The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงงานผะหมี_2566

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chalikae, 2023-09-04 05:34:35

โครงงานผะหมี_2566

โครงงานผะหมี_2566

โครงงานกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ผะหมี ปริศนาคำประพันธ์ จัดทำโดย นางสาวสุกัญญา หัดขุนทด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นางสาวสุทธิกานต์ ไชยศรี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นางสาวพัชราพร ทำพลกรัง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนมัธยมหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย


ก ชื่อโครงงาน ผะหมี ปริศนาคำประพันธ์ ผู้จัดทำโครงงาน นางสาวสุกัญญา หัดขุนทด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นางสาวสุทธิกานต์ ไชยศรี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นางสาวพัชราพร ทำพลกรัง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ปรึกษาโครงงาน นางสาวชาลิสา หาญกิจ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ - นางสาวรุ่งเพชร พิมพ์สิงห์ ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของปริศนาคำทายผะหมี 2) เพื่อศึกษาค้นคว้าลักษณะคำประพันธ์บทร้อยกรองของปริศนาคำทายผะหมี 3) เพื่อประยุกต์ความรู้ เรื่องปริศนาคำทายผะหมีและจัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของ นักเรียนกิจกรรมชุมนุมภาษาไทยและชุมนุมห้องสมุด ที่มีต่อปริศนาคำทายผะหมี และ 5) เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับปริศนาคำทายผะหมีให้แก่ผู้ที่สนใจ การจัดทำโครงการในครั้งนี้คณะ ผู้จัดทำโครงการได้ดำเนินการศึกษาค้นคว้าและเก็บรวบรวมข้อมูลจากหนังสือ ตำรา อินเตอร์เน็ต งานวิจัย ตลอดจนสอบถามและเก็บข้อมูลจากคุณครูที่ปรึกษาและคุณครูประจำวิชาภาษาไทย ผลการศึกษาพบว่า1) ลักษณะคำประพันธ์ที่นำมาใช้ในการสร้างปริศนาคำทายผะหมีมีอยู่ 4 ชนิด คือ กลอน โคลง กาพย์ และฉันท์ ในการทำโครงงานครั้งนี้ได้นำลักษณะคำประพันธ์ของผะหมีมา ใช้ในการศึกษา 3 ลักษณะ ได้แก่ ผะหมีคำกาพย์ ผะหมีคำกลอน และผะหมีคำโคลง 2) ลักษณะ คำตอบของผะหมีมีหลายลักษณะ ในการทำโครงงานครั้งนี้ได้นำลักษณะของผะหมีมาใช้ในการศึกษา 5 ลักษณะ ได้แก่ ผะหมีที่มีคำตอบที่เป็นคำผวน ผะหมีที่มีคำตอบที่เป็นการผันวรรณยุกต์ ผะหมีที่มี คำตอบที่ขึ้นต้นเหมือนกัน ผะหมีที่มีคำตอบที่ลงท้ายเหมือนกัน ผะหมีที่เป็นคำปริศนาอะไรเอ่ย 3) สื่อ หนังสือปริศนาคำทายผะหมี ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ซึ่งเกิดจากการระดมความคิด ร่วมกันออกแบบและสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อใช้ในการเผยแพร่ความรู้ให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และ 4) ความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ปริศนาคำทายผะหมี โดยผ่านกิจกรรมชุมนุมห้องสมุด และชุมนุมภาษาไทย ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ที่ 4.70 และมี ความส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ .07


ข กิตติกรรมประกาศ การจัดทำโครงงานเรื่อง ผะหมีปริศนาคำประพันธ์ สำเร็จลุล่วงโดยได้รับการสนับสนุนจาก คุณครูชาลิสา หาญกิจ และคุณครูรุ่งเพชร พิมพ์สิงห์ คุณครูที่ปรึกษาโครงการ ที่สละเวลาในการให้ คำปรึกษาและแนะนำ ตลอดจนให้ความเอาใจใส่ในการตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาดต่าง ๆ ในโครงการนี้ ขอขอบคุณผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และคณะครูทุกท่าน ที่ให้ การสนับสนุน ส่งเสริม และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้พัฒนาตนเองและเข้าร่วมแข่งขันการประกวด โครงงานภาษาไทยในครั้งนี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าสามารถช่วยพัฒนาความรู้และทักษะของ ตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ คณะผู้จัดทำโครงงานขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ คณะผู้จัดทำ


ค สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค สารบัญตาราง ง สารบัญภาพ จ บทที่ 1 บทนำ 1 ที่มาและความสำคัญของโครงงาน 1 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 2 ขอบเขตของการศึกษา 2 นิยามศัพท์เฉพาะ 2 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 3 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4 ความรู้เกี่ยวกับการทำโครงงาน 5 ความรู้เกี่ยวกับปริศนาคำทายผะหมี 10 ความรู้เกี่ยวกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) 17 บทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษา 22 การดำเนินการศึกษา 22 ระยะเวลาดำเนินงาน 23 วัสดุ/อุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า 24 บทที่ 4 ผลการศึกษา 25 ผลการศึกษา 24 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 33 สรุปผลการศึกษา 33 อภิปรายผล 33 ข้อเสนอแนะ 34 บรรณนุกรม 35 ภาคผนวก 37


ง สารบัญตาราง ตาราง หน้า 1 แสดงค่าความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ ปริศนาคำทายผะหมี 32


จ สารบัญภาพ ภาพ หน้า 1 แสดงการประชุมคัดเลือกประเด็นปัญหาและเลือกหัวข้อโครงงาน 22 2 แสดงขั้นตอนการวางแผนการจัดทำเค้าโครงโครงงานและเสนอต่อครูที่ปรึกษา 22 3 แสดงขั้นตอนการดำเนินการศึกษาค้นคว้าและจัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 23 4 แสดงขั้นตอนการเขียนสรุปรายงานโครงงาน 23 5 แสดงขั้นตอนการเผยแพร่ความรู้ เรื่อง ผะหมี ปริศนาคำประพันธ์ 24 6 คิวอาร์โคดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ปริศนาคำทายผะหมี 31


บทที่ 1 บทนำ 1. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน ภาษาไทยเป็นภาษาปะจำชาติและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงถึงความเจริญงอกงามอัน เป็นเอกลักษณ์สะท้อน ความเป็นประเทศ ที่มีความรุ่งเรืองทางอารยธรรม คนไทยใช้ภาษาเชื่อมโยง สื่อสารกันทั้งชาติแสดงถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับวัฒนธรรม ความเชื่อ ความคิด ค่านิยมของคน ไทย และเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่มีภาษาใช้เป็นของตนเอง ภาษาไทยเปี่ยม ไปด้วยคุณค่าแห่ง การสร้างสรรค์ ไม่เพียงแต่ใช้เพื่อการสื่อสารติดต่อกันในสังคมเท่านั้น แต่คุณค่าความงามของภาษาไทย อยู่ที่จังหวะ ท่วงทํานอง ลีลาของภาษาที่มีความไพเราะวิจิตร (เพ็ญนภา เพ็งวิสาภาพพงษ์, 2559) การ ประพันธ์บทร้อยกรองถือว่าเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของชาติไทย ทำให้เห็นถึงสุนทรียภาพและสุนทรี ยรสในการใช้ภาษา ซึ่งเป็นความงามที่สอดแทรกอารมณ์อยู่ในคำประพันธ์ เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้อ่านและ ผู้ฟังเกิดอารมณ์และจินตนาการตาม นอกจากนี้บทร้อยกรองยังให้คุณค่าด้านความรู้ในด้านต่าง ๆ เช่น ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรม และประเพณีต่าง ซึ่งสอดแทรกอยู่ในเนื้อเรื่อง จากการเรียนวิชาวัจนภาษากับการแต่งคำประพันธ์ในรายวิชาภาษาไทย ซึ่งเป็นรายวิชา เกี่ยวกับการแต่งคำประพันธ์บทร้อยกรองแล้วนั้น คณะผู้จัดทำโครงงานจึงมีความสนใจที่จะศึกษา ปริศนาคำทายผะหมีเพื่อนำมาพัฒนาทักษะการแต่งคำประพันธ์บทร้อยกรองและทักษะการคิด สร้างสรรค์ให้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ และเพื่อสืบสานการประพันธ์บทร้อยกรองไว้ไม่ให้สูญหาย เนื่องจากปัจจุบันเด็กส่วนมากไม่ให้ความสำคัญและไม่ให้ความสนใจเกี่ยวกับการแต่งคำประพันธ์บท ร้อยกรอง เพราะมีความคิดที่คิดว่าตนเองไม่มีความสามารถในการแต่งคำประพันธ์บทร้อยกรองและคิด ว่าเป็นเรื่องที่ยากและน่าเบื่อหน่าย จากเหตุผลข้างต้น คณะผู้จัดทำโครงงานได้เห็นถึงความสำคัญของเกมกลอนปริศนาผะหมี และทักษะการแต่งคำประพันธ์บทร้อยกรอง จึงมีความสนใจที่จะศึกษาเพื่อพัฒนาตนเองให้เกิดองค์ ความรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียน ตลอดจนใช้ในชีวิตประจำวัน จึงได้ศึกษาค้นคว้าและจัดทำ โครงงาน เรื่อง ผะหมี ปริศนาคำประพันธ์ ขึ้น โดยคณะผู้จัดทำโครงงานได้ศึกษาประวัติความเป็นมา ลักษะคำประพันธ์ และลักษณะเนื้อหาของปริศนาคำทายผะหมี และได้นำความรู้จากการศึกษาปริศนา คำทายผะหมีมาแต่งคำประพันธ์ในรูปแบบของเกมกลอนปริศนาผะหมี เพื่อช่วยพัฒนาทักษะการแต่ง คำประพันธ์บทร้อยกรองและทักษะการคิดวิเคราะห์ทางภาษา และได้ออกแบบจัดทำเป็นสื่อหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ใช้ในการเผยแพร่ความรู้เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนไทยเห็นคุณค่าของบทร้อย กรอง ตลอดจนสืบสานวัฒนธรรมทางวรรณศิลป์ไทยไว้ไม่ให้สูญหาย


2 2. วัตถุประสงค์ของการศึกษา 2.1 เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของปริศนาคำทายผะหมี 2.2 เพื่อศึกษาค้นคว้าลักษณะคำประพันธ์บทร้อยกรองของปริศนาคำทายผะหมี 2.3 เพื่อประยุกต์ความรู้เรื่องปริศนาคำทายผะหมีและจัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) 2.4 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนกิจกรรมชุมนุมภาษาไทยและชุมนุมห้องสมุด ที่มีต่อ ปริศนาคำทายผะหมี 2.5 เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับปริศนาคำทายผะหมีให้แก่ผู้ที่สนใจ 3. ขอบเขตของการศึกษา การจัดทำโครงงานครั้งนี้ คณะผู้จัดทำได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ 3.1 ศึกษาประวัติความเป็นมาของปริศนาคำทายผะหมี จากหนังสือ อินเทอร์เน็ต งานวิจัยตลอดจนสอบถามและเก็บข้อมูลจากคุณครูที่ปรึกษาและคุณครูประจำวิชาภาษาไทย 3.2 ศึกษาค้นคว้าลักษณะคำประพันธ์บทร้อยกรองของปริศนาคำทายผะหมี และ หลักการแต่งคำประพันธ์จากหนังสือ อินเทอร์เน็ต ตลอดจนสอบถามและเก็บข้อมูลจากคุณครูที่ ปรึกษาและคุณครูประจำวิชาภาษาไทย 3.3 ฝึกฝนทักษะการแต่งคำประพันธ์ในรูปแบบของเกมกลอนปริศนาผะหมี 4. ระยะเวลาที่ศึกษา ดำเนินการศึกษาในช่วงภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 5. นิยามศัพท์เฉพาะ คณะผู้จัดทำโครงงานได้นิยามศัพท์เฉพาะในการจัดทำโครงงาน เรื่อง ผะหมี ปริศนาคำ ประพันธ์ ไว้ดังนี้ 5.1 ผะหมีหมายถึง การละเล่นปริศนาคำทายอย่างหนึ่ง ซึ่งได้รับมาจากประเทศจีน เป็นการการตีปัญหาหรือแก้ปัญหาที่ซ่อนอยู่ให้ได้คำตอบที่ชัดแจ้ง 5.2 คำประพันธ์ หมายถึง ถ้อยคำที่เรียบเรียงให้ถูกต้องตามหลักฉันทลักษณ์โดยมี ข้อบังคับจำกัดคำ สัมผัสคำ และวรรคตอน ให้รับสัมผัสกันได้อย่างไพเราะตามกฎเกณฑ์ 5.3 หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) หมายถึง หนังสือเรื่อง ปริศนาผะหมี ที่จัดทำด้วย โปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถเปิดดูในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้โดยมีทั้งการภาพนิ่ง วิดีโอ และเสียง 5.3 ทักษะการคิดสร้างสรรค์ หมายถึง การคิดในรูปแบบใหม่ เป็นการคิดนอกกรอบ โดยนำความรู้และทักษะประสบการณ์ไปประยุกต์ใช้ในรูปแบบงานต่าง ๆ ทำให้มีความแปลกใหม่ขึ้นมา


3 5.4 ทักษะการแต่งคำประพันธ์บทร้อยกรอง หมายถึง ความสามารถในการแต่งร้อย กรองประเภทกาพย์ยานี 11 และโคลงสี่สุภาพ โดยมีความถูกต้องตามฉันทลักษณ์ของประเภทบทร้อย กรองนั้น ๆ 5.5 ทักษะการคิดวิเคราะห์ทางภาษา หมายถึง การคิดวิเคราะห์ในการอ่าน การเขียน การฟัง และการดู เช่น การหาคำตอบจากบทร้อยกรองปริศนาผะหมี โดยคำตอบของปริศนาร้อยกรอง ผะหมีจะมีคำตอบที่มีความสัมพันธ์กันลักษณะใดลักษณะหนึ่ง 6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 6.1 นักเรียนเกิดความตระหนักและเห็นคุณค่าของปริศนาคำทายผะหมีและคำประพันธ์บทร้อย กรอง 6.2 นักเรียนเกิดทักษะการแต่งคำประพันธ์บทร้อยกรอง ทักษะการคิดวิเคราะห์ทางภาษา ทักษะคิดสร้างสรรค์ และทักษะการทำงานเป็นทีม มีภาวะผู้นำผู้ตามที่ดี มีความสามัคคี และรู้จักใช้ เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ 6.3 ได้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) เพื่อใช้เป็นสื่อในการเรียนรู้วิชาภาษาไทยและใช้ใน การเผยแพร่ความรู้


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาโครงงาน เรื่อง ผะหมี ปริศนาคำประพันธ์ ในครั้งนี้ คณะผู้จัดทำได้ศึกษาเอกสาร ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. ความรู้เกี่ยวกับการทำโครงงาน 1.1 ความหมายของโครงงาน 1.2 ประเภทของโครงงาน 1.3 ขั้นตอนการทำโครงงาน 1.4 การเขียนรายงานโครงงาน 2. ความรู้เกี่ยวกับปริศนาคำทายผะหมี 2.1 ประวัติความเป็นมาของปริศนาคำทายผะหมี 2.2 ลักษณะคำประพันธ์ที่ใช้ในปริศนาคำทายผะหมี 2.3 ลักษณะคำตอบของปริศนาคำทายผะหมี 2.4 วิธีการเล่นปริศนาคำทายผะหมี 2.5 ประโยชน์ของการเล่นปริศนาคำทายผะหมี 3. ความรู้เกี่ยวกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) 3.1 ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) 3.2 ประเภทของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) 3.3 หลักการออกแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) 3.4 ประโยชน์ของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book)


5 1. ความรู้เกี่ยวกับการทำโครงงาน 1.1 ความหมายของโครงงาน โครงงานในความหมายของ ถวัลย์ มาศจรัส (2549) กล่าว่าโครงงาน คือ งานที่มอบหมายให้นักเรียนหรือกลุ่มนักเรียนทำตามรายวิชาต่าง ๆ ในหลักสูตร มีลักษณะงานเหมือนที่ เกิดขึ้นในชีวิตจริงและเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้า และลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ภายใต้การ ดูแลและให้คำปรึกษาของครู ตั้งแต่การคิดสร้างโครงงาน การวางแผนการดำเนินการ การออกแบบลง มือปฏิบัติรวมทั้งร่วมกำหนดแนวทางในการวัดผลและประเมิน โครงงานในความหมายของ ชีระชัย ปูรณ โชติ (2531) กล่าวว่าโครงงานเป็น การศึกษาที่เน้นกิจกรรมที่ผู้เรียนลงมือปฏิบัติและศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง โดยอาศัยหลักการทาง วิทยาศาสตร์ภายใต้คำแนะนำ ปรึกษา และการดูแลของครูหรือผู้เชี่ยวชาญ โครงงานในความหมายของ จิราภรณ์ ศิริทวี (2542) กล่าวว่า โครงงานเป็น การสอนให้รู้จักการทำวิจัยเล็ก ๆ ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ เพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ และสร้างผลผลิตที่มี คุณภาพวิธีดำเนินการเป็นระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ สรุปได้ว่า โครงงาน หมายถึง การเปิดโอกาสให้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสิ่งใด สิ่งหนึ่งที่ผู้เรียนมีความสนใจ โดยใช้วิธีการศึกษาอย่างมีระบบและลงมือปฏิบัติตามขั้นตอน หาคำตอบ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จนได้ข้อสรุปที่เป็นในเรื่องนั้น ๆ 1.2 ประเภทของโครงงาน บุญเลี้ยง ทุมทอง (2550 : 86 - 87) การจัดการเรียนการสอนโดยโครงงาน ครูและนักเรียนยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าการจัดการเรียนการสอนโดยโครงงานเป็นการสอน เฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์เท่านั้น ซึ่งความจริงการจัดการเรียนการสอนโดยโครงงาน สามารถนําไปใช้ใน การสอนได้ทุกวิชา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูและใช้สอนกบนักเรียนได้ทุก ระดับชั้น ประเภทของโครงงานมีดังนี้คือ 1. โครงงานประเภทสำรวจ เป็นโครงงานที่ไม่มีการกำหนดตัวแปร เก็บ รวบรวม ข้อมูลภาคสนามในธรรมชาตินำมาศึกษา 2. โครงงานประเภททดลอง เป็นโครงงานที่มีลักษณะการออกแบบ ทดลอง เพื่อ ศึกษาผลของตัวแปรหนึ่งโดยควบคุมตัวแปรอื่น ๆ โดยนักเรียนเริ่มต้นกำหนดคำถามที่ ต้องการคำตอบ ตั้งสมมุติฐาน กำหนดแหล่งข้อมูลที่จะศึกษา ปฏิบัติการ หาข้อมูล เพื่อหาคำตอบ รวบรวมข้อมูลนำมาสรุปเป็นองค์ความรู้ขั้นตอนที่ปฏิบัติเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่าง สมบูรณ์


6 3. โครงงานสิ่งประดิษฐ์เป็นโครงงานที่ประดิษฐ์ สิ่งใด สิ่งหนึ่งเครื่องมือ เครื่องใช้อุปกรณ์การใช้สอย อาจประดิษฐ์คิดค้นขึ้นใหม่หรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากของเดิมที่มีอยู่ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 4. โครงงานประเภท ทฤษฎี หลักการ หรือ โครงงานประเภทพัฒนา ผลงาน เป็น โครงงานที่นำเสนอทฤษฎีหลักการหรือแนวคิดใหม่ ๆ หรือเป็นการจัดทำโดยการขยาย ทฤษฎีหรือแนวคิดเดิมที่ยังไม่มีผู้ใดคิดมาก่อน 5. โครงงานตามความสนใจ เป็นโครงงานที่กว้างมาก เพราะความสนใจ ของนักเรียน จะแตกต่างกันออกไปตามประสบการณ์ ซึ่งจะเป็นหัวข้อในเรื่องใดหรือ สิ่งใดที่ นักเรียนมี ความสนใจที่จะศึกษาค้นหาอย่างเจาะลึก ต้องการรู้คำตอบในสิ่งที่เขามีความสงสัยหรือยังไม่แน่ชัด และต้องการพิสูจน์ใหม่ความชัดเจนมากขึ้น 6. โครงงานตามสาระการเรียนรู้เป็นโครงงานที่เน้นเนื้อหา สาระในแต่ละ กลุ่มวิชา เป็นเนื้อหาที่นักเรียนต้องเรียนรู้แล้ว เพียงแต่ต้องการขยายความรู้ให้กว้างออกไปในเชิงลึก กว่าเดิม ครูสามารถนำกิจกรรมโครงงานมาช่วยในการจัดการเรียนการสอนในแต่ละเนื้อหาวิชา โดย การให้ก็เรียนได้เลือกเรื่องที่นักเรียนสนใจ ชาตรีเกิดธรรม (2547 : 6 - 8) ได้แบ่งประเภทโครงงาน ดังนี้ 1. แบ่งตามสาระการเรียนรู้ ได้แก่ 1) โครงงานตามสาระการเรียนรู้ เป็น โครงงานที่ใช้ตามเนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้โดยมีการบูรณาการความรู้ทักษะคุณธรรมจริยธรรมเข้า ด้วยกันและ 2) โครงงานตามความสนใจ เป็นโครงงานที่นักเรียนสามารถกำหนดขึ้นเองตาม ความสามารถและความสนใจโดยมีการบูรณาการความรู้ทักษะคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม จาก การเรียนรู้ต่าง ๆ มาบูรณาการ เข้าด้วยกัน 2. แบ่งตามลักษณะของการดำเนินงาน ได้แก่ 1) โครงงานประเภท สำรวจ 2) โครงงานประเภทศึกษา เป็นโครงงานเพื่อแสวงหาความรู้จากแหล่งวิทยาการต่าง ๆ 3) โครงงานประเภททดลอง และ 4) โครงงานสิ่งประดิษฐ์ สรุปได้ว่า โครงงานสามารถแบ่งได้หลายประเภทตามความมุ่งหมายของการ ดำเนินงาน โดยสรุปโครงงานแบ่งได้ ดังนี้ 1. โครงงานตามสาระเรียนรู้แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ (1) โครงงานตาม สาระการเรียนรู้และ (2) โครงงานตามความสนใจ 2. โครงงานตามลักษณะของการดำเนินงาน ได้แก่ (1) โครงงานประเภท สำรวจ (2) โครงงานประเภทศึกษา (3) โครงงานประเภททดลอง และ (4) โครงงานสิ่งประดิษฐ์


7 1.3 ขั้นตอนการทำโครงงาน กศน.ออนไลน์ (2564) ได้เสนอขั้นตอนการทำโครงงานเป็น 7ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นสำรวจหรือตัดสินใจเลือกเรื่องที่จะทำ การตัดสินใจเลือกเรื่องที่จะ ทำโครงงานควรพิจารณาถึงความพร้อมในด้านต่าง ๆ เช่นแหล่งความรู้เพียงพอที่จะศึกษาหรือขอ คำปรึกษา มีความรู้และทักษะในการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการศึกษา มีผู้ทรงคุณวุฒิรับ เป็นที่ปรึกษา มีเวลา และงบประมาณเพียงพอ 2. ขั้นศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ตัดสินใจทำ การศึกษาข้อมูลที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ตัดสินใจทำ จะช่วยให้ผู้เรียนได้แนวคิดที่จะกำหนดขอบข่ายเรื่องที่จะศึกษาค้นคว้า ให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้นและยังได้ความรู้ เรื่องที่จะศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจนสามารถออกแบบ การศึกษา ทดลอง และวางแผนดำเนินการทำโครงงานอย่างเหมาะสม 3. ขั้นวางแผนดำเนินการ การทำโครงงานไม่ว่าเรื่องใดจะต้องมีการ วางแผนอย่างละเอียด รอบคอบ และมีการกำหนดขั้นตอนในการดำเนินงานอย่างรัดกุม ทั้งนี้เพื่อให้ การดำเนินงานบรรลุจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายที่กำหนดไว้ ประเด็นที่ต้องร่วมกันคิดวางแผนในการทำ โครงงานมีดังนี้ คือ ปัญหา สาเหตุของปัญหา แนวทาง และวิธีการแก้ปัญหาที่สามารถปฏิบัติได้ การ ออกแบบการศึกษา เวลา และสถานที่จะปฏิบัติงาน 4. ขั้นเค้าโครงของโครงงาน การเขียนเค้าโครงของโครงงานมีรายละเอียด ดังนี้ 4.1 ชื่อโครงงาน เป็นข้อความสั้น ๆ กะทัดรัด ชัดเจน สื่อ ความหมายตรง และมีความเฉพาะเจาะจงว่าจะศึกษาเรื่องใด 4.2 ชื่อผู้ทำโครงงาน เป็นผู้รับผิดชอบโครงงาน ซึ่งอาจเป็น รายบุคคลหรือกลุ่มก็ได้ 4.3 ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน ซึ่งเป็นอาจารย์หรือผู้ทรงคุณวุฒิก็ได้ 4.4 ที่มาและความสำคัญของโครงงาน เป็นการอธิบายเหตุผลที่ เลือกทำโครงงานนี้ ความสำคัญของโครงงาน แนวคิด หลักการ หรือทฤษฎีที่เกี่ยวกับโครงงาน 4.5 วัตถุประสงค์โครงงาน เป็นการบอกจุดมุ่งหมายของงานที่จะ ทำ ซึ่งควรมีความเฉพาะเจาะจงและเป็นสิ่งที่สามารถวัดและประเมินผลได้ 4.6 สมมติฐานของโครงงาน (ถ้ามี) สมมติฐานเป็นคำอธิบายที่ คาดไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะผิดหรือถูกก็ได้ สมมติฐานที่ดีควรมีเหตุผลรองรับ และสามารถทดสอบได้ 4.7 วัสดุอุปกรณ์และสิ่งที่ต้องใช้ เป็นการระบุวัสดุอุปกรณ์ที่ จำเป็นใช้ในการดำเนินงานว่ามีอะไรบ้าง ได้มาจากไหน 4.8 วิธีดำเนินการ เป็นการอธิบายขั้นตอนการดำเนินงานอย่าง ละเอียดทุกขั้นตอน


8 4.9 แผนปฏิบัติการ เป็นการกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาเสร็จ งานในแต่ละขั้นตอน 4.10 ผลที่คาดว่าจะได้รับ เป็นการคาดการณ์ผลที่จะได้รับจาก การดำเนินงานไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจได้ผลตามที่คาดไว้หรือไม่ก็ได้ 4.11 เอกสารอ้างอิง เป็นการบอกแหล่งข้อมูลหรือเอกสารที่ใช้ ในการศึกษาค้นคว้า 5. ขั้นลงมือปฏิบัติ การลงมือปฏิบัติเป็นขั้นตอนที่สำคัญตอนหนึ่งในการ ทำโครงงานเนื่องจากเป็นการลงมือปฏิบัติจริงตามแผนที่ได้กำหนดไว้ในเค้าโครงของโครงงาน อย่างไรก็ ตามการทำโครงงานจะสำเร็จได้ด้วยดี ผู้เรียนจะต้องคำนึงถึงเรื่องความพร้อมของวัสดุอุปกรณ์ และสิ่ง อื่น ๆ เช่นสมุดบันทึกกิจกรรมประจำวัน ความละเอียดรอบคอบและความเป็นระเบียบในการ ปฏิบัติงาน ความประหยัดและความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้จากการ ปฏิบัติงาน การเรียงลำดับก่อนหลังของงานส่วนย่อย ๆ ซึ่งต้องทำแต่ละส่วนให้เสร็จก่อนทำส่วนอื่น ต่อไปในขั้นลงมือปฏิบัติจะต้องมีการบันทึกผล การประเมินผล การวิเคราะห์ และสรุปผลการปฏิบัติ 6. ขั้นเขียนรายงานโครงงาน การเขียนรายงานการดำเนินงานของ โครงงาน ผู้เรียนจะต้องเขียนรายงานให้ชัดเจนใช้ศัพท์เทคนิคที่ถูกต้อง ใช้ภาษากะทัดรัด ชัดเจน เข้าใจ ง่าย และต้องครอบคลุมประเด็นสำคัญ ๆ ทั้งหมดของโครงงานได้แก่ ชื่อโครงงาน ชื่อผู้ทำโครงงาน ชื่อ ที่ปรึกษา บทคัดย่อ ที่มาและความสำคัญของโครงงาน จุดมุ่งหมาย สมมติฐาน วิธีดำเนินงาน ผล การศึกษาค้นคว้า ผลสรุป ของโครงงาน ข้อเสนอแนะ คำขอบคุณบุคลากรหรือหน่วยงานและ เอกสารอ้างอิง 7. ขั้นเสนอผลงานและจัดแสดงผลงานโครงงาน หลังจากทำโครงงาน เสร็จแล้วจะต้องนำผลงานที่ได้มาเสนอและจัดแสดง ซึ่งอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น การจัดนิทรรศการ การประชุมทางวิชาการ เป็นต้น ในการเสนอผลงานและจัดแสดงผลงานโครงงาน ควรนำเสนอให้ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ๆ ทั้งหมดของโครงงาน จิราภรณ์ ศิริทวี (2542 : 35 ) ได้กำหนดขั้นตอนการทำโครงงานเป็น 6 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 กำหนดปัญหาหรือหัวข้อที่ต้องการศึกษา ขั้นที่ 2 กำหนดตัวแปร ตัวแปรที่ต้องการศึกษา เป็นตัวแปรต้น ผลที่ ตามมาเป็นตัวแปรตาม และถ้ามีความจำเป็นต้องควบคุมตัวแปรเพื่อให้ข้อมูลน่าเชื่อถือ ตัวแปรนั้นคือ ตัวแปรควบคุม ขั้นที่ 3ออกแบบการทดลองหรือกำหนดวิธีการหรือแหล่งข้อมูลที่ต้องไปศึกษา ขั้นที่ 4 ดำเนินการทดลองหรือศึกษาตามที่วางแผนเอาไว้ ถ้าเป็น โครงงานประเภททดลองต้องมีการทดลองหลายๆ ครั้ง (อย่างน้อย 3 ครั้ง ) เพื่อให้เกิดความแน่ใจก่อน นำผลที่ได้มาสรุป


9 ขั้นที่ 5 อภิปรายผล นำข้อมูลที่ได้จากการทดลองมาประเมิน อภิปราย โดยการศึกษาจากเอกสาร หลักฐานอื่น ๆ มาประกอบว่ามีข้อแตกต่างกันเพราะอะไร ขั้นที่ 6 นำเสนอผลการศึกษาในรูปแบบรายงาน หรือจัดบอร์ดแสดงสิ่งที่ ศึกษา หรือด้วยวาจา สรุปได้ว่า ขั้นตอนการทำโครงงาน มีขั้นตอนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยคณะผู้จัดทำโครงงานต้องเป็นผู้ดำเนินการเอง และมีครูอาจารย์เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำ เสนอแนะ ซึ่งคณะผู้จัดทำโครงงาน ได้สรุปขั้นตอนการทำโครงงานเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 ขั้น สำรวจรวบรวมข้อมูลและเลือกหัวข้อ ขั้นที่ 2 ขั้นวิเคราะห์และวางแผน ขั้นที่ 3 ขั้นดำเนินการตาม แผนงาน ขั้นที่ 4 ขั้นเขียนรายงาน ขั้นที่ 5 ขั้นนำเสนอโครงงาน 1.4 การเขียนรายงานโครงงาน อลงกรณ์ พลอยแก้ว (2564) ได้อธิบายการเขียนรายงานโครงงานว่า เป็น รูปแบบหนึ่งของการนำเสนอผลงานของโครงงานที่ผู้จัดทำได้ศึกษาค้นคว้าตั้งแต่ต้นจนจบ ในการเขียน รายงานควรใช้ภาษาที่อ่านง่าย ชัดเจน กระชับ และตรงไปตรงมา ให้ครอบคลุมหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ ส่วนประกอบของรายงาน 1. ส่วนปกและส่วนต้น ประกอบด้วย - ชื่อโครงงาน - ชื่อผู้ทำโครงงาน ชั้นปี โรงเรียน และวัน/เดือน/ปีที่จัดทำ - ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา - คำนำ - สารบัญ - สารบัญตาราง หรือภาพประกอบ (ถ้ามี) - บทคัดย่อ ที่บอกเค้าโครงอย่างย่อๆ ซึ่งประกอบด้วย เรื่อง วัตถุประสงค์ วิธีการศึกษา ระยะเวลา และผลสรุป - กิตติกรรมประกาศ เพื่อแสดงความขอบคุณบุคคล หรือหน่วยงานที่ให้ ความช่วยเหลือ หรือมีส่วนเกี่ยวข้อง 2. ส่วนเนื้อเรื่อง ประกอบด้วย - บทนำ บอกความเป็นมา ความสำคัญของโครงงาน บอกเหตุผล หรือ เหตุจูงใจในการเลือกหัวข้อโครงงาน - วัตถุประสงค์ของโครงงาน - สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า


10 - การดำเนินงาน อาจเขียนเป็นตาราง แผนผังโครงงาน เพื่อให้การ ดำเนินงานเป็นไปตามหัวข้อเรื่อง และตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงงาน พิสูจน์คำตอบ (สมมติฐาน) ตามประเด็นที่กำหนด - แผนผังโครงงานจะทำให้เห็นระบบการทำงานอย่างมีเป้าหมาย มีการ วางแผนการทำงาน จะเห็นสิ่งที่ต้องการทราบ ทั้งหัวข้อย่อย หรือคำถามย่อยของหัวข้อโครงงาน พร้อม ทั้งบอกสมมติฐาน วิธีศึกษา และแหล่งศึกษาค้นคว้าตามแผนผัง - สรุปผลการศึกษา เป็นการอธิบายคำตอบที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า ตามหัวข้อย่อยที่ต้องการทราบว่าเป็นไปตามสมมติฐานหรือไม่ - อภิปรายผล บอกประโยชน์ หรือคุณค่าของผลงานที่ได้ และบอก ข้อจำกัดหรือปัญหา อุปสรรค (ถ้ามี) พร้อมทั้งบอกข้อเสนอแนะในการศึกษาค้นคว้า โครงงานลักษณะ ใกล้เคียงกัน 3. ส่วนท้าย ประกอบด้วย - บรรณานุกรม คือรายการเอกสารอ้างอิง หรือเอกสารที่ใช้ค้นคว้า ซึ่งมี หลายประเภท เช่น หนังสือ ตำรา บทความ หรือคอลัมน์ ซึ่งจะมีวิธีการเขียนบรรณานุกรมต่างกัน เช่น ถ้าเป็นหนังสือ ให้ใช้รูปแบบ : ชื่อนามสกุลผู้เขียน. ชื่อหนังสือ. สถานที่พิมพ์ : สำนักพิมพ์, ปีที่พิมพ์ ถ้าเป็นบทความในวารสาร ให้ใช้รูปแบบ : ชื่อนามสกุลผู้เขียน "ชื่อบทความ," ชื่อวารสาร. ปีที่หรือเล่มที่ : หน้า; วัน เดือน ปี. ถ้าเป็นคอลัมน์จากหนังสือพิมพ์ ให้ใช้รูปแบบ : ชื่อผู้เขียน "ชื่อคอลัมน์ : ชื่อ เรื่องในคอลัมน์" ชื่อหนังสือพิมพ์. วัน เดือน ปี. หน้า. - ภาคผนวก เช่น โครงร่างโครงงาน ภาพกิจกรรม แบบสอบถาม หรือ บทสัมภาษณ์ 2. ความรู้เกี่ยวกับปริศนาคำทายผะหมี 2.1 ประวัติความเป็นมาของปริศนาคำทายผะหมี สนองชาติ เศรษฐศิโรต์ม (อ้างถึงใน ประวัติชอุ่ม, 2548) เล่าถึงประวัติความ เป็นมาของผะหมี สรุปได้ว่า นายจิตติ เตชะวณิชย์ ซึ่งอาศัยอยู่อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เล่าว่า เมื่อ พ.ศ. 2478 ได้เห็นการเล่นผะหมีที่สำเพ็ง กรุงเทพฯ โดยคนจีน ที่มีความรู้ได้นำคำประพันธ์ของจีนมา ทำเป็นตัวปัญหาให้ทายกัน คนไทยที่เห็นวิธีการเล่นจึงนำมาดัดแปลง โดยนำฉันทลกัษณ์ที่มีอยู่ใน ภาษาไทยมาแต่งเป็นปัญหา แล้วกำหนดวิธีการทายใหม่ให้ผิดไปจากเดิมจนเป็นลักษณะเฉพาะ ต่อมาได้มี ผู้นำผะหมีแบบไทย ๆ ไปเล่นในสถานที่ต่าง ๆ เช่น ที่ชลบุรี ราชบุรี สมุทรปราการ แต่ที่นิยมเล่นกันมาก ที่สุดคือที่อำเภอบางบ่อจังหวัดสมุทรปราการ การประพันธ์ผะหมีเล่นทายกันได้แพร่หลายไปจนกระทั่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสยามมกุฎุราชกุมาร ซึ่งโปรดการ


11 เล่นผะหมีได้แต่งบทประพันธ์เป็นปัญหาทายข้าราชบริพารเพื่อความบันเทิง จนเป็นเหตุให้ข้าราชบริพาร มหาดเล็กมีประสบการณ์ในการเล่น ผะหมีและต่อมาได้แพร่หลายเล่นกันโดยทั่วไป สมดุลย์ ทาเนาว์ (2552, หน้า 7 –23) ประธานชมรมโจ๊กปริศนาพนัสนิคม เล่าถึงที่มาของโจ๊กปริศนาเมืองชล สรุปว่าการทายโจ๊กมีวิวัฒนาการมาจากการ เล่นผะหมีภาษาจีนของ จีนแต้จิ๋วที่ตลาดสำเพ็งกรุงเทพมหานคร ที่เผยแพร่เข้ามาเมืองไทยก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จ พระยุพราช ได้ทรงดำริให้ข้าราชบริพารนำแบบอย่างมาใช้กับคำประพันธ์ไทย ซึ่งผสมกลมกลืนได้ดีกับ โคลงทายของไทยที่เผยแพร่ในหนังสือวชิรญาณ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับแรกของไทยเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2429 จนแพร่หลายในกรุงเทพมหานครและจังหวัดอื่น ๆ ใกล้เคียง ได้แก่จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดชลบุรี จังหวัดนครปฐม ซึ่งชาวชลบุรีได้ปรับปรุงพัฒนาการเล่นดังกล่าวจนมีรายละเอียดมากขึ้น เรียกชื่อว่า โจ๊กหรือโจ๊กปริศนา ศิริพร ภักดีผาสุก (2548, หน้า 15 – 20) กล่าวถึงที่มาของคำว่าผะหมีว่า ผะหมีของไทยประยุกต์มาจากการเล่นทายปริศนาของจีน โดยการแต่งบทปริศนาด้วยคำประพันธ์ไทย ในแถบจังหวัดชลบุรีและจังหวัดใกล้เคียง เช่น ระยอง สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา มีศัพท์พื้นบ้าน เรียกว่าโจ๊ก ผะหมีและโจ๊กเป็นกลุ่มปริศนา ที่มีพัฒนาการเกี่ยวเนื่องกันแต่มีการปรับปรุงกฎเกณฑ์บาง ประการส่งผลให้ปริศนา กลุ่มที่เรียกว่าโจ๊ก มีลักษณะบางประการต่างไปจากผะหมี สรุปได้ว่า การเล่นทายปริศนาผะหมีมีมานานแล้ว โดยเป็นการดัดแปลงมา จากการเล่นทายคำของคนจีน ต่อมาได้แพร่หลายในกรุงเทพและจังหวัดใกล้เคียง บางท้องถิ่นพัฒนาไป จนเป็นการละเล่นที่เรียกว่าโจ๊ก 2.2 ลักษณะคำประพันธ์ที่ใช้ในปริศนาคำทายผะหมี การสร้างปริศนาคำทายผะหมี นอกจากจะต้องยึดรูปแบบคำตอบของปริศนา ผะหมีแล้วนั้น ยังต้องยึดตำราฉันทลักษณ์ของไทยอีกด้วย สมดุลย์ ทำเนาว์ (2555) การเลือกคำประพันธ์ในการสร้างโจ๊กปริศนาควร เลือกคำประพันธ์ที่เหมาะสมกันคนตนเองมากที่สุด มีดังนี้ 1. กลอน เป็นคำประพันธ์ที่ได้รับความนิยมนำมาสร้างโจ๊กปริศนามาก ที่สุด เพราะผู้ทายสามารถอ่านได้ง่าย ทำให้เกิดความมั่นใจในการทายและติดใจในการเล่น นอกจากนี้ ยังไม่ต้องระวังจังหวะในการอ่านเหมือนคำประพันธ์ชนิดอื่น จึงเหมาะสำหรับผู้ที่กำลังเริ่มเขียนปริศนา ตัวอย่าง คนโทดินทางเหนือมีเหลือใช้ คนปลูกไว้กินผลยลพืชเถา คนชงกาแฟตักลงจากเตา คนคลุกเคล้าเอาเกสรภมรกลิ่น คำตอบ น้ำต้น น้ำเต้า น้ำต้ม น้ำห้อย


12 2. โคลง โคลงที่นิยมกันมากทั้งผู้สร้างโจ๊กและผู้ทายโจ๊ก คือ โคลงสี่สุภาพ เพราะมี 4 บรรทัด เหมือนกลอนแปดทำให้สามารถใช้ธง (คำตอบ) เช่นเดียวกับกลอนแปดได้ บางครั้ง สลับกันไปสลับกันมาระหว่างโคลงกับกลอน ผู้ทายจะไม่เบื่อ ส่วนผู้สร้างก็ภูมิใจที่ตนเองสามารถเขียน ได้ถึง 2 ชนิด ดังนั้นโคลงกลอนจึงเป็นของคู่กันของนักสร้างโจ๊ก ตัวอย่าง ขอถามนามหนึ่งนั้น วานร ขอถามนามเอวอร อ่อนย้าย ขอถามนามอากร เก็บด่าน เรือแห่ ขอถามนามตอนท้าย คัดให้เรือเห คำตอบ จำเกียง จังเก จังกวด จังกูด 3. กาพย์ เป็นคำที่ไพเราะซึ่งนักเรียนโจ๊กทั้งหลายชอบเขียนชอบอ่าน แต่ ก็หาคนที่ชำนาญได้น้อย จะมีก็เพียงกาพย์ยานีและสุรางคนางค์เท่านั้น ตัวอย่าง นงนุชสุดที่รัก ฉุนยิ่งนักมันเที่ยวบิน เถาวัลย์พันพฤกษิน สาวกยินของเยซู คำตอบ กานดา แมงดา ลัดดา ยูดา 4. ฉันท์ เป็นคำประพันธ์ที่แต่งยากและอ่านยาก เพราะต้องมีครุ-ลหุ และ ยังมีอยู่หลายชนิดจึงไม่เป็นที่นิยมในการเล่นมากนัก ตัวอย่าง อิเหน่าหึงคะนึงหวง ผกาพวงพระเยียหอม อุบลมีภมรตอม ขนาดย่อมก็เรือนหลวง คำตอบ บุษนา บุษบัน บุษบง บุษบก สรุปได้ว่า คำประพันธ์ที่นำมาใช้ในการสร้างปริศนาผะหมีนั้นมีอยู่ 4 ชนิด คือ กลอน โคลง กาพย์ และฉันท์ ซึ่งกลอนและกาพย์ยานี 11 เป็นคำประพันธ์ที่นิยมนำมาแต่งเป็น ปริศนาผะหมีมากที่สุด เพราะอันทลักษณ์ไม่ยุ่งยาก ส่วนโคลงและฉันท์เป็นฉันทลักษณ์ที่มีความยุ่งยาก มากกว่าฉันทลักษณ์ชนิดอื่น จึงมีความนิยมน้อยกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉันท์ เป็นฉันทลักษณ์ที่ยาก กว่าชนิดอื่น /มีกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดในเรื่องการใช้คำครุ ลหุ จึงนำมาแต่งเป็นปริศนาผะหมีค่อนข้าง น้อย


13 2.3 ลักษณะคำตอบของปริศนาคำทายผะหมี ผจญ สุวรรณวงษ์ (2522, หน้า 10 – 13) อธิบายลักษณะผะหมี ของอำเภอ บางบ่อจังหวัดสมุทรปราการว่ามี 6 ลักษณะ ดังนี้ 1. ผะหมีที่เป็นคำปริศนาอะไรเอ่ย เช่น อะไรเอ่ย 2 ไม่ตรง คำตอบคือ ยี่เก (2 คือ ยี่ ไม่ตรงคือ เก คำตอบคือ ยี่เก) 2. ผะหมีที่เป็นภาพปริศนา เช่น คำตอบคือ จรกา 3. ผะหมีที่มีคำตอบเป็นคำผันวรรณยุกต์เช่น คันหูหาไม้ไชหู เอกสู่อุตลุดยดุยื้อหา เจอโทโต้กลั่นลั่นมา ทายมาเร็วเข้าเอ้าไว คำตอบคือ แยง แย่ง แย้ง แยง-ยาง-แย้ง 4. ผะหมีที่มีคำตอบเป็นคำผวน เช่น รูหนึ่งนางเท่านั้น จึงมี รู แอบอิงมาลี เร่งอ้าง รู ครอบครองธานี เมืองย่อย รูมุ่งจองคิดล้าง นุ่งน้องตนเสีย คำตอบคือ รูด๊ะ-ระดู รูเณ-เรณู รูต๊ะ-ระตู รูหา-ราหู 5. ผะหมีที่มีคำตอบขึ้นต้นเหมือนกัน เช่น จตุบาทมันชาติเชื้อ วานร ไร้บาทเนาสาคร ใหญ่กว้าง นามจังหวัดวานวอน ทายหน่อย ใช้ใส่สิ่งของอ้าง เอ่ยให้เรียนนิยม ตอบคือ กระบี่ กระเบน กระบี่ กระบุง


14 6. ผะหมีที่มีคำตอบลงท้ายเหมือนกัน เช่น เป็นโรคนี้ทีต้องดับ ทุกคนมีครับ ตามจับตามยิงกลิ้งหนี ในน้ำจืดหนอพอมี เถาพฤกษ์นึกที จังหวะมีเต้นเห็นกัน คำตอบคือ โรคพิษสุนัขบ้า สะบ้า (หัวเข่า) ลูกสะบ้า ปลาบ้า กระทุงหมาบ้า แซมบ้าหรือรุมบ้า ประวิต ชอุ่ม (2548, หน้า 22 – 23) กล่าวถึงลักษณะคำตอบของปริศนาผะ หมีไว้ 5 ลักษณะ ดังนี้ 1. คำตอบที่ขึ้นต้นเหมือนกัน เช่น ยามเย็นแดดอ่อนล้า เหลืองแสง พรวดพุ่งวาบไฟแดง จากฟ้า ลักพาพระจำแลง สมสู่ จากถิ่นโดยมิช้า เพราะไม้ใบเถา คำตอบคือ ผีตากผ้าอ้อม ผีพุ่งไต้ ผีเสื้อสมุทร ผีตองเหลือง 2. คำตอบที่ลงท้ายเหมือนกัน เช่น ปลอมพระองค์เที่ยวด้น ประพาสไป กินอร่อยมันถึงใจ เหงือกเขี้ยว กฎระเบียบเคร่งวินัย ยอดเยี่ยม เรือล่องลอยลดเลี้ยว จับไว้วาดหวือ คำตอบคือ พระเจ้าเสือ มันมือเสือ ลูกเสือ หางเสือ 3. คำตอบที่เป็นคำผวน เช่น แต เป็นสัตว์สี่เท้า ชอบกล แต ปากชอบซุกซน หยอกเย้า แต เหลืองอ่อนสีขน คันยิ่ง แต ชอบโกหกเว้า อย่าได้นับถือ คำตอบคือ แตกุ๊ก-ตุ๊กแก แตยอ-ตอแย แตยำ-ตำแย แตหลอ-ตอแหล 4. คำตอบแบบลูกโซ่ เช่น ลูกโซ่ดอกสร้อย คลื่นเอ๋ยคลื่นยักษ์ ตอบง่ายนักเดือนหกยกมาถาม หมายถึงหญิงศัพท์ใดช่วยไขความ เกาะเอวตามซุ้มลอดแถวทอดยาว


15 บอกชื่อเรื่องบ่งว่าอยู่หน้าไหน รับจ่ายไว้ทำตารางจดหางว่าว ผ้าเบาบางของสตรีสีแพรวพราว ลอยฟ่องขาวพลันกลับแตกดับเอย คำตอบคือ สึนามิ มิถุนา นารี รีรีข้าวสารสารบัญ บัญชี ชีฟอง ฟองน้ำ 5. คำตอบแบบผันวรรณยุกต์ เช่น ปา ป่า ป้า ป๊า ป๋า ลา หล่า ล่า ล้า หลา สรุปได้ว่า ลักษณะคำตอบของผะหมีมีหลายลักษณะ ในการทำโครงงานครั้ง นี้ คณะผู้จัดทำโครงงานได้นำลักษณะของผะหมีข้างต้นมาใช้ในการศึกษา 5 ลักษณะ ดังนี้ 1. ผะหมีที่มีคำตอบที่ขึ้นต้นเหมือนกัน 2. ผะหมีที่มีคำตอบที่ลงท้ายเหมือนกัน 3. ผะหมีที่มีคำตอบที่เป็นคำผวน 4. ผะหมีที่มีคำตอบที่เป็นการผันวรรณยุกต์ 5. ผะหมีที่เป็นคำปริศนาอะไรเอ่ย 2.4 วิธีการเล่นปริศนาคำทายผะหมี ประเทือง คล้ายสุบรรณ์ (2529, หน้า 144 - 145) อธิบายองค์ประกอบและ วิธีเล่นผะหมี สรุปได้ดังนี้ องค์ประกอบในการเล่นผะหมี ได้แก่ สถานที่เล่นผะหมี เรียกว่า โรงด้านหน้า โรงเปิด โล่ง ขึงลวดไว้เป็นชั้นๆ ห่างกันประมาณ 1 ฟุต ใช้สำหรับแขวนปริศนา มีนายโรงเป็นผู้คิดปริศนา และดำเนินการ มีเข้าหน้าที่สำหรับให้สัญญาณและแจกรางวัล มีแผ่นปริศนาเขียนเอาไว้ให้อ่านได้ชัดเจน แขวนติดอยู่กับราวลวดที่ขึงไว้ มีอุปกรณ์การเล่น เช่น กริ่ง ฉาบ กลอง ใช้สำหรับให้สัญญาณ ของรางวัล มีผู้ทายและมีผู้ดู วิธีการเล่นนั้น นายโรงจะต้องคิดปริศนาจำนวนหนึ่งให้มากเพียงพอ สำหรับ การเล่นทั้งคืน เสร็จแล้วเขียนปัญหานั้นลงกระดาบสีต่าง ๆ ให้อ่านได้ชัดเจน ติดไว้รอบหน้าโรง ปริศนา เหล่านี้เมื่อมีผู้ทายได้แผ่นปริสนานั้นก็จะถูกปลดออก แล้วนำปริศนาใหม่มาติดแทน นายโรงจะเป็นผู้ ประกาศเชิญชวน ชี้แจงกติกาและรายละเอียดต่าง ๆ เมื่อมีผู้ต้องการทายปริศนาก็จะแจ้งกับนายโรง นายโรงได้ยินก็จะดีกลอง 1 ครั้ง เป็นสัญญาณว่าให้ทายได้ ถ้าทายถูกนายโรงจะกดกริ่งเป็นสัญญาณ แล้วให้จับสลากของรางวัล ถ้าทายผิด นายโรงจะดีกลองเป็นเสียง "ตะลุ่งตุ้ง" คนดูหน้าโรงจะร้องพร้อม กันว่า "เฮิ้ว" เช่นนี้ประมาณ 4 - 5 ครั้ง


16 2.5 ประโยชน์ของการเล่นปริศนาคำทายผะหมี สมดุลย์ ทำเนาว์ (2552, หน้า 73 – 76) กล่าวถึงประโยชน์ของการเล่น ทายโจ๊กปริศนาหรือปริศนาผะหมีไว้ 10 ประการ ดังนี้ 1. เป็นการฝึกสมองทดลองปัญญา 2. เป็นการสนุกสนานเพลิดเพลิน 3. เป็นการส่งเสริมภาษาทุกภาษาที่เป็นความรู้รอบตัว 4. เป็นการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาไทย 5. เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ 6. เป็นการฝึกตนให้มีเหตุผล 7.เป็นการฝึกตนใหม่ความกล้าต่อสาธารณชน 8. เป็นการสร้างความภูมิใจในตนเอง 9. เป็นการอนุรักษ์คำประพันธ์ไทย 10. เป็นการฝึกตนให้ค้นคว้าหาความรู้ใส่ตนเองอยู่เสมอ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ (2552) กล่าวถึงประโยชน์ของการปริศนา คำทายหรือปริศนาผะหมีไว้ 4 ประการ ดังนี้ 1. การเล่นปริศนาคำทายช่วยในการฝึกไหวพริบ เชาวน์ปัญญา ผู้ที่ เล่นปริศนาคำทายจะได้ฝึกคิดแก้ปมปริศนาดังที่กล่าวไปแล้วว่า ปริศนาคำทายเกิดจากกรอบวิธีคิดที่ สร้างสรรค์ แหวกขนบ การจะคลี่คลายปมปริศนาได้ต้องคิดอย่างรอบด้านและคิดแบบนอกกรอบ ผู้ที่ จะเข้าใจและหาทางไขปริศนาได้นั้น ต้องมองโจทย์อย่างถี่ถ้วนและคิดอย่างรอบคอบ 2. การเล่นปริศนาคำทายให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่ผู้เล่น ผู้ ร่วมทายปริศนาจะได้เห็นการใช้กลวิธีต่าง ๆ ในการลวงให้หลงคิดไปในทางที่ไม่ถูกต้อง การค้นพบ ดังกล่าวทำให้เกิดความขบขัน ทั้งนี้เพราะผู้ทายได้เรียนรู้ว่าตนถูกลวงให้คิดไปในแนวทางที่เบี่ยงเบน ออกไปและได้เห็นความไม่เข้ากัน ระหว่างแนวทางที่ปริศนาลวงให้หลงเข้าใจผิดกับแนวทางที่ใช้สำหรับ ไขปริศนา 3. การเล่นปริศนาคำทายมีส่วนในการให้ความรู้ เพราะเนื้อหาของ ปริศนาคำทายบางส่วน โดยเฉพาะเนื้อหาของปริศนาผะหมีนั้น นอกจากจะเน้นความสนุกสนานแล้ว ยังมีส่วนในการถ่ายทอดความรู้บางอย่างให้แก่ผู้เล่นทายด้วย 4. การเล่นปริศนาคำทายมีส่วนช่วยอนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปะการ ประพันธ์ของไทย สำหรับปริศนาร้อยกรองสร้างโดยใช้คำประพันธ์ไทยประเภทต่าง ๆ เมื่อเยาวชนร่วม กิจกรรมเล่นทายปริศนาร้อยกรอง ก็จะได้เห็นการประยุกต์ใช้คำประพันธ์ไทยในลักษณะที่สร้างสรรค์ ช่วยให้เยาวชนเห็นคุณค่าและเกิดความคุ้นเคยกับคำประพันธ์ไทยรูปแบบต่าง ๆ สรุปได้ว่า ประโยชน์ของการเล่นปริศนาคำทายผะหมีนอกจากจะสร้างความบันเทิง แล้วยังเสริมสร้างความรู้ ความคิด ความสัมพันธ์ของคน และยังช่วยอนุรักษ์คำประพันธ์ไทยได้อีกด้วย


17 3. ความรู้เกี่ยวกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) 3.1 ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ยืน ภู่วรวรรณ และสมชาย นําประเสริฐชัย (2546 : 51) ได้กล่าวว่า E – Book หมายถึง การสร้างหนังสือหรือเอกสารในรูปแบบสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ประโยชน์กับ ระบบการเรียนการสอนบนเครือข่าย ศักดา ศักดิ์ศรีพาณิชย์ (2549 : ออนไลน์) ได้ให้ความหมายของ E–Book ไว้ คือ E–Book หรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เป็นคําเฉพาะที่ใช้สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นสิ่งพิมพ์ด้าน อิเล็กทรอนิกส์และมัลติมีเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นแผ่นจานข้อมูล (Optical disc)เช่น ซีดีรอมและซีดีไอ และเป็นซอฟต์แวร์ที่อยู่ในรูปของดิสก์ขนาด 8 ซม. จิระพันธ์ เดมะ (2545 : 1) ได้กล่าวว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ E – Book เป็นจะเป็นพัสดุห้องสมุดยุคใหม่ ที่เปลี่ยนจากรูปแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นหนังสือที่ผลิตจากการเขียน หรือพิมพ์ตัวอักษรหรือภาพกราฟิกลงในแผ่นกระดาษ หรือวัสดุชนิดอื่น ๆ เพื่อบันทึกเนื้อหาสาระในรูป ตัวหนังสือ รูปภาพหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่นที่ใช้กันปกติทั่วไปจากอดีตถึงปัจจุบันเปลี่ยนมาบันทึกและ นําเสนอเนื้อหาสาระทั้งหมดเป็นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ในรูปสัญญาณดิจิตอลลงในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ประเภทต่าง ๆ เช่น แผ่นซีดีรอม ปาล์มบุก สรุปได้ว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ E – Book เป็นการสร้างหนังสือให้อยู่ ในรูปสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้คอมพิวเตอร์ในการนําเสนอ ซึ่งสามารถนําเสนอเนื้อหาได้ทั้งที่เป็น แบบตัวอักษร และภาพ ซึ่งสามารถใช้งานบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 3.2 ประเภทของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) บาร์คเกอร์ (Barker. 1992 : 139-149) ได้แบ่งประเภทของหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์เป็น 10 ประเภท ดังนี้ 1. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือแบบตำรา (Textbook) หนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ รูปหนังสือปกติที่พบเห็นทั่วไป หลักหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ชนิดนี้สามารถกล่าวได้ว่า เป็นการแปลงหนังสือจากสภาพสิ่งพิมพ์ปกติเป็นสัญญาณดิจิตอล เพิ่มศักยภาพเดิมการนำเสนอ การ ปฏิสัมพันธ์ ระหว่างผู้อ่านหนังสืออีเล็กทรอนิกส์ ด้วยศักยภาพของ คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐาน เช่น การ เปิดหน้าหนังสือ การสืบค้น การคัดเลือก เป็นต้น 2. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือเสียงอ่าน มีเสียงคำอ่าน เมื่อเปิด หนังสือจะมีเสียง อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทเหมาะสำหรับหนังสือเด็กเริ่มเรียน หรือหนังสือฝึก ออกเสียง หรือฝึกพูด (Talking Book ) เป็นต้น หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ชนิดนี้เป็นการเน้นคุณลักษณะ ด้านการนำเสนอ เนื้อหาที่เป็นตัวอักษรและเสียงเป็นคุณลักษณะหลัก นิยมใช้กับกลุ่มผู้อ่านที่มีระดับ ลักษณะทางภาษา โดยเฉพาะด้านการฟังหรือการอ่านค่อนข้างต่าง เหมาะสำหรับการเริ่มต้นเรียน ภาษาของเด็ก ๆ หรือผู้ที่กำลังฝึกภาษาที่สอง หรือฝึกภาษาใหม่เป็นต้น


18 3. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือภาพนิ่งหรืออัลบั้มภาพ (static Picture Book) เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ที่มีคุณลักษณะหลักเน้นจัดเก็บข้อมูลและนำเสนอข้อมูลใน รูปแบบภาพนิ่ง (static picture) หรืออัลบั้มภาพเป็นหลัก เสริมด้วยการนำศักยภาพของคอมพิวเตอร์ มาใช้ในการนำเสนอ เช่น การเลือกภาพที่ต้องการ การขยายหรือย่อขนาดของภาพของคอมพิวเตอร์มา ใช้ในการนำเสนอ เช่น การเลือกภาพที่ต้องการ การขยายหรือย่อขนาดของภาพหรือตัวอักษร การ สำเนาหรือการถ่ายโอนภาพ การแต่งเติมภาพ การเลือกเฉพาะส่วนของภาพ (cropping) หรือเพิ่ม ข้อมูลเชื่อมโยงภายใน (Linking information) เช่น เชื่อมข้อมูลอธิบายเพิ่มเติม เชื่อมข้อมูลเสียง ประกอบ เป็นต้น 4. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือภาพเคลื่อนไหว (Moving Picture Book) เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่เน้นการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบภาพวีดีทัศน์ (Video Clips) หรือ ภาพยนตร์สั้น ๆ (Films Clips) ผนวกกับข้อมูลสนเทศที่อยู่ในรูปตัวหนังสือ (Text Information) ผู้อ่านสามารถเลือกชมศึกษาข้อมูลได้ ส่วนใหญ่นิยมนำเสนอข้อมูลเหตุการณ์ประวัติศาสตร์หรือ เหตุการณ์สำคัญ เช่น ภาพ เหตุการณ์สงครามโลก ภาพการกล่าวสุนทรพจน์ของบุคคลสำคัญ ๆ ของ โลกในโอกาสต่าง ๆ ภาพเหตุการณ์ ความสำเร็จหรือสูญเสียของโลก เป็นต้น 5. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือสื่อประสม (Multimedia Book) เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่เน้นเสนอข้อมูลเนื้อหาสาระ ในลักษณะแบบสื่อประสมระหว่างสื่อภาพ (Visual Media) เป็นทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวกับสื่อประเภทเสียง (Audio Media)ในลักษณะ ต่าง ๆ ผนวกกับศักยภาพของคอมพิวเตอร์อื่นเช่นเดียวกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่กล่าวมาแล้ว 6. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือสื่อหลากหลาย (Polymedia book) เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีลักษณะเช่นเดียวกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบสื่อประสม แต่มี ความหลากหลายในคุณลักษณะด้านความเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลภายในเล่มที่บันทึกในลักษณะต่าง ๆ เช่น ตัวหนังสือภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียงดนตรี และอื่น ๆ เป็นต้น 7. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือเชื่อมโยง ( Hypermedia Book) เป็นหนังสือที่มีคุณลักษณะสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาสาระภายในเล่ม (Internal Information Linking) ซึ่งผู้อ่านสามารถคลิกเพื่อเชื่อมไปสู่เนื้อหาสาระที่ออกแบบเชื่อมโยงกันภายใน การเชื่อมโยงเช่นนี้มี คุณลักษณะเช่นเดียวกับบทเรียนโปรแกรมแบบแตกกิ่ง ( Branching Programmed Instruction) นอกจากนี้ยังสามารถ เชื่อมโยงกับแหล่งเอกสารภายนอก (External or Information Sources) เมื่อ เชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ต 8. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสืออัจฉริยะ (Intelligent Electronic Book) เป็นหนังสือประสม แต่มีการใช้โปรแกรมชั้นสูงที่สามารถมีปฏิกิริยาหรือปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่าน เสมือน หนังสือมี สติปัญญา (อัจฉริยะ) ในการไตร่ตรองหรือคาดคะเนในการโต้ตอบ หรือปฏิกิริยากับผู้อ่าน 9. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบสื่อหนังสือทางไกล (Telemedia Electronic Book) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทนี้มีคุณลักษณะหลักต่าง ๆ คล้ายกับ Hypermedia


19 Electronic Books แต่เน้นการเชื่อมโยงกับแหล่งข้อมูลภายนอกผ่านระบบเครือข่าย (Online Information Sourcess) ทั้งที่เป็นเครือข่ายเปิดและเครือข่ายเฉพาะสมาชิกของเครือข่าย 10. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือไซเบอร์สเปซ (Cyberspace book) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ประเภทนี้มีลักษณะเหมือนกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์หลาย ๆ แบบที่ กล่าวมาแล้วผสมกัน สามารถเชื่อมโยงแหล่งข้อมูลทั้งจากแหล่งภายในและภายนอก สามารถนำเสนอ ข้อมูลในระบบสื่อที่หลากหลาย สามารถปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่านได้หลากหลาย สรุปได้ว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) มีอยู่ด้วยกันในหลากหลาย รูปแบบซึ่งแต่ละรูปแบบก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีการพัฒนามาอย่าง เป็นระบบและรวดเร็ว ทำให้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีการตอบสนองต่อความต้องการในการใช้งาน ได้มากและอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการนำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ที่สามารถตอบสนองความ ต้องการของผู้เรียน และฝึกการเรียนรู้ด้วยตนเองได้ดียิ่งขึ้น 3.3 หลักการออกแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ประคองศรี ภาเรือง (2563) หลักการออกแบบและการสร้างหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ แบ่งได้ 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษา และทำความเข้าใจหนังสือก่อนที่จะทำการออกแบบ นัก ออกแบบจะต้องพยายามหาข้อมูลจากผู้เขียนหรือสำนักพิมพ์เกี่ยวกับ – วัตถุประสงค์ในการเขียนหรือจัดทำหนังสือ – ลักษณะของผู้อ่านที่เป็นกลุ่มเป้าหมายใด คนกลุ่มนี้มีพฤติกรรม และ ความชอบไม่ชอบอย่างไร – ผู้เขียนมีความคิดหลัก หรือแนวคิดเบื้องหลังของหนังสืออย่างไร รวมทั้งเป็นหนังสือประเภทใดและควรจะมีบุคลิกภาพแบบไหน 2. หลักความสมดุล (Balance) การกำหนดและการจัดวางองค์ประกอบ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร ภาพ หรือพื้นที่ว่างให้มีน้ำหนัก และขนาดในสัดส่วนที่เท่าๆ กันหรือกัน เคียงกันทั้ง 2 ข้าง 3. ความมีเอกภพ (Unity) การจัดองค์ประกอบให้มีการรวมตัวเป็นหนึ่ง เดียวกัน โดยไม่แตกแยกกระจัดกระจาย ซึ่งถ้างานออกแบบขาดความเป็นเอกภาพจะทำให้ชิ้นงานไม่ น่าสนใจ 4. การเน้นจุดความสนใจ (Emphasis) การสร้างจุดสนใจให้เกิดขึ้นใน งานออกแบบ โดยการกำหนดบริเวณใดบริเวณหนึ่งในชิ้นงานที่่เหมาะสม ให้มีลักษณะพิเศษกว่าบริเวณ อื่น เพื่อให้ดึงดูดความสนใจแก่ผู้อ่าน


20 5) ความเรียบง่าย (Simplicity) การวางองค์ประกอบในการจัดภาพควร เน้นที่มีความเรียบง่าย ไม่รกรุงรังเพราะแม้ว่าผู้ออกแบบจะสามารถออกแบบงานหรูหรา แต่หากไม่ สามารถสื่อความหมายได้ตามที่ต้องการก็สูญเปล่า 6. สี (Color) สีเป็นส่วนประกอบที่สำคัญสำหรับการผลิตงานกราฟิกทุก ประเภท แต่ก็ควรจะรู้จดจำ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เนื่องจากการใช้สีจะช่วยในการเน้น การแยกแยะหรือเสริมความเป็นเอกภาพของกราฟิกนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี การออกแบบกราฟิกโดยใช้ คุณสมบัติของสีพิจารณาได้จากวงล้อสี เพื่อใช้แนะนำมาช่วยให้ผู้ดูเกิดการเรียนรู้เนื้อหาได้อย่างถูกต้อง สรุปได้ว่า การออกแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะต้องมีการวางแผนก่อนทำ การออกแบบ โดยการออกแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะต้องนำองค์ประกอบต่าง ๆ มาจัดหรือรวบรวม เข้าด้วยกันอย่างมีระบบ ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร ภาพ การใช้สี หรือพื้นที่ว่างเพื่อออกแบบสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ 3.4 ประโยชน์ของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ถาวร นุ่นละออง (2550: 15) ได้นำเสนอประโยชน์ของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ดังนี้ 1. ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านทางอินเทอร์เน็ตหรือฮาร์ดแวร์ประเภท คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พกพาอื่น ๆ ได้ 2. ผู้อ่านสามารถอ่านพร้อมกันได้โดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายส่งคืนห้องสมุด เช่นเดียวกับหนังสือในห้องสมุดทั่ว ๆ ไป 3. เนื้อหาสาระทั้งหมดเป็นสัญญาณดิจิตอล สามารถบันทึกลงในแผ่น ซีดีรอมปาล์มบุ๊กหนังสือในระบบเครือข่าย หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์รูปแบบอื่น ๆ 4. สามารถบันทึกได้ในปริมาณมาก ๆ 5. สามารถเรียกอ่าน ปรับปรุงแก้ไขได้ ทำสำเนาหรือโอนถ่ายข้อมูลได้ ง่ายและรวดเร็ว 6. ผู้อ่านสามารถอ่านและเรียนรู้เนื้อหาสาระในเล่มได้ตามความสนใจ และความแตกต่างของแต่ละบุคคล 7. มีการเปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้ฝึกทักษะ หรือแบบฝึกหัด หรือข้อคำถาม สำหรับผู้อ่านหรือผู้เรียนสามารถตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของตนเองจากโปรแกรมที่มีในหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ 8. นำเสนอข้อมูลที่เป็นตัวหนังสือและมีภาพประกอบสวยงาม และเสียง อ่านประกอบในแต่ละตัวอักษร 9. นำเสนอข้อมูลในรูปแบบวีดีทัศน์หรือภาพยนตร์สั้น ผนวกกับ ข้อมูลสนเทศที่อยู่ในรูปตัวหนังสือผู้อ่านสามารถเลือกชมศึกษาข้อมูลได้


21 10. เสนอข้อมูลเนื้อหาสาระในลักษณะแบบสื่อประสมระหว่างสื่อภาพ เป็นทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวกับสื่อประเภทเสียง


22 บทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษา การทำโครงงานเรื่อง ผะหมี ปริศนาคำประพันธ์ คณะผู้จัดทำโครงงานได้ดำเนินการตามลำดับ ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นสำรวจรวบรวมข้อมูลและเลือกหัวข้อ คณะผู้จัดทำโครงงานประชุมเพื่อรวบรวมปัญหาและคัดเลือกประเด็นปัญหาที่สนใจ ศึกษา ภาพที่ 1 แสดงการประชุมคัดเลือกประเด็นปัญหาและเลือกหัวข้อโครงงาน 2. ขั้นวิเคราะห์และวางแผน 2.1 คณะผู้จัดทำโครงงานทำเค้าโครงโครงงานและนำเสนอต่อครูที่ปรึกษาเพื่อ ตรวจสอบและให้คำแนะนำ 2.2 คณะผู้จัดทำโครงงานวางแผนและกำหนดปฏิทินปฏิบัติงาน 2.3 มอบหมายภาระงานและแบ่งหน้าที่รับผิดชอบในการทำงานให้ชัดเจน ภาพที่ 2 แสดงขั้นตอนการวางแผนการจัดทำเค้าโครงโครงงานและเสนอต่อครูที่ปรึกษา


23 3. ขั้นดำเนินการตามแผนงาน 3.1 ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลเรื่อง ผะหมีและหลักการแต่งกาพย์ยานี ๑๑ และ กลอนดอกสร้อย จากเอกสาร ตำรา ห้องสมุดโรงเรียน งานวิจัย และอินเทอร์เน็ต 3.2 ระดมสมองช่วยกันแต่งผะหมี กาพย์ยานี 11 กลอนดอกสร้อย และโคลงสี่สุภาพ พร้อมนำเสนอครูที่ปรึกษาช่วยตรวจสอบความถูกต้องและให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ ยิ่งขึ้น 3.3 ดำเนินการจัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อจัดทำเป็นสื่อในการเผยแพร่ความรู้ ภาพที่ 3 แสดงขั้นตอนการดำเนินการศึกษาค้นคว้าและจัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 4. ขั้นเขียนรายงาน 4.1 ร่วมกันสรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 4.2 นำข้อสรุปมาเขียนรายงานโครงาน ภาพที่ 4 แสดงขั้นตอนการเขียนสรุปรายงานโครงงาน


24 5. ขั้นนำเสนอโครงงาน 5.1 เผยแพร่หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เรื่อง ผะหมี ปริศนาคำประพันธ์ ที่จัดทำขึ้นผ่าน Facebook Fanpage กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนมัธยมหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ 5.2 เผยแพร่ให้ความรู้ เรื่อง ผะหมี ปริศนาคำประพันธ์ ผ่านกิจกรรมชุมนุมภาษาไทย และชุมนุมห้องสมุด ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 โรงเรียนมัธยมหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ภาพที่ 5 แสดงขั้นตอนการเผยแพร่ความรู้เรื่อง ผะหมี ปริศนาคำประพันธ์ ระยะเวลาดำเนินงาน ดำเนินการศึกษาในช่วงภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 วัสดุ/อุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ๑) โทรศัพท์มือถือ ๒) คอมพิวเตอร์ 3) พริ้นเตอร์


25 บทที่ 4 ผลการศึกษา การศึกษาและจัดทำโครงงานเรื่อง ผะหมี ปริศนาคำประพันธ์สามารถสรุปผลการศึกษาได้ ดังนี้ 1. ลักษณะคำประพันธ์ที่นำมาใช้ในการสร้างปริศนาคำทายผะหมีมีอยู่ 4 ชนิด คือ กลอน โคลง กาพย์ และฉันท์ ซึ่งกลอนและกาพย์ยานี 11 เป็นคำประพันธ์ที่นิยมนำมาแต่งเป็นปริศนา ผะหมีมากที่สุด ส่วนโคลงและฉันท์เป็นฉันทลักษณ์ที่มีความนิยมน้อยกว่า ในการทำโครงงานครั้งนี้ คณะผู้จัดทำโครงงานได้นำลักษณะคำประพันธ์ของผะหมีมาใช้ในการศึกษา 3 ลักษณะ ดังนี้ 1.1 ผะหมีคำกาพย์ 1.2 ผะหมีคำกลอน 1.3 ผะหมีคำโคลง 2. ลักษณะคำตอบของผะหมีมีหลายลักษณะ ในการทำโครงงานครั้งนี้คณะผู้จัดทำ โครงงานได้นำลักษณะของผะหมีมาใช้ในการศึกษา 5 ลักษณะ ดังนี้ 2.1 ผะหมีที่มีคำตอบที่เป็นคำผวน 2.2 ผะหมีที่มีคำตอบที่เป็นการผันวรรณยุกต์ 2.3 ผะหมีที่มีคำตอบที่ขึ้นต้นเหมือนกัน 2.4 ผะหมีที่มีคำตอบที่ลงท้ายเหมือนกัน 2.5 ผะหมีที่เป็นคำปริศนาอะไรเอ่ย คณะผู้จัดทำโครงการได้จัดทำปริศนาคำทายผะหมี ซึ่งเกิดจากการระดมความคิดช่วยกันแต่ง คำประพันธ์ขึ้น โดยศึกษาลักษณะคำประพันธ์ที่ใช้ในปริศนาคำทายผะหมีและลักษณะคำตอบของ ปริศนาคำทายผะหมี และได้นำมาแต่งเป็นปริศนาคำทายผะหมีประกอบด้วย ผะหมีกาพย์ยานี11 ผะ หมีกลอนดอกสร้อย และผะหมีโคลงสี่สุภาพ โดยมีครูที่ปรึกษาช่วยให้คำแนะนำในการดำเนินการ ศึกษาผะหมีและการแต่งคำประพันธ์ ทำให้ได้ปริศนาคำทายผะหมีจำนวนทั้งสิ้น 40 บท ได้แก่ ผะหมี กาพย์ยานี 11 จำนวน 34 บท ผะหมีกลอนดอกสร้อย จำนวน 2 บท และผะหมีโคลงสี่สุภาพ จำนวน 4 บท ดังนี้


26 1. ผะหมีคำกาพย์ ผะหมีที่แต่งด้วยกาพย์ยานี 11 จำนวน 34 บท ดังนี้ - ผะหมีที่มีคำตอบที่เป็นคำผวน 1. เป นี้มีสองกล้าม ตัวสี่ครามมีแปดขา หมา นี้มีหลายตา ทุกคนมาที่ในรี แมว นี้ตัวสีขาว กินแก้คาวเคี้ยวมันดี อีนี้มีหลากสี สวยแวววาวประดับคอ คำตอบคือเปทะลู-ปูทะเล หมากระทุ-หมูกระทะ แมวกัน-มันแกว อียะมะนัน-อัญมณี 2. เย็น นี้มีรสเผ็ด อร่อยเด็ดใส่เส้นหมู ตุ้ง นี้เผ็ดออกหู กินก็รู้ว่ามีกุ้ง หก นี้ห่อใบย่อ จับจีบห่อตั้งใจปรุง ไต่ นี้กลิ่นหอมฟุ้ง ใส่เครื่องปรุงใบมะขาม คำตอบคือ เย็นวุ้นซั่ม-ยำวุ้นเส้น ตุ้งยำก้ม-ต้มยำกุ้ง หกหม่อ-ห่อหมก ไต่ก้ม-ต้มไก่ - ผะหมีที่มีคำตอบที่เป็นการผันวรรณยุกต์ 3. สัตว์ร้ายอยู่ในป่า ทุกคนหาไว้ปูนอน สวมใส่ต้องรีดก่อน ชวนเพื่อนพ้องลองคิดดู คำตอบคือ เสือ เสื่อ เสื้อ 4. ความหมายคือขว้างไป มีสัตว์ใหญ่อาศัยอยู่ พี่สาวของพ่อหนู ชาวจีนรู้เค้าเรียกกัน คำตอบคือ ปา ป่า ป้า ป๊า 5. ใช้เดินวิ่งทรงตัว พืชสวนครัวทำน้ำยา บ่าวไพร่คอยหุงหา ปริศนาลองไขคำ คำตอบคือ ขา ข่า ข้า


27 - ผะหมีที่มีคำตอบที่ขึ้นต้นเหมือนกัน 6. กะ นี้อยู่ทับหนึ่ง ทำหน้าจึ้งอยากผมยาว กะ นี้มีสีขาว มีรสมันปรุงเครื่องได้ กะ นี้มีหลายสี ทุกบ้านมีเอาไว้ใช้ กะ นี้มีทั่วไป เอาผัดใส่ทำให้หอม คำตอบคือ กะเทย กะทิ กะละมัง กะเพรา 7. มะ นี้ชิมแล้วเปรี้ยว กินแล้วเสียวถึงทรวงใน มะ นี้มีหลายไซซ์ ชิมรสได้ทั้งหวานมัน มะ นี้มีสีขาว เนื้อมันวาวแข็งเจ็บฟัน มะ นี้ชอบดมกัน สีเขียวนั้นทำให้หอม คำตอบคือ มะนาว มะม่วง มะพร้าว มะกรูด 8. มะนี้มีสีเขียว กินแล้วเปรี้ยวแถมเข็ดฟัน มะ นี้ขมทุกอัน ผู้คนนำไปรักษา มะ นี้ช่างหวานหอม ผึ้งบินตอมหวานขึ้นตา มะ นี้เปลือกไม่หนา มีรสชาติจี๊ดถึงใจ คำตอบคือ มะม่วง มะระ มะพร้าว มะนาว 9. มะนี้มีมีกลิ่นหอม แมลงตอมอยู่โรยรา มะ นี้อยู่ทุ่งนา อร่อยหนาแต่อยู่สูง มะ นี้มีรสขม ไม่ควรอมไม่ชักจูง มะ นี้อยู่ไม่สูง สีเหลืองทองสุกหอมหวาน คำตอบคือ มะลิ มะพร้าว มะระ มะม่วง - ผะหมีที่เป็นลักษณะปริศนาอะไรเอ่ย 10. ฉัน นี้มีงวงยาว เอาไว้สาวหาของกิน ฉัน นี้ชอบเล่นดิน ไล่จับหนูอยู่ทุกวัน ฉัน นี้มีสี่ขา ผู้คนพาชอบกินกัน ฉัน นี้แสนสุขสันต์ มีขนหนาชอบเล่นน้ำ คำตอบคือ ช้าง แมว หมู สุนัข


28 11. ฉัน นี้มีหลายขา เดินไปมาบนกิ่งไม้ ฉัน นี้ซนกว่าใคร ชอบปีนป่ายวิ่งไปมา ฉัน นี้ตัวใหญ่ใหญ่ ชอบกินใบเดินไปมา ฉันนี้มีแปดขา ชอบปล่อยใยเป็นประจำ คำตอบคือ หนอน ลิง ช้าง แมงมุม 12. น้ำนี้มีหลายสี อร่อยดีหวานและซ่า สิ่งนี้คนใฝ่หา มีหนามแหลมแกะก็ยาก ตัวฉันบางคนกลัว วิ่งหนีทั่วน่ากลัวมาก ห้องนี้เข้าไปยาก นักเรียนอยากจะเข้าไป คำตอบคือ น้ำอัดลม ทุเรียน ผี ห้องคอมพิวเตอร์ 13. ตัวฉันนั้นดูอ้วน ทุกทุกส่วนมีแต่มัน ชอบใช้จมูกดัน และมีฟันที่แหลมคม คำตอบคือ หมู 14. ฉันนี้มีหลายชั้น ผักเขียวนั้นอยู่ตรงกลาง สีเหลืองไหลเป็นทาง มีหลายรสหมูไก่ปลา คำตอบคือ แฮมเบอร์เกอร์ 15. ฉันนี้มีสี่ขา ไต่ไปมาบนต้นไม้ ฉันนี้เปลี่ยนสีได้ ถามง่ายง่ายลองทายดู คำตอบคือ กิ้งก่า 16. ฉันนี้คืออะไร มีผืนใหญ่ใช้ห่มตัว เย็นมาไม่หนาวชัวร์ อบอุ่นแน่สบายใจ คำตอบคือ ผ้าห่ม 17. อะไรเอ่ยเกิดมา ไม่มีขาไม่มีแขน มีลูกเยอะนับแสน ไม่มีแขนแต่มีหาง คำตอบคือ ลูกอ๊อด


29 18. ฉันนี้ต้องสวมใส่ คอยเอาไว้ปิดบังเธอ ป้องกันไม่ให้เจอ เชื้อโรคร้ายต้องระวัง คำตอบคือ หน้ากากอนามัย 19. ฉันนั้นคืออะไร บรรทุกได้ตั้งหลายคน คล้ายคล้ายกับรถยนต์ มีสามล้อก็ขับได้ คำตอบคือ รถสามล้อพ่วง 20. ฉันนี้มีตัวกลม ชอบเดินวนอยู่รอบตัว มีสายไม่มีหัว ใครใครก็ต่างดูฉัน คำตอบคือ นาฬิกา 21. ฉันนี้มีสามใบ มองไกลไกลให้ความเย็น ใครผ่านก็ต้องเห็น ช่วยผลิตพลังงาน คำตอบคือ กังหันลม 22. ฉันนี้มีลมเย็น ทุกคนเห็นฉันทั่วไป ตั้งอยู่ในห้องไง ส่ายหน้าไปทางซ้ายขวา คำตอบคือ พัดลม 23. ฉันนี้นุ่มสบาย หลับได้ง่ายมีหลายสี ในห้องทุกคนมี วางอยู่ที่ข้างบนเตียง คำตอบคือ หมอน 24. นักเรียนมีทุกคน ใส่ซะจนขาดเป็นรู สิ่งนี้มีเป็นคู่ ไม่เจ้าชู้จงจำไว้ คำตอบคือ ถุงเท้า 25. ฉันนี้คืออะไร ไม่เหมือนใครมีหลายสี มีทั้งเรียบและชี้ มีทั้งสั้นและก็ยาว คำตอบคือ ผม


30 2. ผะหมีคำกลอน ผะหมีที่แต่งด้วยกลอนดอกสร้อย จำนวน 2 บท ดังนี้ - ผะหมีที่มีคำตอบที่ขึ้นต้นเหมือนกัน 26. ปริศเอ๋ยปริศนา รสโคล่าหวานซ่าอร่อยดี ก้อนสี่เหลี่ยมดับร้อนให้ชีวี ทุกคันมีช่วยให้ขับเคลื่อนไป คุณธรรมเป็นสิ่งที่พึ่งมี แสนโศกีโศกเศร้าและเสียใจ เจ้าลูกน้อยคอยดื่มที่แม่ให้ ปรุงรสใช้ขิงข่าเนื้อปลาเอ คำตอบคือ น้ำมัน น้ำแข็ง น้ำอัดลม น้ำใจ น้ำตา น้ำนม น้ำยา 27. ต้มเอ๋ยต้มอะไร ใส่ทั้งเนื้อไก่ปรุงด้วยขิงข่า กินเยอะแล้วเมากันทั่วทั่วหน้า ฝนตกหาปลาจับมากินกัน ใส่กุ้งรสเด็ดอร่อยเผ็ดพริกเผา เติมข่าสักเหง้ารสชาติหวานมัน ต้มนี้ใส่ตีนกินแล้วนิ่มฟัน มาลองทายกันเล่นผะหมีเอย คำตอบคือ ต้มไก่ ต้มอึ่ง ต้มปลา ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ ต้มซุปเปอร์ตีนไก่ 3. ผะหมีคำโคลง ผะหมีที่แต่งด้วยโคลงสี่สุภาพ จำนวน 4 บท ดังนี้ - ผะหมีที่มีคำตอบที่เป็นคำผวน 28. ปองนี้นั้นไข่เยิ้ม รสดี ส่วนซ่อนนี้มีสี สดส้ม ชุกนี้รสชาติดี ใส่เม็ด กลมกลม ไข่หนึ่งไก่ต้องต้ม ใส่น้ำซุปไว้ คำตอบคือ ปองไคดู-ปูไข่ดอง ซ่อนแมว-แซลมอน ชุกไข่มา-ชาไข่มุก ไข่มันก้าว-ข้าวมันไก่ - ผะหมีที่มีคำตอบที่เป็นการผันวรรณยุกต์ 29. เป็นชื่อสีที่คล้าย เกือบดำ สัดส่วนที่เพิ่มจำ นวนขึ้น คนใช้วิ่งลดน้ำ หนักไฮ่ หุ่นดี ลองตอบยกมือขึ้น อย่าช้าทายมา คำตอบคือ เทา เท่า เท้า


31 - ผะหมีที่มีคำตอบที่ขึ้นต้นเหมือนกัน 30. ท่านหนึ่งเชี่ยวชาญด้าน ดนตรี ท่านหนึ่งชำนาญสี ใฝ่รู้ ท่านหนึ่งซึ่งมากมี พละ กำลัง ท่านหนึ่งเสียงดังสู้ นักสร้างผลงาน คำตอบคือ อาจารย์สกุลชาย อาจารย์เบญจวรรณ อาจารย์บรรเจิด อาจารย์สุภาพร - ผะหมีที่มีคำตอบที่ลงท้ายเหมือนกัน 31. เครื่องดื่มเย็นดับร้อน หวานมัน รสเด็ดเผ็ดหวานมัน ใส่กุ้ง ปรุงรสผัดเส้นจันทร์ หอมกรุ่น ผลสุกกลิ่นหอมฟุ้ง ใส่น้ำกะทิ คำตอบคือ ชาไทย ส้มตำไทย ผัดไทย แตงไทย 3. สื่อหนังสือปริศนาคำทายผะหมี ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ซึ่ง เกิดจากการระดมความคิดร่วมกันออกแบบและสร้างสรรค์ขึ้น เป็นสื่อเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยและ แปลกใหม่เพื่อใช้ในการเผยแพร่ความรู้ให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ภาพที่ 6 คิวอาร์โคดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ปริศนาคำทายผะหมี 4. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ ปริศนาคำทายผะหมี โดยผ่านกิจกรรมชุมนุมห้องสมุดและชุมนุมภาษาไทย ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด


32 ตารางที่ 1 แสดงค่าความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ ปริศนาคำ ทายผะหมี โดยผ่านกิจกรรมชุมนุมห้องสมุดและชุมนุมภาษาไทย ที่ ข้อคำถามเกี่ยวกับการพึงพอใจ Mean S.D. แปลผล 1 ฉันพอใจในการเข้าร่วมกิจกรรมปริศนาคำทายผะหมี 4.75 0.44 มากที่สุด 2 ฉันได้รับความรู้และประโยชน์จากกิจกรรมปริศนาคำทายผะหมี 4.68 0.47 มากที่สุด 3 กิจกรรมปริศนาคำทายผะหมีช่วยให้เข้าใจฉันทลักษณ์คำประพันธ์ได้ง่ายขึ้น 4.80 0.41 มากที่สุด 4 กิจกรรมปริศนาคำทายผะหมีส่งเสริมให้ได้แลกเปลี่ยนความคิด ที่หลากหลายกับเพื่อน 4.73 0.45 มากที่สุด 5 กิจกรรมปริศนาคำทายผะหมีเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมและฝึกทักษะการคิด 4.65 0.58 มากที่สุด 6 ฉันเต็มใจเข้าร่วมและเต็มใจตอบคำถามของกิจกรรมปริศนาคำทายผะหมี 4.75 0.49 มากที่สุด 7 ฉันรู้สึกชอบเมื่อได้เล่นเกม เพราะช่วยกระตุ้นให้ฉันได้คิด 4.80 0.52 มากที่สุด 8 กิจกรรมปริศนาคำทายผะหมีเป็นกิจกรรมที่สนุกและน่าสนใจ 4.70 0.56 มากที่สุด 9 ฉันมีส่วนร่วมในการเล่นเกมตอบคำถาม 4.65 0.53 มากที่สุด 10 ฉันชื่นชมความสามารถในการแต่งคำประพันธ์และในการนำเสนอของ ผู้นำเสนอ 4.55 0.68 มากที่สุด จากตารางที่ 1 พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ ปริศนาคำทายผะหมี โดยผ่านกิจกรรมชุมนุมห้องสมุดและชุมนุมภาษาไทย ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ที่ 4.70 และมีความส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ .07 นักเรียนมีความ พึงพอใจมากที่สุด จำนวน 10 รายการ รายการที่มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจมากที่สุด อันดับแรก ได้แก่ 1) กิจกรรมปริศนาคำทายผะหมีช่วยให้เข้าใจฉันทลักษณ์คำประพันธ์ได้ง่ายขึ้น และ 2) ฉันรู้สึกชอบเมื่อได้ เล่นเกม เพราะช่วยกระตุ้นให้ฉันได้คิด โดยมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ที่ 4.80 และมีความส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานที่ .52 และรายการที่มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจน้อยที่สุด ได้แก่ ฉันชื่นชม ความสามารถในการแต่งคำประพันธ์และในการนำเสนอของผู้นำเสนอ โดยมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ ที่ 4.55 และมีความส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ .68


33 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสอแนะ สรุปผลการศึกษา จากการจัดทำโครงงานเรื่อง ผะหมี ปริศนาคำประพันธ์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษา ประวัติความเป็นมาของปริศนาคำทายผะหมี 2) เพื่อศึกษาค้นคว้าลักษณะคำประพันธ์บทร้อยกรองของ ปริศนาคำทายผะหมี 3) เพื่อประยุกต์ความรู้เรื่องปริศนาคำทายผะหมีและจัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนกิจกรรมชุมนุมภาษาไทยและชุมนุมห้องสมุด ที่มีต่อ ปริศนาคำทายผะหมี และ 5) เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับปริศนาคำทายผะหมีให้แก่ผู้ที่สนใจ ผลการศึกษาพบว่า 1) ลักษณะคำประพันธ์ที่นำมาใช้ในการสร้างปริศนาคำทายผะหมีมีอยู่ 4 ชนิด คือ กลอน โคลง กาพย์ และฉันท์ ในการทำโครงงานครั้งนี้ได้นำลักษณะคำประพันธ์ของผะหมีมา ใช้ในการศึกษา 3 ลักษณะ ได้แก่ ผะหมีคำกาพย์ ผะหมีคำกลอน และผะหมีคำโคลง 2) ลักษณะ คำตอบของผะหมีมีหลายลักษณะ ในการทำโครงงานครั้งนี้ได้นำลักษณะของผะหมีมาใช้ในการศึกษา 5 ลักษณะ ได้แก่ ผะหมีที่มีคำตอบที่เป็นคำผวน ผะหมีที่มีคำตอบที่เป็นการผันวรรณยุกต์ ผะหมีที่มี คำตอบที่ขึ้นต้นเหมือนกัน ผะหมีที่มีคำตอบที่ลงท้ายเหมือนกัน ผะหมีที่เป็นคำปริศนาอะไรเอ่ย 3) สื่อ หนังสือปริศนาคำทายผะหมี ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ซึ่งเกิดจากการระดมความคิด ร่วมกันออกแบบและสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อใช้ในการเผยแพร่ความรู้ให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และ 4) ความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ปริศนาคำทายผะหมี โดยผ่านกิจกรรมชุมนุมห้องสมุด และชุมนุมภาษาไทย ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ที่ 4.70 และมี ความส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ .07 อภิปรายผล จากการจัดทำโครงงานเรื่อง ผะหมี ปริศนาคำประพันธ์ได้เผยแพร่ความรู้โดยผ่านกิจกรรม ชุมนุมห้องสมุดและชุมนุมภาษาไทย พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 โรงเรียนมัธยมหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ มีความพึงพอใจภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการละเล่น ผะหมี และตระหนักและเห็นคุณค่าของผะหมี ซึ่งเป็นการละเล่นพื้นบ้านของไทยที่ได้รับความนิยม อย่างแพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 5 อีกทั้งการเรียนรู้ฉันทลักษณ์ของคำประพันธ์โดยผ่านกิจกรรม ปริศนาคำทายผะหมีนั้น มีความน่าสนใจมากและเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การเรียนมีประสิทธิภาพสร้าง ความรู้ความเข้าใจได้เป็นอย่างดี ดังนั้น สรุปได้ว่าโดยภาพรวมนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 โรงเรียนมัธยมหลวง พ่อคูณ ปริสุทฺโธ ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม "ผะหมี ปริศนาคำประพันธ์" ที่คณะผู้จัดทำโครงงานได้เผยแพร่ ให้ความรู้ในกิจกรรมชุมนุมห้องสมุดและชุมนุมภาษาไทย จากการสังเกตพฤติกรรมขณะร่วมกิจกรรม


34 ความกระตือรือร้นในการตอบคำถาม และการตอบแบบประเมินความความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรม พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด มีความกระตือรือร้นในการตอบคำถามและ ได้รับความสนใจอย่างมากกับการเล่นปริศนาคำทายผะหมีที่คณะผู้จัดทำโครงงานได้ร่วมกันสร้างขึ้น เป็นอย่างดี จึงทำให้ทราบว่าการนำปริศนาคำทายผะหมีสามารถใช้เป็นตัวกลางเพื่อสร้างความเข้าใจ ในเนื้อหาเรื่องฉันทลักษณ์ของคำประพันธ์ได้ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้นักเรียนได้ใช้ความคิดทำให้เกิด ทักษะการคิดวิเคราะห์ทางภาษา ข้อเสนอแนะ ผลการศึกษาค้นคว้าโครงงาน เรื่อง ผะหมี ปริศนาคำประพันธ์ เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษา ครั้งต่อไปและเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจศึกษาสามารถนำไปปรับใช้ในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองให้มี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผู้จัดทำโครงงานขอเสนอแนะ ดังนี้ ๑. เนื่องจากลักษณะคำประพันธ์ที่นำมาใช้ในการสร้างปริศนาคำทายผะหมีมีอยู่ 4 ชนิด คือ กลอน โคลง กาพย์ และฉันท์ ซึ่งฉันท์เป็นฉันทลักษณ์ที่มีความนิยมน้อยในการนำมาแต่งปริศนาคำทาย ผะหมี เพราะเป็นฉันทลักษณ์ที่ยากกว่าชนิดอื่นและมีกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดในเรื่องการใช้คำครุ ลหุ ในการศึกษาครั้งนี้ผู้จัดทำจึงไม่นำมาแต่งเป็นปริศนาผะหมี จึงขอเสนอแนะสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาครั้ง ต่อไปควรศึกษาค้นคว้าและแต่งผะหมีคำฉันท์ เพื่อให้ปริศนาผะหมีมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ๒. สามารถนำความรู้ไปประยุกต์และพัฒนาการสร้างสื่อในรูปแบบอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากนี้ได้ เพื่อดึงดูดความสนใจและสร้างความเข้าใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น


35 บรรณานุกรม พิชญ์สินี ชมภูคำและวีระศักดิ์ ชมภูคำ. (2553). การสอนแบบโครงงานด้วยการบูรณาการสาระการ เรียนรู้กับวิถีไทยโดยใช้สถิติเป็นฐานสำหรับครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษา. สืบค้น 24 สิงหาคม 2566 จาก http://www.cmruir.cmru.ac.th/handle/123456789/746 กศน.ออนไลน์. เรื่องที่ 2 ขั้นตอนการทำโครงงานวิทยาศาสตร์. สืบค้น 25 สิงหาคม 2566 จาก http://180.180.244.40/topic/เรื่องที่-2-ขั้นตอนการทำ ไกรพ เจริญโสภา. (2554). หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) วิชา การพิมพ์ดิจิทัลสำหรับนักศึกษา ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.สืบค้น 31 สิงหาคม 2566 จาก http://www.ssruir.ssru.ac.th/bitstream/ssruir/560/1/156-54.pdf ขัณธ์ชัย อธิเกียรติ. (2556). การเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์และความสามารถใน การแต่งร้อยกรองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ระหว่างกล่มุที่สอนโดยใช้กจิกรรมผะหมีและกลุ่มที่สอนแบบปกติ. สืบค้น 29 สิงหาคม 2566 จาก http://www.researcher.ru.ac.th/Research_File/30.pdf จักรกฤษ คำพวง. (2565). การพัฒนาแบบฝึกแต่งคำประพันธ์ประเภทฉันท์ร่วมกับกิจกรรม ทายโจ๊กปริศนา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. สืบค้น 29 สิงหาคม 2566 จาก http://ithesis-ir.su.ac.th/dspace/bitstream/123456789/4314/1/61255402.pdf ประคองศรี ภาเรือง. (2563). ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book). สืบค้น 31 สิงหาคม 2566 จาก http://vandalearning.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5 %E0%B9%881/ ประคองศรี ภาเรือง. (2563). หลักการออกแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์. สืบค้น 1 กันยายน 2566 จาก http://vandalearning.com/หน่วยที่-2-หลักการออกแบบ/ มารุดิศ วชิรโกเมนและมณฑล วชิรโกเมน. (2561). การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การ ออกแบบด้วย Photoshop สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนบ้านวังยาว วิทยายน. สืบค้น 1 กันยายน 2566 จาก http://research.rmu.ac.th/rdimis//upload/fullreport/1632636323.pdf มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. (2552). ประโยชน์ของการเล่นปริศนาคำทาย. สืบค้น 30 สิงหาคม 2566 จาก https://www.saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=34&chap=3&page =t34-3-infodetail08.html


36 ยูลา ดาเลาะ. (2563). สร้างสรรค์มัลติมีเดียอีบุ๊คด้วยโปรแกรม Desktop Author 2. สืบค้น 1 กันยายน 2566 จาก https://www.stw.ac.th/wp-content/uploads/2016/12/eBook-Series1.pdf ศุภรัตน์ พรหมทอง. (2564). ขั้นตอนการทำโครงงาน. สืบค้น 25 สิงหาคม 2566 จาก http://supatat-project.blogspot.com/p/blog-page_185.html สุรีย์ ไวยกุฬา. น่ารู้เรื่องผะหมี. สืบค้น 29 สิงหาคม 2566 จาก http://www.seal2thai.org/etc/suree/pamee/pamee4.htm อลงกรณ์ พลอยแก้ว. การเขียนรายงานโครงงาน. สืบค้น 25 สิงหาคม 2566 จาก https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/34231


37 ภาคผนวก


38 แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ ปริศนาคำทายผะหมี โดยผ่านกิจกรรมชุมนุมห้องสมุดและชุมนุมภาษาไทย โรงเรียนมัธยมหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ จังหวัดนครราชสีมา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ประเมินวันที่ เดือน พ.ศ. 2566 ปีการศึกษา 2566 คำชี้แจง ให้ทำเครื่องหมาย ✓ลงในช่องที่ตรงกับระดับความพึงพอใจดังนี้ 5 : มากที่สุด 4 : มาก 3 : ปานกลาง 2 : น้อย 1 : น้อยที่สุด ที่ ข้อคำถามเกี่ยวกับการพึงพอใจ ระดับความพึงพอใจ 5 4 3 2 1 1 ฉันพอใจในการเข้าร่วมกิจกรรมปริศนาคำทายผะหมี 2 ฉันได้รับความรู้และประโยชน์จากกิจกรรมปริศนาคำทายผะหมี 3 กิจกรรมปริศนาคำทายผะหมีช่วยให้เข้าใจฉันทลักษณ์คำประพันธ์ได้ง่ายขึ้น 4 กิจกรรมปริศนาคำทายผะหมีส่งเสริมให้ได้แลกเปลี่ยนความคิด ที่หลากหลายกับเพื่อน 5 กิจกรรมปริศนาคำทายผะหมีเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมและฝึกทักษะการคิด 6 ฉันเต็มใจเข้าร่วมและเต็มใจตอบคำถามของกิจกรรมปริศนาคำทายผะหมี 7 ฉันรู้สึกชอบเมื่อได้เล่นเกม เพราะช่วยกระตุ้นให้ฉันได้คิด 8 กิจกรรมปริศนาคำทายผะหมีเป็นกิจกรรมที่สนุกและน่าสนใจ 9 ฉันมีส่วนร่วมในการเล่นเกมตอบคำถาม 10 ฉันชื่นชมความสามารถในการแต่งคำประพันธ์และในการนำเสนอของผู้นำเสนอ เกณฑ์การแปลผลความพึงพอใจ ค่าเฉลี่ย แปลผลระดับความพึงพอใจ 4.51 – 5.00 ระดับความพึงพอใจมากที่สุด 3.51 – 4.00 ระดับความพึงพอใจมาก 2.51 - 3.00 ระดับความพึงพอใจปานกลาง 1.51 – 2.50 ระดับความพึงพอใจน้อย 0.00 – 1.51 ระดับความพึงพอใจน้อยที่สุด


Click to View FlipBook Version