สาระ สังสัคมศึกษา ศาสนา และ วัฒวันธรรม นวัต วั กรรมแห่ง ห่ การ เรีย รี นรู้เ รู้ ชิง ชิ พุทธ INNOVATION OF BUDDHIST LEARNING หนัง นั สือ สื อิเล็กทรอนิกนิส์ (E-BOOK)
นวัตวักรรมแห่งการเรียรีนรู้ใรู้นพระพุทธศาสนา ถือเป็นป็วิธีวิกธีารเรียรีน การสอนแนวใหม่ที่ม่ ที่ เป็นป็เลิศ ของพระพุทธองค์ทรงสอนหลักความจริงริ ของชีวิชีตวิเริ่มริ่ต้นจากตังเองก่อน เพื่อพื่ ให้รู้จัรู้กจัวิธีวิกธีารเรียรีนรู้ด้รู้ ด้วยตนเอง โดยเริ่มริ่จากทุกทุข์ สาเหตุใตุห้เกิดทุกทุข์ วิธีวิกธีารดับทุกทุข์ และแนวทาง ปฏิบัติบั ติให้พ้นพ้ทุกทุข์ขข์องตนเอง โดยพระพุทธเจ้าจ้ทรงสอนให้ตระหนักนัถึง คุณคุค่าของการเรียรีนรู้โรู้ดยผ่าผ่นการปฏิบัติบั ติการสนทนา โดยผ่าผ่นสื่อสื่ ธรรมชาติ สอนให้เข้าข้ใจง่าย ชวนให้ผู้เผู้รียรีนใคร่อร่ยากเรียรีนรู้แรู้ละปฏิบัติบั ติ ตามด้วยตนเอง สร้าร้งศรัทรัธา และพอใจในการเรียรีนรู้ นี้คือนวัตวักรรม การสอนที่เป็นป็เลิศของพระพุทธเจ้าจ้ บทคัดย่อ ย่ ABSTACT THE INNOVATION OF LEARNING IN BUDDHISM. IT IS AN EXCELLENT TEACHING METHOD OF THE BUDDHA TO TEACH THE TRUTH OF LIFE, STARTING FROM THE FIRST TO KNOW HOW TO LEARN FROM THEIR OWN. BY STARTING SUFFERING CAUSE ,HOW TO SORROW AND THE WAY OUT OF THEIR SUFFERING. BY THE BUDDHA, HE TEACHES TO REALIZE THE VALUE OF LEARNING THROUGH THE PRACTICE OF DIALOGUE THROUGH NATURAL MEDIA.TO TEACH EASY ENCOURAGE LEARNERS TO LEARN AND FOLLOW, TO CREATE THEIR OWN FAITH AND TO BE HAPPY TO LEARN. THIS IS AN EXCELLENT TEACHING INNOVATION OF THE BUDDHA. KEYWORD: INNOVATION AND LEARNING สาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน้าที่ 1
นวัตวักรรม (Innovation) คือ อะไร เกี่ยวข้อข้งกับการเรียรีนรู้แรู้บบพุทธได้อย่าย่งไร ขอให้ลอง อ่านให้จบ จะพบคำ ตอบด้วยตัวเอง ดังคำ นิยามของ พจนานุกรมฉบับบัราชบัณบัฑิตยสถาน ได้ให้ ความหมายของ นวัตวักรรมว่าว่หมายถึงสิ่งสิ่ที่ทำ ขึ้นขึ้ ใหม่หม่รือรืแปลกจากเดิมซึ่งซึ่อาจจะเป็นป็ความคิด วิธีวิธี การหรือรือุปกรณ์ เป็นป็ต้น และ คำ นิยามของ พจนานุกรม Oxford Advanced Learner’s Dictionary ได้ให้ความหมายของ นวัตวักรรม ว่าว่การริเริริ่มริ่ ใช้สิ่ช้งสิ่ของ ความคิด หรือรืแนวทางใหม่ๆม่ ในการทำ สิ่งสิ่ต่างๆขึ้นขึ้มา จากแนวคิดดังกล่าวแสดง ให้เห็นว่าว่นวัตวักรรม เป็นป็แนวคิดและการ ปฏิบัติบั ติแนวทางใหม่ โดยเฉพาะการเรียรีนรู้คำรู้ คำสอนที่เป็นป็หลัก พุทธธรรม ที่พระสัมสัมาสัมสัพุทธเจ้าจ้ได้ ตรัสรัรู้ครู้วามจริงริที่ประเสริฐริซึ่งซึ่ถือว่าว่เป็นป็แนวทางใหม่ที่ม่ ที่ พระพุทธเจ้าจ้ทรงค้นพบ ดังคำ กล่าวที่ว่าว่ สาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม บทนำ หน้าที่ 2
พระพุทธเจ้าจ้ทรงเป็น ป็ บรมครูที่ประเสริฐริของมนุษนุย์แย์ละเทวดาด้วย ดังที่ปรากฏในภาษาบาลีว่าว่สตฺถตฺา เทวมนุสฺนุสสฺานํ แปลว่าว่พระศาสดาเป็น ป็ ครู ผู้สผู้ อนของเทวดาและมนุษนุย์ทั้ย์ ทั้งหลาย เป็น ป็ สารถี ฝึกฝึคนได้ ไม่มีม่ ใมีครยิ่งยิ่กว่าว่ พระนามนี้พุทธศาสนิกนิชนทั้งหลายเคารพบูชา และยกยองเทอดทูนทู พระองค์ในฐานะ ทรงเป็น ป็ ครูสอนที่ยิ่งยิ่ใหญ่ที่ญ่ ที่ สุดสุทรงสอนหลักการเรียรีนรู้ ตามแนวทางที่พระพุทธองค์ได้ศึกษาเรียรีนรู้ ด้วยพระองค์เอง จนได้ ตรัสรัรู้คืรู้ คือรู้ครู้วามจริงริที่ประเสริฐริซึ่งซึ่เรียรีกว่าว่รู้อรู้ริยริสัจสั๔ ได้แก่การรู้ครู้วาม จริงริเรื่อรื่งทุกทุข์ รู้สรู้าเหตุทำตุทำ ให้เกิดทุกทุข์ หรือรื ปัญปัหา รู้วิรู้ธีวิกธีารแก้ปัญปัหา หรือรื ดับทุกทุข์ และรู้แรู้นวทางปฏิบัติบั ติให้พ้นพ้ทุกทุข์ เพื่อพื่พัฒพันาตนให้เข้าข้ใจ เข้าข้ถึง ความจริงริของชีวิชีตวิซึ่งซึ่ถือเป็น ป็ นวัตวักรรมความรู้ที่รู้ ที่ ยิ่งยิ่ที่สุดสุในโลก พุทธวิธีการสอนแนะนำ ให้พุห้พุทธบริษัริ ษัทได้เรียรีนรู้หรู้ลักคำ สอนของ พระพุทธองค์เป็นนวัตกรรมใหม่ ซึ่งซึ่ ได้มีนักปราชญ์ทางพระพุทธ ศาสนาได้กล่าวไว้มากหมาย เช่น พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต, ๒๕๔๑ : ๔๕) ได้กล่าวถึงการสอนของพระพุทธเจ้าว่า ๑. สันสัทัสสนา คือ อธิบธิายให้เห็นชัดชัเจนแจ่มจ่แจ้งจ้เหมือมืนจูงมือมื ไปดูเดูห็นกับตา ๒. สมาทปนา คือ จูงใจให้เห็นจริงริด้วย ชวนให้คล้อยตาม จนต้องยอมรับรัและนำ ไปปฏิบัติบั ติ ๓. สมุตเตชนา คือ เร้าร้ใจให้แกล้วกล้าบังบัเกิดกำ ลังใจ ปลุกลุให้มีอุมีอุตสาหะแข็งข็ขันขัมั่นมั่ ใจว่าว่จะทำ ให้ สำ เร็จร็ ได้ไม่หม่วั่นวั่ระย่อย่ต่อความเหนื่อนื่ยยาก ๔. สัมสั ปหังสนา คือ ชโลมใจให้แช่มช่ชื่นชื่ร่าร่เริงริเบิกบิบาน ฟังฟั ไม่เม่บื่อบื่และเปี่ยปี่มด้วยความหวังวัเพราะ มอง เห็นคุณคุประโยชน์ที่น์ ที่ จะได้รับรัจากการปฏิบัติบั ติและพระสัมสัมาสัมสัพุทธเจ้าจ้ทรงมีวิมีธีวิกธีารสอนบุคคลที่แตกต่าง กันตามความเหมาะสม เช่นช่การสอน พวกปัญปัจวัควัคีย์ พระองค์ทรงแสดงธัมธัมจักจักัปปวัตวัตนสูตสูรและ อนัตนัตลักขณสูตสูร เมื่อมื่ตรัสรัสอนแก่ยสกุลกุบุตร พระพุทธองค์ทรงแสดงอนุบุนุ บุพพิกพิถา และทรงสอนพวก ชฏิล ๓ พี่น้ พี่ อน้งจะทรงแสดงอาทิตตปริยริายสูตสูร ทั้งนี้ เพราะผู้เผู้รียรีนมีภูมีมิภูหมิลังต่างกัน จึงจึทรงเลือกวิธีวิกธีาร สอนที่แตกต่างกัน นี้คือวิธีวิกธีารใหม่ใม่นสมัยมันั้นนั้เมื่อมื่พิจพิารณา ดีๆ นี้คือนวัตวักรรมใหม่นั่ม่นนั่เอง สาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน้าที่ 3
พระพุทธเจ้าสอนวิธีการเรีย รี นรู้ ผลการสอนทำ ให้ผู้ห้ ผู้เรียรีนได้เข้าใจและสามารถเข้าถึงความจริงริด้วย ตนเอง ด้วยการเรียรีนรู้ฝึรู้ ฝึกหัดหัตามแนวทางที่พระองค์ทรงสอน หลัก การเรียรีนรู้ทรู้างพระพุทธศาสนามี ๓ ทาง คือ เมื่อมื่ ได้ศึกษาแนวคิดของนวัตวักรรมจะพบ ว่าว่การคิดและการกระทำ เรื่อรื่งใหม่หม่รือรืเรื่อรื่งเก่า มาพัฒพันา ใหม่ใม่ห้ทุกทุคนยอมรับรั ไปปฏิบัติบั ติามได้ ผลดีผู้เขียขีนคิดว่าว่นี้คือนวัตวักรรม ซึ่งซึ่ สอดคล้องกับแนวคิดของ กีรติ ยศยิ่งยิ่ยง ได้ให้ ความหมายว่าว่นวัตวักรรม เป็นป็กระบวนการ สร้าร้งสรรค์ คิดค้น พัฒพันา สามารถนำ ไปปฏิบัติบั ติ จริงริและมีกมีารเผยแพร่อร่อกสู่ชุสู่ ชุมชน ในลักษณะ เป็นป็ของใหม่ที่ม่ ที่ไม่เม่คยมีมมีาก่อน หรือรืของเก่าที่มี อยู่แยู่ต่เดิม แต่ได้รับรัการปรับรั ปรุงเสริมริแต่ง พัฒพันาขึ้นขึ้ ใหม่ใม่ห้มีมูมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ1 สอดคล้องกับแนวคิดของ กิดานันนัท์ มลิทอง กล่าวว่าว่นวัตวักรรมเป็นป็แนวคิด การปฏิบัติบั ติหรือรื สิ่งสิ่ประดิษฐ์ใฐ์หม่ๆม่ที่ยังยั ไม่เม่คยใช้มช้าก่อน หรือรื เป็นป็การ พัฒพันาตัดแปลงจากของเดิมที่มีอมียู่ แล้วให้ทันสมัยมัและใช้ปช้ระโยชน์ไน์ด้ดียิ่งยิ่ขึ้นขึ้ 2 และสำ นักนังานนวัตวักรรม แห่งชาติ ได้ให้ความ หมายว่าว่นวัตวักรรม หมายสิ่งสิ่ใหม่ที่ม่ ที่ เกิดจากการ ใช้คช้วามรู้แรู้ละความสร้าร้งสรรค์ที่มี ประโยชน์ต่น์ ต่อ เศรษฐกิจและสังสัคม3 ในขณะที่ชาวต่างชาติชื่อชื่ Roger,Everett M.ได้กล่าวว่าว่นวัตวักรรม คือ แนวคิดแบบการปฏิบัติบั ติซึ่งซึ่เป็นป็สิ่งสิ่ใหม่ที่ม่ ที่ บุคคล จะนำ มาปฏิบัตบั สาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน้าที่ 4 ๑. การเรียนรู้แบบปริยัติ คือเรียนรู้จากครู ตำ รา หลักพระไตรปิฎก ๒. การเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ ฝึกสมาธิ เจริญจิตภาวนา ๓. การเรียนรู้จากผลการปฏิบัติทั้งจากกรณีตัวอย่างของตนเองและท่านอื่นๆ กล่าวได้ว่าเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต เพิ่มปัญญาได้ตลอดเวลาจึงจัดได้ว่าพระพุทธ ศาสนาเป็นศาสนาแห่ง การเรียนรู้ที่เป็นแบบนวัตกรรมใหม
จากคำ นิยามคำ ว่า นวัตกรรม จะพบว่า เป็น แนวคิดในการปฏิบัติแบบใหม่ที่จะก่อให้เห้กิดผลที่ ดี ยิ่งขึ้นกว่าเดิมในการเรียรีนรู้หรู้ลักคำ สอนใน พระพุทธศาสนา หรือรื ในการเรียรีนรู้เรู้ชิงพุทธ จึง ขอย้อนกลับมา ศึกษาพุทธวิธีแห่งห่การเรียรีนรู้ ถือว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ค้นพบนวัตกรรม แห่งห่ความรู้ใรู้หม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จะเห็นห็ ได้ว่า พระ สัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงสั่งสั่สอนพุทธ บริษัริ ษัททั้งทั้๔ ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและ อุบาสิกา เป็นเวลา ๔๕ ปี นับตั้งตั้แต่ได้ตรัสรัรู้เรู้ป็น พระพุทธเจ้า มีคำ สอน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เมื่อนำ มาจัดหมวดคำ สอนเป็นหนังสือพระ ไตรปิฎกได้จำ นวน ๔๕ เล่มในประเทศไทย ส่วน การจัดแต่งหนังสือ พระไตรปิฎกประเทศอื่นๆ จำ นวนเล่มจะเท่ากัน อยากจะกล่าวว่านี้ คือ นวัตกรรมคำ สอนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในโลก ซึ่งซึ่ สามารถสรุปหลักการสอนเพื่อการเรียรีนรู้ไรู้ด้ดังนี้ ๑. เนื้อนื้หาที่ทรงสอนให้เรียรีนรู้ ๑) พระพุทธองค์ ทรงสอนจากสิ่งสิ่ที่รู้เรู้ห็นห็เข้าข้ใจง่ายหรือรืรู้เรู้ห็นห็เข้าข้ใจอยู่แยู่ล้ว ไปหาสิ่งสิ่ที่เห็นห็เข้าข้ใจ ได้ยด้าก หรือรืยังยั ไม่รู้ม่ ไรู้ม่เม่ห็นห็ ไม่เม่ข้าข้ใจ ตัวอย่าย่งที่เห็นห็ชัดชัคือ อริยริสัจสัซึ่งซึ่ทรงเริ่มริ่สอนให้เห้รียรีนรู้เรู้รื่อรื่งความทุกทุข์ ความเดือดืดร้อร้น เพื่อพื่เรียรีนรู้ปัรู้ปัญหาชีวิชีตวิที่คนมองเห็นห็และประสบอยู่โยู่ดยธรรมดา รู้เรู้ห็นห็ ประจักจัษ์กันอยู่ ทุกทุคนแล้ว เมื่อมื่เวลาเกิด ปัญหาให้เห้รียรีนรู้ปัรู้ปัญหานั้นนั้ด้วด้ยตนเอง โดยให้เห้อาปัญหา หรือรืความทุกทุข์นั้ข์นนั้มาเป็นป็บทเรียรีนว่าว่ ก. ปัญหาอะไร ข. สาเหตุขตุองปัญหานั้นนั้เกิดจากอะไร ค. วิธีวิแธีก้ปัญหาทำ อย่าย่งไร เมื่อมื่รู้แรู้ล้ว ง. การแก้ปัญหา และป้อป้งกันไม่ใม่ห้เห้กิดปัญหานั้นนั้ต่อไป จากแนวคิดข้าข้งต้นชี้ใชี้ ห้เห้ห็นห็ว่าว่พระพุทธเจ้าจ้ทรงสอนวิธีวิกธีารเรียรีนรู้เรู้พื่อพื่แก้ปัญหา ไม่ใม่ช่สช่ร้าร้งปัญหา เพิ่มพิ่ขึ้นขึ้ จนกล้ายเป็นป็ทุกทุข์มข์ากขึ้นขึ้วิธีวิกธีารเรียรีนรู้จรู้ากเรื่อรื่งง่ายๆในชีวิชีตวิ ประจำ วันวั ไปหาสิ่งสิ่ยากตามลำ ดับดัเป็นป็การสอน แบบใหม่เม่พื่อพื่ ให้ผู้ห้เผู้รียรีนเข้าข้ใจง่ายขึ้นขึ้ ๒) สอนเนื้อนื้เรื่อรื่งที่ลุ่มลุ่ลึกยากลงไปตามลำ ดับดัชั้นชั้และความต่อเนื่อนื่งกันเป็นป็สายลงไป ๓) ถ้าสิ่งสิ่ที่สอนเป็นป็สิ่งสิ่ที่แสดงได้ก็ด้ ก็สอนด้วด้ยความจริงริให้ผู้ห้เผู้รียรีนได้ดูด้ ไดูด้เด้ห็นห็ ได้ฟัด้งฟัเองอย่าย่งที่เรียรีกว่าว่ ประสบการณ์ตณ์รง สาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน้าที่ 5
สาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ๔) สอนตรงเนื้อนื้หา ตรงเรื่อรื่ง คุมคุอยู่ใยู่นเรื่อรื่ง มีจุมีจุดไม่วม่ก วนไม่ไม่ขว้เว้ขว ไม่อม่อกนอกเรื่อรื่งโดยไม่มีม่อมีะไร เกี่ยวข้อข้ง ในเนื้อนื้หา ๕) สอนมีเมีหตุผตุล พิจพิารณาเห็นห็จริงริได้ ๖) สอนเท่าที่จำ เป็นป็พอดีสำ หรับรัให้เห้กิดความเข้าข้ใจ ให้กห้ารเรียรีนรู้ไรู้ด้ผล ไม่ใม่ช่สช่อนเท่าที่ตนรู้ หรือรืสอน แสดงภูมิภูว่มิาว่ผู้สผู้ อนมีคมีวามรู้มรู้าก ฯลฯ ๗) สอนสิ่งสิ่ที่มีคมีวามหมายควรที่เขาจะเรียรีนรู้แรู้ละเข้าข้ใจ เป็นป็ ประโยชน์แน์ก่ตัวเขาเอง ฯลฯ จากแนวคิดในการ สอนดังกล่าวพบว่าว่เป็นป็นวัตวักรรมการสอนที่ผู้สผู้ อน สามารถนำ ไปประยุกต์ ใช้ใช้นการสอนผู้เผู้รียรีนและเผยแพร่คำร่ คำสอน พระพุทธศาสนาได้เป็นป็อย่าย่งดีโดยเฉพาะหลักการสอน ที่ว่าว่สอนเท่าที่จำ เป็นป็พอดีกับผู้เผู้รียรีน ไม่ใม่ช่สช่อนเท่าที่ตน รู้หรือรืสอนแสดงภูมิภูว่มิาว่ผู้สผู้ อนมีคมีวามรู้มรู้าก คำ นี้ เป็นป็การแนะนำ ครูสอนที่ดีมาก เพราะครู อาจารย์บย์าง คนชอบสอนอวดอ้างตนเองเก่ง ศิษย์ตย์ามไม่ทัม่ ทันใน ที่สุดสุไม่เม่กิดการเรียรีนรู้คำ สอนท่านก็ดูเดูหมือมืนไร้ ประโยชน์ เพราะไม่บม่รรลุผลุลการสอน แต่พระพุทธเจ้าจ้ สุดสุยอดการสอนที่ผู้ฟัผู้ งฟักล่าวคำ เดียวกันว่าว่สอนให้เห้ห็นห็ ด้วยตนเองเหมือมืนจูงมือมื ไปดูด้ดูวยตา หน้าที่ 6
สาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน้าที่ 7 ๒. หลักการสอนเกี่ยวกับตัวผู้เรียนของพระพุทธเจ้ามีดังนี้ ๑) พุทธองค์จะทรงสอนใครทรงดูบุคคลผู้รับรัการสอน หรือรืผู้เรียรีนก่อนว่าบุคคลนั้นนั้เป็นคน ประเภทใดทรงสอนให้สห้อดคล้องกับจริตริคนนั้นนั้และคำ นึงถึงพื้นความรู้ครู้วามเข้าใจ ความพร้อร้มแค่ ไหนและ ควรจะสอนอะไร จะสอนด้วยวิธีการอย่างไรให้ผู้ห้ ผู้เรียรีน หรือรืผู้ฟังฟั ได้เข้าใจโดยง่าย ๒) ปรับรัวิธีสอนให้เห้หมาะกับบุคคล ดูความพร้อร้มของผู้เรียรีน ๓) คำ นึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและความพร้อร้มความสุกงอม ๔) สอนโดยให้ผู้ห้ ผู้เรียรีนลงมือทำ ด้วยตนเอง ๕) การสอนดำ เนินไปในรูปที่ให้รู้ห้รู้สึรู้ สึกว่าผู้เรียรีนกับผู้สอนมีบทบาทร่วร่มกันในการแสวงหาความจริงริ ๖) เอาใจใส่บุคคลที่ควรได้รับรัความสนใจพิเศษเป็นราย ๆ ไป ตามควรแก่กาละเทศะและ เหตุการณ์ ๗) ช่วยเหลือเอาใจใส่คนที่มีปมด้อย ที่มีปัญหา จากแนวคิดในการสอนดังกล่าวพบว่าเป็นนวัตกรรมการสอนที่ผู้สอนสามารถนำ ไปประยุกต์ใช้ ใน การสอนผู้เรียรีนและเผยแพร่คำร่ คำสอนพระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะหลักการสอนการ สอนที่ให้ รู้สึกว่าว่ ผู้เรียนกับผู้สอนมีบทบาทร่วมกันในการแสวงหาความจริง ชี้ให้เห้ห็นห็วิธีการ สอนที่ดีโดยเน้นให้ ผู้เรียรีนมีส่วนร่วร่มในการเรียรีนรู้ด้รู้ ด้วนตนเอง ๓. หลักการสอนเพื่อเกิดการเรียนรู้เร็วขึ้น ๑) สร้างความสนใจในการสอนคนนั้น และนำ เข้าสู่เนื้อหาได้ ๒) สร้างบรรยากาศในการสอนให้ปลอดโปร่งเพลิดเพลินไม่ให้ตึงเครียด ไม่ให้เกิด ความอึดอัดใจ และให้เกียรติแก่ผู้เรียนให้เขามีความภูมิใจในตัว ๓) สอนมุ่งเนื้อหา มุ่งให้เกิดความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่สอนเป็นสำ คัญ ไม่กระทบตน และผู้อื่น ๔) สอนโดยเคารพ คือ ตั้งใจสอน ทำ จริงด้วยความรู้สึกว่าเป็นสิ่งมีค่า มองเห็นความ สำ คัญของ ผู้เรียน ๕) ใช้ภาษาสุภาพ นุ่มนวล ไม่หยาบคาย ชวนให้สบายใจ เจ้าใจง่าย จากข้อความข้างต้นการเรียนรู้ที่ดีต้องอาศัยวิธีการสอนของครูที่มีความสามารถ ในการแนะนำ ให้ถูกกับจริตของคนนั้น โดยเฉพาะนวัตกรรมการสอนด้าน การสร้าง บรรยากาศในการสอนให้ปลอดโปร่งเพลิดเพลินไม่ให้ตึงเครียด ไม่ให้เกิดความ อึดอัดใจและให้เกียรติแก่ผู้เรียนให้เขามีความภูมิใจในตัว เรียกว่า เข้าใจสร้าง บรรยากาศที่ดี หลังจากนั้นก็ใช้ศิลปะการสอนได้เต็มที่ ซึ่งจะมีตัวอย่างการสอนพุทธ บริษัทจำ นวนมากในพระไตรปิฎก
สาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน้าที่ 8 ศิลปะพุทธวิธีวิธีการสอน ๔ อย่าง ดังนี้ ๑. สันทัสสนา คือ อธิบายให้เห้ห็นห็ชัดเจนแจ่มแจ้งเหมือนจูงมือไปดูเห็นห็กับตา ๒. สมาทปนา คือ จูงใจให้เห้ห็นห็จริงริด้วย ชวนให้คห้ล้อยตาม จนต้องยอมรับรัและนำ ไปปฏิบัติ ๓. สมุตเตชนา คือ เร้าร้ใจให้แห้กล้วกล้าบังเกิดกำ ลังใจ ปลุกให้มีห้ มีอุตสาหะแข็งขัน มั่นมั่ ใจว่าจะทำ ให้ สำ เร็จร็ ได้ไม่หวั่นวั่ระย่อต่อความเหนื่อยยาก ๔. สัมปหังหัสนา คือ ชโลมใจให้แห้ช่มชื่น ร่าร่เริงริเบิกบาน ฟังฟั ไม่เบื่อและเปี่ยมด้วยความหวังเพราะ มองเห็นห็คุณประโยชน์ที่จะได้รับรัจากการปฏิบัติ สรุปศิลปะพุทธวิธีการสอน ได้ว่า สอนให้ชัห้ ชัดเจนแจ่มแจ้ง จูงใจยอมรับรันำ ไปปฏิบัติ เร้าร้ใจให้กห้ล้า หาญ มั่นมั่ ใจทำ ได้ และร่าร่เริงริเบิกบาน จากหลักการดังกล่าวจะพบว่า พระพุทธองค์ทรงใช้ศิลปะการสอนที่ดีและทัน สมัยใหม่เสมอ และพระพุทธองค์ทรงมีวิธีการสอนรูปแบบต่างๆที่จัดว่าเป็น นวัตกรรมแบบใหม่ๆ เสมอเพื่อให้เหมาะสม บุคคลแต่ละคน เช่น รูปแบบสากัจฉา หรือ สนทนา แบบบรรยาย จะเห็นได้ในการประชุมใหญ่ในการ แสดงธรรมประจำ วัน และแบบตอบปัญหา อย่างตรงไปตรงมา แบบย้อนถาม บ้างก็แยกความตอบ บ้างไม่ทรงตอบ และทรงสอนแบบเปรียบเทียม เป็นต้น หลักการที่กล่าวมา ทั้งหมดนั้น พระพุทธองค์ทรง สอนให้ผู้เรียนหรือผู้ฟังธรรมมีส่วนร่วมในการซัก ถามข้อสงสัยในหลักคำ สอนเมื่อเข้าใจแล้ว พระพุทธองค์ ก็ทรงให้ผู้เรียนลงมือทำ ด้วยตนเอง (LEARNING BY DOING) จะได้เกิดการเรียนรู้เข้าใจจากการ ปฏิบัติด้วย ตนเองหรือจากประสบการณ์ จนผู้ปฏิบัติเข้าถึงหลักความจริงด้วย ปัญญาของตน จิตเป็นกุศลหลุดพ้นจาก กิเลส ซึ่งจะขอนำ กรณีตัวอย่างจากพระ สูตรมาเป็นแบบอย่างในการสอนแสดงเพื่อชี้ให้เห็นความสามารถ ในใช้นวัตกรรม แห่งสอนที่เป็นเลิศเหนือคนอื่น จึงขอนำ กรณีตัวอย่างการสอนที่จัดว่าเป็น นวัตกรรม แบบใหม่ในสมัยนั้น ดังนี้ กรณีศึกษาการเรียนรู้เรื่องลาภสักการะมากพระองค์และสาวก สมัย หนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงแสดง แก่ภิกษุทั้งหลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระ เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี โดยทรง ปรารภ ลาภสักการะเป็นอันมากที่เกิดขึ้นแต่พระองค์และภิกษุสงฆ์ในขณะนั้นว่า จะ เป็นเหตุให้ภิกษุ บางพวกยึดติดในลาภสักการะเหล่านั้น เนื้อหาของพระ สูตรนี้มี ๒ ตอน ตอนต้นพระผู้มีพระภาคทรงแสดง ตอนที่ ๒ ท่านพระสารี บุตรเป็นผู้แสดง มีใจความสำ คัญดังนี้ ตอนต้น พระผู้มีพระภาคทรงสอนให้ภิกษุทั้งหลายเป็นธรรมทายาท ของพระองค์ ไม่ให้เป็นอามิส ทายาทของพระองค์ ทรงให้เหตุผลว่า ถ้า ภิกษุทั้งหลายเป็นอามิสทายาท จะถูกวิญญูชนติเตียนได้ แต่ถ้า ภิกษุทั้ง หลายเป็นธรรมทายาท วิญญูชนจะยกย่องสรรเสริญ ทรงอุปมาให้ฟังว่า ถ้าพระองค์เสวย พระกระยาหารเสร็จแล้ว ทรงมีความสุขตามที่ปรางค์แล้ว แต่พระกระยาหารของพระองค์ยังเหลืออยู่ พอดี
สาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน้าที่ 9 มีภิกษุ ๒ รูปมาเฝ้า และกำ ลังหิวจัด พระองค์อนุญาตให้ภิกษุทั้งสองฉันพระ กระยาหารนั้นได้ตามต้องการแต่ถ้าไม่ต้องการ พระองค์จะทรงทิ้ง ภิกษุรูปหนึ่งไม่ ยอมฉัน เพราะคิดถึงพระดำ รัสของพระผู้มีพระภาคว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย ลงเป็นธรรมทายาทของเรา อย่าเป็นอามิสทายาทของเรา” จึงยอมหิวไปตลอดคืน แต่อีกรูปหนึ่งฉัน เพราะต้องการบรรเทาความหิว ทรงสรุปว่า พระองค์ทรง สรรเสริญภิกษุผู้ไม่ยอมฉัน ทั้ง ๆ ที่หิวจัด เพราะการกระทำ เช่นนั้นจะเป็นไปเพื่อ ความเป็นผู้มักน้อย สันโดษ ขัดเกลา เลี้ยงง่าย เป็นผู้มีความเพียร พระสูตรนี้พระพุทธองค์มีพระประสงค์ เพื่อจะทรงชมเชยบุคคล ผู้เป็นธรรม ทายาท ทรงดำ เนินอามิสทายาท เป็นคำ สอนที่ทรงให้เหตุผลในการคิดด้วยตนเอง ชี้ให้ เห็นว่าการรักษาวินัยและปฏิบัติตามพระวินัยที่พระองค์ทรงแสดงแล้วสำ คัญที่สุด จาก กรณีตัวอย่างของพระสูตรนี้เพื่อให้พระภิกษุเรียนรู้ว่า วินัยก็คือวินัย ต้องรักษาเพื่อ พัฒนาตนเองในเรื่องที่ถูกต้อง อย่าทำ ผิดวินัยในเรื่องเล็กน้อยที่พอทนได้ ต้องอดทน เพื่อรักษาวินัยสงฆ์ และเป็นแบบอย่างที่ดีของพระสงฆ์ด้วย ให้ยึดถือว่า พระธรรมวินัย ต้องยิ่งใหญ่เหนือสิ่งใดของชีวิต นี้เป็นการสอนแบบใหม่ให้คิดเองว่า ควร หรือ ไม่ควร ทำ กรณีศึกษาเรื่องที่ ๒ พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งว่า “ภิกษุทั้ง หลาย เมื่อภิกษุพิจารณาเห็นความพอใจอยู่เนือง ๆ ในธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจัย แห่งอุปาทาน ตัณหาย่อมเจริญ เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมีเพราะ อุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วย ประการฉะนี้ เปรียบเหมือนต้นไม่ใหญ่มีรากหยั่งลงและแผ่ขยายไปรอบ ๆ รากทั้งหมดนั้น ย่อมดูดอาหารขึ้นไปข้างบน เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นไม่ใหญ่นั้นได้อาหารอย่างนั้น ได้สาร อย่างนั้น พึงยืนต้นอยู่ได้ตลอดกาลนานอุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น เมื่อภิกษุ พิจารณาเห็นความพอใจอยู่เนือง ๆ ในธรรมทั้งหลาย ที่ปัจจัยแห่งอุปาทาน ตัณหา ย่อมเกิด เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะน เมื่อภิกษุพิจารณาเห็นโทษเนือง ๆ ในธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจัยแห่ง อุปาทาน ตัณหาย่อมดับเพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึง ดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้”
สาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน้าที่ 10 พระสูตรนี้พบว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ภิกษุพิจารณาเรียนรู้ด้วยตนเองถึง เหตุที่ทำ ให้เกิดทุกข์ด้วย ตัณหาเป็นปัจจัยสำ คัญและทรงเปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ มีรากหยั่งลงและแผ่ขยายไปรอบ ๆ รากทั้งหมดเหมือนกิเลสเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ หยั่งรากเหมือนต้นไม้และพบว่าทรงสอนให้พิจารณาเห็นโทษของตัณหาและเหตุ ปัจจัยแห่งการอุปาทานตัณหาย่อมดับ เพราะตัณหาดับฯลฯ ภิกษุทั้งหลายชื่นชมคำ สอนของ พระองค์ น้อมนำ ไปปฏิบัติด้วยความพอใจ และอีกพระสูตรหนึ่งพบว่า กรณีศึกษาที่ ๓ พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่อภัยราชกุมาร ซึ่งรับอาสานิครนถ์นาฏบุตรมาโต้วาทะกับพระองค์ ขณะประทับอยู่ ณ พระเวฬุ วัน สถานที่ให้เหยื่อกระแต เขตกรุงราชคฤห์ มีเนื้อหาสาระโดยย่อดังนี นิครนถ์ นาฏบุตรได้ทูลเชิญให้อภัยราชกุมารเข้าไปโต้วาทะกับผู้มีพระภาค โดยเสนอปัญหา ๒ เงื่อน คือ ปัญหาว่า “มีบ้างไหม ที่พระตถาคตตรัสวาจาอันไม่ เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น” แล้วสอนวิธีต้อนให้จน ดังนี้ -ถ้าพระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “มีบ้าง” ให้ทูลถามว่า “เมื่อเป็นเช่นนั้น การก ระทำ ของพระองค์ก็ไม่ต่างอะไรกับการกระทำ ของปุถุชน” -ถ้าพระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “มีบ้าง” ให้ทูลถามว่า “เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะ เหตุไร พระองค์จึงทรงพยากรณ์พระเทวทัตว่า “เทวทัตจักเกิดในอบาย จักเกิด ในนรก ทั้งอยู่สิ้น ๑ กัป เป็นผู้ที่ใครๆ เยียวยาไม่ได้” เพราะพระวาจาของ พระองค์นั้น ทำ ให้พระเทวทัตโกรธ เสียใจ” อภัยราชกุมารได้นำ ปัญหานั้นเข้าไปทูลถามพระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัส ตอบว่า ปัญหาเช่นนี้ จะวิสัชชนาโดยส่วนเดียวไม่ได้ พระองค์ทรงใช้หลักเอกังส พยากรณ์ คือ ตอบแบบยืนยันอย่างเดียวไม่ได้และในกรณีนี้ทรงใช้วิภัชชพยากรณ์ คือ ตอบแบบแยกแยะประเด็น มีทั้งยืนยันและปฏิเสธแล้วทรงแสดงหลักเกณฑ์ การตรัสวาจา ของพระองค์ ๖ ข้อ คือ
สาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน้าที่ 11 ๑. วาจาที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่ เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น ๒. วาจาที่จริง ที่แท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่ เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น ๓. วาจาที่จริง ที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ ชอบใจของผู้อื่น ในข้อนั้น ตถาคตรู้กาลที่จะกล่าววาจานั้น ๔. วาจาที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ ชอบใจของผู้อื่นตถาคตไม่กล่าววาจานั้น ๕. วาจาที่จริง ที่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ ชอบใจของผู้อื่นตถาคตไม่กล่าววาจานั้น ๖. วาจาที่จริง ที่แท้ ที่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ ชอบใจของผู้อื่น ใน ข้อนั้น ตถาคตรู้กาลที่จะกล่าววาจานั้น พระสูตรนี้พบว่า พุทธองค์ทรงสอนวิธีการตอบปัญหาแบบใหม่ด้วย เหตุผลว่าให้พิจารณาในการตอบปัญหา แยกเป็นเรื่อง ๆ โดยการสอนแบบตอบแบบยืนยันอย่างเดียวไม่ได้ (เอกังสพยากรณ์) ในกรณีนี้ทรงใช้การตอบ แบบแยกแยะประเด็นมีทั้งยืนยันและปฏิเสธ (วิภัชชพยากรณ์) แล้วทรงใช้หลัก เกณฑ์การตรัสวาจาของพระองค์ ๖ ข้อ ดังได้กล่าวแล้ว พระสูตรนี้แสดงให้เห็น พุทธปฏิภาณในการตอบปัญหาของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ในการใช้ ตอบปัญหาผู้ถามอย่างฉลาด โดยมี ๔ วิธี คือ ๑. เอกังสพยากรณ์ การตอบแง่เดียว คือตอบอย่างเดียวเด็ดขาด ๒. วิภัชชพยากรณ์ คือ การแยกตอบ ๓. ปฏิปุจฉาพยากรณ์ คือการตอบโดยย้อนถาม ๔. ฐปนะ คือ การหยั้งหรือหยุด เป็นการพับปัญหาเสีย ไม่ตอบ ในที่นี้ พระองค์ทรงใช้วิธีที่ ๒ คือ แยกตอบเป็นประเด็น อภัยราชกุมาร ทรงเตรียมปัญหามาอย่างดีแต่พอพระผู้มีพะภาคตรัสว่าปัญหาเช่นนี้จะวิสัชชนา โดยส่วนเดียวไม่ได้ คือ ใช้เอกังสพยากรณ์คือตอบแบบยืนยันอย่างเดียวไม่ได้ ในกรณีนี้ทรงใช้วิภัชชพยากรณ์ คือ ตอบแบบแยกแยะประเด็น มีทั้งยืนยัน และปฏิเสธ
สาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน้าที่ 12 บทสรุป นวัตกรรมการเรียนรู้เชิงพุทธจากพระสูตรพบว่า พระพุทธองค์ทรงสอนที่เป็นเลิศ ทำ ให้ผู้ฟังได้ เรียนรู้ด้วยตนเอง ตอบข้อสงสัยได้หมด จนทำ ให้ผู้เรียนเกิด ศรัทธาเลื่อมใส นำ ไปปฏิบัติตามด้วยความพอใจ ใคร่อยากเรียนรู้ด้วยตนเอง นี้คือนวัตกรรมการเรียนรู้เชิง พุทธ ซึ่งคำ สอนของพระองค์ กล่าวได้ว่า ๑. สันทัสสนา คือ อธิบายให้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้งเหมือนจูงมือ ไปดูเห็นกับตา ๒. สมาทปนา คือ จูงใจให้เห็นจริงด้วย ชวนให้คล้อยตาม จน ต้องยอมรับและนำ ไปปฏิบัติ ๓. สมุตเตชนา คือ เร้าใจให้แกล้วกล้าบังเกิดกำ ลังใจ ปลุกให้มี อุตสาหะแข็งขัน มั่นใจว่าจะทำ ให้ สำ เร็จได้ไม่หวั่นระย่อต่อความเหนื่อยยาก ๔. สัมปหังสนา คือ ชโลมใจให้แช่มชื่น ร่าเริง เบิกบาน ฟังไม่ เบื่อและเปี่ยมด้วยความหวังเพราะ มองเห็นคุณประโยชน์ที่จะได้รับจากการปฏิบัติ พระพุทธเจ้าทรงใช้นวัตกรรมการสอนการเรียนรู้ให้พุทธ บริษัทได้เป็นแนวทางในการปฏิบัติตาม คำ สอนของพระองค์เพื่อเรียนรู้พระธรรมวินัย ได้ถูกต้องและ ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ตราบใดที่ยังเป็นปุถุชน แบบพวกเราต้องเรียนรู้และ ปฏิบัติต่อไปเพื่อขัดเกลาจิตใจให้ เกิดจิตมีสมาธิและพัฒนาโลกิยะปัญญา ให้เป็นปัญญาแห่ง สัมมาทิฐิที่ต้องเรียนรู้พัฒนาครูและพัฒนาผู้เรียนให้เกิด กระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต
เอกสารอ้างอิง สาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน้าที่ 13 ทิศนา แขมมณี, ศาสตร์การสอนองค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพ. กรุงเทพมหานคร : พิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๗. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), รู้จักพระไตรปิฎก เพื่อเป็นชาวพุทธที่แท้. กรุงเทพมหานคร : บริษัท สหธรรมิก, ๒๕๔๓. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม. พิมพ์ครั้งที่ ๘. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๒. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธวิธีในการสอน. กรุงเทพมหานคร : บริษัทสห ธรรมิก, ๒๕๔๑. พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต). พระไตรปิฎกสิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้. กรุงเทพมหานคร : สำ นักพิมพ์ มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๔๗. วศิน อินทสระ. พุทธวิธีในการสอน. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เม็ดทราย, ๒๕๔๕. สำ นักนายกรัฐมนตรี.แนวคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนรู้. สำ นักงานคณะกรรมการ การศึกษาแห่งชาติ, สำ นักพิมพ์บริษัทพิมพ์ดี จำ กัด, ๒๕๔๓. สุชีพ ปุญญานุภาพ. พระไตรปิฎกฉบับประชาชน.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฎ ราชวิทาลัย. พิมพ์ครั้งที่ ๖, ๒๕๓๙. เสฐียรพงษ์ วรรณปก. พุทธวิธีสอนจากพระไตรปิฎก. กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ที่ หจก.อรุณการพิมพ์, ๒๕๔๒.
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ คณะครุศาสตร์ สาขาวิชา สังคมศึกษา ปี3 ห้อง2 THANK YOU FOR READING! นางสาว ศรัยญ์พัชร์ อินสิงห์ 63111612033 นาย นฤดล คงสวัสดิ์ 63111612036 นาย รวิพล ศิลอยู่ 63111612037 นาย ธนวัฒน์ กำ ลังงาม 63111612038 นางสาว มนฤทัย พุฒิพัฒนพงศ์ 631116120356