The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ใบความรู้ ประจำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dream_m409no14, 2022-03-29 00:21:29

ใบความรู้ ทฤษฎีสี

ใบความรู้ ประจำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5

ใบความรู้ ประจำแผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 5
รหัสวชิ า 20300-1003 ชื่อวิชา องค์ประกอบศลิ ป์
ช่อื หน่วย ทฤษฎีสี
ช่อื เรือ่ ง หลักการทฤษฎสี ี
1. ความหมายและการเกดิ สี

คำว่า สี (Colour) ตามพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน หมายถงึ ลกั ษณะของแสง ท่ี
ปรากฏแก่ สายตาเรา ให้เหน็ เป็น สขี าว ดำ แดง เขียวฯลฯหรอื การสะท้อนรัศมีของแสงมาสู่ตาเรา

สี ทีป่ รากฏ ในธรรมชาติ เกิดจากการสะทอ้ นของแสงสวา่ ง ตกกระทบ กบั วัตถุแลว้ เกิดการ
หักเหของแสง ( Spectrum ) สเี ปน็ คล่ืนแสงชนิดหนงึ่ ซงึ่ ปรากฏใหเ้ หน็ เมือ่ แสงผ่านละอองไอนำ้ ในอากาศ
หรอื แท่งแกว้ ปรซิ มึ ปรากฏเปน็ สีตา่ งๆ รวม 7 สี ไดแ้ ก่ สแี ดง มว่ ง ส้ม เหลือง น้ำเงิน คราม และเขียว เรียกวา่
สรี งุ้ ท่ีปรากฏบนท้องฟ้า

ทีม่ าภาพ : http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/pechburi/
somphong_k/color01.html

ตามธรรมชาตใิ นแสงนั้น มีสีต่างๆรวมกัน อยู่อยา่ งสมดลุ ย์เป็น แสงสีขาวใส เม่อื แสงกระทบ กบั สขี อง
วัตถุ ก็จะสะท้อนสีวัตถุนัน้ ออกมาเข้าตาเรา วัตถสุ ีขาวจะสะท้อนไดท้ ุกสี ส่วนวัตถุสีดำนัน้ จะดดู กลนื แสงไว้
ไมส่ ะทอ้ นสีใด ออกมาเลย

2. ประวัตคิ วามเป็นมาของสี
มนษุ ย์เร่ิมมีการใชส้ ตี งั้ แตส่ มัยกอ่ นประวตั ศิ าสตร์ มที ้ังการเขยี นสลี งบนผนงั ถ้ำ ผนังหนิ บน

พนื้ ผวิ เครอ่ื งป้ันดินเผา และทีอ่ ืน่ ๆภาพเขียนสีบนผนังถ้ำ(ROCK PAINTING) เริม่ ทำตงั้ แต่สมยั ก่อน
ประวัตศิ าสตร์ในทวปี ยุโรป โดยคนก่อนสมยั ประวัติศาสตร์ในสมยั หินเก่าตอนปลาย ภาพเขียนสีท่ีมชี ่อื เสียงใน
ยุคน้ีพบที่ประเทศฝรง่ั เศษและประเทศสเปนในประเทศ ไทย กรมศิลปากรได้สำรวจพบภาพเขยี นสสี มยั ก่อน
ประวัตศิ าสตรบ์ นผนงั ถำ้ และ เพงิ หินในทต่ี ่างๆ จะมีอายรุ ะหวา่ ง 1500-4000 ปี เป็นสมัยหนิ ใหม่และยุคโลหะ
ไดค้ น้ พบตง้ั แต่ปี พ.ศ. 2465 ครัง้ แรกพบบนผนงั ถำ้ ในอา่ วพงั งา ต่อมาก็ค้นพบอกี ซึ่งมีอย่ทู ั่วไป เชน่ จังหวัด
กาญจนบรุ ี อุทยั ธานี เปน็ ตน้ สีท่เี ขยี นบนผนังถ้ำสว่ นใหญ่เป็นสแี ดง นอกนั้นจะมีสสี ้ม สีเลอื ดหมู สีเหลอื ง สี
นำ้ ตาล และสดี ำสีบนเคร่ืองปั้นดินเผา ได้ค้นพบการเขียนลายคร้งั แรกท่ีบ้านเชยี งจงั หวดั อดุ รธานเี ม่อื ปี พ.ศ.
2510 สที ่ีเขยี นเปน็ สีแดงเปน็ รูปลายกา้ นขดจิตกรรมฝาผนังตามวดั ต่างๆสมัยสุโขทยั และอยธุ ยามหี ลกั ฐานว่า

ใช้สีในการเขียนภาพหลายสี แต่ก็อยู่ในวงจำกัดเพียง 4 สี คือ สีดำ สีขาว สดี ินแดง และสีเหลอื งในสมยั โบราณ
นัน้ ชา่ งเขียนจะเอาวัตถุต่างๆในธรรมชาติมาใช้เป็นสีสำหรับเขียนภาพ เชน่ ดินหรือหินขาวใชท้ ำสีขาว สดี ำก็
เอามาจากเขมา่ ไฟ หรอื จากตัวหมกึ จีน เป็นชาตแิ รกที่พยายามคน้ ควา้ เรื่องสธี รรมชาตไิ ด้มากกว่าชาติอ่นื ๆ คือ
ใชห้ ินนำมาบดเปน็ สีต่างๆ สีเหลอื งนำมาจากยางไม้ รงหรอื รงทอง สีครามกน็ ำมาจากต้นไมส้ ว่ นใหญ่แลว้ การ
คน้ คว้าเรื่องสีกเ็ พ่ือทจ่ี ะนำมาใช้ ยอ้ มผา้ ต่างๆ ไมน่ ิยมเขยี นภาพเพราะจนี มีคติในการเขียนภาพเพียงสเี ดยี ว คือ
สดี ำโดยใชห้ มกึ จนี เขียน

3. ประเภทของสี

สี มอี ย่ทู ่ัวไปในส่ิงแวดลอ้ มรอบๆตวั เรา สีที่ปรากฏอยใู่ นโลกสามารถแบ่งออกได้เปน็ 2
ประเภทใหญ่ๆ คือ

2.1 สีทเี่ กดิ ในธรรมชาติ มีอยู่ 2 ชนดิ คือ
ก. สที ่ีเป็นแสง ( Spectrum ) คอื สที เี่ กดิ จากการหักเหของแสง เชน่ สรี ุ้ง สีจากแท่งแกว้
ปริซมึ
ข. สีท่อี ย่ใู นวตั ถุ หรือเนื้อสี ( Pigment ) คือ สีท่ีมีอยใู่ นวตั ถุธรรมชาติทัว่ ไป เช่น สีของพืช
สตั ว์ หรือแรธ่ าตตุ า่ งๆ

2.2 สีท่มี นษุ ย์สรา้ งขน้ึ คอื สีที่ได้จากการสังเคราะห์ เพือ่ ใช้ประโยชนใ์ นงานตา่ งๆ เช่น งานศลิ ปะ
อุตสาหกรรม การพาณิชย์ และในชวี ิตประจำวนั โดยสังเคราะห์จากวัสดธุ รรมชาติ และจากสารเคมี ท่ีเรยี กวา่
สีวิทยาศาสตร์ ซ่งึ สีทีไ่ ดจ้ าก การสงั เคราะห์สามารถนำมาผสมกัน ใหเ้ กิดเป็น สตี ่างๆอกี มากมาย

4. การรบั ร้เู ร่ืองสี (Colour Perception)
การรบั ร้ตู ่อสขี องมนุษย์ เกดิ จากการมองเห็น โดยใช้ตา เป็นอวยั วะรบั สัมผสั ตาจะตอบสนอง

ต่อแสงสีต่างๆ โดยเฉพาะแสงสวา่ ง จากดวงอาทิตย์ และจากดวงไฟ ทำใหม้ องเหน็ โดยเร่ิมจากแสงสะท้อน
จากวตั ถผุ า่ นเข้านัยนต์ า ความเขม้ ของแสงสวา่ ง มีผลต่อ การเห็นสี และความคมชดั ของวัตถุ หากความเขม้
ของแสงสว่างปรกติ จะทำให้มองเหน็ วัตถุชัดเจน แตห่ ากความเขม้ ของแสงสวา่ งมีน้อย หรือ มดื จะทำให้
มองเห็นวัตถุไม่ชดั เจน หรือพรา่ มวั

นักวิทยาศาสตร์ไดเ้ คยทำ การศกึ ษาเก่ียวกับ ความไวในการรับรู้ต่อสีตา่ งๆของมนษุ ย์ ปรากฏ
วา่ ประสาทสมั ผสั ของมนษุ ย์ ไวตอ่ การรับรู้สีแดง สเี ขยี ว และสีม่วงมากกว่าสีอน่ื ๆ ส่วนการรับร้ขู องเด็ก
เก่ียวกับสนี ัน้ เด็กสว่ นใหญ่ จะชอบภาพ ท่ีมีสสี ะอาดสดใส มากกวา่ ภาพขาวดำ ชอบภาพหลายๆสมี ากกวา่ สี
เดยี ว และชอบภาพที่เป็น กลุ่มสีรอ้ นมากกว่าสเี ยน็ (โกสมุ สายใจ, 2540)

ตาของคนปกตจิ ะสามารถ แยกแยะสีตา่ งๆได้ถูกต้อง แต่หากมองเห็นสนี ัน้ ๆเป็นสอี น่ื ที่
ผิดเพยี้ นไป เรียกว่า ตาบอดสี เชน่ เห็นวัตถุสแี ดง เป็นสีอนื่ ทมี่ ใิ ช่สแี ดง ก็แสดงวา่ ตาบอดสีแดง หากเห็นสนี ้ำ
เงินผดิ เพย้ี น แสดงว่าตาบอดสนี ้ำเงิน เป็นต้น ซงึ่ ตาบอดสีเปน็ ความบกพร่องทางการมองเหน็ อย่างหนึ่ง บุคคล

ใดทีต่ าบอดสีกจ็ ะเป็นอุปสรรคต่อการทำงานบางประเภทได้ เช่น งานศิลปะ งานออกแบบ การขับรถ ขับ
เครอื่ งบิน งานดา้ นวทิ ยาศาสตร์ เป็นต้น

5. วงจรสี (Colour Wheel)
วงจรสี คอื สที ่เี กิดจากการผสมกันเป็นคู่ เรมิ่ ต้ังแต่ แม่สี 3 สี แล้วเกดิ เปน็ สีใหมข่ น้ึ มา จน

ครบวงจร จะได้สีท้ังหมด 12 สี ซึ่งแบ่งสีเปน็ 3 ขั้นคือ

ท่ีมาภาพ : http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/pechburi/
somphong_k/color01.html
1.1 สขี น้ั ที่ 1 (Primary Colours) คอื แมส่ ี 3สี ได้แก่ สแี ดง เหลอื ง และนำ้ เงิน
1.2 สขี น้ั ที่ 2 (Secondary Colours) คือ สีท่เี กดิ จากการผสมกนั เป็นคๆู่ ระหวา่ งแม่สี 3 สี จะ
ได้สีเพิ่มขึน้ อีก 3สี
1.3 สขี นั้ ท่ี 3 (Tertiary Colours) คือ สีทเี่ กดิ จากการผสมกันเป็นค่ๆู ระหว่างแมส่ ี 3 สี กบั สขี ้ันที่ 2
จะได้สเี พมิ่ ขนึ้ อีก 6สี
1.4 สีกลาง (Neutral Colour) คือ สีที่เกิดการผสมสีทุกสี ในวงจรสี หรือ แมส่ ี 3สี ผสมกนั จะไดส้ ี
เทาแก่
สีทั้ง 3ขนั้ เม่ือนำมาจดั อยเู่ ป็นวงจรจะไดล้ ักษณะเป็นวงล้อสี

ท่ีมาภาพ : http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/pechburi/
somphong_k/color01.html

6. วรรณะของสี (Tone of Colour)
วรรณะสี คอื ความแตกต่างของสแี ต่ละกลุ่ม ในวงจรสโี ดยแบ่งตามความรู้สกึ ด้านอุณหภูมิ

โดยแบ่งออกเป็น 2 วรรณะ คือ

ทีม่ าภาพ : http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/pechburi/
somphong_k/color01.html
2.1 สวี รรณะรอ้ น (Warm Tone) ประกอบด้วยสเี หลอื ง, ส้มเหลอื ง, ส้ม, สม้ แดง, แดง และมว่ งแดง
2.2 สีวรรณะเย็น (Cool Tone) ประกอบด้วยสมี ว่ ง, มว่ งน้ำเงนิ , น้ำเงิน, เขยี วนำ้ เงนิ , เขียวและเขยี ว
เหลอื ง
7. สตี รงขา้ ม (Comprementary Colour)
สีตรงข้าม หมายถงึ สที ี่อยู่ในตำแหน่งตรงขา้ มกันในวงจรสี และมกี ารตัดกนั อย่างเด่นชัดซึ่ง
จะให้ความรู้สึกท่ีขดั แยง้ กัน หากนำมาผสมกันจะไดส้ กี ลาง (เทา) ซึง่ มีทง้ั หมด 6คู่ ได้แก่

ที่มาภาพ : http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/pechburi/
somphong_k/color01.html

- สีเหลอื ง ตรงข้ามกับ สมี ่วง - สีน้ำเงนิ ตรงขา้ มกับ สีสม้

- สแี ดง ตรงขา้ มกับ สีเขยี ว - สีเขียวเหลือง ตรงข้ามกบั สมี ่วงแดง
- สสี ม้ แดง ตรงข้ามกบั สเี ขียวน้ำเงิน - สมี ว่ งน้ำเงนิ ตรงขา้ มกับ สสี ม้ เหลือง

8. สีขา้ งเคยี ง ( Analogous Colour)
สขี า้ งเคียง หมายถงึ สีที่อยเู่ คียงข้างกนั ท้งั ซ้ายและขวาในวงจรสี มคี วามคลา้ ยคลงึ กันหาก

นำมาจดั อยดู่ ้วยกนั จะมีความกลมกลืนกัน หากอยหู่ ่างกนั มากเท่าใดความกลมกลืนก็จะย่ิงน้อยลงความขัดแย้ง
ก็จะมีมากขึน้ สว่ นใหญจ่ ะเป็นสี ในวรรณะเดยี วกัน (ภาพที่ 6) สีขา้ งเคยี งได้แก่

ทีม่ าภาพ : http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/pechburi/
somphong_k/color01.html

- สแี ดง - สม้ แดง - สม้ หรือ มว่ งแดง -แดง - สม้ แดง
- สีสม้ เหลอื ง - เหลอื ง - เขยี วเหลือง หรือ ส้มแดง - ส้ม - ส้มเหลอื ง
- สีเขียว - เขียวน้ำเงิน - นำ้ เงนิ หรือ เขยี วนำ้ เงนิ - เขียว - เขยี วเหลอื ง
- สมี ว่ งนำ้ เงนิ - มว่ ง - มว่ งแดง หรือ มว่ งนำ้ เงิน- นำ้ เงนิ - เขียวนำ้ เงิน

9. จติ วทิ ยาสกี บั ความรสู้ กึ
ในดา้ นจิตวทิ ยา สี เป็นตวั กระตุ้นความรู้สึกและมผี ลต่อจติ ใจของมนุษย์ สตี า่ งๆจะใหค้ วามรูส้ ึกที่แตกตา่ งกนั
ดงั นนั้ เราจึงมักใช้สีเพอื่ สื่อความรู้สึกและความหมายต่างๆ ไดแ้ ก่

- สแี ดง ใหค้ วามรู้สึกเรา่ ร้อน รุนแรง อันตราย ตืน่ เต้น
- สีเหลอื ง ให้ความรู้สกึ สวา่ ง อบอุ่น แจม่ แจง้ ร่าเรงิ ศรทั ธา ม่งั ค่งั
- สเี ขียว ให้ความรู้สกึ สดใส สดชน่ื เยน็ ปลอดภัย สบายตา มุ่งหวัง
- สฟี ้า ให้ความรสู้ กึ ปลอดโปล่ง แจม่ ใส กว้าง ปราดเปรื่อง
- สีมว่ ง ใหค้ วามรูส้ กึ เศรา้ หมน่ หมอง ลกึ ลบั
- สีดำ ให้ความรสู้ กึ มดื มดิ เศร้า น่ากลัว หนักแนน่
- สขี าว ใหค้ วามรสู้ ึก บรสิ ทุ ธ์ิ ผดุ ผ่อง วา่ งเปล่า จืดชดื

- สแี สด ใหค้ วามร้สู ึก สดใส ร้อนแรง เจดิ จ้า มีพลัง อำนาจ

10. คณุ ลกั ษณะของสี (Characteristics of Colours)
ในงานศิลปะ สี นับเปน็ องค์ประกอบพ้ืนฐานท่ีมคี วามสำคัญมาก โดยเฉพาะในงาน

จิตรกรรม สีถือเป็นปัจจัยสำคัญ ท่ชี ่วยให้ศลิ ปิน สามารถสรา้ งสรรคผ์ ลงานไดต้ ามเจตนารมณ์ ซ่ึงคุณลักษณะ
ของสีในงานศิลปะท่ตี ้องนำมาพิจารณามีอยู่ 3 ประการ คือ

5.1 สแี ท้ (Hue) หมายถงึ ความเปน็ สีน้นั ๆ ที่มิไดม้ ีการผสมให้เข้มขน้ึ หรือจางลง สีแท้เป็นสี
ในวงจรสี เช่น สแี ดง นำ้ เงิน เหลอื ง สม้ เขียว มว่ ง ฯลฯ

5.2 นำ้ หนกั ของสี ( Value) หมายถงึ ค่าความออ่ นแก่ หรือ ความสว่างและความมืด ของสี
โดยแบง่ เป็น 2 ลกั ษณะคือ

5.2.1 สแี ท้ถูกทำให้อ่อนลงโดยผสมสีขาว เรยี กว่า สนี วล (Tint)
5.2.2 สแี ทถ้ กู ทำใหเ้ ข้มขึน้ โดยผสมสีดำ เรียกว่า สคี ลำ้ (Shade)
5.3 ความจดั หรือความเข้มของสี (Intensity) หมายถึง ความสดหรือความบริสุทธ์ขิ องสีๆ
หน่ึง ทม่ี ิได้ถกู ผสมให้สหี ม่นหรอื อ่อนลง หากสนี น้ั อย่ทู า่ มกลางสที มี่ ีนำ้ หนกั ตา่ งค่ากนั จะเหน็ สภาพสีแทส้ ดใส
มากขนึ้ เชน่ วงกลมสแี ดง บนพ้นื สีนำ้ เงินอมเทา
5.4 คา่ ความเป็นสีกลาง (Neutral) หมายถึง การทำใหส้ แี ท้ท่ีมีความเข้มของสนี ัน้ หม่นลง
โดยการผสมสตี รงข้าม เรียกว่า การเบรกสี เช่น สแี ดงผสมกับสเี ขียว หรอื ผสมดว้ ยสที ่ีเป็นกลาง เช่น สเี ทา สี
นำ้ ตาลออ่ น สคี รีม และขาว เพื่อลดความสดของสแี ท้ลง
11. หนา้ ที่ของสี
สีมคี ุณประโยชนต์ ่อโลก และ มนุษย์เรารจู้ กั การใชส้ ีมาชา้ นาน
6.1 สีทม่ี ีอยู่ในธรรมชาติ เปน็ ปรากฏการณ์ทีธ่ รรมชาตสิ รา้ งขึ้นมาเพื่อแสดงถงึ ความเปน็ ไป
ของส่งิ ท่มี อี ยู่บนโลก ซ่ึงสจี ะเปน็ ตัวบง่ บอก ส่ิงต่างๆ ได้แก่
- ความเปลี่ยนแปลง หรือวิวัฒนาการ ของธรรมชาติ หรือวตั ถุธาตุ เมอื่ กาลเวลาเปลยี่ นไป สี
อาจกลายสภาพจากสีหนึ่งไปเปน็ อกี สีหนง่ึ เชน่ การเปล่ยี นสีของใบไม้
- ความแตกตา่ งของชนิด หรอื ประเภทของวัตถธุ าตุ ไดแ้ ก่ สีของอัญมณี เชน่ แร่ไพลนิ มีสนี ้ำ
เงนิ แร่มรกตมีสีเขียว แร่ทับทิมมีสีแดง เป็นตน้
- แบ่งแยกเผา่ พันธข์ุ องสงิ่ มีชวี ิต ได้แก่ สผี วิ ของมนุษย์ทต่ี า่ งกัน เชน่ คนยุโรปผวิ ขาว คน
เอเซียผวิ เหลือง และคนอาฟริกนั ผิวดำ ดอกไม้ หรือแมลงมีสีหลากสี ขึ้นอยกู่ บั ชนิดและเผ่าพนั ธ์ุของมนั
6.2 สีในงานศิลปะ ทำหน้าที่ เปน็ องคป์ ระกอบสำคัญท่ีทำให้งานศลิ ปะชิน้ นนั้ มีคุณค่าทาง
สุนทรยี ะ หน้าท่หี ลกั ของสีในงานศิลปะ คือ
- ใหค้ วามแตกตา่ งระหว่างรูปกับพื้น หรือรูปทรงกับทีว่ ่าง
- ให้ความรู้สึกเคลือ่ นไหวด้วยการนำสายตาของผดู้ บู ริเวณท่ีสตี ดั กันจะดงึ ดูดความสนใจ
- ให้ความเป็นมติ ิแก่รูปทรง และภาพดว้ ยน้ำหนักของสีทต่ี ่างกัน


Click to View FlipBook Version