อุณหภูมิ 30-37 องศา เซลเซียส โดยมีอัตราส่วนผักตบชวาต่อมูลวัว คือ 4ต่อ1 โดยน ้าหนัก พบว่า การหมักแบบ กึ่งกะโดยการแบ่งเติมสารอินทรีย์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และการหมักร่วมกับ มูลวัวช่วยเพิ่มผลผลิตแก๊สชีวภาพ โดยผักตบชวาที่ผ่านการปรับสภาพร่วมกับมูลวัวให้ ผลผลิตแก๊สชีวภาพสะสมสูงที ่สุดเท ่ากับ 120.67 มิลลิลิตร มีร้อยละการก าจัดของ ปริมาณของแข็งระเหยง่าย (TVS) ปริมาณของแข็งแขวนลอย (TSS) และ COD สูงสุด เท่ากับ 83.59, 55.95 และ 72.96 ตามล าดับ จากผลการทดลองสรุปได้ว่าการผลิตแก๊ส ชีวภาพจากผักตบชวาที่ผ่านการปรับสภาพร่วมกับมูลวัวได้ผลผลิตแก๊สที่ดีกว่าผักตบชวา ที่ไม่ผ่านการปรับสภาพและผ่านการปรับสภาพโดยกระบวนการหมักแบบกึ่งกะ พรพิมล พันธุสุนทร. 2558. การผลิตก๊าซชีวภาพจากตะกอนอินทรีย์ของกระบบบ้าบัดน้าเสียโรงกงกานแป้งกมันส าปะหลังกแปรรูป โดยถังกหมักไร้อากาศ. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. Song. Z. G. Yang. X. Liu. Z. Yan. Y. Yuan. and Y. Liao. 2014. Comparison of Seven Chemical Pretreatments of Corn Straw for Improving Methane Yield by Anaerobic Digestion. Plos One. 9(4): 1-8. อ้างกอิงก


การรวบรวมขอ มลู สารสกดั หลกัจากกลมุ สาหรา ยทพี่บไดท วั่ ไป เพื่อใชในการประยุกต REVIEW ON THE MAIN CHEMICAL EXTRACTION OF COMMON SEAWEED USED FOR AN APPLICATION นพรัตนเกตแุกว และ บงกช วิชาชูเชิดภาควิชาวิทยาศาสตรคณะศิลปะศาสตรและวิทยาศาสตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรวทิยาเขตกําแพงแสน บทคัดยอ สาหรายทะเลถือเปนทรัพยากรที่สําคัญชนิดหนึ่งตอธรรมชาติและมนุษย การมีคุณประโยชนที่มากมายของสาหรายทะเลน้เีอง ทําใหมีการนํามาใชประโยชนในหลากหลายรูปแบบ ท้ังการนํามาเปน อาหาร ยารักษาโรค ปุย และอุสาหกรรมการเกษตร งานวิจัยนี้ไดทําการรวบรวมสาหรายทั้ง 3 สกุลคือ สาหรายสีเขียวสกุล Caulerpa sp. สาหรายสีแดงสกุล Gracilaria sp. และสาหรายสีนํ้าตาลสกุล Padina sp. พบวาสาหรายแตละชนิดจะมีสารสกัดเดนและการนําไปใชประโยชนที่แตกตางกันไป โดยCaulerpa sp. นิยมนํามาบริโภคสด เนื่องจากมีคุณคาทางโภชนาการสูง Gracilaria sp. นิยมนําไป ทําวุน อุสาหกรรมอาหาร และใชในการผลิตฟลม Padina sp. นิยมนําไปใชผลิตปุยและกําจัดศัตรูพืช เนื่องจากมีธาตุอาหารเชน ไนโตรเจน โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส ท่จีําเปนตอการเจริญเติบโตของพืชทั้งนี้คุณประโยชนตางๆ อีกมากมายในสาหรายทะเลที่ยังรอการคนพบและเปนที่นาสนใจที่จะศึกษา เพิ่มเติมในอนาคตตอไป บทนํา สาหรายทะเลถือไดวาเปนทรัพยากรที่มีความสําคัญมากที่สุดชนิดหนึ่งที่ยังยืน และไดถูกนํามาใช ในหลากรูปแบบ เชน นํามาใชบริโภคเปนอาหาร ใชทําปุย ใชบําบัดนํ้าเสีย และนํามาทํายารักษาโรค เปนตน สาหรายมีสารประกอบที่มีคุณสมบัติเปนสารทางชีวาพท่ีสําคัญคือ มีสมบัติแอนติออกซิแดนทหรือสารตานอนุมูลอิสระ สารออกฤทธ์ิตานเน้ืองอก สารออกฤทธิ์ตานการแข็งตัวของเลือด สารออกฤทธิ์ลดไขมันในเลือด สารออกฤทธ์ติานไวรัส และสารออกฤทธิ์ตานเชื้อแบคทีเรีย ในประเทศไทยยังมีการศึกษาที่คอนขางนอย จึงทําใหมีความนาสนใจ ที่จะศึกษาถึงคุณสมบัติของสาหรายสกุลเดนที่พบ การแพรกระจายไดในประเทศไทย โดยในการศึกษาครั้งนี้จึงเปนการรวบรวมขอมูลสารประกอบหลัก การสกัด และแนวทางการใชประโยชนของสาหรายสามสกุลเดนคือ Caulerpa Gracilaria และ Padina วิธีการรวบรวมขอ มลู1. รวบรวมขอมูลงานวิจัยจาก Web of Science คําคนหาคือ seaweed, Caulerpa, Padina และ Gracilaria เลือกงานวิจยัที่สนใจ และดาวนโหลดงานวจิัยฉบบัเต็ม 2. รวมรวบขอมูลจากงานวิจัย และนําขอมูลที่ไดมาวิเคราะหเพื่อศึกษาหาคุณสมบัติตางๆ ของ สาหรายแตละชนิดวางานวิจัยสวนใหญไดอะไรจากการศกึษาองคประกอบของสาหรายบาง3. ศึกษาสารประกอบเดนของสาหรายแตละสกุลจากสารสกัด และประโยชนที่นิยมนําไปใช Caulerpa sp. Gracilaria sp. Padina sp. ผลการศึกษา ตารางท ี่1 แสดงองคประกอบหลกัของ Caulerpa ที่รวบรวมจากอาวจังหวัดปตตานีประเทศไทยGracilaria sp. ที่รวบรวมจากอาวเปอรเซียของอิหราน และ สกุล Padina sp. ที่รวบรวมจากทะเล แดงชายฝงฮูกาดาของอียิปต ผลการศึกษาC. sertularioides มีสารประกอบ 5 ชนดิและแยกไดจาก n-hexane สารสกัด ไดแก caulerpin, O-sitosterol, palmitic acid และสารประกอบอื่นๆ อีก 2 ชนิด สารสกัดจากเอทลิอะซิ เตทประกอบดวย caulerpin และ cyclotetra decane C. sertularioides ที่มีสาร Catechin (ฟลาโวนอล) อยู 3 ชนดิ ไดแก gallo catechin, epicatechin และ catechin gallate C. lentillifera มีสารประกอบออกฤทธิ์ทางชีวภาพไดแก ฟลาโวนอยด สเตียรอยดไตรเทอรพนีอยด ซา โปนิน อัลคาลอยด และฟนอล C. racemosa มีสารประกอบคือ á-1-gliceryl-D-mannoside-4- ammonium ซึ่งใชเปน anthelmintics (ยาฆาหนอน) เชน เดียวกับ alkaloids ที่ใชเพื่อลดความดัน โลหิต C. racemosa ประกอบดวยสารเมตาโบไลตจากกลมุไดเทอรพีนอยดาไซคลิก ไดแก ไตรฟา ริน และสารประกอบโมโนไซคลิก ไดเทอรพีนอยดค ือ Caulerpol ที่รูจักกันในชื่อโปรวิตามินเอหรือเร ตินอล Gracilaria มีไขมนัสวนใหญเปน prostaglandins มีสเตียรอยดเชน โคเลสเตอรอล และคลีโน แอสเทอรอล ใน G. crassa และ G. coronopifolia ตามลําดับ G. dura พบสเตียรอยดอ่ืน ๆ G. longa มีสารประกอบหลายชนิด เชน alpha linolenic acid, gamma linolenic acid, glycolipids, 5-dehydro avenasterol, fucosterol, myristic acid, desmosterol และ 5- alpha-24(S)-ethyl-cholestane-3-beta-6-beta-diol การศึกษาไฟโตเคมิคอลดวยสารสกัดจาก แทลลัสสดของ G. Andersoniana พบไอโซเลทคอื oleic acid, linoleic acid, cholesterol, prostaglandin A2, prostaglandin E2, leukotriene B4 และ phytol Padina มีอนุภาคนาโนเชน AgNPs และ PtNPs กําลังไดรับความสําคัญอยางมากเนื่องจาก คุณสมบัติทางเคมีกายภาพสามารถนํามาใชประโยชนไดหลายอยาง โดยมีความสําคัญอยางยิ่งตอ คุณสมบัติในการเรงปฏิกิริยา ตานจุลชีพ เม็ดเลือด ความเปนพิษตอเซลล และตานอนุมูลอิสระ โดยมีความเปนพิษนอยกวา AgNP สามารถสังเคราะหไดโดยการลดสารละลายนํ้าของซิลเวอรไนเตรต (AgNO3) ดวยสารสกัดจากผงและตัวทําละลายของ Padina และ PtNPs ถูกสังเคราะหจากสารสกัดที่เปนนํา้ของ Padina และสาหรายสนีํ้าตาล Padina สามารถใชเปน ปุยอินทรยีได สารสกัดของ  Padina อุดมไปดวยธาตอุาหารหลกัเชน ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) ที่จําเปนตอการเจริญเติบโตและพัฒนาการของพืช สารสกัด Padina ที่มีความเขมขนตํ่ากวาสงผลตออัตราการงอก การแบงตัวของเซลลและโปรตีน วิจารณผลการศกึษา สาหรายแตละกลุมจะมีสารสกัดเดนที่แตกตางกันในแตละชนิด ขึ้นอยูกับสารสีหลัก หรือ รงควัตถุ หลักในสาหรายชนิดนั้น ซึ่งสาหรายแตละชนิดมีการเจริญเติบโตในสภาพแวดลอม อุณหภูมิและความชื้นทีแตกตางกนัทําใหสาหรายทะเลทั้งสามชนิด มีการนําไปใชประโยชนที่แตกตางกัน สาหรายสีเขียวสกุล Caulerpa sp. นิยมนํามารับประทานสด เพราะมีคุณคาทางโภชนาการสูง มีคุณสมบัติใน การลดนํ้าตาลในเลือดในผูปวยที่เปนเบาหวาน สามารถนําไปบําบัดนํ้าเสีย และใชเลี้ยงสัตวใน อุสาหกรรมการเกษตรได สาหรายสีแดงสกุล Gracilaria sp. เปนสาหรายที่มีความสําคัญดานการคามากที่สุด เพราะสามารถนํามาผลิตวนุไดจึงมีความสําคัญดานอุสาหกรรมอาหารและอุสาหกรรมการผลิตฟลมอีกดวย สาหรายสีนํ้าตาลสกุล Padina sp. เปนสาหรายที่อุดมไปดวยธาตุอาหารหลักเชน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพรแทสเซียม ซึ่งเปนธาตุอาหารที่จําเปนตอการเจริญเติบโตและพัฒนาการ ของพืช จึงมีความสําคัญทางดานการเกษตรเชน นําไปผลิตปุยเพื่อใชแทนปุยเคมีสังเคราะหที่เปน อันตรายตอสิ่งแวดลอม และสาหรายสีนํ้าตาลยังสามารถความคุมการฟกของไขแมลงไดสงผลใหสาหรายสีนํ้าตาลมีความสําคัญทางดานการเกษตรสรุปผลการศกึษา 1. Caulerpa มีสารอาหารที่มีประโยชนตอรางกายเชน เสนใยอาหาร โปรตีน แรธาตุ ไขมัน และ คารโบไฮเดรตจึงถือไดวามีศักยภาพในการเปนอาหารที่มีประโยชนตอสุขภาพเพราะมีคุณคาทาง โภชนาการสูง อีกท้งัยังมีคุณสมบัติที่ชวยในการบําบัดนํ้าเสีย2. Gracilaria จะมีไฟโคคอลลอยด เปนสารโพลีแซ็กคาไรดเพื่อนํามาผลิตวุน นิยมนําไปใชใน อุสาหกรรมอาหารและอุสาหกรรมการผลิตฟลม 3. Padina จะมีธาตุอาหารหลักเชน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพรแทสเซียมเปนสวนใหญ จึงนิยม ใชในอุสาหกรรมการเกษตร เชนนําไปใชผลิตปุย และใชกําจัดศัตรูพืช เอกสารอางอิง Kiuomars, R.G., A. Eessa and K.N. Wing. 2012. Evaluation of the proximate, fatty acid and mineral composition of representative green, brown and red seaweeds from the Persian Gulf of Iran as potential food and feed resources. J Food Sci Technol. 49(6): 774–780. Ratana-arporn, P., A. Chirapart. 2006. Nutritional evaluation of tropical green seaweeds Caulerpa lentillifera and Ulva reticulata. Kasetsart J. 40: 75-83. Wafaa, A.F., M.I. Wael. M.E. Ashgan and R. Gamal. 2019. Biochemical and mineral compositions of six brown seaweeds collected from Red Sea at Hurghada Coast. Indian Journal of Geo Marine Sciences. 48: 484-491. องคประกอบทางชีวเคมี Caulerpa sp. Gracilaria sp. Padina sp. โปรตีน (%) 12.49 19.39 4.13 คารโบไฮเดรต (%) 59.27 43.08 41.66 ไขมัน (%) 0.86 1.86 0.13 เถา (%) 24.20 23.31 45.48 ความชื้น (%) 25.31 9.25 94.09 แรธาตุ(มก./100กรัม) ฟอสฟอรัส 1030 282.5 637 โพแทสเซียม 970 713 1600 แคลเซียม 780 223.3 1936 แมกนีเซยีม 630 18.3 820.4 สังกะสี 2.6 3.2 8.2 แมงกานีส 7.9 3.3 2.6 เหล็ก 9.3 85 84.2


บุณยานุช พงÉึผล นพมาศ โลกคาํลือและ ศิริพร ศรีภญิ โญวณิชย ์ ภาควชิาวทิยาศาสตร ์ คณะศิลปศาสตร ์ และวทิยาศาสตร ์ มหาวทิยาลยัเกษตรศาสตร ์ กาํแพงแสน ปัจจุบนัยาทีÉมาใชค้วบคุมนÊาํตาลในเลือดมีราคาแพงและอาจมีผลขา้งเคียงต่อร่างกาย จึงนาํกะเพราแดงทีÉมีรงควตัถุเป็น แอนโทไซยานิน และมีสารประกอบฟี นอลิก ทีÉมีประสิทธิภาพในการลดความเสีÉยงโรคต่าง ๆ สารประกอบเหล่านÊีเป็ นสาร ทีÉมีประโยชน์ต่อร่างกาย มีความเป็นพษิต่อเซลลน์อ้ย หาไดง้่ายราคาถูกงานวิจยันÊีจึงนาํเสนอขอ้มูลการส่งเสริมกะเพราแดง ให้เป็นแหล่งโภชนเภสัช ซÉึงเป็ นอีกหนึÉงทางเลือกในการป้องกนั โรคเบาหวาน เป็นการสนับสนุนให้รับประทานอาหารเป็ น ยาและเป็นขอ้มูลในการศึกษาพฒันาต่อยอดขÊนัสูงต่อไป การคดัเลือกสายพนัธุก์ะเพราแดงทÉีมีศกัยภาพดา้นฤทธÍิทางโภชนเภสัช เตรียมสารสกดักะเพรา 1.วิเคราะห์ปริมาณยจูีนอล 2. วิเคราะห์ปริมาณสารแอนโทไซยานิน 3.วดัระดบัการแสดงออกของยนีทÉี เกÉียวขอ้งกบัการสังเคราะห์ยจูีนอลและ แอนโทไซยานิน 4. การทดสอบฤทธิÍการยบัยÊงเอนไซม์ ัแอลฟา-กลูโคซิเดส 5. การทดสอบฤทธิÍการยบัยÊงเอนไซม์ ัแอลฟา-อะไมเลส วิเคราะห์ขอ้มูลทางสถิติ ภาพทีÉ1 สายพนัธกุ์ะเพราตารางทีÉ 2 ระดบัการแสดงออกของยนี OsCHS, OsCHI, OsDFR และ OsANS ตารางทีÉ 3 ระดบัการแสดงออกของยนี OsEGS1 ในใบกะเพรา ผลการศึกษา ตารางทีÉ 4 IC50ของฤทธิÍตา้นเอนไซมแ์อลฟา-กลูโคซิเดสของ สารสกดัใบกะเพราเทียบกบัสารมาตรฐานอะคาร์โบส ภาพทีÉ 2 ปริมาณสารประกอบแอนโทไซยานินรวมในสารสกดันÊาของใบกะเพรา ํภาพทีÉ 3 ร้อยละการยบัยÊงักิจกรรมของเอนไซม์แอลฟาอะไมเลส (α-amylase) ของสารสกดันÊาของํใบกะเพราทีÉระดบัความเขม้ขน้ 1 mg/ml ชนิดกะเพรา สายพนัธ์ุนํÊาหนักพืช (g) ปริมาณสารออกฤทธิÍ(relative per gDW) Eugenol Methyleugenol กะเพราป่ า OS02 1.0077 0.29d 4.2aกะเพราแดง OS03 1.047 3.25c NA กะเพราแดง OS04 1.0029 3.7c NA กะเพราแดง OS07 1.0006 5.54b NA กะเพราแดง OS08 1.01 5.55b NA กะเพราเกษตร OS10 1.0856 NA 3.36bตารางทีÉ 1 ปริมาณสารยจูีนอลและสารเมทิลยจูีนอลในใบกะเพราแหง้ การแสดงออกของยนี OsANS มีอิทธิพลต่อการสังเคราะห์แอนโทไซยานินในใบกะเพราแดงมากทีÉสุด เนืÉองจากระดบัการแสดงออกของยนี OsANS สัมพนัธก์บั ปริมาณแอนโทไซยานินมากทีÉสุดเมืÉอเทียบกบัยนีตวัอÉืน ในใบกะเพราแดงยงัมีสารออกฤทธิÍสาํคญัคือยจูีนอลและเมธิลยจูีนอล ซึÉงสัมพนัธก์บัการทาํงานของยนี Eugenol synthase1 (OsEGS1) สารสกดัใบกะเพราแดงมีฤทธÍิยบัยÊงักิจกรรมเอนไซม์กลูโคซิเดสระดับสูง สังเกตไดจ้ากสารสกดัใบกะเพราแดงมี ความสามารถในการตา้นการทาํงานของเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดสไดสู้งกว่าสารมาตราฐานอะคาร์โบสถึง 2 เท่า สาร สกัดสามารถยบัยÊงักิจกรรมของเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดส ซึÉงทาํหน้าทÉีย่อยแป้งและคาร์โบไฮเดรตให้เป็นนÊําตาล โมเลกุลเดีÉยวไดด้ีแสดงว่ามีความสามารถในการลดการเกิดโรคเบาหวานได้สารสกดันÊาของใบกะเพราแดงมีฤทธิ ํÍในการตา้นกิจกรรมของเอนไซม์แอลฟาอะไมเลสระดบัตÉาํสังเกตจากระดบัความเขม้ขน้ 0.1และ0.01 มิลลิกรัมต่อมิลลิตรไม่สามารถตรวจเปอร์เซ็นตก์ารยบัยÊงัไดเ้ลย สอดคลอ้งกบการศึกษาของ ัRahimi et al. (2012) ทีÉพบว่าสารสกดัด้วยนÊําของกากงามีความสามารถในการยบัยÊงการทํางานของเอนไซม์แอล ั ฟา อะไมเลสเพยีงร้อยละ16.95 ทÉีความเขม้ขน้ 0.75 mg/ml 1. กะเพราแดงเชืÊอพนัธุกรรมไทยสายพนัธุ์OS04 มีศกัยภาพสูงสําหรับใช้ในการพฒันาเป็นอาหารเพืÉอสุขภาพ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสําหรับป้องกันโรคเบาหวาน เนÉืองจากมีฤทธิÍยบัยÊงักิจกรรมเอนไซม์แอลฟา กลูโคซิเดสสูงกว่าสายพนัธุอ์ืÉน ๆ 2. สารสกดักะเพราป่า (OS02) กบักะเพราเกษตร OS10 ทีÉประชาชนทัวÉ ไปนิยมนาํมาใชป้รุงอาหาร มีการออกฤทธÍิยบัยÊงักิจกรรมเอนไซมแ์อลฟากลูโคซิเดส ในรูปแบบเดียวกนั โดยกะเพราทÊงัสองสายพนัธุ์มีฤทธÍิตา้นกิจกรรม เอนไซมแ์อลฟากลูโคซิเดสตÉาํ3. ปริมาณแอนโทไซยานินมีความสัมพนัธ์เชิงบวกกบัฤทธÍิตา้นกิจกรรมเอนไซม์แอลฟาอะไมเลส และแอลฟา กลูโคซิเดส วิจารณ์ผลการศึกษา สายพนัธ์ุกะเพรา Relative level of gene expression + SE OsCHS OsCHI OsDFR OsANS OS02 0.12 + 0.03f 0.89 + 0.09b 0.08 + 0.01d 0.03 + 0.001c OS03 17.36 + 0.76bc 3.82 + 1.88ab 1.84 + 0.50a 1.07 + 0.33a OS04 13.26 + 1.97bc 2.10 + 0.37ab 1.02 + 0.09bc 0.13 + 0.02c OS07 6.08 + 0.93def 4.59 + 1.74a 1.10 + 0.16ab 0.04 + 0.002c OS08 58.15 + 7.25a 4.35 + 0.87a 3.31 + 0.15abc 0.70 + 0.03b OS10 1.03 + 0.09ef 1.18 + 0.27b 0.002 + 0.00d 0.0002 + 0.00cสายพนัธ์ุกะเพรา Relative OsEGS1 gene expression + SE OS02 1.51 + 0.11c OS03 17.77 + 1.97ab OS04 13.49 + 7.68ab OS07 19.09 + 5.62a OS08 14.64 + 4.28ab OS10 1.00 + 0.00c สารสกัดกะเพรา IC50 OS02 5.6366 OS03 2.4058 OS04 2.2625 OS07 2.5732 OS08 2.4298 OS10 NA acarbose 7.9791 สรุปผลการทดลองคณะผวู้จิยัขอขอบคุณภาควชิาวทิยาศาสตร์และฝ่ายกิจการนิสิต คณะศิลปศาสตร์และวทิยาศาสตร์มหาวทิยาลยัเกษตรศาสตร์วทิยาเขตกาํแพงแสน ทÉีให้ความสนบัสนุนทุนการทาํวจิยัRahimi, A. A, A. Ashnagar and N. Hamideh. 2012. Isolation and characterization of 4-allyl-2-methoxyphenol (eugenol) from clove buds marketed in Tehran city of Iran. Int. J. Chemtec Res. 4: 105- 108. กติตกิรรมประกาศ อ้างองิ b บทคดัย่อ บทนํา วิธีการทดลอง งานวิจยันÊีมีวตัถุประสงคเ์พอศึกษาฤทธิÉื Íตา้นกิจกรรมเอนไซมแ์อลฟาอะไมเลส (α-amylase) และแอลฟากลูโคซิเดส (α-glucosidase)ของสารสกดันÊาจากใบกะเพราแดงเชื ํÊอพนัธุกรรมไทยทÉีรวบรวมจากแหล่งต่าง ๆ จาํนวน 5 สายพนัธุ์ไดแ้ก่OS02, OS03, OS04, OS07 และ OS08 เพืÉอตา้นโรคเบาหวาน โดยพบว่าสารสกดัของใบกะเพราแดงมีฤทธÍิต้าน เอนไซมแ์อลฟาอะไมเลสตÉา (ร้อยละ 0.72-6.85) ํแต่ทÉีความเขม้ขน้ของสารสกดั1 มก./มล. สามารถยบัยÊงัการทาํงานของ เอนไซมแ์อลฟากลูโคซิเดสไดสู้งถึงร้อยละ 85.19 ซึÉงส่วนมากพบร้อยละการยบัยÊงที ัÉสูงกว่าในสารสกดจากใบกะเพรา ัขาวและอะคาร์โบส โดยเฉพาะกะเพราแดงสายพนัธุ์OS04 ซึÉงพบค่า ICହ଴ ของสารสกดัทÉีมีต่อการตา้นกิจกรรมของ เอนไซมแ์อลฟากลูโคซิเดส เท่ากบั2.27 มก./มล. นอกจากนีÊ การทดลองนีÊยงัทาํการวิเคราะห์หาปริมาณสารออกฤทธÍิยูจีนอลและแอนโทไซยานินรวมด้วยเทคนิค GC-MS พร้อมทัÊงยืนยนัด้วยระดับการแสดงออกของยีนในวิถีการ สังเคราะห์ยจูีนอลและแอนโทไซยานินผา่นเทคนิคเรียลไทมพ์ซีีอาร์ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าสารออกฤทธÍิยจูีนอล พบเฉพาะในใบกะเพราแดง โดยแต่ละสายพนัธุ์มีปริมาณทีÉแตกต่างกนั ไปและการสังเคราะห์ยูจีนอลและแอนโทไซ ยานินสัมพนัธ์กบัการแสดงออกของยีน OsEGS1 และ OsANS ตามลาํดบังานวิจยันÊีสามารถนาํไปสู่การประยกุตใ์ช้กะเพราแดง เพือÉประโยชน์ในการป้องกนัและรักษาโรคเบาหวาน และลดระดบันÊาํตาลในเลือดต่อไปในอนาคต หมายเหตุตวัหนงัสือภาษาองักฤษตวัพิมพเ์ลก็แสดงถึงความแตกต่างอยา่งมีนยัสาํคญัทางสถิติทÉีระดบัความเชืÉอมันร้อยละ É 95 ภาพทีÉ4ร้อยละการยบัยÊงักิจกรรมของเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดส (α-glucosidase) ของสารสกดันÊาํของใบกะเพราทีÉระดบัความเขม้ขน้ 1 mg/ml 0 10 20 30 40 50 60 70 80 90 100 OS 02 OS 03 OS 04 OS 07 OS 08 OS 10 Alpha-glucosidase inhibition (%) b a a a a NA การวิเคราะห์ฤทธิÍ ต ้ านเบาหวานของสารสกด ัใบกะเพราแดงเช ื Ê อพน ั ธ ุ กรรมไทย (Ocimum santum L.) Anti-diabetic analysis of the leave extracts from Thai red holy basil (Ocimum sanctum L.) หมายเหตุ ตวัหนงัสือภาษาองักฤษตวัพิมพเ์ล็กแสดงถึงความแตกตา่งอย่างมีนยัสาํคญัทางสถิติทีÉระดบัความเชÉือมัÉนรอ้ยละ 95 ภาพทีÉ1 สายพนัธุก์ะเพราทีÉใชใ้นการทดลอง


การสะสมไมโครพลาสติกในแมลงนา ้ํ ทมี่ ีบทบาทการกินแตกตา  งกน ัในนาข  าว MICROPLASTICS ACCUMULATION IN FUNCTIONAL FEEDING GUILDS OF AQUATIC INSECTS IN RICE FIELD ปรียาภัทร ปิยะพันธ์และ แตงอ่อน พรหมมิภาควิชาวิทยาศาสตรช์ ีวภาพ คณะศิลปศาสตรแ์ละวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกาํแพงแสน บทคัดย่อ บทนํา วัตถุประสงคของการศึกษาเพ่ือประเมินการไดรับไมโครพลาสติกในแมลงน้ําที่มีบทบาทการกินอาหารตางกันในนาขาว 5 แหง นําแมลงน้ําทั้งหมด 943 ตัว มาทําการยอยทางเคมีและตรวจสอบชนิดของไมโครพลาสติกภายใตกลองจุลทรรศนและ เครื่องเอฟทีไออารพบไมโครพลาสติกในแมลงน้ําท้ังสิ้น 1,023 ชิ้น โดยสวนมากจะเปนไมโครพลาสติกชนิดเสนใยและไมโค พลาสติกสีขาวหรือสีใสพบมากที่สุด แมลงน้ําท่ีมีบทบาทการกินแบบผูลาพบวามีไมโครพลาสติกตอน้ําหนักตัวมากที่สุด รองลงมาคือรูปแบบการกิน Scraper และ Collector gathering ตามลําดับ เมื่อเปรียบเทียบความแตกตางของการพบไมโค รพลาสติกทั้งหมดและคาเฉลี่ยของไมโครพลาสติกตอตัวดวยวิธี One way ANOVA พบวา ไมมีความแตกตางกันอยางมี นัยสําคัญทางสถิติในแตละวงศและแตละบทบาทการกิน (p>0.05) การทดสอบคาสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธแบบเพียรสัน (Pearson correlation coefficient) ระหวางจํานวนไมโครพลาสติกกับน้ําหนักของแมลงนํ้าที่พบในนาขาว พบวา ไมมีความสัมพันธกัน (r=-0.026, p=0.912) จากการตรวจสอบดวยเครื่อง FTIR Spectrometer พบสารที่เปนองคประกอบทาง เคมีของพลาสติก เชน Polyethylene terephthalate (PET) พบมากที่สุดรองลงมาคือ Bis 2-ethylhexyl phthalate, Polyvinyl acetate (PVAc), Polypropylene glycol , Polybutadiene, Polyethylene glycol, Poly(Acrylonitrile-cobutadiene) และ Poly(methyl methacrylate-co-methacrylic acid) มลภาวะของไมโครพลาสติกในระบบนิเวศทางน้ํากอใหเกิดความกงัวลทั่วโลกที่เพิ่มมากขึ้น นําไปสูการเติบโตอยางรวดเร็ว ของการศึกษาเกี่ยวกับไมโครพลาสติกที่ตีพิมพในชวงไมก่ปีจนถงึปจจุบัน Wang & Wang (2018) ไมโครพลาสติกขนาด 0.1 ไมโครเมตร ถึง 5 มิลลิเมตร (Le et al. (2022) มีขนาด รูปรางแตกตางกัน เชน ชิ้นสวน(fragment)แผนฟลม(film)ทรงกลม (spherical) โฟมและเสนใย (fiber) ปจจัยที่สงผลตอการปลอยไมโครพลาสติกสูระบบนิเวศทางนํา้ผลกระทบท่เีปนไปไดของ อนุภาคขนาดเล็กที่เปนพิษเหลานี้ตอสุขภาพของมนุษยและชวีิตในนํา้Katare, (2022) แมน้ําเปนตัวขนสงขยะพลาสติกจาก แหลงน้ําจดืบนพื้นดินลงสูทะเล Lebreton et al. (2017) แตไมโครพลาสติกในแหลงน้ําจืดกลับไมคอยมีผูใดศึกษาเมื่อเทียบ กับการศึกษาไมโครพลาสติกในทะเล Eerkes-Medrano et al. (2015) ระบบนิเวศของนาขาว เปนพื้นที่ชุมน้ําชั่วคราว และเปนสภาพแวดลอมที่มนุษยสรางขึ้น เชื่อมตอและใชรวมกับพื้นที่ชุม น้ําตามธรรมชาติ Maneechan & Prommi (2022) ซึ่งเปนแหลงน้ําจืด ตามการคนพบไมโครพลาสติกในตะกอนน้ําจืด Yang et al. (2021) อาจสงผลกระทบตอสิ่งมีชีวิต ดังนั้นจึงทําการศึกษาไมโครพลาสติกที่สะสมในแมลงน้ําและเปรียบเทียบไมโครพ ลาสติกของแมลงน้ําในนาขาว เพ่อืประเมินการไดรับไมโครพลาสติกในแมลงนํา้ที่มีบทบาทการกินอาหารตางกัน วธิีการทดลอง จดัจําแนกแมลง เคร่อืงชั่ง 4 ตําแหนง ไฮโดรเจนเพอรออกไซดH2O2 (30%) 20 ml เขยาดวย shaking table ที่ 150 รอบตอนาที ที่อุณหภูมิ 60 องศา เปน เวลา 4 ชั่วโมง Floatation กรองโดยใชแผนกรอง Nylon Membrane Filter 0.45 µm. 47 mm. Hot air oven ถายรูปบันทกึรูปราง FTIR Spectrometer ผลการทดลอง 0 20 40 60 80 100 Predator Scraper Collector gathering สดัส่วนจาํนวนรูปร่างไมโครพลาสติก/บทบาทการกินของแมลงในนาข้าว(%) fiber fragment sphere flim rod ภาพที่ 1 สัดสวนจํานวนรูปรางไมโครพลาสติกตอบทบาทการกินของแมลงนํา้ในนาขาว(%) ผลการทดลอง 0 20 40 60 80 100 Predator Scraper Collector gathering สัดส่วนจาํนวนสไีมโครพลาสติก/บทบาทการกินแมลงนําในนาข้าวÊ (%) Blue Violet Pink Transparent Yellow red Green ภาพที่ 3 สัดสวนจํานวนสีไมโครพลาสติกตอบทบาทการกิน ของแมลงน้ําของแมลงในนาขาว (%) 0 20 40 60 80 100 Predator Scraper Collector gathering สัดส่วนจาํนวนขนาดไมโครพลาสติก/บทบาทการกินของแมลงในนาข้าว (%) <100 µm 200-250µm 250-500µm >500µm ภาพที่ 4 สัดสวนจํานวนขนาดไมโครพลาสติกตอบทบาทการกิน ของแมลงน้ําของแมลงในนาขาว(%) ภาพที่ 5 สเปกตรมัของพอลิเมอรไมโครพลาสติกที่ตรวจสอบโดย FTIR ไดแก (ก) Polyethylene terephthalate (PET), (ข) Bis 2-ethylhexyl phthalate, (ค) Polyvinyl acetate (PVAc), (ง) Polypropylene glycol, (จ) Polybutadiene, (ฉ) Polyethylene glycol, (ช) Polyacrylonitrile-co-butadiene, (ซ) Polymethyl methacrylate-co-methacrylic acid ภาพที่ 2 ตวัอยางไมโครพลาสติก ไดแกเสนใย (ก-ค), ชิ้นสวนไมมี รูปแบบ (ง-ฉ), แทง (ช-ซ), กลม (ฌ) วจิารณผ ์ ลการศกึษา สรุปผลการทดลอง การศกึษาครั้งนี้เปนการรายงานการตรวจสอบไมโครพลาสติกของแมลงน้ําในนาขาว การศึกษาบทบาทการกินของแมลง นํา้ในนาขาว รูปราง สีและขนาดของไมโครพลาสติกทําใหทราบถึงแหลงที่มาของไมโครพลาสติกไดและนําไปสูการจัดการไดอยางถูกตอง อยางไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้เปนการตรวจสอบไมโครพลาสติกของแมลงในนาขาว แตยังไมสามารถสรุปไดวา การสะสมของไมโครพลาสติกจะสงผลกระทบตอมนุษยหรือระบบนิเวศ ดังนั้น ควรจะมีการศึกษาเพิ่มเติมถึงอันตรายของการ สะสมไมโครพลาสติกและการถายทอดของไมโครพลาสติกสูรางกายมนุษย การศกึษาไมโครพลาสติกในแมลงน้ําในนาขาว พบแมลงน้ํามีบทบาทการกินทั้งหมด 3 แบบ ไดแกPredator, Scraper และ Collector gathering ซึ่งบทบาทการกินแบบ Predator พบจํานวนวงศของแมลงน้ําและพบจํานวนของไมโครพลาสติก มากที่สุด รองลงมาคือรูปแบบการกิน Scraper และ Collector gathering ตามลําดับ ในทางกลับกันจากการศึกษาของ Bertoli et al. (2022) ซึ่งศึกษาการสะสมของไมโครพลาสติกในแตละบทบาทการกินของสัตวไมม ีกระดูสันหลังขนาดใหญน้ํา จืด พบวาจํานวนไมโครพลาสติกในบทบาทการกินแบบ Collector gathering มากท่สีุด อยางไรกต็าม จากการศึกษาครั้งนี้พบวาไมโครพลาสติกในแตละวงศและแตละบทบาทการกินของแมลงน้ําไมมีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคญัสอดคลองกับ การศกึษาของ Pagter et al. (2021) ที่ศึกษาการกระจายตัวของไมโครพลาสติกในสัตวหนาดินบริเวณชายฝง ซึ่งไมโครพลา สติกท่พีบในแตละบทบาทการกินไมมีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญเชนกัน ไมโครพลาสติกแบบเสนใยและสีขาวใสพบมาก ที่สุด ซึ่งสอดคลองกับการศึกษาของ Li et al. (2015) และ Ríos et al. (2020) ตามลําดับ สวนขนาดของไมโครพลาสติก พบวามขีนาดที่หลากหลาย จากการศึกษาของ Liu et al. (2022) พบวาไมโครพลาสติกมีขนาดตั้ง 50-500 ไมโคเมตร โดยทั่วไปไมโครพลาสติกท่พีบในสิ่งแวดลอมแบงไดเปน 2ประเภท คือ ปฐมภูมิและทุติยภูมิ ไมโครพลาสติกที่พบใน สิ่งแวดลอมอาจมีแหลงกาํเนิดมาจากเสื้อผา เฟอรนิเจอรเครื่องสําอางและผลิตภัณฑสุขอนามัยตางๆ บางชนิดเปนสวนผสมที่อยูในขวดพลาสติก ขวดนํา้และกลองน้ําผลไมซึ่งสวนประกอบตางๆ เมื่อมีการทิ้งลงสูแหลงน้ําจะทําใหเกิดการสะสมใน สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยูในแหลงน้ําไดผลการศกึษาพบไมโครพลาสติกในแมลงน้ําในนาขาวครั้งนี้จะเปนแนวทางในการศึกษาไมโค รพลาสติกในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่อาศัยตามพื้นที่ทองน้ําและไดรับไมโครพลาสติกเขาสูรางกายใหครอบคลุมพื้นที่ ซึ่งมีความสําคัญ ตอการเขาใจผลกระทบของไมโครพลาสติกในแหลงน้ําในประเทศไทยตอไป กติตกิรรมประกาศ คณะผูวิจัยขอขอบคุณภาควิชาวิทยาศาสตรและ ฝายกิจการนิสิต คณะศิลปศาสตรและวิทยาศาสตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรวิทยาเขตกําแพงแสน ท่ีใหความสนับสนุนทุนการทําวิจัยในครั้งนี้และขอขอบคุณรอง ศาสตราจารยแตงออน พรหมมิและสมาชิกหองปฏิบัติการสัตววิทยาท่ีคอยใหคําปรึกษาและชวยตรวจแกไขเลมโครงงานทาง วิทยาศาสตรช ีวภาพ ทําใหการศึกษาครั้งนี้ผานลุลวงไปไดดวยดีเอกสารอ้างอิง Eerkes-Medrano,D.,Thompson, R. C., & Aldridge, D. C. (2015). Microplastics in freshwater systems: A review of the emerging threats, identification of knowledge gaps and prioritisation of research needs. Water Research, 75(October), 63–82. Katare, Y. (2022). Microplastics in Aquatic Environments : Sources ,. 12(3), 3407–3428.


ภูธเนศ ทองมา และ พุทธพร ส่องศรี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตก าแพงแสน เปลือกมะนาวที่เป็นของเสียทางชีวภาพได้ถูกน ามาพัฒนาให้เป็นสารผสมที่สามารถให้พลังงานทางไฟฟ้าได้และเป็นพลังงานที่มีประสิทธิภาพมาก เนื่องกากในปจกกุนัน มีขยะชีวภาพก านวนมากที่เป็นของเหลือกากภาคครัวเรือนและมะนาวคือหนึ่งในขยะชีวภาพที่เป็นของเหลือทิ้งมากที่สุด ดังนั้นการก ากัดของเสียทางชีวภาพกึงต้องใช้การฝจงกลน แต่วิธีนี้กะส่งผลให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมก านวนมาก กึงมีความพยายามที่กะใช้ขยะชีวภาพให้เกิดประโยชน์ในหลายด้านโดยขยะชีวภาพที่เลือกใช้ คือ เปลือกมะนาว เนื่องกาก ภายในเปลือกมะนาวมีสารที่มีอนุภาคที่สามารถใช้เป็นสารที่ก่อให้เกิดไฟฟ้าได้ โดยผ่านการผสมกันสารชนิดอื่น ๆ ที่สามารถให้พลังงานไฟฟ้าได้เช่นกัน สารผสมนี้ถูกสร้างขึ้น เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานโดยให้พลังงานไม่สูงมาก การศึกษานี้ได้รวนรวมและน าเสนอข้อมูลกากวารสารวิชาการระดันนานาชาติเกี่ยวกันการใช้ประโยชน์กากสารออกฤทธิ์ ทางชีวภาพกากเปลือกมะนาว นทคัดย่อ เนื่องกากในปจกกุนันการนริโภคเพิ่มก านวนขึ้นอย่างมากเนื่องกากมีประชากรเพิ่ม มากขึ้นทั่วโลกซึ่งส่งผลกระทนต่อระนนเศรษฐกิกและทรัพยากรทั่วโลกและกากการที่ ประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้นท าให้มีการนริโภคเพิ่มขึ้นกึงส่งผลให้มีขยะชีวะภาพที่เกิดกากการ นริโภคมากยิ่งขึ้นดังนั้นกึงมีการคิดค้นวิธีการใช้ประโยชนกากขยะชีวะภาพให้เกิดประโยชน์ได้ มากที่สุดเพื่อเป็นการก ากัดและใช้ประโยชน์กากขยะในเวลาเดียวกันซึ่งในการวิกัยนี้เรากะ น าเสนอข้อมูลที่เกี่ยวกันการน าขยะชีวะภาพมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุดโดยขยะชีวภาพที่ เลือกมาคือเปลือกมะนาวซึ่งมีการใช้และเหลือทิ้งเป็นก านวนมากกากครัวเรือนมีความพยายาม หลายครั้งในการสร้างเครื่องก าเนิดนาโนหรือน าไปแปรรูปให้อยู่ในรูปถ่านหิน(K.Surya *, M.S. Michael)ที่สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงได้แต่ในการท าวิกัยครั้งนี้เรากะน าเปลือกมะนาวมาใช้ใน การผลิตเซลล์พลังงานโดยเซลล์ที่ผลิตขึ้นมานั้นกะมีคุณสมนัติเป็นเพียร์โซเล็กทริค(Gaur,A., Kumar,C.,Shukla,R.,Maiti,P.,2017)ซึ่งกะต้องมีธาตุต่อไปนี่ เช่น ZnO, PMN-PT, BaTiO3, ZnSnO3 , PZT นทน า เพื่อรวนรวมและน าเสนอข้อมูลกากวารสารวิชาการระดันนานาชาติเกี่ยวกันการ ใช้ประโยชน์สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพกากเปลือกมะนาวโดยศึกษาองค์ประกอนของเปลือก มะนาว การน าไฟฟ้าของเปลือกมะนาวเพื่อศึกษาการใช้ประโยชน์กากเปลือกมะนาวและ น าไปสู่การสร้างพลังงานที่เรียกว่าเพียร์โซอิเล็กทริคโดยน าเปลือกมะนาวมาผ่านกระนวนการ ต่างๆแล้วน ามาผสมกันโพลิเมอร์หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งคือ LE-NERGYเพื่อท าให้เกิดการยืดหยุ่น เพื่อที่กะน าไปท าการทดสอนค่าพลังงานที่ได้กากวัสดุผสมดังกล่าว อุปกรณ์และวิธีการ วัตถุประสงค์ 1. การเตรียมตัวอย่างเปลือกมะนาว น าเปลือกมะนาวไปท าความสะอาดเพื่อขกัดสิ่งสกปรกและน าไปตากกนแห้งเป็นเวลา 2-3 วัน หลังกากนั้นน าไปนดให้เป็นผงละเอียดเพื่อใช้เป็นสารในการผสมกันวัสดุโพลิเมอร์ระหว่างนี้ ควรเก็นในที่ที่ปราศกากความชื้นเพื่อป้องกันเชื้อรา 2. การเตรียมตัวอย่างวัสดุ ละลายโพลีไวนิลลิดีนในไดเมทิลฟอร์มาไมด์ที่อุณหภูมิ 60 ◦C หลังกากละลายโพลีไวนิลลิดีน ในไดเมทิลฟอร์มาไมด์อย่างสมนูรณ์แล้วให้ลดอุณหภูมิลงและผสมผงเปลือกมะนาวกัน สารละลายโพลีเมอร์และกวนสารละลายให้เข้ากันและตั้งทิ้งไว้ให้แห้งเมื่อแห้งสนิทให้น าไป อนในเตาอนสุญญากาศเป็นเวลาหนึ่งคืน 3. การเตรียมตัวอย่างวัสดุที่ใช้ทดสอนค่าพลังงาน หลังกากเตรียมตัวอย่างวัสดุเสร็กแล้วในขึ้นตอนนี้เรากะน าตัวอย่างวัสดุที่ได้มาท าให้พร้อม เพื่อที่กะทดสอนค่าพลังงานโดยน าวัสดุดังกล่าวมาเคลือนด้วยซิลเวอร์เพสต์และต่อสาย ทองแดงทั้งสองข้างเพื่อใช้วัดค่าพลังงานแล้วพันรอนด้วยเทปโพลีโพรพีลีน ผลและวิการณ์ผลการทดลอง กากการศึกษาพนว่าการยิงรังสีเพื่อศึกษาการเลี้ยวเนนของรังสี XRD โดยใช้ Rigaku Miniflex 600 X-ray diffrac tometerโดยใช้เปลือกมะนาวและ โพลิเมอร์เป็นตัวทดสอนพนว่าวัสดุLE-NERGY มีรูปแนนการเลี้ยวเนนของรังสี เอกซ์ที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในรูปแนน XRD โดยสีแดงเป็นกราฟแสดง ค่าของวัสดุ LE-NERGY และสีด าเป็นกราฟแสดงค่าของวัสดุโพลิเมอร์นริสุทธิ์ พนว่าที่ 2 theta 20 องศา วัสดุทั้ง 2 ชนิดมีค่า Intensity สูงที่สุด กราฟแสดงค่าการยิงรังสีของวัสดุLE-NERGYและวัสดุโพลิเมอร์นริสุทธิ์ กากการศึกษาพนว่าค่าการสะท้อนแสงกากการยิงอินฟาเรดกากเครื่อง ฟูริเยร์ทรานส์ฟอร์มอินฟราเรดสเปกโทรสโกปีโดยใช้เปลือกมะนาวและโพลิเมอร์ เป็นตัวทดสอนพนว่าวัสดุ LE-NERGY และโพลิเมอร์นริสุทธิ์มีค่าการสะท้อนแสงโดย สีแดงเป็นกราฟแสดงค่าของวัสดุ LE-NERGY และสีด าเป็นกราฟแสดงค่าของ วัสดุโพลิเมอร์นริสุทธิ์โดยค่าพีคของวัสดุ LE-NERGY แสดงเป็นค่า α ที่ 760, 796, 866, 975 และ 1210 cm-1 กราฟแสดงค่าการยิงรังสีของวัสดุ LE-NERGY และวัสดุโพลิเมอร์นริสุทธิ์ กากการศึกษาค่าพลังงานของวัสดุ LE-NERGYโดยการนิด การงอ และ การทุนผลปรากฎว่าการนิดวัสดุ LE-NERGY สามารถให้พลังงานออกมาได้มากที่สุด เนื่องกากการนิดท าให้ทุกส่วนของวัสดุเกิดการเคลื่อนที่หรือเสียดสีกันระหว่างโมเลกุล ภายในกึงมีผลให้มีการปล่อยกระแสพลังงานออกมามากที่สุดและพลังงานที่ได้ค่อนข้าง คงที่ต่อมาคือการงอวัสดุ LE-NERGY ซึ่งการงอท าให้เกิดการเคลื่อนที่ของโมเลกุล ภายในได้นางส่วนดังนั้นค่าพลังงานที่ปล่อยออกมากึงมีค่าพลังงานที่น้อยกว่าการ ทดสอนโดยการนิดและพลังงานที่ได้ไม่ค่อยคงที่กะมีพลังงานเป็นลูกคลื่นสลันขึ้นลง มากและพลังงานกะมากที่สุดต่อเมื่องอวัสดุทดสอนถึงกุดพีคที่สุดและสุดท้ายการ ทดสอนค่าพลังงานโดยการทุนวิธีการนี้เป็นวิธีที่ท าให้วัสดุ LE-NERGY ปล่อยพลังงาน ออกมาน้อยที่สุดและพลังงานที่ได้ไม่สม่ าเสมอแต่กะได้พลังงานที่สูงที่สุด ณ ช่วงเวลา หนึ่งซึ่งพลังงานที่สูงที่สุดนี้มากากการกระทนกันของโมเลกุลภายในที่เกิดกากการทุน ท าให้ปล่อยพลังงานออกมาสูงสุดและหมดไป กากผลการศึกษาพนว่าภายในเปลือกมะนาวมีสารผสมที่สามารถให้ พลังงานทางไฟฟ้าได้และเป็นพลังงานที่มีประสิทธิภาพมากเนื่องกากมีสารประกอน ด้วยเซลลูโลสและโปรตีนต่าง ๆ ที่สามารถท าให้เกิดปรากฏการณ์เพียโซอิเล็กทริกได้ ซึ่งเหนี่ยวน าให้เกิดสารโพลิเมอร์ในเมทริกซ์โดยภายในเปลือกมะนาวมีอนุภาค ขนาดเล็กมากซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดไฟฟ้าขึ้นเป็นช่วงๆอย่างไรก็ตามก าเป็นต้อง มีการศึกษาเพิ่มเติมถึงส่งนประกอนภายในของวัสดุทั้งสองเพิ่มเติมเพื่อน าไปพัฒนา ต่อยอดในเชิงอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ กากเปลือกมะนาวที่เหลือทิ้งกากภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้เกิด ประโยชน์สูงที่สุด ผลการศึกษาค่าพลังงานจากการกระท าต่าง ๆ ต่อวัสดุ ผลและวิการณ์ผลการศึกษา กิตติกรรมประกาศ คณะผู้วิกัยขอขอนคุณภาควิชาวิทยาศาสตร์ และฝ่ายกิกการนิสิต คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตก าแพงแสน ที่ให้ความสนันสนุนทุนการท าวิกัยในครั้งนี้ Anupama Gaur, Chandan Kumar, Pralay Maiti and Shivam Tiwari. 2020. Bio-waste orange peel and polymer hybrid for efficient energy harvesting. Energy Reports 6: 490-496. María Boluda-Aguilar, Antonio López-Gómez. 2013. Production of bioethanol by fermentation of lemon (Citrus limon L.) peel wastes pretreated with steam explosion. Industrial Crops and Products 188-197. Waheed Miran, Mohsin Nawaz, Jiseon Jang, Dae Sung Lee. 2016. Sustainable electricity generation by biodegradation of low-cost lemon peel biomass in a dual chamber microbial fuel cell. International Biodeterioration & Biodegradation 106: 75-79. K. Surya * , M.S. Michael. 2021. Hierarchical porous activated carbon prepared from biowaste of lemon peel for electrochemical double layer capacitors. Biomass and Bioenergy 152:106175. Wen-Tien Hsiao 1 , Wen-Chi Kuo 1 , Hsin-Hon Lin 2,3,4 and Lu-Han Lai 1,*. 2021. Assessment and Feasibility Study of Lemon Ripening Using X-ray Image of Information Visualization. Applied Sciences 11, 3261 M.H. Ahmed Abd El-ghfar1 , Hayam M. Ibrahim1 *, Ibrahim M. Hassan2 , A.A. Abdel Fattah2 and Marwa H. Mahmoud1. 2016. Peels of Lemon and Orange as Value-Added Ingredients: Chemical and Antioxidant Properties. International Journal of Current Microbiology and Applied Sciences 5(12): 777-794. M. D. Mehare1,* , A. D. Deshmukh2 , and S. J. Dhoble3. 2021. Bio-waste lemon peel derived carbon based electrode in perspect of supercapacitor. Mater Electron 32:14057-14071 Gaur, A., Kumar, C., Shukla, R., Maiti, P., 2017. Induced piezoelectricity in poly (vinylidene fluoride) hybrid as efficient energy harvester. ChemistrySelect . 2,8278–8287.


ภูธเนศ ทองมา และ พุทธพร ส่องศรี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตก าแพงแสน เปลือกมะนาวที่เป็นของเสียทางชีวภาพได้ถูกน ามาพัฒนาให้เป็นสารผสมที่สามารถให้พลังงานทางไฟฟ้าได้และเป็นพลังงานที่มีประสิทธิภาพมาก เนื่องกากในปจกกุนัน มีขยะชีวภาพก านวนมากที่เป็นของเหลือกากภาคครัวเรือนและมะนาวคือหนึ่งในขยะชีวภาพที่เป็นของเหลือทิ้งมากที่สุด ดังนั้นการก ากัดของเสียทางชีวภาพกึงต้องใช้การฝจงกลน แต่วิธีนี้กะส่งผลให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมก านวนมาก กึงมีความพยายามที่กะใช้ขยะชีวภาพให้เกิดประโยชน์ในหลายด้านโดยขยะชีวภาพที่เลือกใช้ คือ เปลือกมะนาว เนื่องกาก ภายในเปลือกมะนาวมีสารที่มีอนุภาคที่สามารถใช้เป็นสารที่ก่อให้เกิดไฟฟ้าได้ โดยผ่านการผสมกันสารชนิดอื่น ๆ ที่สามารถให้พลังงานไฟฟ้าได้เช่นกัน สารผสมนี้ถูกสร้างขึ้น เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานโดยให้พลังงานไม่สูงมาก การศึกษานี้ได้รวนรวมและน าเสนอข้อมูลกากวารสารวิชาการระดันนานาชาติเกี่ยวกันการใช้ประโยชน์กากสารออกฤทธิ์ ทางชีวภาพกากเปลือกมะนาว นทคัดย่อ เนื่องกากในปจกกุนันการนริโภคเพิ่มก านวนขึ้นอย่างมากเนื่องกากมีประชากรเพิ่ม มากขึ้นทั่วโลกซึ่งส่งผลกระทนต่อระนนเศรษฐกิกและทรัพยากรทั่วโลกและกากการที่ ประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้นท าให้มีการนริโภคเพิ่มขึ้นกึงส่งผลให้มีขยะชีวะภาพที่เกิดกากการ นริโภคมากยิ่งขึ้นดังนั้นกึงมีการคิดค้นวิธีการใช้ประโยชนกากขยะชีวะภาพให้เกิดประโยชน์ได้ มากที่สุดเพื่อเป็นการก ากัดและใช้ประโยชน์กากขยะในเวลาเดียวกันซึ่งในการวิกัยนี้เรากะ น าเสนอข้อมูลที่เกี่ยวกันการน าขยะชีวะภาพมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุดโดยขยะชีวภาพที่ เลือกมาคือเปลือกมะนาวซึ่งมีการใช้และเหลือทิ้งเป็นก านวนมากกากครัวเรือนมีความพยายาม หลายครั้งในการสร้างเครื่องก าเนิดนาโนหรือน าไปแปรรูปให้อยู่ในรูปถ่านหิน(K.Surya *, M.S. Michael)ที่สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงได้แต่ในการท าวิกัยครั้งนี้เรากะน าเปลือกมะนาวมาใช้ใน การผลิตเซลล์พลังงานโดยเซลล์ที่ผลิตขึ้นมานั้นกะมีคุณสมนัติเป็นเพียร์โซเล็กทริค(Gaur,A., Kumar,C.,Shukla,R.,Maiti,P.,2017)ซึ่งกะต้องมีธาตุต่อไปนี่ เช่น ZnO, PMN-PT, BaTiO3, ZnSnO3 , PZT นทน า เพื่อรวนรวมและน าเสนอข้อมูลกากวารสารวิชาการระดันนานาชาติเกี่ยวกันการ ใช้ประโยชน์สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพกากเปลือกมะนาวโดยศึกษาองค์ประกอนของเปลือก มะนาว การน าไฟฟ้าของเปลือกมะนาวเพื่อศึกษาการใช้ประโยชน์กากเปลือกมะนาวและ น าไปสู่การสร้างพลังงานที่เรียกว่าเพียร์โซอิเล็กทริคโดยน าเปลือกมะนาวมาผ่านกระนวนการ ต่างๆแล้วน ามาผสมกันโพลิเมอร์หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งคือ LE-NERGYเพื่อท าให้เกิดการยืดหยุ่น เพื่อที่กะน าไปท าการทดสอนค่าพลังงานที่ได้กากวัสดุผสมดังกล่าว อุปกรณ์และวิธีการ วัตถุประสงค์ 1. การเตรียมตัวอย่างเปลือกมะนาว น าเปลือกมะนาวไปท าความสะอาดเพื่อขกัดสิ่งสกปรกและน าไปตากกนแห้งเป็นเวลา 2-3 วัน หลังกากนั้นน าไปนดให้เป็นผงละเอียดเพื่อใช้เป็นสารในการผสมกันวัสดุโพลิเมอร์ระหว่างนี้ ควรเก็นในที่ที่ปราศกากความชื้นเพื่อป้องกันเชื้อรา 2. การเตรียมตัวอย่างวัสดุ ละลายโพลีไวนิลลิดีนในไดเมทิลฟอร์มาไมด์ที่อุณหภูมิ 60 ◦C หลังกากละลายโพลีไวนิลลิดีน ในไดเมทิลฟอร์มาไมด์อย่างสมนูรณ์แล้วให้ลดอุณหภูมิลงและผสมผงเปลือกมะนาวกัน สารละลายโพลีเมอร์และกวนสารละลายให้เข้ากันและตั้งทิ้งไว้ให้แห้งเมื่อแห้งสนิทให้น าไป อนในเตาอนสุญญากาศเป็นเวลาหนึ่งคืน 3. การเตรียมตัวอย่างวัสดุที่ใช้ทดสอนค่าพลังงาน หลังกากเตรียมตัวอย่างวัสดุเสร็กแล้วในขึ้นตอนนี้เรากะน าตัวอย่างวัสดุที่ได้มาท าให้พร้อม เพื่อที่กะทดสอนค่าพลังงานโดยน าวัสดุดังกล่าวมาเคลือนด้วยซิลเวอร์เพสต์และต่อสาย ทองแดงทั้งสองข้างเพื่อใช้วัดค่าพลังงานแล้วพันรอนด้วยเทปโพลีโพรพีลีน ผลและวิการณ์ผลการทดลอง กากการศึกษาพนว่าการยิงรังสีเพื่อศึกษาการเลี้ยวเนนของรังสี XRD โดยใช้ Rigaku Miniflex 600 X-ray diffrac tometerโดยใช้เปลือกมะนาวและ โพลิเมอร์เป็นตัวทดสอนพนว่าวัสดุLE-NERGY มีรูปแนนการเลี้ยวเนนของรังสี เอกซ์ที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในรูปแนน XRD โดยสีแดงเป็นกราฟแสดง ค่าของวัสดุ LE-NERGY และสีด าเป็นกราฟแสดงค่าของวัสดุโพลิเมอร์นริสุทธิ์ พนว่าที่ 2 theta 20 องศา วัสดุทั้ง 2 ชนิดมีค่า Intensity สูงที่สุด กราฟแสดงค่าการยิงรังสีของวัสดุLE-NERGYและวัสดุโพลิเมอร์นริสุทธิ์ กากการศึกษาพนว่าค่าการสะท้อนแสงกากการยิงอินฟาเรดกากเครื่อง ฟูริเยร์ทรานส์ฟอร์มอินฟราเรดสเปกโทรสโกปีโดยใช้เปลือกมะนาวและโพลิเมอร์ เป็นตัวทดสอนพนว่าวัสดุ LE-NERGY และโพลิเมอร์นริสุทธิ์มีค่าการสะท้อนแสงโดย สีแดงเป็นกราฟแสดงค่าของวัสดุ LE-NERGY และสีด าเป็นกราฟแสดงค่าของ วัสดุโพลิเมอร์นริสุทธิ์โดยค่าพีคของวัสดุ LE-NERGY แสดงเป็นค่า α ที่ 760, 796, 866, 975 และ 1210 cm-1 กราฟแสดงค่าการยิงรังสีของวัสดุ LE-NERGY และวัสดุโพลิเมอร์นริสุทธิ์ กากการศึกษาค่าพลังงานของวัสดุ LE-NERGYโดยการนิด การงอ และ การทุนผลปรากฎว่าการนิดวัสดุ LE-NERGY สามารถให้พลังงานออกมาได้มากที่สุด เนื่องกากการนิดท าให้ทุกส่วนของวัสดุเกิดการเคลื่อนที่หรือเสียดสีกันระหว่างโมเลกุล ภายในกึงมีผลให้มีการปล่อยกระแสพลังงานออกมามากที่สุดและพลังงานที่ได้ค่อนข้าง คงที่ต่อมาคือการงอวัสดุ LE-NERGY ซึ่งการงอท าให้เกิดการเคลื่อนที่ของโมเลกุล ภายในได้นางส่วนดังนั้นค่าพลังงานที่ปล่อยออกมากึงมีค่าพลังงานที่น้อยกว่าการ ทดสอนโดยการนิดและพลังงานที่ได้ไม่ค่อยคงที่กะมีพลังงานเป็นลูกคลื่นสลันขึ้นลง มากและพลังงานกะมากที่สุดต่อเมื่องอวัสดุทดสอนถึงกุดพีคที่สุดและสุดท้ายการ ทดสอนค่าพลังงานโดยการทุนวิธีการนี้เป็นวิธีที่ท าให้วัสดุ LE-NERGY ปล่อยพลังงาน ออกมาน้อยที่สุดและพลังงานที่ได้ไม่สม่ าเสมอแต่กะได้พลังงานที่สูงที่สุด ณ ช่วงเวลา หนึ่งซึ่งพลังงานที่สูงที่สุดนี้มากากการกระทนกันของโมเลกุลภายในที่เกิดกากการทุน ท าให้ปล่อยพลังงานออกมาสูงสุดและหมดไป กากผลการศึกษาพนว่าภายในเปลือกมะนาวมีสารผสมที่สามารถให้ พลังงานทางไฟฟ้าได้และเป็นพลังงานที่มีประสิทธิภาพมากเนื่องกากมีสารประกอน ด้วยเซลลูโลสและโปรตีนต่าง ๆ ที่สามารถท าให้เกิดปรากฏการณ์เพียโซอิเล็กทริกได้ ซึ่งเหนี่ยวน าให้เกิดสารโพลิเมอร์ในเมทริกซ์โดยภายในเปลือกมะนาวมีอนุภาค ขนาดเล็กมากซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดไฟฟ้าขึ้นเป็นช่วงๆอย่างไรก็ตามก าเป็นต้อง มีการศึกษาเพิ่มเติมถึงส่งนประกอนภายในของวัสดุทั้งสองเพิ่มเติมเพื่อน าไปพัฒนา ต่อยอดในเชิงอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ กากเปลือกมะนาวที่เหลือทิ้งกากภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้เกิด ประโยชน์สูงที่สุด ผลการศึกษาค่าพลังงานจากการกระท าต่าง ๆ ต่อวัสดุ ผลและวิการณ์ผลการศึกษา กิตติกรรมประกาศ คณะผู้วิกัยขอขอนคุณภาควิชาวิทยาศาสตร์ และฝ่ายกิกการนิสิต คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตก าแพงแสน ที่ให้ความสนันสนุนทุนการท าวิกัยในครั้งนี้ Anupama Gaur, Chandan Kumar, Pralay Maiti and Shivam Tiwari. 2020. Bio-waste orange peel and polymer hybrid for efficient energy harvesting. Energy Reports 6: 490-496. María Boluda-Aguilar, Antonio López-Gómez. 2013. Production of bioethanol by fermentation of lemon (Citrus limon L.) peel wastes pretreated with steam explosion. Industrial Crops and Products 188-197. Waheed Miran, Mohsin Nawaz, Jiseon Jang, Dae Sung Lee. 2016. Sustainable electricity generation by biodegradation of low-cost lemon peel biomass in a dual chamber microbial fuel cell. International Biodeterioration & Biodegradation 106: 75-79. K. Surya * , M.S. Michael. 2021. Hierarchical porous activated carbon prepared from biowaste of lemon peel for electrochemical double layer capacitors. Biomass and Bioenergy 152:106175. Wen-Tien Hsiao 1 , Wen-Chi Kuo 1 , Hsin-Hon Lin 2,3,4 and Lu-Han Lai 1,*. 2021. Assessment and Feasibility Study of Lemon Ripening Using X-ray Image of Information Visualization. Applied Sciences 11, 3261 M.H. Ahmed Abd El-ghfar1 , Hayam M. Ibrahim1 *, Ibrahim M. Hassan2 , A.A. Abdel Fattah2 and Marwa H. Mahmoud1. 2016. Peels of Lemon and Orange as Value-Added Ingredients: Chemical and Antioxidant Properties. International Journal of Current Microbiology and Applied Sciences 5(12): 777-794. M. D. Mehare1,* , A. D. Deshmukh2 , and S. J. Dhoble3. 2021. Bio-waste lemon peel derived carbon based electrode in perspect of supercapacitor. Mater Electron 32:14057-14071 Gaur, A., Kumar, C., Shukla, R., Maiti, P., 2017. Induced piezoelectricity in poly (vinylidene fluoride) hybrid as efficient energy harvester. ChemistrySelect . 2,8278–8287.


การศึกษายีน ยี ที่เกี่ยวข้อ ข้ งกับการแก้พิษ พิ โลหะหนักในตัวอย่า ย่ งน้ำ ที่เก็บจากกระชัง ชั ปลาและน้ำ จากท้ายน้ำ จำ หน่าน่ยให้กัห้ กับพ่อพ่ค้า 94% จำ หน่าน่ยเองและ แปรรูป 6% วิธีวิกธีาร A: "ใช้ยี ช้ น ยี ต้า ต้ นโลหะหนัก นั เป็น ป็ Biomarker" นำ read มา map ลงในฐานข้อมูล (ใช้โปรแกรม mgmapper) ได้เป็น ตารางว่าแหล่งน้ำ แต่ละแหล่งมียีนโลหะ หนักหรือไม่ มีจำ นวนเท่าใหร่ 01 ดาวน์โน์หลดฐานข้อข้มูลโลหะหนักนั จาก Megares2.0 02 04 03 ทำ การ normalization กับจำ นวน reads ทั้งหมดของแบคทีเรียรี สรุปและนำ เสนอข้อข้มูลโดยการจัดจั หมวดหมู่ พร้อร้มทั้งเปรียรีบเทียบ ความเหมือมืน และความแตกต่าง ของ ยีนยีต่างๆ ที่พบ วิจวิารณ์ผณ์ลการศึกษา ในตำ แหน่งน่กระชังชัปลาพบยีนยีต้าต้นโลหะหนักนัเพียพีง 13 ยีนยี และมีเมีพียพีง 1 ยีนยีที่มี ที่ จำมีจำนวน read ตั้งตั้แต่ 10 ขึ้นขึ้ไป ส่วส่นในตำ แหน่งน่ท้าท้ยน้ำ พบเพียพีง 12 ยีนยีและเป็นป็ยีนยีที่ พบร่วร่มกับกักระชังชัปลา 9 ยีนยีเป็นป็ยีนยีที่มี ที่ จำมีจำนวน read ตั้งตั้แต่ 10 ขึ้นขึ้ไป 2 ยีนยี ในปัจปัจุบัจุนบัมีกมีารใช้สช้ารเคมีใมีนการเกษตร การปศุสัศุตสัว์แว์ละการเพาะเลี้ย ลี้ งสัตสัว์น้ำว์น้ำอย่าย่ง แพร่หร่ลายที่มั ที่ กมัมีโมีลหะหนักนัเป็นป็ส่วส่นผสม โลหะหนักนัเป็นป็สารที่ค ที่ งตัวตัไม่สม่ามารถสลายตัวตั ได้ใด้นกระบวนการธรรมชาติ การปนเปื้อปื้นของ โลหะหนักนัในสัตสัว์น้ำว์น้ำจึงจึเป็นป็สิ่งสิ่หลีกลีเลี่ย ลี่ งไม่ไม่ด้ บทนำ การเลี้ยงปลาในกระชังชั เกษตรกรเลี้ย ลี้ งประมาณ 1–2 กระชังชั/ครัวรัเรือรืน มีต้มีนต้ทุนทุ การผลิตลิเฉลี่ย ลี่ 42,944 บาท/กระชังชั/รุ่นรุ่โดย 1 กระชังชั สามารถเลี้ย ลี้ งได้ปด้ระมาณ 800–1,000 ตัวตัระยะเวลาใน การเลี้ย ลี้ งประมาณ 18–22 เดือดืน/รุ่นรุ่ได้ผด้ลตอบแทน เฉลี่ย ลี่ 48,000-64,000 บาท/กระชังชั/รุ่นรุ่ ผลผลิต ปัญปัหาที่อาจเกิดขึ้นขึ้ การชะล้าล้งจากพื้นพื้ที่เ ที่ พาะปลูกลูหรือรืเลี้ย ลี้ งสัตสัว์ การให้อห้าหารหรือรืสารเคมี โดยผู้เผู้ลี้ย ลี้ งปลา 1. 2. จากปัญปัหาที่อ ที่ าจเกิดกิขึ้นขึ้หากมีกมีารปนเปื้อปื้นของสารพิษพิในแหล่งล่น้ำ หากไม่ศึม่กศึษาอาจมีผมีลกระทบราคาแพง คำ ถามหลักของการทดลอง Q: การทำ กระชังชัปลาทำ ให้เห้กิดกิการปนเปื้อปื้นของโลหะหนักนัหรือรืไม่ โดยทั่วทั่ไปแบคทีเทีรียรีมักมัเก็บก็ยีนยีที่สที่ร้าร้งประโยชน์ใน์ห้กัห้บกัตัวตัเอง ดังนั้นนั้ หากแบคทีเรียรีมียีมีนยีต้านโลหะหนัก ก็แสดงว่าว่น่าจะมี การปนเปื้อนของโลหะหนักในตัวอย่าย่งที่เก็บมาด้วย สถานที่เก็บตัวอย่า ย่ งการทดลอง ข้อมูลจาก SUKSA-ARD ET AL. (2019) คลองท่าท่สาร-บางปลา กํากํแพงแสน , นครปฐม ผลการทดลอง ตารางที่ 1 ปริมาณ Reads ของชุดข้อมูลเมตาจีโนมิกส์ของน้ำ จากกระชังปลา (TS2) และจากท้ายกระชังปลา (TS3) และ ปริมาณของ Reads ที่ตรงกับฐานข้อมูลแบคทีเรีย และยีนต้าน โลหะหนัก ปริมาณของแบคทีเรีย และยีนต้านโลหะหนักถูก normalized ด้วยปริมาณของแบคทีเรียให้อยู่ในรูปร้อยละ (%) ตารางที่ 2 ยีนยีต้านโลหะหนักและจำ นวน Reads ที่ พบในชุดข้อข้มูลเมตาจีโนมิกมิส์ขส์องน้ำ จากกระชังชั ปลา (TS2) และจากท้ายกระชังชั ปลา (TS3) สรุปผลการศึกษา สรุปรุได้ว่ด้าว่ ไม่มีม่กมีารปนเปื้อปื้น เนื่อนื่งจากเจอยีนยีต้าต้นโลหะ หนักนัเพียพีงนิดนิเดียดีว มัลลิกา มะยะเฉียว, ผศ.ดร.ลักษณา กันทะมา และ อ.ดร. อดิศร ไชยบาง แหล่งน้ำ ในการเก็บตัวอย่าย่งที่คลองท่าสาร-บางปลา, กำ แพงแสน, นศรปฐม, (Google, 2019); 1. ต้นน้ำ , 2. ฟาร์มร์กระชังชั ปลา, 3. ปลายน้ำ , ห่าห่งจาก กันประมาณ 800 เมตร นางสาว มัลมัลิกา มะยะเฉียว 6121603801


การทดสอบประส ิ ทธ ิ ภาพจ ุ ลน ิ ทร ี ย ์ปร ั บปร ุ งค ุ ณภาพน า ้ บ ่ อก ้ ง ุ EFFICIENCY TESTING OF SHRIMP POND WATER QUALITY IMPROVEMENT MICROBIAL วันวิสา สวัสดิผล และ ประภา โซ๊ะสลาม ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บทคัดย่อ งานวจ ิ ย ั น ้ ี ศ ึ กษาการเปร ี ยบเท ี ยบประส ิ ทธ ิ ภาพในการบา บด ั น ้ า เส ี ยบ ่ อกง ุ ้ ดว ้ ยเช ้ ื อ 1 (Bacillus amyloliquefaciens C11AM2 , Bacillus subtillis C12AM3) ซ ่ ึ งเป็ นเช ้ ื อโพรไบโอติกส์ตามที่ประกาศในราช ก ิ จจานุเบกษา2554 กบ ั เช ้ ื อ2 (เช ้ ื อจ ุ ล ิ นทร ี ยท ์ ี ่ ใชบ ้ า บด ั น ้ า เส ี ยบ ่ อกง ุ ้ ท ี ่ ม ี ขายในท้องตลาด) ในสภาวะที่เติม และไม ่ เต ิ มอากาศ 12ชว ั ่ โมง น ้ า ก ่ อนและหลง ั การบา บด ัโดยวเ ิ คราะห ์ ค ่ าความเป็ นกรด-ด ่ างเฉล ี ่ ยอยใ ู ่ นช ่ วง 6.82-8.00 ค ่ าแอมโมเน ี ยเฉล ี ่ ยอยใ ู ่ นช ่ วง 0.35-2.65 มก./ล. ซึ่งในสภาวะเติมอากาศ 12 ชว ั ่ โมงการเต ิ มเช ้ ื อ1 และเช ้ ื อ2 ม ีประส ิ ทธ ิ ภาพในการบา บด ั น ้ า เส ี ยบ ่ อกง ุ ้ไม ่ แตกต ่ างกน ั ในการปร ั บปร ุ งค ุ ณภาพน ้ า ซ ่ ึ งเป็ น แนวทางท ี ่ ด ี ท ี ่ จะนา เช ้ ื อ1 มาใชป้ ร ั บปร ุ งค ุ ณภาพน ้ า บ ่ อกง ุ ้ ทดแทนเช ้ ื อ2 ท ี ่ เป็ นเช ้ ือจุลินทรีย์ที่น าเข้าจาก ต ่ างประเทศ บทน า ในปั จจ ุ บน ั การเล ้ ี ยงกง ุ ้ เป็ นการเล ้ ี ยงแบบพาณิชย์ซึ่งม ุ ่ งเนน ้ ผลผล ิ ตเพ ื ่ อการคา ้ ขายจ ึ งทา ใหก ้ ง ุ ้ในบ ่ อม ี จา นวนมากส ่ งผลใหเ ้ ก ิ ดปร ิ มาณน ้ า ท ิ ้ งท ี ่ เป็ นน ้ า เน ่ าเส ี ย ซ ่ ึ งน ้ า เน ่ าเส ี ยส ่ วนใหญ ่ มาจากอาหารกง ุ ้ ดง ั น ้ น ั การ แกไ้ ขปั ญหาท ี ่ ตรงจ ุ ดค ื อการนา จ ุ ล ิ นทร ี ยก ์ ล ุ ่ มท ี ่ ม ีประส ิ ทธ ิ ภาพส ู งเขา ้ไปยอ ่ ยสลายแทนที่ เพื่อให้ของเสีย จากอาหารสต ั วแ ์ ละอ ื ่ นๆถ ู กยอ ่ ยสลายโดยสมบูรณ์ โดยค ุ ณภาพน ้ า ในการเล ้ ี ยงกง ุ ้ ตอ ้ งควบค ุ มค ่ าความเป็ น กรด-ด ่ างของน ้ า ใหเ ้ หมาะสมอยใ ู ่ นช ่ วง 7.5-8.5 ค ่ าแอมโมเน ี ยอยใ ู ่ นช ่ วงไม ่ ส ู งเก ิ น 1.0 มก./ล. ซึ่งการ ควบค ุ มค ุ ณภาพน ้ า ใหเ ้ หมาะสมจะทา ใหก ้ ง ุ ้ สามารถเจร ิ ญเต ิ บโตไดด ้ี ในงานวจ ิ ย ั น ้ ีไดศ้ึ กษาประส ิ ทธ ิ ภาพการบา บด ั น ้ า บ ่ อกง ุ ้ ดว ้ ยจ ุ ล ิ นทร ี ยโ์ พรไบโอติกส์เปร ี ยบเท ี ยบกบ ั จ ุ ล ิ นทร ี ยบ ์ า บด ั น ้ า บ ่ อกง ุ ้ ท ี ่ ม ี ขายในทอ ้ งตลาดโดยม ี น ้ า จากบ ่ อกง ุ ้ ท ี ่ ไม ่ไดเ ้ติมจุลินทรีย์เป็ นตัวแปรควบคุม เปร ี ยบเท ี ยบค ุ ณภาพน ้ า ก ่ อนและหลง ั การบา บด ัโดยวเ ิ คราะห ์ ค ่ าความเป็ นกรด-ด ่ างไนเตรท แอมโมเนีย ของแข็งแขวนลอย ของแข็งละลาย และลักษณะทางกายภาพ วต ั ถ ุ ประสงค ์ เพื่อศ ึ กษาประส ิ ทธ ิ ภาพการบา บด ั น ้ า บ ่ อกง ุ ้ ดว ้ ยจ ุ ล ิ นทร ี ยโ์ พรไบโอติกส์เปรียบเท ี ยบกบ ั จ ุ ล ิ นทร ี ย ์ บา บด ั น ้ า บ ่ อกง ุ ้ ท ี ่ ม ี ขายในทอ ้ งตลาด วิจารณ์ผลการทดลอง ในการทดสอบประส ิ ทธ ิ ภาพในการบา บด ั น ้ า เส ี ยดว ้ ยเช ้ ื อ1 กบ ั เช ้ ื อ2 จะเห ็ นไดว ้ า ่ เช ้ ื อ1 มีประสิทธิภาพ ในการบา บด ั น ้ า เส ี ยไดด ้ี กวา ่ เช ้ ื อ2 ถา ้ เช ้ ื อ1 ท ี ่ ใชใ้ นการบา บด ั น ้ า เส ี ยบ ่ อกง ุ ้ ม ีประส ิ ทธ ิ ภาพด ี พอๆกบ ั เช ้ ื อ2 ที่ ม ี ขายในทอ ้ งตลาดท ี ่ ตอ ้ งนา เขา ้ จากต ่ างประเทศจะทา ใหม ้ี ขอ ้ ด ี เช ่ น ลดตน ้ ท ุ นในการซ ้ ือ ถ้าผลิตขายเอง ไดเ ้ ราจะไดส้่ วนแบ ่ งทางการตลาดและลดการนา เขา ้ส ิ นคา ้ จากต ่ างประเทศอ ี กดว ้ ยในงานวจ ิ ย ั น ้จึงสนใจที่ ี จะพฒ ั นาเอาเช ้ ื อจ ุ ล ิ นทร ี ยท ์ ี ่ สามารถคด ั แยกไดภ ้ ายในประเทศไทยมาทดลองใชบ ้ า บด ั น ้ า บอ ่ กง ุ ้ ซ ่ ึ งม ี เป้ าหมายเพ ื ่ อท ี ่ จะเอามาทดแทนเช ้ ื อจ ุ ล ิ นทร ี ยท ์ ี ่ นา เขา ้ จากต ่ างประเทศ สร ุ ปผลการทดลอง จากผลการทดลองศ ึ กษาการเปร ี ยบเท ี ยบประส ิ ทธ ิ ภาพในการบา บด ั น ้ า เส ี ยบ ่ อกง ุ ้ ดว ้ ยเช ้ ื อ1 (Bacillus amyloliquefaciens C11AM2 , Bacillus subtillis C12AM3) กบ ั เช ้ ื อ2 (เช ้ ื อจ ุ ล ิ นทร ี ยท ์ ี ่ ใช้ บา บด ั น ้ า เส ี ยบ ่ อกง ุ ้ ท ี ่ ม ี ขายในทอ ้ งตลาด) ในสภาวะท ี ่ เต ิ มและไม ่ เต ิ มอากาศ 12ชว ั ่ โมง พบวา ่ เม ื ่ อนา น ้ า ก ่ อนและหลง ั การบา บด ั มาว ิ เคราะห ์ หาค ่ าความเป็ นกรด-ด ่ าง ค ่ าแอมโมเน ี ย จะเห ็ นไดว ้ า ่ ค ่าความเป็ น กรด-ด ่ างส ู งข ้ึ น คา ่ แอมโมเน ี ยจะลดลงเม ื ่ ออากาศเพ ิ ่ มข ้ึ น ซ ่ ึ งเม ื ่ อเปร ี ยบเท ี ยบเช ้ ื อ1 และเช ้ ื อ2 แล้วจะ เห ็ นวา ่ เช ้ ื อ1 ม ีประส ิ ทธ ิ ภาพปร ั บปร ุ งน ้ า บ ่ อกง ุ ้ไดด ้ี พอๆกบ ั เช ้ ื อ2 ซึ่งเป็ นแนวทางท ี ่ ด ี ท ี ่ จะนา เช ้ ื อ 1 มา ใชป้ ร ั บปร ุ งค ุ ณภาพน ้ า บ ่ อกง ุ ้ ทดแทนเช ้ ื อ2 ท ี ่ เป็ นเช ้ ื อจ ุ ล ิ นทร ี ยท ์ ี ่ นา เขา ้ จากต ่ างประเทศ อป ุ กรณ ์ และวธ ิี การทดลอง 1.การเปร ี ยบเท ี ยบประส ิ ทธ ิ ภาพในการบา บด ั น ้ า เส ี ยบ ่ อกง ุ ้ ดว ้ ยเช ้ ื อ1 (Bacillus amyloliquefaciens C11AM2, Bacillus subtillis C12AM3) กบ ั เช ้ ื อ2 (เช ้ ื อจ ุ ล ิ นทร ี ยท ์ ี ่ ใชบ ้ า บด ั น ้ า เส ี ยบ ่ อกงที่มีขายในท้องตลาด ุ ้ ) ในสภาวะท ี ่ เต ิ มและไม ่ เต ิ มอากาศ12 ชว ั ่ โมง การเตร ี ยมตว ั อยา ่ งน ้ า บ ่ อกง ุ ้ *แบ ่ งสภาวะการทดลอง ดง ั น ้ ี(ก) ชุดควบคุม (ไม ่ เต ิ มเช ้ ื อ) (ข) ใส ่ เช ้ ื อ1 (ค) ใส ่ เช ้ ื อ2* 2.การวเ ิ คราะห ์ ตว ั อยา ่ ง 2.1 ค ่ าความเป็ นกรด-ด ่ าง - ด้วยเครื่อง pH meter Eutechร ุ ่ น pH 700 2.2 ค ่ าแอมโมเน ี ย - ตวงตว ั อยา ่ งน ้ า 25 มล. ใส ่ ลงในขวดร ู ปชมพ ู ่ ขนาด 125 มล. - เติมสารละลายฟีนอล 1 มล. + เขยา ่ - เติมสารละลายโซเดียมไนโทรปรัสไซด์ 1 มล. + เขยา ่ - เติมสารละลายออกซิไดซ์ 2.5 มล. + เขยา ่ - ปิ ดตว ั อยา ่ งดว ้ ยพาราฟิ ลม ์ + ต ้ ง ั ท ิ ้ งไวใ้ หเ ้ ก ิ ดส ี ท ี ่ อุณหภูมิห้อง 22 ถึง 27 องศาเซลเซ ี ยส อยา ่ งนอ ้ ย1 ชม. - เตรียมแบลงค์และทา การทดสอบเหม ื อนตว ั อยา ่ ง - นา ตว ั อยา ่ งมาวด ั ค ่ า absorbance ที่ความยาวคลื่น 640 นาโนเมตร ด้วยเครื่องสเปกโตรโฟโตมิเตอร์ 3.การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติ - น ามาเปรียบเทียบทางสถิติโดยโปรแกรม SPSS version 25.0 ด้วย วิธี ANOVA และ LSD ใส ่ น ้ า เส ี ยจากบ ่ อกง ุ ้ โหลละ1,000 มล. เต ิ มเช ้ ื อจ ุ ล ิ นทร ี ย ์(เชื่อ1และ2)0.5 กรัม 1 เติมอากาศ 12 ชว ั ่ โมง 2 4 นา ไปว ิ เคราะห ์ ค ่ าความเป็ น กรด-ด ่ างและแอมโมเน ี ย 3 1 2 3 a b c d b b c 4.0 4.5 5.0 5.5 6.0 6.5 7.0 7.5 8.0 8.5 9.0 ก่อน ชุดควบคุม เชื้อ1 เชื้อ2 ค่าความเป็นกรด-ด่าง ไม่เติม O2 เติม O2 a b c c b c c 0 0.5 1 1.5 2 2.5 3 ก่อน ชุดควบคุม เชื้อ1 เชื้อ2 ค่าแอมโมเนีย (มก./ ล.) ไม่เติม O2 เติม O2 ผลการทดลอง ภาพที่ 1 กราฟแสดงปริมาณค ่ าความเป็ นกรด-ด ่ างและค ่ าความเป็ นแอมโมเน ี ยท ี ่ อยใ ู ่ นน ้ า บ ่ อกง ุ ้ ท ี ่ เต ิ มและไม ่เติมอากาศ 12 ชว ั ่ โมง กิตติกรรมประกาศ กราบขอบพระคุณ ผศ.ดร.ประภา โซ๊ะสลาม ประธานกรรมการที่ปรึกษาปัญหาพิเศษ ภาควิชา วิทยาศาสตร์คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วท ิ ยาเขตกา แพงแสน ที่ได้ให้ ความช ่ วยเหล ื อ ท ้ ง ัใหค ้ า ปร ึ กษา ตรวจแกไ้ ขขอ ้ บกพร ่ องและคอยต ิ ดตามความกา ้ วหนา ้ในการดา เนินงาน และใหข ้ อ ้ เสนอแนะต ่ างๆ เอกสารอ้างอิง สิริพงษ์วงศ์พรประทีป และอนิรุจน์เก ้ ื อเพชรแกว ้. มมป.การศึกษาประสิทธิภาพของ ผลต ิ ภณ ั ฑ ์ จ ุ ลน ิ ทรีย์2 ชนิดในการลดปริมาณสารอินทรีย์จากการเลี้ยงก ้ ง ุ. ใน การ ประชุมวิชาการระดับชาติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลคร ้ ั งท ี ่ 7. Bai, K., Huang Q., Zhang, J., He, J., Zhang L. and Wang, T. 2017.Supplemental effects of probiotic Bacillus subtilis fmbJ on growth performance, antioxidant capacity, and meat quality of broiler chickens. PoultryScience. 96 (1): 74-82.


การศ ึ กษาล ั กษณะทางพฤษศาสตร ์และการใช้ประโยชน์ จากต ้นตะโกนาในพื ้ นท ี่ อ.ก ํ าแพงแสน จ.นครปฐม MORPHOLOGICALl STUDY AND APPLICATIONS OF DIOSPYROS RHODOCALYX KURZ DISTRIBUTED IN KAMPHARNG SAEN, NAKHON PATHOM วิลาวัลย์จินดาโสม และ บงกช วิชาชูเชิด หลักสูตรวิทยาศาสตร์ชีวภาพ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะศึกษาการแพร่กระจายของต้นตะโกนาในพื้นที่อ.กําแพงแสน จ.นครปฐมทั้งหมด 8 สถานที่ผลการศึกษาพบการแพร่กระจายของตะโกนาทั้งหมด 7พื้นที่ พื้นที่ที่พบมากที่สุด 2 ลําดับแรกคือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาศาสตร์กําแพงแสนและค่ายลกเสูือกําแพงแสน สถานที่ที่ไม่พบการแพร่กระจายของตะโกนาคือ วัดวังน้ําเขียวอาจเป็นไป ได้หลายปัจจัยที่ทําให้ไม่มีการเจริญเติบโตของต้นตะโกนาบริเวณนั้นได้และได้เลือกพื้นที่วดบั ่อน้ําจืดให้เปนพ็ ื้นที่ศึกษาเกี่ยวกับความขนาดและความสูงของตะโกนา อีกทั้งยังได้ศึกษาการใช้ ประโยชน์ของตะโกนาในด้านสีย้อมธรรมชาติจากตะโกนาและการนําตะโกนาไปใช้เป็นสมุนไพร พบว่าส่วนที่นํามาใช้ในการทําสีย้อมธรรมชาติของตะโกนาคือ เปลือกไม้และผลสุกซงโทนส ึ่ทีไดี่้ คือ สีน้ําตาล ดําและเทาเกิดจากการนําไปผ่านกรรมวิธีย้อมแบบร้อนเนื่องจากเป็นวิธีแบบธรรมชาติและเกิดการผิดเพื้ยนของสนี้อยที่สดจุึงทาให ํ ้เป็นที่นยมใช ิ ้ส่วนของการนําตะโกนามาใช้เป็น สมุนไพรพบว่าส่วนต่างๆ สามารถนํามาใชเป้ ็นสมุนไพรได้และยังช่วยรักษาได้หลากหลายอาการ และวิธีที่นํามาใช้มากที่สุดคือ การนํามาต้มดื่มเนื่องจากหาได้ง่ายและการปรุงไม่ซับซ้อนทําให้ บุคคลทั่วไปสามารถนําความรู้จากภูมิปัญญาด้านการให้สมุนไพรไปใช้เพื่อดแลสู ุขภาพของครอบครัวและตนเองได้ดงนั ั้นควรศึกษาให้สมุนไพรของไทยมีความน่าเชื่อถอและให ื ้เป็นทยอมรี่ับใน การนํามารักษาโรคมากขึ้น บริเวณพื้นที่อําเภอกําแพงแสน พบว่ามีการแพร่กระจายของต้นตะโกนาที่ เจริญตามธรรมชาติเป็นจํานวนมาก ทําให้มีหน่วยงานราชการให้มีการดูแล อนุรักษ์ต้นตะโกนาทมี่ีอยู่ในพื้นที่ไว้เนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้เก่าแก้ที่สร้างชื่อเสียง และสร้างมูลค่าให้แก่ประเทศได้เพราะสามารถนํามาประดับพื้นทใหี่้ไสวยงานได้ และส่วนต่างๆของตะโกนาสามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้อกีเช่น การนําผลสุกไป ใช้เป็นสีย้อมผ้า นอกจากผลแล้วยังมีราก ใบ และเปลือกไม้ที่สามารถนําไปใช้ เป็นยาสมุนไพรเนื่องจากมีสรรพคุณหลายอย่าง เช่น ช่วยบํารุงธาตุ บทนํา ตารางที่ 1 แสดงจํานวนการแพร่กระจายของตนตะโกนาในการส ้ารวจตามจํุดเก็บ ตารางที่ 2 สีที่ได้จากส่วนประกอบของตะโกนา ตารางที่ 3 แสดงสรรพคุณที่จากจากส่วนต่างๆของตะโกนา เอกสารอ ้ างอ ิ ง วฒุิวฒุิธรรมเดช. 2547. คมภั ีรเภส ์ชัรตนโกส ันทริ . ์ศลปิ ์สยามบรรจภุณฑัและการพ์ ิมพจ์ากํดั, กรุงเทพฯ. - พบการแพร่กระจายของตะโกนาในพื้นทอี่ําเภอกําแพงแสนในบางพื้นที่มากกว่า50% แต่ส่วน ใหญ่จะพบในสถานที่ราชการ - ตะโกนามีลักษณะทางพฤษาศาสตร์ที่เด่นคือ ส่วนของต้นจะมีเปลือกสดีํา เนื้อไม้สีขาว มีการ แตกกิ่งเป็นพุ่ม - ผล และเปลือกไม้สามารถนํามาใช้ประโยชน์ในด้านการย้อมผ้าและสทีี่ไดจากการย้ ้อม ธรรมชาติคือสีดํา เทา และน้ําตาล -ทุกส่วนของตะโกนาสามารถนํามาใช้เป็นสมุนไพรได้เพราะสามารถหาได้ง่าย วิธีการปรุงไม่ ยุ่งยาก มีสรรพคุณหลายอย่างทําให้สามารถรักษาได้หลายอาการ ว ิ ธ ี การศ ึ กษา 1.สํารวจการแพร่กระจายของตะโกนาในพื้นทอี่ําเภอกําแพงแสน 2.ศึกษาลักษณะทางพฤษาศาสตร์ของตะโกนาที่พบเห็น 3.รวบรวมข้อมูลการใช้ ประโยชน์ของตะโกนา ว ิ จารณ ์ ผลการศ ึ กษา พบการแพร่กระจายของต้นตะโกนาเป็นวงกว้าง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ไดร้ับการดูแลจาก กรมอุทยานแห่งชาติให้มีการอนุรักษ์ตะโกนาไว้จึงทาให ํ ้เจริญเติบโตของตนตะโกนาอย ู้่ ตลอดเวลา ถ้าต้องการนําผลสุกของตะโกนามาใช้ประโยชน์ในดานส้ยี้อมต้องอาศัยฤดูทออกผลี่ เนื่องจากช่วงที่เป็นพันธุ์ไม้ที่มีช่วงเวลาในการออกผลจะอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน ทํา ให้มีขอบเขตที่จํากัดในการนํามาศึกษาและใช้ประโยชน์ ตะโกนาเป็นพันธุ์ไม้ที่มีสรรพคุณหลายอย่าง หาได้ง่าย มีขั้นตอนสําหรับการปรุงยาไม่ ซับซ้อน ซึ่งมีความสอดคล้องตามหลักเภสัชกรรมของไทย และทฤษฎีทางการแพทย์แผน ไทย ชาวบ้านจึงสามารถนํามาใช้เป็นสมุนไพรได้ ผลการศ ึ กษา ผลการศ ึ กษา สร ุ ปผลการศึ กษา ภาพที่ 1 แผนที่พื้นที่ ศึกษาในบริเวณอําเภอ กําแพงแสน ภาพที่ 2 รูปของลักษณะ เปลือกของต้นตะโกนา ภาพที่ 3 รูปของลักษณะ ใบของตะโกนา


การแสดงออกและการควบค ุ มการแสดงออกของยน ี Eugenol synthase I ในกะเพราไทย (Ocimum tenuiflorum) Expression and Regulation of Eugenol synthase I in Holy Basil (Ocimum tenuiflorum) บทคัดย่อ วิธีการศึกษา บทน า ผลการวิจัย ผลการวิจัย (ต่อ) สร ุ ปและอภปิ รายผล กะเพรา (Ocimum sanctum L.) เป็ นผก ั สม ุ นไพรม ี สรรพค ุ ณทางยาและนา มาใชป้ ระโยชน ์ อยา ่ งหลากหลายโดยสารออกฤทธ ์ ิ ช ี วภาพหลก ั ท ี ่ พบในกะเพราค ื อ น ้ า มน ั หอมระเหย ชน ิ ด ยจ ู ี นอล (eugenol) ซ ่ ึ งเป็ นน ้ า มน ั หอมระเหยท ี ่ จด ั อย ู ่ ในกล ุ ่ มสารอะโรมาต ิ กท ี ่ ถ ู กนา มาใชเ ้ป็ นยาและเคร ื ่ องสา อางโดยเอนไซมห ์ ลก ั ท ี ่ ควบค ุ มสง ั เคราะห ์ สารยจ ู ี นอลค ื อ Eugenol synthase ท ี ่ ถ ู กกา หนดรหส ั เอนไซมโ์ ดยยน ี Eugenol synthase กะเพราแต ่ ละสายพนธุ์มีระบบพันธุกรรมที่ ั ควบค ุ มผล ิ ตสารออกฤทธ ์ ิ ยจ ู ี นอลท ี ่ แตกต ่ างกน ั ดง ั น ้ น ั การผล ิ ตสารยจ ู ี นอลในระดบ ั ช ี วอ ุ ตสาหกรรม นก ั ว ิ จย ั จา เป็ นตอ ้ งทราบยน ี และกลไกการควบคุมการแสดงออกของยีนในวิถีการสังเคราะห์สารยูจีนอลในกะเพรา งานว ิ จย ั น ้ ี จ ึ งได ้ ศึกษาการแสดงออก Eugenol synthase Iในกะเพราแดงกะเพราขาวในเน ้ ื อเยอ ื ่ ใบ ดอก พร ้ อมท ้ ง ั เปร ี ยบเท ี ยบระดบ ั การแสดงออกของยน ี EGS1น ้ ีในกะเพราพน ั ธ ุ ์ หอม และไม ่ หอม เพ ื ่ อพฒ ั นาเป็ นเคร ื ่ องหมายช ี วโมเลก ุลคัดเลือกพันธุ์ กะเพราเป็ นล าดับถัดไป และวิเคราะห์หา cis-regulatory elements ท ี ่ ควบค ุ มการแสดงออกของยน ี ท ้ ง ัในส ่ วนโพรโมเตอร ์ และอ ิ นทรอน ซ ่ ึ งผลการทดลองท ี ่ ไดใ้ นคร ้ ั งน ้ ี นอกจากไดข ้ อ ้ ม ู ลการแสดงออกและควบค ุ มการแสดงออกของยีน EGS1 สามารถนา ไปขยายผลเพ ื ่ อพฒ ั นาวธ ิี การควบค ุ มการผล ิ ตสารยจ ู ี นอลโดยใชเ ้ ช ้ ื อพน ั ธ ุ กรรมของกะเพราไทยต ่ อไปได ้ สกด ัอาร์เอน ็ เอดว ้ ยช ุ ดน ้ า ยาสา เร ็ จร ู ปไตรซอล(Invitrogen, USA) และกา จด ั ด ี เอน ็ เอดวย ้ เอนไซม์ DNase I ตรวจสอบคุณภาพอาร์เอ็นเอด้วยวิธีอิเล็กโทรโฟรีซิสในเจลอะกาโรส จากการตรวจสอบการแสดงออกของยีน EGS1 ในส ่ วนของใบ ดอกของกะเพราพ ้ ื นบา ้ น และ สายพันธุ์ OC195 พบวา ่ ยน ี EGS1 ม ี การแสดงออกท ้ ง ัในเน ้ ื อเยอ ื ่ ใบ และดอก โดยพบการ แสดงออกในใบส ู งกวา ่ ในเน ้ ื อเยอ ื ่ ดอกท ้ ง ั สองสายพน ั ธ ุ ์(ภาพที่ 1) 1. การแสดงออกของยีน EGS1 เปร ี ยบเท ี ยบระหวา ่ ง สายพน ั ธ ุ ์ ท ี ่ ใหก ้ ล ิ ่ นหอมแรงกบ ั สายพน ั ธ ุ ์ ท ี ่ ใหก ้ ล ิ ่ นนอ ้ ย พบวา ่ กล ุ ่ มสายพน ั ธ ุ ์ ท ี ่ ม ี กล ิ ่ นหอมแรง ม ี การแสดงออกของยน ี EGS1 ท ี ่ ส ู งกวา ่ (ภาพที่ 2) โดยสายพันธุ์ที่มีการแสดงออกสูงสุด คือ OS008 (21.25) รองลงมาคือ OS049 (12.38 ) OS015 (9.30) และ OS2020 (5.25) ซ ่ ึ งเป็ นท ี ่ น ่ าสง ั เกตุ วา ่ สายพน ั ธ ุ ์ OS2020 น ้ ี ม ี ระดบ ั การแสดงออกของยน ี EGS1 ท ี ่ ใกลเ ้ ค ี ยงกบ ั กล ุ ่ มท ี ่ ใหก ้ ล ิ ่ นหอมไม ่ แรงแต ่ สายพันธุ์ OS2020 น ้ ี ม ี กล ิ ่ นท ี ่ จา เพาะแตกต ่ างจากกล ิ ่ นยูจีนอลทว ั ่ ไป จ ึ งเป็ นไปไดว ้ า ่ กล ิ ่ นหอมแรงของ สายพน ั ธ ุ ์ น ้ ีไม ่ไดเ ้ป็ นผลมาจากสารยูจีนอล วิเคราะห์หา cis regulatory element ด้วยโปรแกรม PlantCare พบ cis regulatory element ที่ส าคัญคือ (1) CCAAT-box (CAACGG) ท ี ่ ตา แหน ่ ง+1813 ซึ่งเป็ นต าแหน ่ ง จับของทรานส ์ คร ิปชน ั ่ แฟกเตอร์ MYBHv1 ในการตอบสนอง ต ่ อฮอร ์โมนและความแหง ้ แลง ้ (2) CGTCA-motif (GGTCA) ท ี ่ ตา แหน ่ ง+153 และ +1806 ซึ่งเป็ น cis-regulatory element ท ี ่ ควบค ุ มการแสดงออกในการตอบสนองต ่ อฮอร ์โมน MeJA (Methyl jasmonate) ซ ่ ึ งเป็ นฮอร ์โมนท ี ่ ตอบสนองต ่ อ ความเครียดในพืช และ (3) GA motif (ATAGATAA) เป็ น cis element ท ี ่ ควบค ุ มการตอบสนองต ่ อแสง (ภาพที่ 3ก) 2. การวิเคราะห์ cis-regulatory element ทค ี ่ วบค ุ มการแสดงออกของยน ี EGS1 เม ื ่ อนา ส ่ วนอ ิ นทรอน 1, 2, 3 และ 4 มาวิเคราะห์หา cisregulatory element พบ ABRE (ACGTG) ที่ควบคุมการ ตอบสนองต ่ อฮอร ์โมน ABA (abscisic acid) ในอินทรอน 1 GA motif (ATAGATAA), I box (AGATAAGG) ที่ ควบค ุ มการตอบสนองต ่ อแสง LTR (CCGAAA) ควบคุม การตอบสนองต ่ ออ ุ ณหภ ู ม ิ ต ่ า ในอ ิ นทรอน 2 BOX4 (ATTAAT), chs-MAA1a (TTACTTAA) ซึ่งควบคุมการ ตอบสนองต ่ อแสงและP-box (CCTTTTG) ที่ควบคุมการ ตอบสนองต ่ อฮอร ์โมน GA (gibberellic acid) ส ่ วนอ ิ น ทรอน 4 ไม ่ พบ cis-regulatory element ท ี ่ น ่ าสนใจ ดง ั แสดงตามภาพที 3ข ภาพที่ 1 การแสดงออกของยีน EGS1ในส่วนของใบ และดอก ของกะเพราสายพันธุ์ OC195 และ สายพนัธุ์ พ้ื นบา ้ น (OC000) ศศิวิมล โพธิ์รักษา และ จรีรัตน์ มงคลศิริวัฒนา ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตก าแพงแสน ภาพที่ 2 ระดับการแสดงออกของยีน EGS1ในกะเพราสายพนัธุ์ใหก ้ ลิ่นหอมแรง (OS008, OS015, OS020 และ OS049) และสายพนัธุ์ ที่ใหก ้ ลิ่นนอ ้ ย (OS005,OS016, OS019,OS021, OS026, OS032 และ OS035) ภาพที่ 3 แสดง cis-regulatory element ที่ควบควมการแสดงออกของยีน EGS1ในส่วนโพรโมเตอร์ (ก) และ อินทรอน (ข) ยูจีนอล เป็ นสารประกอบประเภทหอมระเหยชนิดหนึ่งที่พบมากในกะเพรา (Ocimum tenuiflorum L.) ซ ่ ึ งไดถ ้ ู กนา มาใชอ ้ ยา ่ งอยา ่ งแพร ่ หลายในอ ุ ตสาหกรรมการผล ิ ตน ้ า หอม เวชสา อางและอ ุ ตสาหกรรมการผล ิ ตยา เพ ื ่ อพฒ ั นาเช ้ ื อพน ั ธ ุ กรรม กะเพราไทยเป็ นแหล ่ งผล ิ ตยูจีนอล จึงได้มีการศึกษาพันธุกรรมที่ควบคุมการสังเคราะห์ยูจีนอลในกะเพราโดยงานวจ ิ ย ั ท ี ่ ผา ่ นมาไดโ้ คลนยน ี EGS1 ท ี ่ กา หนดรหส ั เอนไซม ์ Eugenol synthase I ซึ่งเป็ นเอนไซม์หลักในวิถีการสังเคราะห์จากกะเพรา ไทย ส ่ วนเป้ าหมายของงานวจ ิ ย ัในคร ้ ั งน ้ ี ตอ ้ งการศ ึ กษาการแสดงออกของยน ี EGS1 ในเน ้ ื อเยอ ื ่ ต ่ าง ๆ รวมท ้ ง ั คน ้ หา cis-regulatory elements ที่ควบคุมการแสดงออกของยีน EGS1 ในกะเพรา จากการวิเคราะห์ระดับการแสดงออกของยีน EGS1 ในเน ้ ื อเยอ ื ่ ใบ และดอกของกะเพราสายพน ั ธ ุ ์ พ ้ ื นบา ้ น และสายพน ั ธ ุ ์ หมายเลข OC195 ด้วยเทคนิค semi-quantitative RT-PCR โดยใชไ้ พรเมอร ์ ท ี ่ จา เพาะ พบวา ่ ยน ี EGS1 ม ี การแสดงออกส ู งในเน ้ ื อเยอ ื ่ ใบท ้ ง ั สองสายพน ั ธ ุ ์ จากศึกษาความสัมพันธ์ ระหวา ่ งระดบ ั การแสดงออกของยน ี EGS1 กบ ั ระดบ ั กล ิ ่ นหอมอะโรมา โดยการเปรียบเทียบระดับการแสดงออกของยีน EGS1 ในกล ุ ่ มสายพน ั ธ ุ ์ หอมแรงกบ ั กล ุ ่ มสายพน ั ธ ุ ์ หอมอ ่ อน พบวา ่ ยน ี EGS1 ม ี การแสดงออกในกล ุ ่ มสายพันธุ์หอมแรง (ยกเว้นหมายเลข OC020) ส ู งกวา ่ ในกล ุ ่ มสายพน ั ธ ุ ์ หอมอ ่ อน จ ึ งอน ุ มานไดว ้ า ่ ระดบ ั กล ิ ่ นหอมอะโรมาในกะเพราไทยน ้ ี ม ี ความสม ั พน ั ธ ์ กบ ั ปร ิ มาณสะสมสารยูจีนอลและระดับการแสดงออกของยีน EGS1 จากการค้นหา cis-regulatory element บริเวณโพรโมเตอร์ขนาด (2kb) และอินทรอนด้วยวิธีทางชีวสารสนเทศ พบ cis-regulatory elements ท ี ่ ควบค ุ มการแสดงออกยน ีใหต ้ อบสนองต ่ อฮอร ์โมนและความเคร ี ยด ไดแ ้ ก ่ Methyl jasmonic acid (MeJA), Abscisic acid (ABA) นอกจากน ้ ี ยังพบโมทิฟ LTR ซ ่ ึ งควบค ุ มการตอบสนองต ่ อความเคร ี ยดเน ื ่ องจากอ ุ ณหภ ู ม ิ ต ่ า อ ี กดว ้ ยจ ึ งแสดงใหเ ้ ห ็ นวา ่ การแสดงออกของ EGS1ถ ู กควบค ุ มดว ้ ยฮอร ์โมนและการตอบสนองต ่ อความเคร ี ยด ยีน EGS1 ท ี ่ กา หนดรหส ั เอนไซม ์ Eugenol synthase I ซึ่งเป็ นเอนไซม์หลักในวิธีการสังเคราะห์สารยูจีนอลใน กะเพรา จากตรวจสอบการแสดงออกของยีน EGS1 ในระดับถอดรหัสด้วยเทคนิค semi-quantitative RT-PCR พบ ยีน EGS1 ม ี การแสดงออกท ้ ง ัในเน ้ ื อเย ื ่ อใบ และดอกโดยม ี การแสดงออกส ู งอยา ่ งชด ั เจนในเน ้ ื อเย ื ่ อใบ และระดบการ ั แสดงออกยีน EGS1 สม ั พน ั ธ ์ กบ ั ระดบ ั กล ิ ่ นอะโรมาในใบกะเพราไทย ซ ่ ึ งอน ุ มานไดว ้ า ่ ระดบ ั กล ิ ่ นอะโรมาของสาร ยูจีนอลม ี ความสม ั พน ั ธ ์ กบ ั ปร ิ มาณการสะสมสารยูจีนอลและระดับการแสดงออกของยีน EGS1 สามารถใช้ระดับการ แสดงออกของยีน EGS1 เป็ นเคร ื ่ องหมายช ี วโมเลกล ุ บ ่ งช ้ ี ระดบ ั การสะสมสารยูจีนอลต ่ อไปได ้ การแสดงออกของยีน EGS1ถูกควบคุมด้วย cis-regulatory elements ชน ิ ดต ่ าง ๆ ในบร ิ เวณโพรโมเตอร์และ อ ิ นทรอน รวมท ้ ง ั cis-regulatory elements ท ี ่ ควบค ุ มใหม ้ี การแสดงออกเพ ื ่ อตอบสนองต ่ อฮอร ์โมนและความเครียด ไดแ ้ ก ่ Methyl jasmonic acid (MeJA), Abscisic acid (ABA), Gibberellic acid (GA), LTR ซ ่ ึ งควบค ุ มการตอบสนองต ่ อ ความเคร ี ยดเน ื ่ องจากอ ุ ณหภ ู ม ิ ต ่ า จ ึ งสร ุ ปไดว ้ า ่ การแสดงออกของ EGS1 ถูกควบคุมด้วยฮอร์โมนและการตอบสนองต ่ อ ความเคร ี ยด แต ่ อยา ่ งไรกด ็ี ควรขยายผลการศ ึ กษา ทดลองในระดบ ั ปฏ ิ บต ัิ การเพ ื ่ อยน ื ยน ั ผลทางช ี วสารสนเทศ คณะผว ู ้ จ ิ ย ั ขอขอบค ุ ณภาควช ิ าวท ิ ยาศาสตร ์ และฝ่ ายก ิ จการน ิ ส ิ ต คณะศ ิ ลปะศาสตร ์ และวท ิ ยาศาสตร ์ มหาวท ิ ยาลย ั เกษตรศาสตร ์ วท ิ ยาเขตกา แพงแสน ท ี ่ ใหค ้ วามสนบ ั สน ุ นท ุ นการท าวิจัย ก ิ ตต ิ กรรมประกาศ Anand, A. Jayaramaiah, R., H. Beedkar, S., D. Singh, P., A. Joshi, R., S. Mulani, F., A. Dholakia, B., B. Punekar, S., A. Gade, W., N. Thulasiram, H., V. and Giri, A., P. 2016. Comparative functional characterization of eugenol synthase from four different Ocimum species: Implications on eugenol accumulation. Biochim Biophys Acta. 1864 (11): 1539-47. อ้างอิง สังเคราะห์ cDNA โดยกระบวนการ reverse transcriptionและใช้ oligo dTเป็ นไพรเมอร์ น าสารละลาย cDNA ท ี ่ สง ั เคราะห ์ไดม ้ าใชเ ้ป็ นตน ้ แบบในการเพ ิ ่ มปร ิ มาณยน ี เป้ าหมาย ดว ้ ยปฏ ิ ก ิ ร ิ ยาพ ี ซ ีอาร์โดยใช้ไพรเมอร์ที่จ าเพาะ ตรวจสอบด ี เอน ็ เอจากปฏ ิ ก ิ ร ิ ยาPCR ด้วยวิธีอิเล็กโทรโฟรีซิสในเจลอะกาโรส ย้อมด้วยเอธิเดียม โบรไมด์และถ ่ ายภาพดว ้ ยเคร ื ่ อง Gel Documentation วิเคราะห์การแสดงออกของยีนจากความ เขม ้ ของการเร ื องแสงของแถบด ี เอน ็ เอโดยเปร ี ยบเท ี ยบกบ ั ค ่ าความเขม ้ แสงของการ เรืองแสงของดีเอ็นเอมาตรฐานด้วยโปรแกรม Quantity One ตว ั อยา ่ ง ใบ และดอกกะเพราแดงและกะเพราขาว พน ั ธ ุ ์ พ ื ชบา ้ น ตว ั อยา ่ งใบ และดอกกะเพราสายพน ั ธ ุ ์(OC 195) ตว ั อยา ่ งใบกะเพราสายพน ั ธ ุ ์ หอม (OS008, OS015, OS020 และ OS049) และไม ่ หอม(OS005, OS016, OS019, OS021, OS026, OS032 และ OS035) ตัวอย่างพืช การสกัดอาร์เอ็นเอรวม การสังเคราะห์ cDNA สายแรก ตรวจสอบการแสดงออกของยีนด้วยเทคนิค Semi-quantitative RT-PCR


การแสดงออกและการควบค ุ มการแสดงออกของยน ี Eugenol synthase I ในกะเพราไทย (Ocimum tenuiflorum) Expression and Regulation of Eugenol synthase I in Holy Basil (Ocimum tenuiflorum) บทคัดย่อ วิธีการศึกษา บทน า ผลการวิจัย ผลการวิจัย (ต่อ) สร ุ ปและอภปิ รายผล กะเพรา (Ocimum sanctum L.) เป็ นผก ั สม ุ นไพรม ี สรรพค ุ ณทางยาและนา มาใชป้ ระโยชน ์ อยา ่ งหลากหลายโดยสารออกฤทธ ์ ิ ช ี วภาพหลก ั ท ี ่ พบในกะเพราค ื อ น ้ า มน ั หอมระเหย ชน ิ ด ยจ ู ี นอล (eugenol) ซ ่ ึ งเป็ นน ้ า มน ั หอมระเหยท ี ่ จด ั อย ู ่ ในกล ุ ่ มสารอะโรมาต ิ กท ี ่ ถ ู กนา มาใชเ ้ป็ นยาและเคร ื ่ องสา อางโดยเอนไซมห ์ ลก ั ท ี ่ ควบค ุ มสง ั เคราะห ์ สารยจ ู ี นอลค ื อ Eugenol synthase ท ี ่ ถ ู กกา หนดรหส ั เอนไซมโ์ ดยยน ี Eugenol synthase กะเพราแต ่ ละสายพนธุ์มีระบบพันธุกรรมที่ ั ควบค ุ มผล ิ ตสารออกฤทธ ์ ิ ยจ ู ี นอลท ี ่ แตกต ่ างกน ั ดง ั น ้ น ั การผล ิ ตสารยจ ู ี นอลในระดบ ั ช ี วอ ุ ตสาหกรรม นก ั ว ิ จย ั จา เป็ นตอ ้ งทราบยน ี และกลไกการควบคุมการแสดงออกของยีนในวิถีการสังเคราะห์สารยูจีนอลในกะเพรา งานว ิ จย ั น ้ ี จ ึ งได ้ ศึกษาการแสดงออก Eugenol synthase Iในกะเพราแดงกะเพราขาวในเน ้ ื อเยอ ื ่ ใบ ดอก พร ้ อมท ้ ง ั เปร ี ยบเท ี ยบระดบ ั การแสดงออกของยน ี EGS1น ้ ีในกะเพราพน ั ธ ุ ์ หอม และไม ่ หอม เพ ื ่ อพฒ ั นาเป็ นเคร ื ่ องหมายช ี วโมเลก ุลคัดเลือกพันธุ์ กะเพราเป็ นล าดับถัดไป และวิเคราะห์หา cis-regulatory elements ท ี ่ ควบค ุ มการแสดงออกของยน ี ท ้ ง ัในส ่ วนโพรโมเตอร ์ และอ ิ นทรอน ซ ่ ึ งผลการทดลองท ี ่ ไดใ้ นคร ้ ั งน ้ ี นอกจากไดข ้ อ ้ ม ู ลการแสดงออกและควบค ุ มการแสดงออกของยีน EGS1 สามารถนา ไปขยายผลเพ ื ่ อพฒ ั นาวธ ิี การควบค ุ มการผล ิ ตสารยจ ู ี นอลโดยใชเ ้ ช ้ ื อพน ั ธ ุ กรรมของกะเพราไทยต ่ อไปได ้ สกด ัอาร์เอน ็ เอดว ้ ยช ุ ดน ้ า ยาสา เร ็ จร ู ปไตรซอล(Invitrogen, USA) และกา จด ั ด ี เอน ็ เอดวย ้ เอนไซม์ DNase I ตรวจสอบคุณภาพอาร์เอ็นเอด้วยวิธีอิเล็กโทรโฟรีซิสในเจลอะกาโรส จากการตรวจสอบการแสดงออกของยีน EGS1 ในส ่ วนของใบ ดอกของกะเพราพ ้ ื นบา ้ น และ สายพันธุ์ OC195 พบวา ่ ยน ี EGS1 ม ี การแสดงออกท ้ ง ัในเน ้ ื อเยอ ื ่ ใบ และดอก โดยพบการ แสดงออกในใบส ู งกวา ่ ในเน ้ ื อเยอ ื ่ ดอกท ้ ง ั สองสายพน ั ธ ุ ์(ภาพที่ 1) 1. การแสดงออกของยีน EGS1 เปร ี ยบเท ี ยบระหวา ่ ง สายพน ั ธ ุ ์ ท ี ่ ใหก ้ ล ิ ่ นหอมแรงกบ ั สายพน ั ธ ุ ์ ท ี ่ ใหก ้ ล ิ ่ นนอ ้ ย พบวา ่ กล ุ ่ มสายพน ั ธ ุ ์ ท ี ่ ม ี กล ิ ่ นหอมแรง ม ี การแสดงออกของยน ี EGS1 ท ี ่ ส ู งกวา ่ (ภาพที่ 2) โดยสายพันธุ์ที่มีการแสดงออกสูงสุด คือ OS008 (21.25) รองลงมาคือ OS049 (12.38 ) OS015 (9.30) และ OS2020 (5.25) ซ ่ ึ งเป็ นท ี ่ น ่ าสง ั เกตุ วา ่ สายพน ั ธ ุ ์ OS2020 น ้ ี ม ี ระดบ ั การแสดงออกของยน ี EGS1 ท ี ่ ใกลเ ้ ค ี ยงกบ ั กล ุ ่ มท ี ่ ใหก ้ ล ิ ่ นหอมไม ่ แรงแต ่ สายพันธุ์ OS2020 น ้ ี ม ี กล ิ ่ นท ี ่ จา เพาะแตกต ่ างจากกล ิ ่ นยูจีนอลทว ั ่ ไป จ ึ งเป็ นไปไดว ้ า ่ กล ิ ่ นหอมแรงของ สายพน ั ธ ุ ์ น ้ ีไม ่ไดเ ้ป็ นผลมาจากสารยูจีนอล วิเคราะห์หา cis regulatory element ด้วยโปรแกรม PlantCare พบ cis regulatory element ที่ส าคัญคือ (1) CCAAT-box (CAACGG) ท ี ่ ตา แหน ่ ง+1813 ซึ่งเป็ นต าแหน ่ ง จับของทรานส ์ คร ิปชน ั ่ แฟกเตอร์ MYBHv1 ในการตอบสนอง ต ่ อฮอร ์โมนและความแหง ้ แลง ้ (2) CGTCA-motif (GGTCA) ท ี ่ ตา แหน ่ ง+153 และ +1806 ซึ่งเป็ น cis-regulatory element ท ี ่ ควบค ุ มการแสดงออกในการตอบสนองต ่ อฮอร ์โมน MeJA (Methyl jasmonate) ซ ่ ึ งเป็ นฮอร ์โมนท ี ่ ตอบสนองต ่ อ ความเครียดในพืช และ (3) GA motif (ATAGATAA) เป็ น cis element ท ี ่ ควบค ุ มการตอบสนองต ่ อแสง (ภาพที่ 3ก) 2. การวิเคราะห์ cis-regulatory element ทค ี ่ วบค ุ มการแสดงออกของยน ี EGS1 เม ื ่ อนา ส ่ วนอ ิ นทรอน 1, 2, 3 และ 4 มาวิเคราะห์หา cisregulatory element พบ ABRE (ACGTG) ที่ควบคุมการ ตอบสนองต ่ อฮอร ์โมน ABA (abscisic acid) ในอินทรอน 1 GA motif (ATAGATAA), I box (AGATAAGG) ที่ ควบค ุ มการตอบสนองต ่ อแสง LTR (CCGAAA) ควบคุม การตอบสนองต ่ ออ ุ ณหภ ู ม ิ ต ่ า ในอ ิ นทรอน 2 BOX4 (ATTAAT), chs-MAA1a (TTACTTAA) ซึ่งควบคุมการ ตอบสนองต ่ อแสงและP-box (CCTTTTG) ที่ควบคุมการ ตอบสนองต ่ อฮอร ์โมน GA (gibberellic acid) ส ่ วนอ ิ น ทรอน 4 ไม ่ พบ cis-regulatory element ท ี ่ น ่ าสนใจ ดง ั แสดงตามภาพที 3ข ภาพที่ 1 การแสดงออกของยีน EGS1ในส่วนของใบ และดอก ของกะเพราสายพันธุ์ OC195 และ สายพนัธุ์ พ้ื นบา ้ น (OC000) ศศิวิมล โพธิ์รักษา และ จรีรัตน์ มงคลศิริวัฒนา ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตก าแพงแสน ภาพที่ 2 ระดับการแสดงออกของยีน EGS1ในกะเพราสายพนัธุ์ใหก ้ ลิ่นหอมแรง (OS008, OS015, OS020 และ OS049) และสายพนัธุ์ ที่ใหก ้ ลิ่นนอ ้ ย (OS005,OS016, OS019,OS021, OS026, OS032 และ OS035) ภาพที่ 3 แสดง cis-regulatory element ที่ควบควมการแสดงออกของยีน EGS1ในส่วนโพรโมเตอร์ (ก) และ อินทรอน (ข) ยูจีนอล เป็ นสารประกอบประเภทหอมระเหยชนิดหนึ่งที่พบมากในกะเพรา (Ocimum tenuiflorum L.) ซ ่ ึ งไดถ ้ ู กนา มาใชอ ้ ยา ่ งอยา ่ งแพร ่ หลายในอ ุ ตสาหกรรมการผล ิ ตน ้ า หอม เวชสา อางและอ ุ ตสาหกรรมการผล ิ ตยา เพ ื ่ อพฒ ั นาเช ้ ื อพน ั ธ ุ กรรม กะเพราไทยเป็ นแหล ่ งผล ิ ตยูจีนอล จึงได้มีการศึกษาพันธุกรรมที่ควบคุมการสังเคราะห์ยูจีนอลในกะเพราโดยงานวจ ิ ย ั ท ี ่ ผา ่ นมาไดโ้ คลนยน ี EGS1 ท ี ่ กา หนดรหส ั เอนไซม ์ Eugenol synthase I ซึ่งเป็ นเอนไซม์หลักในวิถีการสังเคราะห์จากกะเพรา ไทย ส ่ วนเป้ าหมายของงานวจ ิ ย ัในคร ้ ั งน ้ ี ตอ ้ งการศ ึ กษาการแสดงออกของยน ี EGS1 ในเน ้ ื อเยอ ื ่ ต ่ าง ๆ รวมท ้ ง ั คน ้ หา cis-regulatory elements ที่ควบคุมการแสดงออกของยีน EGS1 ในกะเพรา จากการวิเคราะห์ระดับการแสดงออกของยีน EGS1 ในเน ้ ื อเยอ ื ่ ใบ และดอกของกะเพราสายพน ั ธ ุ ์ พ ้ ื นบา ้ น และสายพน ั ธ ุ ์ หมายเลข OC195 ด้วยเทคนิค semi-quantitative RT-PCR โดยใชไ้ พรเมอร ์ ท ี ่ จา เพาะ พบวา ่ ยน ี EGS1 ม ี การแสดงออกส ู งในเน ้ ื อเยอ ื ่ ใบท ้ ง ั สองสายพน ั ธ ุ ์ จากศึกษาความสัมพันธ์ ระหวา ่ งระดบ ั การแสดงออกของยน ี EGS1 กบ ั ระดบ ั กล ิ ่ นหอมอะโรมา โดยการเปรียบเทียบระดับการแสดงออกของยีน EGS1 ในกล ุ ่ มสายพน ั ธ ุ ์ หอมแรงกบ ั กล ุ ่ มสายพน ั ธ ุ ์ หอมอ ่ อน พบวา ่ ยน ี EGS1 ม ี การแสดงออกในกล ุ ่ มสายพันธุ์หอมแรง (ยกเว้นหมายเลข OC020) ส ู งกวา ่ ในกล ุ ่ มสายพน ั ธ ุ ์ หอมอ ่ อน จ ึ งอน ุ มานไดว ้ า ่ ระดบ ั กล ิ ่ นหอมอะโรมาในกะเพราไทยน ้ ี ม ี ความสม ั พน ั ธ ์ กบ ั ปร ิ มาณสะสมสารยูจีนอลและระดับการแสดงออกของยีน EGS1 จากการค้นหา cis-regulatory element บริเวณโพรโมเตอร์ขนาด (2kb) และอินทรอนด้วยวิธีทางชีวสารสนเทศ พบ cis-regulatory elements ท ี ่ ควบค ุ มการแสดงออกยน ีใหต ้ อบสนองต ่ อฮอร ์โมนและความเคร ี ยด ไดแ ้ ก ่ Methyl jasmonic acid (MeJA), Abscisic acid (ABA) นอกจากน ้ ี ยังพบโมทิฟ LTR ซ ่ ึ งควบค ุ มการตอบสนองต ่ อความเคร ี ยดเน ื ่ องจากอ ุ ณหภ ู ม ิ ต ่ า อ ี กดว ้ ยจ ึ งแสดงใหเ ้ ห ็ นวา ่ การแสดงออกของ EGS1ถ ู กควบค ุ มดว ้ ยฮอร ์โมนและการตอบสนองต ่ อความเคร ี ยด ยีน EGS1 ท ี ่ กา หนดรหส ั เอนไซม ์ Eugenol synthase I ซึ่งเป็ นเอนไซม์หลักในวิธีการสังเคราะห์สารยูจีนอลใน กะเพรา จากตรวจสอบการแสดงออกของยีน EGS1 ในระดับถอดรหัสด้วยเทคนิค semi-quantitative RT-PCR พบ ยีน EGS1 ม ี การแสดงออกท ้ ง ัในเน ้ ื อเย ื ่ อใบ และดอกโดยม ี การแสดงออกส ู งอยา ่ งชด ั เจนในเน ้ ื อเย ื ่ อใบ และระดบการ ั แสดงออกยีน EGS1 สม ั พน ั ธ ์ กบ ั ระดบ ั กล ิ ่ นอะโรมาในใบกะเพราไทย ซ ่ ึ งอน ุ มานไดว ้ า ่ ระดบ ั กล ิ ่ นอะโรมาของสาร ยูจีนอลม ี ความสม ั พน ั ธ ์ กบ ั ปร ิ มาณการสะสมสารยูจีนอลและระดับการแสดงออกของยีน EGS1 สามารถใช้ระดับการ แสดงออกของยีน EGS1 เป็ นเคร ื ่ องหมายช ี วโมเลกล ุ บ ่ งช ้ ี ระดบ ั การสะสมสารยูจีนอลต ่ อไปได ้ การแสดงออกของยีน EGS1ถูกควบคุมด้วย cis-regulatory elements ชน ิ ดต ่ าง ๆ ในบร ิ เวณโพรโมเตอร์และ อ ิ นทรอน รวมท ้ ง ั cis-regulatory elements ท ี ่ ควบค ุ มใหม ้ี การแสดงออกเพ ื ่ อตอบสนองต ่ อฮอร ์โมนและความเครียด ไดแ ้ ก ่ Methyl jasmonic acid (MeJA), Abscisic acid (ABA), Gibberellic acid (GA), LTR ซ ่ ึ งควบค ุ มการตอบสนองต ่ อ ความเคร ี ยดเน ื ่ องจากอ ุ ณหภ ู ม ิ ต ่ า จ ึ งสร ุ ปไดว ้ า ่ การแสดงออกของ EGS1 ถูกควบคุมด้วยฮอร์โมนและการตอบสนองต ่ อ ความเคร ี ยด แต ่ อยา ่ งไรกด ็ี ควรขยายผลการศ ึ กษา ทดลองในระดบ ั ปฏ ิ บต ัิ การเพ ื ่ อยน ื ยน ั ผลทางช ี วสารสนเทศ คณะผว ู ้ จ ิ ย ั ขอขอบค ุ ณภาควช ิ าวท ิ ยาศาสตร ์ และฝ่ ายก ิ จการน ิ ส ิ ต คณะศ ิ ลปะศาสตร ์ และวท ิ ยาศาสตร ์ มหาวท ิ ยาลย ั เกษตรศาสตร ์ วท ิ ยาเขตกา แพงแสน ท ี ่ ใหค ้ วามสนบ ั สน ุ นท ุ นการท าวิจัย ก ิ ตต ิ กรรมประกาศ Anand, A. Jayaramaiah, R., H. Beedkar, S., D. Singh, P., A. Joshi, R., S. Mulani, F., A. Dholakia, B., B. Punekar, S., A. Gade, W., N. Thulasiram, H., V. and Giri, A., P. 2016. Comparative functional characterization of eugenol synthase from four different Ocimum species: Implications on eugenol accumulation. Biochim Biophys Acta. 1864 (11): 1539-47. อ้างอิง สังเคราะห์ cDNA โดยกระบวนการ reverse transcriptionและใช้ oligo dTเป็ นไพรเมอร์ น าสารละลาย cDNA ท ี ่ สง ั เคราะห ์ไดม ้ าใชเ ้ป็ นตน ้ แบบในการเพ ิ ่ มปร ิ มาณยน ี เป้ าหมาย ดว ้ ยปฏ ิ ก ิ ร ิ ยาพ ี ซ ีอาร์โดยใช้ไพรเมอร์ที่จ าเพาะ ตรวจสอบด ี เอน ็ เอจากปฏ ิ ก ิ ร ิ ยาPCR ด้วยวิธีอิเล็กโทรโฟรีซิสในเจลอะกาโรส ย้อมด้วยเอธิเดียม โบรไมด์และถ ่ ายภาพดว ้ ยเคร ื ่ อง Gel Documentation วิเคราะห์การแสดงออกของยีนจากความ เขม ้ ของการเร ื องแสงของแถบด ี เอน ็ เอโดยเปร ี ยบเท ี ยบกบ ั ค ่ าความเขม ้ แสงของการ เรืองแสงของดีเอ็นเอมาตรฐานด้วยโปรแกรม Quantity One ตว ั อยา ่ ง ใบ และดอกกะเพราแดงและกะเพราขาว พน ั ธ ุ ์ พ ื ชบา ้ น ตว ั อยา ่ งใบ และดอกกะเพราสายพน ั ธ ุ ์(OC 195) ตว ั อยา ่ งใบกะเพราสายพน ั ธ ุ ์ หอม (OS008, OS015, OS020 และ OS049) และไม ่ หอม(OS005, OS016, OS019, OS021, OS026, OS032 และ OS035) ตัวอย่างพืช การสกัดอาร์เอ็นเอรวม การสังเคราะห์ cDNA สายแรก ตรวจสอบการแสดงออกของยีนด้วยเทคนิค Semi-quantitative RT-PCR


การแสดงออกและการควบค ุ มการแสดงออกของยน ี Eugenol synthase I ในกะเพราไทย (Ocimum tenuiflorum) Expression and Regulation of Eugenol synthase I in Holy Basil (Ocimum tenuiflorum) บทคัดย่อ วิธีการศึกษา บทน า ผลการวิจัย ผลการวิจัย (ต่อ) สร ุ ปและอภปิ รายผล กะเพรา (Ocimum sanctum L.) เป็ นผก ั สม ุ นไพรม ี สรรพค ุ ณทางยาและนา มาใชป้ ระโยชน ์ อยา ่ งหลากหลายโดยสารออกฤทธ ์ ิ ช ี วภาพหลก ั ท ี ่ พบในกะเพราค ื อ น ้ า มน ั หอมระเหย ชน ิ ด ยจ ู ี นอล (eugenol) ซ ่ ึ งเป็ นน ้ า มน ั หอมระเหยท ี ่ จด ั อย ู ่ ในกล ุ ่ มสารอะโรมาต ิ กท ี ่ ถ ู กนา มาใชเ ้ป็ นยาและเคร ื ่ องสา อางโดยเอนไซมห ์ ลก ั ท ี ่ ควบค ุ มสง ั เคราะห ์ สารยจ ู ี นอลค ื อ Eugenol synthase ท ี ่ ถ ู กกา หนดรหส ั เอนไซมโ์ ดยยน ี Eugenol synthase กะเพราแต ่ ละสายพนธุ์มีระบบพันธุกรรมที่ ั ควบค ุ มผล ิ ตสารออกฤทธ ์ ิ ยจ ู ี นอลท ี ่ แตกต ่ างกน ั ดง ั น ้ น ั การผล ิ ตสารยจ ู ี นอลในระดบ ั ช ี วอ ุ ตสาหกรรม นก ั ว ิ จย ั จา เป็ นตอ ้ งทราบยน ี และกลไกการควบคุมการแสดงออกของยีนในวิถีการสังเคราะห์สารยูจีนอลในกะเพรา งานว ิ จย ั น ้ ี จ ึ งได ้ ศึกษาการแสดงออก Eugenol synthase Iในกะเพราแดงกะเพราขาวในเน ้ ื อเยอ ื ่ ใบ ดอก พร ้ อมท ้ ง ั เปร ี ยบเท ี ยบระดบ ั การแสดงออกของยน ี EGS1น ้ ีในกะเพราพน ั ธ ุ ์ หอม และไม ่ หอม เพ ื ่ อพฒ ั นาเป็ นเคร ื ่ องหมายช ี วโมเลก ุลคัดเลือกพันธุ์ กะเพราเป็ นล าดับถัดไป และวิเคราะห์หา cis-regulatory elements ท ี ่ ควบค ุ มการแสดงออกของยน ี ท ้ ง ัในส ่ วนโพรโมเตอร ์ และอ ิ นทรอน ซ ่ ึ งผลการทดลองท ี ่ ไดใ้ นคร ้ ั งน ้ ี นอกจากไดข ้ อ ้ ม ู ลการแสดงออกและควบค ุ มการแสดงออกของยีน EGS1 สามารถนา ไปขยายผลเพ ื ่ อพฒ ั นาวธ ิี การควบค ุ มการผล ิ ตสารยจ ู ี นอลโดยใชเ ้ ช ้ ื อพน ั ธ ุ กรรมของกะเพราไทยต ่ อไปได ้ สกด ัอาร์เอน ็ เอดว ้ ยช ุ ดน ้ า ยาสา เร ็ จร ู ปไตรซอล(Invitrogen, USA) และกา จด ั ด ี เอน ็ เอดวย ้ เอนไซม์ DNase I ตรวจสอบคุณภาพอาร์เอ็นเอด้วยวิธีอิเล็กโทรโฟรีซิสในเจลอะกาโรส จากการตรวจสอบการแสดงออกของยีน EGS1 ในส ่ วนของใบ ดอกของกะเพราพ ้ ื นบา ้ น และ สายพันธุ์ OC195 พบวา ่ ยน ี EGS1 ม ี การแสดงออกท ้ ง ัในเน ้ ื อเยอ ื ่ ใบ และดอก โดยพบการ แสดงออกในใบส ู งกวา ่ ในเน ้ ื อเยอ ื ่ ดอกท ้ ง ั สองสายพน ั ธ ุ ์(ภาพที่ 1) 1. การแสดงออกของยีน EGS1 เปร ี ยบเท ี ยบระหวา ่ ง สายพน ั ธ ุ ์ ท ี ่ ใหก ้ ล ิ ่ นหอมแรงกบ ั สายพน ั ธ ุ ์ ท ี ่ ใหก ้ ล ิ ่ นนอ ้ ย พบวา ่ กล ุ ่ มสายพน ั ธ ุ ์ ท ี ่ ม ี กล ิ ่ นหอมแรง ม ี การแสดงออกของยน ี EGS1 ท ี ่ ส ู งกวา ่ (ภาพที่ 2) โดยสายพันธุ์ที่มีการแสดงออกสูงสุด คือ OS008 (21.25) รองลงมาคือ OS049 (12.38 ) OS015 (9.30) และ OS2020 (5.25) ซ ่ ึ งเป็ นท ี ่ น ่ าสง ั เกตุ วา ่ สายพน ั ธ ุ ์ OS2020 น ้ ี ม ี ระดบ ั การแสดงออกของยน ี EGS1 ท ี ่ ใกลเ ้ ค ี ยงกบ ั กล ุ ่ มท ี ่ ใหก ้ ล ิ ่ นหอมไม ่ แรงแต ่ สายพันธุ์ OS2020 น ้ ี ม ี กล ิ ่ นท ี ่ จา เพาะแตกต ่ างจากกล ิ ่ นยูจีนอลทว ั ่ ไป จ ึ งเป็ นไปไดว ้ า ่ กล ิ ่ นหอมแรงของ สายพน ั ธ ุ ์ น ้ ีไม ่ไดเ ้ป็ นผลมาจากสารยูจีนอล วิเคราะห์หา cis regulatory element ด้วยโปรแกรม PlantCare พบ cis regulatory element ที่ส าคัญคือ (1) CCAAT-box (CAACGG) ท ี ่ ตา แหน ่ ง+1813 ซึ่งเป็ นต าแหน ่ ง จับของทรานส ์ คร ิปชน ั ่ แฟกเตอร์ MYBHv1 ในการตอบสนอง ต ่ อฮอร ์โมนและความแหง ้ แลง ้ (2) CGTCA-motif (GGTCA) ท ี ่ ตา แหน ่ ง+153 และ +1806 ซึ่งเป็ น cis-regulatory element ท ี ่ ควบค ุ มการแสดงออกในการตอบสนองต ่ อฮอร ์โมน MeJA (Methyl jasmonate) ซ ่ ึ งเป็ นฮอร ์โมนท ี ่ ตอบสนองต ่ อ ความเครียดในพืช และ (3) GA motif (ATAGATAA) เป็ น cis element ท ี ่ ควบค ุ มการตอบสนองต ่ อแสง (ภาพที่ 3ก) 2. การวิเคราะห์ cis-regulatory element ทค ี ่ วบค ุ มการแสดงออกของยน ี EGS1 เม ื ่ อนา ส ่ วนอ ิ นทรอน 1, 2, 3 และ 4 มาวิเคราะห์หา cisregulatory element พบ ABRE (ACGTG) ที่ควบคุมการ ตอบสนองต ่ อฮอร ์โมน ABA (abscisic acid) ในอินทรอน 1 GA motif (ATAGATAA), I box (AGATAAGG) ที่ ควบค ุ มการตอบสนองต ่ อแสง LTR (CCGAAA) ควบคุม การตอบสนองต ่ ออ ุ ณหภ ู ม ิ ต ่ า ในอ ิ นทรอน 2 BOX4 (ATTAAT), chs-MAA1a (TTACTTAA) ซึ่งควบคุมการ ตอบสนองต ่ อแสงและP-box (CCTTTTG) ที่ควบคุมการ ตอบสนองต ่ อฮอร ์โมน GA (gibberellic acid) ส ่ วนอ ิ น ทรอน 4 ไม ่ พบ cis-regulatory element ท ี ่ น ่ าสนใจ ดง ั แสดงตามภาพที 3ข ภาพที่ 1 การแสดงออกของยีน EGS1ในส่วนของใบ และดอก ของกะเพราสายพันธุ์ OC195 และ สายพนัธุ์ พ้ื นบา ้ น (OC000) ศศิวิมล โพธิ์รักษา และ จรีรัตน์ มงคลศิริวัฒนา ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตก าแพงแสน ภาพที่ 2 ระดับการแสดงออกของยีน EGS1ในกะเพราสายพนัธุ์ใหก ้ ลิ่นหอมแรง (OS008, OS015, OS020 และ OS049) และสายพนัธุ์ ที่ใหก ้ ลิ่นนอ ้ ย (OS005,OS016, OS019,OS021, OS026, OS032 และ OS035) ภาพที่ 3 แสดง cis-regulatory element ที่ควบควมการแสดงออกของยีน EGS1ในส่วนโพรโมเตอร์ (ก) และ อินทรอน (ข) ยูจีนอล เป็ นสารประกอบประเภทหอมระเหยชนิดหนึ่งที่พบมากในกะเพรา (Ocimum tenuiflorum L.) ซ ่ ึ งไดถ ้ ู กนา มาใชอ ้ ยา ่ งอยา ่ งแพร ่ หลายในอ ุ ตสาหกรรมการผล ิ ตน ้ า หอม เวชสา อางและอ ุ ตสาหกรรมการผล ิ ตยา เพ ื ่ อพฒ ั นาเช ้ ื อพน ั ธ ุ กรรม กะเพราไทยเป็ นแหล ่ งผล ิ ตยูจีนอล จึงได้มีการศึกษาพันธุกรรมที่ควบคุมการสังเคราะห์ยูจีนอลในกะเพราโดยงานวจ ิ ย ั ท ี ่ ผา ่ นมาไดโ้ คลนยน ี EGS1 ท ี ่ กา หนดรหส ั เอนไซม ์ Eugenol synthase I ซึ่งเป็ นเอนไซม์หลักในวิถีการสังเคราะห์จากกะเพรา ไทย ส ่ วนเป้ าหมายของงานวจ ิ ย ัในคร ้ ั งน ้ ี ตอ ้ งการศ ึ กษาการแสดงออกของยน ี EGS1 ในเน ้ ื อเยอ ื ่ ต ่ าง ๆ รวมท ้ ง ั คน ้ หา cis-regulatory elements ที่ควบคุมการแสดงออกของยีน EGS1 ในกะเพรา จากการวิเคราะห์ระดับการแสดงออกของยีน EGS1 ในเน ้ ื อเยอ ื ่ ใบ และดอกของกะเพราสายพน ั ธ ุ ์ พ ้ ื นบา ้ น และสายพน ั ธ ุ ์ หมายเลข OC195 ด้วยเทคนิค semi-quantitative RT-PCR โดยใชไ้ พรเมอร ์ ท ี ่ จา เพาะ พบวา ่ ยน ี EGS1 ม ี การแสดงออกส ู งในเน ้ ื อเยอ ื ่ ใบท ้ ง ั สองสายพน ั ธ ุ ์ จากศึกษาความสัมพันธ์ ระหวา ่ งระดบ ั การแสดงออกของยน ี EGS1 กบ ั ระดบ ั กล ิ ่ นหอมอะโรมา โดยการเปรียบเทียบระดับการแสดงออกของยีน EGS1 ในกล ุ ่ มสายพน ั ธ ุ ์ หอมแรงกบ ั กล ุ ่ มสายพน ั ธ ุ ์ หอมอ ่ อน พบวา ่ ยน ี EGS1 ม ี การแสดงออกในกล ุ ่ มสายพันธุ์หอมแรง (ยกเว้นหมายเลข OC020) ส ู งกวา ่ ในกล ุ ่ มสายพน ั ธ ุ ์ หอมอ ่ อน จ ึ งอน ุ มานไดว ้ า ่ ระดบ ั กล ิ ่ นหอมอะโรมาในกะเพราไทยน ้ ี ม ี ความสม ั พน ั ธ ์ กบ ั ปร ิ มาณสะสมสารยูจีนอลและระดับการแสดงออกของยีน EGS1 จากการค้นหา cis-regulatory element บริเวณโพรโมเตอร์ขนาด (2kb) และอินทรอนด้วยวิธีทางชีวสารสนเทศ พบ cis-regulatory elements ท ี ่ ควบค ุ มการแสดงออกยน ีใหต ้ อบสนองต ่ อฮอร ์โมนและความเคร ี ยด ไดแ ้ ก ่ Methyl jasmonic acid (MeJA), Abscisic acid (ABA) นอกจากน ้ ี ยังพบโมทิฟ LTR ซ ่ ึ งควบค ุ มการตอบสนองต ่ อความเคร ี ยดเน ื ่ องจากอ ุ ณหภ ู ม ิ ต ่ า อ ี กดว ้ ยจ ึ งแสดงใหเ ้ ห ็ นวา ่ การแสดงออกของ EGS1ถ ู กควบค ุ มดว ้ ยฮอร ์โมนและการตอบสนองต ่ อความเคร ี ยด ยีน EGS1 ท ี ่ กา หนดรหส ั เอนไซม ์ Eugenol synthase I ซึ่งเป็ นเอนไซม์หลักในวิธีการสังเคราะห์สารยูจีนอลใน กะเพรา จากตรวจสอบการแสดงออกของยีน EGS1 ในระดับถอดรหัสด้วยเทคนิค semi-quantitative RT-PCR พบ ยีน EGS1 ม ี การแสดงออกท ้ ง ัในเน ้ ื อเย ื ่ อใบ และดอกโดยม ี การแสดงออกส ู งอยา ่ งชด ั เจนในเน ้ ื อเย ื ่ อใบ และระดบการ ั แสดงออกยีน EGS1 สม ั พน ั ธ ์ กบ ั ระดบ ั กล ิ ่ นอะโรมาในใบกะเพราไทย ซ ่ ึ งอน ุ มานไดว ้ า ่ ระดบ ั กล ิ ่ นอะโรมาของสาร ยูจีนอลม ี ความสม ั พน ั ธ ์ กบ ั ปร ิ มาณการสะสมสารยูจีนอลและระดับการแสดงออกของยีน EGS1 สามารถใช้ระดับการ แสดงออกของยีน EGS1 เป็ นเคร ื ่ องหมายช ี วโมเลกล ุ บ ่ งช ้ ี ระดบ ั การสะสมสารยูจีนอลต ่ อไปได ้ การแสดงออกของยีน EGS1ถูกควบคุมด้วย cis-regulatory elements ชน ิ ดต ่ าง ๆ ในบร ิ เวณโพรโมเตอร์และ อ ิ นทรอน รวมท ้ ง ั cis-regulatory elements ท ี ่ ควบค ุ มใหม ้ี การแสดงออกเพ ื ่ อตอบสนองต ่ อฮอร ์โมนและความเครียด ไดแ ้ ก ่ Methyl jasmonic acid (MeJA), Abscisic acid (ABA), Gibberellic acid (GA), LTR ซ ่ ึ งควบค ุ มการตอบสนองต ่ อ ความเคร ี ยดเน ื ่ องจากอ ุ ณหภ ู ม ิ ต ่ า จ ึ งสร ุ ปไดว ้ า ่ การแสดงออกของ EGS1 ถูกควบคุมด้วยฮอร์โมนและการตอบสนองต ่ อ ความเคร ี ยด แต ่ อยา ่ งไรกด ็ี ควรขยายผลการศ ึ กษา ทดลองในระดบ ั ปฏ ิ บต ัิ การเพ ื ่ อยน ื ยน ั ผลทางช ี วสารสนเทศ คณะผว ู ้ จ ิ ย ั ขอขอบค ุ ณภาควช ิ าวท ิ ยาศาสตร ์ และฝ่ ายก ิ จการน ิ ส ิ ต คณะศ ิ ลปะศาสตร ์ และวท ิ ยาศาสตร ์ มหาวท ิ ยาลย ั เกษตรศาสตร ์ วท ิ ยาเขตกา แพงแสน ท ี ่ ใหค ้ วามสนบ ั สน ุ นท ุ นการท าวิจัย ก ิ ตต ิ กรรมประกาศ Anand, A. Jayaramaiah, R., H. Beedkar, S., D. Singh, P., A. Joshi, R., S. Mulani, F., A. Dholakia, B., B. Punekar, S., A. Gade, W., N. Thulasiram, H., V. and Giri, A., P. 2016. Comparative functional characterization of eugenol synthase from four different Ocimum species: Implications on eugenol accumulation. Biochim Biophys Acta. 1864 (11): 1539-47. อ้างอิง สังเคราะห์ cDNA โดยกระบวนการ reverse transcriptionและใช้ oligo dTเป็ นไพรเมอร์ น าสารละลาย cDNA ท ี ่ สง ั เคราะห ์ไดม ้ าใชเ ้ป็ นตน ้ แบบในการเพ ิ ่ มปร ิ มาณยน ี เป้ าหมาย ดว ้ ยปฏ ิ ก ิ ร ิ ยาพ ี ซ ีอาร์โดยใช้ไพรเมอร์ที่จ าเพาะ ตรวจสอบด ี เอน ็ เอจากปฏ ิ ก ิ ร ิ ยาPCR ด้วยวิธีอิเล็กโทรโฟรีซิสในเจลอะกาโรส ย้อมด้วยเอธิเดียม โบรไมด์และถ ่ ายภาพดว ้ ยเคร ื ่ อง Gel Documentation วิเคราะห์การแสดงออกของยีนจากความ เขม ้ ของการเร ื องแสงของแถบด ี เอน ็ เอโดยเปร ี ยบเท ี ยบกบ ั ค ่ าความเขม ้ แสงของการ เรืองแสงของดีเอ็นเอมาตรฐานด้วยโปรแกรม Quantity One ตว ั อยา ่ ง ใบ และดอกกะเพราแดงและกะเพราขาว พน ั ธ ุ ์ พ ื ชบา ้ น ตว ั อยา ่ งใบ และดอกกะเพราสายพน ั ธ ุ ์(OC 195) ตว ั อยา ่ งใบกะเพราสายพน ั ธ ุ ์ หอม (OS008, OS015, OS020 และ OS049) และไม ่ หอม(OS005, OS016, OS019, OS021, OS026, OS032 และ OS035) ตัวอย่างพืช การสกัดอาร์เอ็นเอรวม การสังเคราะห์ cDNA สายแรก ตรวจสอบการแสดงออกของยีนด้วยเทคนิค Semi-quantitative RT-PCR


เนื่องจากการบริหารเวลาที่ผิดพลาดและธุระส่วนตัว จึงท าให้ไม่สามารถท าโปสเตอร์ ได้ทัน เดี๋ยวจะท าแล้วตามมาส่งครับ


การคัดแยกและจ าแนกราเอนโดไฟท์ที่ผลิตสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากพืชสมุนไพรต้าน มะเร็งบางชนิด สุวภัทร แตงแก้ว, ผศ.ดร. นงพงา จรัสโสภณ อ.ดร.อัญลักษณ์ วชิรไชยการ และ รศ.ดร.ศิริลักษณ์ เอี่ยมธรรม Identification and classify of Endophytic fungi that produce bioactive compounds from certain anticancer medicinal plants. บทคัดย่อ ผลการศึกษา บทน า อุปกรณ์และวิธีการ สรุปผลการศึกษา เอกสารอ้างอิง แยกเชื้อราเอนโดไฟท์จากสมุนไพร 3 ชนิด ได้แก่ Moringa oleifera, Andrographis paniculata, Centella Asiatic รวม 27 ไอโซเลท ที่แยกได้จากล าต้น 17 ไอโซเลท และแยกจากใบ 10 ไอโซเลท. ส่วนใหญ่ 17 ไอโซเลท แยกได้จากล าต้นของใบบัวบก (Centella asiatica). ทุกไอโซเลทน ามาตรวจสอบฤทธิ์ต้านเชื้อรา ก่อโรคพืช 4 ชนิดได้แก่ Fusarium sp., Colletotrichum sp., Pythium sp., และ Curvularia sp. ผล การศึกษาพบว่า CaS-05 ที่แยกได้จากล าต้นของ Centella asiatica ให้ฤทธิ์ต้านทาน Curvularia sp. ได้ดี ที่สุด. จึงถูกเลือกมาศึกษาต่อโดยน าสารสกัดหยาบมาวิเคราะห์หาสารประกอบไฟโตเคมิคอลเชิงคุณภาพ ซึ่ง พบว่าประกอบด้วยสารกลุ่มคูมาริน สารสกัดหยาบของCaS-05ที่แยกได้ยังน ามาทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยวิธีDPPH และวิเคราะห์ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมด. พบว่าสารสกัดหยาบของ CaS-05 มีสารประกอบฟีนอลิกรวม 3.69 mg GAE/g และ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ 76.15%. ค่า IC50 ของไอโซเลทนี้คือ 0.61 mg /ml. ซึ่งมีประสิทธิภาพในการยับยั้งอนุมูลอิสระน้อยกว่า สารละลายมาตรฐาน Butyl-1-hydroxytoluene (BHT) (0.027 mg/ml.) สรุปได้ว่าเชื้อราเอนโดไฟท์ที่ได้มาจากพืชสมุนไพร อาจเป็นแหล่งทางเลือกใหม่และมีคุณค่าของสารออกฤทธิ์ ทางชีวภาพ ซึ่งอาจเป็นที่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพได้หลากหลาย ซึ่งมีประโยชน์ต่อไปในอนาคต สารสกัดจากพืชสมุนไพรธรรมชาติมีฤทธิ์ทางชีวภาพที่หลากหลาย ได้แก่ มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ต้านอนุมูล อิสระ แต่เนื่องจากสารสกัดที่ได้จากพืชสมุนไพรโดยตรงมีปริมาณที่น้อย ต้องใช้พืชปริมาณมาก ใช้ เวลานานในการให้ผลผลิต จึงมีความพยายามค้นหาแหล่งที่ให้สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพใหม่ ตัวอย่างเช่น จากจุลินทรีย์ เนื่องจากจุลินทรีย์ สามารถเพิ่มปริมาณได้รวดเร็วและมีศักยภาพในการผลิตสารออกฤทธิ์ ทางชีวภาพ โดยเฉพาะราเอนโดไฟท์ ซึ่งเป็นราที่ซึ่งอาศัยอยู่ในช่องว่างระหว่างเซลล์เนื้อเยื่อพืชที่มีชีวิต (Intercellular space) โดยไม่ก่อให้เกิดโรคกับพืชที่อาศัยอยู่ ราเอนโดไฟท์บางชนิดสามารถผลิตสาร ออกฤทธิ์ที่สามารถป้องกันราที่เป็นเชื้อก่อโรคในพืชอาศัยได้ อีกทั้งการแยกสารออกฤทธิ์ที่มีคุณค่า สามารถแยกได้ปริมาณมาก และสามารถท าได้ทุกฤดูกาล ดังนั้นผู้ท าวิจัยจึงสนใจศึกษาสารสกัดจากพืช สมุนไพร3ชนิด ได้แก่ ใบบัวบก มะรุม และฟ้าทะลายโจร พร้อมทั้งศึกษาคุณสมบัติการยับยั้งเชื้อก่อโรค พืช การต้านการก่อกลายพันธุ์ และฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งศึกษาหาองค์ประกอบทางเคมีที่ส าคัญ ของสารออกฤทธิ์ชีวภาพ เพื่อพัฒนาต่อยอดในการน าสารสกัดไปประยุกต์ใช้ในด้านการเกษตร ด้าน การแพทย์ และอุตสาหกรรม ฯลฯ ในอนาคต การเก็บตัวอย่างพืชสมุนไพร เก็บพืชสมันไพร3ชนิด ได้แก่ มะรุม บัวบก ฟ้าทะลายโจร การแยกและการเพาะเลี้ยงเชื้อรา ท าความสะอาดด้วยวิธี surface sterilization การทดสอบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ การทดสอบฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ (Antioxidant assay) ด้วยวิธี DPPH ท าโดยวิธีการ dual culture ทดสอบกับเชื้อรา ก่อโรคพืช ได้แก่ Fusarium sp. , Pythium sp. Colletotrichum sp. , Curvularia sp. เปรียบเทียบกับการทดสอบของสารละลาย มาตรฐาน Butyl-1-hydroxytoluene (BHT) การสกัดหยาบของสารชีวภาพราเอนโดไฟท์ น าไปท าให้แห้งโดยใช้เครื่องกลั่น สารระเหยแบบหมุน (rotary evaporator)ที่ 37-40 °C น าชั้น Ethyl Acetate มา ใส่ NaSo4 anhydrous ส่วนของน้ าเลี้ยงที่กรองได้ สกัดด้วย ethyl acetate 2:1 ในกรวยแยก น าสารที่ได้ละลายด้วย methanol 98% เก็บที่ 4 ºC กรองด้วยกระดาษ วางห่างกัน 5 cm การตรวจสอบทางเคมีของสารสกัด หยาบจากราเอนโดไฟท์ Flavonoid Tannins Carotenoids Saponins Alkaloids Coumarins การตรวจสอบหาปริมาณสารประกอบฟีนอลิก ทั้งหมด เปรียบเทียบกับการทดสอบของสารละลาย มาตรฐานกรดแกลลิก ผลการแยกเชื้อราเอนโดไฟท์จากพืชสมุนไพร แยกเชื้อราเอนโดไฟท์จากพืชได้ทั้งหมด 27 ไอโซเลท และส่วนใหญ่แยกได้จากส่วนของล าต้นมากกว่าใบ ราเอนโดไฟท์ที่แยกได้CaS-05 มีศักยภาพต้านเชื้อราก่อโรคพืช สามารถยับยั้งเชื้อก่อโรคพืช Curvularia sp.ได้ การตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมี พบกลุ่ม Coumarins พบปริมาณสารประกอบฟีนอลิกสูงตามความสามารถต้านสารอนุมูลอิสระ สารสกัดราเอนโดไฟท์จากพืชใบบัวบก มีความสามารถต้านสารอนุมูลอิสระ - แยกราเอนโดไฟท์จากตัวอย่างพืชสมุนไพร 3 ชนิด - สามารถแยกราเอนโดไฟท์ได้ทั้งหมด 27 ไอโซเลท ผลทดสอบการสร้างสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพของราเอนไฟท์ ต่อการยับยั้งเชื้อก่อโรคพืช ก ข ค ภาพที่ 1 ตัวอย่างการสร้างสารละลายของราเอนโดไฟท์ยับยั้งเชื้อ ราก่อโรคพืช ก. เชื้อราก่อโรคพืช Curvularia sp. (control) ข. ราเอนโดไฟท์รหัส CaS-05 ที่สร้างสารออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ รา Curvularia sp. ค. ไม่เกิดลักษณะการยับยั้งเชื้อ ผลการตรวจสอบทางเคมีของสารสกัดหยาบจากราเอนโดไฟท์ พบสารกลุ่ม Coumarins บนแผ่นซิลิกา โดยพบกลุ่มสารเพียง 1ชนิดในสารสกัดราเอนโดไฟท์ ( ตามตาราง ) ภาพ สารสกัดหยาบที่พบสารกลุ่ม Coumarins บนแผ่นซิลิกา ผลการทดสอบฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ (Antioxidant assay) ด้วยวิธี DPPH ผลการตรวจสอบหาปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมด พบว่า สารสกัดราเอนโดไฟท์CaS-05 ที่ความเข้มข้น 500ppm มีค่า TPC เท่ากับ 3.69mg GAE/g (ตามตาราง) ตาราง แสดงปริมาสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมด(TPC)ของสารสกัดราเอนโดไฟท์ มีฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ DPPH ได้เท่ากับ 76.15% พบว่าสารสกัดราเอนโดไฟท์ CaS-05 มีค่า IC50 เท่ากับ0.61 mg/ml ตัวอย่าง ความเข้มข้น (mg/L) ค่าการดูดกลืนแสง (740 nm) TPC (mg GAE/g extract) CaS-05 500 0.109 0.0821 0.0865 5.24±0.04 กิตติกรรมประกาศ ประไพพิศ อินแสน. 2560. สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากราเอนโดไฟท์ (Bioactive from Endophyte fungi). วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์น เอเชีย. 11(20): 27-34. ลลิตา เจริญทรัพย์, เยาวพา จิระเกียรติกุล, ภาณุมาศ ฤทธิไชย และพรชัย หาระโคตร. 2564. ปริมาณไตรเทอร์ปีน สารประกอบฟีนอลิก และความสามารถในการต้านอนุมูล อิสระในบัวบก Contents of Triterpenes, Phenolic Compounds, and Antioxidant Capacity of Centella asiatica (L.) Urban. วารสารวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี(ววท.). 29(3): 470-482 ขอขอบคุณรศ.ดร. ศิริลักษณ์ เอี่ยมธรรม ผศ.ดร. นงพงา จรัสโสภณ และอ.ดร.อัญ ลักษณ์ วชิรไชยการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรก าแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตก าแพงแสน จังหวัด นครปฐม ประเทศไทย ที่เอื้อเฟื้อสถานที่เก็บตัวอย่างพืช ตลอดจนทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับ พืชสมุนไพร เพื่อใช้ในการท าปัญหาพิเศษครั้งนี้


Conclusion จากการศึกษาการเลี้ยงปลาในกระชังชัปลามีผมีลต่อการเปลี่ยนแปลงเมแทบ อลิซึมซึของน้ำ หรือรืไม่นั้ม่นนั้การทดลองหาชนิดนิและความถี่ของยีนยีที่พบในน้ำ ทั้งทั้ 3 จุดคือ ต้นน้ำ ปลายน้ำ และกระชังชัปลาพบว่าว่ทั้งทั้ตัวอย่าย่งมียีมีนยีที่พบร่วร่มกัน คิดเป็นป็ร้อร้ยละ 98% ซึ่งซึ่แสดงให้เห้ห็นห็ว่าว่ความหลากหลายของวิถีวิ ถีเมแทบอลิค จากทั้งทั้ 3 จุดนั้นนั้ ไม่แม่ตกต่างกัน ดังดันั้นนั้จึงจึสรุปรุได้ว่ด้าว่การทำ กระชังชัปลานั้นนั้ ไม่มีม่ผมีลต่อการเปลี่ยนแปลงของเมแทบอลิซึมซึของแหล่งน้ำ Discussion 1. ชนิดและความถี่ของยีนที่พบในน้ำ จากต้นน้ำ ปลายน้ำ และกระชังปลา ยีนที่พบร่วมกันทั้งทั้3 ตัวอย่างมีมากกว่า 4300 ชนิดเป็นร้อยละ 98 ของยีนทั้งทั้หมด ที่พบ หรือเกือบทุกยีนพบได้ในตัวอย่างน้ำ ทั้งทั้สามแห่ง (ตารางที่ 1, รูปที่ 2) จากจำ นวน ยีนที่พบทั้งทั้3 ตัวอย่างแสดงถึงความหลากหลายของยีนทั้งทั้สามตัวอย่างไม่แตกต่างกัน ยีนที่พบมีความถี่ร้อยละ 0.53-0, 0.53-0 และ 0.57-0 ใน TS1, TS2 และ TS3 ตาม ลำ ดับ 2. เปรียบเทียบความถี่ร้อยละของยีนของจุลชีพที่พบของตัวอย่าน้ำ จากต้นน้ำ (TS1) กระชังปลา (TS2) และปลายน้ำ (TS3) เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบชนิดและความถี่ของเมแทบอลิกยีนทั้งทั้หมดที่พบทั้งทั้3 ตัวอย่างไม่แสดงความแตกต่างอย่างชัดเจน ดังนั้นนั้การทำ กระชังปลาไม่มีผลต่อการ เปลี่ยนแปลงเมแทบอลิซึมรวมของน้ำ ในตําแหน่งที่ศึกษาแต่หากพิจารณาบางยีนอย่าง จําเพาะสามารถพบความแตกต่างทางความถี่ในแต่ละตัวอย่างได้เช่น iron complex outer membrane receptor Protein พบในความถี่ร้อยละ 0.44, 0.55, 0.47 จาก TS1, TS2 และ TS3 ตามลําดับ อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ขั้นขั้ต่อไปต้องการการ วิเคราะห์ทางสถิติที่สูงขึ้นเพื่อหาความแตกต่างและความสัมพันธ์อย่างชัดเจน Methodology 1. ดาวน์โหลดฐานข้อมูล metabolic network โดยจะใช้ฐานข้อมูลที่ถูก เตรียมในชุดโปรแกรม PICRUSt (Langille 2013) 2. ดาวน์โหลดฐานข้อมูล Greengenes 13.5 ซึ่งเป็นฐานข้อมูลของ 16s rRNA ของโพรคาริโอตจาก ftp://greengenes.microbio.me/greengenes_release/gg_13_5/ gg_13_5_otus.tar.gz 3. นำ reads ที่ได้จาก จากการทำ Illumina Sequencing จากตัวอย่างน้ำ ซึ่งเก็บจากคลองท่าสาน (Suksa-Ard et al 2019) มา map ลงในฐานข้อมูลนี้ โดยใช้โปรแกรม vsearch (Rognes 2016) จากชุดโปรแกรม Qiime version 2 (Bolyen 2019) แล้วจะได้เป็น ตารางว่าแหล่งน้ำ แต่ละแหล่ง พบ แบคทีเรียชนิดใดบ้าง เป็นจำ นวนเท่าใด 4. ใช้โปรแกรม PICRUSt (Langille 2013) เพื่อสร้างข้อมูลวิถีเมแทบอลิค ที่พบ ในแหล่งน้ำ ต่างๆ จากข้อมูลแบคทีเรียที่ได้จากขั้นขั้ตอนก่อนหน้านี้ 5. ทำ การ normalization โดยเปลี่ยนตัวเลขในแต่ละแหล่งน้ำ ให้กลายเป็นเปอร์เซ็นที่ พบจากแหล่ง น้ำ นั้นนั้ๆ 6. สรุปและนำ เสนอข้อมูลโดยการจัดหมวดหมู่ พร้อม ทั้งทั้เปรียบเทียบความเหมือน และความแตกต่าง ของวิถีเมแทบอลิคต่างๆ ที่ พบ Results 1. ดาวน์โหลดฐานข้อมูล metabolic network โดยจะใช้ฐานข้อมูลที่ถูก เตรียมในชุดโปรแกรม PICRUSt (Langille 2013) 2. ดาวน์โหลดฐานข้อมูล Greengenes 13.5 ซึ่งเป็นฐานข้อมูลของ 16s rRNA ของโพรคาริโอตจาก ftp://greengenes.microbio.me/greengenes_release/gg_13_5/ gg_13_5_otus.tar.gz 3. นำ reads ที่ได้จาก จากการทำ Illumina Sequencing จากตัวอย่างน้ำ ซึ่งเก็บจากคลองท่าสาน (Suksa-Ard et al 2019) มา map ลงในฐานข้อมูลนี้ โดยใช้โปรแกรม vsearch (Rognes 2016) จากชุดโปรแกรม Qiime version 2 (Bolyen 2019) แล้วจะได้เป็น ตารางว่าแหล่งน้ำ แต่ละแหล่ง พบ แบคทีเรียชนิดใดบ้าง เป็นจำ นวนเท่าใด 4. ใช้โปรแกรม PICRUSt (Langille 2013) เพื่อสร้างข้อมูลวิถีเมแทบอลิค ที่ พบในแหล่งน้ำ ต่างๆ จากข้อมูลแบคทีเรียที่ได้จากขั้นขั้ตอนก่อนหน้านี้ 5. ทำ การ normalization โดยเปลี่ยนตัวเลขในแต่ละแหล่งน้ำ ให้กลายเป็นเปอร์ เซ็นที่พบจากแหล่ง น้ำ นั้นนั้ๆ 6. สรุปและนำ เสนอข้อมูลโดยการจัดหมวดหมู่ พร้อมทั้งทั้เปรียบเทียบความเหมือน และความแตกต่าง ของวิถีเมแทบอลิค ต่างๆ ที่พบ Objective 1. สร้างตารางวิถีเมแทบอลิซึมจากข้อมูลเมตะจีโนม ที่ได้จาก Suksa-Ard et al. (2019) 2. วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อตอบคำ ถามว่าการทำ กระชังปลาทับทิมมีผลต่อเม แทบอลิซึมของจุลชีพในแหล่ง น้ำ นั้นนั้หรือไม Introduction ชุมชีพสิ่งมีชีวิตมีบทบาททางด้านสสารและพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่นั้นนั้ๆ หน้าที่ของ สิ่งมีชีวิตถูกกำ หนดด้วยปัจจัยทางกายภาพและชีวภาพตามพื้นที่อยู่อาศัย จุลชีพมีบทบาททั้งทั้ผู้ผลิต และผู้ย่อยสลายและมีวิถีเมแทบอลิซึมหลายรูปแบบซึ่งไม่พบหรือพบ น้อยมากในยูคาริโอต เช่น การ ตรึงไนโตรเจน การทำ ลายสารพิษ การศึกษาเมแทบอลิซึมในชุมชีพของจุลชีพได้มีความก้าวหน้าขึ้น ด้วยฐานข้อมูลจีโนมิกส์ โปรตีน ที่มีมากขึ้นและมีเครื่องมือใช้ในการวิเคราะห์มากขึ้น (อัชญา 2556) การสร้างวิถีเมแทบอลิก จะอาจเริ่มจากการหายีนต่างๆ ซึ่งมีอยู่ใน reads ที่มาจากตัวอย่าง ต่างๆ หรือ จากฐานข้อมูล plasmid and mobile elements ที่พบในตัวอย่างต่างๆ เสร็จแล้วจึง นำ มาประกอบกันเป็นวิถีเมแมบอลิกซึ่งจะใช้ฐานข้อมูลวิถีเมแทบอลิกเช่น Kegg database (Ogata, et al. 1999) มาประกอบการวิเคราะห์ด้วย หรืออาจสร้างจากชุมชีพแบคทีเรียในตัวอย่าง เพราะ แบคทีเรียแต่ละสปีชีส์ ก็จะมีวิถีเมแทบอลิกที่เด่นแตกต่างกันออกไป ดังนั้นนั้เมื่อทราบถึงโครงสร้าง ของแบคทีเรียในตัวอย่างต่างๆ ก็สามารถนำ มาส ร้างเป็นตารางวิถีเมแทบอลิกของตัวอย่างนั้นนั้ๆ ได้ (Langille 2013) ปัจจุบันการศึกษาดีเอ็นเอของจุลชีพที่สกัดจากตัวอย่าง โดยไม่ต้องมีการเพาะเลี้ยลี้งเชื้อ หรือ ที่เรียกว่า เมตะจีโนมมิกส์ สามารถทำ ได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกลง เนื่องจากเทคโนโลยีการหาลำ ดับ นิวคลี โอไทด์แบบ Illumina Sequencing มีประสิทธิ์ภธิ์าพสูงขึ้น ซึ่งจะทำ ให้เห็นภาพรวมของชุมชีพใน ตัวอย่างนั้นนั้ๆ ได้ดีกว่าการศึกษาแบบเพาะเชื้อ (Sleator, et al. 2008) ทำ ให้เกิดความสนใจใน การศึกษาด้วยวิธีเมตาจีโนมิกส์ด้วยเทคโนโลยีนี้มากขึ้น เทคนิคนี้สามามารถบอกถึงชนิด และความชุก ของแบคทีเรียชนิดต่างๆ ที่พบในตัวอย่างได้ โดยประมาณการจากจำ นวน reads ที่พบผลการทดลอง ที่มีชนิดและจำ นวนของจุลชีพสปีชีสต่างๆ เรียกว่า ไมโครไบโอต้า (microbiota) แต่จากการศึกษา เบืองต้น พบว่า การที่จะตีความผลการทดลองจากองค์ประกอบของชุมชีพแบคทีเรียเพียงอย่างเดียว อาจทำ ได้ยาก เพราะเราไม่ทราบว่าแบคทีเรียชนิดต่างๆ ที่พบมีบทบาทอย่างไรในชุมชีพนั้นนั้ๆจึงอาจ ต้องตรวจสอบในระดับยีน ว่ามียีนใด หรือพลาสมิดใดอยู่ใน ตัวอย่างดีเอ็นเอบ้าง เพื่อนำ ไปประมวล เป็นฐานข้อมูลว่าชุมชีพที่พบ สามารถทำ ชีวปฏิกิริยาใดได้บ้างผลรวมของชนิดและจำ นวนของจุลชีพ สปีชีสต่างๆ รวมถึงยีนต่างๆ ที่พบนี้ จะเรียกว่า ไมโครไบโอม (microbiome) ทีมวิจัยของเราสนใจข้อมูลวิถีเมแทบอ ลิคจากกระบวนการเลี้ยลี้งปลาทับทิมในกระชังของ คลองท่าสาร-บางปลา เพราะมีเกษตรกรที่เลี้ยลี้งปลาจำ นวนเพิ่มขึ้น อาจเพราะคลองท่าสาร-บางปลา ได้รับน้ำ สะอาดจากแม่น้ำ แม่กลองและอยู่ในเขตพื้นที่สีเขียวในช่วงต้นน้ำ แต่เราไม่ทราบว่าการทำ กระชัง ปลามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเมแทบอลิซึมในแหล่งน้ำ หรือไม่อย่างไร ดังนั้นนั้ ในการศึกษานี้เรา ต้องการศึกษาว่าการทำ กระชังปลาทับทิมมีผลต่อเมแทบอลิซึมของจุลชีพในแหล่งน้ำ นั้นนั้หรือไม่ โดย 2 การเปรียบเทียบชนิดและความชุกของยีนในกระบวนการเม แทบอลิซึมของจุลชีพจากน้ำ ในกระชังปลา (TS2) กับต้นน้ำ (TS1) และปลายน้ำ (TS3) ของกระชังปลาซึ่งห่างกันตำ แหน่งละ 1 กิโลเมตร โดยประมาณ การศึกษาใช้ชุดข้อมูลเมตาจีโนมิกส์ที่ศึกษามาก่อนหน้าของของ Suksa-Ard et al. (2019) วิเคราะห์เม แทบอลิกยีนโดยใช้ฐานข้อมูล Kyoto Encyclopedia of Genes and Genomes (KEGG) ด้วยวิธีวิเคราะห์ Picrust (Langille 2013) การวิเคราะห์ผลกระทบของการทำ กระชัง ปลาต่อเมแทบอลิซึมของจุลชีพใน คลองท่า สาร-บางปลา สุวิจักขณ์อึ้งประสพสุข, ผศ.ดร. ลักษณา กันทะมา, และ อ.ดร.อดิศร ไชยบาง Include a short caption to describe an image. Effects of Fish Farming on Metabolic Pathways of Microorganism Community at The Taasan-Bangpla Canal Abstract วิเคราะห์เมแทบอลิกยีน โดยใช้ฐานข้อมูล Kyoto Encyclopedia of Genes and Genomes (KEGG) ด้วยวิธีวิเคราะห์ Picrust โดยการทดลอง จะเก็บตัวอย่างน้ำ จากพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำ คลองท่าสาร-บางปลาช่วงต้นของ การทำ กระชัง ส่วนกระชังปลาที่เลี้ยลี้งปลาและปลายกระชังปลาผลการ ทดลองพบว่ายีนที่ค้นพบมี ร่วมกันทั้งทั้3 ตัวอย่างมากกว่า 4300 ชนิดคิด เป็นร้อยละ 98% ของยีนทั้งทั้หมดที่พบการเปรียบเทียบ ความถี่ร้อยละของ ยีนที่พบของตัวอย่างน้ำ ทั้งทั้3จุดพบว่าไม่แสดงความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดั้งดั้นั้นนั้การทำ กระชังปลาไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเมแทบอลิซึมของน้ำ ใน ตำ แหน่งที่ศึกษาอย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ขั้นขั้ต่อไปต้องการการวิเคราะห์ ทางสถิติที่สูงขึ้นเพื่อหาความแตกต่างและความสัมพันธ์ อย่างชัดเจน 2.. เปรียบเทียบความถี่ร้อยละของยีนของจุลชีพที่พบของตัว อย่าน้ำ จากต้นน้ำ (TS1) กระชังปลา (TS2) และปลายน้ำ (TS3) เนื่องจากยีนร้อยละ 98 จากชนิดยีนทั้งทั้หมดสามารถพบได้ในทุก ตัวอย่างแสดงว่าเมแทบอลิซึม ของจุลชีพในน้ำ ทุกตัวอย่างไม่ แตกต่างกัน แต่ปริมาณความชุกของยีนที่พบมีความแตกต่าง กัน (ตาราง ที่ 1 รูปที่ 1 และ 2) คือ ยีนที่พบสูงใน 30 อันดับ แรกพบว่า TS2 และ TS3 มักพบสูงกว่า TS1 แต่เมื่อ พิจารณา ยีนที่พบมากในอันดับที่ 500 ขึ้นไปพบว่าความถี่ของยีนที่ TS2 และ TS3 พบสูงกว่า TS1 นั้นนั้ลดลง และยีนที่พบในอันดับท้าย ๆ มักพบว่า TS1 สูงกว่า TS2 และ TS3 แสดงถึงจุลชีพที่มีเม แทบอลิซึมที่พบในความถี่สูงของน้ำ จากกระชังปลาและปลายน้ำ มีมากกว่าต้นน้ำ แต่จำ นวนชนิดของ เมแทบอลิกยีนของต้นน้ำ มีมากกว่ากระชังปลาและท้ายน้ำ


โรสแมรี่ ( Rosmarinus officinalis L.) เป็นสมุนไพรแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งมีสรรพคุณทางการแพทย์ที่หลากหลาย อาทิต้านมะเร็ง ต้านไวรัส ต้านการอักเสบ และ รักษาอาการซึมเศร้า ปัจจุบันได้รับความนิยมน ามาปลูกใน ประเทศไทย เนื่องจากสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของโรสแมรี่ที่ปลูกในประเทศไทย โดยใช้เทคนิค RAPD (Random Amplified Polymorphic DNA) น าโรสแมรี่ 10 ตัวอย่าง ได้แก่ โรสแมรี่พุ่มทั่วไป โรสแมรี่พันธุ์บาบีคิว โรสแมรี่พันธุ์เลื้อย โรสแมรี่พันธุ์อิตาลีโรสแมรี่พันธุ์หอมเยอรมัน โรสแมรี่พันธุ์ทัชแคนบลูโรสแมรี่พันธุ์แมรี่แอน โรสแมรี่ด า-Dark) โรสแมรี่ด า-Primed และ โรสแมรี่ขาว มาสกัดดีเอ็นเอ แล้วใช้เป็นแม่แบบส าหรับปฏิกิริยา PCR โดยใช้ไพร์เมอร์แบบสุ่ม 10 ไพร์เมอร์ตรวจสอบด้วยอะกาโรสเจลอิเจลอิเล็กโตรโพรีซิส 1.5% พบแถบดีเอ็นเอทั้งหมด 163 แถบ เป็นแถบแบบโพลีมอร์ฟิก 133 แถบ (81.60%) และแถบแบบโมโน มอร์ฟิก 30 แถบ (18.40%) น ารูปแบบของแถบดีเอ็นเอที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าดัชนีความเหมือนทางพันธุกรรม (Genetic similarity) และ จัดกลุ่มด้วยวิธีUPGMA ด้วยโปรแกรม NTSYS pc 2.21w แล้วแสดงผลเป็น Dendrogram จากผล การการทดลอง พบว่า ดัชนีความเหมือนทางพันธุกรรมมีค่า ระหว่าง 0.350 ถึง 0.988 ที่สามารถจ าแนกสายพันธุ์ของโรสแมรี่ออกจากกัน และจัดจ าแนกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ (1) อิตาลีพุ่มทั่วไป ด า-Dark ด า-Primed หอมเยอรมัน ทัชแคนบลู แมรี่แอน บาร์บีคิว (2) เลื้อย และ (3) ขาว ซึ่งสอดคล้องกับสัณฐานวิทยาวิทยาภายนอก แสดงให้เห็นว่าเทคนิค RAPD สามารถใช้ในการจัดจ าแนกและศึกษาความผันแปรทางพันธุกรรมของโรสแมรี่ได้ บทคัดย่อ บทน ำ โรสแมรี่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rosmarinus officinalis L. จัดอยู่ในวงศ์ Labiatae มีถิ่นก าเนิดแถบ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โรสแมรี่จัดเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ใบมีลักษณะยาวรี ปลายแหลม มีลักษณะโค้งเล็กน้อย สีเขียวอมเทา ก้านแข็ง ผิวใบหยาบมีต่อมน ้ามันมาก เมื่อสัมผัสจะรู้สึกเหนียว มีดอกขนาดเล็กออกตามซอกใบ มีหลายสีเช่น ชมพูอมม่วง ฟ้า ขาว ใบมีกลิ่นคล้ายการบูร (อาภาภรณ์, 2556) โรสแมรี่ที่ถูกน าเข้ามาปลูกใน ประเทศไทย มีชื่อเรียกสายพันธุ์ที่หลากหลาย ตามแหล่งที่มา เช่น พันธุ์หอมอิตาลี พันธุ์หอมเยอรมัน พันธุ์ บาบีคิว เป็นต้น ซึ่งยากที่จะจ าแนกจากสัณฐานวิทยาภายนอก และยังไม่มีข้อมูลทางพันธุกรรมของโรสแมรี่ที่ ปลูกในประเทศไทย จึงเป็นที่มาของงานวิจัยในครั้งนี้ในการพัฒนาเครื่องหมายดีเอ็นเอมาใช้ในการศึกษาความ หลากหลายทางพันธุกรรมและจ าแนกสายพันธุ์ของโรสแมรี่ วัตถุประสงค์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของโรสแมรี่ทั้ง 10 พันธุ์ที่ปลูกใน ประเทศไทย เพื่อใช้เป็นข้อมูลพัฒนาแหล่งเชื้อพันธุกรรมโรสแมรี่เป็นพืชสมุนไพรทางเลือกส าหรับเกษตรกรไทย ตำรำงที่ 2 ค่าดัชนีความเหมือนทางพันธุกรรมระหว่างโรสแมรี่ 10 ตัวอย่าง ผลกำรศึกษำและวิจำรณ์ เมื่อน ารูปแถบดีเอ็นเอที่ได้มาค านวณค่าดัชนีความเหมือนทางพันธุกรรม (genetic similarity) ด้วย โปรแกรม NTSYS-pc พบว่า โรสแมรี่แต่ละตัวอย่างมีค่าความเหมือนทางพันธุกรรมอยู่ระหว่าง 0.350 ถึง 0.988 (ตารางที่ 2) โดยโรสแมรี่พันธุ์พุ่มทั่วไป และพันธุ์อิตาลี มีค่าดัชนีความเหมือนทางพันธุกรรมมากที่สุด (0.988) โรสแมรี่พันธุ์ขาว และพันธุ์เลื้อย มีค่าความเหมือนทางพันธุกรรมน้อยที่สุด (0.350) และเมื่อน าค่าดัชนี ความเหมือนทางพันธุกรรมมาท าการจัดกลุ่มด้วยวิธีUPGMA พบว่าสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก โดยกลุ่มที่ 1 แบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย กลุ่มแรก คือ อิตาลี(RM1) พุ่มทั่วไป (RM2) ด า-Dark (RM5) ด า-Primed (RM6) หอม เยอรมัน (RM7) ทัชแคนบลู(RM9) และ แมรี่แอน (RM10) กลุ่มย่อยที่ 2 คือ บาร์บีคิว (RM3) กลุ่มที่ 2 คือ เลื้อย (RM4) และ กลุ่มที่ 3 ขาว (RM8) (ภาพที่ 1) ซึ่งผลการทดลองในครั้งนี้สามารถแยกโรสแมรี่ ทั้ง 10 ตัวอย่างออกจากกันได้สังเกตว่า การจัดกลุ่มที่ได้นั้น มีความสัมพันธ์กับลักษณะสัณฐานวิทยาภายนอกกลุ่มที่ 1 เป็นโรสแมรี่ที่มีลักษณะทั่วไป ไม่มีลักษณะเฉพาะพันธุ์(ไม้พุ่ม ล าต้นตั้งตรง ใบมีสีเขียว ดอกสีม่วง หรือสีน ้าเงิน มีกลิ่นหอม) กลุ่มย่อยที่ 2 เป็นโรสแมรี่ที่มีลักษณะทั่วไป แต่ใบมีสีอ่อนกว่าปกติกลุ่มที่ 2 เป็นโรสแมรี่ที่มี ลักษณะเลื้อย และกลุ่มที่ 3 เป็นโรสแมรี่ที่มีดอกสีขาว ตำรำงที่ 1 แถบดีเอ็นเอที่เกิดจากไพร์แบบสุ่ม 10 ไพร์เมอร์ ภำพที่ 1 แผนภูมิความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม ระหว่างโรสแมรี่ 10 ตัวย่าง ที่ได้จากการวิเคราะห์ ลายพิมพ์อาร์เอพีดี และจัดกลุ่มด้วยวิธี UPGMA สรุปผล การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมระหว่างโรสแมรี่ 10 ตัวอย่าง ด้วยเทคนิคอาร์เอพีดีโดยใช้ไพร์ เมอร์แบบสุ่ม 10 ไพร์เมอร์ พบว่า โรสแมรี่ที่ปลูกในประเทศไทยมีความหลากหลายทางพันธุกรรม โดยมีค่าความ ผันแปรทางทางพันธุกรรม ค่าดัชนีความเหมือน อยู่ระหว่าง 0.350 - 0.988 โรสแมรี่พันธุ์พุ่มทั่วไป (RM2) และ พันธุ์อิตาลี (RM1) มีค่าดัชนีความเหมือนทางพันธุกรรมมากที่สุด (0.988) และ โรสแมรี่ขาว (RM8) และ พันธุ์ เลื้อย (RM4) มีค่าความแตกต่างทางพันธุกรรมต่างจากโรสแมรี่พันธุพุ่มทั่วไป ซึ่งงานวิจัยในครั้งนี้ เป็นเพียงข้อมูล เบื้องต้นที่ใช้ไพร์เมอร์เพียง 10 ไพร์เมอร์ เพิ่มปริมาณดีเอ็นเอเพียง 163 ต าแหน่งเท่านั้น ยังไม่ครอบคลุมทั้งจีโนม ควรเพิ ่มปริมาณไพร์เมอร์พร้อมทั้งใช้เครื ่องหมายดีเอ็นเอชนิดอื ่นร ่วมในการวิเคราะห์ และควรเพิ ่มปริมาณ ตัวอย่างโรสแมรี่ เพื่อให้ผลการทดลองมีความน่าเชื่อถือ และสามารถน าไปใช้ประโยชน์ได้จริง อ้ำงอิง สุรินทร์ ปิยะโชคณากุล. 2552. เครื่องหมายดีเอ็นเอ: จากพื้นฐานสู่การประยุกต์. ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ. อรรัตน์ มงคลพร. 2548. เครื่องหมายโมเลกุลเพื่อการปรับปรุงพันธุ์พืช. ภาควิชาพืชสวน. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตก าแพงแสน, นครปฐม กิตติกรรมประกำศ คณะผู้วิจัยขอขอบคุณภาควิชาวิทยาศาสตร์ ฝ ่ายกิจการนิสิต คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตก าแพงแสน หน่วยวิจัยเทคโนโลยีพันธุศาสตร์และการประยุกต์ และ บริษัท อุไรโฟโตเฮาท์จ ากัด ที่ให้ความสนับสนุนทุนการท าวิจัยในครั้งนี้ วิธีกำร เพิ่มปริมาณชิ้นส่วนด้วย ปฏิกิริยา PCR ตรวจสอบลายพิมพ์DNA เปรียบเทียบลายพิมพ์ DNA ด้วย RAPD วิเคราะห์ความเหมือนด้วย NTSYS จัดกลุ่มความสัมพันธ์ แบบ UPGMA PCR buffer MgCl2 dNTP mix random primer Taq DNA polymerase Ultra pure water สารละลาย DNA ปฏิกิริยา PCR ประกอบด้วย การประเม ิ นความหลากหลายทางพ ั นธ ุ กรรมของโรสแมร ่ ี(Rosmarinus officinalis L.) ในประเทศไทยด ้ วยเทคน ิ ค RAPD (Random Amplified Polymorphic DNA) ASSESSMENT OF GENETIC DIVERSITY OF ROSEMARY (Rosmarinus officinalis L.) IN THAILAND USING RAPD (Random Amplified Polymorphic DNA) TECHNIQUE เหม ื อนขว ั ญ อย ่ ร ู ุ ง ่ และ จรร ี ต ั น ์ มงคลศิ รว ิั ฒนา ภาคว ิ ชาว ิ ทยาศาสตร ์ คณะศิ ลปะศาสตรแ ์ ละว ิ ทยาศาสตร ์ มหาวว ิ ทยาล ั ยเกษตร ์ ตำรำงที่ 2 ค่าดัชนีความเหมือนทางพันธุกรรมระหว่างโรสแมรี่ 10 ตัวอย่าง ระบุจีโนไทป์ในแต่ละ ต าแหน่ง ถ้ามีแถบ DNA ใช้ (1) และ ไม่มี (0) สกัด DNA จากตัวอย่างโรสแมรี่ (พันธุ์อิตาลี พันธุ์พุ่มทั่วไป พันธุ์ ด า-Dark พันธุ์ด า-Primed พันธุ์ หอมเยอรมัน พันธุ์ทัชแคนบลู พันธุ์แมรี่แอน พันธุ์บาร์บีคิว พันธุ์เลื้อย และ พันธุ์ขาว)


ผลของสารควบคุมการเจริญเติบโตกลุมไซโตไคนินตอการเจริญของ ฟโลเดนดรอนซันไลทที่เพาะเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อ Effect of cytokinins on the in vitro growth of Philodendron sp. ‘Sun Light’ กุลภรณ สุขเอี่ยม และ ปยะมาศ ศรีรัตน หลักสูตรวิทยาศาสตรชวีภาพ ภาควิชาวิทยาศาสตรคณะศิลปะศาสตรและวิทยาศาสตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรวิทยาเขตกําแพงแสน การศึกษานี้มวีัตถุประสงคเพื่อศึกษาผลของสารควบคุมการเจริญเติบโตกลมุไซโตไคนิน ไดแก KIN (kinetin) และ BAP (6-benzylaminopurine) ตอการเจริญของฟโลเดนดรอนซันไลทที่เพาะเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อและการศึกษา ขั้นตอนการปรับใหคุนชินและการยายปลกูในการศึกษาผลของไซโตไคนินทําโดยนําชิ้นสวนยอดที่ปลอดเชื้อมาเพาะเลี้ยงบนอาหารกึ่งแข็งสูตร Murashige and Skoog (MS) ที่เติม KIN หรือ BAP เพียงอยางเดียวที่ความเขมขน 1 2 หรือ 3 มิลลิกรัมตอลิตร หรอือาหารเพาะเล้ยีงที่เติม KIN ที่ความเขมขน 1 มิลลิกรัมตอลิตร รวมกับ BAP ที่ความเขมขน 1 มิลลิกรัมตอลิตร หรืออาหารเพาะเลี้ยงที่ไมเติมไซโตไคนิน (ชุดควบคุม) หลังจากการเพาะเลี้ยงนาน 10 สัปดาห พบวา การ เพาะเลี้ยงบนอาหาร MS ทั้ง 3 ชุดทดลอง ไดแกอาหารสูตร MS ที่เติม KIN ที่ 3 มิลลิกรัมตอลิตร และอาหารสูตร MS ที่เติม BAP ที่ 1 และ 2 มิลลิกรัมตอลิตร มีคาเฉลี่ยของจํานวนยอดสูงที่สุดที่ 1.70 ยอด ในขณะที่ชุดทดลองที่ใชอาหารที่ไม เติมไซโตไคนินมีคาเฉลี่ยความสูงของยอดที่สูงที่สุด ในการเพิ่มขึ้นของจํานวนใบ พบวา ชุดทดลองที่ใชอาหารสูตร MS ที่เติม KIN ที่ 3 มิลลิกรัมตอลิตร มีคาเฉลี่ยของจํานวนใบสูงที่สุดที่ 6.40 ใบ อยางไรก็ตามไมมีความแตกตางอยางมีนัยสําคัญ ทางสถิติในการเกิดราก พบวายอดที่เพาะเลี้ยงในทุกชุดทดลองไมม ีการเกิดราก ในขั้นตอนการปรับใหคุนชินและการยายปลูก พบวา ตนออนทไดจากทุกชุดทดลอง มีอัตราการรอด ี่100 เปอรเซ็นตหลงัจากการยายปลูก เปนเวลา 5 สัปดาห คําสําคัญ: ฟโลเดนดรอนซันไลท, สารควบคมุการเจรญิเติบโตกลุมไซโตไคนิน, การเจริญของพืชที่เพาะเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อ, การปรับใหคุนชิน, การยายปลูก บทคัดยอ ฟโลเดนดรอนซนัไลท(Philodendron sp. ‘Sun Light’) เปนไมประดบัที่อยใูนวงศAraceae มีถิ่นกําเนิดอยู ในอเมริกาใต บราซิล มีลักษณะตนเปนไมพุมขนาดเล็ก ใบปลายแหลม ผิวเรียบเกลี้ยง ขอบใบสีชมพูเขม แผนใบสีเขียว ตลอดทั้งใบ กานใบดานหลังสีแดงอมมวง ใบออนสีชมพูอมสม ฟโลเดนดรอนเปนพนัธไุมประดับที่นิยมกันมากในการตกแตงบานภายใน เปนไมในรม ไมชอบแสงแดดจัด เปนไมที่ตองการความชุมชื้นสูง สงผลใหเกิดความตองการของตลาด การ ขยายพันธพุ ืชโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อชักนําใหเกิดยอด โดยสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชที่นิยมใชเพื่อชักนําให เกิดยอดจํานวนมาก คือ กลุมไซโตไคนิน เชน KIN (kinetin) และ BAP (6-benzylaminopurine) เปนตน (ลิลลี่, 2546) อยางไรก็ตาม หากใชสารควบคุมการเจริญเติบโตในปรมิาณที่มากเกินไปก็จะยับยั้งการเพิ่มปริมาณการเกิดยอดการใชสาร ควบคุมการเจริญเติบโตของพืชจึงตองคํานึงถึงชนิดของพืชและปริมาณของสารท่ใีหเพ่อืใหเกิดความเหมาะสม สงผลใหพืช เจริญเตบิโตไดดี(Bhojwani and Razdan, 1996) บทนํา เพื่อศึกษาผลของระดับความเขมขนของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชกลุมไซโตไคนินที่มีตอการเจริญและ การพัฒนาของเนื้อเยื่อฟโลเดนดรอนซันไลทที่เพาะเล้ยีงในสภาพปลอดเชื้อ และการปรับใหคุนชินและการยายปลูกตนออน ฟโลเดนดรอนซันไลท วตัถปุระสงค วิธีการทดลอง ผลของสารควบคุมการเจริญเตบิโตกลมุไซโตไคนินตอการเจริญของฟโลเดนดรอนซันไลทที่เพาะเลี้ยงในสภาพปลอดเชอื้ การยายปลูกตนออนฟโลเดนดรอนซันไลทท ี่ไดจากการเพาะเลี้ยงในสภาพปลอดเชอื้ ทุกชุดการทดลองเพาะเลี้ยงที่อณุหภูมิ25±2 องศาเซลเซียส ความเขมแสง 1,800 – 2,000 ลักซ อัตราการใหแสง 16 ชม./วัน * KIN (kinetin) , BAP (6-benzylaminopurine) ชิ้นสวนยอดที่เพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร MS ที่เติม KIN และ BAP ที่ความเขมขนที่แตกตางกัน โดยทําการ เพาะเลี้ยงเปนเวลา 10 สัปดาหพบวา ชิ้นสวนยอดของฟโลเดนดรอนซนัไลทที่เพาะเลี้ยงในทุกชดทดลองมีุการเจริญเติบโต (ตารางที่ 1 และภาพที่ 3) • ชิ้นสวนยอดที่เพาะเลี้ยงในอาหารทั้ง 3 ชดุทดลอง ไดแกอาหารที่เติม KIN ความเขมขน 3 มก./ล. อาหาร ที่เติม BAP ความเขมขน 1 มก./ล. และอาหารที่เติม BAP ความเขมขน มก./ล. มีคาเฉลี่ยของจํานวนยอด สูงที่สุดที่1.70 ยอด ในขณะที่การเพาะเล้ยีงบนอาหารสตูร MS ที่ไมม ีการเติมสารควบคุมการเจริญเติบโต กลุมไซโตไคนิน มีคาเฉลี่ยของจํานวนยอด 1.00 ยอด โดยคาเฉลี่ยของจํานวนยอดที่ไดมีความแตกตางกัน ทางสถิติ ในชุดทดลองที่ใชอาหารที่มีการเติม KIN เมื่อใชความเขมขนของ KIN ที่สูงขึ้น จํานวนยอดมี แนวโนมเพิ่มสูงขึ้น และยอดที่ไดมีความแข็งแรง • ความสูงของยอด พบวา ชิ้นสวนยอดที่เพาะเลี้ยงบนอาหารที่ไมมีการเติมสารกลุมไซโตไคนิน มีคาเฉลี่ย ความสูงของยอดสูงที่สุดที่ 1.71 เซนติเมตร ในกรณีของชุดทดลองที่มีการเติม BAP พบวา เมื่อมีการเติม BAP ที่ความเขมขนสูงขึ้น ความสูงของยอดมีแนวโนมลดลง • การเพิ่มขึ้นของจํานวนใบ พบวา ชิ้นสวนยอดทที่เพาะเลี้ยงบนอาหารทั้ง 8 ชุดทดลอง มีการเพิ่มขึ้นของ จํานวนใบ อยางไรก็ตามเมื่อวิเคราะหทางสถิติพบวา คาเฉลี่ยที่ไดไมแตกตางกันทางสถิติ โดยในการ เพาะเลี้ยงช้นิสวนยอดในอาหารท่เีติม KIN ความเขมขน 3 มก./ล.มีคาเฉลี่ยของจํานวนใบสูงที่สุดที่ 6.40 ใบ ผลของสารควบคุมการเจริญเตบิโตกลุมไซโตไคนนิตอการเจริญของฟโลเดนดรอนซันไลทที่เพาะเลี้ยงในสภาพ ปลอดเชื้อ สรปุและวจิารณผลการทดลอง ลิลลี่ กาวีตะ. 2546. การเปลี่ยนแปลงทางสัณฐานและพัฒนาการของพืช. ครั้งที่ 1. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, กรุงเทพฯ. ปรยีาณัฐ หงสทอง. 2561. ผลของอาหารและระดับความเขมขนองสารควบคุมการเจรญิเติบโตในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อซาราซเีนียสายพนธุ ั Sarracenia leucophylla Raf. รายงานวิจัยฉบับสมบรูณ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี Bhojwani, S.S. and M.K. Razdan. 1996. Plant Tissue Culture: Theory and Practice, A Revised Edition. Elsevier, Amsterdam. เอกสารอางอิง คณะผูวิจัยขอขอบคุณภาควชิาวิทยาศาสตรและฝายกิจการนิสิต คณะศิลปศาสตรและวิทยาศาสตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรวิทยาเขตกาํแพงแสน ที่สนับสนุนทุนการทําวิจัยในครั้งนี้ กิตติกรรมประกาศ การยายปลูกตนออนฟโลเดนดรอนซันไลทที่ไดจากการเพาะเลี้ยงในสภาพปลอดเชอื้ เมื่อทําการปลูกเลี้ยงครบ 2 สัปดาห ตนออนในทุกชุดการทดลองมีอัตราการรอด 100 เปอรเซ็นต จากนั้นนําตนออนออกจากแกวพลาสติก และปลูกเลี้ยงในสภาพโรงเรือน เมื่อทําการปลกูเล้ยีงครบ 5 สัปดาหพบวา ตนกลาในทุกชุดการทดลองมีอัตราการรอด 100 เปอรเซ็นต โดยตนกลาที่ปลูกในขุยมะพราว มี คาเฉลี่ยความสูงของตนสูงสุด 4.24 เซนติเมตร และ มีคาเฉลี่ยจํานวนใบมากสุด 6.80 โดยคาเฉลี่ยความสูง ของตนกลาและคาเฉลี่ยของจํานวนใบไมมีความแตกตางอยางมีนัยสาํคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอรเซ็นต (ตารางที่ 2 และภาพที่ 5)


การแยกและการตรวจสอบราเอนโดไฟท์ที่ผลิตสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ที่ได้จากพืชสมุนไพรต้านมะเร็งบางชนิด เจนจิรา อินอ้อย นงพงา จรัสโสภณ อัญลักษณ์ วชิรไชยการ และ ศิริลักษณ์ เอี่ยมธรรม สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตก าแพงแสน บทคัดย่อ การศึกษานี้ได้ท าการคัดแยกราเอนโดไฟท์จากพืชสมุนไพร 3 ชนิด คือ Basella alba, Aloe vera และ Azadirachta indica สามารถแยกราเอน โดไฟท์ได้ทั้งหมด 23 ไอโซเลท โดยแยกจากส่วนใบ (13) และล าต้น (10) ราเอนโดไฟท์ทั้งหมดน ามาทดสอบการต้านเชื้อก่อโรคพืช 4 ชนิด ได้แก่ Fusarium sp., Colletotrichum sp., Curvulariasp. และ Pythium sp. ผลการศึกษาพบว่า ไอโซเลท BaL-03 (EPR=10) มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อรา ก่อโรคพืชสูงที่สุด การตรวจสอบกลุ่มสารพฤกษเคมีเบื้องต้น พบว่ามีสารกลุ่ม Coumarins ราเอนโดไฟท์ไอโซเลท BaL-03 ที่แยกได้แสดงฤทธิ์ต้านสาร อนุมูลอิสระ 33.54% และมีปริมาณฟีนอลิกรวม เท่ากับ 12.1044 mg GAE/g บทน า เชื้อราเอนโดไฟท์มีความสามารถในการอยู่ร่วมกับพืชชนิดอื่นโดยไม่ก่อ อันตรายหรือท าให้เกิดโรค ซึ่งอาศัยอยู่าายในเนื้อเยื่ออองพืช (Arnold et al., 2000) ในปัจจุบันมีการศึกษาราเอนโดไฟท์ที่อาศัยอยู่ในพืชสมุนไพรที่ มากอึ้น เนื่องจากพืชสมุนไพรมีคุณสมบัติในการผลิตสารออกฤทธิ์ทางชีวาาพ และด้วยความหลากหลายทางชีวาาพอองราเอนโดไฟท์ส่งผลให้ราเอนโดไฟท์ เป็นแหล่งอองสารออกฤทธิ์ทางชีวาาพที่มีประสิทธิาาพมากมาย เพื่อน าสาร เหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์ การเกษตร และอุตสาหกรรม วัตถุประสงค์ ศึกษาศักยาาพในการต้านเชื้อราก่อโรคพืช ศึกษาการผลิตสารออกฤทธิ์ทางชีวาาพอองราเอนไฟท์ที่ได้ จากพืชสมุนไพร เพื่อน าไปต่อยอดในอุตสาหกรรมการผลิต ยาการแพทย์และการเกษตรในอนาคต วิธีการทดลอง ผลการทดลอง ตารางจ านวนราเอนโดไฟท์ที่แยกได้ ตารางผลทดสอบการยับยั้งเชื้อรา ก่อโรคพืช ตารางผลการทดสอบกลุ่มสารพฤกษเคมี ตารางผลการทดสอบฤทธิ์ต้านสาร อนุมูลอิสระ กราฟแสดงฤทธิ์การยับยั้งสารอนุมูล อิสระ DPPH อองสารสกัดรา เอนโดไฟท์BaL-03 ตารางแสดงปริมาณสารประกอบ ฟีนอลิกทั้งหมด สรุปผลการทดลอง สารสกัดราเอนโดไฟท์จากพืช Basella alba (ผักปลัง) มีศักยาาพ ต้านเชื้อราก่อโรคพืช และมีฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นแหล่งออง สารออกฤทธิ์ทางชีวาาพที่มีประสิทธิาาพแหล่งใหม่ที่สามารถน าไปใช้ ประโยชน์ในการผลิตยา การเกษตร หรือน าไปต่อยอดได้ในอนาคต แยกและเพาะ เลี้ยงเชื้อรา เอนโดไฟท์ ทดสอบการยับยั้ง เชื้อก่อโรคพืช สกัดหยาบ ราเอนโดไฟท์ ทดสอบกลุ่มสาร ทางพฤกษเคมี ทดสอบฤทธิ์ต้าน สารอนุมูลอิสระ ด้วยวิธี DPPH หาปริมาณสารประ กอบฟีนอลิกทั้งหมด อ้างอิง กิตติกรรมประกาศ ออออบคุณรองศาสตราจารย์ ดร. ศิริลักษณ์ เอี่ยมธรรม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นงพงา จรัสโสาณ และอาจารย์ ดร. อัญลักษณ์ วชิรไชยการ ที่ให้ค าปรึกษา และให้อ้อเสนอแนะ าาควิชาวิทยาศาสตร์ และ ฝ่ายกิจการนิสิต คณะศิลปศาสตร์ และวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเอตก าแพงแสน ที่ให้ความ สนับสนุนทุนการท าวิจัย Arnold, A.E., Z. Maynard, G.S. Gilbert, P.D. Coley, and T.A. Kursar. 2000. Are tropical fungal endophytes hyperdiverse. Ecol. Lett. 3: 267–274.


ฤทธ Íิ ต ้ านอน ุ มล ู อ ิ สระและการยบัยงัÊ เอนไซมไ์ ทโรซ ิ เนสของสารสกดัหยาบจากสาหร ่ ายพวงอง ุ ่ น THE ANTIOXIDANT ACTIVITY AND TYROSINASE INHIBITION OF CAULERPA LENTILLIFERA CRUDE EXTRACT ---------------------------------------------------พไิลวรรณ จาํเนียรกจิภทัราวรรณ คาํบุญเรอืง และ อนิทริา ขดูแกว้บทคดัย่อ สาหร่ายพวงองุ่น (Caulerpa lentilliferaJ. Agardh) จดัเป็นหนÉึงในสาหร่ายทีรÉบัประทานได้และมคีณุคา่ทางอาหารสูง งานวจิยันÊีจงึมวีตัถุประสงคเ์พÉอืศกึษาฤทธติÍา้นอนุมลูอสิระและการ ยบัยงัÊเอนไซมไ์ทโรซเินสของสารสกดัหยาบดว้ยเอทานอลจากสาหรา่ยพวงองนุ่ โดยตรวจสอบปรมิาณสารประกอบฟีนอล ฟลาโวนอยด และกรดแอสคอร์ ์บกิศกึษาประสทิธภิาพการตา้นอนุมลูอสิระ ดว้ยวธิีDPPH radical scavenging, ABTS radical scavenging, ferric ion reducing antioxidant power (FRAP) และ reducing power ศกึษาการยบัยงัÊเอนไซมไ์ทโรซเินส จากการศกึษา พบว่าสารสกดัหยาบสาหรา่ยพวงองนุ่มสีารประกอบฟีนอล ฟลาโวนอยด และกรดแอสคอร์ ์บกิมปีระสทิธภิาพในการตา้นอนุมลูอสิระและมปีระสทิธภิาพในการยบัยงัÊเอนไซมไ์ทโรซเินสได้21.67 ± 0.43% ดงันนัÊสารสกดัหยาบจากสาหรา่ยพวงองนุ่จงึอาจเป็นอกีทางเลอืกหนÉึงสาํหรบัการผลติอาหารเพÉอสุขภาพ ืบทนํา สาหร่ายพวงองุ่น (Caulerpa lentilliferaJ. Agardh) เป็นสาหรา่ยทะเลสเีขยีว มชีÉอืสามญัว่า Sea Grape หรอื Green Caviar มคีุณคา่ทางอาหารสงูเป็นหนÉึงในสาหร่ายทีรÉบัประทานได้ของประเทศไทย สําหรบัรปูแบบการบรโิภคทนÉีิยมคอืรบัประทานสดเหมอืนผกัสด อกีทงัÊในสาหร่ายพวงองุ่นยงัมสีารประกอบทมÉีคีุณสมบตัเิป็นสารออกฤทธิทÍางชวีภาพทีสÉาํคญั(วสนัต์และคณะ, 2557) และสามารถยบัยงัÊเอนไซมไ์ทโรซเินสได้(อุไรวรรณ และคณะ, 2562) วตัถปุระสงค ์ การรายงานเกีÉยวกบัฤทธติÍา้นอนุมลูอสิระของสารสกดัจากสาหรา่ยพวงองนุ่ ในบ่อเพาะเลยÊีงยงัมไีมม่ากนกั โดยเฉพาะการรายงานฤทธกิÍารยบัยงัÊเอนไซมไ์ทโรซเินส งานวจิยันÊีจงึมีวตัถุประสงคเ์พÉอืตรวจสอบสารพฤกษเคมีศกึษาประสทิธภิาพในการตา้นอนุมลูอสิระและศกึษาการยบัยงัÊเอนไซมไ์ทโรซเนส ิอปุกรณ ์ และวิธีการ เกบ็สาหรา่ยพวงองนุ่จากบ่อเพาะเลยงทีÊีÉต. แหลมผกัเบย อ. บ้Êีานแหลม จ. เพชรบุรีบดใหล้ะเอยีดแลว้สกดัดว้ยวธิกีารแช่หมกัใน 95% เอทานอล จากนนัÊกรองแลว้นําไประเหยตวัทาํละลายออกดว้ยเครÉองกลั ืนÉสุญญากาศ จะไดเ้ป็นสาร สกดัหยาบสารสกดัหยาบทไÉีดไ้ปทําการตรวจสอบดงันÊีตรวจสอบสารพฤกษเคมี 1. สารประกอบฟีนอล 2. ฟลาโวนอยด์ 3. กรดแอสคอร์บกิ วิเคราะหป์ระสิทธิภาพการต้าน อนุมูลอิสระ 1. วธิีDPPH radical scavenging 2. วธิีABTS radical scavenging 3. วธิีFRAP 4. วธิีreducing power วิเคราะหฤ์ทธÍิการยบัยงัÊ เอนไซมไ์ทโรซิเนส ใช้3,4-dihydroxy-Lphenyalanine (L-DOPA) เป็นสารตังต้น Ê A B C ผลการศึกษา ผลการศกึษาปรมิาณฟีนอลทงหมด ฟลาโวนอยด์ ัÊ และกรดแอสคอร์บกิของ สารสกดัหยาบ จากสาหรา่ยพวงองนุ่มคี่าเท่ากบั596.08 ± 15.63 mg GAE/g crude extract, 995.01 ± 8.67 mg QE/g crude extract และ 460.44 ± 28.82 mg/g crude extract ตามลาํดบั(ตารางท 1) Éีจากผลการศกึษาพบว่าคา่ IC50 ของสารสกดัมคีา่เท่ากบั71.43 ± 3.49 และ 0.97 ± 0.09 mg/mL เมืÉอวเิคราะหด์ว้ยวธิีDPPH และ ABTS ตามลาํดบัเมÉอืวเิคราะหค์วามสามารถในการรดีวซ์ ิดว้ยวธิีFRAP และ reducing power พบวา่สาร สกดัความเขม้ขน้ 10 mg/mL มคี่าเท่ากบั53.33 ± 0.28 µmol Fe2+/g crude extract และ 96.59 ± 0.05% ตามลาํดบัและสามารถยบัยงัÊกจิกรรมของเอนไซมไ์ทโรซเนสิไดเ้ท่ากบั21.67 ± 0.43% (ตารางท 2) Éีสรปุผลการศึ กษา สารสกดัหยาบจากสาหรา่ยพวงองนุ่มสีารประกอบฟีนอล ฟลาโวนอยด เเละ์กรดเเอสคอร์บกิมฤีทธติÍา้นอนุมลูอสิระ เเละมฤีทธใิÍนการยบัยงเอนไซ ัÊมไ์ทโรซเนส ิดงันนัÊสารสกดัหยาบจากสาหรา่ยพวงองนุ่จงึอาจเป็นอกีทางเลอืกหนÉึงสาํหรบัการ ประยกุตใ์ชใ้นการผลติอาหารเพÉอสุขภาพืกิตติกรรมประกาศ คณะผวู้จิยัขอขอบคณุภาควชิาวทิยาศาสตร์และ ฝ่ายกจิการนิสติคณะศลิป ศาสตรแ์ละวทิยาศาสตร์มหาวทิยาลยัเกษตรศาสตร์วทิยาเขตกําแพงแสน ขอขอบพระคณุผศ.ดร. อนิทริา ขดูแกว้และ ดร. ภทัราวรรณ คาํบุญเรอืง อาจารยท์ Éีปรกึษาโครงงานทางวทิยาศาสตรช์วีภาพ เอกสารอ้างอิง วสนัต์สุมนิทลีิ,Éปนิดา บรรจงสนิศริ,ิจนัทนา ไพรบรูณ์และ วรรณวมิล คลา้ยประดษิฐ.์2557. กจิกรรมการตา้นอนุมลูอสิระของสารสกดัหยาบจากสาหรา่ยพวงองนุ่ (Caulerpa lintillifera) สาหรา่ยทุ่น (Sargassum oligocystum) และ สาหรา่ยเขากวาง (Gracilaria changii). วารสารเทคโนโลยกีารอาหาร มหาวทิยาลยัสยาม. 9 (1): 63-75.อุไรวรรณ วฒันกุล, วฒันา วฒันกุล เเละ มาโนช ขาํเจรญิ. 2562. คณุคา่ทางโภชนาการและสารพฤกษเคมทีสÉีาํคญั ใน สาหรา่ยพวงองนุ่ (Caulerpa lentillifera) ทีเลีÉยÊงดว้ยระดบัธาตุอาหารต่างกนั. รายงานวจิยั. คณะวทิยาศาสตรแ์ละ เทคโนโลยกีารประมง, มหาวทิยาลยัเทคโนโลยรีาชมงคลศรวีชิยั.


การคัดแยกและตรวจสอบราเอนโดไฟท7ที่สามารถสร<างสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากพืชสมุนไพรต<าน มะเร็งบางชนิด ทีปกร ลาภวงศ-สุนทร, นงพะงา จรัสโสภณ, อัญลักษณ- วชิรไชยการ และ ศิริลักษณ- เอี่ยมธรรม สาขาวิทยาศาสตร+ชีวภาพ ภาควิชาวิทยาศาสตร+ คณะศิลปศาตร+และวิทยาศาสตร+ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร+ วิทยาเขตกำแพงแสน บทคัดย่อ ราเอนโดไฟท-ที่แยกไดFจากพืชสมุนไพรเปHนแหลJงของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีประสิทธิภาพ ในการศึกษานี้ราเอนโดไฟท-ถูกสกัด จากพืชสมุนไพร 3 ชนิด ประกอบไปดFวย ขมิ้น (Curcuma longa), บอระเพ็ด (Tinospora cordifolia) และผักแพว (Persicaria odorata) ราเอนโดไฟท-ทั้งหมด 17 ไอโซเลทถูกแยกจากลำตFนและใบของพืชเจFาบFานจำนวน 11 ไอโซเลท และ 6 ไอโซเลท ตามลำดับ รา เอนโดไฟท-ทุกไอโซเลทถูกนำไปทดสอบการตFานการกJอโรคกับรากJอโรคพืช 4 ชนิดไดFแกJ Fusarium sp., Colletotrichum sp., Curvularia sp. และ Pythium sp. ผลการทดสอบแสดงใหFเห็นวJาราเอนโดไฟท-ไอโซเลท ClS-05 แสดงกิจกรรมตFานการกJอโรคที่สูงที่สุดจึง ถูกนำไปใชFศึกษาตJอจากการวิเคราะห-สารกลุJมพฤกษเคมีเบื้องตFนจากสารสกัดหยาบของราเอนโดไฟท-ไอโซเลท ClS-05 แสดงใหFเห็นถึงการมี อยูJของสารกลุJม coumarins สารสกัดหยาบของราเอนโดไฟท-ไอโซเลท ClS-05 มีปริมาณฟpนอลิกรวมอยูJที่ 16.4016 mg GAE/g มีกิจกรรม ตFานอนุมูลอิสระอยูJที่ 53.75% การศึกษานี้สรุปไดFวJาราเอนโดไฟท-ที่แยกไดFจากพืชสมุนไพรเปHนแหลJงของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีคุณคJา แหลJงใหมJเพื่อการประยุกต-ใชFในวัตถุประสงค-ตJางๆในอนาคต บทนำ ป"จจุบันมีการนำสารสกัดจากธรรมชาติมาใช5ในทาง การแพทย;หรือทางอุตสาหกรรมหรืองานวิจัยมากมาย ซึ่ง สารสกัดจากธรรมชาตินั้นถูกสกัดมาจากชิ้นสGวนตGางๆของ มีฤทธิ์ทางชีวภาพที่หลากหลาย เชGน ต5านอนุมูลอิสระ ต5าน มะเร็ง แตGเนื่องจากการสกัดสารจากพืชโดยตรงนั้นได5 ปริมาณสารสกัดที่น5อย ใช5ต5นทุนสูง ต5องใช5พืชปริมาณมาก และใช5เวลานานในการผลิต จึงได5มีการค5นหาแหลGงให5สาร เมทาบอไลต;ทุติยภูมิจากธรรมชาติ(ประไพพิศ, 2560) วัตถุประสงค7 เพื่อศึกษาากิจกรรมทางชีวภาพของราเอนโดไฟท; ประกอบด5วย การต5านจุลชีพ และสารต5านอนุมูลอิสระ ที่ ผลิตจากราเอนโดไฟท;จากพืชสมุนไพรต5านมะเร็ง วิธีการทดลอง แยกและเพาะเลี้ยงเชื้อราเอนโดไฟท;จากนั้นทดสอบการ สร5างสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพของราเอนโดไฟท;ตGอการ ยับยั้งเชื้อกGอโรคพืช แล5วนำมาสกัดหยาบราเอนโดไฟท; จากนั้นทดสอบกลุGมสารทางพฤกษเคมี ฤทธิ์ต5านสารอนุมูล อิสระ และตรวจสอบหาปริมาณสารประกอบฟ_นอลิกรวม อ<างอิง ประไพพิศ อินแสน. 2560. สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากรา เอนโดไฟท8(Bioactive from Endophyte fungi). วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร;นเอ เชีย. 11(20): 27-34. ผลการทดลอง ตารางจำนวนราเอนโดไฟท;ที่แยกได5จากพืช ตารางแสดงผลการต5านสารอนุมูลอิสระ สมุนไพร 3 ตัวอยGาง ของสารสกัดราเอนโดไฟท ตารางแสดงการทดสอบการออกฤทธิ์ยับยั้ง เชื้อรากGอโรคพืช ตารางแสดงผลการทดสอบกลุGม สารพฤกษเคมี ตารางแสดงปริมาณสารประกอบฟ_ นอลิกทั้งหมด สรุปผลการทดลอง ราเอนโดไฟท;ที่แยกได5มีศักยภาพต5านเชื้อรากGอโรคพืช และสารสกัดจากราเอนโดไฟท;จากพืช Curcuma longa (ขมิ้น) มีฤทธิ์ต5านอนุมูลอิสระ จึงเป~นแหลGงของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพแหลGง ใหมGที่สามารถนำไปใช5ทางด5านการแพทย;การเกษตรอุตสาหกรรมหรือตGอยอดนำไปใช5ในอนาคตได5


Click to View FlipBook Version