สำนักพิมพศูนยสงเสริมอาชีวะ 89 ถ.มหรรณพ เสาชิงชา พระนคร กรุงเทพฯ 10200 โทร. 0-2224-1129, 0-2224-1197 ศูนย์ส่งเสริมอาชีวะ ทักษะสร้างอนาคต ศ ส อ 9 786165 5 322 0 4 www.ssobooks.com หนังสือ 4 สี จำนวน หนา กระดาษ ปอนด ความหนา กระดาษปก แกรม กระดาษเนื้อใน แกรม 294 210 70 วิทยาศาสตรเพื่อพัฒนาอาชีพธุรกิจและบริการ ศูนย์ส่งเสริมอาชีวะ ทักษะสร้างอนาคต ศ ส อ หนังสือเลมนี้เรียบเรียงตามจุดประสงครายวิชา สมรรถนะรายวิชา และคำอธิบายรายวิชา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช 2562 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ä´Œ¼‹Ò¹¡ÒõÃǨ»ÃÐàÁÔ¹¤Ø³ÀÒ¾¨Ò¡Êӹѡ§Ò¹¤³Ð¡ÃÃÁ¡ÒáÒÃÍÒªÕÇÈÖ¡ÉÒ »ÃШӻ‚§º»ÃÐÁÒ³ ¾.È. 2562 ¤ÃÑé§·Õè 2 ËÁÇ´ÇÔªÒÊÁÃö¹Ð᡹¡ÅÒ§ ¡ÅØ‹ÁÇÔªÒÇÔ·ÂÒÈÒʵà »ÃСÒÈÅӴѺ·Õè 567 (หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง) ราคา 136 บาท ศ ส อ ศูนย์ส่งเสริมอาชีวะ ทักษะสร้างอนาคต20000 - 1303 วิทยาศาสตรเพอพัฒนาอาชีพธุรกิจและบริการ (Science for Business and Services) ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับ การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารเคมีในชีวิตประจำวันและในงานอาชีพ เทคโนโลยีชีวภาพ จุลินทรียในอาหาร ปโตรเลียมและผลิตภัณฑ พอลิเมอรและผลิตภัณฑ ไฟฟาในชีวิตประจำวันและคลนแมเหล็กไฟฟา อุทุมพร แกวสามศรี และ อุษา คงเพ็ชร อุทุมพร แกวสามศรี และ อุษา คงเพ็ชร 136.- 20000 - 1303 ÇÔ·ÂÒÈÒʵà à¾×è;Ѳ¹ÒÍÒªÕ¾ ¸ØÃ¡Ô¨áÅкÃÔ¡ÒÃ
สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติ ห้ามคัดลอก ถ่ายเอกสาร พิมพ์หรือวิธีใดวิธีหนึ่ง ส่วนหนึ่งส่วนใดของหนังสือเล่มนี้ ก่อนได้รับอนุญาต All Rights Reserved. วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพธุรกิจและบริการ รหัสวิชา : 20000-1303 ผู้เรียบเรียง : อุทุมพร แก้วสามศรี และ อุษา คงเพ็ชร์ ส�ำนักพิมพ์ศูนย์ส่งเสริมอาชีวะ 89 ถ.มหรรณพ เสาชิงช้า พระนคร กรุงเทพฯ 10200 โทร. 0-2224-1129 โทรสาร. 0-2224-1197 พิมพที่ : บริษัท รัตนโรจน์การพิมพ์ จำกัด 32/10 หมู่ที่ 3 ต. บางขนุน อ. บางกรวย จ. นนทบุรี 11130 ผูพิมพโฆษณา 2562 ศูนยสงเสริมอาชีวะ ศ ส อ ทักษะสรางอนาคต ตรงตามจุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา และค�ำอธิบายรายวิชา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช 2562 ของส�ำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (Science for Business and Services) ผู้พิสูจน์อักษร : ปฐมวดี เทียมใบใหญ่ พิมพ์ครั้งที่ 1 : 5,000 เล่ม (พ.ศ. 2562) ISBN : 978-616-553-220-4 ราคา : 136.-
จุดประสงค์รายวิชา เพื่อให้ 1. รู้และเข้าใจเกี่ยวกับพันธุกรรม สารเคมีในชีวิตประจ�ำวัน เทคโนโลยีชีวภาพ จุลินทรีย์ ในอาหาร ปิโตรเลียมและพอลิเมอร์ไฟฟ้ าและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า 2. สามารถส�ำรวจตรวจสอบเกี่ยวกับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ผลกระทบของสารเคมี และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ าต่อมนุษย์โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 3. สามารถทดลองทดสอบเกี่ยวกับสารเคมีในชีวิตประจ�ำวันและในงานอาชีพ จุลินทรีย์ใน อาหาร สมบัติของปิโตรเลียมและพอลิเมอร์โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 4. มีเจตคติและกิจนิสัยที่ดีต่อการศึกษาและส�ำรวจตรวจสอบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สมรรถนะรายวิชา 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับพันธุกรรม สารเคมีในชีวิตประจ�ำวัน เทคโนโลยีชีวภาพ จุลินทรีย์ ในอาหาร ปิโตรเลียมและพอลิเมอร์ไฟฟ้ าและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า 2. ส�ำรวจตรวจสอบเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมตามหลักพันธุศาสตร์ 3. วิเคราะห์ผลกระทบของสารเคมีและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ าต่อมนุษย์ตามหลักการ 4. ส�ำรวจตรวจสอบเกี่ยวกับสมบัติของปิโตรเคมีและพอลิเมอร์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 5. ส�ำรวจตรวจสอบเกี่ยวกับไฟฟ้ าในชีวิตประจ�ำวันและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ าตามหลักการและ กระบวนการ ค�ำอธิบายรายวิชา ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารเคมีในชีวิตประจ�ำวัน และในงานอาชีพ เทคโนโลยีชีวภาพ จุลินทรีย์ในอาหาร ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ และผลิตภัณฑ์ไฟฟ้ าในชีวิตประจ�ำวันและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า 20000-1303 วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพธุรกิจและบริการ 1-2-2 (Science for Business and Services) ค�ำอธิบายรายวิชา
ตารางกรอบสมรรถนะ วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพธุรกิจและบริการ (Science for Business and Services) หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม หน่วยที่ 2 สารเคมีในชีวิตประจ�ำวันและในงานอาชีพ หน่วยที่ 3 เทคโนโลยีชีวภาพ หน่วยที่ 4 จุลินทรีย์ในอาหาร หน่วยที่ 5 ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์ หน่วยที่ 6 พอลิเมอร์และผลิตภัณฑ์ หน่วยที่ 7 ไฟฟ้ าในชีวิตประจ�ำวัน หน่วยที่ 8 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า สมรรถนะรายวิชา หน่วย 1.แสดงความรู้เกี่ยวกับพันธุกรรม สารเคมีในชีวิตประจ�ำวัน เทคโนโลยีชีวภาพ จุลินทรีย์ในอาหาร ปิ โตรเลียมและพอลิเมอร์ ไฟฟ้ าและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า 2.ส�ำรวจตรวจสอบเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมตามหลักพันธุศาสตร์ 3.วิเคราะห์ผลกระทบของสารเคมีและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ าต่อมนุษย์ตามหลักการ 4.ส�ำรวจตรวจสอบเกี่ยวกับสมบัติของปิ โตรเคมีและพอลิเมอร์ด้วยกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ 5.ส�ำรวจตรวจสอบเกี่ยวกับไฟฟ้ าในชีวิตประจ�ำวันและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า ตามหลักการและกระบวนการ
หนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพธุรกิจและบริการ (Science for Business and Services)รหัส 20000-1303 ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ได้จัดทำ� ตามหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช 2562 ของส�ำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จัดท�ำขึ้ นตามโครงสร้างหลักสูตร ค�ำอธิบายรายวิชา และมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ของหลักสูตรสถานศึกษาตามความเหมาะสม เพื่อให้สถานศึกษาได้พิจารณาเลือกใช้ประกอบ ในการจัดการเรียนรู้ เนื้ อหาสาระของหนังสือประกอบด้วยความรู้เกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารเคมีในชีวิตประจ�ำวันและในงานอาชีพ เทคโนโลยีชีวภาพ จุลินทรีย์ในอาหาร ปิโตรเลียม และผลิตภัณฑ์ พอลิเมอร์และผลิตภัณฑ์ไฟฟ้ าในชีวิตประจ�ำวัน และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนรู้ทักษะ กระบวนการคิดวิเคราะห์และการสืบค้น ข้อมูล ซึ่งในแต่ละหน่วยประกอบด้วยกิจกรรมส่งเสริมทักษะ กิจกรรมใบงาน แบบฝึกหัด และแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ก�ำหนดไว้ในหลักสูตร อย่างครบถ้วน ผู้เรียบเรียงหวังเป็ นอย่างยิ่งว่าหนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพธุรกิจ และบริการเล่มนี้ จะช่วยพัฒนาผู้เรียน และสามารถช่วยให้การจัดการเรียนการสอนบรรลุ ตามจุดมุ่งหมายของการศึกษา อุทุมพร แก้วสามศรี ผู้จัดท�ำ ค�ำน�ำ
หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ................................................1 แบบทดสอบก่อนเรียน .......................................................................... 3 1. ลักษณะทางพันธุกรรม ..................................................................... 5 2. การค้นพบกฎการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ........................................ 9 3. โครโมโซมและสารพันธุกรรม..........................................................19 4. กระบวนการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม..................................24 5. ความผิดปกติของโครโมโซมและโรคทางพันธุกรรม .......................31 6. มิวเทชัน .........................................................................................36 ใบงานที่ 1 ..........................................................................................39 แบบฝึกหัดท้ายหน่วย...........................................................................40 แบบทดสอบหลังเรียน..........................................................................42 หน่วยที่ 2 สารเคมีในชีวิตประจ�ำวันและในงานอาชีพ....................................46 แบบทดสอบก่อนเรียน .........................................................................48 1. สารเคมีในอาหารและเครื่องดื่ม.......................................................50 2. สารเคมีที่ใช้ในการท�ำความสะอาด .................................................62 3. สารเคมีในเครื่องส�ำอาง...................................................................67 4. สารเคมีก�ำจัดแมลงและศัตรูพืช.......................................................68 5. สารเคมีในส�ำนักงาน.......................................................................71 6. อันตรายจากสารเคมี.......................................................................73 ใบงานที่ 2.1 .......................................................................................76 ใบงานที่ 2.2 .......................................................................................77 แบบฝึกหัดท้ายหน่วย...........................................................................78 แบบทดสอบหลังเรียน..........................................................................80 สารบัญ
หน่วยที่ 3 เทคโนโลยีชีวภาพ .........................................................................83 แบบทดสอบก่อนเรียน .........................................................................86 1. ความหมายของเทคโนโลยีชีวภาพ...................................................88 2. พันธุวิศวกรรม.................................................................................89 3. การโคลน .......................................................................................97 4. ประโยชน์จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ........................... 100 5. การใช้เทคโนโลยีชีวภาพในประเทศไทย....................................... 109 ใบงานที่ 3.1 ..................................................................................... 115 ใบงานที่ 3.2 กิจกรรมสู่อาเซียน ....................................................... 116 ใบงานที่ 3.3 ผลกระทบของเทคโนโลยีชีวภาพ ................................. 117 แบบฝึกหัดท้ายหน่วย........................................................................ 118 แบบทดสอบหลังเรียน....................................................................... 120 หน่วยที่ 4 จุลินทรีย์ในอาหาร......................................................................124 แบบทดสอบก่อนเรียน ...................................................................... 126 1. จุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร...................................................... 128 2. ผลิตภัณฑ์อาหารจากจุลินทรีย์...................................................... 130 3. จุลินทรีย์ที่ปนเปื้ อนในอาหาร....................................................... 136 4. การควบคุมจุลินทรีย์.................................................................... 138 ใบงานที่ 4.1 จับคู่ ........................................................................... 145 ใบงานที่ 4.2 กิจกรรมน�ำสู่อาเซียน ................................................. 147 แบบฝึกหัดท้ายหน่วย........................................................................ 148 แบบทดสอบหลังเรียน....................................................................... 150 หน่วยที่ 5 ปิ โตรเลียมและผลิตภัณฑ์...........................................................154 แบบทดสอบก่อนเรียน ...................................................................... 156 1. ปิโตรเลียมและการค้นพบ ............................................................ 158 2. ผลิตภัณฑ์จากการกลั ่นปิโตรเลียม................................................ 161 3. ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียมและการใช้ประโยชน์.............................. 165
4. แก๊สธรรมชาติและการใช้ประโยชน์.............................................. 169 5. เชื้ อเพลิงในชีวิตประจ�ำวัน............................................................. 172 ใบงานที่ 5.1 ..................................................................................... 180 ใบงานที่ 5.2 กิจกรรมน�ำสู่อาเซียน ................................................. 181 แบบฝึกหัดท้ายหน่วย........................................................................ 182 แบบทดสอบหลังเรียน....................................................................... 184 หน่วยที่ 6 พอลิเมอร์และผลิตภัณฑ์............................................................188 แบบทดสอบก่อนเรียน ...................................................................... 190 1. ประเภทของพอลิเมอร์................................................................. 192 2. การสังเคราะห์พอลิเมอร์.............................................................. 193 3. ประเภทพลาสติกและผลิตภัณฑ์................................................... 197 4. การใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติก............................................................. 206 ใบงานที่ 6.1 การทดลองสมบัติบางประการของพลาสติก................ 215 ใบงานที่ 6.2 กิจกรรมน�ำสู่อาเซียน ................................................. 217 แบบฝึกหัดท้ายหน่วย........................................................................ 220 แบบทดสอบหลังเรียน....................................................................... 222 หน่วยที่ 7 ไฟฟ้ าในชีวิตประจ�ำวัน...............................................................226 แบบทดสอบก่อนเรียน ...................................................................... 228 1. แหล่งก�ำเนิดไฟฟ้ า........................................................................ 230 2. อุปกรณ์ไฟฟ้ า............................................................................... 234 3. วงจรไฟฟ้ าภายในบ้าน.................................................................. 237 4. เครื่องใช้ไฟฟ้ า.............................................................................. 239 5. การค�ำนวณค่าไฟฟ้ าในครัวเรือน.................................................. 252 แบบฝึกหัดท้ายหน่วย........................................................................ 259 แบบทดสอบหลังเรียน....................................................................... 261
หน่วยที่ 8 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า ....................................................................264 แบบทดสอบก่อนเรียน ...................................................................... 266 1. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า....................................................................... 268 2. สเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า................................................. 270 3. ประเภทของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ าและการน�ำมาใช้ประโยชน์.......... 273 แบบฝึกหัดท้ายหน่วย........................................................................ 288 แบบทดสอบหลังเรียน....................................................................... 290 บรรณานุกรม................................................................................................................. 293
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพ ธุรกิจและบริการ (Science for Business and Services) ปิโตรเลียมและ ผลิตภัณฑ์ พอลิเมอร์และผลิตภัณฑ์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เทคโนโลยีชีวภาพ จุลินทรีย์ในอาหาร สารเคมีในชีวิตประจ�ำวัน และในงานอาชีพ การถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรม ไฟฟ้าในชีวิตประจ�ำวัน สาระ มีความสุข เก่ง มีผลสัมฤทธิ์ การประยุกต์ใช้ ความรับผิดชอบ ในสังคม วิธีการ ประเมินผล ตามสภาพจริง ทดสอบความรู้ คุณธรรม จริยธรรม ทักษะการประยุกต์ใช้ กระบวนการ ท�ำงาน CIPPA MODEL มีส่วนร่วมในการใช้เชื้อเพลิง อย่างประหยัด ดี ผู้เรียน
1 วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาระส�ำคัญ ลักษณะทางพันธุกรรม เป็ นลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่ถ่ายทอดต่อไปยังรุ่นลูกหลานโดย ผ่านทางโครโมโซม ลักษณะทางพันธุกรรมที่แสดงออกมาของสิ่งมีชีวิตขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งภายใน และภายนอก เช่น ฮอร์โมนในร่างกาย อาหาร อุณหภูมิฯลฯ ความผิดปกติของร่างกายอาจ เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมและอาจถ่ายทอดต่อไปยังลูกหลานได้โรคที่เกิดจากการ ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น โรคธาลัสซีเมีย โรคตาบอดสีโรคคนเผือก ฯลฯ สาระการเรียนรู้ 1. ลักษณะทางพันธุกรรม 2. การค้นพบการถ่ายทอดทางพันธุกรรม 3. โครโมโซมและสารพันธุกรรม 4. กระบวนการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 5. ความผิดปกติของโครโมโซมและโรคทางพันธุกรรม 6. มิวเทชัน สมรรถนะประจ�ำหน่วย แสดงความรู้และส�ำรวจตรวจสอบเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมตามหลัก พันธุศาสตร์ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง พุทธิพิสัย 1. อธิบายความหมายของลักษณะทางพันธุกรรมและหลักเกณฑ์การถ่ายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรมได้ 2. อธิบายเกี่ยวกับการค้นพบกฎการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ 3. อธิบายความหมายของค�ำต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมได้
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ 2 หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ลักษณะทาง พันธุกรรม มิวเทชัน การถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรม การค้นพบการถ่ายทอด ทางพันธุกรรม สาระการเรียนรู้ ความผิดปกติของโครโมโซม และโรคทางพันธุกรรม 4. อธิบายรูปร่างลักษณะของโครโมโซมได้ 5. ระบุสาเหตุโรคทางพันธุกรรมและการเกิดมิวเทชันได้ ทักษะพิสัย 1. น�ำความรู้เรื่องลักษณะทางพันธุกรรมไปใช้ได้อย่างถูกต้อง 2. อธิบายลักษณะการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ จิตพิสัย 1. ท�ำงานเป็นกระบวนการกลุ่มในการคิดและวิเคราะห์อย่างเป็ นระบบ ยอมรับฟัง ความคิดเห็นของสมาชิกอย่างตั้งใจและร่วมแสดงความคิดเห็น ตัวบ่งชี้ สืบค้นข้อมูลและอภิปรายหลักการทางพันธุกรรมที่มีต่อมนุษย์และการน�ำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ แผนผังมโนทัศน์ โครโมโซมและ สารพันธุกรรม กระบวนการถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรม
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 3 แบบทดสอบก่อนเรียน ค�ำสั่ง จงเลือกค�ำตอบที่ถูกต้องเพียงข้อเดียว 1. พันธุกรรม (Heredity) หมายถึงข้อใด ก. สิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดจากคนที่รู้จัก ข. สิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ หรือจากรุ่นสู่รุ่น ค. สิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษเพียงรุ่นเดียว ง. ความผิดปกติของร่างกาย 2. ข้อใด ไม่เป็ น ลักษณะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ก. ถนัดมือขวา ข. ลักยิ้ ม ค. แผลเป็น ง. ตาสองชั้น 3. ลักษณะทางพันธุกรรมใดที่ได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งแวดล้อม ก. ตาชั้นเดียว/ตาสองชั้น ข. ผมเหยียด/ผมหยักศก ค. น�้ำหนัก/ส่วนสูง ง. หมู่เลือด 4. ลักษณะใดที่ ไม่ ถือว่าเป็นพันธุกรรม ก. คนยุโรปตาสีฟ้ า ข. นิโกรผิวด�ำ ค. คนเอเชียตาสีเข้ม ง. ถั ่วต้นเตี้ ยเมื่อปลูกในดินไม่ดี 5. ฝาแฝดชายหญิงคู่หนึ่งมีลักษณะต่าง ๆ คล้ายกัน แฝดคู่นี้ เกิดมาจากข้อใด ก. อสุจิ2 ตัวผสมกับไข่ 2 ใบ ข. อสุจิ2 ตัวผสมกับไข่ 1 ใบ ค. อสุจิ1 ตัวผสมกับไข่ 2 ใบ ง. อสุจิ1 ตัวผสมกับไข่ 1 ใบ 6. จากผลการทดลองของเมนเดล ลักษณะที่ไม่ปรากฏในรุ่น 1 แต่มาปรากฏในรุ่น 2 (หลาน) เช่น ต้นเตี้ ย เมนเดลเรียกลักษณะเช่นนี้ ว่าอย่างไร ก. ลักษณะเด่น ข. ลักษณะด้อย ค. ลักษณะปรากฏ ง. ลักษณะแท้
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ 4 หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 7. ข้อใดหมายถึงลักษณะเด่น ก. ลักษณะที่แสดงให้เห็น ข. ลักษณะที่แสดงให้เห็นในรุ่นถัดไป ค. ลักษณะที่แสดงให้เห็นในบางรุ่น ง. TT, Tt 8. โครโมโซมมีองค์ประกอบเป็นสารประเภทใด ก. ไขมันและโปรตีน ข. กรดนิวคลีอิกและไขมัน ค. กรดนิวคลีอิกและโปรตีน ง. กรดนิวคลีอิก ไขมัน และโปรตีน 9. โอกาสที่จะได้ลูกสาวมีค่าเท่ากับเท่าใด ก. 25% ข. 50% ค. 75% ง. 100% 10. ข้อใด ไม่ ตรงกับข้อเท็จจริง ก. โรคทางพันธุกรรมในมนุษย์ส่วนใหญ่รักษาได้ ข. ปัจจุบันมนุษย์สามารถตัดต่อยีนเพื่อผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ ค. โรคทางพันธุกรรมในมนุษย์บางครั้งพบว่าไม่แสดงอาการให้เห็น ง. ลักษณะที่คนส่วนใหญ่มีหรือแสดงออกคือลักษณะที่ถูกควบคุมโดยยีนเด่น
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 5 สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ เป็ นลักษณะเฉพาะกลุ่ม ดังนั้นจึงท�ำให้สามารถจ�ำแนกได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใด ลักษณะที่คล้ายกันในสิ่งมีชีวิตท�ำให้ บอกได้ว่าสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ มีถิ่นฐานก�ำเนิดจากที่ใด พันธุกรรม (Heredity) คือ สิ่งที่ได้รับถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ และสิ่งที่ถ่ายทอดส่งต่อ จากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง พันธุกรรมจะถูกควบคุมโดยหน่วยควบคุมลักษณะที่เรียกว่ายีน ซึ่งจะมีอยู่เป็นจ�ำนวนมากในเซลล์ทุกเซลล์และจัดเรียงตัวเป็นแถวเป็นกลุ่มจับตัวเป็นเส้นยาว เรียกว่า โครโมโซม 1. ลักษณะทางพันธุกรรม ถ้านักเรียนสังเกตบุคคลในครอบครัว ได้แก่ พ่อ แม่ พี่ น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นต้น จะพบว่าลักษณะของใบหน้า จมูก ปาก คิ้ ว สีผิว ฯลฯ จะมีลักษณะที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกัน แต่ถ้าเป็นพี่น้องที่เป็นคู่แฝดที่เป็นแฝดร่วมไข่ก็จะมีลักษณะที่เหมือนกันมากกว่าที่ไม่ใช่คู่แฝด ลักษณะทางพันธุกรรม (Genetic characteristic) หมายถึง ลักษณะองค์ประกอบของยีน (Gene)ของสิ่งมีชีวิตที่มีการแสดงออกเป็นลักษณะปรากฏที่แตกต่างกัน และสามารถถ่ายทอด จากรุ่นหนึ่งไปยังรุ่นอื่นๆ ต่อไปได้โดยการถ่ายทอดยีน ลักษณะต่าง ๆ ที่ถ่ายทอดไปนั้นพบว่าบางลักษณะไม่ปรากฏในรุ่นลูก แต่อาจจะปรากฏ ในรุ่นหลานหรือเหลนก็ได้จึงมีผลท�ำให้เกิดความแตกต่างกันของลักษณะทางพันธุกรรม ท�ำให้สิ่งมีชีวิตมีความหลากหลาย การสะสมลักษณะทางพันธุกรรมจ�ำนวนมากท�ำให้เกิด สปี ชีส์ต่าง ๆ และสามารถด�ำรงเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตไว้ได้จนถึงปัจจุบัน ตัวอย่างของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เช่น คิ้ วห่าง คิ้วต่อ ห่อลิ้ นได้ ห่อลิ้ นไม่ได้ มีลักยิ้ ม ไม่มีลักยิ้ ม มีติ่งหู ไม่มีติ่งหู
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ 6 หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ขวัญบนศีรษะเวียนทวนเข็มนาฬกาและเวียนตามเข็มนาฬ ิกาิ ถนัดขวา ถนัดซ้าย รูปที่ 1.1 ลักษณะถ่ายทอดทางพันธุกรรม ที่มา : http://nymag.com/news/features/33520 คนในแถบเอเชียจะมีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากคนยุโรป แม้แต่พี่น้องฝาแฝดก็ยัง มีลักษณะบางอย่างที่แตกต่างกันออกไป สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน เช่น สุนัขบ้านและสุนัขจิ้ งจอก ก็มีลักษณะที่แตกต่างกัน จนสามารถแยกได้ว่าเป็นสุนัขบ้านหรือสุนัขจิ้ งจอก ความแตกต่าง อันเนื่องจากมีลักษณะทางพันธุกรรมแตกต่างกัน เรียกว่า ความแปรผันทางพันธุกรรม (genetic variation) ความแปรผันทางพันธุกรรมหรือความแตกต่างทางพันธุกรรม สามารถจ�ำแนกได้ 2 ประเภท 1. ความแปรผันลักษณะทางพันธุกรรมที่ไม่ต่อเนื่อง (Discontinuous Variation) เป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่สามารถแยกความแตกต่างได้อย่างชัดเจน เกิดจากอิทธิพลของ กรรมพันธุ์เพียงอย่างเดียว เช่น มีลักยิ้ ม-ไม่มีลักยิ้ ม มีติ่งหู-ไม่มีติ่งหูห่อลิ้นได้-ห่อลิ้ นไม่ได้ มักเกี่ยวข้องกับลักษณะเชิงคุณภาพ (Qualitative Trait) ตาสีฟ้ า ตาสีน�้ำตาล ตาสีเขียว 2. ความแปรผันลักษณะทางพันธุกรรมแบบต่อเนื่อง (Continuous Variation) เป็ นลักษณะทางพันธุกรรมที่ไม่สามารถแยกความแตกต่างได้อย่างเด่นชัด เช่น ความสูง น�้ำหนัก โครงร่าง สีผิว ซึ่งเกิดจากอิทธิพลของกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อมร่วมกัน เช่น ความสูง ถ้าได้รับสารอาหารถูกต้องตามหลักโภชนาการและมีการออกก�ำลังกายก็จะท�ำให้มีร่างกายสูงได้ มักเกี่ยวข้องกับลักษณะเชิงปริมาณ (Quantitative Trait) รูปที่ 1.2 ความแปรผันทางพันธุกรรมที่ไม่ต่อเนื่อง ที่มา : https://www.bbc.com/bitesize/guides/z9gk87h/revision/2
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 7 กิจกรรมส่งเสริมทักษะ 1.1 ลักษณะทางพันธุกรรม วัตถุประสงค์ - นักเรียนสามารถสรุปลักษณะถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ไปยังลูกหลานได้ กิจกรรมส่งเสริมทักษะ 1 1. ให้นักเรียนบันทึกข้อมูลของบุคคลในครอบครัว ที่มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือด ได้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตายาย พี่และน้อง ถ้าใครมีพี่หรือน้องมากกว่า 1 คน ให้เขียนตารางเพิ่ม 2. วิเคราะห์ลักษณะที่สังเกตได้ตามข้อมูลในตาราง แล้วสรุปผลเขียนรายงาน ลักษณะที่สังเกตได้ นักเรียน พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย พี่ น้อง 1. รูปหน้า ก. รูปไข่ ข. รูปกลม ค. รูปเหลี่ยม 2. ผม ก. เหยียดตรง ข. หยักศก 3. เชิงผมที่หน้าผาก ก. แหลม ข. ไม่แหลม 4. ขวัญ ก. มี 1 ขวัญ ข. มี 2 ขวัญ 5. ตา ก. ตาชั้นเดียว ข. ตา 2 ชั้น 6. ติ่งหู ก. มีติ่งหู ข. ไม่มีติ่งหู 7. ลักยิ้ม ก. มีลักยิ้ม ข. ไม่มีลักยิ้ม
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ 8 หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ค�ำถาม 1. นักเรียนมีลักษณะอะไรบ้างที่เหมือนพ่อแม่ ...................................................................................................................................... 2. นักเรียนมีลักษณะใดบ้างที่ไม่เหมือนพ่อแม่แต่เหมือนปู่ ย่า ตายาย บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ...................................................................................................................................... 3. มีลักษณะใดบ้างที่เป็นลักษณะทางพันธุกรรม ...................................................................................................................................... 4. นักเรียนคิดว่าลักษณะใดของพืชที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม ...................................................................................................................................... 5. นักเรียนคิดว่าลักษณะใดของสัตว์ที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม ...................................................................................................................................... ลักษณะที่สังเกตได้ นักเรียน พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย พี่ น้อง 8. รอยหยักริมหู ก. มีรอยหยัก ข. ไม่มีรอยหยัก 9. ห่อลิ้น ก. ห่อลิ้นได้ ข. ห่อลิ้นไม่ได้ 10. นิ้วหัวแม่โป้ง ก. กระดกได้ ข. กระดกไม่ได้
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 9 รูปที่ 1.3 เกรเกอร์โจฮันน์เมนเดล ที่มา : https://minkmay.wordpress.com เกรเกอร์โจฮันน์ เมนเดล เป็นชาวออสเตรีย มีชีวิตอยู่ช่วงระหว่างปีค.ศ. 1822 ถึง 1884 ได้ศึกษา ณ มหาวิทยาลัยเวียนนา สาขาวิชาฟิ สิกส์คณิตศาสตร์ และธรรมชาติวิทยาขณะเป็นนักบวช ต่อมาได้กลับมาเป็น ครูสอนหนังสือที่โบสถ์เขาได้ทดลองปลูกพืชหลายชนิด และสังเกตเห็นลักษณะต่าง ๆ ของพันธุ์ไม้ที่ปลูกท�ำให้ เกิดความสนใจและได้ศึกษาการถ่ายทอดลักษณะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จึงได้ท�ำการทดลองจากการผสมพันธุ์ถั ่วgarden pea (P = pisum sativum L.) โดยผสมพันธุ์ถั ่วระหว่าง ต้นที่มีลักษณะแตกต่างกันแล้วดูลักษณะของลูกผสมที่ เกิดขึ้ นในชั ่วรุ่นต่อๆ ไป เมนเดลได้ค้นพบความสัมพันธ์ บางลักษณะของลูกผสม เขาได้รวบรวมรายงานผลการศึกษา 2. การค้นพบกฎการถ่ายทอดทางพันธุกรรม และได้น�ำเสนอผลการศึกษาในที่ประชุมสมาคมธรรมชาติวิทยา (natural history society) ณ เมืองบรุน ประเทศออสเตรีย ปีค.ศ. 1865 ในชื่อเรื่อง Experiments in Plant Hybridization แต่ผลงานของเขาไม่ได้รับความสนใจมากนักจนล่วงเลยมาถึง 16 ปีหลังจากเมนเดลเสียชีวิต ในปีค.ศ. 1900 ได้มีนักพฤกษศาสตร์หลายคนได้ตรวจสอบและค้นพบผลงานของเขาและมี ผู้ท�ำการทดลองในแบบเดียวกับเมนเดลที่ส�ำคัญคือ W. Batesonและ L. Cuenot ในปีค.ศ. 1902 ซึ่งผลการทดลองที่ได้เป็ นไปตามที่เมนเดลกล่าวไว้ทุกประการ ท�ำให้ผลงานการศึกษา การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของเมนเดลเป็ นที่ยอมรับในที่สุด และให้การยกย่องให้ เมนเดลเป็น “บิดาแห่งพันธุศาสตร์” ผลการทดลองของเมนเดลตั้งเป็ นกฎเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม จากพ่อแม่มายังลูกหลานในช่วงต่อๆ มาได้พืชที่เมนเดลใช้ในการทดลองคือถั ่วลันเตา(pisum sativum L.) ซึ่งมีข้อดีในการศึกษาด้านพันธุศาสตร์หลายประการ เช่น 1. เป็ นพืชที่ผสมตัวเอง (Self-fertilized) ซึ่งสามารถสร้างพันธุ์แท้ได้ง่าย หรือจะ ท�ำการผสมข้ามพันธุ์(Cross-Fertilized) เพื่อสร้างลูกผสมก็ท�ำได้ง่ายโดยวิธีผสมโดยใช้มือช่วย (Hand Pollination) 2. เป็ นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ต้องบ�ำรุงรักษามากนัก ใช้เวลาปลูกตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ภายในหนึ่งฤดูปลูกหรือประมาณ 3 เดือนเท่านั้น และยังให้เมล็ดในปริมาณที่มากด้วย 3. เป็ นพืชที่มีลักษณะทางพันธุกรรมที่แตกต่างกันชัดเจนหลายลักษณะ
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ 10 หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม รูปที่ 1.4 การผสมพันธุ์ถั ่วต้นสูงและต้นเตี้ ย เมนเดลได้ตั้งสมมติฐานจากการทดลองว่าลักษณะทางพันธุกรรมทุกลักษณะมีอยู่ ภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกเซลล์และแต่ละลักษณะมีหน่วยเฉพาะท�ำหน้าที่ก�ำหนดลักษณะ ทางพันธุกรรม เรียกหน่วยพันธุกรรมนี้ ว่า ยีน (Gene) ลักษณะแต่ละลักษณะจะมียีนก�ำหนด อยู่เป็นคู่อาจเป็นยีนที่ก�ำหนดลักษณะเด่นทั้งคู่หรือเป็ นลักษณะเด่นและลักษณะด้อย ยีนที่มี ลักษณะด้อยจะไม่สามารถแสดงออกมาได้เมื่อเข้าคู่กับยีนที่มีลักษณะเด่น ดังนั้นลักษณะด้อย จะไม่ปรากฏในรุ่นที่ 1 แต่ปรากฏในรุ่นที่ 2 อัตราส่วนระหว่างลักษณะเด่นกับลักษณะด้อย ประมาณ 3 : 1 (P) สูง เตี้ ย พ่อ แม่ สูงทั้งหมด ลูกรุ่นที่ 1 (F1 ) ลูกรุ่นที่ 2 (F2 ) สูง เตี้ ย ต้นถั ่วที่เมนเดลน�ำมาใช้เป็นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ล้วนเป็นพันธุ์แท้ทั้งคู่สายพันธุ์แท้นี้ ได้จากการน�ำต้นถั ่วแต่ละสายพันธุ์มาปลูกและผสมกันภายในดอกเดียวกัน เมื่อต้นถั ่วออก ฝักน�ำเมล็ดแก่ไปปลูกรอจนต้นถั ่วเจริญเติบโต แล้วคัดเลือกต้นที่มีลักษณะเหมือนพ่อแม่มา ผสมกันต่อไป ท�ำเช่นนี้ ไปจนได้ต้นถั ่วพันธุ์แท้ที่มีลักษณะเหมือนต้นพ่อแม่ทุกประการ การที่เมนเดลคัดเลือกพันธุ์แท้ก่อนที่จะท�ำการผสมพันธุ์ก็จะให้แน่ใจว่าแต่ละสายพันธุ์ที่ใช้ ในการผสมพันธุ์มีลักษณะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เมนเดลได้ผสมพันธุ์ระหว่างต้นถั ่วพันธุ์แท้ที่มีลักษณะแตกต่างกัน 1 ลักษณะ เช่น ผสมต้นถั ่วพันธุ์ต้นสูงกับพันธุ์ต้นเตี้ ยดังรูป
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 11 นักพันธุศาสตร์ใช้ตัวอักษรหรือสัญลักษณ์แทนยีนแต่ละยีน โดยใช้อักษรภาษาอังกฤษ ตัวพิมพ์ใหญ่แทนยีนที่ควบคุมลักษณะเด่น อักษรตัวพิมพ์เล็กแทนยีนที่ควบคุมลักษณะด้อย เช่น ใช้ T แทน ยีนที่ก�ำหนดลักษณะลำ� ต้นสูง แทนยีนเด่น t แทน ยีนที่ก�ำหนดลักษณะเตี้ ย แทนยีนด้อย ยีนที่ก�ำหนดลักษณะอยู่เป็นคู่จึงเขียนสัญลักษณ์เป็น TT Tt และ tt แทนการถ่ายทอด ลักษณะในการผสมพันธุ์ระหว่างต้นถั ่วต้นสูงกับต้นถั ่วต้นเตี้ ยและการผสมระหว่างรุ่นที่1 ดังนี้ ขั้ นที่ 1 P รุ่นพ่อแม่ TT (พ่อ) × tt (แม่) G (เซลล์สืบพันธุ์) T T t t ขั้ นที่ 2 F Tt 1 (ลูกรุ่นที่ 1) ขั้ นที่ 3 ผสม F 1 × F 1 จีโนไทป์ F1 Tt ทั้งหมด ฟีโนไทป์ F1 สูงทั้งหมด จีโนไทป์ F2 TT : Tt : tt = 1 : 2 : 1 ฟีโนไทป์ F2 สูง : เตี้ย = 3 : 1 รูปที่ 1.5 การถ่ายทอดลักษณะในการผสมพันธุ์ Tt Tt T t T t TT Tt Tt tt การผสมพันธุ์ต้นถั ่วลันเตาในรุ่นพ่อแม่โดยใช้ลักษณะเดียว จะใช้สัญลักษณ์TTแทน ถั ่วลันเตาต้นสูงพันธุ์แท้ซึ่งเป็ นยีนเด่น และใช้สัญลักษณ์ tt แทนถั ่วลันเตาต้นเตี้ ยพันธุ์แท้ ซึ่งเป็นยีนด้อย ลูกรุ่นที่ 1 (F1 ) ที่เกิดขึ้ นจะมีสัญลักษณ์เป็น Tt แทนถั ่วลันเตาต้นสูงพันธุ์ทาง
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ 12 หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เมื่อน�ำถั ่วลันเตารุ่นลูกในรุ่น F 1 มาผสมกันเองจะได้รุ่นที่ 2 (F2 ) ที่มีสัญลักษณ์ดังนี้ TT Tt และ tt โดยยีนที่เข้าคู่กันจะอยู่บนโฮโมโลกัสโครโมโซม (Homologous Chromosome) ต�ำแหน่งเดียวกัน เรียกยีนนั้นเป็น แอลลีล (allele) กัน แอลลีล (Allele) คือยีนที่ประกอบหรือยีนที่อยู่กันเป็นคู่เฉพาะลักษณะหนึ่ง ๆ เป็น ยีนที่อยู่บนต�ำแหน่งเดียวกันของโครโมโซมที่เป็นคู่กัน เช่น ยีน T เป็นยีนที่เข้าคู่กับ T หรือ t และยีน t เป็นยีนที่เข้าคู่กับ t หรือ T ดังนั้นยีน T และ t จะเป็นแอลลีลต่อกัน ลักษณะใดที่ถูก ควบคุมด้วยแอลลีลมากกว่า 1 คู่จะเรียกว่า มัลติเปิ ลแอลลีล (Multiple Alleles) ต�ำแหน่งของ ยีนที่อยู่บนโครโมโซมเรียกว่า โลคัส (locus) โดยยีนที่เป็นคู่กันจะอยู่ตรงกัน คู่ของยีนที่ก�ำหนดลักษณะ เช่น TT Ttและ tt เรียกว่าจีโนไทป์ (Genotype)และลักษณะ ที่แสดงออกมาเรียกว่า ฟี โนไทป์ (Phenotype) เช่น ต้นถั ่วที่มีจีโนไทป์ TT และ Tt จะมีฟีโนไทป์ เป็นต้นถั ่วที่มีต้นสูง ส่วนจีโนไทป์ tt จะมีฟีโนไทป์ ต้นเตี้ ย ฯลฯ ต้นถั ่วที่มีฟีโนไทป์ เป็นต้นเตี้ ย ซึ่งเป็นลักษณะด้อยมีจีโนไทป์ tt นั้นคือลักษณะด้อยจะแสดงออกต้องมียีนด้อย 2 ยีน ลักษณะของยีนที่เหมือนกัน เช่น TT tt เรียกว่าสภาพเป็น โฮโมไซกัส (homozygous) หรือพันธุ์แท้(Pure line) ส่วนการที่มี2 ยีนที่ต่างกันเรียกว่า เฮเทอโรไซกัส (heterozygous) หรือพันธุ์ทางหรือลูกผสม (Hybrid) การผสมพันธุ์ลูกรุ่นที่ 2 จีโนไทป์ จะเป็น TT Tt และ tt อัตราส่วน 1 : 2 : 1 ลักษณะ ฟีโนไทป์ เป็นต้นสูง 3 ต้น และต้นเตี้ ย 1 ต้น อัตราส่วนดังกล่าวจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อยีน T กับ t จะต้องแยกออกจากกันเป็นอิสระไปสู่เซลล์สืบพันธุ์แต่ละเซลล์เรียกว่า กฎแห่งการแยกตัว (law of segregation) ซึ่งเป็นกฎข้อที่ 1 ของเมนเดล เมนเดลยังได้ท�ำการทดลองลักษณะต่าง ๆ ของถั ่วลันเตา ลักษณะที่ใช้ในการศึกษา การถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรม 7 ลักษณะ ได้แก่ 1. ลักษณะความสูงของต้น - ต้นสูงและต้นเตี้ ย (tall and dwarf) 2. ลักษณะรูปร่างของฝัก - ฝักอวบและฝักแฟบ (inflated and constricted) 3. รูปร่างของเมล็ด - เมล็ดกลมและเมล็ดขรุขระ (round and wrinkled) 4. สีของเมล็ด – สีเหลืองและสีเขียว (yellow and green) 5. ต�ำแหน่งของดอก-ที่กิ่งและที่ยอด (axial and terminal) 6. สีของดอก - สีม่วงและสีขาว (purple and white) 7. สีของฝัก - สีเขียวและสีเหลือง (green and yellow)
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 13 ลักษณะของพ่อแม่ ที่ใช้ผสมพันธุ์ ลักษณะที่ปรากฏ อัตราส่วน ลูกรุ่นที่ 1 ลูกรุ่นที่ 2 ลูกรุ่นที่ 2 ต้นสูง × ต้นเตี้ย ต้นสูงทุกต้น ต้นสูง 787 ต้น ต้นเตี้ ย 277 ต้น 2.84 : 1 ฝักอวบ × ฝักแฟบ ฝักอวบทุกต้น ฝักอวบ 882 ต้น ฝักแฟบ 229 ต้น 2.95 : 1 เมล็ดกลม × เมล็ดขรุขระ เมล็ดกลมทุกต้น เมล็ดกลม 5,474 เมล็ด เมล็ดขรุขระ 1,850 เมล็ด 2.96 : 1 เมล็ดสีเหลือง × เมล็ดสีเขียว เมล็ดสีเหลืองทุกต้น เมล็ดสีเหลือง 6,022 ต้น เมล็ดสีเขียว 2,001 ต้น 3.01 : 1 ดอกเกิดที่กิ่ง × ที่ยอด ดอกเกิดที่กิ่ง ดอกเกิดที่กิ่ง 651 ต้น ดอกเกิดที่ยอด 207 ต้น 3.14 : 1 ดอกสีม่วง × ดอกสีขาว ดอกสีม่วงทุกต้น ดอกสีม่วง 705 ต้น ดอกสีขาว 224 ต้น 3.15 : 1 ฝักสีเขียว × ฝักสีเหลือง ฝักสีเขียวทุกต้น ฝักสีเขียว 428 ต้น ฝักสีเหลือง 152 ต้น 2.82 : 1 ตาราง 1.1 แสดงผลการทดลองของเมนเดล
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ 14 หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม จากตาราง 1.1 ลักษณะที่ปรากฏในรุ่นลูก F 1จะมีเพียงลักษณะเดียว ในรุ่น F 2มี 2ลักษณะเมนเดลเรียกลักษณะที่ปรากฏในลูกรุ่นที่1เมล็ดกลมและลักษณะต้นสูงว่าลักษณะเด่น (dominant) ส่วนลักษณะที่ไม่ปรากฏในรุ่นที่ 1 แต่กลับมาปรากฏในรุ่นที่ 2 ว่า ลักษณะด้อย (recessive) เช่น เมล็ดขรุขระและลักษณะต้นเตี้ ย เป็นต้น การผสมพันธุ์โดยพิจารณาลักษณะใดเพียงลักษณะเดียวเรียกว่า โมโนไฮบริด ครอส (monohybrid cross) เช่น การผสมพันธุ์ถั ่วฝักสีเขียวกับถั ่วฝักสีเหลือง และถ้าการผสมพันธุ์ สองลักษณะพร้อม ๆ กันเรียกว่า ไดไฮบริด ครอส (dihybrid cross) เช่น การผสมพันธุ์ถั ่ว ที่มีลักษณะรูปร่างของเมล็ดและลักษณะสีของเมล็ด เมนเดลได้ทดลองผสมพันธุ์โดยพิจารณา 2 ลักษณะ โดยใช้ถั ่วลันเตาพันธุ์แท้ ลักษณะเมล็ดกลมสีเหลืองเป็ นลักษณะเด่นกับลักษณะเมล็ดขรุขระสีเขียวเป็ นลักษณะด้อย การผสมพันธุ์จะได้รุ่น F 1 และรุ่น F 2 ดังรูป รูปที่ 1.6 การถ่ายทอดลักษณะ 2 ลักษณะ RY ry กลมเหลือง RRYY × ขรุขระเขียว rryy กลมเหลืองทั้ งหมด RrYy รุ่น พ่อ แม่ เซลล์สืบพันธุ์ รุ่น F1 เซลล์สืบพันธุ์ ผสมภายในรุ่นเดียวกัน RrYy × RrYy RRYY RRYy RrYY RrYy RRYy RRyy RrYy Rryy RrYY RrYy rrYY rrYy RrYy Rryy rrYy rryy รุ่น F2 RY Ry rY ry RY Ry rY ry
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 15 จากรูป รุ่น F 1 นั้นจะได้ต้นถั ่วลักษณะเมล็ดกลมสีเหลืองทั้งหมดแต่มียีนควบคุม ลักษณะเมล็ดขรุขระและเมล็ดสีเขียวแฝงอยู่เมื่อน�ำรุ่น F 1 มาปลูกและผสมพันธุ์ในดอกเดียวกัน รุ่น F 2จะมีฟีโนไทป์ แตกต่างกันไป 4 แบบ และมีอัตราส่วนระหว่างเมล็ดกลมสีเหลือง : เมล็ดกลมสีเขียว : เมล็ดขรุขระสีเหลือง : เมล็ดขรุขระสีเขียว เท่ากับ 9 : 3 : 3 : 1 ตาราง 1.2 แสดงผลการทดลองรุ่นที่ 2 อัตราส่วน รุ่น F2ฟีโนไทป์ จีโนไทป์ 9/16 กลม-เหลือง RRYY, RRYy, RrYY, RrYy 3/16 ขรุขระ-เหลือง rrYY, rrYy 3/16 กลม-เขียว RRyy, Rryy 1/16 ขรุขระ-เขียว rryy จากผลการทดลองท�ำให้เมนเดลพบกฎข้อที่ 2 คือ กฎแห่งการรวมกลุ่มกันอย่างอิสระ (Law of independent assortment) ซึ่งสรุปได้ว่า ยีนที่เป็ นคู่กันเมื่อแยกออกจากกันแล้ว จะจัดกลุ่มอย่างอิสระกับยีนอื่นซึ่งแยกออกจากคู่เช่นกันเพื่อเข้าไปยังเซลล์สืบพันธุ์จึงสามารถ ท�ำนายผลที่จะเกิดขึ้ นในรุ่นลูกและรุ่นหลานได้ การแสดงออกร่วมกันของยีนในกรณียีนหนึ่งคู่ ประกอบไปด้วย 2 แอลลีล เช่น A และ a การแสดงออกของยีนทั้งสองแอลลีลแบ่งออกได้3 แบบด้วยกันคือ 1. การข่มกันอย่างสมบูรณ์ (Complete Dominance) หมายถึง การข่มกันของแอลลีล ลักษณะเด่นเป็ นไปอย่างสมบูรณ์จนทำ� ให้โฮโมไซกัสกับเฮเทอโรไซกัสแสดงลักษณะออกมา เหมือนกัน เช่น TT แสดงลักษณะสูงเช่นเดียวกับ Tt อัตราส่วนของฟีโนไทป์ ของลูกช่วงที่ 2 จะเป็น 3 : 1 2. การข่มกันไม่สมบูรณ์ (Incomplete Dominance) หมายถึง การแสดงออกของ ยีนที่เป็ นยีนเด่นไม่สามารถข่มยีนด้อยได้อย่างสมบูรณ์ ท�ำให้มีการแสดงออกของยีนทั้งสอง เป็นแบบผสมกัน หรือเป็นแบบกลาง ๆ ระหว่างสองลักษณะนั ่นคือแอลลีล A ไม่สามารถข่ม การแสดงออกของ a ได้จีโนไทป์ AA และ Aa มีฟีโนไทป์ไม่เหมือนกัน อัตราส่วนของฟีโนไทป์ และจีโนไทป์ ของลูกช่วงที่ 2 จะเท่ากันคือ AA : Aa : aa = 1 : 2 : 1 เช่น สีดอกลิ้ นมังกร
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ 16 หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม RR R'R' R R' RR' เซลล์สืบพันธุ์ ดอกสีแดง ดอกสีขาว รุ่น P รุ่น F 1 รุ่น F 2 R R' R R' R เซลล์สืบพันธุ์ เซลล์ไข่ ดอกสีชมพู ผสมภายในดอกเดียวกัน สเปิ ร์ม R RR RR' RR' R'R' R' 3. การข่มแบบร่วมกัน (Co-dominance) หมายถึง การที่แอลลีลแต่ละตัวแสดง ฟีโนไทป์ ของมันออกมาร่วมกันในสภาพของเฮเทอโรไซกัสยีนจะต่างกับการข่มไม่สมบูรณ์ ตรงที่ว่าเฮเทอโรไซกัสจะแสดงลักษณะที่ไม่ผสมกัน เช่น การสร้าง แอนติเจน (Antigen) ของ คนหมู่เลือด AB ซึ่งมีการสร้างแอนติเจน 2 ชนิด คือ ทั้งชนิด A และชนิด B แอนติเจนทั้งสอง ชนิดอยู่ด้วยกันแต่ไม่รวมกันเป็นแอนติเจน AB เมื่อน�ำวัวขนสีแดงผสมกับวัวขนสีขาว ลูกรุ่นที่ 1 ได้วัวขนสีโรน (Roan) ซึ่งเป็น ลักษณะสีแดงอมเทา ถ้ามองอย่างเผิน ๆ จะบอกได้ว่าเป็ นลักษณะข่มไม่สมบูรณ์แต่เมื่อ พิจารณาสีขนอย่างละเอียดแล้ว พบว่าวัวขนสีโรนนี้ มีทั้งขนสีแดงและขนสีขาวขึ้ นอยู่ด้วยกัน แต่ขนไม่ได้มีสีผสมอยู่ในเส้นเดียวกัน ถ้าน�ำลูกรุ่นที่ 1 มาผสมกันเองจะได้ลูกรุ่นที่ 2 อัตราส่วน ขนสีแดง : ขนสีโรน : ขนสีขาว = 1 : 2 : 1 รูปที่ 1.7 การผสมของดอกลิ้นมังกร ที่มา : www.infoflora.com/imagenes_productos/3375.JPG
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 17 รูปที่ 1.8 การผสมพันธุ์วัว ที่มา : https://macscience.wordpress.com/level-2-biology/genetics/complete-dominance-oic/ × วัวขนสีแดง (red cow) วัวขนสีขาว (white) วัวขนสีโรน (roan cow) กิจกรรมส่งเสริมทักษะ 1.2 ตอบค�ำถามต่อไปน้ี 1. จงเติมแบบของยีนหรือจีโนไทป์ในเซลล์ร่างกาย ชนิดของยีนในเซลล์สืบพันธุ์และ โอกาสของการเกิดเซลล์สืบพันธุ์แต่ละแบบในตารางต่อไปนี้ ให้สมบูรณ์ แบบของยีนในเซลล์ร่างกาย ยีนในเซลล์สืบพันธุ์ 1. TT _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ 2. _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ B, b 3. Pp, Tt _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ 4. _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ DF, Df, dF, df
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ 18 หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 2. พืชชนิดหนึ่งเมื่อน�ำต้นที่มีก้านเกสรตัวผู้ตรงและกลีบดอกสีแดงมาผสมกับต้นที่มี ก้านเกสรตัวผู้โค้งและกลีบดอกสีขาว แล้วน�ำเมล็ดที่ได้จากการผสมมาปลูกพบลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ - ตัวที่มีก้านเกสรตัวผู้ตรง กลีบดอกสีแดง 62 ต้น - ตัวที่มีก้านเกสรตัวผู้ตรง กลีบดอกสีขาว 59 ต้น - ตัวที่มีก้านเกสรตัวผู้โค้ง กลีบดอกสีแดง 18 ต้น - ตัวที่มีก้านเกสรตัวผู้โค้ง กลีบดอกสีขาว 22 ต้น จากข้อมูลข้างต้น จงตอบค�ำถาม 2.1 ลักษณะใดบ้างเป็นลักษณะเด่น ลักษณะใดบ้างเป็นลักษณะด้อย 2.2 จงก�ำหนดตัวอักษรเป็นสัญลักษณ์แทนยีนแต่ละแอลลีล แล้วเขียนจีโนไทป์ ของ ต้นพืชในรุ่นพ่อแม่และรุ่นลูกทั้งหมด ................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ 3. ในการผสมพันธุ์ระหว่างวัวพันธุ์แท้ขนสีแดงเพศผู้กับวัวพันธุ์แท้ขนสีขาวเพศเมีย จะได้รุ่น F 1ที่มีขนสีโรน คือแต่ละเส้นขนมีสีขาวและสีแดงอยู่ด้วยกัน 3.1 ถ้าน�ำวัวรุ่น F 1ผสมกันเอง โอกาสของลูกรุ่น F 2ที่มีขนสีเหมือนพ่อแม่เป็นเท่าไร ................................................................................................................................................... 3.2 ให้นักเรียนเขียนแสดงลักษณะจีโนไทป์ ของวัวที่มีสีขนแต่ละสี ...................................................................................................................................................
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 19 3. โครโมโซมและสารพันธุกรรม 3.1 โครโมโซมและยีน ลักษณะที่ปรากฏในรุ่นลูกเป็ นผลมาจากการถ่ายทอดยีนจากพ่อและแม่ โดยผ่านทางเซลล์สืบพันธุ์ซึ่งเป็ นหน่วยพื้ นฐานของสิ่งมีชีวิต ภายในเซลล์ซึ่งประกอบด้วย นิวเคลียสและไซโทพลาซึมและถูกห่อหุ้มด้วยเยื่อหุ้มเซลล์ ภายในนิวเคลียสมีโครโมโซม และยีนเป็นส่วนหนึ่งของโครโมโซม 1) โครโมโซม (Chromosome) เป็นที่เก็บหน่วยพันธุกรรมซึ่งท�ำหน้าที่ควบคุม และถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะทางพันธุกรรมต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต เช่น สีผิว สีตา เป็ นต้น ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตประกอบด้วย นิวเคลียส เยื่อหุ้มเซลล์ไซโทพลาซึม เมื่อใช้ กล้องจุลทรรศน์ส่องดูนิวเคลียสของเซลล์ที่ก�ำลังแบ่งตัวจะเห็นโครงสร้างมีลักษณะเป็ น เส้นยาวๆ เล็กๆ ขดไปมา เรียกโครงสร้างนี้ ว่า โครมาทิน (Chromatin) เมื่อเซลล์โครมาทิน ขดแน่นมากขึ้นและหดสั้นลงจะมีลักษณะเป็นแท่งเรียกว่าโครโมโซม(Chromosome)โครโมโซม แต่ละโครโมโซมประกอบด้วยแขน 2 ข้าง เรียกว่า โครมาทิด (Chromatid) ซึ่งแขนทั้งสอง จะมีจุดเชื่อมกันเรียกว่า เซนโทรเมียร์(Centromere) ต�ำแหน่งของเซนโทรเมียร์สามารถ ใช้เป็นเกณฑ์ในการจ�ำแนกโครโมโซมได้ โครโมโซมมี 2 ประเภทคือ โครโมโซมร่างกาย (Autosome) และ โครโมโซมเพศ (Sex Chromosome) ยีนเป็นส่วนหนึ่งของดีเอนเอ ซึ่งสามารถท�ำให้เกิดการ สังเคราะห์โปรตีนและดีเอนเอจะขดตัวเป็นแท่งโครโมโซมและชุดโครโมโซมในเซลล์1 ชุดเรียกว่า จีโนม (Genome) ซึ่งในสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันจะแตกต่างกันและสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีขนาด ของจีโนมแตกต่างกัน โดยมีคำ� กล่าวว่าจีโนม คือ “แบบพิมพ์เขียว” (Blueprint) ของสิ่งมีชีวิต รูปที่ 1.9 แสดงโครโมโซมและการเชื่อมโยงของแขนโครโมโซม ที่มา : https://banjapan53.wordpress.com แขนสั้น เซนโทรเมียร์ เซนโทรเมียร์ แขนยาว
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ 20 หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สิ่งมีชีวิต จ�ำนวนโครโมโซม สิ่งมีชีวิต จ�ำนวนโครโมโซม 1. ถั่วลันเตา 14 11. ต้นสน 24 2. ข้าวโพด 10 12. กะหล�่ำปลี 18 3. ข้าว 24 13. ฝ้าย 52 4. มะเขือเทศ 24 14. ยาสูบ 48 5. แมลงหวี่ 8 15. กล้วย 22 6. แมลงวัน 12 16. ยุงก้นป่อง 6 7. สุนัข 78 17. กบ 26 8. ปลากัด 42 18. แตงโม 22 9. ชิมแปนซี 48 19. ไก่ 78 10. คน 46 20. หนู 42 ตาราง 1.3 แสดงจ�ำนวนโครโมโซมของสิ่งมีชีวิต 2) จ�ำนวนโครโมโซมของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีจ�ำนวนโครโมโซมที่คงที่และเท่ากันเสมอ ถ้าสิ่งมีชีวิต ต่างชนิดกันจะมีจ�ำนวนโครโมโซมที่แตกต่างกัน จ�ำนวนโครโมโซมในเซลล์ร่างกายและ โครโมโซมในเซลล์สืบพันธุ์จะแตกต่างกัน โดยโครโมโซมในเซลล์สืบพันธุ์จะมีเพียงครึ่งหนึ่ง ของเซลล์ร่างกาย ดังตาราง จากตารางจะเห็นว่า สิ่งมีชีวิตต่างชนิดกันอาจมีจ�ำนวนโครโมโซมเท่ากันได้ แต่เมื่อศึกษาลักษณะโครโมโซมจะพบว่าจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน โครโมโซมร่างกายมนุษย์มี46 โครโมโซม จัดเป็นคู่ได้23 คู่จากการศึกษา จ�ำนวนและรูปร่างโครโมโซมของสิ่งมีชีวิต เช่น คน จากการน�ำเซลล์เม็ดเลือดขาวมาศึกษา และน�ำมาถ่ายภาพของโครโมโซม และน�ำภาพถ่ายโครโมโซมมาจัดเรียงตามรูปร่าง ลักษณะ
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 21 และขนาด โดยน�ำโครโมโซมที่มีรูปร่างลักษณะเหมือนกันและขนาดใกล้เคียงกันมาจัดไว้ใน คู่เดียวกัน ในคนมีโครโมโซม 46 โครโมโซม จัดได้23 คู่ โดยมี22 คู่ที่เหมือนกันทั้งหญิง และชาย เรียกว่า ออโตโซม ส่วนอีก 1 คู่จะแตกต่างกันระหว่างเพศหญิงและชาย เรียกว่า โครโมโซมเพศ (sex chromosome) เพศหญิงจะมีโครโมโซมแบบ XX และเพศชายจะเป็น XY โดยโครโมโซม Y จะมีขนาดเล็กกว่าโครโมโซม X โครโมโซมเซลล์ร่างกาย 1 เซลล์ของผู้ชาย โครโมโซมเซลล์ร่างกาย 1 เซลล์ของผู้หญิง รูปที่ 1.10 รูปแสดงโครโมโซมของเซลล์ร่างกายในเพศชายและเพศหญิง ที่มา : http://www.maceducation.com/e-knowledge/2432210100/01.htm 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 X Y 6 7 8 9 10 11 12 1 2 3 4 5 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 X Y
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ 22 หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 3) ยีน (Gene) คือหน่วยพันธุกรรมที่อยู่บนโครโมโซม(chromosome)มีลักษณะ เรียงกันเหมือนสร้อยลูกปัด ท�ำหน้าที่ควบคุมลักษณะต่างๆ ทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ไปยัง ลูกหลาน ในคนจะมียีนประมาณ50,000 ยีน แต่ละยีนจะควบคุมลักษณะต่าง ๆ ทางพันธุกรรม เพียงลักษณะเดียวยีนที่ควบคุมลักษณะพันธุกรรมบางอย่างมี2 ชนิด คือ ยีนเด่น (Dominant Gene) คือ ยีนที่แสดงลักษณะนั้นๆ ออกมาได้แม้มียีนนั้นเพียงยีนเดียว ยีนด้อย (Recessive Gene) คือ ยีนที่สามารถแสดงลักษณะให้ปรากฏออกมาได้ก็ต่อเมื่อมียีนด้อยทั้งสองยีนอยู่บน คู่โครโมโซม 3.2 สารพันธุกรรม ดีเอ็นเอ (DNA) คือ ชื่อย่อของสารพันธุกรรม มีชื่อแบบเต็มว่า กรดดีออกซีไร โบนิวคลิอิก (Deoxyribonucleicacid)ซึ่งเป็นจ�ำพวกกรดนิวคลิอิก (Nucleicacid)ซึ่งดีเอ็นเอ (DNA) มักพบอยู่ในส่วนของนิวเคลียสของเซลล์โดยพันตัวอยู่บนโครโมโซม พบในเซลล์ของ สิ่งมีชีวิตทุกชนิด ได้แก่ คน สัตว์พืช เห็ดและรา แบคทีเรีย เป็นต้น ดีเอ็นเอ (DNA) ท�ำการ เก็บข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ๆ เอาไว้ซึ่งมีลักษณะที่มีการผสมผสาน มาจากสิ่งมีชีวิตรุ่นก่อน ซึ่งก็คือรุ่นพ่อและแม่ ทั้งยังสามารถถ่ายทอดลักษณะไปยังสิ่งมีชีวิต รุ่นถัดไป สารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอทั้งหมดที่มีอยู่ภายในเซลล์หนึ่ง ๆ ของสิ่งมีชีวิตถูก เรียกว่าจีโนม (Genome)ข้อมูลในจีโนมจึงเป็นข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิต ซึ่งแตกต่างและมีความจ�ำเพาะในแต่ละสิ่งมีชีวิต ผู้ค้นพบดีเอ็นเอ (DNA) คือ ฟรีดริช มีเชอร์ (Johann Friedrich Miescher)ในปี พ.ศ. 2412 (ค.ศ. 1869)แต่ยังไม่ทราบว่ามีโครงสร้างอย่างไรจนในปีพ.ศ. 2496 (ค.ศ. 1953) เจมส์ ดี. วัตสัน และ ฟรานซิส คริก (James D. Watson and Francis Crick) เป็นผู้รวบรวม ข้อมูลและสร้างแบบจ�ำลองโครงสร้างของดีเอ็นเอ (DNA) (DNA Structure Model) จนท�ำให้ ได้รับรางวัลโนเบล (NobelPrizeinPhysiologyor Medicinein 1962)และนับเป็นจุดเริ่มต้น ของยุคเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ อาร์เอ็นเอ (RNA) หรือเรียกว่า กรดไรโบนิวคลีอิก (Ribonucleic acid–RNA) คือ สายพอลิเมอร์ของนิวคลีโอไทด์(Nucleotide) ที่ไม่มีการแตกกิ่งก้านสาขา มีความยาวสั้นกว่า โมเลกุลของดีเอ็นเอ (DNA) มาก มีโครงสร้างคล้าย DNA โดยอาร์เอ็นเอ (RNA) ประกอบด้วย น�้ำตาลไรโบส (Ribose) เบส 4 ชนิด อันประกอบด้วย อะดีนีน (Adenine:A)ยูราซิล (Uracil : U) ไซโตซีน (Cytosine : C) และกัวนีน (Guanine : G) และหมู่ฟอสเฟต
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 23 อาร์เอ็นเอ (RNA)จะท�ำหน้าที่เหมือนแม่แบบ (Template) ส�ำหรับแปลข้อมูล จากยีนไปเป็นข้อมูลในโปรตีนแล้วขนย้ายกรดอะมิโนเข้าไปในออร์แกเนลล์ไรโบโซม(Ribosome) ของเซลล์เพื่อผลิตโปรตีนและแปลรหัส (Translation) เป็นข้อมูลในโปรตีน ความแตกต่างระหว่างดีเอ็นเอ (DNA) และอาร์เอ็นเอ (RNA) 1. ดีเอ็นเอ (DNA) โดยทั ่วไปมีสภาพเป็นสายคู่(Double strand) ส่วนอาร์เอ็นเอ (RNA) โดยทั ่วไปมีสภาพเป็นสายเดี่ยว (Single strand) 2. ดีเอ็นเอ (DNA) มีไนโตรจีนัสเบส (Nitrogenous base) เป็นองค์ประกอบ ได้แก่ A (อะดีนีน) และ G (กัวนีน) ที่เป็นพวกเพียวรีน (Purine) และ T (ไทมีน) และ C (ไซโตซีน) ที่เป็นพวกไพริมิดีน (Pyrimidine) แต่อาร์เอ็นเอ (RNA) มีเบส U (ยูราซิล) เข้ามาแทนที่เบส T (ไทมีน) คือ มีA (อะดีนีน), G (กัวนีน), C (ไซโตซีน) และ U (ยูราซิล) 3. ดีเอ็นเอ (DNA) มีน�้ำตาลดีออกซีไรโบส (Deoxyribose) เป็นองค์ประกอบ ส่วนอาร์เอ็นเอ (RNA) มีน�้ำตาลไรโบส (Ribose) เป็นองค์ประกอบ รูปที่ 1.11 ความแตกต่างระหว่างดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอ ที่มา : http://www.thaibiotech.info/difference-between-dna-and-rna.php Base pair Nucleobases helix of sugar-phosphates RNA DNA Ribonucleic acid Deoxyribonucleic acid Nucleobases of DNA Nucleobases of RNA Uracil Adenine Guanine Cytosine C G U A NH NH N 2 O N NH2 N H O N N H N N N H N O N H O NH Thymine Adenine Guanine Cytosine C G T A NH NH N 2 O N NH2 N H O N N H N N N H N O N H O NH H3 C
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ 24 หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 4. กระบวนการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 4.1 เพดดีกรี (Pedigree) หรือพงศาวลีเป็นแผนผังในการศึกษาพันธุกรรมของคน ซึ่งแสดงบุคคลต่าง ๆ ในครอบครัวดังแผนผัง รูปที่ 1.12 แผนผังแสดงสัญลักษณ์ของเพดดีกรี 1 2 1 2 3 4 5 6 4 5 1-3 6 7 รุ่นพ่อแม่ รุ่นลูก F 1 รุ่นลูก F 2 หมายถึง ผู้ชาย หมายถึง ผู้หญิง หมายถึง หญิงชายแต่งงานกัน หมายถึง การแต่งงานระหว่างญาติ หมายถึง ลูกชาย 3 คน หมายถึง ผู้หญิงหรือชายที่มีความผิดปกติ หมายถึง แฝดไข่คนละใบ หมายถึง แฝดร่วมไข่ 3 3 หมายถึง คนไม่ทราบเพศ 4.2 หมู่เลือด (blood group) การค้นพบหมู่เลือดระบบเอบีโอ (ABO) นี้ เริ่มในปีค.ศ. 1900 (พ.ศ. 2443) โดยคาร์ล แลนด์สไตเนอร์(Karl Landsteiner, นักชีววิทยาและแพทย์ชาวออสเตรีย-อเมริกัน) ซึ่งได้ทดลองเจาะเลือดของผู้ร่วมงานจ�ำนวน 6 คน แล้วน�ำมาแยกเม็ดเลือดแดงและน�้ำเหลือง ของเลือดออกจากกัน ต่อจากนั้นได้น�ำเม็ดเลือดแดงและน�้ำเหลืองของแต่ละคนมาท�ำปฏิกิริยา สลับกันไปมา ผลปรากฏว่า บางคู่เกิดปฏิกิริยาจับกลุ่มมีการตกตะกอนของเลือด บางคู่ เลือดก็ผสมเป็นเนื้ อเดียวกันโดยไม่มีการจับกลุ่ม จากปรากฏการณ์นี้ต่อมาในปี ค.ศ. 1901 (พ.ศ. 2444) คาร์ล แลนด์สไตเนอร์จึงสรุปผลการทดลองค้นคว้าว่า เลือดแบ่งออกเป็น 3 หมู่ คือ เอ (A) บี(B) และโอ (O) ส�ำหรับหมู่ที่ 4 คือหมู่เอบี(AB)
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 25 เลือดประกอบด้วยส่วนที่เป็ นเม็ดเลือดและส่วนที่เป็ นน�้ำเหลือง พลาสมา (Plasma) ส่วนที่เป็นเม็ดเลือดมีทั้งเม็ดเลือดแดงเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด หมู่เลือดระบบ เอบีโอประกอบด้วยหมู่เลือดหลัก 4 หมู่ ได้แก่ หมู่เอ (A) หมู่บี(B) หมู่โอ (O)และหมู่เอบี(AB) การก�ำหนดหมู่เลือดได้โดยชนิดของแอนติเจน (antigen สารก่อภูมิต้านทาน) ที่อยู่บนผิวของ เม็ดเลือดแดงและแอนติบอดี(antibody สารภูมิต้านทาน) ที่อยู่ในน�้ำเลือด (plasma) สารแอนติเจน (antigen) ที่อยู่บนผิวเม็ดเลือดแดงนี้ แต่ละชนิดจะมีลักษณะ แตกต่างกัน โดยคนที่มีหมู่เลือด A ก็จะมีแอนติเจนเป็นชนิด A หมู่เลือด B ก็มีแอนติเจนเป็น ชนิด B ถ้ามีทั้งแอนติเจนชนิด A และ B อยู่บนผิวเม็ดเลือดแดงก็จะเป็นคนที่มีหมู่เลือด AB แต่ถ้าไม่มีทั้งสองชนิดก็จะจัดเป็ นหมู่เลือด O การกระจายของหมู่เลือดต่าง ๆ ในแต่ละส่วน ของโลกจะแตกต่างกัน ในคนไทยนั้นมีหมู่เลือด AB น้อยที่สุด ส่วนหมู่เลือดที่มีมากที่สุด ได้แก่ หมู่เลือด O ส่วนแอนติบอดี(antibody) อยู่ในส่วนน�้ำเลือดของแต่ละคนแตกต่างกันด้วยโดยที่ คนที่มีหมู่เลือด A มีแอนติบอดีที่สามารถท�ำปฏิกิริยากับแอนติเจน B ส่วนคนที่มีหมู่เลือด B มีแอนติบอดีที่ท�ำปฏิกิริยากับแอนติเจน A คนที่มีหมู่เลือด O ก็จะพบแอนติบอดีทั้งสองชนิด ในน�้ำเลือด ส่วนหมู่เลือด AB ก็จะไม่มีแอนติบอดีทั้งสองชนิด ดังนั้นเราจะสามารถบอกชนิดของหมู่เลือดของแต่ละคนได้โดยการตรวจหา แอนติเจนและแอนติบอดีจากเลือด โดยหมู่เลือดแต่ละหมู่จะมีลักษณะดังนี้ หมู่เลือด สัดส่วนคนไทย แอนติเจน บนเม็ดเลือดแดง แอนติบอดีในน�้ำเลือด A 21-22% A Anti-B B 33-34% B Anti-A AB 7-8% A, B - O 37-38% H Anti-A และ Anti-B ตาราง 1.4 แสดงลักษณะของหมู่เลือดในระบบ ABO และการกระจายในประชากรไทยโดยประมาณ ที่มา : http://www.pharmacy.su.ac.th/biop/htdocs/healthtips/69-bloodgroup
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ 26 หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม หมู่โลหิตของพ่อ หมู่โลหิตของแม่ หมู่โลหิตของลูกที่อาจจะเป็นไปได้ O O O O A O หรือ A O B O หรือ B O AB A หรือ B หรือ O A A A หรือ O A B O หรือ A หรือ B หรือ AB B B B หรือ O B AB A หรือ B หรือ AB AB AB A หรือ B หรือ AB การถ่ายทอดหมู่โลหิตระบบ ABO ของพ่อ-แม่-ลูก ที่เป็นไปได้ หมู่โลหิตของมนุษย์เรานอกจากจะมีระบบ ABO แล้ว ยังมีหมู่โลหิตอีก ระบบหนึ่ง คือ หมู่โลหิตระบบอาร์เอช (Rh) เม็ดโลหิตแดงจะมีสารโปรตีนที่อยู่บนผิวของเม็ดโลหิตแดง ซึ่งเรียกว่า แอนติเจน-ดี(Antigen-D) เป็นตัวบ่งบอกหมู่โลหิตระบบ Rh (D) แบ่งออกเป็น 2 หมู่ คือ 1. หมู่โลหิต Rh บวก (Rh Positive) คือ หมู่โลหิตที่มีแอนติเจน-ดี (Antigen-D) อยู่ที่ผิวของเม็ดโลหิตแดง ในคนไทยมีหมู่โลหิต Rh (D) บวกประมาณ 99.7% 2. หมู่โลหิต Rh ลบ (Rh Negative) คือ หมู่โลหิตที่ไม่มีแอนติเจน-ดี (Antigen-D) อยู่ที่ผิวของเม็ดโลหิตแดง ในคนไทยพบว่ามีหมู่โลหิตนี้ เพียง 0.3% หรือ 1,000 คน จะพบ เพียง 3 คนเท่านั้น ซึ่งเรียกว่า “หมู่โลหิตพิเศษ” นั ่นเอง
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 27 4.3 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมโดยมียีนบนออโตโซมและยีนบน โครโมโซมเพศ โครโมโซมในเซลล์ร่างกายคน 46 แท่ง น�ำมาจับคู่ได้23 คู่ แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ออโตโซม และโครโมโซม 1) ยีนบนออโตโซม การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากยีนบนออโตโซม แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ 1. การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่ควบคุมโดยยีนเด่นบนออโตโซม การถ่ายทอดนี้ จะถ่ายทอดมาจากชายหรือหญิง มีลักษณะทางพันธุกรรม พันธุ์แท้ที่มียีนเด่นทั้งคู่(พันธุ์แท้ลักษณะเด่น) หรือมียีนเด่นคู่กับยีนด้อย(พันธุ์ทาง) นอกจากนี้ ยังมีลักษณะที่ผิดปกติอื่น ๆ ที่น�ำโดยยีนเด่น เช่น คนแคระ โรคท้าวแสนปม และกลุ่มอาการ มาร์แฟน (ผอมสูง แขนขายาว หัวใจผิดปกติเลนส์ตาหลุด) รูปที่ 1.13 โรคท้าวแสนปม และกลุ่มอาการมาร์แฟน ที่มา : https://tanitha126puk.wordpress.com/ 2. การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่ควบคุมโดยยีนด้อยบนออโตโซม การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่ผิดถูกควบคุมโดยยีนด้อย พบว่าเมื่อดูจากภายนอกพ่อและแม่มีลักษณะปกติแต่ทั้งคู่มียีนด้อยที่ควบคุมลักษณะผิดปกติ แฝงอยู่ หรือเรียกว่าเป็นพาหะ (Carrier) โรคที่เกิดจากยีนด้อยบนออโตโซม เช่น - โรคธาลัสซีเมีย เป็ นโรคที่มีอาการโลหิตจาง ดีซ่าน แคระแกรน เติบโตไม่สมบูรณ์พุงใหญ่ เนื่องจากตับและม้ามโต มีการเปลี่ยนแปลงของกระดูก กระดูกหักง่าย ในรายที่มีอาการรุนแรงจะตายตั้งแต่อายุยังน้อย
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ 28 หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม รูปที่ 1.14 แสดงการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของโรคธาลัสซีเมีย ยีนปกติ ยีนธาลัสซีเมีย ปกติ ปกติ ปกติ ปกติ ปกติ ธาลัสซีเมีย พ่อ แม่ อสุจิ ไข่ - ลักษณะผิวเผือก (Albinism) ผิวเผือกเป็นผู้มีอาการผิดปกติของเม็ดสีคือ ร่างกายผลิตเม็ดสีน้อย เกินไป อาจจะเป็ นบางส่วนโดยจะมีการขาดเม็ดสีทั้งที่ตา ผิวและผม อาการนี้เกิดจากการ ถ่ายทอดทางพันธุกรรมซึ่งมีผลในสัตว์เลี้ ยงลูกด้วยนมรวมทั้งมนุษย์สัตว์เลื้ อยคลาน สัตว์ครึ่งน�้ำ ครึ่งบกและแมลง เกิดจากยีนที่ป้ องกันไม่ให้ร่างกายสร้างเม็ดสีขึ้ น โดยมากแล้วภาวะผิวเผือก จะมีผลมาจากการถ่ายทอดยีนด้อยมาจากทั้งพ่อและแม่ซึ่งน้อยมากจะพบว่าเกิดขึ้ นโดย พ่อหรือแม่เพียงคนใดคนหนึ่ง รูปที่ 1.15 ลักษณะคนผิวเผือก ที่มา : http://chatbio.exteen.com/category/Biology
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 29 - เซลล์เม็ดเลือดแดงเป็ นรูปเคียวหรือโรคซิกเคิลเซลล์ เซลล์ที่มี ลักษณะเช่นนี้ จะไม่สามารถล�ำเลียงแก๊สออกซิเจนได้มากเท่ากับเซลล์เม็ดเลือดแดงซึ่งมีรูปร่าง ปกติท�ำให้ขาดออกซิเจนในเลือด เป็นผลให้รู้สึกเจ็บปวด อ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีแรง 2) ยีนบนโครโมโซมเพศ โครโมโซม X มีขนาดใหญ่ มียีนอยู่จ�ำนวนมาก มีทั้งยีนที่ควบคุมลักษณะ ทางเพศและยีนที่ควบคุมลักษณะอื่น ๆ เช่น ตาบอดสีโรคกล้ามเนื้อแขนขาลีบ โรคฮีโมฟีเลีย (มีอาการเลือดแข็งตัวช้า) เป็ นต้น โครโมโซม Y มีขนาดเล็ก มียีนอยู่จ�ำนวนน้อย มีทั้งยีน ที่ควบคุมลักษณะเพศชายและยีนที่ควบคุมลักษณะที่มีขนตามบริเวณบนใบหู ตัวอย่างการถ่ายทอดยีนด้อยบนโครโมโซม X เช่น ชายปกติแต่งงานกับหญิงปกติแต่เป็น พาหะของตาบอดสีโอกาสลูกที่เกิดมาจะได้รับการถ่ายทอดดังภาพ รูปที่ 1.16 การถ่ายทอดลักษณะตาบอดสี ก�ำหนดให้ ยีนตาปกติ ยีนตาบอดสี พ่อตาปกติ แม่ตาปกติแต่เป็นพาหะตาบอดสี หญิงตาปกติ หญิงตาปกติ ชายตา ชายตาบอดสี แต่เป็นพาหะ ปกติ ของยีนตาบอดสี sperm egg X Y X Y X X X X X X X X X Y X Y
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ 30 หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม กิจกรรมส่งเสริมทักษะ 1.3 1. จงเติมหมู่เลือดที่น่าจะเป็นไปได้ของลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่มีหมู่เลือดต่อไปนี้ หมู่เลือด พ่อ แม่ ลูก AB O A B AB B O A 2. เลือดหมู่ใดสามารถให้ใครได้บ้างและสามารถรับเลือดหมู่ใดได้บ้าง หมู่เลือดผู้ป่วย สามารถรับเม็ดเลือดแดง จากผู้บริจาคหมู่เลือด สามารถให้เลือดกับ A B AB O
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 31 5. ความผิดปกติของโครโมโซมและโรคทางพันธุกรรม โครโมโซมประกอบด้วยหน่วยพันธุกรรมหรือยีน โครโมโซมเป็นแหล่งที่มียีนมากมาย ซึ่งเมื่อมีการแบ่งเซลล์ความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้โดยอาจมีผลท�ำให้จ�ำนวนโครโมโซมเพิ่มขึ้น หรือลดน้อยลง หรือชิ้ นส่วนของโครโมโซมเพิ่มขึ้ นมาหรือขาดหายไป ปรากฏการณ์เหล่านี้ ยังส่งผลต่อลักษณะฟีโนไทป์ ของคนได้หลายรูปแบบ พอจะจัดแบ่งความผิดพลาดของโครโมโซม ได้2 ประเภทใหญ่ คือ 1. ความผิดปกติของโครงสร้างของโครโมโซม เช่น การที่เนื้ อโครโมโซมขาดหายไป เพิ่มขึ้ นมาหรือสลับที่จากเดิม จึงมีผลท�ำให้รูปร่างของโครโมโซมผิดไปจากเดิม 2. ความผิดปกติของจ�ำนวนโครโมโซม ซึ่งอาจจะมีจ�ำนวนโครโมโซมเพิ่มมากขึ้ น หรือลดจ�ำนวนไปจากเดิมที่มีอยู่ 5.1 ความผิดปกติของโครงสร้างของโครโมโซม ในการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ต้องผ่านกระบวนการการแบ่งเซลล์ซึ่งมีโอกาส ผิดพลาดได้แม้ไม่มากก็ตาม แต่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้ นกับโครโมโซมอาจท�ำให้ลักษณะที่ ชิ้ นส่วนของโครโมโซมขาดหายไปหรือเกินมา หรือจ�ำนวนโครโมโซมเปลี่ยนไปจากเดิม ย่อมจะส่งผลต่อลักษณะทางพันธุกรรม ความผิดปกติของโครโมโซมแบ่งเป็น 2 แบบ คือ 1) ความผิดปกติที่เกิดกับออโตโซม เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโครโมโซม ของเซลล์ในร่างกาย มีความผิดปกติ2 ชนิด คือ 1.1) ความผิดปกติที่จ�ำนวนออโตโซม เป็ นความผิดปกติที่ออโตโซม บางคู่เกินมา 1 โครโมโซม ความผิดปกติเหล่านี้ มีลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ 1.1.1) กลุ่มอาการดาวน์(Down’s syndrome) สาเหตุ ออโตโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 โครโมโซม ลักษณะอาการ ศีรษะแบน จมูกแบน ตาห่าง หางตาชี้ขึ้นบน ใบหูผิดรูป ปากปิดไม่สนิท ลิ้นจุกปาก นิ้วมือสั้นป้ อม เส้นลายมือขาด ช่องระหว่างนิ้ วหัวแม่เท้า และนิ้ วเท้าที่สองกว้าง ลายเท้าผิดปกติอาจมีหัวใจพิการแต่ก�ำเนิดและปัญญาอ่อน
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ 32 หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม รูปที่ 1.15 กลุ่มอาการดาวน์และกลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ด 1.1.2) กลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ด (Edward’s syndrome) สาเหตุ ออโตโซมคู่ที่ 18 เกินมา 1 โครโมโซม ลักษณะอาการ หัวเล็ก หน้าผากแบน คางเว้า หูผิดรูป ตาเล็ก นิ้ วมือบิดงอและก�ำเข้าหากันแน่น หัวใจพิการ ปอดและระบบย่อยอาหารผิดปกติปัญญาอ่อน เด็กที่เป็น 90% จะเสียชีวิตก่อนอายุ1 ขวบ 1.1.3) กลุ่มอาการพาเทา (Patau’s syndrome) สาเหตุ ออโตโซมคู่ที่ 13 เกินมา 1 โครโมโซม ลักษณะอาการ ปัญญาอ่อน ปากแหว่ง เพดานโหว่ หูหนวก มีนิ้ วเกิน อาจตาพิการหรือตาบอด อายุสั้นมาก (เกิน 3 เดือน) 1.2) ความผิดปกติที่รูปร่างออโตโซม เป็ นความผิดปกติที่ออโตโซม บางโครโมโซมขาดหายไปบางส่วน เช่น กลุ่มอาการคริดูชาต์(Cri-Du-Chatsyndromeหรือ Cat-Crysyndrome) สาเหตุ โครโมโซมคู่ที่ 5 แขนข้างสั้นหายไป 1 โครโมโซม ลักษณะอาการ ศีรษะเล็ก หน้ากลม ตาห่าง ใบหูอยู่ต� ่ำกว่าปกติ ปัญญาอ่อน ลักษณะเด่นชัดในผู้ป่ วย คือ เสียงร้องจะแหลมเล็กคล้ายกับเสียงแมวร้อง พบใน เพศหญิงมากกว่าเพศชาย 5.2 ความผิดปกติของจ�ำนวนโครโมโซม เกิดจากโครโมโซม X หรือ Yขาดหายไป หรือเกินมาจากปกติจะส่งผลให้เกิดความผิดปกติทั้งทางร่างกายและจิตใจและสามารถ ถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้ความผิดปกตินี้ แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 33 1) ความผิดปกติที่เกิดกับโครโมโซม X มี2 แบบ ดังนี้ 1.1) โครโมโซม X ขาดหายไป 1 โครโมโซม กลุ่มอาการเทอร์เนอร์(Turner’ssyndrome)พบในเพศหญิงเนื่องจาก โครโมโซมเพศ คือ โครโมโซม X เหลือแท่งเดียว ดังนั้นโครโมโซมในเซลล์ร่างกายเหลือเพียง 45 แท่ง เป็นแบบ 44 + XO ลักษณะ ตัวเตี้ ย ที่คอมีพังผืดกางเป็นปี ก แนวผมที่ท้ายทอยอยู่ต� ่ำ หน้าอกกว้าง หัวนมเล็กและอยู่ห่างกัน ใบหูใหญ่อยู่ต� ่ำและรูปร่างผิดปกติแขนคอก รังไข่ไม่เจริญ ไม่มีประจ�ำเดือน เป็นหมัน มีชีวิตอยู่ยาวเท่าคนปกติ 1.2) โครโมโซม X เกินมาจากปกติเกินได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย กลุ่มอาการไคลน์เฟลเตอร์(Klinefelter’s syndrome) ชาย – อาจมีโครโมโซมเพศแบบ XXY หรือ XXXY ท�ำให้มีโครโมโซม 47 หรือ 48 โครโมโซม เป็นแบบ 44 + XXY หรือ 44 + XXXYเรียกผู้ป่ วยแบบนี้ ว่าไคลน์เฟลเตอร์ ลักษณะ คล้ายเพศหญิง คือ มีสะโพกผาย หน้าอกโต สูงกว่าชาย ปกติลูกอัณฑะเล็ก เป็นหมัน มีอายุยาวเท่าคนปกติ ซูเปอร์ฟีเมล (Super female) หญิง – อาจมีโครโมโซมเพศแบบXXXหรือXXXXท�ำให้มีโครโมโซม47 หรือ 48 โครโมโซม เป็นแบบ 44 + XXX หรือ 44 + XXXX เรียกผู้ป่ วยแบบนี้ ว่า ซูเปอร์ฟีเมล ลักษณะ ทั ่วไปปกติแต่สติปัญญาต� ่ำกว่าปกติถ้าไม่เป็นหมัน ลูกที่ เกิดมาอาจมีความผิดปกติเช่นเดียวกับแม่ รูปที่ 1.16 กลุ่มอาการคริดูชาต์ ที่มา : http://www.mamaexpert.com/posts/content-154
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ 34 หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 2) ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับโครโมโซม Y ซูเปอร์เมน (Super men) โดยมีโครโมโซม Yเกินมาจากปกติจึงเป็นแบบ XYY ท�ำให้มีโครโมโซม 47 โครโมโซม เป็นแบบ 44 + XYY ลักษณะ รูปร่างสูงใหญ่กว่าปกติอารมณ์ร้ายโมโหง่ายแต่บางรายมีจิตใจ เป็นปกติและไม่เป็นหมัน 3) โรคที่เกิดความผิดปกติทางพันธุกรรมอื่นๆ โรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) คือ โรคเลือดออกไหลไม่หยุดหรือเลือดออกง่าย หยุดยาก เป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบมากในเพศชายเพราะยีนที่ก�ำหนดอาการโรคฮีโมฟีเลีย จะอยู่ในโครโมโซม X และถ่ายทอดยีนความผิดปกตินี้ ให้ลูก ส่วนผู้หญิงหากได้รับโครโมโซม X ที่ผิดปกติก็จะไม่แสดงอาการ เนื่องจากมีโครโมโซม X อีกตัวข่มอยู่แต่จะแฝงพาหะแทน ลักษณะอาการ คือ เลือดของผู้ป่ วยฮีโมฟี เลียจะไม่สามารถแข็งตัวได้ รูปที่ 1.17 โรคฮีโมฟีเลีย ที่มา : www.shutterstock.com เนื่องจากขาดสารที่ท�ำให้เลือดแข็งตัว อาการที่ สังเกตได้เช่นเลือดออกมากผิดปกติเลือดกำ�เดา ไหลบ่อยข้อบวม เกิดแผลฟกชำ �้ขึ้นเองแต่โรค ฮีโมฟีเลียนี้ สามารถรักษาได้โดยการใช้สาร ช่วยให้เลือดแข็งตัวทดแทน โรคเบาหวาน คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน�้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากขาดฮอร์โมนอินซูลิน โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้ อรังชนิดหนึ่งและเป็นโรคทางพันธุกรรม โดยหากพ่อแม่เป็ นเบาหวานก็อาจถ่ายทอดไปถึงลูกหลานได้และนอกจากพันธุกรรมแล้ว สิ่งแวดล้อม วิธีการด�ำเนินชีวิต การรับประทานอาหาร ก็มีส่วนท�ำให้เกิดโรคเบาหวานได้เช่นกัน อาการทั ่วไปของผู้ที่เป็ นโรคเบาหวาน คือจะปัสสาวะบ่อย เนื่องจาก น�้ำตาลที่ออกมาทางไตจะดึงเอาน�้ำจากเลือดออกมาด้วย จึงท�ำให้มีปัสสาวะมากกว่าปกติ ผู้ป่ วยโรคเบาหวานไม่สามารถน�ำน�้ำตาลมาเผาผลาญเป็นพลังงาน จึงหันมาเผาผลาญกล้ามเนื้ อ และไขมันแทน ท�ำให้ร่างกายผ่ายผอม ไม่มีไขมัน กล้ามเนื้ อฝ่อลีบ อ่อนเพลีย นอกจากนี้ การมีน�้ำตาลคั ่งอยู่ในอวัยวะต่าง ๆ จึงท�ำให้อวัยวะต่าง ๆ เกิดความผิดปกติและน�ำมาซึ่ง ภาวะแทรกซ้อนมากมาย โดยเฉพาะโรคไตวายเรื้ อรัง หลอดเลือดตีบตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต ต้อกระจก เบาหวานขึ้ นตา ฯลฯ
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 35 5.3 การป้ องกันการเกิดโรคพันธุกรรม ปัจจุบันการแพทย์สามารถช่วยลดการถ่ายทอดทางโรคพันธุกรรมได้โดย 1. จัดตังศูนย์ให้ค� ้ำปรึกษาแนะน�ำทางพันธุศาสตร์ โดยให้ความรู้กับคู่สมรส หากพบว่าตนเองมีประวัติโรคพันธุกรรมในครอบครัว เพื่อจะได้ตัดสินใจที่จะเลือกที่จะมีบุตร หรือไม่มีบุตร 2. การตรวจความผิดปกติบางประการที่เกิดขึ้นกับตัวอ่อนในท้องแม่ ว่ามี โครโมโซมผิดปกติหรือไม่โดยน�ำเอาน�้ ำคร�่ำ (Amniotic Fluid) ซึ่งมีเซลล์ของตัวอ่อนหลุดปะปนอยู่ มาตรวจดูโครโมโซม ท�ำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคพันธุกรรมบางโรคในทารกได้ก่อนคลอด มารดาที่ควรได้รับการตรวจด้วยวิธีนี้ คือ คู่สมรสที่มีประวัติโรคพันธุกรรมในครอบครัวและ มารดาที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุมากตั้งแต่ 35 ปี ขึ้ นไป สเต็มเซลล์ (Stem Cell) คืออะไร สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือ เซลล์ต้นก�ำเนิด เป็นเซลล์อ่อนที่ไม่มีหน้าที่ของเซลล์ ที่เฉพาะเจาะจง สามารถแบ่งตัวเองขึ้ นมาใหม่ได้และพร้อมจะเจริญเติบโต เปลี่ยนแปลงเพื่อ ไปท�ำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งที่เฉพาะเจาะจงได้หรือกลายเป็ นเซลล์ของเนื้ อเยื่อชนิดต่าง ๆ ใน ร่างกายได้ สเต็มเซลล์พบได้จากตัวอ่อนระยะ Blastocyst และในเนื้ อเยื่อที่โตเต็มวัย เช่น เลือด ฟันน�้ำนม ผิวหนัง สายสะดือ ไขกระดูก โดยสเต็มเซลล์จากไขกระดูกในผู้ใหญ่นั้น มีหน้าที่สร้าง เม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ ในระบบเลือด รวมถึงเซลล์ที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอีกด้วย ดังนั้นไขกระดูกจึงมีความส�ำคัญมากในทางการแพทย์ โดยปกติเซลล์แต่ละเซลล์ในร่างกายของมนุษย์จะท�ำหน้าที่จ�ำเพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง จะไม่ย้อนกลับมา ตัวอย่างของเซลล์ที่พัฒนาไปจนสุดทางจนเป็นเซลล์ที่ท�ำหน้าที่เฉพาะเจาะจง เช่น เซลล์สมอง เซลล์กล้ามเนื้ อหัวใจ เซลล์เหล่านี้ เมื่อตายไปแล้ว จะไม่มีเซลล์ใหม่มา ทดแทนได้อีก ปั จจุบันได้มีนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยมากมายที่สนใจในการน�ำสเต็มเซลล์ (Stem Cell) มาใช้ในการรักษาโรค เช่น โรคลิวคีเมีย (Leukemia) ธาลัสซีเมีย (Thalassemia) อัลไซเมอร์(Alzheimer) กล้ามเนื้ อหัวใจขาดเลือด เบาหวาน พาร์กินสัน (Parkinson) อัมพาต ไขสันหลัง ฯลฯ ให้หายขาดได้
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ 36 หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 6. มิวเทชัน (Mutation) มิวเทชัน คือ ความผิดปกติที่เกิดขึ้ นกับหน่วยพันธุกรรม ท�ำให้หน่วยพันธุกรรม เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งมีผลต่อการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากรุ่นหนึ่งไปยังรุ่นต่อ ๆ ไป สาเหตุอาจมาจากการได้รับรังสีบางชนิด เช่น รังสีเอกซ์รังสีอัลตราไวโอเลต และสารเคมี บางชนิด เช่น กรดไนตรัส สารอะฟลาทอกซิน จากเชื้ อราบางชนิด สารเหล่านี้เรียกว่า สิ่งก่อ กลายพันธุ์หรือมิวเทเจน (Mutagen) ซึ่งสามารถกระตุ้นหรือชักน�ำให้เกิดมิวเทชันขึ้ นได้ 6.1 มิวเทชันสามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติและปัจจัยชักน�ำ 1) มิวเทชันที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ยีนมิวเทชันตามสภาพธรรมชาติเป็ นการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันตาม แต่ละต�ำแหน่งและชนิดของยีน และตามแต่ละชนิดของสิ่งมีชีวิตอีกด้วย การเกิดยีนมิวเทชัน สามารถเกิดได้2 ทิศทาง คือ 1. การเปลี่ยนแปลงยีนปกติให้กลายเป็นยีนมิวแทนต์ 2. เกิดในทิศทางกลับกัน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงยีนมิวแทนต์ให้กลายเป็น ยีนปกติตามเดิม 2) มิวเทชันที่เกิดขึ้นจากปัจจัยชักน�ำ สามารถแบ่งออกเป็น 2.1) ปัจจัยชักน�ำภายนอก ที่ส�ำคัญ 2 ประการ คือ 1. ปัจจัยทางฟิ สิกส์ได้แก่ อานุภาพจากรังสีเช่น รังสีเอกซ์เรย์ (X-ray) รังสีแกมมา (gamma) และรังสียูวี(UV) เป็นต้น ส่วนมากปัจจัยเหล่านี้ มักท�ำให้เกิด การเปลี่ยนแปลงในโครโมโซม 2. ปัจจัยทางเคมี ได้แก่ สารเคมีชนิดต่าง ๆ เช่น สารเคมี 5-bromouracil(BU) กรดไนตรัส (nitrousacid, NA)และ 2-aminopurineเป็นต้น หรืออาจเป็น สารอื่น ๆ ที่เป็ นพิษ เช่น อะฟลาทอกซิน และเฮโรอีน ซึ่งสารเคมีเหล่านี้ มักท�ำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงคู่เบสที่จุดใดจุดหนึ่งในโมเลกุล DNAในรูปแบบต่างๆ กัน สารเคมีที่มีฤทธิ์ ชักน�ำ ให้เกิดการมิวเทชัน เรียกว่า มิวเทเจน (Mutagen) นอกจากนี้ มิวเทเจนบางชนิดชักน�ำให้เกิด โรคมะเร็งได้อีกด้วย 2.2) ปัจจัยชักน�ำภายใน คือ ยีนในโครโมโซมที่มีสมบัติเป็ นตัวเร่ง หรือ ส่งเสริมให้ยีนที่อยู่ใกล้เคียงห่างไกล หรือโครโมโซมคนละคู่กันเกิดการเปลี่ยนแปลง เรียกว่า มิวเทเทอร์(Mutator) ในทางตรงกันข้ามยีนที่มีคุณสมบัติเป็ นตัวยับยั้งไม่ให้ยีนต่าง ๆ เกิด มิวเทชัน เรียกว่า แอนติมิวเทเทอร์(Antimutator)
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 37 6.2 มิวเทชันสามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น 1) มิวเทชันที่แสดงออกทางรูปร่างสัณฐานวิทยา (Morphological mutation) คือ ยีนที่มิวแทนต์ส่งผลให้ลักษณะภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งสามารถสังเกตและตรวจสอบ ได้ง่าย เช่น แมลงหวี่ตาขาว คนเผือก เป็นต้น 2) มิวเทชันที่แสดงออกทางชีวเคมี (Biochemical mutation) คือ ยีนที่มิวแทนต์ ส่งผลให้เอนไซม์บางชนิดเกิดความผิดปกติซึ่งอาจส่งผลต่อกระบวนการทางชีวเคมีและยัง ส่งผลให้ลักษณะภายนอกผิดปกติได้อีกด้วย เช่น โรคฟีนิลคีโตนูเรีย (phenylketonuria, PKU) ผู้ป่ วยที่เป็นโรคนี้ จะมีอาการผิดปกติทางสมอง ท�ำให้สติปัญญาด้อยกว่าคนปกติต่อมาพบว่า ลักษณะกรรมพันธุ์ประเภทนี้ ควบคุมโดยยีนด้อยที่อยู่บนออโตโซม 3) ลีทัลมิวเทชัน (Lethal mutation) คือ ยีนที่มิวแทนต์ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตนั้น เป็นอันตรายซึ่งอาจถึงแก่ชีวิตได้ Web Guide 1. www.sktc.go.th 2. www.thaigoodview.com 3. http://ninnika.wordpress.com 4. http://www.baanjomyut.com 5. www.student.chula.ac.th สรุปสาระส�ำคัญ ลักษณะทางพันธุกรรมเป็ นลักษณะที่สามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลาน ลักษณะที่ถูก ถ่ายทอดผ่านทางยีน ในแต่ละยีนประกอบด้วย DNA โดยที่ยีนจะมีลักษณะอยู่เป็นคู่ ๆ เรียก คู่ของยีนที่ก�ำหนดลักษณะต่าง ๆ ว่า จีโนไทป์ ลักษณะที่ปรากฏภายนอกเรียกว่า ฟีโนไทป์ เช่น ลักษณะต้นสูง ต้นเตี้ ย ลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตอาจแปรผันได้เนื่องจาก สภาพแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์บุคคลแรกที่ค้นพบการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ได้แก่ เกรเกอร์เมนเดล สมมติฐานของการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ของเมนเดล คือ คู่ยีนที่อยู่ในเซลล์ ซึ่งจะเจริญไปเป็ นเซลล์สืบพันธุ์ของพ่อหรือแม่จะแยกออกจากกัน เมื่อเกิดการปฏิสนธิยีน จากเซลล์สืบพันธุ์ของพ่อและแม่จะมาจับคู่กัน ดังนั้นยีนของลูกทุก ๆ คู่ จะได้รับยีนหนึ่งจาก พ่อและอีกยีนหนึ่งจากแม่เสมอ บคู่กัน ดั
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ 38 หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม โครโมโซมและยีน ลักษณะที่ปรากฏในรุ่นลูกเป็ นผลมาจากการถ่ายทอดยีนมาจากพ่อและแม่โดยผ่าน ทางเซลล์สืบพันธุ์ ภายในเซลล์จะประกอบด้วยนิวเคลียสและไซโทพลาซึมและถูกห่อหุ้ม ด้วยเยื่อหุ้มเซลล์ ความผิดปกติของโครโมโซมและโรคทางพันธุกรรม ความผิดปกติของของโครโมโซมแบ่งได้2 ประเภทใหญ่ คือ 1. ความผิดปกติของโครงสร้างของโครโมโซม เกิดกับออโตโซม มีความผิดปกติ 2 ชนิด คือ ความผิดปกติที่จ�ำนวนออโตโซม เช่น กลุ่มอาการดาวน์(Down’s Syndrome) อาการ เอ็ดเวิร์ด (Edward’s Syndrome) อาการพาเทา (Patua’s Syndrome) และความผิดปกติที่ รูปร่างออโตโซม เช่น กลุ่มอาการคริดูชาต์(Cri-Du-Chat Syndrome หรือ Cat-Cry Syndrome) 2. ความผิดปกติของจ�ำนวนโครโมโซม แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ความผิดปกติที่เกิดกับ โครโมโซม X มี2 แบบ คือ โครโมโซม X ขาดหายไป 1 โครโมโซม เช่น กลุ่มอาการเทอร์เนอร์ (Turner’s Syndrome) พบในเพศหญิง และโครโมโซม X เกินมาจากปกติเกิดได้ทั้งเพศหญิง และเพศชาย เช่น กลุ่มอาการไคลน์เฟลเตอร์(Klinefelter’s Syndrome) และความผิดปกติ ที่เกิดขึ้ นกับโครโมโซม Y เช่น โรคซูเปอร์เมน (Super Men)กัน ดั มิวเทชัน คือ ความผิดปกติที่เกิดขึ้ นกับหน่วยพันธุกรรม ท�ำให้หน่วยพันธุกรรมเปลี่ยนไป จากเดิม ซึ่งมีผลต่อการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากรุ่นหนึ่งไปยังรุ่นต่อๆ ไป มิวเทชัน สามารถเกิดขึ้ นได้ตามธรรมชาติและปัจจัยชักน�ำ ซึ่งมีทั้งปัจจัยชักน�ำภายนอกและปัจจัยชักน�ำ ภายใน
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 39 ค�ำสั ่ง ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลความหมายของค�ำศัพท์ทางพันธุศาสตร์แล้วน�ำไปเติม ลงในช่องว่างหน้าข้อความที่ถูกต้อง ใบงานที่ 1 1. ………………………. ลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่ปรากฏออกมาให้เห็นเป็นผลมาจากการควบคุมของ จีโนไทป์ ของยีนและอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม 2. ……………………….ยีนที่มีแอลลีลเหมือนกันทั้งคู่ โดยจะเป็นแอลลีลเด่น หรือแอลลีลด้อยทั้งคู่ ก็ได้เช่น RR, rr, SSyy, SSYY, yySS เป็นต้น 3. ……………………….การผสมพันธุ์โดยพิจารณาเพียงลักษณะเดียว เช่น ความสูงหรือสีของดอก เพียงอย่างเดียว 4. ……………………….ความผิดปกติที่เกิดขึ้ นกับหน่วยพันธุกรรม 5. ……………………….ความผิดปกติของออโตโซมคู่ที่21เกินมา1โครโมโซมลักษณะอาการศีรษะแบน จมูกแบน ตาห่าง หางตาชี้ ขึ้ นบน 6. ……………………….ยีนคือหน่วยที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมต่าง ๆ ในร่างกายของสิ่งมีชีวิต ที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลูกหลาน ปรากฏอยู่บนโครโมโซม 7. ……………………….ลักษณะด้อย หมายถึง ลักษณะที่ไม่มีโอกาสปรากฏในรุ่นต่อไป เป็นยีนที่ แฝงอยู่และจะถูกข่มโดยยีนเด่น 8. ……………………….แผนผังในการศึกษาพันธุกรรมของคน ซึ่งแสดงบุคคลต่างๆ ในครอบครัว 9. ……………………….การถ่ายทอดพันธุกรรมสองลักษณะเป็ นการผสมที่ศึกษาสองลักษณะ ในเวลาเดียวกันมียีนควบคุมสองคู่ 10. ……………………….ยีนที่ประกอบหรือยีนที่อยู่กันเป็ นคู่เฉพาะลักษณะหนึ่ง ๆ เป็ นยีนที่อยู่บน ต�ำแหน่งเดียวกันของโครโมโซมที่เป็นคู่กัน A. down’s syndrome B. monohybrid cross C. homozygous recesive D. phenotype E. locus F. pedigree G. gene H. dihybrid cross I. heterozygous genotype J. allele
วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาอาชีพและธุรกิจบริการ 40 หน่วยที่ 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ตอบค�ำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง 1. ลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตมีอะไรบ้าง .......................................................................................................................................... .......................................................................................................................................... 2. อธิบายความหมายของจีโนไทป์ และฟีโนไทป์ พร้อมยกตัวอย่าง .......................................................................................................................................... .......................................................................................................................................... 3. สิ่งมีชีวิตต่างชนิดกันมีจ�ำนวนโครโมโซมเท่ากันหรือไม่ อย่างไร .......................................................................................................................................... .......................................................................................................................................... 4. ยีนคืออะไร ท�ำหน้าที่อะไร และพบได้ที่ไหน .......................................................................................................................................... .......................................................................................................................................... 5. อธิบายสาเหตุการเกิดมิวเทชัน .......................................................................................................................................... .......................................................................................................................................... 6. โรคที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมมีโรคอะไรบ้าง .......................................................................................................................................... .......................................................................................................................................... 7. แม่มีลักษณะห่อลิ้ นได้ซึ่งเป็ นลักษณะเด่น พ่อมีลักษณะห่อลิ้ นไม่ได้ซึ่งเป็ นลักษณะด้อย สามีภรรยาคู่นี้ มีโอกาสถ่ายทอดลักษณะการห่อลิ้ นได้ไปสู่ลูกได้ร้อยละเท่าไร .......................................................................................................................................... .......................................................................................................................................... แบบฝึกหัดท้ายหน่วย