การวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม Participatory action research (PAR) ศ.ดร.พนอเน ่ ื อง สท ุ ศ ั น ์ ณ อยธ ุ ยา หลักสูตรสร้างนักวิจัยนวัตกรรมในยุค VUCA World เชิงพาณิชย์ วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565
ความหมายและลักษณะส าคัญของการวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นระเบียบวิธีวิจัยในการแสวงหาความรู้ เพอ ่ ืศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับการกระท าของมนุษย์ โดยใชว ้ ธ ิ ก ี ารเพอ ่ ื พสิ ู จน ์ และตรวจสอบเร ่ อ ื งราว ดว ้ ยการสบ ื คน ้ ขอ ้ ม ู ลในมุมมอง จากโลกภายนอก เพอ ่ ื คน ้ หาคา ตอบ นักวิจัยเชิงคุณภาพ ต้องวิเคราะห์ข้อมูลอย่างอุปมาน (Inductive) คือ สรุปหลักการจากข้อมูลต่างๆ ที่เก็บรวบรวมมาได้ การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการหาค าตอบ ไม่ใช่การทดสอบค าตอบ (ท ่ ต ี ง ้ ัไวก ้ อ ่ น) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
ความหมายและลักษณะส าคัญของการวิจัยเชิงคุณภาพ ลักษณะส าคัญของการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ ศึกษาปรากฏการณ์จากหลายแง่มุม ศึกษาในสภาวะแวดล้อมและบริบทสังคม ตัวแปร ในด้านความรู้สึก นึกคิด จิตใจ และความหมาย เน้นคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกวิจัย ศึกษาเจาะลึก วิเคราะห์และน าเสนอในลักษณะบรรยายและพรรณนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
กระบวนทัศน์ของวิธีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ ความจริง (Reality)ทางสง ั คมและทางพฤตก ิ รรมเก ่ ย ี วกบ ั เร ่ อ ื งใดเร ่ อ ื งหน ่ ึ ง ไม่ใช่สิ่งที่มีเพียงหนึ่งเดียวแต่อาจมีได้หลายอย่างข ้ ึ นอย ู ก ่ บ ั บรบ ิ ทและ เงอ ่ ื นไขทางสังคม วัฒนธรรม และไม่จ าเป็นต้องเป็นวัตถุวิสัย(Objective) การเข้าถึงความจริง จึงอาจท าได้หลายวิธี วิธีเข้าถึงความจริงที่ดีที่สดุคือผู้หาความจริง (นักวิจัย)กับผู้เป็นแหล่งของความจริง (กลุ่มตัวอย่างการวิจัย) ซึ่งควรมีความสัมพันธ์แบบไว้วางใจ ต่อกันก่อน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
การออกแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ การวางแผนวจ ิ ย ั โดยน าประเด ็ นเหลา ่ น ้ ี มาพจ ิ ารณา หัวข้อและค าถามวิจัย จุดมุ่งหมายทางการวิจัยที่ต้องการบรรลุและสิ่งที่จะต้องท า (วัตถุประสงค์) ในการวิจัย - แนวคิดที่จะใช้เป็นกรอบในการวิจัย (กรอบแนวคิด) - แหลง ่ ท ่ จ ี ะหาขอ ้ ม ู ลเพอ ่ ื ตอบ และเคร ่ อ ื งม ื อท ่ จ ี ะใชใ้ นการรวบรวม วิธีการวเ ิ คราะหข ์ อ ้ ม ู ลเพอ ่ ื ตอบคา ถามการวจ ิ ย ั แนวทางตรวจสอบความถก ู ตอ ้ งและความน ่ าเช ่ ื อถอ ื ของการวจ ิ ย ั มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
ค าถามวิจัย (Research Questions) เชิงบรรยาย (Descriptive Question) – เพื่อตอบค าถามประเภท “ใคร” “อะไร” “ที่ไหน” ฯลฯ เชิงวิเคราะห์ หรือเชิงอธิบาย (Explanatory, Analytical/ Relationship Questions) - มุ่งหาค าอธิบายด้วยการวิเคราะห์ ตรวจสอบความเกี่ยวข้อง/ ความสัมพันธ์ หรือตรวจสอบ ความแตกต่าง กรอบแนวคิด (Conceptual Framework) บอกให้ทราบว่า นักวิจัยจะท าความเข้าใจโจทย์ การวิจัยที่ตั้งขึ้นนั้น จากมุมมองใด เป็นเพียงแนวทาง มากกว่าที่จะเป็นกรอบที่ ตายตัว กรอบแนวคิดที่ได้มาจากการทบทวนวรรณกรรม และการวิเคราะห์บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง จะ ชี้ให้เห็นถึง ลักษณะข้อมูลที่ต้องการได นักวิจัยจะเลือกท าการวิจัยเชิงคุณภาพแบบมี กรอบแนวคิด หรือ ไม่มีก็ได้ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
วิธีการเก็บข้อมูล สัมผัสตรง ไม่ผ่านสื่อกลาง ไม่ใช้ทฤษฎีน าทาง หรือ ก าหนดวิธีคิด ปราศจากอคติทางวิชาการ Facts vs Truth ลักษณะข้อมูล ข้อมูลบริบท ข้อมูลธรรมชาติ ข้อมูลเชิงลึก, สาเหตุ(เดี่ยว, สะสม, ซับซ้อน) กระบวนการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
ตัวแปรของการวิจัย เชิงคุณภาพ นามธรรม หลายมิติ พลวัตร มีความหมาย มากมาย หลากหลาย ตัวแปรรบกวน/ตัวแปร ภายนอก เป็นส่วนหนึ่ง ของปรากฎการณ์ปัญหา การวิเคราะห์ ท าตลอดเวลา – เวลาเดียวกัน , ใกล้เคียง ท าซ้ า ๆ หลายครั้ง ทบทวน ตรวจสอบ แก้ไข ปรับปรุง ไม่มีค าตอบล่วงหน้า ศึกษาข้อมูลก่อน–น ามาประมวล–เพื่อ ตั้งสมมติฐาน พรรณนา, บรรยาย ข้อมูล สร้างข้อสรุปแบบอุปนิสัย เปรียบเทียบ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
วิธีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ การสังเกต การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การศึกษาประวัติชีวิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
การสังเกตในการวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นการรวบรวมข้อมูลแบบเผชิญหน้ากับแหล่งปรากฏการณ์ด้วยตนเอง การเฝ้ าดูและการพรรณาปรากฏการณ์ หรือพฤติกรรมที่ศึกษาอย่างเป็นระบบ ศึกษาปรากฏการณ ์ ตามท ่ ม ี น ั เกด ิ ข ้ ึ นและเป็ นไป ไม ่ ม ี การดด ั แปลง *บทบาทของนักวิจัย + ดู ฟัง ซักถาม บันทึก ไม่มีส่วนร่วม ในปรากฏการณ์ที่ศึกษา (คนนอก) มีส่วนร่วม (เสมือนว่าเป็นคนใน) - ควรใชค ้ วบค ู ่ กบ ั วธ ิ อ ี น ่ ื เช ่ น การสม ั ภาษณ ์ ทักษะที่จ าเป็นของนักวิจัย ทักษะในการสังเกต และทักษะในการจดบันทึก อย่างเป็นวัตถุวิสัย (Objective) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
การสังเกต มี 2 แบบ ได้แก่ การสังเกตโดยตรง การสังเกตแบบมีส่วนร่วม สิ่งที่นักวิจัยต้องสังเกต การกระท า (acts) เหตุการณ์หรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง กิจกรรม (activities) เหตุการณ์ สถานการณ์ หรือกิจกรรมที่เกิดในลักษณะต่อเนื่อง อย่างเป็นกระบวนการ มีขั้นตอน ความหมาย (meaning) คือการที่บุคคลอธิบายหรือให้ความหมายเกี่ยวกับการกระท า หรือกิจกรรม ความสัมพันธ์(relationship) คือลักษณะความเกี่ยวข้องระหว่างบุคคล ลักษณะยึด โยงกันอย่างมีแบบแผน การมีส่วนร่วม (participation) การปรับตัว การยอม ตามกลุ่มการเข้าร่วม ใน กิจกรรมของกลุ่มในสถานการณ์ต่างๆ สภาพสังคม (setting) คือสภาพสนาม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
แนวทางการสังเกตแบบมีส่วนร่วม วางแนวทางในการสังเกตล่วงหน้า ว่าจะสังเกตพฤติกรรม อะไรบ้าง อาจก าหนดโดยพฤติกรรมต่างๆ ที่คนอื่นเคยค้นพบมาแล้ว และ/ หรือ ตามทฤษฎีที่เกี่ยวข้องว่าในกลุ่มคนที่เราจะสังเกตมีพฤติกรรมนั้นๆ หรือไม่ ต้องมีกรอบแนวทางการวิจัยที่แน่ชัด ว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการ ค้นหา ซึ่ง จะช่วยให้รู้จุดมุ่งหมายในการบันทึกข้อมูล ในขั้นตอนการสังเกต จะสังเกตแบบมีระบบ ซึ่งอาจท าแบบ สังเกต หรือ ตารางเวลาในการสังเกต มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
การจดบันทึกในการสังเกต จ า จดข้อความส าคัญ Diary(บันทึกภาคสนาม) เหตุการณ์ ผลการวิเคราะห์เบื้องต้น ไม่ใช้หรือใส่ความรู้สึกส่วนตัว ของผู้วิจัย แต่สังเกตความรู้สึก ส่วนตัวของกลุ่มเป้าหมาย Ear dropping ข้อควรค านึงในการสังเกต Unexpected Events One Event at one time Small Group Context Validity, Reliability Personal Behavior Errors (Observer Bias) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
การสัมภาษณ์เชิงลึก มี 3 แบบ แบบมีโครงสร้าง แบบไม่มีโครงสร้าง แบบกึ่งโครงสร้าง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
การสัมภาษณ์เชิงลึกในการวิจัยเชิงคุณภาพ การรวิจัยใช้การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือแบบกึ่งโครงสร้าง ใช้ค าถามปลายเปิด / ยืดหยุ่น การสัมภาษณ์เสมือนเป็นการสนทนาในชีวิตประจ าวัน ความส าเร็จขึ้นอยู่กับ การเลือกผู้ให้สัมภาษณ์ (Key informant) ทักษะการสัมภาษณ์ของนักวิจัย การท าการบ้านก่อนการสัมภาษณ์ มีแนวค าถาม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง ไม่มีความรู้ หรือรู้น้อยในประเด็นที่สัมภาษณ์ ไม่มีรายการค าถามเตรียมไว้ ผู้ให้ข้อมูลเล่าเรื่อง ตั้งใจฟัง, ไม่ขัดจังหวะ, ตอบสนอง ไม่ให้ commitment ไม่สะท้อนความรู้สึก (non-reflective listening process) เตรียมรับสถานการณ์ ค าถามสุดท้าย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง รู้ค าถามแต่ไม่รู้ค าตอบ สนทนา – เล่าเรื่อง เตรียมค าถามเปิด, ตามล าดับ ตามตรรกะ ช่วงเวลา กระตุ้นให้อธิบายขยายความ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
แนวทางการตั้งค าถาม Descriptive Questions เพื่อประเมิน หรือส ารวจข้อมูลทั่วไป เพื่อเริ่มการสนทนา กระตุ้นการพูดคุย Structured Questions ค้นหาความสนใจ ความรู้ ความคิดเห็น หาค าตอบ 4 อย่าง attribute response belief response behavior response attitudinal response Contrast Questions มุมมอง, การรับรู้, การแปลความหมาย สะท้อนคุณค่า, ความคิด, ความรู้สึก ประสบการณ์ การตัดสินใจ, การใช้เหตุผล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
การสัมภาษณ์ จดบันทึกข้อมูล เขียนแบบเรียงความ ระบุวันที่ เวลา สถานที่ กลุ่มคน พฤติกรรมที่สังเกต ถ่ายภาพ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการน ามาวิเคราะห์อย่างละเอียด และน าเสนอผลงาน บันทึกเสียง เพื่อป้องกันการจดบันทึกตกหล่น และน้ าเสียงของ ผู้ให้ข้อมูลแสดงถึง การรับรู้ความรู้เข้าใจ ความมั่นใจ อารมณ์ ฯลฯ ของผู้ให้สัมภาษณ์ การถ่ายภาพและบันทึกเสียงต้องขออนุญาตก่อน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึก ภาษา ต้องใช้ภาษาเดียวกันผู้ถาม ต้องพูดภาษาที่ผู้ตอบใช้ได้อย่าง คล่องแคล่ว ผู้ถูกถามตอบตามสบาย แบบเล่าเรื่อง ต้องไม่ใช่การสอบสวน ไม่รีบเร่ง บรรยากาศผ่อนคลาย การสื่อความหมายแบบโต้ตอบกันทั้ง 2 ฝ่าย ไม่มีค าถามตายตัว ถามกี่คน? หยุดเมื่อค าตอบเริ่มเหมือนกันมากขึ้นและสรุปผลได้ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
การสนทนากลุ่ม การสนทนากลุ่มย่อย กลุ่มย่อยมี 2 ลักษณะ คือ กลุ่มที่มีตามธรรมชาติ และ กลุ่มที่ถูกจัดตั้งขึ้น ลักษณะของกลุ่ม จ านวนสมาชิกไม่ควรมากเกินไป มี 1 คน เป็นผู้ด าเนินการสนทนากลุ่ม มี 1 คน เป็นผู้จดบันทึก ข้อดี ช่วยกันคิดช่วยกันตอบ ได้ข้อมูลละเอียด มีผู้ให้ข้อมูลที่ส าคัญ (Key-informant) อยู่ในกลุ่ม 2 - 3 คน เป็นกุญแจ ไขความกระจ่าง เหมาะสาหรับการรวบรวมข้อมูลที่ใช้ค าถามแบบปลายเปิด มีแนวค าถามที่ นักวิจัยจัดเตรียมไว้เป็นคู่มือในการเจาะประเด็น มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
เทคนิคการสนทนากลุ่ม Interview Guideline ทักษะ บริบท สภาพแวดล้อม และเงื่อนไขต่างๆ ที่รายล้อม เหตุการณ์ใด เหตุการณ์หนึ่งเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือ ประเด็นใด ประเด็นหนึ่ง ผู้ด าเนินการ น าการสนทนา บุคลิกภาพ และการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เสรี อิสระ มีส่วนร่วม เท่าเทียม ไว้วางใจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
การระบุผู้ให้ข้อมูลที่ส าคัญ (Key-informants) และวิธีการคัดเลือก ผู้ให้ข้อมูลที่ส าคัญ เปรียบประดุจกุญแจไขเข้าสู่ข้อมูลที่ต้องการ ซึ่งต้องคัดเลือกจากกลุ่มเป้าหมาย ผู้ให้ข้อมูลที่ส าคัญ ต้องมีคุณสมบัติการเป็นผู้รู้ ในพฤติกรรมที่เราสนใจหรือ เป็นผู้ที่รับรู้ข้อมูลที่เรา ต้องการ และข้อมูลนั้นต้องเที่ยงตรง และพร้อม/เต็มใจที่จะให้ข้อมูล วิธีการคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลส าคัญ เลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) / เลือกโดยใช้วิจารณญาณ (Judgment Selection) เลือกแบบก้อนหิมะ (Snowball Selection) เลือกแบบบังเอิญ (Accidental Selection) / เลือกตามความสะดวก (Convenience Selection) เลือกแบบโควตา (Quota Selection) วิธีการคัดเลือก ต้องมีข้อมูลเบื้องต้นไว้ก่อนว่าจะคุยกับใคร เช่น ผู้ชาย อายุ รายได้ ฯ ความเต็มใจที่จะให้ข้อมูล จ านวนผู้ให้ข้อมูล ในทางปฏิบัติให้น าเทคนิคสามเส้าของผู้ให้ข้อมูล มาปรับใช้ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
การระบุผู้ให้ข้อมูลที่ส าคัญ (Key-informants)และวิธีการคัดเลือก วิธีการคัดเลือก ต้องมีข้อมูลเบื้องต้นไว้ก่อนว่าจะคุยกับใคร เช่น ผู้ชาย อายุ รายได้ ฯ ความเต็มใจที่จะให้ข้อมูล จ านวนผู้ให้ข้อมูล ในทางปฏิบัติให้น าเทคนิคสามเส้าของผู้ให้ข้อมูล มาปรับใช้ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
การตรวจสอบสามเส้า (Triangulation) (Denzin, 1978) การตรวจสอบความแม่นตรงของข้อมูล 4 ด้าน ดังนี้ ตรวจสอบสามเส้าของแหล่งข้อมูล (Data Triangulation) คือการตรวจสอบข้อมูลจาก แหล่งต่างๆ ในมิติต่างกัน ได้แก่ แหล่งเวลา (time) แหล่งสถานที่ (space) แหล่งบุคคลผู้ให้ข้อมูล (person) ถ้าข้อมูลเป็นไปในทิศทาง เดียวกันแสดงว่าข้อมูลถูกต้อง ตรวจสอบสามเส้าด้านผู้วิจัย (Investigation Triangulation) คือการตรวจสอบจาก ผู้วิจัยหรือผู้เก็บข้อมูลต่าง บุคคลกัน ซึ่งถ้าผู้วิจัย หรือผู้เก็บข้อมูลทุกคนพบว่าข้อค้นพบที่ได้มามีความ เหมือนกัน แสดงว่าข้อมูลที่ผู้วิจัย ได้มามีความถูกต้อง ตรวจสอบสามเส้าด้านทฤษฎี (Theory Triangulation) คือการตรวจสอบว่าถ้ามีการใช้ทฤษฎีที่หลากหลายแล้ว ข้อมูลที่ได้มาเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ ถ้าผู้วิจัยพบว่า ไม่ว่าจะน าทฤษฎี ใดมาใช้ ได้ข้อค้นพบที่ เหมือนกัน แสดงว่าข้อมูลที่ผู้วิจัยได้มามีความถูกต้อง ตรวจสอบสามเส้าด้านวิธีรวบรวมข้อมูล (Methodological Triangulation) คือการคือการตรวจสอบหลากหลาย วิธีที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในเรื่องเดียวกัน เช่น การใช้วิธีการสังเกต ร่วมกับวิธีการสัมภาษณ์ เป็นต้น มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
วิธีที่ควรท าในการตรวจสอบสามเส้า ต้องท าในระหว่างที่อยู่ในสถานการณ์ของการเก็บข้อมูล ทุกครั้ง เชื่ออะไร ง่ายๆ ไม่ได้ ต้อง ละเอียด อยากรู้อยากเห็น อยากค้นหาจริงๆ อยาก ถ่ายทอดให้คนอื่นเข้าใจจริง แยกเนื้อหาเป็นกลุ่มตามประเด็นค าถามวิจัย แล้วตรวจดู ความเหมือนของเนื้อหา ทั้งรายประเด็น และในภาพรวม โดยวิเคราะห์ ความมีนัยส าคัญให้เป็นไปในทิศทางปรากฏการณ์วิทยา โดย พิจารณา ว่าเนื้อหาประเด็นเหมือนกันไหม คล้ายกันไหม จนกระทั่งข้อมูลนิ่ง เปรียบเทียบข้อมูล โดยการตรวจดูจากรูปภาพ วัตถุ หลักฐาน ภาพถ่าย ฯลฯ ที่เป็นข้อมูลเนื้อหา ทั้งหมด เพราะเป็น ปรากฏการณ์ต่างๆ ตามที่เรารวบรวมได้ระหว่างอยู่สนาม โดย น าไป เปรียบเทียบกับเนื้อหาข้อมูลที่ได้จากเรื่องเล่าจากผู้รู้ (Key informants) เช่น จาก Focus group discussion, In-depth Interview หรือ เนื้อหาที่เห็นจากการสังเกต หรือจากวรรณกรรม ที่ผ่านมาด้วย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ วิธีที่ 1 แบบสร้างข้อสรุป มี 3 ชนิด คือ วิเคราะห์แบบอุปนัย วิเคราะห์โดยการจ าแนกชนิดข้อมูล วิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบเหตุการณ์ วิธีที่ 2 การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) วิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
การวิเคราะห์แบบอุปนัย (Analytic Induction) คือการตีความสร้างข้อสรุปจากสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ที่มองเห็น จาก หลายๆ เหตุการณ์ที่มีลักษณะเฉพาะ แล้ว จึง ไปสู่ข้อสรุปซึ่งมี ลักษณะทั่วไปโดยข้อมูลจะต้องมีตั้งแต่ 2 ชุดขึ้นไป มีความน่าเชื่อถือของข้อสรุปอยู่ในระดับความ น่าจะเป็น (probability) แต่มักจะให้ความรู้ใหม่เสมอ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
ตัวอย่างการสรุปแบบอุปนัยจากบันทึกพรรณนา เอกสารอ้างอิง สุภางค์จันทวานิช. (2553). การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
การจ าแนกชนิดข้อมูล: การจ าแนกข้อมูลในระดับจุลภาค การวิเคราะห์ค าหลัก (Domain Analysis) คือการจัดกลุ่มค าชุดหนึ่งให้อยู่ ภายใต้ค าอีกชุดหนึ่ง การวิเคราะห์สารระบบ (Taxonomy Analysis) มีความหมายคล้ายคลึงกับการ วิเคราะห์ ค าหลัก แตกต่างกันที่ว่าการวิเคราะห์จ าแนกสารระบบจะมุ่งเน้น แสดงให้ เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มค าย่อยๆ ด้วยกันเองและค าหลัก ในภาพรวมทั้งหมด ลักษณะการจ าแนกจัดกลุ่มค า หรือกลุ่มข้อมูลจะมีความ ซับซ้อนและมีระดับความสัมพันธ์ ระหว่างค าต่างๆ สูงกว่าการวิเคราะห์ ค าหลัก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
ตัวอย่างการวิเคราะห์ค าหลักเพื่อจัดกลุ่ม ตัวอย่างการจ าแนกสารระบบ เอกสารอ้างอิง สุภางค์จันทวานิช. (2553). การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ. กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
การจ าแนกข้อมูลในระดับมหภาค : การจ าแนกข้อมูลตามเหตุการณ์ หรือเรื่องราวที่ปรากฏ การจ าแนกชนิดข้อมูลแบบอิงทฤษฎี คือการแยกชนิดในเหตุการณ์นั้นๆ โดย อาศัยทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งเป็นกรอบใน การจ าแนก ซึ่งกรอบการจ าแนกเหตุการณ์ที่นิยม คือการวิเคราะห์เหตุการณ์ออกเป็น 6 ประเภท คือ 1) การกระท า (Acts) คือ เหตุการณ์หรือสถานการณ์ หรือ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ไม ยาวนานหรือต่อเนื่อง 2) กิจกรรม (Activities) คือ เหตุการณ์หรือสถานการณ์ หรือ ขนบประเพณีที่เกิดขึ้นในลักษณะต่อเนื่อง มีความ ผูกพันกับคนบางคนหรือ บางกลุ่ม 3) ความหมาย (Meaning) คือ การที่บุคคลอธิบายหรือสื่อสาร หรือ ให้ความหมายเกี่ยวกับการกระท าหรือ กิจกรรม อาจเป็นโลกทัศน์ ความเชื่อ ค่านิยาม บรรทัดฐาน 4) ความสัมพันธ์ (Relationship) คือ ความเกี่ยวโยงระหว่างบุคคล หลายๆ คน ในสังคมที่ศึกษาในรูปแบบใด รูปแบบหนึ่ง อาจจะเป็นรูปของ การเข้ากันได้ หรือความขัดแย้งก็ได้ 5) การมีส่วนร่วมในกิจกรรม (Participation) คือ การที่บุคคลมี ความผูกพัน และเข้าร่วมกิจกรรม หรือปรับตัว ให้เข้ากับสถานการณ์ 6) สภาพหรือสถานการณ์ (Setting) คือ สภาพการณ์ที่การกระท า หรือกิจกรรมเกิดขึ้นจริง ขณะที่ท าการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
การจ าแนกข้อมูลในระดับมหภาค : การจ าแนกข้อมูล ตามเหตุการณ์ หรือเรื่องราวที่ปรากฏ การจ าแนกชนิดข้อมูลแบบไม่อิงทฤษฎี การจ าแนกข้อมูลในเหตุการณ์หนึ่งๆ ตามความเหมาะสมกับข้อมูล ผู้วิจัยจะพิจารณาดูความสม่ าเสมอของการเกิดของข้อมูลต่างๆ อธิบายสาเหตุของปรากฏการณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
การวิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบเหตุการณ์ (Constant Comparison) มักกระท าภายหลังจากการวิเคราะห์โดยการจ าแนกข้อมูลแล้ว จัดชุดเหตุการณ์ใส่ตาราง เปรียบเทียบเหตุการณ์ ประมวลข้อมูลเหตุการณ์แต่ละชุด ขยายวงของการเปรียบเทียบ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
ตัวอย่างตารางการวิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบเหตุการณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
ขั้นตอนการวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุป การถอดเทปข้อมูล การจัดเตรียมข้อมูล การให้รหัส (Coding) จัดหมู่ข้อมูล (Category) ท าดัชนีข้อมูล ท าข้อสรุปชั่วคราว ตัดทอนข้อมูล ลองเขียนข้อสรุปแต่ละเรื่อง เสนอข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ ประมวล และสรุปข้อเท็จจริง พิสูจน์บทสรุป มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
การวิเคราะห์เนื้อหา บรรยายเนื้อหาของข้อความหรือเอกสารโดยใช้ วิธีการเชิงปริมาณอย่างเป็นระบบ และ เน้นความเป็นวัตถุวิสัย (Objectivity) อิงกรอบทฤษฎี การบรรยายจะเน้นเนื้อหาตามที่ปรากฏไม่เน้นการ ตีความหรือการหาความหมายที่ซ่อนไว้ ขั้นตอนการวิเคราะห์เนื้อหา ตั้งกฎเกณฑ์ส าหรับคัดเลือกเอกสาร และหัวข้อ วางเค้าโครงของข้อมูล ค านึงถึงบริบท หรือสภาพแวดล้อมประกอบของข้อมูล ที่น ามาวิเคราะห์ วิเคราะห์เนื้อหา ตามเนื้อหาที่ปรากฏ ในเอกสาร การวัดความถี่ของการใช้ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม Participatory action research (PAR) PAR is an approach to research rather than a research method (Pain, Whitman, Milledge, & Lune Rivers Trust, 2011). การร่วมกันด าเนินกระบวนการวิจัยโดย ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ทั้งที่เป็นชาวบ้าน ภาคี กับ ผู้วิจัยภายนอก เพื่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงในสภาพความจริงของสังคมนั้น ลักษณะส าคัญ ผู้วิจัย ได้เปลี่ยน จากผู้วิจัยภายนอกเป็น นักวิจัยร่วมกันในการร่วมคิด ขอบเขตของการมีส่วนร่วม จากเดิมที่การมีส่วนร่วมจะอยู่ในวงจ ากัดเพียง บางขั้นตอนมาสู่การมีส่วนร่วมตลอด กระบวนการวิจัย องค์ความรู้ เป็นการผสมผสานความรู้ของ นักวิชาการกับความรู้พื้นบ้าน ให้เกิดความรู้ใหม่ ความรู้ที่ประชาชนได้รับ PAR เป็นการปฏิบัติที่ไม่ใช่การเข้าใจเพียงอย่างเดียวหากแต่ต้องลงมือกระท าให้ความ เข้าใจที่เป็นนามธรรมออกมาสู่ การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม การวิจัยน าไปสู่การ พัฒนา PAR เป็นการวิจัย ที่น าไปสู่การพัฒนาทั้ง วิธีการวิจัยและการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
หลักการส าคัญของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ แบบมีส่วนร่วม ปรับปรุงความสามารถและพัฒนาศักยภาพของชุมชน ให้ความรู้ที่เหมาะสมแก่ชาวบ้าน ให้ความส าคัญกับปริทัศน์ของชาวบ้าน ปลดปล่อยแนวความคิดเพื่อให้ชาวบ้านสามารถมองความคิดเห็น ของตนเองได้อย่างเสรี ให้ความส าคัญและเคารพต่อภูมิความรู้ของชาวบ้าน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
วัตถุประสงค์ของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ แบบมีส่วนร่วม เพื่อเปิดโอกาสให้ ประชาชนในชุมชน ท้องถิ่นแต่ละแห่งเข้า มาร่วม ศึกษาค้นคว้า หาข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อมูลความ เป็นจริง แนวทางการ พัฒนาที่เหมาะสม หรือมี ความพอดีกับบริบทของ ชุมชนท้องถิ่นน้ัน เพื่อให้มีการขับเคลื่อนมวลสมาชิก เข้าด้วยกัน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
ระเบียบวิธีของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ แบบมีส่วนร่วม กิจกรรมการวิจัยเชิงปฏิบัติการหรือการ วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ของ ชุมชน หรือเรียกว่า กิจกรรมการวิจัยเชิง ปฏิบัติการของชุมชน ร่วมศึกษาและ วิเคราะห์ปัญหา ร่วมวางแผน ร่วมด าเนินการ ร่วมรับ ผลประโยชน์ ร่วมติดตาม ประเมินผลการ ด าเนินงานวิจัย และ ผลของการ พัฒนาจากการ ด าเนินการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
ขั้นตอนกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ แบบมีส่วนร่วม ขน ้ัการศึ กษา บริบท ข ้ ันก าหนด ปัญหา ข ้ ันการวางแผน ปฏิบัติงานวิจัย ขน ้ัการตดิตาม ตรวจสอบและ ปรับปรุง ข ้ ันการสรุป ผลการวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
ขั้นตอนในการด าเนินการวิจัย ระยะเตรียมการวิจัย (Pre- research Phase) การสร้างความสัมพันธ์กับ ชุมชน การส ารวจ ศึกษาชุมชน คัดเลือกชุมชน การเข้าสู่ชุมชน การเตรียมคนและเครือข่าย ความ ร่วมมือ ระยะด าเนินการวิจัย (Research Phase) การศึกษาและวิเคราะห์ปัญหา ชุมชน การพิจารณาความเหมาะสม และ ความเป็นไปได้ของโครงการ การก าหนดแผนงานโครงการ และการจัดการ การปฏิบัติตามโครงการ ระยะการติดตาม และประเมินผล โครงการ ระยะการติดตาม และประเมินผล โครงการ (Monitoring and Evaluation Phase) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัยเชิงปฏิบัติการ แบบมีส่วนร่วม ประชาชนได้รับการแก้ไข ปัญหา การจัดสรร ทรัพยากรต่าง ๆ มีการกระจายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ชาวบ้าน ประชาชน ตื่นตัว ได้รับประโยชน์มากขึ้น ผู้วิจัยได้เรียนรู้จากชุมชน ได้ประสบการณ์ในการท างานร่วมกับ ชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
แผนที่เดินดิน แผนที่เดินดินเป็นแผนภูมิสังคม (Geo-social mapping) ที่ผู้เขียนแผนที่ แบบนี้นั้นจะต้องเขียนทั้งแผนที่ที่บอกต าแหน่ง สถานที่ต่างๆและต้องเขียน แผนที่ทางสังคมอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งแผนที่แบบนี้เหมาะมากกับการศึกษาชุมชน สิ่งที่ส าคัญที่สุดในการเขียนแผนที่เดินดินนั้น คือ เมื่อเขียนขึ้นมาแล้ว ช่วยให้ เห็นภาพรวมและความสัมพันธ์ของคนใน ชุมชนในแบบต่างๆได้ชัดเจนมาก ยิ่งขึ้น ตลอดจนช่วยให้มองเห็น ‘ความเป็นคน’ ของกันและกันในชุมชนมาก ยิ่งขึ้นด้วย เป็นการเชื่อมโยงพื้นที่ทางกายภาพและมิติความสัมพันธ์ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ผสาน เข้าด้วยกันเป็นองค์รวมหนึ่งเดียว มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
ที่มา "โครงการวิถีชุมชน เครื่องมือ 7 ชิ้น” หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ จ.นนทบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
วิธีเขียนแผนที่เดินดิน Step1: ถ้ามีแผนที่กายภาพอยู่แล้ว น ามาใช้เป็นพื้นฐานในการท าแผนที่เดินดินได้ แต่ต้องสังเกตดูด้วยว่าปัจจุบันมีสภาพอะไรที่ เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพในแผนที่ที่น ามาใช้ เป็นพื้นฐานด้วย Step2: เติมข้อมูลพื้นฐานต่างๆลงในแผนที่พื้นฐาน เช่น บ้านเลขที่และชื่อ-นามสกุลของบ้านหรือ เจ้าของบ้านที่ส าคัญๆ เช่น โรงเรียน บ้านผู้น าชุมชน วัด สถานที่/เวลาที่พบปะกันระหว่างสมาชิกในชุมชนนั้นๆ เป็นต้น Step3: ลงพื้นที่เพื่อส ารวจ พูดคุย สัมภาษณ์ ไต่ถามเรื่องราว สังเกตสภาพแวดล้อม และเหตุการณ์ภายในชุมชน โดยเน้นพูดคุย อย่างเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด ทั้งนี้การลงพื้นที่ด้วยการเดินนั้นเป็น วิธีการที่ดีมากกว่าการสัมภาษณ์โดยใช้ยานพาหนะ เนื่องจากเหมาะที่จะหยุดแวะเพื่อพูดคุยสัมภาษณ์ได้ทันที และใช้สามารถเวลานานๆได้ Step4: จากการสังเกต ให้เขียนอธิบายเพิ่มเติมลักษณะทางกายภาพของชุมชนให้มากยิ่งขึ้น เช่น ถิ่น ที่อยู่ หรือที่ตั้งของแหล่ง ทรัพยากรหรือสาธารณูปโภคที่ส าคัญต่อชุมชน Step5: สังเกตกิจกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นในพื้นที่กายภาพต่างๆ แล้วน ามาาบันทึกลงในแผน Step6: โยง “ความสัมพันธ์ในชุมชน” ด้วยเส้นและลูกศรพร้อมค าอธิบายที่ช่วยให้เห็นความเชื่อมโยง ที่เกิดขึ้นแต่ละกรณีๆ เช่น ตลาดกับผู้น าชุมชนเป็นยังไง วัดกับเยาวชนเป็นยังไง สหภาพแรงงานกับเจ้าของ โรงงานเป็นยังไง เป็นต้น Step7: เขียนสัญลักษณ์ลงไป ตัวอย่างเช่น กากบาท หรือ ธง หรือ ดาว ในพื้นที่ที่ควรต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ หรือมีคน/กลุ่ม คนในชุมชน ที่เราควรให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ ซึ่งจะเป็นในเรื่องอะไรก็ เขียนระบุลงไปให้ชัดเจน ส านักพฒั นาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
ประโยชน์ของแผนที่เดินดิน ท าให้เห็นภาพรวมของชุมชนได้ครบถ้วน ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่จ านวนมาก ในระยะเวลาอันสั้น ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ สามารถก าหนดเป้าหมายการท างานได้อย่างครอบคลุมทั่วถึง ช่วยในการเริ่มต้นความคุ้นเคยกับชุมชนได้เป็นอย่างดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย
Q & A (๕-๑๐ นาที) รองศาสตราจารย์.ดร.ประเทือง ภูมิภัทราคม : เร่ืองการประเมินวตักรรมท่ีพรอ้มน าไปใชง้านไดจ้ริงขายได้ณ. ส านักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา วันที่ ๒๖-๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ โทร ๐๘๕ ๑๕๕ ๖๖๗๗
ศ.ดร.พนอเนื่อง ส ุทัศน์ ณ อยุธยา Email: [email protected] โทร: ๐๙๕ ๒๒๖ ๙๓๖๓ สวัสดีคะ