รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ สำหรับนักศึกษา กศน. สำนักงาน กศน.จังหวัดบุรีรัมย์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โครงงานสำรวจเพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน เรื่อง การสำรวจศิลปหัตถกรรมการทอผ้าไหม เพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน จัดทำโดย 1. นางสาวนัฐพร นานรัมย์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2. นายภาคภูมิ รอบรู้ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 3. นายวีรวัฒน์ จารัตน์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ครูที่ปรึกษา นางสาวฤดี กิรัมย์ ครู กศน.ตำบล นางสาวสุกัญญา ยายิรัมย์ ครู กศน.ตำบล ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอห้วยราช
บทคัดย่อ ชื่อโครงงาน สำรวจศิลปหัตถกรรมการทอผ้าไหม เพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ชื่อผู้ทำโครงงาน 1. นางสาวนัฐพร นานรัมย์ นักศึกษา กศน.ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2. นายภาคภูมิ รอบรู้ นักศึกษา กศน.ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 3. นายวีรวัฒน์ จารัตน์ นักศึกษา กศน.ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อาจารย์ที่ปรึกษา นางสาวฤดี กิรัมย์ ครู กศน.ตำบล การศึกษา เรื่อง การสำรวจศิลปหัตถกรรมการทอผ้าไหม เพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อสำรวจศิลปหัตถกรรมการทอผ้าไหม และพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน 2. เพื่อศึกษา วัสดุอุปกรณ์ และขั้นตอนการผลิตผ้าไหม 3. เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทุกคนช่วยอนุรักษ์การทอผ้าไหมในชุมชน ส่งเสริม หัตถกรรมการทอผ้าไหม และภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเอง ก
กิตติกรรมประกาศ คณะผู้จัดทำขอขอบพระคุณ นางสาวฤดี กิรัมย์ และนางสาวสุกัญญา ยายิรัมย์ ครู กศน.ตำบลห้วยราช ที่ให้ความรู้และถ่ายทอดวิธีการศึกษาการสำรวจศิลปหัตถกรรมการทอผ้าไหม เพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชนอย่าง ละเอียด ด้วยความเมตตาและตั้งใจจริง ที่กรุณาให้คำแนะนำในการจัดทำโครงงาน อำนวยความสะดวกจัดหา อุปกรณ์ อุทิศเวลา และเป็นที่ปรึกษาโครงงาน โดยเฉพาะการนำเสนอที่ถูกต้อง สุดท้ายนี้ขอขอบใจเพื่อนนักศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. ตำบลห้วยราช ทุกคนที่ให้ความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ให้ข้อแนะนำเสนอแนะ ทำให้ผลงานออกมาได้เป็นอย่างดี คณะผู้จัดทำ ข
สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำคัญของโครงงาน 1 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 2 ขอบเขตการศึกษา 2 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 2 คำนิยามศัพท์เฉพาะ 2 สถานที่ทำการศึกษา 2 ระยะเวลาในการศึกษาค้นคว้า 2 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง เอกสารอ้างอิง 3 บทที่ 3 วิธีการดำเนินโครงงา น วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษา 6 วิธีดำเนินการศึกษา 6 บทที่ 4 ผลการศึกษา ผลการศึกษา 7 บทที่ 5 สรุปผลการศึกษา สรุปผลการศึกษา 1 6 ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงาน 1 6 อภิปรายผลการศึกษาค้นคว้า 16 ข้อเสนอแนะ 1 7 บรรณานุกรม ค
บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำคัญของโครงงาน ปัจจุบันในการจัดการเรียนการสอน ได้ให้ความสนใจกับภูมิปัญญาท้องถิ่นมากขึ้นตามลำดับ กระแสสังคมไทย ที่เน้นให้เกิดความสมดุลระหว่างภูมิปัญญาไทยกับภูมิปัญญาสากล โดยมีการนำนักศึกษาไปศึกษา แหล่งเรียนรู้ในชุมชนช่วยสอนที่สถานศึกษา และนำนักศึกษาไปเรียนรู้กับปราชญ์ที่บ้านการปรับเปลี่ยน กระบวนการเรียนการสอนที่เน้นนักศึกษาเป็นสำคัญส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความสุข สร้างความเชื่อมโยงการ เรียนรู้กับสภาพแวดล้อมในชีวิตจริง การเชื่อมโยงระหว่างการเรียนที่บ้าน สถานศึกษา ชุมชน และกิจกรรม เชื่อมโยงระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับความเป็นสากล ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นเรื่องที่ภาคภูมิใจของคนในท้องถิ่น อนึ่ง หมู่บ้านท่องเที่ยวไหม “บ้านสนวนนอก” ที่เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านท่องเที่ยวไหม ได้มีผู้ประกอบอาชีพทอผ้าที่มีฝีมือ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ควรจะส่งเสริมและสืบทอด ขณะเดียวกันเยาวชนก็เห็นความสำคัญและสนใจ การเรียนรู้การทอผ้าตามภูมิปัญญาของท้องถิ่นตนเอง การทอผ้าพื้นเมืองนั้นมีกระจายอยู่ทั่วไป รูปแบบของผ้าแต่ละกลุ่มชนจะมีความแตกต่างกันไปตาม คตินิยม ความเชื่อขนบธรรมเนียมประเพณีเชื้อสายเดียวกัน มีลักษณะร่วมทางสังคม และวัฒนธรรมเดียวกันอย่าง เหนียวแน่น เป็นการกำหนดให้ของกลุ่มชนโดยเฉพาะเชื้อชาติขอกลุ่มชนที่มีผ้าที่ทอขึ้นใช้ในกลุ่มชนนั้นมีรูปแบบ เฉพาะตน จะมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองเด่นชัด บ้านสนวนนอก หมู่บ้านเล็กๆ ในอำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ เดิมพื้นที่บริเวณหมู่บ้านแห่งนี้ เป็นผืนป่าทึบที่มีต้นสนวนขึ้นอยู่จึงได้ชื่อว่า “บ้านสนวน” บ้านสนวนนอกเป็นชุมชนโบราณที่ยังคงดำรงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ใช้ภาษาพื้นถิ่นเขมร และสืบสานการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมาตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน ผ้าไหมลายดั้งเดิมที่ตกทอดกันมาแต่โบราณ คือ ผ้าไหมหางกระรอก ซึ่งถือเป็นลายเอกลักษณ์ของผ้าไหม บ้านสนวนนอก วิถีชีวิตผลิตไหมของชาวสนวนนอก เริ่มตั้งแต่การปลูกหม่อน เก็บใบหม่อนไปเลี้ยงไหม การเลี้ยง ไหมสาวไหม ไปจนถึงการฟอก ย้อม มัดหมี่ ทอผ้า และแปรรูป ซึ่งหากนักท่องเที่ยวสนใจต้องการศึกษาเรียนรู้อย่าง ละเอียด ทางชุมชนก็มีมัคคุเทศก์ของหมู่บ้านพาชมทุกชั้นตอนของทุกกระบวนการ นับแต่ปลูกชำต้นหม่อน เก็บใบ หม่อน การเลี้ยงไหม ให้อาหารตัวไหม สาวไหมจากดักแด้ ฟอกกาวไหมออกจากเส้นไหม การเตรียมเส้นไหมเพื่อ มัดหมี่การย้อมสีธรรมชาติ เรียนรู้การมัดหมี่ การทอผ้าไหม กระทั่งถึงการสร้างสรรค์ ลวดลายต่างๆ บนผืนผ้าไหม จากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงงานสำรวจเพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน เรื่อง การสำรวจศิลปหัตถกรรมการทอผ้าไหม เพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน พบว่า ข้อมูลที่เป็นเอกสาร ตำรา โครงงานและงานวิจัยทางด้านนี้ยังมีน้อย ศิลปะการทอผ้านั้นมีคุณค่าทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม ในการสำรวจ ศิลปหัตถกรรมการทอผ้าไหม เพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน สามารถส่งผลต่อการทอผ้าพื้นบ้านให้เป็นงานที่มี คุณค่าในด้านศิลปะไว้ได้อย่างเหมาะสม จากเหตุผลดังกล่าว และเพื่อก่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจตลอดจนเล็งเห็นคุณค่าของผ้าทอพื้นบ้าน อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน ทั้งนี้อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปะพื้นบ้านการทอผ้า เอาไว้ จึงทำให้ผู้จัดทำโครงงานมีความสนใจที่จะสำรวจศิลปหัตถกรรมการทอผ้าไหม เพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ในชุมชน หมู่บ้านท่องเที่ยวไหม “บ้านสนวนนอก” ตำบลสนวน อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์มาใช้ให้เกิด ประโยชน์โดยการศึกษาสำรวจศิลปหัตถกรรมการทอผ้าไหมในชุมชน เพื่อสำรวจศิลปหัตถกรรมการทอผ้าไหม และ พัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ศึกษา วัสดุอุปกรณ์และขั้นตอนการผลิตผ้าไหม และเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทุกคน ช่วยอนุรักษ์การทอผ้าไหมในชุมชน ส่งเสริมหัตถกรรมการทอผ้าไหม และภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเอง 1
วัตถุประสงค์ของการการศึกษา 1. เพื่อสำรวจศิลปหัตถกรรมการทอผ้าไหม และพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน 2. เพื่อศึกษา วัสดุอุปกรณ์และขั้นตอนการผลิตผ้าไหม 3. เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทุกคนช่วยอนุรักษ์การทอผ้าไหมในชุมชน ส่งเสริมหัตถกรรมการทอผ้าไหม และ ภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเอง ขอบเขตการศึกษา สำรวจศิลปหัตถกรรมการทอผ้าไหม เพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน และศึกษาค้นคว้าภูมิปัญญา การทอผ้าไหมเขตพื้นที่หมู่บ้านสวนนอก ตำบลสนวน อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้รับความรู้จากสำรวจศิลปหัตถกรรมการทอผ้าไหม และพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน 2. ได้รับความรู้เรื่อง วัสดุอุปกรณ์และขั้นตอนการผลิตผ้าไหม 3. สามารถกระตุ้นให้ทุกคนช่วยอนุรักษ์การทอผ้าไหมในชุมชน ส่งเสริมหัตถกรรมการทอผ้าไหม และภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเอง คำนิยามศัพท์เฉพาะ ศิลปะ หมายถึง สิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อความงามและพอใจคือสิ่งใดที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาด้วย จินตนาการของตนเองหรือจากคำบรรยายของผู้อื่น เช่นภาพจากวรรณคดีต่างๆ หัตถกรรม หมายถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อประโยชน์ใช้สอย คือสิ่งที่มนุษย์ทำขึ้นมาโดยมิได้ อาศัยเครื่องจักร คือทำด้วยฝีมือของตนเองจะเป็นการเลียนแบบจากสิ่งที่พบเห็นหรือความต้องการก็ตาม ดังนั้นคำว่า “ศิลปหัตถกรรม” ย่อมจะต้องหมายถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอย และสวยงาม และจะต้องหมายถึงผู้ผลิตจะต้องเป็นผู้ที่เข้าใจในเรื่องศิลปะและหัตถกรรม คือได้ศึกษาในด้าน ของศิลปหัตถกรรมมาเป็นอย่างดีแล้ว การทอผ้า หมายถึง การทำให้เส้นด้ายสองกลุ่มขัดกัน โดยทั้งสอง พวกตั้งฉากกัน เส้นด้ายกลุ่มหนึ่งเรียกว่า ด้ายยืนและอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า ด้ายพุ่ง ลักษณะของการขัดกันของด้ายพุ่งและด้ายยืน จะขัดกันแบบธรรมดาที่ เรียกว่าลายขัดหรืออาจจะเพิ่มเทคนิคพิเศษเพื่อให้ผ้ามีลวดลาย สีสันที่สวยงามแปลกตา ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือ ภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึง ความรู้ของชาวบ้านในท้องถิ่น ซึ่งได้มาจาก ประสบการณ์ และความเฉลียวฉลาดของชาวบ้าน รวมทั้งความรู้ที่สั่งสมมาแต่บรรพบุรุษ สืบทอดจากคนรุ่นหนึ่ง ไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ระหว่างการสืบทอดมีการปรับ ประยุกต์และเปลี่ยนแปลง จนอาจเกิดเป็นความรู้ใหม่ตาม สภาพการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม สถานที่ทำการศึกษา หมู่บ้านท่องเที่ยวไหม “บ้านสนวนนอก” (ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ด้านหม่อนไหม) ตำบลสนวน อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ ระยะเวลาในการศึกษาค้นคว้า เดือนมกราคม 2566 ถึง เดือนกุมภาพันธ์2566 2
บทที่ 2 การศึกษาเอกสารอ้างอิง ผ้าไหมไทย เป็นผ้าไหมซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างจากผ้าไหมทั่วไป กล่าวคือ มีแสงแวววาว เป็นมันเลื่อม เนื้อผ้าเเข็งไม่เรียบ อ่อนนุ่ม มีน้ำหนัก บางชนิดเป็นปุ่มปมอันเนื่องมาจากระดับคุณภาพ ซึ่งเกิด ในกระบวนการผลิตแต่ก็ทำให้ได้รับความนิยมของคนบางกลุ่มเพราะดูแล้วมีความแปลกตา ผ้าไหมไทย หรือ Thai Silk เป็นที่รู้จัก และมีชื่อเสียงเป็นเสมือนสัญลักษณ์หนึ่งของประเทศไทย ด้วยเหตุผลที่ความสวยงาม ความอ่อนนุ่มสบาย และมีความเลื่อมเงางามโดยธรรมชาติ เมื่อสวมใส่ดูหรูหราภูมิฐาน นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษที่ “เมื่ออากาศร้อน ผ้าไหมช่วยคลายให้เย็นได้ ส่วนเวลาอากาศหนาว ผ้าไหมบางๆ กลับช่วยให้อุ่นสบาย” เพราะ ผ้าไหมถักทอขึ้นจากเส้นใยไหมที่มีขนาดเล็กละเอียด เป็นเส้นใยชนิดเส้นใยยาว จึง ทอเป็นผ้าได้ที่สวยงาม เนื้อผ้าอ่อนนุ่ม ดูบอบบาง ขณะเดียวกันด้วยความเหนียวทนทานของเส้นใยไหม จึงทำให้ สามารถใช้ผ้าไหมสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ดี การดูแลที่เหมาะสมจะทำให้ผ้าไหมหรือผลิตภัณฑ์ผ้าไหมคงความ สวยงามและคงคุณสมบัติดีเด่นได้ยาวนาน เพราะ เส้นไหมเป็นเส้นใยโปรตีนธรรมชาติ จึงถูกทำลายได้ด้วยรังสียูวีที่ มีอยู่ในแสงแดด ในสภาพที่เป็นด่างมากๆ และอุณหภูมิสูงจะทำให้เส้นไหมเปื่อยและลดความแวววาวของเส้นไหม ได้ด้วย ณ วันนี้ ผ้าไหมไทย จึงมิใช่เป็น เพียงตำนานที่เล่าขาน แต่ทุกเส้นใยที่สอดประสานจนเกิดเป็นลวดลายแห่ง ศิลปะบนผืนผ้า คือ มรดกอันล้ำค้าแห่งภูมิปัญญาของ บรรพชนไทยทีอนุชนรุ่นหลังควรร่วมมือร่วมใจกันส่งเสริมสืบ สาน และอนุรักษ์ให้อยู่คู่แผ่นดินไทยสืบไป การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ก่อนที่จะกล่าวถึงการทอผ้าไหมไทย ควรที่จะรู้ที่มาเสียก่อนว่าก่อนที่จะเป็นเส้นไหมนั้นเนื่องจากการผลิต เส้นไหมมีขั้นตอนในการดำเนินงานที่ยาวตั้งแต่การปลูกหม่อนเพื่อเป็นอาหารของตัวไหมจนถึงไหมจนถึงการสาว ไหมดังนั้นการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจึงเป็นสาระสำคัญอันดับแรกที่จะต้องพิจารณา ต้นหม่อน ต้นหม่อนที่รู้จักในขณะนี้มีอยู่ 2 ชนิดคือต้นหม่อนที่ปลูกไว้กินผลเป็นช่อเวลาสุกจะมีสีดำรสอมเปรี้ยว อมหวานใช้รับประทานทำแยมได้อีกชนิดหนึ่งเป็นหม่อนที่ปลูกไว้เลี้ยงไหมหม่อนชนิดนี้มีผลเป็นช่อเล็กไม่นิยม รับประทานแต่มีใบโตและดกใช้เป็นอาหารของตัวไหมได้ดีสำหรับพันธุ์หม่อนที่ปลูกไว้เลี้ยงไหมในประเทศมีอยู่ หลายพันธุ์เช่น หม่อนน้อย หม่อนตาดำ หม่อนส้ม หม่อนสร้อย หม่อนไผ่ หม่อนจาก หม่อนสา หม่อนหยวก หม่อน ใบมน หม่อนใบโพธิ์ หม่อนแก้วชนบท หม่อนคุณไพ หม่อนแก้วอุบล ฯลฯ ซึ่งบางชื่ออาจจะเป็นพันธุ์เดียวกันแต่ เรียก ชื่อต่างกันตามท้องถิ่นแต่หม่อนที่นิยมปลูกเพื่อเลี้ยงไหมกันมากตามท้องที่ต่างๆ มีดังนี้ ขั้นตอนการเลี้ยงไหม วงจรชีวิตของไหมหรือหนอนไหมใช้เวลาประมาณ 45 - 52 วัน หนอนไหมจะกินใบหม่อนหลังจากฟักออก จากไข่ประมาณวันที่ 10 จากนั้นจะหยุดกินอาหารและลอกคราบ ระยะนี้เรียกว่า “ไหมนอน” ต่อจากนั้น จะกินนอนและลอกคราบประมาณ 4 ครั้งเรียกว่า “ไหมตื่น” ลำตัวจะมีสีขาวเหลืองใสหดสั้น และหยุดกินอาหาร ระยะนี้เรียกว่า “หนอนสุก” ช่วงนี้ผู้เลี้ยงไหมต้องรีบแยกหนอนไหมสุกออกจากกองใบหม่อน และเตรียม,“จ่อ” คืออุปกรณ์ที่จะให้ตัวไหมเกาะเพื่อชักใยห่อหุ้มตัวหนอนจะเริ่มพ่นใยได้ประมาณ 6-7 วัน ก็จะสามารถเก็บรังไหม ออกจากจ่อได้ เส้นใยของหนอนเกิดจากการขับของเหลวชนิดหนึ่ง มีสารโปร่งแสงเป็นองค์ประกอบ ใยไหมที่เห็นแต่ ละเส้นจะประกอบด้วยเส้นใยเล็กๆ สองเส้นรวมกัน สามารถฉีกแยกออกจากกันได้ ทั้งนี้รังไหมแต่ละรังจะให้สาย ไหมที่มีขนาดแตกต่างกัน ชั้นนอกสุดของรังจะมีความละเอียดพอสมควร ชั้นกลางจะเป็นเส้นหยาบและชั้นในสุดจะ 3
เป็นเส้นไหมที่ละเอียดที่สุด ซึ่งหนอนไหมแต่ละตัวจะชักใยยาวไม่เท่ากัน อาจสาวได้ยาวตั้งแต่ 350 - 1,200 เมตร หนอนไหมจะเจาะรังออกมาเป็นผีเสื้อเมื่ออยู่ในรังครบ 10 วัน ซึ่งผู้เลี้ยงจะคัดไหมที่สมบูรณ์ไว้ทำพันธุ์ ส่วนที่เหลือ นำไปสาวไหมก่อนที่ผีเสื้อจะเจาะรังออกมา ซึ่งเส้นจะขาดและทำเส้นไหมไม่ได้ การทำเส้นไหม เส้นไหมได้มาจากการนำรังของตัวไหมมาปั่นเป็นเส้นใย เส้นไหมนี้มีคุณสมบัติพิเศษที่เด่นกว่าเส้นฝ้ายคือ มี ความเหนียวทนทานและมีประกายเงางาม เส้นไหมที่ได้จากการปั่น การกรอไหม การกรอเส้นไหม เป็นการนำเส้นไหมที่ย้อมแห้งดีแล้วมาปั่นเก็บไว้ อุปกรณ์ประกอบด้วย เครื่องกรอไหม ในกรอขนาดต่างๆหรือจักกวัดไหมและระวิง สิ่งที่ใช้เก็บเส้นไหมที่กรอแล้ว มักจะใช้วัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่น กระป๋องหรือหลอดพลาสติก เป็นต้น การกรอเส้นไหมมีวัตถุประสงค์ที่จะแยกเส้นไหมให้ออกเป็นเส้นๆ ไม่ให้ติด หรือพันกัน และเป็นการสำรวจเส้นไหมให้มีความเรียบร้อย ไม่ขาด ซึ่งจะช่วยให้สะดวกในการสาวไหม อันเป็น กรรมวิธีในขั้นตอนต่อไป การสาวไหม การสาวไหม ในภาษาพื้นเมืองเรียกว่า “การโว้นไหม” หรือ “โว้นหูก” คือการนำเส้นไหมยืนที่กรอแล้วไป สางในรางสาวไหมหรือม้าเดินได้ทีละเส้น โดยให้มีจำนวนเส้นไหมครบตามจำนวนช่องฟันหวีที่ต้องการจะใช้ อุปกรณ์ที่ใช้ในการสาวไหมประกอบด้วย ม้าเดินได้ ไม้ไขว้หลัง และหลักตั้งตลอด ในการสาวไหมลงช่องของฟันหวี กำหนดให้ 1 ช่องฟันหวีจะต้องใช้เส้นไหมยืน 2 เส้น ดังนั้นถ้าหากใช้ฟันหวีซึ่งมีช่อง 2000 ช่อง จะต้องนับไหมเส้น ยืนให้ครบ 4000 เส้น เป็นต้น สำหรับไม้ไขว้หลังเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการสาวไหม โดยจะมีไว้ที่รางสาว ไหมรางที่ 1 เพื่อให้เส้นไหมเรียงลำดับกันไปตลอด เป็นการป้องกันเส้นไหมพันกัน การเข้าฟันหวีหรือฟืม ฟันหวี หรือ ฟืม เป็นเครื่องมือใช้สำหรับลางเส้นไหมให้เป็นระเบียบ และมีประโยชน์ในการทอโดยใช้ กระทบไหมเส้นพุ่งให้ขยับเข้าขัดกับไหมเส้นยืนหรือสานให้เป็นผืนผ้าออกมาอย่างสวยงาม อุปกรณ์ที่ใช้ ประกอบด้วย แท่นอัดก๊อปปี้ ม้าหมุน ไม้เขี่ยเส้นไหม ไม้ขนัดสำหรับแยกไขว้ และฟันหวี ฟันหวีแต่เดิมทำด้วยไม้ เป็นซี่ๆ โดยมีขอบ ยึดไว้ทั้งข้างบนและข้างล่าง หัวและท้าย เพื่อยึดฟันหวีให้สม่ำเสมอและคงทน แต่การทำฟันหวี ด้วยไม้นั้น ช่วงห่างของฟันหวีไม่สม่ำเสมอและโยกได้จึงทำให้ผ้าไหมทอออกมาไม่สม่ำเสมอ ขาดความสวยงามและ คุณภาพ ต่อมาได้มีการทำฟันหวีด้วยทองเหลืองจึงทำให้คุณภาพของผ้าที่ทอดีขึ้น แต่ก็ประสบปัญหา คือ เกิดสนิมทองเหลืองติดตามเนื้อผ้าที่ทอออกมาอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะผ้าไหมสีอ่อนๆเช่น สีขาว สีครีม เป็นต้น การใช้ฟันหวีด้วยทองเหลืองจึงเลิกไป ปัจจุบันฟันหวีทำด้วยสแตนเลส ซึ่งมีความงดงามสม่ำเสมอและไม่โยก ไม่มีสนิมทำให้ได้ผ้าทอที่มีความสวยงามการเข้าฟันหวี หือ การนำไหม เส้นไหมที่สาวแล้วไปเข้าฟันหวี โดยก่อนเข้า ฟันหวีนำไหมไปเข้าเครื่องหนีบ (Copy) เพื่อยึดเส้นไหมด้านหนึ่งเอาไว้ แล้วใส่เส้นไหมลงไปในช่องฟันหวีช่องละ 2 เส้น ดังนั้นในการเข้าฟันหวีจึงต้องใช้คน 2 คน ช่วยกันทำ โดยคนหนึ่งเป็นคนส่งเส้นไหมเข้าช่องอีกคนหนึ่งช่วยดึง ฟันหวีให้ห่างและใช้ตะขอเกี่ยวเส้นไหมเข้าช่องฟันหวี ฟันหวีจะช่วยสางเส้นไหมให้เป็นระเบียบและสม่ำเสมอ 4
การเข้าหัวม้วน การเข้าหัวม้วน คือ การนำเส้นไหมยืนที่สางด้วยฟันหวีเป็นระเบียบดีแล้วไปเข้าหัวม้วน เมื่อม้วนเส้นไหมได้ ทุกๆ 5 เมตร จะใช้ทางมะพร้าวสอดกันไว้ 2 – 3 ก้าน ทำอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่าจะหมดการใส่ทางมะพร้าวไปด้วยนี้ มีประโยชน์หลายประการ คือ ป้องกันเส้นใยไหมบาดกันเอง เมื่อไหมขาดจะหารอยต่อได้ง่าย ขณะทอจะทำให้ ทราบว่า ทอไปเป็นความยาวเท่าไรแล้ว โดยการนับทางมะพร้าว ขั้นตอนการทอผ้า ขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะออกมาเป็นผ้าผืน คือการทอผ้าไหมจะประกอบไปด้วยเส้นไหม 2 ชุด คือ ชุดแรกเป็น “เส้นไหมยืน” จะขึงไปตามความยาวผ้าอยู่ติดกับกี่ทอ(เครื่องทอ) หรือแกนม้วนด้านยืน อีกชุดหนึ่ง คือ “เส้นไหมพุ่ง” จะถูกกรอเข้ากระสวย เพื่อให้กระสวยเป็นตัวนำเส้นด้ายพุ่งสอดขัดเส้นด้ายยืนเป็นมุมฉาก ทอสลับกันไปตลอดความยาวของผืนผ้า การสอดด้ายพุ่งแต่ละเส้นต้องสอดให้สุดถึงริมแต่ละด้าน แล้วจึงวกกลับมา จะทำให้เกิดริมผ้าเป็นเส้นตรงทั้งสองด้าน ส่วนลวดลายของผ้านั้น ขึ้นอยู่กับการวางลายผ้าตามแบบของผู้ทอ ที่ได้ทำการมัดหมี่ไว้ เทคนิคพิเศษที่ใช้ในการทอผ้า การขิด หมายถึง กรรมวิธีในการทอผ้าเพื่อให้เกิดลวดลายต่างๆ ขึ้นมา โดยวิธีการเพิ่มเส้นด้ายพุ่งพิเศษ ในระหว่างการ ทอ เพื่อให้เกิดลวดลายที่โดดเด่นกว่าสีพื้น วิธีการทำคือ ใช้ไม้เขี่ยหรือสะกิด เพื่อช้อนเส้นด้ายยืนขึ้น แล้วสอดเส้นด้ายพุ่ง ไปตามแนวที่ถูกจัดช้อน จังหวะการสอดเส้นด้ายพุ่งนี่เอง ที่ทำให้เกิดเป็นลวดลายต่าง ๆ การจก เป็นเทคนิคการทอผ้าเพื่อให้เกิดลวดลายต่างๆ โดยเพิ่มเส้นด้ายพุ่งพิเศษสอดขึ้นลง วิธีการคือ ใช้ ขนเม่น ไม้ หรือนิ้ว สอดเส้นด้ายยืนขึ้น แล้วสอดเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไป ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นลวดลายเป็นช่วง ๆ สามารถทำสลับสีลวดลายได้หลากสี ซึ่งจะแตกต่างจากการขิดตรงที่ขิดที่เป็นการใช้เส้นด้ายพุ่งพิเศษเพียงสีเดียว การทอผ้าวิธีจกใช้เวลานานมากมักทำ เป็นผืนผ้าหน้าแคบใช้ต่อกับตัวซิ่น เรียกว่า “ซิ่นตีนจก” 5
บทที่ 3 วิธีการดำเนินโครงงาน วัสดุ อุปกรณ์ 1. สมุด 2. ปากกา 3. หนังสือ 4. ไม้บรรทัด 5. โทรศัพท์มือถือ วิธีดำเนินการศึกษา 1. สอบถามประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านผ้าไหมบ้านสนวนนอก 2. สำรวจภูมิปัญญาท้องถิ่นการทอผ้าไหมของชาวบ้านในชุมชน 3. นำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดมา จัดจำแนกประเภทและหาข้อมูลเพิ่มเติม จากหนังสือ และ internet ให้ได้ข้อมูลที่มีความสมบูรณ์ ถูกต้อง แม่นยำ มากที่สุด 4. สรุปผลการศึกษาค้นคว้า 5. นำเอาผลการสำรวจศิลปหัตถกรรมการทอผ้าไหม เพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน หมู่บ้านท่องเที่ยว ไหม “บ้านสนวนนอก” ตำบลสนวน อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์มาจัดทำข้อมูลเพื่อเผยแพร่ความรู้ แก่สถานศึกษาและชุมชน 6
บทที่ 4 ผลการศึกษา จากการสำรวจศิลปหัตถกรรมการทอผ้าไหม ที่พบภายในบริเวณหมู่บ้านท่องเที่ยวไหม “บ้านสนวนนอก” (ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ด้านหม่อนไหม) ตำบลสนวน อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ พบฐานการเรียนรู้จำนวน 4 ฐาน โดยแบ่งตามขั้นตอนวิธีการดำเนินการ เริ่มจากการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตลอดจนถึง วิธีการทอผ้าไหม ดังนี้ ฐานที่ 1 การปลูกหม่อนและการจัดการแปลงหม่อน หม่อนบุรีรัมย์ 60 (บร. 60) เป็นหม่อนที่ให้ดอกตัวเมีย ลำต้นตั้ง ตรง หลังจากมีการตัดแต่งแล้วสามารถ แตกกิ่งได้เร็ว กิ่งมีสีน้ำตาล ใบไม่แฉก ผิวใบเรียบ ใบใหญ่หนา อ่อนนุ่ม ให้ผลผลิตดี ในสภาพที่มีน้ำ เป็นหม่อนพันธุ์ ลูกผสม ให้ผลผลิตประมาณ 4,300 กิโลกรัม/ไร่/ปี ขยายพันธุ์โดยการปักชำการเตรียมดินสำหรับพื้นที่ที่มีความ อุดมสมบูรณ์ของดินดี ก่อนปลูกควรไถดินให้ลึกไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร และควรตากดินไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ เพื่อให้วัชพืชตาย จากนั้นจึงไถพรวนปรับพื้นที่ให้เรียบอีกครั้งหนึ่งสำหรับพื้นที่ที่ดินไม่มีความอุดมสมบูรณ์หรือผ่าน การปลูกพืชอื่นจนดินเสื่อมสภาพแล้ว ควรขุดหลุมหรือขุดร่องตามแนวที่จะปลูกกว้างและลึกประมาณ 40-50 เซนติเมตร แล้วใส่พวกอินทรียวัตถุปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกรอง ก้นหลุม หากสภาพดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวลงไปด้วย แล้วกลบดินให้มีลักษณะนูนเป็นหลังเต่า จากนั้นจึงทำการปลูกหม่อน ประวัติ ได้จากการพสมระหว่างพันธุ์หม่อนหมายเลข 44 และหม่อนน้อย หม่อนหมายเลข 44 เป็นพันธุ์ที่นำมาจาก สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นพันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตได้ดีให้พลพลิตสูง แต่ใช้ท่อนพันธุ์ปักชาในแปลงโดยตรงไม่ได้ เพราะอัตราการออกรากต่ำ จึงได้นำหม่อนทั้ง 2 พันธุ์มาพสมกัน โดยมีเป้าหมายที่จะใช้ท่อนพันธุ์ปลูกในแปลง โดยตรงหรือปักชาก่อนปลูก และจากการคัดเลือกหม่อนลูกผสมมากกว่า 36 พันธุ์ ได้หม่อนที่มีลักษณะดีเด่นพันธุ์ " บุรีรัมย์ 60 " ผ่านการรับรองพันธุ์ เมื่อเดือนตุลาคม 2530 การตั้งชื่อ หม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 ได้มาจากกรมวิชาการ เกษตรทูลเกล้าถวายพันธุ์หม่อนแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดชรัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสมีพระชนมายุครบ 60 พรรษา ลักษณะเด่น ตอบสนองต่อปุ๋ยดี ให้ผลพลิตต่อไร่สูง การเจริญเติบโตดี อัตราการออกรากมาก ขนาดใบใหญ่หนา อ่อนนุ่มไม่เหี่ยวง่ายมีการแตกกิ่งเร็ว ต้านทานต่อโรคใบด่างและไม่เหมาะกับการปลูกในพื้นที่ที่มีความ อุดมสมบูรณ์ต่ำหรือปริมาณน้ำฝนไม่พอเพียง ลักษณะประจำพันธุ์ เป็นหม่อนต้นตัวเมีย รูปร่างใบแบบ Ovate ผิวเรียบ ขอบใบหยัก ก้านใบยาว 4.3 เชนติเมตร การเรียงตัวของใบแบบ 2/5 ขนาดใบ 18.9 x 27.2 เชนติเมตร ผลผลิตเฉลี่ย 4,328 กิโลกรัมต่อไร่ ต่อปี การจัดการแปลงหม่อน 1. การวางแผนการปลูก เพื่อให้สอดคล้องกับการเลี้ยงไหม หม่อน 1 ไร่ เลี้ยงไหมได้ 3-4 กล่องต่อปี(รุ่นละ 1 กล่อง ๆ ละ 20,000 ตัว ปีละ 4 รุ่น) ขนาดความกว้างยาวของพื้นที่แปลงย่อย ไม่ควรเกิน 40 x 60 เมตร มีทางเข้าออก เพื่อสะดวกต่อการจัดการ 7
2. การเตรียมพื้นที่ ไถลึก 30 - 40 เซนติเมตร ทิ้งไว้ 5 - 7 วัน แล้วไถพรวน และปรับสภาพพื้นที่ให้เรียบไถเปิดร่อง รองกันหลุมด้วยปุ๋ยคอก 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ 3. ระยะปลูก ระยะปลูกที่เหมาะสม พิจารณาจากความสะดวกในการใช้เครื่องทุ่นแรงมาปฏิบัติงาน ชนิด/เครื่องทุ่นแรง ระยะแถว(เมตร) ระยะต้น(เมตร) จำนวนต้น(ไร่) เครื่องมือขนาดเล็ก 2.0 0.75 1,066 ใช้แรงคนและสัตว์ 1.5 0.75 1,422 4. วิธีปลูก เตรียมท่อนพันธุ์ นำกึ่งพันธุ์ อายุ 6 - 12 เดือน ที่ปราศจากโรคและแมลง ตัดเป็นท่อน แต่ละท่อน มีตา 4 - 5 ตา หรือความยาวประมาณ 15-20 เชนติเมตร ส่วนปลายของท่อนพันธุ์ที่ปักลงในดิน ตัดเฉียงเป็น ปากฉลาม 5. การปลูก ปลูกด้วยท่อนพันธุ์ ปักตรงลึกลงไปในดิน 3/4 ของท่อนพันธุ์ หลุมละ 2 ท่อน ปลูกด้วยกิ่งชำซึ่งทำได้ 2 ลักษณะคือ ชำไว้ในแปลงเพาะชำ และชำไว้ในถุงชำ เมื่อกิ่งชำมีอายุ 3 - 4 เดือน ย้ายลงปลูกในแปลงทลุ และ 1 ต้น และควรมีการตัดแต่งรากและกิ่งในส่วนที่เป็นใบออกปลูกในร่วงต้นฝน การปลูกหม่อนและการจัดการแปลงหม่อน 8
ฐานที่ 2 การเลี้ยงไหม ไหมเป็นแมลงที่มีการเจริญเติบโตแบบสมบูรณ์มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างจากไข่ เป็นหน่อน จากหนอน เป็นดักแด้และจากดักแด้เป็นผีเสื้อ ซึ่งในแต่ละระยะของการเจริญเติบโตนั้นมีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างกัน ออกไป มีเพียงระยะที่เป็นหนอนเท่านั้นที่กินใบหม่อน แหล่งที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงไหม - อุณหภูมิไม่ควรสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 70-90 เปอร์เซ็นต์ อากาศถ่ายเทได้ดี - โรงเลี้ยงไหมต้องห่างใกลจากแหล่งที่ก่อให้เกิดมลพิษ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ควันไฟ ควันบุหรี่ - โรงเลี้ยงไหมต้องป้องกันศัตรูไหมได้มิดชิด อุปกรณ์การเลี้ยงไหม อุปกรณ์ในการเลี้ยงไหมที่จำเป็น มีดังนี้ กระดังเลี้ยงไหม มีด เขียง ตาข่ายถ่ายมูล จ่อ ตะแกรงร่อน ตะเคียง ถังน้ำ เข่งหรือตะกร้าเก็บใบหม่อน รองเท้าแตะ สารโรยตัวไหม ปูนขาว ขนไก่ ฟอร์มาลีน ตาชั่ง หน้ากาก เครื่องพ่นสารเคมี โต๊ะเลี้ยงไหม แกลบเผา อาหารสำหรับการเลี้ยงไหม การเก็บใบหม่อนเลี้ยงไหมให้เหมาะสมแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่วัย 1 - 5 สำหรับวัย 4 - 5 เหมาะสำหรับ ไหมวัยแก่ การจัดการไหมแรกฟัก นำแผ่นไข่ไหมที่ผ่านการกกเรียบร้อยแล้ว วางบนกระด้งเลี้ยงไหมเพื่อเปิดเลี้ยงไหมในวันรุ่งขึ้น แผ่นไข่ไหมจะถูกห่อด้วยกระดาษแก้วขาวขุ่นอยู่ชั้นใน ส่วนชั้นนอกจะถูกห่อด้วยกระดาษดำ ในช่วงเช้า ประมาณ 05.00 น. ให้แกะกระดาษดำออกเพื่อให้ไข่ไหมได้รับแสงสว่างไขไหมจะเริ่มฟักออก ปล่อยให้ ได้รับแสงประมาณ 5 - 6 ชั่วโมง คือเวลาประมาณ 10.00 - 11.00 น. ให้เปิดกระดาษห่อแผ่นไข่ไหมชั้นใน ออก โรยสารโรยตัวไหมให้ทั่ว นำใบหม่อนที่หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ขนาดประมาณ 0.5 * 0.5 เซนติเมตร โรยให้ไหมกิน ประมาณ 10 - 15 นาที แล้วเคาะแผ่นไข่ไหมด้านตรงข้ามกับด้านที่ตัวหนอนไหมลงในกระดังเลี้ยงไหม เตรียมไว้ จากนั้นใช้ขนไก่ปัดตัวไหมที่เหลืออยู่ที่แผ่นลงบนกระด้งเลี้ยงไหม พร้อมทั้งใช้ขนไก่เกลี่ย ให้หนอนไหมกระจายสม่ำเสมอบนกระด้งเลี้ยงไหม เพื่อเริ่มเลี้ยงไหมวัย 1 ต่อไป การเลี้ยงไหมวัยอ่อน (วัย 1-3) หั่นใบหม่อนให้เหมาะสมกับช่วงวัย คือ วัย 1 ต้องหั่นใบหม่อนให้เป็นสี่เหลี่ยมลูกเต่า วัย 2 หันเป็น สี่เหลี่ยมผืนผ้า 2-3 ชม วัย 3 หั่นใบหม่อนให้ขนาดโตขึ้นได้ให้อาหารวันละ 3 มื้อ การขยายพื้นที่เลี้ยงให้ใช้ตะเกียง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคขยายพื้นที่ทุกวัน เพื่อให้กระดังเลี้ยงมีการถ่ายเทอากาศดีสภาพแวดล้อมที่ เหมาะสมในวัยนี้คือ อุณหภูมิ 26 – 28 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 80 - 90 เปอร์เซ็นต์ ถ้าอากาศร้อนและแห้งมากให้นำวัสดุพื้นบ้าน เช่น กาบกล้วย หรือใช้ใบตองกล้วยมาปิดกระด้งเป็นการช่วยรักษา ความชื้นให้ใบหม่อนสดตลอดเวลาหรือราดน้ำที่พื้นห้องเลี้ยง เพื่อช่วยเพิ่มความชื้น ทั้งนี้ภายในห้องเลี้ยงไหม ควรมีเทอร์โมมิเตอร์เพื่อวัคอุณหภูมิและความชื้น จดบันทึกทุกวัน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการ การเลี้ยงไหมที่ดี 9
การเลี้ยงไหมวัยแก่ (วัย 4-5) สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม คือ อุณหภูมิ 24-25 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 70-75 เปอร์เซ็นต์ ให้ใบหม่อนไต้ 2 แบบ คือแบบใบและแบบกิ่ง ไหมวัยแก่จะนอน 1 ครั้ง ในช่วงที่ไหมนอนให้โรยปูนขาวหรือแกลบ เผาบนตัวไหม เพื่อลดความชื้นในกระด้ง ระดับความชื้น ไม่ควรเกิน 70 เปอร์เซ็นต์ เมื่อไหมตื่นให้โรยสารเคมีโรยตัว ไหมลงบนตัวไหม เพื่อเป็นการป้องกันเชื้อโรคเข้าทำลายการถ่ายมูลวัยแก่จะต้องทำมากกว่าวัยอ่อน โดยวัย 4 จะ ถ่ายมูล 2 ครั้ง ส่วนวัย 5 จะถ่ายมูลช่วงกลางวัย หรือถ่ายมูลทุกวันขึ้นอยู่กับเศษหม่อนในกระด้ง ในช่วงไหมเริ่มสุก (ช่วงท้ายช่องวัย 5 ) จะมีอาการคือ ไม่กินอาหาร เคลื่อนไหวไปมาชูหัวขึ้นเริ่มพ่นเส้นใย หากเริ่มสุก 70-80 เปอร์เซ็นต์ ของรุ่น ให้นำเข้าจ่อเพื่อทำรังต่อไป รายใด้จากการเลี้ยงไหม 1. การเลี้ยงไหม 1 แผ่น (พันธุ์ไทยพื้นบ้าน) 1 รุ่นใช้เวลา 25-30 วัน (รวมการสาวไหม สามารถสร้างรายได้ แก่ เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ดังนี้ - ไข่ไหม 1 แผ่น ได้รังไหม 10 กก.ๆ ละ 200 บาท เป็นเงิน 2,000 บาท - ไขไหม 1 แผ่น นำไปสาวได้เส้นไหม (ไหมน้อย) 1 กก.ๆ ละ 1,500 บาท เป็นเงิน 1,500 บาท - ไข่ไหม 1 แผ่น นำไปสาวได้เส้นไหม(ไหมลีบ) 2 ขีด จำหน่ายกิโลละ 800 บาท เป็นเงิน 160 บาท - ไข่ไหม 1 แผ่น ได้ดักแด้ 7 กก.ๆละ 100 บาท เป็นเงิน 700 บ. * รวม เป็นเงิน 2,000- 2,360 บาท / รุ่น ** 1 ปีเลี้ยง 8 รุ่น เป็นเงิน 16,000-18,880 บาท/ปี 2. การเลี้ยงไหม 1 แผ่น (พันธุ์ไทยลูกผสม) 1 รุ่นใช้เวลา 25-30 วัน (รวมการสาวไหม สามารถ สร้างรายได้แก่เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ดังนี้ - ไข่ไหม 1 แผ่น ได้รังไหม 20 กก.ๆ ละ 200 บาท เป็นเงิน 4,000 บ. - ไข่ไหม 1 แผ่น นำไปสาวได้เส้นไหม (ไหมน้อย) 3 กก.ๆ ละ 1,500 บาท เป็นเงิน 4,500 บาท - ไข่ไหม 1 แผ่น นำไปสาวได้เส้นไหม (ไหมลืบ) 4 ขีด จำหน่ายกิโลละ 800 บาท เป็นเงิน 320 บาท - ไข่ไหม 1 แผ่น ได้ตักแด้ 14 กก.ก ละ 100 บาท เป็นเงิน 1,400 บ. * รวมเป็นเงิน 4,000 – 6,220 บาท / รุ่น 1 ปีเลี้ยง 8 ร่น เป็นเงิน 32,000 – 49,760 บาท/ปี 10
ฐานที่ 3 การย้อมสีและการทำเส้นไหม การยอมสีเส้นไหม(สีธรรมชาติ) ขั้นตอนการย้อมสีธรรมชาติ จะมีความยุ่งยากกว่าสีเคมีเพราะในการย้อมแต่ละครั้งจะต้องปฏิบัติ ตั้งแต่การหาวัสดุ การเตรียมน้ำย้อมสีธรรมชาติแต่ละชนิดที่ต้องการ ซึ่งในแต่ละขั้นตอนต้องใช้เวลามากพอสมควร การย้อมสีธรรมชาติมีขั้นตอนในการปฏิบัติ ดังนี้ ขั้นตอนการย้อมสีเส้นไหม 1. ทำการเตรียมสีย้อมโดยใช้วัตถุดิบที่เป็นธรรมชาติที่ต้องการทำการตวงวัดปริมาณที่ต้องนำไปต้ม เพื่อใช้เป็นน้ำสีย้อมธรรมชาติ 2. นำน้ำย้อมสีที่เตรียมไว้มาทำการพสมกับน้ำสะอาด เพื่อให้เจือจางได้ความเข้มของสีตามที่ต้องการ 3. นำเส้นไหมที่จะทำการย้อมมาวางลงในน้ำย้อม ใช้มือนวดเส้นไหมในน้ำย้อมเพื่อให้น้ำสีได้แทรกซึม เข้าไปในเส้นไหมได้อย่างทั่วถึง 4. นำหม้อต้มย้อมวางบนเตา ค่อยๆ เพิ่มความร้อนน้ำย้อมจนกระทั่งอุณหภูมิ 95 องศาเซลเซียส นาน 1 - 1.5 ชั่วโมงหรือมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเข้มของสีที่ต้องการ 5. เติมสารช่วยติดสี เช่น จุนสี กรดน้ำส้ม เป็นต้น 6. นำเส้นไหมที่ย้อมเรียบร้อยไปทำการล้างสีให้สะอาด บีบให้แห้ง นำไปตากผึ่งไว้ให้แห้ง การย่อมสีเส้นไหม(สีเคมี) ขั้นตอนการย้อมสีเส้นไหม 1. เตรียมน้ำต้มย้อมสีเส้นไหมโดยคำนวณอัตราส่วน ระหว่างน้ำกับน้ำหนักเส้นไหมให้ถูกต้อง 2. ชั่งน้ำหนักสีที่จะใช้นำสิไปละลายกับน้ำร้อนที่เตรียมไว้ละลายสีกับน้ำร้อนแล้วนำน้ำสีไปผสม กับน้ำที่เตรียมไว้ย้อมเส้นไหม 3. ละลายน้ำสีให้พสมเข้ากันนำเส้นไหมที่จะทำการย้อมมาใสลงในน้ำย้อมสีให้เส้นไหมติดสีให้สม่ำเสมอ 4. ยกหม้อย้อมสีขึ้นบนเตาไฟแล้วจึงค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิในระหว่างการต้มย้อมจะต้องทำการกลับ เส้นไหมอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการย้อมแล้วสีด่าง 5. ให้เติมกรดน้ำส้มลงในหม้อต้มย้อมหลังจากที่เห็นว่าเส้นไหมได้ดูดชับสีไปหมดแล้ว เพื่อช่วยให้ เส้นไหมติดสีได้ดีขึ้นโดยสังเกตจากน้ำย้อมสีจะใส การเติมกรดน้ำส้มให้ยกเส้นไหมขึ้นจากน้ำย้อม แล้วเทกรดน้ำส้ม ลงไปทำการคนให้ทั่ววางเส้นไหมลงไปในน้ำย้อมอีกครั้ง และต้มย้อมต่ออีกประมาณ 10 - 150 นาที 6. นำเส้นไหมที่ย้อมแล้วไปล้างในน้ำสะอาด บีบให้แห้งนำไปตากพึ่งลมให้แห้ง แล้วนำไปทอผ้าต่อไป การย้อมสี 11
การทำเส้นไหม 12
ฐานที่ 4 การทอผ้าไหม ผ้าลายหางกระรอก ประวัติ "ผ้าหางกระรอก" หรือผ้ากระเนียว เป็นผ้าทอโบราณที่มีลักษณะลวดลายเรียบง่าย แต่แฝงด้วยความ ประณีตและงดงาม โดยใช้เทคนิคการทอผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าไทคือ "การควบเส้น" หรือคนไทยเรียกว่า "ผ้าหางกระรอก" ลวดลายและกรรมวิธีการทอ เทคนิคการทอผ้าโดยใช้ไหมเส้นพุ่ง 2 เส้น ควบกันโดยนำมาตีเกลียวควบเข้าด้วยกันให้เป็นเส้นเดียว โดยใช้อุปกรณ์ในการตีคือ ไน และโบก ผ้าหางกระรอกโดยทั่วไปนิยมใช้สีเหลืองมาควบ เมื่อนำมาทอเป็นเส้นพุ่งบน ผืนผ้า จะทำให้ผ้าทอที่เป็นผ้าพื้นมีความสวยงาม จากสีเหลืองของไหม เส้นไหมสองเส้นสองสีมาตีเกลียวควบให้เป็น เส้นเดียวกัน เรียกว่า “เส้นควบ” , “เส้นลูกลาย” หรือ “เส้นหางกระรอก”จากนั้นนำมาทอพุ่งขัด กับเส้นยืน ซึ่งใช้สีอีกหนึ่งอาจเข้มหรืออ่อนกว่าสีที่ใช้ เพื่อให้เกิดลายขัดเด่นขึ้นมา จะได้ผ้าพื้นที่มีลายเหลือบเล็กๆ ในเนื้อผ้าดูคล้ายจะมีปุยขนอ่อนขึ้นมาเหมือนกับเส้นขนของหางกระรอก จึงเรียกว่า“ผ้าหางกระรอก” เทคนิคการทอผ้าชนิดนี้ นับเป็นเทคนิคดั้งเดิมของชนเผ่าไท เพราะมีการทอผ้าชนิดนี้ในชนเผ่าไทดั้งเดิม คือ ชาวภูไท และไทลาว เรียกเทคนิคนี้ว่า "การเข็น" ไทยวนเรียก "ปั่นไก" กลุ่มชาวไทพวนเรียกว่า "มะลังไม" หรือ"มับ ไม" กลุ่มไทภาคกลาง ไทภาคใต้ และไทอีสานทั่วไปเรียกว่า "ผ้าหางกระรอก" ส่วนชาวไทเชื้อสายเขมร และชาวส่วย (กูย) เรียกเป็นภาษาเขมรว่า "กระเนียว" หรือ “กะนีว” ชาวไทยอีสานแต่โบราณจะนำผ้าหางกระรอก หรือบางที่ เรียกว่า ผ้าม่วง มานุ่งเป็นโจงกระเบน 13
เทคนิค "การเข็น"ปั่นเกลียวเส้นไหม 2 สีเข้าด้วยกัน การปั่นเส้นไหมที่เข็นแล้วเข้าหลอดเพื่อนำไปทอ และหลอดด้ายหางกระรอก ผ้าไหมหางกระรอกเป็นผ้าที่มีลายเหลือบเงาสวยงาม มีวิธีการทอทำให้เกิดลวดลายได้ 3 แบบ ได้แก่ 1) ลวดลายหางกระรอกที่พุ่งไปด้านขวา เป็นการทอด้วยเส้นใยที่ตีเกลียวด้านขวา 2) ลวดลายหางกระรอกที่พุ่งไปด้านซ้าย เป็นการทอด้วยเส้นใยที่ตีเกลียวด้านซ้าย 3) ลวดลายหางกระรอกที่มีสายพุ่งเป็นหยักแหลม เป็นการใช้กระสวย 2 อัน พุ่งทอย้อนสลับซ้ายขวา ลักษณะทั่วไปของผ้าหางกระรอกคือ จะเป็นผ้าพื้นเรียบชนิดหนึ่ง มีความกว้าง 1 หลา ความยาว 4 หลา มักมีสีเข้มเช่น สีเม็ดมะขาม สีเปลือกมังคุด สีแดงครั่ง ฯลฯ โดยจะมีลายเหลือบสีในตัว มองเหมือนภาพ 3 มิติ ทั้งนี้ผ้าหางกระรอกโบราณจะมีริ้วเชิงชายคั่นที่ชายผ้าทั้งสองด้าน ทอด้วยเส้นไหม ที่ต่างสีจากสีพื้น จะทอเป็นเส้น เล็กๆ 8 - 9 เส้น และมีเส้นกรอบบังคับไว้อีกข้างละ 3 - 4 เส้น ตามความพึงพอใจของผู้ทอ หรือบางผืนจะทอเป็น ลายลูกแก้วเล็ก ที่ดูงดงามแปลกตา ริ้วเชิงชายนี้บางคนเรียกว่า กั้น, ก่าน, ขีดคั่น, เชิงคั่น และเชิงผ้ากั้นชาย นอกจากนี้ยังนำมาทอเป็นผ้าลายตาราง หรือโสร่ง ผ้าโสร่งส่วนใหญ่ จะทอด้วย เส้นไหมลูกลายหรือเส้น ไหมหางกระรอก เนื้อผ้าในลายตารางจึงมี สีเหลือบลายคล้ายเส้นขนของหางกระรอก จึงเรียกว่า ผ้าโสร่งไหมหาง 14
กระรอก หรือผ้าโสร่ง จะมีลักษณะเป็นตาตารางใหญ่ สี่เหลี่ยมจัตุรัส มีหลายสี ทั้งแดง เขียว เหลือง น้ำเงิน สลับกัน ตลอดทั้งผืน ขีดคั่นระหว่างตาตารางสีใหญ่นั้นด้วย ริ้วขีดคั่นสีแดง หรือสีขาวหรือสีเหลือง เป็นเส้นเล็ก ๆ ทั้งผืน ผ้าตาราง หรือผ้าโสร่งนี้จะมีหน้ากว้างประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 2 เมตร แล้วเย็บเข้าด้วยกันเป็นถุง คล้ายกับ ผ้าซิ่นของผู้หญิง โทนสีของผ้าจะมี 2 โทน คือ ผ้าโสร่งแดง จะมีสีสันสดใส สำหรับผู้ชายที่มีอายุไม่สูงนัก ไม่เกิน 40 ปีแต่ถ้าเป็นผู้ชายสูงวัย จะใช้ผ้าโทนสีเข้ม เรียกว่า ผ้าโสร่งดำ จากกรรมวิธีการทอและลวดลายของผ้าหางกระรอก อาจสรุปเป็นลักษณะเด่นของผ้าหางกระรอก ได้ว่า การทอผ้าไหมหางกระรอกนิยมทั่วไป ในภาคอีสานโดยเฉพาะเขตอีสานตอนใต้ ทอโดยการนำเส้นไหม ๒ เส้น มาควบกันให้เป็นสีเดียวกันเช่น สีเขียวควบสีเหลือง สีแดงควบสีเหลือง โดยเส้นไหมที่นำมาทอจะเป็นไหมเส้นเล็ก เพราะจะทำให้ผ้าที่ทอมีความละเอียด งดงามและจะเกิดความเลื่อมของสีผ้าเมื่อทอ การนำไปใช้ประโยชน์ นิยมทอเป็นผ้าโสร่ง ผ้านุ่งโจงกระเบน และผ้าซิ่น สมัยโบราณนิยมใช้เป็นผ้านุ่งโจงกระเบนสำหรับผู้ชาย ต่อมานิยมใช้นุ่ง ในงานพิธีสำคัญต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นผ้าที่ใช้ในพิธีกรรมเช่น ใช้ให้นาคนุ่งในงานอุปสมบท ผ้าห่อบาตร และเป็นผ้าปกโลงศพ ผ้าหางกระรอกจึงเป็นผ้าผืนสำคัญของครอบครัว ที่ผู้เป็นแม่ ยาย ย่า จะทอฝาก ไว้ให้ลูกหลานด้วยความตั้งใจ หวังฝากฝีมือฝากชื่อไว้กับผืนผ้า เพื่อยามตายไปจะได้ใช้ปกโลงศพ ดังคำกล่าวที่ว่า "ย่านตายไป บ่มีผ้ายาวปกหน้า อยากอายบ้านอายเมืองเพิ่น" ปัจจุบันได้มีการทอผ้าหางกระรอกประยุกต์ ให้มีลวดลาย สีสัน สวยงามเหมาะสำหรับนำไป ตัดเย็บ เสื้อผ้า รวมถึงพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์เป็นผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ ผ้าห่ม ฯลฯ การทอผ้าไหม 15
บทที่ 5 สรุปผลการศึกษา สรุปผลการศึกษา จากการสำรวจศิลปหัตถกรรมการทอผ้าไหม ที่พบภายในบริเวณหมู่บ้านท่องเที่ยวไหม “บ้านสนวนนอก” (ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ด้านหม่อนไหม) ตำบลสนวน อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ พบฐานการเรียนรู้จำนวน 4 ฐาน ได้แก่ ฐานที่ 1 การปลูกหม่อนและการจัดการแปลงหม่อน ฐานที่ 2 การเลี้ยงไหม ฐานที่ 3 การย้อมสีและการทำเส้นไหม และฐานที่ 4 การทอผ้าไหม ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงาน 1. ได้รับความรู้จากสำรวจศิลปหัตกรรมการทอผ้าไหม และพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน 2. ได้รับความรู้เรื่อง วัสดุอุปกรณ์และขั้นตอนการผลิตผ้าไหม 3. การสำรวจศิลปหัตกรรมการทอผ้าไหม สามารถกระตุ้นให้ทุกคนช่วยอนุรักษ์การทอผ้าไหมในชุมชน ส่งเสริมหัตถกรรมการทอผ้าไหม และภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเอง อภิปรายผลการศึกษาค้นคว้า จากการสำรวจศิลปหัตถกรรมการทอผ้าไหม ที่พบภายในบริเวณหมู่บ้านท่องเที่ยวไหม “บ้านสนวนนอก” (ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ด้านหม่อนไหม) ตำบลสนวน อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ ในปัจจุบัน ผ่านกระบวนการผลิตต่างๆ เพื่อสร้างศักยภาพในการยกระดับการเป็นสินค้า และ แหล่งท่องเที่ยว ตามวัตถุประสงค์การจัดทำโครงงานสำรวจเพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน เรื่อง สำรวจ ศิลปหัตกรรมการทอผ้าไหม และพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน พบว่า ข้อมูลด้านศิลปหัตถกรรมการทอผ้าไหม มีความชัดเจนในเรื่องราวรวมทั้งหลักฐานที่บ่งชี้ชัดว่าเป็นภูมิปัญญา มีฐานการเรียนรู้จำนวน 4 ฐาน ประกอบด้วย ฐานที่ 1 การปลูกหม่อนและการจัดการแปลงหม่อน ฐานที่ 2 การเลี้ยงไหม ฐานที่ 3 การย้อมสีและการทำเส้นไหม และฐานที่ 4 การทอผ้าไหม ที่มีวิธีการทำที่ละเอียดครบถ้วนตามกระบวนการทอผ้าไหม แต่อย่างไรก็ตามยังคงมี ประเด็นที่ยังต้องการพัฒนา เพื่อให้สามารถกระตุ้นให้ทุกคนช่วยอนุรักษ์การทอผ้าไหมในชุมชน ส่งเสริมหัตถกรรม การทอผ้าไหม และภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเอง ผู้จัดทำโครงงานได้จัดกิจกรรมเพื่อสัมภาษณ์และสำรวจหา ประเด็นปัญหาในการจัดทำโครงงาน จากการสัมภาษณ์ข้อมูล ประวัติความเป็นมาและพัฒนาการเกี่ยวกับการผลิต ผ้าไหมในหมู่บ้านท่องเที่ยวไหม “บ้านสนวนนอก” (ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ด้านหม่อนไหม) ตำบลสนวน อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์นอกจากศึกษาสำรวจข้อมูลมาพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ในชุมชน ศึกษาวัสดุอุปกรณ์ขั้นตอนการผลิตผ้าไหม กระตุ้นให้ทุกคนช่วยอนุรักษ์การทอผ้าไหมในชุมชน ส่งเสริม หัตถกรรมการทอผ้าไหม และภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเองแล้ว ยังต้องการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์การทอผ้า ไหมลวดลายใหม่ๆ ด้วย ดังนั้น หากรู้ว่าในชุมชนที่เราอาศัยอยู่มีศิลปหัตถกรรมการทอผ้าไหม เข้าใจวิธีการทำอย่างละเอียด ทุกขั้นตอนแล้วนั้น ก็สามารถที่จะนำความรู้นั้นไปใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนสามารถเผยแพร่ความรู้ ด้านศิลปะหัตกรรมการทอผ้าไหมแก่ผู้อื่นได้ 16
ข้อเสนอแนะ 1. ควรสำรวจและศึกษาศิลปหัตถกรรมการทอผ้าไหมในชุมชนทุกพื้นที่ในอำเภอห้วยราช เพราะพื้นที่อื่น ๆ อาจจะมีศิลปหัตถกรรมการทอผ้าไหมอีกหลากหลายแบบที่ไม่รู้จัก 2. ควรส่งเสริม ให้ความรู้ด้านการทอผ้าไหมให้กับผู้เรียนและคนในท้องถิ่น 3. ควรกระตุ้นให้ทุกคนช่วยอนุรักษ์การทอผ้าไหมในชุมชน ส่งเสริมหัตถกรรมการทอผ้าไหม และภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเองให้มากขึ้น 17
บรรณานุกรม 1. ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การออกแบบลายผ้าทอตามภูมิปัญญาท้องถิ่น กลุ่มสาระการ เรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6, สืบค้นเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2566 . จาก http://ir.swu.ac.th/jspui/bitstream/123456789/4322/2/Alissana_A.pdf 2. โครงงานวิทยาศาสตร์การสำรวจพืชสมุนไพรในท้องถิ่น , สืบค้นเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2566 . จาก https://www.thaigoodview.com/knowledge/5181/science-project-exploring-local-medicinal-plants 3. เที่ยวหมู่บ้านทอผ้าไหม บ้านสนวนนอก อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์, สืบค้นเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2566 . จาก http://i-san.tourismthailand.org/5388/